อุตสาหกรรมปาล์มน้ำมัน ไทยแข่งขันไม่ได้ในอาเซียน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/229471

เกษตร/ทำกิน/สัตว์เลี้ยง  :  10 มิ.ย. 2559

บายไลน์ – รศ.สมพร อิศวิลานนท์

               ปาล์มน้ำมันเป็นพืชประจำถิ่นของแอฟริกาใต้ ผู้คนในแอฟริกาใต้ได้ใช้ผลปาล์มมาเป็นส่วนประกอบของพืชอาหารพื้นฐานมาแต่โบราณ โดยเฉพาะในแถบภูมิภาคแอฟริกาตะวันตก เมื่อเกือยสองร้อยปีที่ผ่านมามีการนำเข้าไปปลูกในอินโดนิเซียเป็นไม้ประดับ ต่อมาปาล์มน้ำมันได้พัฒนาขึ้นเป็นพืชการค้าเมื่อชาติตะวันตกได้ได้รู้จักการนำผลปาล์มมาผลิตเป็นน้ำมันปาล์มเพื่อใช้เป็นองค์ประกอบในการผลิตน้ำมันหล่อลื่นในช่วงปลายคริสศตวรรษที่ 19 ซึ่งเป็นยุคของการพัฒนาอุตสาหกรรม

ความต้องการน้ำมันปาล์มที่เพิ่มขึ้นในยุคนั้นได้เป็นแรงขับเคลื่อนให้เกิดการขยายตัวของแหล่งผลิตปาล์มน้ำมันในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ตามมา โดยเฉพาะพื้นที่ในเกาะชวาและเกาะสุมาตราของอินโดนิเซียตลอดจนคาบสมุทรมาลายูและเกาะเบอร์เนียวของ มาเลเชีย เพราะการผลิตน้ำมันหล่อลื่นจากน้ำมันปาล์มมีต้นทุนต่ำกว่าการผลิตจากวัตถุดิบประเภทอื่น

ในช่วงกลางคริสศตวรรษที่ 20 แม้ว่าการใช้น้ำมันปาล์มเพื่อเป็นน้ำมันหล่อลื่นจะหดตัวไปแต่ความสำคัญของการใช้น้ำมันปาล์มเป็นน้ำมันพืชเพื่อการบริโภคในครัวเรือนกลับมีการค้าขยายตัวเพิ่มมากขึ้น เพราะมีราคาเปรียบเทียบต่ำกว่าน้ำมันพืชชนิดอื่นๆ นอกจากนี้ระดับราคาพลังงานจากฟอสซิลที่มีราคาปรับตัวสูงขึ้นในช่วงปลายศตวรรษที่ 20 ทำให้ปาล์มน้ำมันได้เพิ่มมิติจากพืชอาหารมาเป็นพืชพลังงานโดยการนำมาใช้ในการผลิตไบโอดีเซลอีกมิติหนึ่งอีกทั้งในปัจจุบันปาล์มน้ำมันยังเป็นวัตถุดิบตั้งต้นของสารสังเคราะห์ต่างๆที่ถูกนำไปใช้ประโยชน์ในอุตสาหกรรมปลายน้ำต่างๆ เช่นสบู่ นมข้นหวาน เนยเทียม ขนมขบเคี้ยว เป็นต้น

ในประชาคมอาเซียนมีผลผลิตน้ำมันปาล์มดิบคิดเป็นร้อยละ 88.9 ของผลผลิตน้ำมันปาล์มโลกจำนวน52.81 ล้านตันในจำนวนนี้มีอินโดนีเซียและมาเลเชียเป็นผู้ผลิตรายใหญ่หรือร้อยละ 94 ของผลผลิตปาล์มในอาเซียนทั้งหมด อีกทั้งทั้งสองประเทศเป็นผู้ส่งออกรายใหญ่ในตลาดการค้าน้ำมันปาล์มของโลกด้วยเช่นกัน

สำหรับประเทศไทยการผลิตปาล์มน้ำมันและน้ำมันปาล์มเป็นเพียงการผลิตเพื่อพึ่งพิงตนเองเท่านั้น โดยมีผลผลิตผลปาล์มเพียง 12.5 ล้านตันหรือร้อยละ 5 ของผลผลิตผลปาล์มในอาเซียน ผลผลิตจำนวนนี้ผลิตเป็นน้ำมันปาล์มดิบได้ประมาณ 2.15 ล้านตัน เท่านั้น ทั้งนี้ เพราะนโยบายในอดีตของไทยขาดการพัฒนาในกระบวนการผลิตต้นน้ำ กลางน้ำ และปลายน้ำในอุตสาหกรรมปาล์มน้ำมัน ทำให้ อุตสาหกรรมการผลิตผลปาล์มและรวมถึงน้ำมันปาล์มของไทยแข่งขันไม่ได้หากเทียบกับความก้าวหน้าของมาเลเชีย

           อีกทั้ง มาเลเชียยังได้สร้างวิสัยทัศน์ไว้ชัดเจนว่าในอีกสองทศวรรษข้างหน้าจะพัฒนาปาล์มน้ำมันให้เป็นหนึ่งในฐานเศรษฐกิจชีวภาพของประเทศเพื่อยกระดับมูลค่าเพิ่มให้กับวัตถุดิบและตัวสินค้าในตลอดห่วงโซ่คุณค่าของอุตสาหกรรมปาล์มน้ำมันอีกด้วย

เปิดธุรกิจเพื่อสังคม แเฟรนไชส์ดอยคำจังหวัด2สาขา

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/229470

เกษตร/ทำกิน/สัตว์เลี้ยง  :  10 มิ.ย. 2559

บายไลน์ – ดลมนัส กาเจ

           หลังจากที่บริษัท ดอยคำผลิตภัณฑ์อำหาร จำกัด ผู้นำอุตสาหกรรมน้ำผลไม้และและอาหารแปรรูปเพื่อสังคมภายใต้เครื่องหมายการค้า หรือแบรนด์”ดอยคำ” เปิดตัวแฟรนไชส์”ดอยคำ”ครั้งแรกในงานในงานแสดงสินค้าอุตสาหกรรมอาหารและเครื่องดื่มจากเอเซีย”(( World of food ASIA 2016) หรือ “ไทยเฟ็กซ์” (THAIFEX) ที่จัดขึ้น ณ ศูนย์แสดงสินค้าและการประชุมอิมแพ็ค อารินา เมืองทองธานี อ.ปากเกร็ด จ.นนทบรี เมื่อช่วงปลายเดือนพฤษภาคม 2559 ที่ผ่านมา

ปรากฏว่า มีผู้ที่สนใจจากจังหวัดต่างๆถึง 150 ราย ขณะที่ดอยคำกำหนดไว้เป็นร้านขายส่งเพียงจังหวัดละ 1 สาขา และขายปลีกอีก 1 ขาสา ล่าสุดบริษัท ดอยคำผลิตภัณฑ์อาหารฯ ประกาศเดินหน้าธุรกิจเพื่อสังคม ต้องมีจิตสำนึกต่อสังคม และสร้างจิตสำนึกให้กับผู้ประกอบการอื่นที่ต้องรับผิดชอบต่สังคมด้วยการลดราคาสินค้าแบรนด์ดอยคำถึง 69 รายการ 3-7% จาก 113 รายการ หรือคิดเป็นสัดส่วนร้อยละ 61.0 ของสินค้าทั้งหมด

พิพัฒพงศ์ อิศรเสนา ณ อยุธยา กรรมการผู้จัดการใหญ่และประธานเจ้าหน้าที่บริหารบริษัท ดอยคาผลิตภัณฑ์อาหาร จากัด บอกว่า ปัจจุบันราคาน้ามันเชื้อเพลิงซึ่งเป็นต้นทุนสำคัญในหการผลิตและขนส่ง มีการปรับลดลง ส่งผลให้ต้นทุนในการขาย และการบริหาร ลดลงตามไปด้วย จึงทาให้เกิดนโยบายคืนกำไรกลับสู่ผู้บริโภค เพื่อเป็นการตอกย้ำปรัชญาองค์กรของดอยคำ ให้เป็นธรรมกับทุกฝ่าย ด้วยการเอาใจใส่ และให้ความสำคัญแก่ผู้มีส่วนได้เสีย อย่างรอบด้าน และครบวงจร ตั้งแต่พื้นฐานสำคัญ คือการสนับสนุน ช่วยเหลือเกษตรกร ด้วยการเพิ่มราคาวัตถุดิบที่มีคุณภาพให้สูงกว่าราคาที่ซื้อขายในตลาดมาก่อนหน้านี้แล้ว

“ตอนนี้กระแสรักสุขภาพมาแรง ทำให้ประชาชนเน้นบริโภคอาหารที่มีประโยชน์ต่อร่างกายมากขึ้น สอดรับกับแนวทางการพัฒนาผลิตภัณฑ์ของบริษัทฯ ที่มุ่งเน้นการพัฒนาผลิตภัณฑ์ที่ดีต่อสุขภาพ ทำให้ยอดการผลิตและการจาหน่ายสินค้าเพิ่มสูงขึ้น ส่งผลให้ค่าใช้จ่ายต่อหน่วยการผลิตลดลง เกิดการประหยัดต่อขนาดในการผลิตในองค์รวมทั้งราคาน้ามันเชื้อเพลิงในปัจจุบันที่มีการปรับลดลง ส่งผลให้ต้นทุนในการขาย และการบริหาร ลดลงตามไปด้วย ทางเราอยากเป็นตัวอย่างให้ผู้ประกอบการายอื่นเมื่อต้นทุนลดลงควรจะลดสิ้นค้าลงด้วยเพื่อแสดงถึงความรับผิดชอบต่อสังคม ไม่ใช่ขึ้นแล้วขึ้นอย่างที่เห็นอยู่” พิพัฒน์พงศ์ กล่าวและบอกว่าจากการเติบโตอย่างต่อเนื่องของธุรกิจของบริษัทดอยคำฯ จึงหันมาทำธุรกิจในรูปแบบแฟรนไชส์และเปิดตัวแล้วครั้งในงานไทยเฟ๊กซ์ที่จัดขึ้นระหว่างวันที่ 25-29 พฤษภาคม 2559ที่อิมแพ็คเมืองทองมีคนจองเกินเป้าที่ตั้งไว้

ด้าน อรรถชลี กล่อมเอี้ยง ผู้ช่วยผู้จัดการใหญ่สายธุรกิจค้าปลีก ที่รับผิดชอบธุรกิจแฟรนไชส์ดอยคำ บอกว่า การเปิดตัวแฟรนไชส์ดอยในงานไทยเฟ็กซ์นั้น วันแรกมีคนผู้สนใจจากจังหวัดจองกว่า 50 รายตลอดงานจองกว่า 150 ราย แต่ทางบริษัทดอยคำฯ ได้กำหนดเป้าไว้ว่า จะขายแฟรนไชส์ใน 2 รูปแบบคือเป็นสาขาขายส่ง จังหวัด 1 สาขา และข่ยปลีก จังหวัดละ 1 สาขาเท่านั้น เมื่องบางจังหวัดมีจำนวนเกินกว่าเป้าที่ตั้งไว้ต้องเลือกเฉพาะผู้ที่คุณสมบัติที่มีความพร้อมกว่า ล่าวุดจากจำนวน 150 รายนั้นได้คัดแล้วมีผู้ที่ผ่านการพิจจารณาและอนุมัติแล้ว 15 ราย

สำหรับคุณสมบัติในการพิจารณา เธอ บอกว่า ผู้ที่จะซื้อแฟรนไชน์ดอยคำ ถ้าเป็นสาขาขายส่งต้องมีพื้นที่อย่างน้อย 50 ตารางวา ส่วนขายปลีก 35 ตารางวา การจัดหน้าเหมือนกันแต่ขายส่งต้องมีพื้นที่สต็อกเก็ยสินค้าด้วย ทำเลต้องเป็นเส้นทางที่มีผู้คนสัญจรมากพอสมควร และต้องพร้อมที่จะจดเป็นนิติบุคบล ส่วนทมูลค่าการลงทุนครั้งแรกสำหรับขายส่งมูลค่า 1.4 ล้านบาท ขายปลีก 1.08 ล้านบาท เป็นค่าตกแต่งร้าน อุปกรณ์ พร้อมทุกอย่าง แต่ค่าสินค้าจะใช้ระบบเครดิต โดยผู้ที่ซื้อแฟรนไชน์จะได้กำไรคิดร้อยละ 30 ของการลงทุน หากเป็นขายส่งบวกอีกร้อย 5 ของเป็นต้น

              ธุรกิจแฟรนไชส์นับเป็นอีกก้าวใหม่ ของบริษัท ดอยคำผลิตภัณฑ์อำหาร จำกัดที่นักธุรกิจและนักลงทุนที่สนใจสามรถลงทุนได้

“บ่าห้อ”ผลตำส้มได้

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/229351

เกษตร/ทำกิน/สัตว์เลี้ยง  :  9 มิ.ย. 2559

โดย – นายสวีสอง

               ต้น “บ่าห้อ” ชื่ออื่น มะห้อ มีถิ่นกำเนิดทางตอนใต้ของจีน ลาว เวียดนาม บ้านเราพบแถวภาคเหนือ ภาคอีสาน มีประโยชน์มาก ผลรสเปรี้ยวอมฝาด นำมาตำส้มตำได้ ขณะที่เปลือกต้นทำสีย้อมผ้า เป็นต้น

เป็นไม้ยืนต้น ขนาดกลาง ผลัดใบ วงศ์ ANACARDIACEAE สูงประมาณ 8-30 เมตร ต้นตรง ผิวแตกเป็นเส้น

 

ใบ เป็นใบประกอบคล้ายขนนกปลายคี่ ทรงรี ขึ้นเรียงสลับตรงข้ามกันเป็นคู่ ปลายเรียวมน มีขนนุ่ม ยาว 5-15 เซนติเมตร

ดอก ออกเป็นช่อเล็ก ออกตามซอกใบแถวปลายกิ่ง สีขาว

ผล ผลอ่อน สีเขียว รูปไข่ มี 4 สัน ยาว 1 เซนติเมตร รสเปรี้ยวออกฝาด เมื่อสุกสีแดงอมส้ม ภายในมี 4 เมล็ด

ขยายพันธุ์ เพาะเมล็ด ปลูกได้ทุกสภาพดิน ชอบความชื้น และแสงแดด ปานกลาง

เปิด’สวนสละคุณประสงค์’ชูกลยุทธ์’ตลาดนำผลผลิต’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/229343

เกษตร/ทำกิน/สัตว์เลี้ยง > เกร็ดทำกิน  :  9 มิ.ย. 2559

สละ,ปลูกสละ,จันทบุรี

โดย สุรัตน์ อัตตะ

               ลูกหลานเกษตรกรพันธุ์แท้แห่งบ้านบ่อหิน ที่ปรับเปลี่ยนวิถีชีวิตจากเจ้าของสวนไม้ผลหันมาสนใจ “สละ” หวังรายได้มากกว่าไม้ผลชนิดอื่นในยุคที่ผลผลิตผลไม้ตกต่ำเมื่อ 10 ปีก่อนสำหรับ “ประสงค์ สุวรรณารายณ์” เกษตรกรเจ้าของสวนสละวัยใกล้ 50 ปีแห่งบ้านบ่อหิน หมู่ 14 ต.ตะพง อ.เมือง จ.ระยอง ที่ทุกวันนี้มีอาชีพและรายได้จากการปลูกสละพันธุ์สุมาลีและเนินวงแล้วนำมาแปรรูปเป็นสละลอยแก้วตราสละลอยแก้วคุณประสงค์หนึ่งเดียวของ อ.เมืองระยอง ที่ได้รับการันตีคุณภาพด้วยผลิตภัณฑ์โอท็อปติดดาวระดับจังหวัด

ประสงค์ย้อนอดีตเมื่อก่อนมีอาชีพทำสวนผลไม้มีทั้งเงาะ มังคุด ทุเรียน ลองกองและอื่นๆ  บนเนื้อที่ 5 ไร่เศษ ซึ่งเป็นที่ดินได้รับมรดกตกทอดมาจากพ่อแม่ สร้างอาชีพและรายได้เลี้ยงครอบครัวตลอดจนกระทั่งเมื่อ 10 ปีที่แล้วมีปัญหาผลผลิตตกต่ำ ขายไม่ได้ราคา ทำให้ชาวสวนผลไม้จำนวนไม่น้อยต้องหันไปปลูกยางพารา ส่วนตัวเองไม่เอาด้วย เนื่องจากไม่มีความรู้เรื่องยาง จึงหันมาปลูกสละแทน ทั้งที่ไม่มีความรู้เช่นกัน แต่อย่างน้อยมีเกษตรกรปลูกในพื้นที่จังหวัดใกล้เคียงและไม่ค่อยมีปัญหาเรื่องการตลาด

“ช่วงนั้นราคาผลไม้ตกต่ำ มีการประท้วงเรียกร้องรัฐบาลประกันราคา บางคนก็โค่นทิ้งหันไปปลูกยางพาราแทน ส่วนผมก็หันมาปลูกสละมองว่าน่าจะดีกว่าไม้ผลชนิดอื่น เนื่องจากยังมีปลูกกันน้อยในพื้นที่ จ.ระยอง ส่วนใน ต.ตะพง ตอนนั้นยังไม่มีใครปลูก” ประสงค์ย้อนอดีตวิกฤติราคาผลไม้ภาคตะวันออกเมื่อ 10 ปีก่อน

พร้อมเผยต่อว่า หลังตัดสินใจปลูกสละจากนั้นจึงชวนภรรยา บุษกร สุวรรณารายณ์ ไปศึกษาดูวิธีการปลูกสละที่ จ.จันทบุรี พร้อมซื้อต้นพันธุ์สละเนินวงมาทดลองปลูกจำนวน 150 ต้น ต้นละ 500 บาท เมื่อปี 2543 หลังปลูกได้มาประมาณ 3 ปีก็เริ่มให้ผลผลิต จากนั้นจึงทดลองนำมาแปรรูปเป็นสละลอยแก้วเพื่อเพิ่มมูลค่าแทนการจำหน่ายผลสด จนกระทั่งสละที่ปลูกไว้มีอายุ 7 ปีขึ้นไปผลผลิตจะมีปัญหาจุดดำที่เนื้อสละ ซึ่งพยายามแก้ปัญหาโดยสอบถามนักวิชาการและผู้รู้ทั้งหลายแต่ยังไม่มีใครสามารถให้ข้อมูลที่ชัดเจนได้

“พันธุ์เนินวงมีปัญหาที่จุดดำบริเวณเนื้อสละนี่นแหละที่แก้ไม่ตก สำหรับต้นที่มีอายุตั้งแต่ 6-7 ปีขึ้นไปเป็นเหมือนกันหมด ไม่เฉพาะสวนผมสวนที่จันทบุรีก็เป็นเหมือนกันเป็นปัญหาที่แก้ไม่ตก ผมก็เลยรื้อทิ้งเปลี่ยนมาปลูกพันธุ์สุมาลีแทน ทยอยปลูกไปประมาณ 150 ต้น บางต้นก็เริ่มให้ผลผลิตแล้ว”

ประสงค์ยอมรับว่าการปลูกสละไม่ง่ายอย่างที่คิด เพราะต้องดูแลต้นตลอดทั้งปี เนื่องจากสละจะให้ผลผลิตเกือบตลอดปี โดยผลผลิตจะออกมากที่สุดในช่วงพฤษภาคมถึงสิงหาคม จากนั้นจะพักต้นแล้วจะเริ่มออกดอกใหม่ในช่วงปลายปี ตั้งแต่เดือนธันวาคมถึงกุมภาพันธ์ ระหว่างนี้จะมีใส่ปุ๋ยคอก ขี้ไก่ พร้อมให้น้ำด้วยสปริงเกอร์ ขณะเดียวกันก็จะผสมเกสร โดยเอาเกสรจากต้นตัวผู้มาผสมกับเกสรตัวเมีย โดยวิธีการถูแรงๆ หากเกสรตัวเมียไม่มีการผสมก็จะเหี่ยวแห้งไปโดยปริยาย

“เราไม่มีจำหน่ายผลสดเพราะผลผลิตมีน้อย แต่จะนำมาแปรรูปเป็นสละลอยแก้วแทน ตอนนี้ทำทุกวันวันละไม่ต่ำกว่า 300 ถ้วย ขึ้นอยู่กับแต่ละช่วงด้วย อย่างมกราคมถึงมีนาคมเป็นช่วงพักต้นสละมีน้อยหรือเกือบไม่มีเลย แต่ถ้าช่วงพฤษภาคมถึงตุลาคมช่วงนี้สละออกเยอะ เราก็ทำได้เยอะ เก็บไว้นานเป็นปีไม่มีสารกันบูด แต่ต้องเก็บไว้ในตู้เย็น”

ส่วนวิธีการทำนั้นไม่ยาก เริ่มจากนำผลสละสุกมาปอกเปลือก พร้อมลอกเยื่อแล้วนำมาล้างน้ำสะอาด ควั่นเอาเม็ดออกเหลือแต่เนื้อสละ จากนั้นแช่น้ำปูนประมาณ 1 ชั่วโมง ล้างด้วยน้ำสะอาด 2 ครั้ง ก่อนนำมานึ่งด้วยไฟอ่อนประมาณ 10 นาทีเพื่อให้เนื้อสละสุกแล้วนำมาใส่ถ้วย ถ้วยละ 5 ชิ้น จากนั้นก็นำน้ำเชื่อมที่เตรียมไว้ลงไป ตั้งไว้ประมาณ 1 ชั่วโมง เก็บไว้ในตู้แช่เย็นเพื่อรอจำหน่ายต่อไป สนนราคาถ้วยละ 15 บาท (ราคาส่ง) ปลีก 20 บาท สนใจโทร.08-6822-2039

สวนสละคุณประสงค์ นับเป็นตัวอย่างของเกษตรกรในการใช้กลยุทธ์การตลาดนำผลผลิตด้วยการแปรรูปผลิตภัณฑ์สร้างมูลค่าเพิ่มมากกว่าการจำหน่ายผลสด

ไม้กวาด“ดอกอ้อ”เสริมรายได้ชาวสวนยาง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/229339

เกษตร/ทำกิน/สัตว์เลี้ยง  :  9 มิ.ย. 2559

วิถีชีวิต ประไพพรรณ ชุมแก้ว เกษตรกรวัย 39 ปี แห่งบ้านบางโก ต.ต้นยวน อ.พนม จ.สุราษฎร์ธานี เมื่อยางราคาตกฯ เธอจึงขวนขวายหาอาชีพเสริมอย่างไม่ย่อท้อ

                วิถีชีวิตของชาวบ้านที่บ้านบางโก ม.9 ต.ต้นยวน อ.พนม จ.สุราษฎร์ธานี เหมือนกับคนใต้ทั่วไปอาชีพหลักคือทำสวนยางพารา หรือหากไม่มีสวนเป็นของตัวเองต้องรับจ้างกรีดน้ำยาง แต่ช่วงหลายปีที่ผ่านมาเกิดวิกฤตราคายางพาราตกต่ำ ประไพพรรณ ชุมแก้ว เกษตรกรวัย 39 ปี มองว่าหากหวังจะพึ่งจากการกรีดยางครอบครัวเองและญาติพี่น้องต้องประสบกับความอดอยากอย่างแน่นอน

ในที่สุดเธอตัดสินใจรวบรวมกลุ่มญาติพี่น้องในหมู่บ้านเดียวกัน ประกอบด้วย อุษา เยื้อโยธา วัย 54 ปี ,มาลี พรหมอินทร์ วัย 59 ปี และ อุทัยวรรณ พัฒนศักดิ์ วัย 53 ปี ที่มีแววใจรักและมีฝีมือในการทำไม้กวาด มาร้่วมตัวทำไม้กวาดดอกหญ้าและจักรสาน ซึ่งถือว่าเป็นอาชีพที่สืบทอดมาจากบรรพบุรุษ จากนั้นพากันช่วยกันเก็บดอกอ้อ นำมาตากทำไม้กวาดขายให้กับเพื่อนบ้านในหมู่บ้าน ปรากฏว่า สร้างรายได้เสริมจากอาชีพหลักที่ทำสวนยางพารา ได้เป็นกอบเป็นกำ สามารถจุนเจื่อรายจ่ายในครอบครัวได้เป็นอย่างดี

ประไพพรรณ บอกว่า เธอเป็นน้องคนเล็ก แต่ก็มีฝีมือในการถักทอทำไม้กวาดดอกอ้อเนื่องจากเห็นว่า ช่วงนี้ฝนเริ่มตกใหม่ ๆ ดอกอ้อกำลังเบ่งบาน ส่วนใหญ่จะขึ้นตามแนวป่าลึก พี่สาวจึงได้ไปเก็บดอกอ้อ ได้มาเป็นจำนวนมากจากนั้นนำไปตากแห้ง มาทำไม้กวาดโดยใช้ต้นหวายตากแห้งและทำเป็นด้ามจับ และใช้เชือกหวายถักทอให้แน่น ใช้งานได้ 2-3 ปี แต่ขายในหมู่บ้านด้ามละ 80 บาท ทำได้วันละ 30 – 40 ด้าม ส่วนที่ถักทอด้วยเชือกฟางและนำต้นอ้อประมาณ 30 ก้านมารวมกันขายด้ามละ 50 – 60 บาท ปรากฏว่าไม่เพียงพอกับความต้องการเนื่องจากดอกอ้อในพื้นที่ อ.พนมเฉพาะช่วงนี้มีปริมาณจำกัด และจะออกดอกช่วงฝนแรกเท่านั้น

กระนั้นหลังจากที่ดอกอ้อหมดฤดูกาลแล้วชาวบ้านกลุ่มนี้ยังได้ใช้วัตถุดิบที่มีอยู่ในท้องถิ่นโดยเฉพาะก้านใบจากมาถักทอสานทำเป็นตะกร้าอเนกประสงค์ใช้ในครัวเรือนและมอบเป็นที่ระลึกในช่วงเทศกาลสำคัญต่างๆ อีกด้วย

“ช่วงไม่กี่วันที่ผ่านมา เป็นช่วงลูกๆเปิดเทอม ค่าใช้จ่ายเพิ่มขึ้น ลำพังจะพึ่งรายได้จากทำสวนยางพาราก็ไม่พอเพราะราคาผันผวนตลอดเวลา พอเรามาทำไม้กวาดจากดอกอ้อสามารถนำรายได้จากส่วนนี้มาสมทบเป็นค่าเทอมและค่าใช้จ่ายในช่วงเปิดเทอมใหม่ได้เป็นอย่างดี ” เธอ กล่าว

ดูเหมือนจะเข้าตำราที่ว่า “ไม่คนจนในหมู่คนขยัน” ดุจเดียวกับกลุ่มแม่บ้านที่บ้านบางโก ต.ต้นยวน อ.พนม ที่มี “ประไพพรรณ ชุมแก้ว” เป็นแกนนำ แม้ราคายางพาราจะตกต่ำแต่พวกเธอหาวิธีอื่นด้วยการทำไม้กวาดจากดอกมาขาย เพื่อสร้างรายเสริมให้กับครอบครัวได้เป็นอย่างดี

ฝังทำลายของกลางปศุสัตว์กันโรคระบาด

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/229336

เกษตร/ทำกิน/สัตว์เลี้ยง  :  9 มิ.ย. 2559

ซากสัตว์,ทำลาย,ปศุสัตว์

กรมปศุสัตว์ฝังทำลายของกลางสินค้าปศุสัตว์มูลค่ากว่า 68 ล้านบาท หลังได้รับส่งมอบจากกรมศุลกากรที่ตรวจยึดได้ เพื่อป้องกันการแพร่กระจาย ของโรคระบาดสัตว์เข้ามาภายในป

                นายสัตวแพทย์อยุทธ์ หรินทรานนท์ อธิบดีกรมปศุสัตว์ กล่าวว่า เปิดเผยว่าจากการที่กรมปศุสัตว์ โดยกองสารวัตรและกักกันได้เข้มงวดในการตรวจสอบการเคลื่อนสัตว์หรือซากสัตว์ที่นำเข้าจากต่างประเทศอย่างผิดกฎหมาย รวมถึงการบูรณาการการปฏิบัติงานร่วมกับเจ้าหน้าที่หน่วยงานอื่นที่เกี่ยวข้อง อันได้แก่ เจ้าหน้าที่ตำรวจ ทหาร กรมการปกครองและโดยเฉพาะอย่างยิ่งกรมศุลกากรนั้น

จากการดำเนินการของชุดเฉพาะกิจ ตั้งแต่วันที่ 1 พฤศจิกายน 2557 ถึงปัจจุบันได้มีการจับกุมและดำเนินคดีตามกฎหมายว่าด้วยโรคระบาดสัตว์ นำสินค้าปศุสัตว์โดยไม่มีใบอนุญาตตามเงื่อนไขที่กำหนดไปแล้วทั้งสิ้น 130 คดี จำนวน 1,079,681 กิโลกรัม มูลค่า 105,335,911 บาท และได้ทำลายสินค้าปศุสัตว์ซึ่งนำเข้าผิดกฎหมายไปแล้วทั้งสิ้นจำนวน 807,645 กิโลกรัม รวมมูลค่าทั้งสิ้นประมาณ 87,486,622 บาท ส่วนที่เหลืออีก 272,036 กก. มูลค่า 17,849,289 บาท อยู่ระหว่างดำเนินคดี และรอฝังทำลายต่อไป

ปัจจุบัน ถึงแม้กรมปศุสัตว์จะเข้มงวดในการปราบปรามการลักลอบนำเข้าสัตว์หรือซากสัตว์จากต่างประเทศโดยผิดกฎหมาย แต่ก็ยังพบการลักลอบกระทำผิดกฎหมายอยู่ กรมปศุสัตว์โดยกองสารวัตรและกักกัน จึงได้ดำเนินการจัดตั้งชุดเฉพาะกิจเพื่อตรวจสอบการเคลื่อนย้ายสัตว์ ซากสัตว์อย่างเข้มงวด โดยตั้งจุดตรวจ 24 ชั่วโมงบนเส้นทางที่คาดว่าจะมีการลักลอบเคลื่อนย้ายสัตว์ หรือซากสัตว์และบนถนนสายหลักทั่วประเทศ หากมีข้อสงสัย ต้องการข้อมูลเรื่องการเคลื่อนย้ายสัตว์หรือซากสัตว์ กฎหมายโรคระบาดสัตว์ หรือต้องการร้องเรียนผู้กระทำผิดกฎหมาย ติดต่อกองสารวัตรและกักกัน กรมปศุสัตว์ โทรศัพท์ 0-2501-3473-5

“ทอง หลอมประโคน” ดีเด่นไร่นาสวนผสมปี 59

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/229226

เกษตร/ทำกิน/สัตว์เลี้ยง  :  8 มิ.ย. 2559

โดย ธานี กุลแพทย์

               1 ใน 16 เกษตรกรที่เข้ารับพระราชทานรางวัลเกษตรกรดีเด่น ประจำปี 2559 คือ นายทอง หลอมประโคน แห่ง อ.ประโคนชัย จ.บุรีรัมย์ ในฐานะเกษตรกรดีเด่น สาขาอาชีพไร่นาสวนผสม ซึ่งยึดปลูกพืชหลากหลาย เพื่อลดความเสี่ยงด้านราคาผลผลิตตกต่ำ ความแปรปรวนของดินฟ้าอากาศ ร่วมกับเลี้ยงสัตว์และทำประมงในที่ดินของตนเอง

นายทอง หลอมประโคน จบการศึกษาด้านวิศวะไฟฟ้ากำลัง แม้จะไม่ใช่ด้านเกษตร แต่ได้นำความรู้ทางช่างมาทำเกษตรจนประสบผลสำเร็จ หลังจากศึกษาหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงอย่างถ่องแท้ จึงเกิดประกายความคิดที่จะนำเทคโนโลยีมาประยุกต์ใช้กับภูมิปัญญา

เริ่มจากนำน้ำใต้ดินมาใช้ในพื้นที่เกษตรของเขา 20 ไร่ ซึ่งเดิมต้องอาศัยน้ำฝน จึงมีปัญหาขาดแคลนน้ำ ทว่า ปัจจุบันพื้นที่นี้มีน้ำเพียงพอสำหรับการเจริญเติบโตของพืช อันเกิดจากการบริหารจัดการน้ำในแปลงนา ที่ใช้ระบบการส่งน้ำทั้งระบบท่อและส่งตามคลองส่งน้ำได้ทั่วถึงทั้งพื้นที่ ส่งให้การผลิตพืชเกษตรเป็นไปอย่างต่อเนื่องและหมุนเวียนทั้งปี

ขณะที่พื้นที่ก็มุ่งบริหารจัดการให้เกิดประโยชน์สูงสุดเช่นกัน จำนวน 20 ไร่ แบ่งเป็นส่วนๆ ประกอบด้วย นาข้าว 17 ไร่ ที่รวมถึงเป็นแหล่งผลิตเมล็ดพันธุ์ข้าวหลากชนิดไว้บริการแก่ผู้ที่สนใจ ต่อเมื่อหลังฤดูทำนาจะใช้พื้นที่นี้ปลูกพืชหมุนเวียน และเลี้ยงปลา อีก 3 ไร่ เป็นที่อยู่อาศัยและสระน้ำซึ่งใช้ประโยชน์อย่างเต็มที่ ทั้งรดพืชผัก ไม้ผลไม้ยืนต้น เลี้ยงปลา เลี้ยงกบ เลี้ยงเป็ด ไก่

ทั้งมีการใช้ระบบสูบน้ำจากโซลาร์เซลล์ สร้างกังหันลมสูบน้ำ ใช้เครื่องนวดข้าวเมดอินไทยแลนด์ ปลูกต้นสบู่ดำใช้ทำไบโอดีเซล เพื่อใช้เป็นเชื้อเพลิง รวมถึงใช้ระบบน้ำหยด เพื่อประหยัดน้ำ ซึ่งทุกสิ่งประดิษฐ์เพื่อการเกษตรในพื้นที่ล้วนเกิดจากไอเดียของเขาทั้งสิ้น

สำหรับผลผลิตนายทองบอกว่า เป็นอาหารของครอบครัวกว่าร้อยละ 80 นอกเหนือจากสิ่งที่ต้องใช้จ่ายอื่นที่ไม่สามารถผลิตได้ในไร่นา ที่เหลือจำหน่ายแก่เพื่อนบ้าน ปัจจุบันไร่นาสวนผสมนี้เป็นศูนย์เรียนรู้ด้านพลังเพื่อชีวิตที่พอเพียง ซึ่งมีเพื่อนเกษตรกร หน่วยงานต่างๆ สถาบันการศึกษา เข้ามาดูงานไม่ขาดสาย ส่วนผู้ที่สนใจเรื่องราวของเกษตรกรดีเด่นท่านนี้ โทรศัพท์ไปพูดคุยได้ที่ 09-3325-1678

‘ศรีไพรสถิต’ ถั่วลิสงแปรรูป สแน็กชาวบ้าน อร่อย5ดาว

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/229221

เกษตร/ทำกิน/สัตว์เลี้ยง > เกร็ดทำกิน  :  8 มิ.ย. 2559

โดย ธานี กุลแพทย์

              จากที่ “ถั่วลิสง” เป็นพืชเศรษฐกิจที่ปลูกกันแทบทุกครัวเรือน ต่อเมื่อผลผลิตล้นตลาด ราคาตกต่ำ ชาวบ้านบ้านศรีสถิต ต.หนองโก อ.กระนวน จ.ขอนแก่น นำโดย นางดาว ชุมพล จึงพลิกวิกฤติเป็นโอกาส ด้วยการรวมกลุ่มแปรรูปเป็นของว่าง ของฝากหลากเมนู การันตีความร่อยระดับ 5 ดาว สร้างชื่อ สร้างรายได้ ให้แก่ท้องถิ่นและสมาชิกกลุ่มได้อย่างยั่งยืน

นางดาว ชุมพล ประธานกลุ่มแม่บ้านเกษตรกรบ้านศรีสถิต เล่าว่า เกษตรกร ต.หนองโก เมื่อก่อนจะปลูกถั่วลิสงหลังฤดูทำนากันแทบทุกบ้าน เพราะนอกจากช่วยบำรุงดินแล้ว ยังเพิ่มรายได้ในช่วงเวลาอันสั้น ทว่า ระยะหลังราคาตกต่ำ ขายได้เพียงปี๊บละ 100 บาท ปี 2543 ชาวบ้านจึงรวมกลุ่มนำถั่วลิสงมาแปรรูปเป็นสินค้า มีสมาชิก 32 คน

ผลิตเมนูง่ายๆ ถั่วลิสงคั่วทราย ส่งขายตามร้านค้าในหมู่บ้านได้รับการตอบรับจากกลุ่มลูกค้าเป็นอย่างดีจึงคิดแปรรูปให้หลากหลาย โดยได้รับการสนับสนุนจากศูนย์ส่งเสริมอุตสาหกรรมขอนแก่น ภาค 5 ที่จัดหาวิทยากรให้ความรู้แก่สมาชิก พัฒนาบรรจุภัณฑ์ จากนั้นกลุ่มจึงแปรรูปอย่างจริงจัง ปี 2549 ปัจจุบันนอกจากถั่วคั่วทรายแล้ว จะมีถั่วตัด ถั่วกรอบแก้ว ถั่วทอดสมุนไพร ฯลฯ ภายใต้แบรนด์ “ศรีไพรสถิต”

ด้วยใช้ถั่วลิสงผลิตผลในพื้นที่ทั้งหมด พี่ดาว ยอมรับว่า เป็นจุดเด่น จุดขาย ที่ทำให้สินค้าได้รับความนิยมอย่างรวดเร็ว โดยเฉพาะถั่วทอดสมุนไพรที่จะทำขายเฉพาะช่วงออกร้านและตามออเดอร์ลูกค้าสั่งเท่านั้น จะไม่ส่งขายให้ร้านค้า เพราะเกรงจะทำให้ถั่วไม่กรอบ ไม่หอม จึงเลือกผลิตพร้อมจำหน่าย อีกทั้งทางกลุ่มได้เพิ่มผลิตภัณฑ์ทั้งงาดำตัด งาขาวตัด ให้เป็นทางเลือกของลูกค้า เพราะงาต้องใช้เป็นส่วนผสมในการทำถั่วตัดอยู่แล้ว

รสชาติความอร่อยที่ลงตัว การใช้วัตถุดิบที่ดี ส่งให้ชื่อถั่วตัดของกลุ่ม และอีกหลายเมนู ได้รับความนิยมจากผู้บริโภคอย่างกว้างขวาง นั่นทำให้ในปีต่อๆ มา ผลิตภัณฑ์ของกลุ่มหลังส่งผลงานเข้ารับการคัดเลือก จึงได้รับรางวัลโอท็อประดับ 5 ดาวของจังหวัด จึงเป็นที่มาของการเดินสายออกร้านกับหน่วยงานต่างๆ ที่ภาครัฐ และเอกชนจัดขึ้น ทั้งในจังหวัดและจังหวัดใกล้เคียง

แม้ว่าสินค้าของกลุ่มจะมีการแข่งขันกันสูง พี่ดาว บอกว่า ไม่ได้ส่งผลกระทบกับกลุ่มแม่บ้าน ตรงข้ามกลับส่งผลดีทำให้เกษตรกรมีแนวคิดในการต่อยอดผลผลิต ที่สำคัญชาวบ้านเห็นคุณค่าและมีแนวคิดในการนำวัตถุดิบที่มีอยู่ในชุมชนมาต่อยอดแปรรูปเพิ่มมูลค่าไม่ปล่อยทิ้งให้เน่าเสีย

“ถั่วลิสงที่แปรรูปแล้วสามารถเพิ่มมูลค่าจากเดิมถึงร้อยละ 70 ทำให้ขณะนี้ไม่เพียงพอกับความต้องการ บางช่วงขาดตลาด ทำให้เราต้องวางแผนเพาะปลูกควบคู่ไปด้วย ที่สำคัญผลิตแล้วขายให้ชาวบ้าน ลูกหลานก็จะได้กินของดีมีประโยชน์ด้วย” พี่ดาว กล่าว ทั้งฝากถึงผู้นิยมถั่วลิสงแปรรูปอร่อยๆ เชิญได้ที่กลุ่ม หรือโทรศัพท์สอบถามที่ 08-3357-8049

พร้อมบอกเคล็ดลับความอร่อยในการทำถั่วตัดว่า มีส่วนผสมคือ ถั่วลิสง งา น้ำตาล แบะแซ วิธีทำ นำถั่วลิสงและงาคั่วให้สุกจนกรอบมีกลิ่นหอม จากนั้นกะเทาะเปลือกถั่วออกทำให้เป็นซีก ใช้กระทะทองเหลืองตั้งไฟใส่น้ำตาลกับน้ำคนให้น้ำตาลละลาย เทแบะแซลงไปกวนต่อจนเหนียว จึงใส่ถั่วและงาลงในกระทะคนให้ส่วนผสมเข้ากันดี เมื่อได้ที่ตักใส่ถาดที่เตรียมไว้ แต่งหน้าให้เรียบร้อย ทิ้งไว้ให้เย็น จึงตัดเป็นชิ้น บรรจุลงถุงเตรียมจำหน่าย

ตื่นตาตื่นใจ…หิ่งห้อยส่องแสงระยิบระยับเต็มป่าบ้านรักไทย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/229205

เกษตร/ทำกิน/สัตว์เลี้ยง  :  8 มิ.ย. 2559

หิ่งห้อย

“หิ่งห้อย” บ้านรักไทย อ.เนินมะปราง จ.พิษณุโลก ส่องแสงระยิบระยับ เต็มป่าสวนยางพารา ต้อนร้บนักท่องเที่ยวที่ต้องการดื่มด่ำธรรมชาติที่บริสุทธิ์

      คืนวานนี้(7มิ.ย.) ผู้สื่อข่าวรายงานว่าที่บ้านรักไทย ม.7 ต.ชมพู ต.เนินมะปราง จ.พิษณุโลก ได้ปรากฏการณ์หิ่งห้อย เริ่มบินว่อนเต็มสวนยางพาราของชาวบ้านรักไทย มีทั้งหิ่งห้อยกิ่งไม้ ที่มีขนาดเล็กและหิ่งห้อยด้วงช้างขนาดใหญ่ ที่เปล่งแสงจากตัวเรืองแสงระยิบระยับสวยงามเป็นอย่างมาก ชาวบ้านในละแวกใกล้เคียงที่ทราบข่าวต่างมาชมหิ่งห้อยเรืองแสงในช่วงเวลาตั้งแต่เวลา 19.00 น.เป็นต้นไปเป็นจำนวนมาก และเนื่องจากปีนี้มีหิ่งห้อยออกมามากนานกว่าฤดูปกติ คือช่วงระหว่างเดือนพฤษภาคม-มิถุนายน และเริ่มพบเห็นปรากฏการณ์หิ่งห้อยจำนวนมหาศาลมาอย่างต่อเนื่องร่วม 6 ปีแล้ว

นายพิทักษ์ สุดจันทร์ ส.อบต.หมู่ 7 บ้านรักไทย ต.ชมพู อ.เนินมะปราง จ.พิษณุโลก ได้พาผู้สื่อข่าวเดินทางไปพิสูจน์ก็พบว่า จุดที่หิ่งห้อยออกมาบินเปล่งแสงมากที่สุด อยู่บริเวณสวนยางพาราของชาวบ้านหรือบริเวณด้านหลังโฮมสเตย์บ้านรักไทยของตน โดยพบว่าพื้นที่ดังกล่าวเป็นสวนยางพารา ที่ปลูกมาแล้วไม่ต่ำกว่า 10 ปี อยู่ใกล้แนวเขตป่าของอุทยานแห่งชาติทุ่งแสลงหลวง เป็นแปลงสวนยางพาราของชาวบ้านหลายราย เนื้อที่ประมาณ 1,000 ไร่ พบว่า ตั้งแต่ช่วงเวลา 19.00 น.ถึงเวลาประมาณ 22.00 น. จะมีหิ่งห้อยขนาดเล็กจำนวนมาก บินเต็มพื้นที่สวนยางพารา โดยเริ่มบินเหนือระดับพื้นดิน 1-2 เมตร และจะค่อยๆ บินไต่ระดับสูงไปเรื่อยๆ ขณะที่บริเวณพื้นดินของสวนยางพารา ที่ถับถมด้วยใบไม้ยางพาราก็พบแมลงชนิดอีกหนึ่ง เปล่งแสงเต็มพื้นไปหมด เป็นแมลงขนาดใหญ่ความยาวประมาณ 2 นิ้ว คล้ายแมลงสาปหรือชาวบ้านเรียกว่า หิ่งห้อยด้วงช้าง หรือพญาหิ่งห้อย

นายพิทักษ์ สุดจันทร์ กล่าวว่า ปกติแล้ว ที่บ้านรักไทยในช่วงฤดูฝน ก็มักจะมีหิ่งห้อยออกมาบินอยู่แล้ว แต่ปีนี้กลับพบว่า มีหิ่งห้อยออกมาบินในสวนยางพารามากกว่าปกติ ตั้งแต่ต้นเดือนพฤษภาคมเป็นต้นมา โดยเฉพาะช่วงฝนเริ่มตกใหม่ๆ จะมีหิ่งห้อยออกมาบินจำนวนมาก จนส่องแสงสว่างเต็มสวนยางพาราเต็มไปหมด ชาวบ้านที่ทราบข่าวก็แห่พากันมาชมโดยในปี 2556 ที่ผ่านมา มีอาจารย์จากภาควิชากีฏวิทยา(กี-ตะ-วิทยา) มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ขึ้นมาทำการวิจัยและพบว่าหิ่งห้อยที่บ้านรักไทยพบว่าหิ่งห้อยขนาดเล็ก มีกว่า 6 สายพันธุ์ ซึ่งบางสายพันธุ์ ก็หาชมได้ยาก แต่ที่พบมากคือ ก็หิ่งห้อยด้วงช้างและหิ่งห้อยกิ่งไม้

ซึ่งปีนี้ชุมชน 4 หมู่บ้านในเขต ต.ชมพู ได้แก่บ้านซำต้อง บ้านรักไทย บ้านเผ่าไทยและบ้านร่วมเกล้า รวมกลุ่มกันทำมัคคุเทศก์ท้องถิ่นชุมชนรักไทย เพื่อบริการนำเที่ยว บริหารจัดการ การท่องเที่ยวเกษตรเชิงนิเวศ และเที่ยวชมพญาหิ่งห้อยนับแสนตัว ซึ่งหากนักท่องเที่ยวต้องการมาเที่ยวหิ่งห้อยก็สามารถติดต่อมาที่กลุ่มมัคคุเทศน์นำเที่ยว จะมีโปรแกรมพาเที่ยวชมสวนผลไม้ในช่วงเย็นและไปเที่ยวชมหิ่งห้อยในช่วงหัวค่ำ หรือหากต้องการพักชมความงามก็มีโฮมสเตย์ใน 4 หมู่บ้านพร้อมบริการ

โดยชุมชนมีรถบริการนำเที่ยว จัดมัคคุเทศน์พาเข้าไปชม เก็บค่าบริการนำเที่ยวเข้ากลุ่ม และมีข้อปฏิบัติในการเข้าชมหิ่งห้อย อาทิ ควรเข้าชมในคืนเดือนแรม ไม่ฉายไฟ ไม่ถ่ายภาพโดยใช้แฟลช ไม่ก่อกวนหิ่งห้อย ไม่สูบบุหรี่ ไม่ส่งเสียงดัง นักท่องเที่ยวกลุ่มใดต้องการมาชมปรากฏการณ์หิ่งห้อยในช่วงต้นฤดูฝน ตั้งแต่เดือนมิถุนายนถึงกรกฏาคม 2559 สามารถติดต่อล่วงหน้าได้ที่มัคคุเทศน์ท้องถิ่นชุมชนรักไทย ได้เป็นประจำทุกวัน

‘ห้วยหยวกป่าไซ’ สหกรณ์ต้นแบบวางระบบบัญชี

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/229158

เกษตร/ทำกิน/สัตว์เลี้ยง  :  7 มิ.ย. 2559

บ้านห้วยหยวกป่าไซ,แม่สลองใน,กรมตรวจบัญชีสหกรณ์,แม่ฟ้าหลวง

โดย สุรัตน์ อัตตะ

               ด้วยสภาพถิ่นทุรกันดารห่างไกลความเจริญติดแนวตะเข็บชายแดนประเทศเมียนมาร์ ชาวบ้านที่อาศัยเต็มไปด้วยชนเผ่า 8 ชนเผ่าเป็นชาวไทยภูเขา 100%  ป่าถูกทำลายจากการทำไร่เลื่อนลอยของชาวบ้านห้วยหยวกป่าไซ ต.แม่สลองใน อ.แม่ฟ้าหลวง จ.เชียงราย จนกระทั่งสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ เสด็จพระราชดำเนินทรงเยี่ยมเยียนราษฎรในพื้นที่เมื่อเกือบ 20 ปีก่อน ทอดพระเนตรสภาพชีวิตความเป็นอยู่ที่แร้นแค้น สภาพป่าไม้ถูกทำลาย จากนั้นมีรับสั่งให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้ามาดูแลด้านอาชีพเพื่อให้เขามีรายได้ที่มั่นคง ไม่ไปบุกรุกป่าเพื่อใช้เป็นที่ทำกิน  พร้อมจัดตั้งสหกรณ์รักษ์น้ำเพื่อพระแม่ห้วยหยวกป่าไซ ดูแลผลประโยชน์แก่สมาชิกในเรื่องการลดต้นทุนการผลิตและการตลาด

ณัทพล รัตนาชัยมงคล ผู้ใหญ่บ้านหมู่ 9 บ้านห้วยหยวกป่าไซ ในฐานะประธานสหกรณ์รักษ์น้ำเพื่อพระแม่ห้วยหยวกป่าไซ ยอมรับว่าสหกรณ์แห่งนี้เป็นแหล่งเงินทุนที่สำคัญสำหรับสมาชิกกู้ยืมเพื่อใช้ในการประกอบอาชีพ เนื่องจากชาวบ้านที่นี่ส่วนใหญ่มีฐานะยากจน ไม่มีเงินพอในการลงทุนซื้อปัจจัยการผลิตจึงจำเป็นต้องกู้นอกระบบ จึงเป็นเหตุให้บริษัทค้าเมล็ดพันธุ์เข้ามาฉวยโอกาสตรงนี้ในการลงทุนให้ชาวบ้านไปก่อนแล้วค่อยจ่ายคืนตอนเก็บเกี่ยวผลผลิต พร้อมรับซื้อผลผลิตทั้งหมดในราคาที่บริษัทเป็นผู้กำหนด แต่หลังจากมีการจัดตั้งสหกรณ์ขึ้นในปี 2547 ปัญหาต่างๆ เหล่านี้ก็เริ่มคลี่คลาย หลังชาวบ้านหันมาให้ความสำคัญกับสหกรณ์มากขึ้น

“ข้าวโพดยังคงเป็นอาชีพที่ทำรายได้หลัก เพราะเขาปลูกกันมานาน ส่วนพืชผักก็ปลูกกันเพื่อบริโภคภายในครัวเรือนเท่านั้น ส่วนชาและไม้ผลที่ปลูกไว้ก็จะเริ่มมีรายได้เข้ามาแทนข้าวโพด คิดว่าไม่เกิน 5 ปี เมื่อพืชสมุนไพร ชา เจียวกู่หลานและไม้ผลชนิดต่างๆ ให้ผลผลิตเต็มที่การปลูกข้าวโพดก็จะค่อยๆ ลดลงไปและล้มเลิกไปในที่สุด”

ประธานสหกรณ์ระบุอีกว่า ก่อนจะมีการจัดตั้งสหกรณ์รักษ์น้ำเพื่อพระแม่ห้วยหยวกป่าไซก็จะมีการระดมทุนจากชาวบ้านเพื่อจัดตั้งเป็นกลุ่มอยู่แล้วมาระยะหนึ่ง โดยการสนับสนุนของสถานีพัฒนาพื้นที่สูงเชียงราย จากนั้นก็มีเจ้าหน้าที่จากสำนักงานสหกรณ์จังหวัดเชียงรายร่วมกับสำนักงานตรวจบัญชีสหกรณ์เข้ามาดูแลการจัดสหกรณ์และวางระบบบัญชีอย่างเต็มรูปแบบ พร้อมจัดสร้างอาคารอเนกประสงค์ 1 หลังเพื่อใช้เป็นที่ทำการสหกรณ์และสถานที่จำหน่ายผลผลิตของสมาชิก

“เหตุผลหลักในการตั้งสหกรณ์คือบริการสินค้าแก่สมาชิก เพราะการเดินทางไปซื้อของที่จำเป็นในเมืองมีความลำบาก ใช้เวลานาน ซึ่งก่อนจะลงซื้อแต่ละครั้ง สหกรณ์จะประชุมสมาชิกทุกครั้งก่อนว่าต้องการสินค้าประเภทไหน มากน้อยเพียงไร เพื่อจะได้จัดการซื้อถูก ไม่ค้างไว้นาน เช่น ไข่ ปลากระป๋อง ข้าวสาร อาหารแห้งต่างๆ เพราะร้านค้าในหมู่บ้านไม่กี่ร้าน สินค้าก็ไม่หลากหลายตามที่ชาวบ้านต้องการมากนัก”

ด้าน สมปอง อินทร์ทอง อธิบดีกรมตรวจบัญชีสหกรณ์กล่าวถึงสหกรณ์รักษ์น้ำเพื่อพระแม่ห้วยหยวกป่าไซระหว่างคณะสื่อมวลชนดูกิจกรรมของสหกรณ์ โดยระบุว่า ก่อนจะมาตั้งเป็นสหกรณ์เขาก็มีการรวมตัวกันมาก่อนแล้ว ต่อมามีกรมตรวจบัญชีสหกรณ์มาวางระบบบัญชีให้ ซึ่งตรงนี้เป็นการช่วยเหลือเกษตรกรให้มีความแข็งแรงในการใช้เงินและบริหารจัดการองค์กรได้ดีโดยใช้หลักการทางบัญชีในการวางแผนขับเคลื่อนองค์กรได้มีทิศทางที่ชัดเจนมากขึ้น โดยผ่านคณะกรรมการสหกรณ์ที่เข้มแข็งและมีการทำงานบริหารจัดการอย่างมีประสิทธิภาพ

“ระบบบัญชีมีความจำเป็นอย่างยิ่ง เพราะสหกรณ์มีหลายประเภทหากไม่มีการบันทึกการจด สิ่งที่ดำเนินการไปก็จะตกหล่น บกพร่องและเป็นช่องทางทำให้เกิดการทุจริตได้ ระบบบัญชีที่เข้ามาเป็นการสะท้อนในแต่ละสหกรณ์ คุณมีกิจกรรมอะไรบ้าง มีรายรับ รายจ่าย ทรัพย์สิน หนี้สิน เงินทุนหมุนเวียนเงินยังไง เหล่านี้จำเป็น สะท้อนความจริงออกมาให้สมาชิกได้รับทราบและเข้าใจ อยู่ในกรอบของสหกรณ์ที่ดี” อธิบดีกรมตรวจบัญชีสหกรณ์กล่าวทิ้งท้าย

สหกรณ์รักษ์น้ำเพื่อพระแม่ห้วยหยวกป่าไซ ต.แม่สลองใน อ.แม่ฟ้าหลวง จ.เชียงราย นับเป็นอีกสหกรณ์ต้นแบบในการนำระบบบัญชีเพื่อมาใช้ในขับเคลื่อนองค์กรไปสู่เป้าหมายที่วางไว้