หุ้นสหรัฐฯ บวกแคบ ราคาน้ำมันปิดต่ำกว่า 50 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 10 มี.ค. 2560 06:25

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/880051


ดัชนีหุ้นสหรัฐฯ เพิ่มขึ้นเล็กน้อยในวันพฤหัสบดี ก่อนจะมีการเปิดเผยตัวเลขการจ้างงานเดือน ก.พ.ในวันศุกร์ ขณะที่ราคาน้ำมันสหรัฐฯ ปิดต่ำกว่า 50 ดอลลาร์สหรัฐฯ ต่อบาร์เรล เป็นครั้งแรกในรอบหลายเดือน…

ตลาดหุ้นสหรัฐฯ ปิดการซื้อขายวันที่ 9 มี.ค. ในแดนบวก โดยดัชนีดาวโจนส์เพิ่มขึ้น 2.46 จุด หรือ 0.01% ปิดที่ 20858.19 จุด ส่วนดัชนีเอสแอนด์พี 500 เพิ่มขึ้น 1.89 จุด หรือ 0.08% ปิดที่ 2364.87 จุด ขณะที่ดัชนีแนสแด็กเพิ่มขึ้น 1.26 จุด หรือ 0.02% ปิดที่ 5838.81 จุด

เมื่อวันพฤหัสบดี นักลงทุนเคลื่อนไหวอย่างระมัดระวัง ก่อนกระทรวงแรงงานจะเปิดเผยรายงานการจ้างงานประจำเดือน ก.พ. โดยนักวิเคราะห์คาดการณ์ว่า จะมีการจ้างงานเพิ่มขึ้น 188,000 ตำแหน่ง แต่บางคนก็คาดว่าตัวเลขอาจจะสูงกว่าที่คิด

ขณะที่ ราคาน้ำมันสหรัฐฯ ลดลงปิดต่ำกว่า 50 ดอลลาร์สหรัฐฯ ต่อบาร์เรลเป็นครั้งแรกนับตั้งแต่เดือน ธ.ค.ปีก่อน อย่างไรก็ตาม บริษัทกลุ่มปิโตรเลียมปิดผสม หุ้นมีทั้งเพิ่มและลดลง.

 

ไทยเร่งผลิตนักวิทยาศาสตร์รับ 4.0

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 10 มี.ค. 2560 06:15

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/879982


นางพรพรรณ ไวทยางกูร ผู้อำนวยการสถาบันส่งเสริมการสอนวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี (สสวท.) เปิดเผยว่า ที่ประชุมคณะกรรมการกำหนดนโยบายการดำเนินงานพัฒนาและส่งเสริมผู้มีความสามารถพิเศษทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ที่มี พล.อ.อ.ประจิน จั่นตอง รองนายกรัฐมนตรี เป็นประธาน มีมติอนุมัติแนวทางผลิตบุคลากรที่มีความสามารถด้านวิทยาศาสตร์ โดยเฉพาะส่วนที่จะเป็นนักวิจัยที่จะสนับสนุนนโยบายประเทศไทย 4.0 ในส่วนของภาคอุตสาหกรรม 10 กลุ่มเป้าหมายที่รัฐบาลกำลังเร่งผลักดัน สำหรับในส่วนของนักเรียน นักศึกษานั้น ในปัจจุบันจะมีการสนับสนุนทุนพัฒนาและส่งเสริมผู้มีความสามารถพิเศษทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี หรือทุน พสวท. ที่ปัจจุบันจะคัดเลือกนักเรียนชั้น ม.3 มาเรียนวิทยาศาสตร์ในโรงเรียนศูนย์ พสวท. 10 แห่ง ปีละ 100 ทุน และทุกคนจะได้เรียนต่อระดับปริญญาตรีในต่างประเทศ ส่วนนี้จะจูงใจโดยเชื่อมโยงนักเรียนทุน พสวท. กับหน่วยงานอื่นที่ให้ทุนระดับปริญญาโท และเอก ทั้งในและต่างประเทศ เช่น กระทรวงวิทยาศาสตร์ฯ สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.) และเชื่อมโยงกับหน่วยงานที่ต้องการบุคลากรทางวิทยาศาสตร์ ให้คนที่เรียนจบมาตรงความต้องการที่สุด

ขณะเดียวกันในส่วนของการผลิตครูสอนวิทยาศาสตร์ที่มีความสามารถทั้งด้านวิทยาศาสตร์ คณิตศาสตร์และภาษาอังกฤษ โดยที่ผ่านมา พสวท.ผลิตครูสอนวิทยาศาสตร์ที่ผ่านการอบรมใบประกอบวิชาชีพแล้ว 4,000-5,000 คน และในช่วงปี 56-61 มีโครงการที่จะผลิตครูที่มีความรู้ทั้งวิทยาศาสตร์ คณิตศาสตร์และภาษาอังกฤษด้วย มีเป้าหมายต้องผลิต 3,000 คนเพื่อป้อนให้กับโรงเรียนที่เน้นการสอนวิทยาศาสตร์ทั่วประเทศ ใช้งบประมาณ 4,000 ล้านบาท แต่ถึงปัจจุบันยังผลิตได้เพียง 700 คน ที่ประชุมครั้งนี้จึงขยายระยะเวลาดำเนินการออกไปเป็นสิ้นสุดปี 60

นอกจากนี้ที่ประชุมยังได้อนุมัติโครงการผลิตอาจารย์ประจำคณะวิทยาศาสตร์ ในมหาวิทยาลัยทั่วประเทศ โดยตั้งเป้าหมายให้ทุนระดับปริญญาโทและเอก ในต่างประเทศรวม 100 ทุน ตั้งแต่ปี 62-66 หรือปีละ 20 ทุน ใช้งบประมาณ 320 ล้านบาท และ พล.อ.อ.ประจิน ยังได้มอบหมายให้ สสวท.ไปจัดทำแผนยุทธศาสตร์ระยะ 10 ปี เกี่ยวกับการผลิตบุคลากรที่มีความรู้ทางวิทยาศาสตร์ให้สอดคล้องกับการพัฒนาในด้านต่างๆด้วย.

 

ขับเคลื่อน 5 ประสานพัฒนาชีวิต ปรับ-เปลี่ยนวิธีทำเกษตรกร

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 10 มี.ค. 2560 06:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/879980


เร่งสืบสานทฤษฎีใหม่ถวาย ร.9

นายธีรภัทร ประยูรสิทธิ ปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่า ตามที่กระทรวงเกษตรฯได้จัดทำโครงการ “5 ประสาน สืบสานเกษตรทฤษฎีใหม่ ถวายในหลวง” เพื่อรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช เพื่อเผยแพร่แนวพระราชดำริเกษตรทฤษฎีใหม่ไปสู่สาธารณชน โดยส่งเสริมให้เกษตรกรที่มีความสมัครใจจาก 882 อำเภอ รวม 70,000 ราย ได้น้อมนำหลักเกษตรทฤษฎีใหม่มาปรับใช้ในพื้นที่ของตนเองอย่างเหมาะสม ให้สอดคล้องกับสภาพพื้นที่ของเกษตรกร โดยหวังช่วยพัฒนาคุณภาพชีวิตของเกษตรกรในการลดรายจ่าย เพิ่มรายได้

ทั้งนี้ แนวทางการดำเนินงาน “5 ประสาน สืบสานเกษตรทฤษฎีใหม่ ถวายในหลวง” แบ่งออกเป็น 3 กลุ่ม คือ 1.เกษตรกรกลุ่มแรกที่มีความพร้อมมาก และยังไม่เคยทำเกษตรกรทฤษฎีใหม่ 21,000 ราย 2.กลุ่มเกษตรกรที่มีความพร้อมปานกลาง 42,000 ราย และ 3.กลุ่มเกษตรกรที่มีความพร้อม 7,000 ราย “แผนปฏิบัติงานฯ เดือน มี.ค.60 จะเริ่มจากเกษตรกรกลุ่มแรกที่มีความพร้อมมาก 21,000 ราย โดยแบ่งการดำเนินงานเป็น 5 กิจกรรม คือ 1.จัดการพบปะ 5 ประสานในพื้นที่ ได้แก่ เกษตรกร ปราชญ์เกษตรกร เจ้าหน้าที่ภาครัฐ ภาคเอกชน และสถาบันการศึกษา 2.ปรับแนวคิดเปลี่ยนวิธีทำ สร้างแรงบันดาลใจให้เกษตรกร 3.จัดทำแผนการผลิตและสนับสนุนปัจจัยการผลิต 4.เกษตรกรลงมือทำตามแผนการผลิตในแปลงตนเอง และ 5.รายงานผลต่อกระทรวงเกษตรฯ พร้อมเตรียมดำเนินการระยะต่อไป”

สำหรับแผนปฏิบัติงานแบ่งออกเป็น 4 ระยะ คือ ระยะที่ 1 เดือน ม.ค.-ก.พ.60 กำหนดผู้ร่วมบูรณาการ 5 ประสาน มาพบปะสร้างการรับรู้แนวทางของโครงการฯ ระยะที่ 2 เดือน มี.ค.- เม.ย.60 ส่งเสริมให้เกษตรกรปรับเปลี่ยนพัฒนาตนเอง โดยใช้ปราชญ์เกษตรกรช่วยเพิ่มพูนความรู้เชิงปฏิบัติการตามแนวเกษตรทฤษฎีใหม่ ระยะที่ 3 เดือน พ.ค.- ส.ค.60 ดำเนินงานในลักษณะเพื่อนช่วยเพื่อน โดยดำเนินกิจกรรมตามแผนการผลิต มีภาคเอกชนสนับสนุนการจัดหาปัจจัยการผลิตตามแผนที่เกษตรกรวางไว้ตามความเหมาะสม ส่งเสริมการดำเนินกิจกรรมการผลิตที่หลากหลาย วางแผนการตลาด และระยะที่ 4 เดือน ก.ย.-ธ.ค.60 ติดตามและประเมินผล โดยลงพื้นที่เยี่ยมเกษตรกรอย่างน้อย 1 ครั้งต่อเดือน และประเมินความสำเร็จ เพื่อปรับแผนปฏิบัติงานให้เหมาะสมสำหรับเกษตรกรแต่ละราย เพื่อให้เกษตรกรสามารถขับเคลื่อนไปได้ด้วยตนเองในระยะยาว.

 

กระทรวงพาณิชย์ ดันไทยเป็นศูนย์กลางการส่งออกสินค้าเฟอร์นิเจอร์ของอาเซียน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ข่าวประชาสัมพันธ์ 10 มี.ค. 2560 06:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/879155


กรุงเทพฯ – กระทรวงพาณิชย์ ขับเคลื่อนอุตสาหกรรมการส่งออก ดันไทยเป็นศูนย์กลางการส่งออกสินค้าเฟอร์นิเจอร์ที่ยิ่งใหญ่ของอาเซียน ส่งเสริมผู้ประกอบการอุตสาหกรรมเฟอร์นิเจอร์ไทยพัฒนาความรู้ความสามารถ ผลิตผลงานคุณภาพออกสู่ตลาด และพร้อมก้าวสู่เวทีการค้าระหว่างประเทศอย่างมั่นคง หวังเศรษฐกิจไทยเติบโตอย่างต่อเนื่อง โดยล่าสุดให้กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ ร่วมกับ กลุ่มอุตสาหกรรมเฟอร์นิเจอร์ สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย และสมาคมอุตสาหกรรมเครื่องเรือนไทย เดินหน้าจัดงานแสดงสินค้าเฟอร์นิเจอร์ 2560 หรือ Thailand International Furniture Fair 2017 (TIFF 2017) เปิดเวทีเจรจาการค้า ระหว่างวันที่ 8 – 12 มีนาคม 2560 ณ อาคารชาเลนเจอร์ 2 อิมแพ็ค เมืองทองธานี

นายสนธิรัตน์ สนธิจิรวงศ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า ปัจจุบัน ประเทศไทยกำลังก้าวเข้าสู่ “ประเทศไทย 4.0” เป็นนโยบายจากรัฐบาลที่ต้องการปรับเปลี่ยนโครงสร้างเศรษฐกิจไปสู่ “Value-Based Economy” หรือ “เศรษฐกิจที่ขับเคลื่อนด้วยนวัตกรรม” เพื่อสร้างความได้เปรียบในเชิงแข่งขันให้กับผู้ประกอบการส่งออกของไทย เพราะการส่งออกมีความสำคัญในการสร้างรายได้เข้าสู่ประเทศและเป็นหนึ่งในกลไกในการพัฒนาเศรษฐกิจไทย ซึ่งอุตสาหกรรมเฟอร์นิเจอร์ถือเป็นอุตสาหกรรมหนึ่งที่สร้างรายได้ให้กับประเทศ ภาครัฐจึงมีการส่งเสริมให้ผู้ประกอบการพัฒนาสินค้าของตนเองให้มีความแปลกใหม่ ใช้ความคิดสร้างสรรค์ปั้นผลงานและนำไปสู่การพัฒนานวัตกรรมสินค้าและบริการของตนเอง เพื่อให้ผู้ประกอบการสามารถก้าวสู่เวทีการค้าระหว่างประเทศได้อย่างมั่นคง

และเพื่อให้สอดคล้องกับนโยบายดังกล่าว กระทรวงพาณิชย์ จึงมอบหมายให้ กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ ร่วมกับ กลุ่มอุตสาหกรรมเฟอร์นิเจอร์ สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย และสมาคมอุตสาหกรรมเครื่องเรือนไทย เดินหน้าจัดงานแสดงสินค้าเฟอร์นิเจอร์ 2560 หรือ Thailand International Furniture Fair 2017 (TIFF 2017) ซึ่งการจัดงานดังกล่าวถือเป็นกลยุทธ์สำคัญที่สร้างภาพลักษณ์ให้แก่ประเทศไทยเป็นศูนย์กลางการส่งออกสินค้าเฟอร์นิเจอร์ที่ยิ่งใหญ่ของอาเซียน เป็นพื้นที่แสดงศักยภาพนำเสนองานของเหล่าผู้ผลิต และเป็นเวทีการค้าระดับนานาชาติที่สร้างโอกาสให้แก่ผู้ประกอบการได้พบกับคู่ค้าจากทั่วทุกมุมโลก

สำหรับงาน Thailand International Furniture Fair 2017 หรือ TIFF 2017 เป็นงานแสดงสินค้าเฟอร์นิเจอร์ระดับนานาชาติที่จัดขึ้นต่อเนื่องเป็นปีที่ 21 ภายใต้แนวคิด ASEAN Smart Living …. The Living Beyond มากกว่าของตกแต่งบ้าน คือรสนิยมของการใช้ชีวิต เพื่อสะท้อนถึงภาพลักษณ์ของประเทศไทยในฐานะศูนย์กลางการผลิตและการค้าสินค้าเฟอร์นิเจอร์ของอาเซียน ตอบสนองความต้องการที่หลากหลายของผู้บริโภค และยังเป็นแรงบันดาลใจให้กับผู้เข้าชมงานเกิดไอเดียต่อยอดสร้างสรรค์ธุรกิจ หรือนำไอเดียไปตกแต่งบ้านของตนเอง เพราะเฟอร์นิเจอร์ไม่ใช่แค่เพียงของตกแต่งบ้าน

แต่เป็นของที่มีฟังก์ชั่นการใช้งานที่บ่งบอกถึงรสนิยมของผู้ใช้ ซึ่งภายในงานมีการจัดแสดงผลงานเฟอร์นิเจอร์ที่โดดเด่น ทั้งด้านการออกแบบและนวัตกรรมจากผู้ประกอบการอุตสาหกรรมเฟอร์นิเจอร์ทั้งไทยและต่างประเทศทั้งสิ้น 187 บริษัท 575 คูหา นอกจากนี้ ยังมีนิทรรศการแสดงสินค้าเฟอร์นิเจอร์และงานออกแบบที่มีความโดดเด่นด้านดีไซน์ นำเสนอในรูปแบบที่ทันสมัยและนวัตกรมมใหม่ๆ เช่น Innovation plus Design Style Café หรือ I+D Style Cafe นิทรรศการคาเฟ่ต้นแบบยุคใหม่ ที่นำเสนอนวัตกรรมใหม่ๆ และสินค้าที่มีการออกแบบดีและมีคุณภาพระดับสากลจากโครงการต่างๆ เข้าไว้ด้วยกัน, Design Excellence Award (DEmark) นิทรรศการที่นำเสนอผลงานที่ได้รับรางวัลสินค้าไทยที่มีการออกแบบดีมาจัดแสดง, Young Designer Showcase นิทรรศการดีๆ ที่เปิดโอกาสให้สถาบันการศึกษานำเสนอผลงานการออกแบบเฟอร์นิเจอร์จากเหล่านิสิตนักศึกษาได้แสดงศักยภาพด้านการออกแบบของตนเอง, Design Plant พื้นที่สร้างโอกาสสำหรับผลงานเฟอร์นิเจอร์จากผู้ประกอบการรุ่นใหม่ เพื่อเป็นอีกหนึ่งช่องทางที่จะได้พบกับเหล่าผู้ผลิตและบริษัททั้งไทยและต่างประเทศมากขึ้น

นอกจากตัวสินค้าที่มีการออกแบบสวยงาม โดดเด่น ทันสมัย ตรงกับความต้องการของตลาดปัจจุบันที่จะดึงดูดผู้ซื้อให้มาร่วมงานแล้ว ยังมีอีกหนึ่งกลยุทธ์ที่จะสามารถตอบโจทย์ และรองรับความต้องการของกลุ่มผู้ซื้อที่ต้องการจำนวนสินค้าน้อยชิ้น คือ “Small Order OK” หรือ “SOOK” เป็นกลยุทธ์ที่จะช่วยเติมเต็มไอเดียสร้างสรรค์สำหรับโครงการขนาดเล็กให้เป็นจริงได้ โดยไม่จำกัดจำนวนสั่งซื้อและสามารถปรับแต่งสินค้าได้ตามความต้องการ อีกทั้งยังมีโซนเจรจาธุรกิจกับกิจกรรม Business Matching ทำให้ผู้ประกอบการไทยได้พบกับผู้ซื้อจากต่างประเทศที่ตรงใจโดยไม่เสียค่าใช้จ่าย ซึ่งคาดการณ์ว่าจะมีผู้เข้าชมงานประมาณ 40,000 ราย และมีมูลค่าการสั่งซื้อภายในงานที่คาดการณ์ไว้ประมาณ 1,000 ล้านบาท

การจัดงาน TIFF 2017 ในครั้งนี้ กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์ หวังเป็นอย่างยิ่งว่าผู้ประกอบธุรกิจส่งออกจะสามารถช่วยยกระดับภาพลักษณ์และสร้างชื่อเสียงแก่สินค้าเฟอร์นิเจอร์ไทย เพื่อเพิ่มมูลค่าการส่งออกสินค้าเฟอร์นิเจอร์ให้ขยายตัวอย่างต่อเนื่อง อีกทั้งจะช่วยผลักดันให้ประเทศไทยเป็นศูนย์กลางการส่งออกสินค้าเฟอร์นิเจอร์ที่ยิ่งใหญ่ของอาเซียน และเป็นศูนย์กลางของภูมิภาคในการเชื่อมโยงกับเศรษฐกิจโลก

Thailand International Furniture Fair 2017 (TIFF 2017) จัดแสดงระหว่างวันที่ 8 – 12 มีนาคม 2560 วันเจรจาการค้า วันที่ 8 – 10 มีนาคม 2559 เวลา 10.00–18.00 น. วันจำหน่ายปลีก วันที่ 11 – 12 มีนาคม 2559 เวลา 10.00-21.00 น. ณ อาคารชาเลนเจอร์ 2 อิมแพ็ค เมืองทองธานี

 

“ซีมิโก้” ฮุบ “Absolute Yoga” ซื้อธุรกิจเพื่อสุขภาพ-ความงามชื่อดัง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 10 มี.ค. 2560 05:45

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/879971


ชัยภัทร ศรีวิสารวาจา

“ซีมิโก้” กระจายการลงทุนเข้าสู่กลุ่มธุรกิจเพื่อสุขภาพและความงามชื่อดัง ทุ่ม 218 ล้านบาท ซื้อหุ้นแอ็บโซลูทโยคะ (Absolute Yoga) เล็งเห็นโอกาสและผลตอบแทนระยะยาวเป็นหลัก

นายชัยภัทร ศรีวิสารวาจา รองประธานกรรมการและประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัทหลักทรัพย์ (บล.) ซีมิโก้ เปิดเผยว่า ได้ลงนามในสัญญาข้อตกลงการลงทุน มูลค่า 218 ล้านบาท เพื่อซื้อหุ้นเพิ่มทุน 1,800,000 หุ้น ในราคาหุ้นละ 121 บาท หรือคิดเป็น 30% ของบริษัท แอ็บโซลูท โยคะ จำกัด ซึ่งดำเนินธุรกิจฟิตเนสสตูดิโอ ภายใต้แบรนด์ “Absolute You” หลังจากที่ได้มองหาลู่ทางการลงทุนในบริษัทที่มีคุณภาพ และให้ผลตอบแทนในรูปของส่วนแบ่งกำไรและมูลค่าเงินลงทุนที่เพิ่มขึ้นในระยะยาวให้กับบริษัท โดยเน้นธุรกิจที่มีศักยภาพสูงในการเพิ่มมูลค่าผลตอบแทนให้ผู้ถือหุ้น ทำให้บริษัทตัดสินใจทำข้อตกลงการลงทุนดังกล่าว“

นายชัยภัทรกล่าวว่า กระแสธุรกิจด้านสุขภาพเป็นกลุ่มธุรกิจที่มีการเติบโตอย่างชัดเจน เนื่องจากประชากรหันมาใส่ใจด้านสุขภาพมากขึ้น ส่งผลให้การใช้จ่ายด้านการดูแลสุขภาพเติบโตตามไปด้วย ซึ่งกลุ่มธุรกิจของแอ็บโซลูทโยคะ สามารถตอบสนองความต้องการของกลุ่มผู้บริโภคได้อย่างดี ประกอบกับการมีแบรนด์ที่แข็งแกร่ง และเป็นผู้นำด้านธุรกิจโยคะในประเทศมาหลายปี

ทั้งนี้ หลังการเข้าซื้อหุ้นเพิ่มทุน 30% ในบริษัท แอ็บโซลูทโยคะ ของ บล.ซีมิโก้ครั้งนี้ จะทำให้ผู้ถือหุ้นของแอ็บโซลูทโยคะ ส่วนที่เหลือเป็นของตระกูลการุณกรสกุลทั้งหมด 70% ซึ่งประกอบด้วย น.ส.เบญจพร การุณกรสกุล ถือหุ้น 40% น.ส.จิตติมา การุณกรสกุล ถือหุ้น 20% น.ส.อรวรรณ การุณกรสกุล ถือหุ้น 5% เป็นต้น

สำหรับจากประวัติกว่า 14 ปี Absolute Yoga เป็นผู้นำในส่วนของธุรกิจเพื่อสุขภาพและความงาม ซึ่งดำเนินธุรกิจภายใต้แบรนด์ “Absolute You” ธุรกิจหลักของบริษัทประกอบด้วยโยคะและพิลาทิสสตูดิโอรวม 9 สาขาในกรุงเทพฯ และ 1 สาขา ในภูเก็ต บริษัทยังเป็นเจ้าของและดำเนินกิจการ Absolute Sanctuary Resort บนเกาะสมุย นอกจากการฝึกสอนโยคะและพิลาทิสแล้ว ในปีที่ผ่านมาได้มีการเพิ่มคลาสปั่นจักรยาน (Rhythm Cycling) ซึ่งเป็นเทรนด์การออกกำลังกายที่มาแรงในอเมริกาและยุโรป และเมื่อเร็วๆนี้ บริษัทเปิดตัว Absolute Fit Food ให้บริการจัดส่งอาหารสำหรับผู้ชื่นชอบอาหารเพื่อสุขภาพ ในปี 60 บริษัทคาดว่าจะเปิดเพิ่มอีก 3 สาขาในประเทศไทยและกำลังมองหาโอกาสเพื่อขยายสาขาในต่างประเทศ

นายชัยภัทรกล่าวต่อว่า ปัจจุบันซีมิโก้ยังอยู่ระหว่างการหาโอกาสในการลงทุนในธุรกิจอื่นๆเพิ่มเติม โดยกำลังศึกษาเข้าลงทุนในบริษัทที่ทำธุรกิจสินค้าอุปโภคบริโภคที่ตอบสนองต่อไลฟ์สไตล์ของผู้บริโภคในปัจจุบัน โดยหวังว่าจะมีประกาศเกี่ยวกับการลงทุนอื่นๆเพิ่มในเร็วๆนี้

โดยการลงทุนครั้งนี้ถือเป็นครั้งที่สองของซีมิโก้ในปีนี้ หลังจากลงทุน 14 ล้านบาทเพื่อถือหุ้น 46 เปอร์เซ็นต์ในบริษัท เซนทิเมนทัล จำกัด ซึ่งดำเนินธุรกิจพัฒนาและจัดจำหน่ายผลิตภัณฑ์น้ำหอมแบรนด์ดังต่างๆ ตั้งแต่แบรนด์ของไทยจนถึงระดับสากล บริษัทมีความร่วมมือกับแบรนด์ชั้นนำของฝรั่งเศส ซึ่งร่วมกับดาราชั้นนำของไทย อาทิ อั้ม-พัชราภา ไชยเชื้อ ชมพู่-อารยา เอ. ฮาร์เก็ต พลอยเฌอมาลย์ มาริโอ้ เมาเร่อ เพื่อพัฒนาน้ำหอม ที่มีกลิ่นหอมเฉพาะตัว บริษัทได้วางแผนขยายไลน์ผลิตภัณฑ์ให้ครอบคลุมผลิตภัณฑ์ดูแลผิวและเครื่องสำอาง ขณะเดียวกันบริษัทยังมุ่งเน้นการขยายธุรกิจไปยังประเทศอื่นๆ.

 

ซีพีเอฟรับอานิสงส์หวัดนกระบาด

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 10 มี.ค. 2560 05:30

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/879945


นายประสิทธิ์ ฉลองชัยชาญ รองกรรมการผู้จัดการบริหาร บริษัท เจริญโภคภัณฑ์อาหาร จำกัด (มหาชน) หรือซีพีเอฟ เปิดเผยว่า อุตสาหกรรมส่งออกไก่ของไทยยังเติบโตอย่างต่อเนื่อง โดยมีคำสั่งซื้อเพิ่มขึ้นเนื่องจากหลายประเทศในภูมิภาคประสบปัญหาการระบาดของไข้หวัดนก โดยล่าสุดพบการระบาดในสหรัฐอเมริกา ซึ่งเป็นผู้ส่งออกไก่อันดับ 2 ของโลก ส่งผลให้เกาหลีใต้ระงับการนำเข้าเนื้อไก่และไข่จากสหรัฐฯ ขณะที่ในเกาหลีใต้เองก็ประสบปัญหาไข้หวัดนก ทำให้อุตสาหกรรมไก่ของไทยสามารถส่งสินค้าเข้าไปทดแทนในตลาดเกาหลีใต้ได้มากขึ้น ประกอบกับการส่งออกจากไทยมีระยะทางที่ใกล้กว่า ซึ่งช่วยลดระยะเวลาการจัดส่งได้เป็นอย่างดี

“การส่งออกไก่ของผู้ประกอบการไทยมีสัญญาณที่ดีอย่างต่อเนื่อง ขณะที่กรมปศุสัตว์เองก็ได้เพิ่มมาตรการและความเข้มงวดในการตรวจสอบทุกขั้นตอนตลอดกระบวนการผลิตไก่ เพื่อตอกย้ำความเชื่อมั่นในความปลอดภัยให้กับประเทศคู่ค้า ซึ่งเอื้อให้การส่งออกไก่ของไทยเป็นไปในทิศทางที่ดีมาก ทั้งนี้คาดว่าปีนี้ซีพีเอฟจะส่งออกทั้งไก่ปรุงสุกและไก่สดแช่แข็งไปยังเกาหลีใต้ได้มากกว่า 10,000 ตัน เพิ่มขึ้นจาก 3,000 ตัน ในปี 59”

นอกจากนี้ ซีพีเอฟให้ความสำคัญกับความปลอดภัยอาหารตลอดกระบวนการผลิต โดยมีการควบคุมตั้งแต่ต้นทางจนถึงปลายทาง สามารถตรวจสอบย้อนกลับได้ทุกขั้นตอน ซึ่งในขั้นตอนการเลี้ยงบริษัทได้นำระบบคอมพาร์ตเมนต์มาใช้ในฟาร์ม ซึ่งสามารถควบคุมและเฝ้าระวังโรคไข้หวัดนก ทำให้สามารถป้องกันการแพร่ระบาดของไข้หวัดนกได้ 100% สำหรับภาพรวมการส่งออกไก่ของซีพีเอฟในปี 59 ที่ผ่านมา สามารถส่งออกได้รวม 130,000 ตัน และคาดว่าการส่งออกในปี 60 นี้จะเติบโตจากปีที่ผ่านมาประมาณ 15-20%.

 

ปลุกผู้ประกอบการทีวีปรับตัว กสทช.เผยพฤติกรรมคนดูเปลี่ยนชี้เพย์ทีวีมาแรง!

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 10 มี.ค. 2560 05:30

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/879956


ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อวานนี้ (9 มี.ค.60) สำนักงานคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) ได้จัดเสวนาเรื่อง“อนาคตเพย์ทีวี 4.0 กับสิทธิผู้บริโภค” โดยมี นพ.ประวิทย์ ลี่สถาพรวงศา กรรมการ กสทช. และภาคเอกชนที่เกี่ยวข้อง เพื่อแลกเปลี่ยนความคิดเห็นระหว่างกัน เนื่องจากปัจจุบันพฤติกรรมผู้บริโภคมีการปรับเปลี่ยนการรับชมทีวี ขณะเดียวกันเทคโนโลยีก็ปรับเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ทำให้ผู้ประกอบการต้องปรับตัวเพื่อให้อยู่รอดในยุคดิจิทัล

ทั้งนี้ กสทช.มีการออกใบอนุญาตประกอบกิจการทีวีแบ่ง 2 ประเภท คือ 1.ทีวีดิจิทัล 36 ช่อง ซึ่งเป็นฟรีทีวี และ 2.ทีวีแบบบอกรับสมาชิก (เพย์ทีวี) ซึ่งมีทั้งทีวีดาวเทียม เคเบิลทีวี และทีวีผ่านอินเตอร์เน็ต โดยการรับชมเพย์ทีวีนั้น ผู้บริโภคต้องสมัครเป็นสมาชิก ถึงจะรับชมได้ หากผู้ประกอบการจะบอกเลิกช่องรายการก็ต้องแจ้งล่วงหน้า 30 วัน เพื่อให้ผู้บริโภคมีทางเลือก และมีการเยียวยาผู้บริโภคด้วย

นพ.ประวิทย์กล่าวว่า ปัจจุบันการรับชมทีวีได้เปลี่ยนแปลงไปมาก ซึ่งเป็นไปตามการเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยี และพฤติกรรมการผู้บริโภคที่องค์กรกำกับดูแล ในขณะที่ผู้ประกอบการต้องปรับตัว และกำหนดแนวทางในการดำเนินธุรกิจร่วมกัน ซึ่งนับเป็นเรื่องท้าทายขององค์กรกำกับดูแลด้วย ที่ต้องตามให้ทันกับการเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยี

“ในอดีตการดูทีวีผ่านจอทีวี แต่ปัจจุบันการดูทีวี ไม่ว่าจะอยู่ที่ไหนก็ดูได้ทั้งผ่านโครงข่ายทีวี เคเบิลทีวี ดาวเทียม และที่กำลังมาแรง คือ การดูทีวีผ่านอินเตอร์เน็ต ถือเป็นบริการรูปแบบใหม่ และอาจได้รับความนิยมเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ และในอนาคตอาจมีการเปลี่ยนรูปแบบจากการส่งคำสั่งด้วยการพิมพ์ เป็นการสั่งด้วยเสียง เพื่อค้นหารายการทีวี รายชื่อเพลง เพื่อรับฟังและรับชมผ่านสมาร์ทโฟน หรือไอแพด ดังนั้น ทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องต้องร่วมหาทางออกร่วมกัน เพื่อความสมดุลระหว่างผู้บริโภคกับธุรกิจ”.

 

ส่งสัญญาณ “เฟด” ขึ้นดอก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 10 มี.ค. 2560 05:15

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/879940


นายเมธี สุภาพงษ์ รองผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) สายเสถียรภาพการเงิน กล่าวถึงแนวโน้มการปรับขึ้นดอกเบี้ยนโยบายของธนาคารกลางสหรัฐฯ (FED) ในวันที่ 14-15 มี.ค.ที่จะถึงนี้ว่า อาจมีผลให้เงินบาทของไทยมีแนวโน้มอ่อนค่าลงบ้าง แต่ไม่น่าเป็นห่วง เนื่องจากตลาดมีการรับรู้แนวทางการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบายของเฟดมาระยะหนึ่งแล้ว เห็นได้จากความคิดเห็นของตลาดการเงินโลกที่เชื่อมั่นว่า เฟดจะปรับขึ้นดอกเบี้ยเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ และจนถึงขณะนี้มีความเชื่อมั่น 100% ว่าเฟดจะขึ้นดอกเบี้ยในการประชุมครั้งนี้

อย่างไรก็ตาม ยอมรับว่าเหนือความคาดหมายเดิมของ ธปท.ที่ประเมินในช่วงต้นปีว่าเฟดจะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบายในปีนี้ 2 ครั้ง หรืออย่างมาก 3 ครั้ง แต่เป็นการปรับขึ้นในช่วงครึ่งปีหลังของปีนี้ทั้งหมด แต่การปรับ ขึ้นดอกเบี้ยครั้งนี้เป็นการปรับในช่วงครึ่งปีแรก แต่เชื่อว่าจะกระทบต่อตลาดเงินไทยไม่มากนัก โดยเงินบาทจะอ่อนค่าลงบ้าง“เงินบาทอาจอ่อนค่าลงบ้าง แต่ไม่มาก ส่วนเงินทุนไหลเข้าสุทธิในตลาดพันธบัตรของไทยที่มียอดสุทธิราว 2, 000 ล้านเหรียญสหรัฐฯ จะมีการไหลออกไปบ้าง ก็ไม่ไหลออกทั้งหมด ยังมีเงินทุนต่างชาติเหลืออยู่ในตลาดพันธบัตรไทยอยู่ นอกจากนั้น เสถียรภาพด้านต่างประเทศของเราจะดีมาก ไม่ว่าทุนสำรองทางการระดับสูง การเกินดุลบัญชีเดินสะพัดที่สูงมาก ซึ่งสร้างความเชื่อมั่นให้มีเงินไหลเข้ามาลงทุน”.

 

กลุ่ม “ไมเนอร์” กว้านซื้อกิจการ หวังขยายธุรกิจกินรวบตลาด

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 10 มี.ค. 2560 05:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/879931


นายจักร เฉลิมชัย รองประธานกลุ่มพัฒนาธุรกิจใหม่และอสังหาริมทรัพย์ บริษัท ไมเนอร์ คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) ผู้นำด้านการจัดจำหน่ายสินค้านำเข้าจากต่างประเทศ ทั้งกลุ่มสินค้าแฟชั่น ไลฟ์สไตล์ และเครื่องใช้ในครัวเรือน เปิดเผยว่า เพื่อให้บรรลุเป้าหมายยอดขายปี 63 ที่ตั้งไว้ 10,000 ล้านบาท บริษัทจึงซื้อกิจการแบรนด์ชุดกีฬาและสินค้าไลฟ์สไตล์อีก 2-3 ยี่ห้อ เข้ามาอยู่ในพอร์ตของไมเนอร์คอร์ปอเรชั่น ซึ่งขณะนี้ได้เจรจากับแบรนด์ไทยอยู่ 10 แบรนด์ คาดว่าจะสรุปผลได้ในสิ้นปี 60 นี้

“แบรนด์ที่บริษัทจะซื้อกิจการเข้ามาอยู่ในพอร์ต มีขนาดธุรกิจอยู่ระหว่าง 1,000-3,000 ล้านบาท และยังคงเดินหน้าหาสินค้าใหม่ๆ ต่อเนื่อง โดยเฉพาะสินค้าประเภทฟาสต์แฟชั่น ซึ่งไมเนอร์ยังไม่มีสินค้ากลุ่มนี้ โดยอยู่ระหว่างเจรจากับแบรนด์สินค้าประเภทฟาสต์แฟชั่นจากอิตาลีและเยอรมนี เพื่อหันมาทำตลาดในประเทศไทยในเร็วๆนี้”

ทั้งนี้แผนการทำตลาดของบริษัทจะพยายามลดบทบาทของสินค้าแฟชั่นบางประเภทลง และหันมารุกสินค้าไลฟ์สไตล์มากขึ้น ปี 59 บริษัทเป็นตัวแทนจำหน่ายสินค้าใหม่ 4 แบรนด์ อาทิ เสื้อผ้าแบรนด์ “บรูคส์ บราเธอร์” กระเป๋า “อเนลโล” จากญี่ปุ่น ชุดชั้นในพรีเมียมจากประเทศฝรั่งเศส ยี่ห้อ “เอแตม” (ETAM) เป็นต้น ซึ่งทำให้ยอดขายปี 59 ปิดที่ 2,600 ล้านบาท เติบโต 6% และปีนี้ตั้งเป้ายอดขายแตะ 3,200 ล้านบาท เติบโต 24% หลังเปิดตัวชุดชั้นในเอแตมในตลาดเมืองไทย ที่ตั้งเป้า 3 ปีทำยอดขาย 1,000 ล้านบาท โดยปี 60 ตั้งเป้ายอดขาย 350-400 ล้านบาท.

 

ไทยรัฐทีวี ยอดติดตามยูทูบทะลุล้าน รับรางวัลปุ่มทองคำ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 9 มี.ค. 2560 21:24

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/879816


ไทยรัฐทีวี รับรางวัล Gold Button หรือ ปุ่มทองคำ ในการประกาศรางวัลงานยูทูบซัมมิท 2017 หลังมียอดผู้ติดตามสูง 1 ล้านกว่าคน…

ไทยรัฐทีวี มียอดผู้ติดตามทางยูทูบ (YouTube ) 1 ล้าน 1 แสน 3 หมื่น 8,849 คน ได้รับรางวัล Gold Button หรือ ปุ่มทองคำ ในงานยูทูบซัมมิท 2017 ซึ่งรางวัลนี้ จะมอบให้กับครีเอเตอร์ที่มียอด Subscribe ตั้งแต่ 1 ล้านคน โดยนายเบน คิง หัวหน้าฝ่ายธุรกิจ Google ประเทศไทย กล่าวว่า รางวัล Gold Button เป็นเครื่องพิสูจน์ความสามารถของเหล่าครีเอเตอร์คนไทยที่มุ่งมั่นและทุ่มเทสร้างสรรค์ผลงาน ซึ่งประเทศไทยติด 1 ใน 10 ของประเทศที่มียอดเวลาชมบน YouTube สูงที่สุดในโลก

advertisement


http://www.thairath.co.th/clip/108282

สำหรับประเทศไทย มีผู้ชมยูทูบ 1,000 ล้านชั่วโมงต่อวัน และการอัพโหลดเนื้อหาวิดีโอบนยูทูบในประเทศไทยเพิ่มขึ้นถึงร้อยละ 167 ขณะที่ยอดการรับชมยูทูบ ผ่านอุปกรณ์มือถือในเมืองไทยเติบโตถึงร้อยละ 90 เเบบปีต่อปี

ขณะที่นายไมเคิล จิตติวาณิชย์ หัวหน้าฝ่ายการตลาด Google ประเทศไทย กล่าวว่า ปัจจัยที่จะทำให้ผู้ชม ติดตามชมคือเนื้อหารายการ หรือ คอนเทนต์ โดยเฉพาะรายการวาไรตี้ นอกจากนี้ยังมองว่า การที่แต่ละช่องรายการนำคอนเทนต์ที่ออกอากาศไปทางหน้าจอทีวีไปแล้ว มาออกออกอากาศผ่านทางยูทูบเป็นเรื่องที่ดี เพราะเป็นการให้ความสำคัญ และกระจายจำนวนผู้ชม รวมทั้งสร้างรายได้ด้วย.