ส.ป.ก.สรุปคดีวินด์ฟาร์มเดือนนี้ ชง “ฉัตรชัย” ชี้ขาดเอกชนบุกที่รัฐ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 16 มี.ค. 2560 05:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/886126


พล.อ.ฉัตรชัย สาริกัลยะ รมว.เกษตรและสหกรณ์

การันตีเกษตรกรค้านล้มโครงการ

นายสมปอง อินทร์ทอง เลขาธิการสำนักงานการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม (ส.ป.ก.) เปิดเผยว่า ขณะนี้การตรวจสอบข้อมูลเอกชนทั้ง 15 ราย ที่ติดตั้งกังหันลมผลิตกระแสไฟฟ้า (วินด์ฟาร์ม) บนพื้นที่เขตปฏิรูปที่ดินที่ จ.ชัยภูมิ และ จ.นครราชสีมา เพื่อพิจารณาว่า ดำเนินการตามเงื่อนไขอย่างครบถ้วนหรือไม่ตามคำสั่งของ พล.อ.ฉัตรชัย สาริกัลยะ รมว.เกษตรและสหกรณ์ ภายใน 45 วัน เสร็จเรียบร้อยแล้วและอยู่ระหว่างสรุปข้อมูล ซึ่งคาดว่าจะส่งให้ พล.อ.ฉัตรชัยพิจารณาได้ภายในสิ้นเดือน มี.ค.นี้

สำหรับการตรวจสอบข้อมูล แบ่งออกเป็น 3 ส่วน ได้แก่ 1.จากสำนักงานการปฏิรูปที่ดินจังหวัด 2 จังหวัด คือ จ.ชัยภูมิและ จ.นครราชสีมา 2.จากผู้ประกอบการทั้ง 15 รายและ 3.จากเกษตรกรในพื้นที่ ซึ่งทุกฝ่ายให้ความร่วมมือเป็นอย่างดี โดยการดำเนินการทั้งหมดยืนยันว่าเป็นไปด้วยความรอบคอบ

ทั้งนี้ จากการสำรวจข้อมูลพบว่า เกษตรกรส่วนใหญ่ชอบโครงการติดตั้งกังหันลมฯ มาก เนื่องจากได้รับเงินโดยตรงจากภาคเอกชน ถนนในหมู่บ้านได้รับการปรับปรุง นอกจากนี้ผลตอบแทนที่ ส.ป.ก.ได้รับต่อปียังนำเข้ากองทุนช่วยเหลือด้านสวัสดิการแก่เกษตรกร เพื่อช่วยเหลือเกษตรกรให้สามารถทำการเกษตรบนที่ดินได้เช่นเดิม โดยที่วิถีชีวิตไม่เปลี่ยนแปลง จึงไม่เห็นด้วยหากมีการยกเลิกโครงการไป

“ผมสั่งให้เจ้าหน้าที่ลงไปเก็บข้อมูลในพื้นที่ถึง 2 ครั้ง เพื่อรวบรวมข้อมูลให้ครบถ้วนทุกด้าน เกษตรกรบางรายถึงกับร้องไห้ ไม่อยากให้ยกเลิกโครงการดังกล่าว เพราะผลตอบแทนที่ได้ต่อไร่ สูงถึง 35,000 บาทต่อปี กังหันลม 1 อันใช้พื้นที่กว้างกว่า 3 ไร่ ผลตอบแทนดังกล่าวเกษตรกรใช้ในการส่งบุตรหลานเรียนหนังสือหากยกเลิกโครงการไปจะเกิดความลำบาก เพราะรายได้จากภาคการเกษตรยังไม่เพียงพอต่อค่าใช้จ่ายด้านการศึกษา โดยข้อมูลทั้งหมด ส.ป.ก.จะส่งให้ พล.อ.ฉัตรชัยเป็นผู้พิจารณา ซึ่งถ้าผิดก็ว่ากันไปตามผิด แต่ถ้าไม่ผิดก็เดินหน้าต่อไป”

นอกจากนี้ ส.ป.ก.ได้ทำหนังสือถึงศาลปกครองสูงสุดขอคำจำกัดความถึงคำพิพากษา กรณีไม่ได้ให้ประโยชน์กับเกษตรกรโดยตรง ซึ่งทำให้ ส.ป.ก.ต้องยกเลิกสัญญาของบริษัทเทพสถิต วินด์ฟาร์มในการติดตั้งกังหันลมผลิตกระแสไฟฟ้าบนพื้นที่ในเขตปฏิรูปที่ดินที่ จ.ชัยภูมิว่า จะให้ ส.ป.ก.ปฏิบัติอย่างไร ซึ่งศาลปกครองสูงสุดตอบกลับว่า เรื่องดังกล่าวไม่ใช่อำนาจหน้าที่ของศาลฯ จึงส่งเรื่องดังกล่าวให้ศาลปกครอง จ.นครราชสีมาพิจารณาต่อไป.

 

แตะเบรก คมนาคมแจงกฎออกใบขับขี่ใหม่เริ่มใช้ปี 61จ่อลดค่าเรียนช่วยปชช.

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 15 มี.ค. 2560 22:40

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/885970


คมนาคมแจงด่วนนโยบายปรับหลักเกณฑ์ออกใบขับขี่ ยืนยันพุ่งเป้าหมายไปที่ความปลอดภัย ลดอุบัติเหตุบนถนนที่มาจากปัญหาความไม่พร้อมของบุคคล ด้านขนส่งทางบก ธาตุไฟแตก ขอเลื่อน บังคับใช้ กฎกระทรวงใบขับขี่ใหม่เป็นปี 61 เล็งปรับลดค่าเรียนโรงเรียนเอกชนหลัง ปชช.ร้องจ๊าก! ค่าเรียนขับรถแพงหูฉี่

เมื่อวันที่ 15 มี.ค. 60 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ภายหลังจาก คณะรัฐมนตรี หรือ ครม.มีมติปรับหลักเกณฑ์ออกใบอนุญาตขับขี่ โดยให้ประชาชนต้องไปเรียนและอบรมที่โรงเรียนสอนขับรถเอกชนก่อนจะมีการแจ้งขอออกใบขับขี่ โดยกำหนดเพดานอัตราค่าอบรมไม่เกิน 6,000 บาท สำหรับโรงเรียนสอนขับรถเอกชน 95 แห่ง ซึ่งหลังจากมีมติ ครม.ดังกล่าวเกิดการวิพากษ์วิจารณ์วงกว้าง ทั้งประชาชนผู้ต้องการขอใบอนุญาตและโซเชียลมีเดีย ทำให้กระทรวงคมนาคมต้องออกมาชี้แจงด่วน ถึงข้อสงสัยหลายประเด็น (คาดกฎใหม่ สอบใบขับขี่ผ่านรร. เพิ่มอบรม 15 ชม.ค่าใช้จ่ายพุ่งเกือบ 6 พัน)

นายจิรุตม์ วิศาลจิตร ผู้ตรวจราชการกระทรวงคมนาคม ในฐานะโฆษกกระทรวงคมนาคม กล่าวว่า การผลักดันนโยบายปรับหลักเกณฑ์ออกใบอนุญาตขับขี่เป็นเรื่องที่กรมการขนส่งทางบกศึกษาข้อมูลมานานและพบว่าปัญหาที่เกิดขึ้นในส่วนของอุบัติเหตุที่มีสถิติสูงทุกปีมาจาก 3 ปัจจัย คือ

1.สภาพถนน ซึ่งขณะนี้กระทรวงคมนาคมมีนโยบายปรับปรุงให้ถนนมีคุณภาพ ปลอดภัยสูง

2.คุณภาพรถ รัฐบาลพยายามควบคุมยกระดับคุณภาพรถโดยสารสาธารณะต่าง ๆ

3.ความไม่พร้อมของผู้ขับรถ พบว่าปัจจัยเรื่องของคนเป็นปัจจัยสำคัญกว่า 80% ทำให้เกิดอุบัติเหตุ ดังนั้น จึงจำเป็นต้องยกระดับการออกใบอนุญาตขับขี่ให้เข้มข้น

ทั้งนี้โรงเรียนที่จะเข้ามาสอนและอบรมจะต้องทำให้ผู้ขับขี่มีความสามารถในการขับรถ มีวัฒนธรรมและจริยธรรมในการขับขี่ ส่วนประเด็นข้อสงสัยทำไมต้องอบรม 15 ชั่วโมงนั้น เป็นการดำเนินการตามกรอบปฏิญญามอสโคทุกประเทศทั่วโลกฝึกอบรมผู้ขับขี่ตามชั่วโมงดังกล่าว ถือเป็นเวลามาตรฐาน

ส่วนกฎหมายดังกล่าวจะมีการบังคับเมื่อใด ยืนยันหลังจากมีมติ ครม.ทางกรมการขนส่งทางบกจะต้องศึกษาแผนรายละเอียดการเตรียมความพร้อมของโรงเรียนเอกชนและผ่านการพิจาณาตามข้อกฎหมายจากกฤษฎีกา คาดว่าจะใช้เวลาอีกเป็นปีกว่าจะประกาศใช้ ส่วนค่าใช้จ่ายในการอบรมไม่เกิน 6,000 บาทนั้น เป็นเพดานสูงสุด และเชื่อว่ากรมการขนส่งทางบกจะศึกษาอัตราที่เหมาะสมก่อนบังคับใช้กฎหมายต่อไป อัตราที่ออกมาจะคำนึงถึงความพร้อมของประชาชนเป็นหลัก

นายกมล บูรณพงศ์ รองอธิบดีกรมการขนส่งทางบก กล่าวว่า สำหรับความพร้อมของโรงเรียนเอกชนสอนขับรถ ยืนยันในอนาคตจะเพียงพอต่อความต้องการของประชาชน เนื่องจากขณะนี้มีโรงเรียนที่มีมาตรฐานได้รับอนุญาตแล้ว 95 แห่ง และอยู่ระหว่างการขอใบอนุญาต ซึ่งผ่านการพิจารณาแล้ว 43 แห่ง เชื่อว่าเอกชนที่เปิดโรงเรียนสอนขับรถแต่ละรายจะต้องลงทุนไม่น้อยกว่า 20 ล้านบาทต่อแห่ง ซึ่งก็ต้องรักษาคุณภาพ

โดยขนส่งทางบกขีดเส้นชัดเจนว่า การควบคุมคุณภาพแต่ละแห่งจะใช้ระบบ E-Classroom ระบบดังกล่าวจะมีการออนไลน์ข้อมูลตั้งแต่ผู้เข้าเรียนมาแสดงตนที่โรงเรียนด้วยระบบสแกนนิ้ว การทำข้อสอบที่มีการคีย์ข้อมูลเข้ามาในระบบจนถึงการสอบปฏิบัติ ข้อมูลทั้งหมดจะส่งมาที่กรมการขนส่งทางบกด้วย

ทั้งนี้หากพบว่ามีการนำใบอนุญาตขับขี่ไปหาประโยชน์ จะถูกลงโทษสถานหนัก ปิดสถานประกอบการทันที นอกจากนี้ เพื่อให้โรงเรียนสอนขับรถเอกชนมีเพียงพอต่อความต้องการ อย่างไรก็ตาม ยอมรับว่ามีแนวทางให้สถาบันการศึกษา มหาวิทยาลัยที่มีความพร้อมสามารถเปิดโรงเรียนสอนขับรถและบรรจุเป็นสถานประกอบการเพิ่มในอนาคต

 

ข้าวไทยมีอนาคต เม็กซิโกยอมเปิดโควตานำเข้า

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 15 มี.ค. 2560 22:15

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/885701


น่าปลื้ม! เม็กซิโกเปิดโควตานำเข้าข้าวภายใต้ภาษี 0% ปริมาณ 1.5 แสนตัน “พาณิชย์” เตรียมผลักดันส่งออกข้าวไทยภายใต้โควตาตั้งเป้าส่งออกปี 60 มากกว่า 1 หมื่นตัน…

เมื่อวันที่ 15 มี.ค.2560 นางอภิรดี ตันตราภรณ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า รัฐบาลกลางเม็กซิโกได้เปิดโควตานำเข้าข้าวปริมาณ 150,000 ตัน ภายใต้ภาษีในโควตา 0% ถือเป็นครั้งแรกที่เม็กซิโกเปิดโควตาให้นำเข้าข้าวจากต่างประเทศ แบ่งเป็นข้าว 4 ชนิด ได้แก่ ข้าวเปลือก ข้าวเมล็ดยาว ข้าวหัก และข้าวกล้อง โดยไทยได้รับการจัดสรรโควตาประเภทข้าวเมล็ดยาวจากการเปิดโควตาครั้งนี้ด้วย ซึ่งคู่แข่งสำคัญของไทยในตลาดเม็กซิโก คือ สหรัฐฯ อุรุกวัย อาร์เจนตินา และเวียดนาม

“ถือเป็นโอกาสดีที่ไทยจะส่งออกข้าวไปตลาดเม็กซิโก ซึ่งปกติไทยเสียภาษีนำเข้า 20% สูงกว่าคู่แข่งอย่างสหรัฐฯ อุรุกวัย และอาร์เจนตินา ที่มีข้อตกลงการค้าเสรีกับเม็กซิโก ดังนั้นการจัดสรรโควตาให้ไทย คาดหวังว่าจะส่งออกได้เพิ่มขึ้นในปีนี้มากกว่า 10,000 ตัน จากปี 59 ที่ส่งออกได้ 7,690 ตัน ลดลง 50% จากปี 58 ข้าวไทยมีส่วนแบ่งตลาดในเม็กซิโกเป็นอันดับ 4 ที่ 3.32% ของปริมาณข้าวที่เม็กซิโกนำเข้ามาทั้งหมด โดยสหรัฐฯ เป็นอันดับ 1 ที่ 45% รองลงมาคือ อุรุกวัย 40% อาร์เจนตินา 7.7% เวียดนาม 1% และอินเดียไม่ถึง 1%” รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ กล่าว

นางอภิรดี กล่าวต่อว่า อย่างไรก็ตามการเปิดโควตานำเข้าข้าวของรัฐบาลเม็กซิโกได้กำหนดให้นำเข้าได้ตั้งแต่วันที่ 2 มี.ค.-31 ธ.ค. 2560 โดยกำหนดให้บริษัทเอกชนที่ส่งออกข้าวภายในโควตาจะส่งออกได้ไม่เกินบริษัทละ 10,000 ตัน เพื่อกระจายโควตาให้ทั่วถึง ไม่ให้เกิดการผูกขาด สำหรับแผนการผลักดันและประชาสัมพันธ์ข้าวไทยในตลาดเม็กซิโกรวมทั้งตลาดอเมริกากลางคือ ได้มอบหมายให้กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศจัดทำโครงการขยายตลาดข้าวไทยในเม็กซิโกร่วมกับผู้นำเข้าและห้างสรรพสินค้าคอสท์โก เม็กซิโก ที่มีถึง 37 สาขา ในเดือน เม.ย.-ก.ย. 2560 เพื่อประชาสัมพันธ์ข้าวไทยให้เป็นที่รู้จักและติดตลาดเพิ่มขึ้น.

 

‘กฤษดา’ ลาออก ผอ.ไทยพีบีเอส รับผิดชอบปมซื้อตราสารหนี้ บ.เอกชน (ชมคลิป)

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 15 มี.ค. 2560 21:50

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/885960


กฤษดา เรืองอารีย์รัชต์ ประกาศลาออกจากตำแหน่งผู้อำนวยการ ส.ส.ท. แสดงความรับผิดชอบกรณีซื้อตราสารหนี้ บ.เอกชน ชี้ กระทบความรู้สึกประชาชนและเครือข่าย

วันที่ 15 มี.ค.2560 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นายกฤษดา เรืองอารีย์รัชต์ ผู้อำนวยการองค์การกระจายเสียงและแพร่ภาพสาธารณะแห่งประเทศไทย (ส.ส.ท.) ได้ลาออกจากตำแหน่ง ผู้อำนวยการ ส.ส.ท. หลังมีการซื้อตราสารหนี้ของบริษัทเอกชนจนนำไปสู่การวิพากษ์วิจารณ์จากหลายภาคส่วน

นายกฤษดา ระบุว่า แม้ว่าการดำเนินงานจะถูกต้องและเป็นประโยชน์ต่อองค์กร แต่กระทบต่อความรู้สึกของประชาชนอย่างมาก รวมทั้งเครือข่ายที่เคยทำงานร่วมกับไทยพีบีเอส ซึ่งตนเองได้รับฟังข้อกังวลจากทุกฝ่ายและน้อมรับคำแนะนำ จึงขออภัยต่อการดำเนินการที่กระทบความรู้สึกของทุกคนเป็นอย่างมาก และขอแสดงความรับผิดชอบด้วยการลาออกจากผู้อำนวยการไทยพีบีเอส

ก่อนหน้านี้ ไทยพีบีเอสได้ออกแถลงการณ์ชี้แจงกรณีการซื้อตราสารหนี้ดังกล่าว ยืนยันไม่กระทบต่อการทำหน้าที่และเตรียมยุติการลงทุนในตราสารหนี้

ข่าวที่เกี่ยวข้อง 

– ‘บิ๊กตู่’ สั่งสอบ ‘ไทยพีบีเอส’ ปมซื้อหุ้นกู้ ‘ซีพีเอฟ’

– ไทยพีบีเอส ประกาศยุติการลงทุนตราสารหนี้บางบริษัท หลังทำสังคมข้องใจ

 

ไทยพีบีเอส ประกาศยุติการลงทุนตราสารหนี้บางบริษัท หลังทำสังคมข้องใจ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 15 มี.ค. 2560 21:06

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/885951


ไทยพีบีเอส ประกาศยุติการลงทุนตราสารหนี้บางบริษัท ที่อาจทำให้ภาคประชาชน-สังคม เกิดข้อสงสัยและความคลางแคลงใจ โดยจะมีการนำเสนอให้คณะกรรมการนโยบาย ส.ส.ท. พิจารณาโดยเร็วที่สุด…

วันที่ 15 มีนาคม องค์การกระจายเสียงและแพร่ภาพสาธารณะแห่งประเทศไทย (ส.ส.ท.) หรือ ไทยพีบีเอส ออกคำชี้แจงกรณีซื้อตราสารหนี้ (หุ้นกู้) บริษัท เจริญโภคภัณฑ์อาหาร จำกัด (มหาชน) หรือ CPF ผ่านเว็บไซต์ ระบุว่า จากกรณีที่มีการแสดงความคิดเห็นจากสังคม ถึงการบริหารสินทรัพย์สภาพคล่องขององค์การกระจายเสียงและแพร่ภาพสาธารณะแห่งประเทศไทย (ส.ส.ท.) ด้วยการนำสินทรัพย์สภาพคล่อง (รายได้ที่ยังไม่ถึงกำหนดใช้จ่าย) ไปซื้อตราสารหนี้ เพื่อทำให้สินทรัพย์สภาพคล่องนั้นสร้างรายได้และถูกนำไปพัฒนาองค์กร ซึ่งกรณีนี้มีผู้ชมผู้ฟังส่วนหนึ่งได้ตั้งข้อสังเกตถึงความเหมาะสมของการลงทุนดังกล่าว และกังวลว่าจะกระทบความเป็นอิสระในการทำหน้าที่สื่อสาธารณะ ผู้บริหาร ส.ส.ท. ขอขอบคุณในทุกข้อคิดความเห็นจากทุกภาคส่วน ทั้งนี้ ผู้บริหาร ส.ส.ท. รู้สึกเสียใจและขออภัยที่สร้างความกังวลใจให้กับประชาชนที่ติดตามไทยพีบีเอสมาโดยตลอด

อย่างไรก็ตาม ผู้บริหาร ส.ส.ท. ขอเรียนชี้แจงว่า การบริหารสินทรัพย์สภาพคล่องมีจุดมุ่งหมายเพียงเพื่อให้การบริหารเงินรายได้ที่รอถึงกำหนดจ่าย มีประสิทธิภาพและเป็นประโยชน์ต่อสาธารณะมากที่สุด ภายใต้กรอบที่กฎหมายกำหนด โดยมีการจัดการบริหารความเสี่ยงทางการเงิน เป็นเงื่อนไขกำกับการลงทุน คือ ลงทุนในตราสารหนี้ที่มีการจัดอันดับเครดิตในระดับ A (จัดอันดับโดย TRIS) ซึ่งหมายถึงตราสารที่มีความเสี่ยงในระดับต่ำ มีความสามารถในการชำระดอกเบี้ยและคืนเงินต้นในเกณฑ์สูง

กลไกการใช้ดุลยพินิจ

กลไกการบริหารสินทรัพย์สภาพคล่อง ระเบียบ ส.ส.ท.กำหนดให้คณะกรรมการบริหารมีหน้าที่จัดทำกรอบนโยบายลงทุนเสนอให้คณะกรรมการนโยบายอนุมัติในทุกปีงบประมาณ โดยเสนอขออนุมัติพร้อมกับงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ เมื่อผ่านความเห็นชอบแล้ว ฝ่ายบริหารจึงดำเนินการบริหารจัดการในรูปแบบต่างๆ ภายใต้กรอบที่กฎหมายกำหนด รวมทั้งเงินฝากในสถาบันการเงิน ตราสารหนี้ (พันธบัตรและหุ้นกู้) ซึ่งการบริหารสินทรัพย์สภาพคล่องในปีงบประมาณ 2560 ก็ดำเนินการตามกรอบนโยบายลงทุนที่ได้รับอนุมัติจากคณะกรรมการนโยบาย และการตัดสินใจเลือกลงทุนในตราสารหนี้บริษัทใดบริษัทหนึ่งนั้น ฝ่ายบริหารจะมีการปรึกษาหารือกับที่ปรึกษาทางการเงิน โดยลงทุนในตราสารหนี้เท่านั้น ไม่มีนโยบายลงทุนในหุ้นสามัญหรือตราสารทุนประเภทอื่นๆ อย่างเด็ดขาด ด้วยเหตุผลการบริหารความเสี่ยงทางการเงินที่ต่ำกว่า และบริหารจัดการสภาพคล่องได้ดีกว่า

อย่างไรก็ตาม เพื่อยืนยันในหลักการของสื่อสาธารณะ ที่ให้ความสำคัญต่อการมีส่วนร่วมของประชาชนอย่างรอบด้าน เสียงวิพากษ์วิจารณ์และข้อคิดความเห็นต่างๆ ต่อการบริหารสินทรัพย์สภาพคล่องของ ส.ส.ท. จึงเป็นสิ่งที่ฝ่ายบริหาร ส.ส.ท. ตระหนัก และเล็งเห็นว่าจำเป็นต้องมีการพิจารณาทบทวนกรอบนโยบายลงทุน รวมทั้งการยุติการลงทุนในตราสารหนี้บางบริษัท ที่อาจจะส่งผลให้ภาคประชาชนและสังคมโดยรวมเกิดข้อสงสัยและความคลางแคลงใจ โดยจะมีการนำเสนอให้คณะกรรมการนโยบาย  ส.ส.ท. พิจารณาโดยเร็วที่สุด.

ดูคำชี้แจง ที่นี่

 

ฟิลลิป มอร์ริส ติดหนึ่งใน 100 สุดยอดองค์กรเจ้าของสิทธิบัตร

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 15 มี.ค. 2560 18:00

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/885695


ฟิลลิป มอร์ริส อินเตอร์เนชั่นแนล ติดหนึ่งใน 100 สุดยอดองค์กรเจ้าของสิทธิบัตร แสดงให้เห็นถึงความตั้งใจ ความเป็นองค์กรนวัตกรรมเพื่อร่วมสร้างสังคมปลอดบุหรี่…

เมื่อวันที่ 15 มี.ค. ผู้สื่อข่าวรายงานว่า องค์การสิทธิบัตรแห่งยุโรปเปิดเผยรายชื่อ 100 องค์กรที่ยื่นขอสิทธิบัตรในปี 2559 โดยฟิลลิป มอร์ริส อินเตอร์เนชั่นแนล อิงก์ (พีเอ็มไอ) ติดอันดับที่ 63 ร่วมกับบริษัทนวัตกรรมชื่อดัง อาทิ กูเกิล ซัมซุง ไมโครซอฟท์ แอร์บัส และเป็นบริษัทยาสูบเพียงรายเดียวที่มีรายชื่ออยู่ในรายงานประจำปี 2559 ขององค์การสิทธิบัตรแห่งยุโรป โดยฟิลลิป มอร์ริสฯ เพิ่งจะประกาศวิสัยทัศน์ใหม่ในการพลิกโฉมอุตสาหกรรมยาสูบ ด้วยการมุ่งมั่นที่จะร่วมสร้างสังคมปลอดควันบุหรี่ โดยนับตั้งแต่ปี 2551 ใช้เงินลงทุนกว่า 3 พันล้านเหรียญสหรัฐฯ และทีมนักวิจัยกว่า 400 คน เพื่อพัฒนาผลิตภัณฑ์ลดความเสี่ยง และเปิดตัวเว็บไซต์ใหม่ http://www.pmi.com เพื่อให้ข้อมูลเกี่ยวกับกระบวนการวิจัยและพัฒนานวัตกรรมผลิตภัณฑ์ยาสูบที่อาจจะมีศักยภาพในการลดอันตรายจากการสูบบุหรี่ให้กับตัวผู้สูบและสังคมโดยรวม

นายมิเชล คัตโตนี รองประธานกรรมการฝ่ายเทคโนโลยีและปฏิบัติการ ฟิลลิป มอร์ริสฯ เปิดเผยว่า การวิจัยและพัฒนาทางวิทยาศาสตร์เป็นส่วนสำคัญที่แสดงถึงความมุ่งมั่นที่จะทำให้ผู้สูบบุหรี่ผู้ใหญ่ทั่วโลกมีผลิตภัณฑ์ทางเลือกหลากหลายที่นำมาใช้ทดแทนบุหรี่ได้ ซึ่งสิทธิบัตรที่ได้รับมาช่วยยืนยันว่าได้เข้าใกล้เป้าหมายในการสร้างสังคมปลอดควันบุหรี่ โดยสิทธิบัตรกว่า 1,800 รายการ และอีกกว่า 4,000 รายการ ที่อยู่ระหว่างการพิจารณาออกสิทธิบัตรนั้นเกิดจากการค้นพบระหว่างการทำวิจัยและพัฒนาผลิตภัณฑ์ดังกล่าว ซึ่งรวมถึงนวัตกรรมที่ให้ความร้อนแก่ใบยาสูบแทนการเผาไหม้ วิธีการใหม่ในการให้ความร้อนแก่น้ำยาเหลวของบุหรี่ไฟฟ้า และกระบวนการในการผลิต

นายพงศธร อังศุสิงห์ ผู้อำนวยการฝ่ายบรรษัทสัมพันธ์ ฟิลลิป มอร์ริส (ไทยแลนด์) ลิมิเต็ด เปิดเผยเพิ่มว่า ฝ่ายวิจัยและพัฒนาของฟิลลิป มอร์ริสฯ ทุ่มเทกับการพัฒนาผลิตภัณฑ์ซึ่งเป็นอันตรายน้อยกว่าบุหรี่ซิกาแรตแบบธรรมดาบนหลักการของการกำจัดการเผาไหม้ของยาสูบ ในขณะเดียวกันก็ตอบสนองความพึงพอใจของผู้บริโภคที่เป็นผู้ใหญ่ทั่วโลก และได้นำเสนอผลการศึกษาทางวิทยาศาสตร์กับผู้ออกกฎระเบียบและนักวิทยาศาสตร์ทั่วโลก ซึ่งเห็นว่าการนำเทคโนโลยียุคดิจิตอลเข้ามาช่วยแก้ปัญหาในสังคมมีความสอดคล้องกับนโยบายไทยแลนด์ 4.0 ของรัฐบาล เราอยากให้การกำหนดนโยบายเกี่ยวกับผลิตภัณฑ์ยาสูบในอนาคตคำนึงถึงทางเลือกใหม่ในการลดอันตรายจากยาสูบ เพื่อช่วยให้เกิดประโยชน์ในสังคมมากที่สุด ทั้งนี้ ปัจจุบันผู้สูบบุหรี่ในต่างประเทศกว่า 1.4 ล้านคน เปลี่ยนมาใช้ผลิตภัณฑ์ลดความเสี่ยง และฟิลลิป มอร์ริสฯ มีเป้าหมายให้ผลิตภัณฑ์เหล่านั้นสามารถมาแทนที่บุหรี่แบบดั้งเดิมได้ในอนาคต จนถึงขณะนี้ ผลการวิจัยทางวิทยาศาสตร์เพื่อประเมินศักยภาพในการลดความเสี่ยงของผลิตภัณฑ์เป็นที่น่าพอใจอย่างยิ่ง.

 

พาณิชย์มั่นใจเงาะ ทุเรียน มังคุดปีนี้ราคาดี

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 15 มี.ค. 2560 16:52

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/885571


ปลัดพาณิชย์มั่นใจผลไม้ภาคตะวันออก ทั้งทุเรียน เงาะ มังคุดปีนี้ไม่มีปัญหาราคาตกต่ำ ชี้มีตลาดรองรับผลผลิตหมดแล้ว ขณะที่บางสวนพลิกเกมจัดกินบุฟเฟต์ทุเรียนดึงนักท่องเที่ยว…

เมื่อวันที่ 15 มี.ค. น.ส.วิบูลย์ลักษณ์ ร่วมรักษ์ ปลัดกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า ได้ลงพื้นที่ติดตามสถานการณ์ผลไม้ภาคตะวันออก เช่น ทุเรียน มังคุด เงาะ และมะม่วง เป็นต้น โดยผลไม้จะเริ่มออกสู่ตลาดตั้งแต่สิ้นเดือน มี.ค.นี้ เป็นต้นไป และจะออกมากช่วงเดือน เม.ย. หลังสงกรานต์ และจากการที่ได้เตรียมความพร้อมด้านมาตรการรับมือ ทั้งการหาตลาดรองรับผลผลิต การกระจายผลผลิตออกสู่ตลาดปลายทางโดยเร็ว ทำให้มั่นใจว่า ปีนี้เกษตรกรผู้ปลูกผลไม้ภาคตะวันออกจะจำหน่ายผลผลิตได้ในราคาดีอีกปีหนึ่ง

“ได้ประชุมร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ทั้งสำนักงานพาณิชย์จังหวัดจันทบุรี สำนักงานเกษตรจังหวัดจันทบุรี สภาเกษตรจังหวัดจันทบุรี หอการค้าจังหวัดจันทบุรี เครือข่ายธุรกิจบิสคลับจันทบุรี สหกรณ์การเกษตรท่าใหม่ จำกัด และตัวแทนเกษตรกร ได้ข้อมูลตรงกันว่า ผลไม้ภาคตะวันออกปีนี้ไม่น่าห่วง ส่วนใหญ่มีตลาดรองรับหมดแล้ว”

ปลัดกระทรวงพาณิชย์ กล่าวต่อว่า สำหรับทุเรียนที่ผลผลิตจะเริ่มออกมากตั้งแต่ เม.ย.นั้น มั่นใจว่า ไม่มีปัญหาด้านราคา เพราะผลผลิตมีตลาดรองรับ ทั้งการจำหน่ายในประเทศและส่งออก อีกทั้งชาวสวนยังได้เพิ่มช่องทางการจำหน่ายใหม่ๆ โดยเฉพาะการจัดกินทุเรียนบุฟเฟต์ ซึ่งปัจจุบันมีกว่า 19 สวน ซึ่งนอกจากจะช่วยระบายผลผลิตแล้ว ยังช่วยส่งเสริมการท่องเที่ยว เพราะมีนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติเดินทางเข้ามากินทุเรียนเป็นจำนวนมาก โดยเฉพาะนักท่องเที่ยวจีน ที่เดินทางมาจากพัทยา ขณะเดียวกันยังพบว่า เกษตรกรบางรายที่ได้ปรับตัวเป็นสมาร์ทฟาร์มเมอร์ โดยหันมาปลูกทุเรียนอินทรีย์ สามารถขายได้ราคาสูงถึงลูกละ 3,600 บาท ภายใต้แบรนด์ EXOTIQ นำไปขายที่ห้างพารากอน โดยมีผลผลิตเพียงปีละ 500 ลูกเท่านั้น และมี 2 พันธุ์ คือ หมอนทองและก้านยาว ซึ่งกระทรวงจะผลักดันให้เกษตรกรนำแนวทางเกษตรอินทรีย์ และเกษตรผสมผสาน
มาพัฒนาผลไม้ในภาคตะวันออกต่อไป

นอกจากนี้ ยังได้ไปเยี่ยมชมสหกรณ์การเกษตรท่าใหม่ที่มีโรงอบเย็น เพื่ออบผลผลิตทางการเกษตร โดยรับซื้อจากเกษตรกรในราคานำตลาด และนำมาผ่านกระบวนการอบ ทั้งอบร้อนและอบเย็น เพื่อให้ได้มาตรฐานตามที่ลูกค้าต้องการ ขณะนี้ กำลังดำเนินการอบมะม่วงก่อนที่จะส่งออกไปญี่ปุ่นและเกาหลี ขณะเดียวกัน ยังได้เยี่ยมชม บริษัท วรรัตน์ เฟรชฟรุ๊ต จำกัด ซึ่งเป็นล้ง หรือผู้รวบรวมสินค้าเกษตร และบรรจุเพื่อส่งออก ที่มีศักยภาพใน จ.จันทบุรี โดยจะรับผลผลิตจากเกษตรกรภายในพื้นที่ และทำสัญญาซื้อขายล่วงหน้ากับเกษตรกรเพื่อส่งออกไปกวางโจว ประเทศจีน โดยทางเรือ ซึ่งกระทรวงฯ จะพัฒนาให้มีล้งคุณภาพในลักษณะนี้เพิ่มมากขึ้น เพื่อรองรับผลผลิตผลไม้จากเกษตรกร.

 

สรรพากรยัน ขอคืนภาษีผ่านพร้อมเพย์ ได้รับเงินเร็วขึ้น

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 15 มี.ค. 2560 16:45

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/885667


กรมสรรพากร ยืนยันการขอคืนภาษีผ่านระบบพร้อมเพย์ได้รับเงินเร็วขึ้น หากการขอคืนภาษีไม่พบผิดปกติ ระบุ ส่วนใหญ่ผู้ขอคืนภาษีผูกบัญชีพร้อมเพย์แล้ว ร้อยละ 60

วันที่ 15 มีนาคม นายประสงค์ พูนธเนศ อธิบดีกรมสรรพากร กล่าวว่า จากข้อมูลสถิติการยื่นแบบแสดงรายได้ประจำปี 2559 และการขอคืนภาษีตั้งแต่เดือนมกราคม 2560 ถึงปัจจุบัน พบว่าผู้ขอคืนภาษีส่วนใหญ่มีการผูกบัญชีพร้อมเพย์อยู่แล้วกว่าร้อยละ 60 และบางส่วนอยู่ระหว่างการลงทะเบียนระบบพร้อมเพย์ เนื่องจากการคืนภาษีมีความสะดวก รวดเร็ว และนำเงินเข้าบัญชีธนาคารให้โดยอัตโนมัติ และยืนยันว่า กรมสรรพากรไม่ได้บังคับให้ผู้ขอคืนลงทะเบียนระบบพร้อมเพย์แต่อย่างใด ซึ่งหากผู้ขอคืนภาษีไม่มีการสมัครใช้บริการระบบพร้อมเพย์ ก็สามารถได้รับเงินคืนภาษีเป็นเช็คส่งไปรษณีย์แบบเดิม

ทั้งนี้ การขอคืนภาษีเข้าบัญชีพร้อมเพย์ จะช่วยอำนวยความสะดวกให้กับประชาชนในการได้รับคืนเงินภาษี ลดระยะเวลาในการเดินทางนำเงินไปเข้าบัญชีธนาคาร ไม่ต้องรอรับเช็คคืนภาษีทางไปรษณีย์ รวมทั้งเป็นการแก้ปัญหาเรื่องเช็คคืนภาษีส่งไม่ถึงมือผู้รับ เช็คคืนภาษีสูญหาย ซึ่งที่ผ่านมาพบว่ามีผู้ขอคืนภาษีที่ไม่ได้รับเช็คกว่าแสนฉบับ อีกทั้งยังเป็นการช่วยลดต้นทุนค่าใช้จ่ายของภาครัฐในภาพรวมอีกด้วย เมื่อมีการยื่นแบบแสดงรายการภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา ระบบจะวิเคราะห์แบบแสดงรายการภาษี หากไม่ติดเกณฑ์ผิดปกติ จะอนุมัติสั่งคืน และส่งข้อมูลให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องประมวลผลข้อมูลเพื่อตรวจสอบว่า ผู้ขอคืนมีการผูกบัญชีพร้อมเพย์ไว้หรือไม่เป็นลำดับแรก หากมีการผูกบัญชีไว้ ธนาคารจะนำเงินคืนภาษีเข้าบัญชีในวันรุ่งขึ้น

ส่วนรายที่ยังไม่มีการผูกบัญชีพร้อมเพย์ ระบบจะทำการตรวจสอบการผูกบัญชีพร้อมเพย์อีกระยะหนึ่ง เพื่อรองรับการผูกบัญชีพร้อมเพย์ภายหลังการยื่นแบบของผู้ขอคืนว่ามีการผูกบัญชีพร้อมเพย์เพิ่มเติมหรือไม่ ซึ่งหากตรวจสอบแล้วพบว่า ผู้ขอคืนไม่มีบัญชีพร้อมเพย์ระบบจะทำการสั่งพิมพ์เช็ค และส่งไปรษณีย์ตามขั้นตอนต่อไป.

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

– สรรพากร แจงไม่บังคับทำพร้อมเพย์คืนเงินภาษี ยังจ่ายเป็นเช็คตามปกติ

 

ฟอร์ดชี้แจง กรณีลูกค้าบุกทุบรถหน้าสำนักงาน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 15 มี.ค. 2560 16:16

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/885627


ฟอร์ด ประเทศไทย ออกหนังสือแจง หลังเกิดเหตุหนุ่มบุกทุบรถหน้าสำนักงาน เอือมระบบเกียร์มีปัญหาซ้ำซาก ระบุข้อเรียกร้องไม่สมเหตุสมผล แจงก่อนหน้าได้ให้ผู้ได้รับผลกระทบนำรถเข้ามาติดตั้งวัสดุคลัตช์ใหม่ โดยไม่เสียค่าใช้จ่ายใดๆ แต่ลูกค้าไม่ยินยอม…

จากกรณี กลุ่มผู้ที่ได้รับความเดือดร้อนจากปัญหาการใช้รถยนต์ยี่ห้อฟอร์ด รุ่นเฟียสต้า และรุ่นโฟกัส กว่า 60 คน รวมตัวด้านหน้าสำนักงานใหญ่ บริษัท ฟอร์ด เซลส์ แอนด์ เซอร์วิส ประเทศไทย จำกัด อาคารสาทร สแควร์ ถนนนราธิวาสราชนครินทร์ เขตสาทร กรุงเทพฯ เพื่ออ่านแถลงการณ์ข้อเรียกร้องของผู้บริโภคต่อบริษัทฟอร์ด พร้อมทั้งชูป้ายประณามบริษัทฟอร์ด ก่อนที่หนึ่งในผู้เสียหายที่ขับรถยนต์ฟอร์ดรุ่นเฟียสต้า จากจังหวัดเชียงใหม่ จะใช้พลั่วทุบรถยนต์ของตนเอง เนื่องจากอ้างว่า หลังซื้อมาใช้ไม่นาน พบปัญหาหลายอย่าง ตามที่เสนอข่าวไปแล้วนั้น (สุดทน! หนุ่มบุกทุบรถยี่ห้อดังหน้าสำนักงาน เอือมระบบเกียร์มีปัญหาซ้ำซาก (คลิป))

ความคืบหน้าในเรื่องดังกล่าว ฟอร์ด ประเทศไทย ได้ออกหนังสือชี้แจงกรณีดังกล่าวว่า ไม่อาจทราบถึงสาเหตุที่กลุ่มลูกค้าไม่ยินยอมให้ฟอร์ดนำรถเข้ามาติดตั้งวัสดุคลัตช์ใหม่ โดยไม่เสียค่าใช้จ่ายใดๆ ทั้งที่วัสดุคลัตช์ใหม่นี้ ได้รับการพิสูจน์แล้วว่า เป็นแนวทางการแก้ปัญหาที่ได้ผล อย่างไรก็ตาม กลุ่มลูกค้าได้ปฏิเสธที่จะเข้าร่วมเจรจา โดยยังคงเรียกร้องให้ฟอร์ด ซื้อรถคืนในราคา 80% ของราคารถยนต์ใหม่ ซึ่งรถบางคันมีอายุการใช้งานประมาณ 4-5 ปีแล้ว

ทั้งนี้ ฟอร์ดได้ให้ความร่วมมืออย่างเต็มที่กับสำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค (สคบ.) รวมทั้งได้ดำเนินการออกมาตรการดูแลลูกค้าไปแล้วหลายประการ เพื่อเร่งแก้ปัญหาให้ลูกค้าตามที่ได้มีการแจ้งไปในข่าวประชาสัมพันธ์ของฟอร์ด ฉบับวันที่ 13 มีนาคม ทั้งนี้ มาตรการดูแลลูกค้าของฟอร์ด ประกอบด้วย การขยายระยะรับประกัน ซึ่งครอบคลุมถึงชุดคลัตช์ ไปจนถึง ซีลเพลาอินพุทเกียร์ และการปรับเทียบซอฟต์แวร์เกียร์

ฟอร์ดเห็นว่าการกระทำของกลุ่มลูกค้า และข้อร้องเรียนนั้นไม่สมเหตุสมผล อย่างไรก็ตาม เรายังคงหวังว่าทั้งสองฝ่ายจะสามารถหาข้อตกลงร่วมกันได้อย่างสันติ.

 

บินไทยร่วมมือกับ PayPal อำนวยความสะดวกชำระเงินออนไลน์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 15 มี.ค. 2560 15:11

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/885236


การบินไทยร่วมมือกับ PayPal อำนวยความสะดวกช่องทางการชำระเงินทางออนไลน์แก่ผู้โดยสาร เชื่อผู้โดยสารจะได้รับความสะดวกและวางใจในการชำระเงินผ่านระบบ

นายธีรพล โชติชนาภิบาล รองกรรมการผู้อำนวยการใหญ่สายการพาณิชย์ บริษัท การบินไทย จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า เพื่อเป็นการอำนวยความสะดวกสบายและเพิ่มทางเลือกในการเดินทางของผู้โดยสาร ให้มีความสะดวกสบายยิ่งขึ้น การบินไทยร่วมมือกับ PayPal หนึ่งในช่องทางการชำระเงิน (Payment Gateway) ชั้นนำที่ได้รับความนิยมจากผู้ใช้งานทั่วโลกซึ่งมีสมาชิกทั่วโลกกว่า 200 ล้านคน

โดยการบินไทยให้ความสำคัญกับการให้บริการจำหน่ายบัตรโดยสารผ่านทางเว็บไซต์อย่างมาก ช่องทางการชำระค่าบัตรโดยสารอย่างสะดวกสบายเป็นปัจจัยสำคัญที่การบินไทยคำนึงถึงเป็นอย่างยิ่ง PayPal จึงเปรียบเสมือนตัวกลางในการรับรองความปลอดภัยในการจ่ายเงินช่องทางออนไลน์ที่ลูกค้าให้ความเชื่อมั่นและไว้วางใจว่าเป็นระบบช่องทางการชำระเงินที่มีความปลอดภัยสูงได้มาตรฐานสากลและการใช้งานไม่ยุ่งยาก เพียงเป็นสมาชิกโดยใช้อีเมลและรหัสผ่าน ก็สามารถชำระค่าบัตรโดยสารผ่าน PayPal จึงเชื่อมั่นว่าผู้โดยสารจะได้รับความสะดวกสบายและวางใจในการชำระเงินผ่านระบบ

ทั้งนี้ การบินไทยได้เริ่มใช้การชำระเงินค่าบัตรโดยสารผ่าน PayPal มาตั้งแต่เดือนกันยายน 2559 ทำให้รายได้จากการขายผ่านเว็บไซต์จากทั่วโลกเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะจากชาวยุโรป และอเมริกัน ความร่วมมือครั้งนี้การบินไทยจึงมุ่งหวังให้ลูกค้าของการบินไทยในประเทศไทย และเอเชีย โดยเฉพาะประเทศในอาเซียน อาทิ สิงคโปร์ ฟิลิปปินส์ เวียดนาม และอื่นๆ ได้รับรู้ถึงช่องทางความสะดวกสบายและความปลอดภัยในการชำระเงินผ่าน PayPal เพื่อเป็นการขอบคุณและฉลองความร่วมมือระหว่างการบินไทยและ PayPal การบินไทยมอบไมล์ รอยัล ออร์คิด พลัส จำนวน 1,500 ไมล์ แก่ลูกค้า 1,000 ท่านแรกที่จองบัตรโดยสารระหว่างประเทศของการบินไทยผ่าน PayPal เฉพาะสมาชิกรอยัล ออร์คิด พลัส ในประเทศไทย สิงคโปร์ ฟิลิปปินส์ และเวียดนาม ระหว่างวันที่ 16 มีนาคม – 16 เมษายน 2560 และพิเศษสุดสำหรับผู้ที่สมัครเป็นสมาชิกใหม่กับรอยัล ออร์คิด พลัส ยังจะได้รับโบนัสไมล์สะสมพิเศษ เมื่อบินกับการบินไทยในเที่ยวบินแรกจำนวน 2,500 ไมล์ รวมรับไมล์สะสมพิเศษสูงสุด จำนวน 4,000 ไมล์ สำหรับความร่วมมือครั้งนี้ เป็นส่วนหนึ่งในโครงการ “New WEB and Mobile Platform” ของการบินไทย เพื่อพัฒนาระบบการซื้อขายบัตรโดยสารผ่านระบบออนไลน์ ทั้งทางเว็บไซต์ และสมาร์ทโฟนเพื่อให้สอดคล้องกับพฤติกรรมผู้บริโภคในยุคดิจิทัลเพื่ออำนวยความสะดวกให้ผู้โดยสารของการบินไทย ซึ่งถือเป็นการยกระดับการบริการให้เทียบเท่ากับมาตรฐานการบินระดับโลก เพื่อให้การบินไทยกลับมาแข็งแกร่งตามยุทธศาสตร์การฟื้นฟูกิจการอย่างมั่นคง