โกไบค์ จับมือ Chope ร่วมเป็นพันธมิตรขยายฐานลูกค้า

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 9 มี.ค. 2560 05:15

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/878722


โกไบค์ แอพฯ เรียกใช้มอเตอร์ไซค์สาธารณะ ประกาศจับมือเป็นพันธมิตรกับแอพฯ สำรองโต๊ธอาหารและภัตตาคารชั้นนำ Chope ประเทศไทย เพื่อเสริมความแข็งแกร่งทางธุรกิจให้กันและ ขยายฐานลูกค้าได้รวดเร็วมากขึ้น…

บริษัท โกไบค์ จำกัด ผู้ให้บริการเรียกใช้มอเตอร์ไซค์สาธารณะ ผ่านแอพพลิเคชันภายใต้แบรนด์ “Go Bike” จับมือกับ Chope ประเทศไทย แอพพลิเคชันอำนวยความสะดวกในการสำรองโต๊ะที่ร้านอาหารและภัตตาคารชั้นนำ เป็นพันธมิตรทางการตลาด ร่วมประชาสัมพันธ์กิจกรรมส่งเสริมการขายและโปรโมชั่น ผ่านช่องทางเว็บไซต์และแอพพลิเคชันของบริษัทฯ ทั้งสอง

นายธานินทร์ โปร่งธุระ ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายปฏิบัติการ บริษัท โกไบค์ จำกัด เปิดเผยว่า โกไบค์ยินดีเป็นอย่างยิ่งที่ได้ร่วมเป็นพันธมิตรกับ Chope ประเทศไทย  ซึ่งความร่วมมือครั้งนี้ จะช่วยเสริมความแข็งแกร่งให้กับโกไบค์ และ Chope ให้มีความได้เปรียบในการแข่งขันทางการตลาด พันธมิตรทางการตลาดครั้งนี้ช่วยให้ทั้งสองบริษัท สามารถขยายฐานลูกค้าได้รวดเร็วมากยิ่งขึ้น  โดยตลอดเดือนมีนาคมนี้ ลูกค้าโกไบค์จะได้รับสิทธิประโยชน์จากโปรโมชั่นส่วนลด 20% เมื่อสำรองโต๊ะร้านอาหารชื่อดัง 9 แห่ง ที่ร่วมรายการ เช่น ร้านอาหารอินเดียปัญจาบ กริลล์ กรุงเทพฯ  ร้านอาหารอิตาเลี่ยนพิซซ่า คิง  หรือ ร้านอาหารฝรั่งเศสปารีส แบงคอก  ผ่านทางแอพพลิเคชัน  Chope เพียงใส่รหัสโปรโมชั่น “CHGB20”

ส่วนผู้ใช้แอพพลิเคชัน Chope สามารถรับข้อเสนอพิเศษจากโกไบค์ เมื่อเรียกใช้บริการมอเตอร์ไซค์ผ่านทางแอปพลิเคชัน Go Bike จำนวน 3 ครั้งแรก พร้อมใส่รหัส “CHP3” สามารถรับส่วนลดทันที 50 บาท สามารถใช้สิทธิพิเศษของโปรโมชั่นทั้ง 2 รายการได้แล้วตั้งแต่วันนี้ ถึงวันที่ 31 มีนาคม พ.ศ. 2560.

 

“สมคิด” คุยลั่นทุ่งไม่ทิ้งคนจน ทุ่มงบ 9 แสนล้านบาทอุ้มเกษตรกรฝ่าวิกฤติ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 9 มี.ค. 2560 05:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/878847


“สมคิด” โชว์ผลงานรัฐบาล 1 ปีครึ่งเทงบ 9 แสนล้านบาทช่วยคนจนและแก้ปัญหาภัยแล้ง ชี้นโยบายรัฐไม่ทำแค่รดน้ำที่ใบแต่ต้องให้ถึงราก ดันพาณิชย์สร้างกิจกรรมค้าขายทั่วประเทศ ดึงนักท่องเที่ยวลงชุมชน แก้ปัญหารวยกระจุกจนกระจาย สั่งบีโอไอเปิดร้านค้าในต่างประเทศนำสินค้าเกษตรและโอทอปไปวางขาย

นายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรี กล่าวระหว่างเป็นประธานในพิธีลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือหรือเอ็มโอยู การขับเคลื่อนร้านค้าและตลาดประชารัฐต้นแบบเพื่อชุมชน ที่อิมแพ็ค เมืองทองธานี โดยมีคณะกรรมการของกองทุนหมู่บ้านและชุมชนเมืองกว่า 2,500 คนเข้าร่วมฟังว่าปัญหา ใหญ่ของประเทศไทยขณะนี้ มี 2 เรื่องคือ เรื่องขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศที่สินค้าผลิตเพื่อการส่งออกเริ่มแข่งขันไม่ได้ เริ่มล้าสมัย ความได้เปรียบที่เคยมีเริ่มสูญเสียไป ดังนั้นจึงจำเป็นจะต้องฟื้นความสามารถในการแข่งขันของประเทศให้กลับคืนมาและก้าวไปสู่ระบบเศรษฐกิจ 4.0 ที่มีความทันสมัยและแข่งขันได้

ส่วนอีกเรื่องคือ ปัญหาความยากจนของคนไทยและการกระจายรายได้ หากคนจนยังมีจำนวนมากและคนรวยกระจุกอยู่กลุ่มเดียว สังคมไทยจะไม่สามารถเติบโตอย่างยั่งยืน ซึ่งตลอดเวลาช่วง 1 ปีครึ่งที่ได้เข้ามาทำงานในรัฐบาลชุดนี้ ในสมองจะคิดอยู่ทุกขณะว่า จะทำอย่างไรให้คนจนมีชีวิตที่ดีขึ้น มีรายได้ มีเงินจับจ่ายใช้สอย ลูกหลานมีการศึกษา ได้รับการดูแลมีสุขอนามัยที่ดี มีโอกาสในชีวิตเหมือนคนอื่น ซึ่งไม่ใช่เรื่องง่ายแต่ก็พยายามและไม่ใช่แค่การเอาเงินไปให้เหมือนโครงการรับจำนำข้าว หรือประกันรายได้ เพราะปีหน้าก็จะต้องมาเอาใหม่

ใครๆก็ทำอย่างนั้นได้ถ้าไม่คิดถึงอนาคตประเทศ นักการเมืองหลอกลวงชาวนาได้เพียงหวังแค่ชนะการเลือกตั้ง แต่การทำงานของรัฐบาลชุดนี้ไม่ใช่แค่การรดน้ำที่ใบ โดยที่รากไม่ได้รับการรดน้ำ

“ชุมชนชนบทจะมีรายได้มากขึ้น สินค้าที่ผลิตออกมาจะต้องมีตลาด กระทรวงพาณิชย์ในรัฐบาลยุคนี้นโยบายหลักที่จะทำไม่ใช่เรื่องการส่งออก แต่จะต้องสร้างให้มีกิจกรรมการค้าขายไปทั่วประเทศ มีคนซื้อสินค้าเป็นนักท่องเที่ยวทั้งจากในประเทศและต่างประเทศ ประเทศไทยมีนักท่องเที่ยวจากต่างชาติปีละ 30 ล้านคน จะมานั่งภูมิใจได้อย่างไรหากนักท่องเที่ยวเหล่านี้กระจุกตัวอยู่แต่ในกรุงเทพฯ เชียงใหม่ ภูเก็ต สมุย ฝรั่งมาอาบ แดดต้องคิดด้วยว่าช่วยสร้างรายได้ให้คนชนบทเท่าไหร่ด้วย ดังนั้น จะทำอย่างไรให้นักท่องเที่ยวไปเที่ยวในชุมชน ผมสร้างสินค้าโอทอปมาด้วยมือทั้ง 2 ข้างเมื่อ 10 กว่าปีที่แล้ว แต่ยังไม่ถึงฝั่ง สินค้าโอทอปมีชื่อเสียง ผ้าไหมไทยโด่งดังไปทั่วโลกแต่ไม่เคยมีนักท่องเที่ยวเข้าไปในหมู่บ้านที่ผลิต ไก่ย่างวิเชียรบุรี ดังไปทั่วประเทศ แต่คนในหมู่บ้านยังจนทั้งหมู่บ้าน เรื่องพวกนี้ผู้ที่รับผิดชอบต้องไปคิดมาว่า จะทำอย่างไรที่จะทำให้เงินไปถึงคนในหมู่บ้านด้วย”

นายสมคิด กล่าวด้วยว่า ได้มอบหมายให้สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) หามาตรการสนับสนุนให้เอกชนไปตั้งร้านขายสินค้าซุปเปอร์สโตร์ในต่างประเทศ โดยนำสินค้าเกษตรและสินค้าโอทอปไปขาย เชื่อว่าหากทำให้เกิดขึ้นจริงจะทำให้ชาวบ้านมีรายได้ และชีวิตความเป็นอยู่ดีขึ้นกว่าเดิม รวมถึงการส่งเสริมให้เอกชนเข้าไปลงทุนในชนบทร่วมกับชาวบ้านมากขึ้น ไม่ใช่แค่มีนโยบายสนับสนุนการลงทุนในเขตพัฒนาระเบียงเศรษฐกิจภาคตะวันออกหรืออีอีซี เท่านั้น วิธีนี้ จะช่วยให้เกิดรายได้ในท้องถิ่นไม่ต้องพึ่งพิงแต่การส่งออกเพียงอย่างเดียว

“วันดีคืนดีก็มีคนมาพูดว่า รัฐบาลนี้ไม่เคยคิดช่วยคนจน ลำพังทำงานหนักก็เหนื่อยแล้ว ผมอายุ 64 ปีแล้ว แต่ก็ยังไม่ท้อ ขอบอกว่าช่วง 1 ปีครึ่งที่ผ่านมารัฐบาลใช้เงินไม่ต่ำกว่า 900,000 ล้านบาท ผ่านระบบสินเชื่อกว่า 700,000 ล้านบาท และเป็นเงินงบประมาณเกือบ 300,000 ล้านบาท ทั้งลงไปช่วยภัยแล้ง ช่วยเกษตรกร ช่วยสร้างความเข้มแข็งเศรษฐกิจฐานรากลงไปทุกจุด กองทุนหมู่บ้านมีเงินลงไป 3 รอบแล้วรวมถึงโครงการบ้านประชารัฐ การลงทะเบียนคนจน มีใครหน้าไหนบ้างที่จะคิดเรื่องจดทะเบียนคนจน ให้คนมีรายได้น้อยมีบัตรได้ขึ้นรถเมล์ราคาถูก ซื้อแก๊สรวมทั้งค่าน้ำค่าไฟต่ำกว่าชาวบ้าน ล่าสุดก็แก้หนี้นอกระบบที่เคยทำมาเมื่อ 15 ปี ที่แล้วผ่านระบบธนาคารประชาชนของธนาคารออมสินแต่รอบนี้เป็นเงินกู้ฉุกเฉิน ดังนั้น พวกปากหอยปากปูทั้งหลายเคยทำบ้างไหม แต่พวกเราคิดจริงทำจริง คำว่าคิดใหม่ทำใหม่ก็มาจากสมองของผม ผมจะไม่หยุดคิด เพราะพ่อให้ชื่อมาว่าสมคิด”

นายสมคิด กล่าวว่า กองทุนหมู่บ้านและชุมชนเมืองมีกว่า 79,000 แห่ง ถ้ากรรมการและสมาชิกมีความเข้มแข็งก็จะช่วยสร้างให้การเมืองของไทยเข้มแข็งตามไปด้วย จะรู้ว่านักการเมืองหน้าไหนที่หลอกลวง เดินเพ่นพ่านไม่ทำอะไรก็ไม่ต้องเลือก อยากได้ประชาธิปไตยต้องรู้ทัน และรู้ว่าจะเลือกคนดีเข้ามาได้อย่างไร ประชาธิปไตยที่แท้จริงถึงจะเกิดขึ้น โดยขณะนี้มีความคิดที่จะให้กรรมการของกองทุนหมู่บ้านกลับเข้าระบบโรงเรียน เพื่อให้มีความคิดอ่านทันสมัย ทันโลก รู้ทันการเปลี่ยนแปลง รู้วิธีการบริหารจัดการ.

 

การบินไทยลงนามศึกษา ศูนย์ซ่อมเครื่องบินที่สนามบินอู่ตะเภากับแอร์บัส

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 9 มี.ค. 2560 01:54

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/878730


ภาพ เครื่องบินแอร์บัส เอ350-900XWB การบินไทย

การบินไทยลงนามบันทึกความเข้าใจศึกษาพัฒนาศูนย์ซ่อมบำรุงอากาศยานที่ท่าอากาศยานอู่ตะเภากับแอร์บัส รองนายกรัฐมนตรีเศรษฐกิจขีดเส้นศึกษาเสร็จปีนี้ ก่อนดันเข้าคณะกรรมการพีพีพีร่วมทุนปีหน้า

เมื่อวันที่ 8 มี.ค.60 นายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรี ประธานพิธีลงนามบันทึกข้อตกลงร่วมมือ เพื่อศึกษาความเป็นไปได้โครงการพัฒนาศูนย์ซ่อมบำรุงอากาศยาน ณ ท่าอากาศยานอู่ตะเภา เพื่อเป็นศูนย์กลางซ่อมบำรุงอากาศยานของภาคพื้นเอเชีย-แปซิฟิก ระหว่างการบินไทยและบริษัท แอร์บัส

นายสมคิด กล่าวว่า นายฟาบริซ เบรจิเย่ร์ ประธานและประธานบริหาร บริษัทแอร์บัส เข้าพบนายกรัฐมนตรี และแสดงความเชื่อมั่นศักยภาพและความน่าลงทุนของไทย ขณะเดียวกันได้มีการสอบถามแอร์บัสถึงการผลิตเพื่อป้อนอากาศยานเข้าสู่อุตสาหกรรมการบิน แอร์บัสชี้แจงว่าการผลิตเครื่องบินขณะนี้ร้อยละ 40 ผลิตเพื่อส่งมอบให้สายการบินภูมิภาคเอเชีย

ดังนั้น เห็นได้ชัดเจนว่าภูมิภาคเอเชียธุรกิจการบินจะเติบโตต่อเนื่อง ส่งผลดีต่ออุตสาหกรรมซ่อมบำรุงอากาศยานและธุรกิจต่อเนื่องต่างๆ อีกมาก ดังนั้น การลงนามครั้งนี้เป็การสะท้อนถึงความมั่นใจที่บริษัทยักษ์ใหญ่ข้ามชาติมีต่อประเทศไทย จึงให้นโยบายการบินไทยร่วมศึกษากับแอร์บัสให้เสร็จปี 2560 ก่อนดันโครงการนี้เข้าสู่การพิจารณาคณะกรรมการพีพีพีปี 2561 เพื่อให้เกิดการลงทุนต่อไป

นางอุษณีย์ แสงสิงแก้ว รักษาการกรรมการผู้อำนวยการใหญ่ การบินไทย กล่าวว่า การบินไทยมั่นใจความพร้อมไม่ว่าจะเป็นบุคลากรเกี่ยวกับงานซ่อมบำรุงอากาศยาน รวมทั้สถานที่ต่างๆ ที่จะดำเนินการศึกษา ดังนั้น มั่นใจว่าจะสามารถดำเนินการตานโยบายรัฐบาล เร่งการศึกษาและเกิดการร่วมลงทุนโดยเร็ว โดยการพัฒนาศูนย์ซ่อมบำรุงอากาศยานใหม่นี้เป็นหนึ่งในนโยบายรัฐบาลที่ต้องการให้การบินและประเทศไทยเติบโตอย่างยั่งยืนเข้าสู่เป้าหมายไทยแลนด์ 4.0

นายฟาบริซ กล่าวว่า ความต้องการการซ่อมบำรุงอากาศยานภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิกกำลังเติบโตอย่างรวดเร็วด้วยจำนวนฝูงบินในภูมิภาคที่จะเพิ่มขึ้น 3 เท่า หรือกว่า 15,000 ลำในอีก 20 ปีข้างหน้า ซึ่งโครงการนี้ถือเป็นโอกาสดีของไทยที่จะพัฒนาขอบเขตการให้บริการธุรกิจการบินให้กว้างขวางมากขึ้น

 

ขนส่งฯ เข้มเดินหน้าจับ ‘อูเบอร์’ ยังไม่ถึงขั้นนำม.44 มาบังคับใช้

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 8 มี.ค. 2560 21:36

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/878650


ขนส่งฯ ลุยจับ “อูเบอร์” อย่างเข้มงวด ชี้นำรถส่วนบุคคลมาบริการสาธารณะ ผิดกฎหมายชัด ย้ำยังไม่ถึงขั้นนำม.44 มาบังคับใช้ เดินหน้าเปิดตัวแอปพลิเคชันกลาง เรียกใช้แท็กซี่สาธารณะ เล็งเพิ่มแท็กซี่วีไอพี …

เมื่อวันที่ 8 มี.ค. นายณันทพงศ์ เชิดชู รองอธิบดีกรมการขนส่งทางบก (ขบ.) เปิดเผยถึงกรณีการตรวจจับรถแท็กซี่ผิดกฎหมาย ว่า ในส่วนของกรมการขนส่งทางบกจะเร่งรัดตรวจสอบ กวดขัน จับกุมรถโดยสารสาธารณะที่วิ่งให้บริการแท็กซี่ หรือ อูเบอร์อย่างเข้มงวด และยืนยันว่าการเข้มงวดจับกุมขณะนี้จะยังไม่ถึงขั้นที่ต้องใช้มาตรา 44 เข้ามาบังคับใช้ตามกฎหมาย สำหรับสาเหตุที่ต้องเข้มงวดในการจับกุมเนื่องมาจากรถที่ให้บริการในนามอูเบอร์ เป็นการนำรถส่วนบุคคลมาให้บริการสาธารณะซึ่งผิดกฎหมายอย่างชัดเจน หากเกิดเหตุที่ไม่คาดฝันที่เกิดอันตรายกับผู้โดยสารทั้งร่างกายชีวิตและทรัพย์สินจะไม่มีกฎหมายอะไรรองรับในการตรวจสอบรวมถึงจับกุมผู้กระทำความผิด

นอกจากนี้กำลังดำเนินการในการพัฒนาแอปพลิเคชันกลาง เรียกรถโดยสารสาธารณะ เพื่อสนองความต้องการของผู้บริโภคในปัจจุบัน ที่เรียกรถโดยสารผ่านแอปพลิเคชัน ขณะเดียวกันกรมการขนส่งทางบกยังได้ยกระดับมาตรฐานการให้บริการรถแท็กซี่ที่อยู่ในระบบกว่า 100,000 คัน ให้มีความสะดวกสบายมากขึ้น

“อยากให้ประชาชน ใช้บริการรถโดยสารสาธารณะที่ถูกกฎหมายเนื่องจากมีการจดทะเบียนอย่างถูกต้อง สามารถตรวจสอบประวัติของคนขับหากเกิดเหตุจะตรวจสอบได้ทันที และขณะนี้ทราบว่าได้มีความพยายามของบางกลุ่มที่จะเผยแพร่ข้อมูลในทางที่เสียหายเกี่ยวกับรถโดยสารสาธารณะทุกประเภทโดยเฉพาะรถแท็กซี่เพื่อดึงดูดและจูงใจให้มาใช้รถโดยสารแท็กซี่ผิดกฎหมาย”

นอกจากนั้นยังได้เสนอให้แก้ไขกฎกระทรวง จำนวน 2 ฉบับประกอบไปด้วยยกระดับมาตรฐานการให้บริการของรถแท็กซี่ รวมถึงเพิ่มสิ่งอำนวยความสะดวก และขอแก้ไขกฎหมายเพื่อเพิ่มรถแท็กซี่วีไอพี ที่มีขนาดใหญ่เข้ามาให้บริการเพื่อเป็นทางเลือกให้กับประชาชนมากขึ้น คาดว่าภายใน 2 เดือนนี้จะมีผลบังคับใช้.

 

พณ. เยือนญี่ปุ่น โปรโมตข้าวไทยคุณภาพดี เปิดตลาดให้เพิ่มขึ้น

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 8 มี.ค. 2560 21:15

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/878640


กรมการค้าต่างประเทศ นำทีมเยือนญี่ปุ่น หวังเปิดตลาดข้าวไทยให้ได้เพิ่มขึ้น พร้อมเข้าร่วมงาน Foodex Japan 2017 โปรโมตข้าวคุณภาพดีของไทย ทั้งข้าวหอมมะลิ และข้าวสี…

เมื่อวันที่ 8 มี.ค. นางดวงพร รอดพยาธิ์ อธิบดีกรมการค้าต่างประเทศ เปิดเผยว่า ขณะนี้ กรมฯ อยู่ระหว่างนำคณะผู้แทนการค้าภาครัฐและเอกชนไทยเดินทางไปกระชับความสัมพันธ์ทางการค้ากับหน่วยงาน Crop Production Department ของกระทรวงเกษตร ป่าไม้ และประมงญี่ปุ่น ซึ่งกำกับดูแลการประมูลนำเข้าข้าวของญี่ปุ่น เพื่อเจรจาแลกเปลี่ยนข้อมูลเกี่ยวกับสถานการณ์การค้าข้าวไทย-ญี่ปุ่น และกระชับความสัมพันธ์ทางการค้าให้แน่นแฟ้นมากขึ้น

นอกจากนี้ ยังได้เข้าร่วมงานแสดงสินค้า Foodex Japan 2017 ที่จัดขึ้นวันที่ 6-11 มี.ค.60 ซึ่งเป็นงานแสดงสินค้าอาหารที่ใหญ่ที่สุดในเอเชีย และเก่าแก่ที่สุดงานหนึ่งของญี่ปุ่น จัดขึ้นเป็นประจำทุกปี โดยปีนี้จัดขึ้นเป็นครั้งที่ 42 ภายในงานมีผู้จัดแสดงสินค้ากว่า 3,200 ราย จาก 80 ประเทศทั่วโลก คาดว่าจะมีผู้เข้าร่วมงาน ซึ่งเป็นผู้ให้บริการด้านอาหาร ผู้จัดจำหน่าย และผู้ค้ากว่า 77,000 ราย

“การเข้าร่วมงานแสดงสินค้าครั้งนี้ ถือเป็นโอกาสดีในการประชาสัมพันธ์และขยายตลาดข้าวไทยให้เข้าสู่กลุ่มผู้ค้า และผู้บริโภคชาวญี่ปุ่นมากขึ้น ประกอบกับผู้บริโภคชาวญี่ปุ่นมีกำลังซื้อสูง และคำนึงถึงความสำคัญเกี่ยวกับการรักษาสุขภาพในระดับสูง และให้ความสำคัญกับความปลอดภัยทางอาหารเพิ่มมากขึ้น จึงเป็นโอกาสในการผลักดัน และส่งเสริมข้าวคุณภาพดีของไทย เช่น ข้าวหอมมะลิ และข้าวคุณลักษณะพิเศษต่างๆ เช่น ข้าวไรซ์เบอร์รี่ ข้าวหอมนิล ข้าวสังข์หยด รวมทั้งผลิตภัณฑ์ข้าวของไทยให้เป็นที่รู้จักอย่างแพร่หลาย ผ่านกลุ่มผู้เข้าร่วมงานแสดงสินค้า ซึ่งจะช่วยขยายช่องทางการตลาดข้าวไทยให้เพิ่มมากขึ้นในตลาดญี่ปุ่น”

นอกจากนี้จะใช้โอกาสนี้ ประชาสัมพันธ์มาตรฐานข้าวไทยฉบับใหม่ให้หน่วยงานภาครัฐและผู้บริโภคชาวญี่ปุ่นได้รับทราบอย่างทั่วถึงด้วย สำหรับตลาดญี่ปุ่น เป็นตลาดข้าวคุณภาพดีที่สำคัญของไทย โดยในแต่ละปีนำเข้าข้าวจากทั่วโลก 600,000 – 700,000 ตัน จากสหรัฐฯ ไทย และออสเตรเลีย ในปี 59 นำเข้าจากไทย 295,494 ตัน ลดลง 12.96% จากปี 58 ที่นำเข้า 299,373 ตัน ส่วนเดือน ม.ค.60 นำเข้าข้าวจากไทยแล้ว 45,728 ตัน เพิ่มขึ้น 37.83% จากเดือนเดียวกันของปีก่อนที่นำเข้า 33,178 ตัน คาดว่าในปี 60 ญี่ปุ่นจะมีการประมูลนำเข้าข้าวจากไทยเพิ่มขึ้นแน่นอน.

 

พลังงาน ชงคลัง พิจารณาไฟฟรี-แอลพีจีราคาถูก ช่วยผู้มีรายได้น้อย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 8 มี.ค. 2560 20:40

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/878622


พลังงาน ส่งหนังสือยังคลัง พิจารณามาตรการไฟฟรี-แอลพีจีราคาถูก ช่วยผู้มีรายได้น้อย เสริมนโยบายช่วยคนจน…

เมื่อวันที่ 8 มี.ค. นายอารีพงศ์ ภู่ชอุ่ม ปลัดกระทรวงพลังงาน เปิดเผยว่า ได้ส่งหนังสือถึงกระทรวงการคลังให้พิจารณามาตรการช่วยเหลือผู้มีรายได้น้อยที่กระทรวงพลังงานดำเนินการอยู่ ได้แก่ มาตรการไฟฟ้าฟรีสำหรับผู้ที่ใช้ไฟฟ้าไม่เกิน 50 หน่วยต่อเดือนที่ใช้มิเตอร์ขนาด 5 แอมแปร์ และมาตรการอุดหนุนราคาก๊าซหุงต้ม (LPG) สำหรับครัวเรือนและหาบเร่แผงลอยที่มีรายได้น้อย ให้สามารถซื้อ LPG ได้ในราคาถูก เพื่อนำไปประมวลรวมกับนโยบายช่วยคนจนของกระทรวงการคลังที่กำลังอยู่ระหว่างการจัดระบบใหม่

ทั้งนี้ เนื่องจากขณะนี้โครงการไฟฟ้าฟรีสำหรับผู้มีรายได้น้อย ปัจจุบันกำลังประสบปัญหาด้านกฎหมาย เนื่องจากศาลปกครองกลางสั่งให้เพิกถอนมติคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (กกพ.) และคณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ (กพช.) ที่กำหนดให้ผู้ใช้ไฟฟ้าที่เป็นกิจการขนาดกลาง กิจการขนาดใหญ่ กิจการเฉพาะอย่าง และองค์กรที่ไม่แสวงหากำไร เป็นผู้จ่ายชดเชยค่าไฟฟ้าให้แก่ครัวเรือนที่ใช้ไฟฟ้าไม่เกิน 50 หน่วย เพราะเห็นว่าไม่เป็นธรรมกับผู้ใช้ไฟฟ้ารายอื่น ซึ่งขณะนี้กระทรวงพลังงานอยู่ระหว่างเตรียมอุทธรณ์คำสั่งศาลฯ ตามกระบวนการทางกฎหมาย และกำลังพิจารณาว่าจะดำเนินโครงการดังกล่าวต่อหรือไม่ และจะหาแหล่งเงินใดมาชดเชย เป็นต้น จนนำไปสู่การยื่นหนังสือถึงกระทรวงการคลังดังกล่าว

สำหรับความคืบหน้าการจัดรับฟังความเห็นและทำความเข้าใจกับประชาชนทุกภาคส่วนในเรื่องเกี่ยวกับความมั่นคงด้านพลังงาน ตามที่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี มีคำสั่งนั้น เบื้องต้นได้เตรียมจัดเวทีรับฟังความเห็นของประชาชนภายใน 1 เดือนนี้ โดยจะเริ่มที่ภาคใต้ก่อน เนื่องจากเป็นพื้นที่ที่มีความต้องการใช้ไฟฟ้าสูงกว่าที่สามารถผลิตได้ และยังมีปัญหาความเห็นขัดแย้งในการสร้างโรงไฟฟ้าถ่านหินกระบี่ โดยจะเป็นการพูดคุยในหัวข้อพลังงานรูปแบบใดที่เหมาะสมในพื้นที่ รวมถึงความจำเป็นในการสร้างโรงไฟฟ้าหลักที่ใช้เชื้อเพลิงถ่านหินสะอาด และข้อจำกัดในการสร้างโรงไฟฟ้าก๊าซธรรมชาติ.

 

รัฐบาลติดปีกตลาด-ร้านค้าประชารัฐ ต้นแบบเพื่อชุมชน หนุน ศก. ฐานราก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 8 มี.ค. 2560 20:03

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/878602


กทบ.ขับเคลื่อนร้านค้าและตลาดประชารัฐต้นแบบเพื่อชุมชน หวังติดปีกตลาดและร้านค้าชุมชนเติบโตอย่างมั่นคง มั่งคั่ง และยั่งยืน มุ่งสู่ความสำเร็จในยุค 4.0 มั่นใจช่วยทำให้เศรษฐกิจฐานรากมีเงินหมุนเวียนเพิ่มขึ้นกว่า 125,000 ล้านบาทต่อปี สร้างงานให้ประชาชนในชุมชนกว่า 260,000 อัตรา

เมื่อวันที่ 8 มี.ค.60 นายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรี เป็นประธานเปิดพิธีลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ (MOU) การขับเคลื่อนร้านค้าและตลาดประชารัฐต้นแบบเพื่อชุมชน โดยมีนายสุวิทย์ เมษินทรีย์ รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี นายสนธิรัตน์ สนธิจิรวงศ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์ นายณรงค์ บุ่ยศิริรักษ์ รองอธิบดีกรมการพัฒนาชุมชน กระทรวงมหาดไทย ร่วมพิธี เพื่อติดปีกตลาดและร้านค้าชุมชนให้เติบโตอย่างมั่นคง มั่งคั่ง และยั่งยืน มุ่งสู่ความสำเร็จในยุค 4.0 เป็นการเพิ่มความเข้มแข็งของเศรษฐกิจฐานรากตามแนวทางประชารัฐ เพื่อการลงทุนด้านโครงสร้างพื้นฐานในหมู่บ้าน/ชุมชน และเพื่อดำเนินกิจกรรมอื่นๆ ที่หมู่บ้าน/ชุมชน เห็นว่าเป็นประโยชน์ในการส่งเสริมศักยภาพในการประกอบอาชีพและความเป็นอยู่ในหมู่บ้าน/ชุมชนให้ดี การขับเคลื่อนร้านค้าและตลาดประชารัฐต้นแบบเพื่อชุมชน ในวันที่ 8 มีนาคม 2560 ณ ห้องรอยยัล จูบิลี่ เมืองทองธานี จ.นนทบุรี

นายสมคิด เปิดเผยว่า จากที่คณะรัฐมนตรีได้มีมติเห็นชอบหลักการโครงการเพิ่มความเข้มแข็งของเศรษฐกิจฐานรากตามแนวทางประชารัฐ และอนุมัติหลักการงบประมาณในการดำเนินโครงการ ในกรอบวงเงิน 35,000 ล้านบาท เพื่อเป็นการเพิ่มความเข้มแข็งของเศรษฐกิจฐานรากตามแนวทางประชารัฐภายใต้โครงการดังกล่าว อันจะเป็นการกระตุ้นเศรษฐกิจระดับฐานรากให้มีการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง ตามนโยบายสำคัญของรัฐบาลจึงสนับสนุนเงินทุนให้กับกองทุนหมู่บ้านและชุมชนเมือง จำนวน 79,566 กองทุน วงเงินไม่เกินกองทุนละ 500,000 บาท เพื่อการลงทุนด้านโครงสร้างพื้นฐานในหมู่บ้าน/ชุมชน และเพื่อดำเนินกิจกรรมอื่นๆ ที่หมู่บ้าน/ชุมชน เห็นว่าเป็นประโยชน์ในการส่งเสริมศักยภาพในการประกอบอาชีพและความเป็นอยู่ในหมู่บ้าน/ชุมชนให้ดีขึ้น โดยพิจารณาจากโครงการที่มีลักษณะเสริมสร้าง และสนับสนุนการสร้างอาชีพ สร้างงาน สร้างรายได้ ไม่ซ้ำซ้อนกับโครงการอื่นของรัฐบาล และเป็นโครงการที่มีกิจกรรมต่อเนื่อง มีการหมุนเวียนรายได้และผลกำไร เพื่อเป็นทุนหมุนเวียนให้กับกองทุนหมู่บ้านและชุมชนเมือง

นายสุวิทย์ กล่าวว่า กองทุนหมู่บ้านและชุมชนเมืองแห่งชาติ เป็นหนึ่งในกลไกหลักที่ร่วมพัฒนาเศรษฐกิจฐานรากของประเทศ และสร้างโอกาสให้ประชาชนเติบโตก้าวหน้า ตามแนวคิด Local Economy ที่มุ่งเน้นการสร้างความเข้มแข็งทางเศรษฐกิจโดยการแก้ปัญหาปากท้องของประชาชน ช่วยเหลือเกษตรกร ในธุรกิจ SME และวิสาหกิจชุมชน เพื่อสร้างความสมดุลของภาคการผลิตและการค้า ใช้กระบวนการประชารัฐขับเคลื่อนเศรษฐกิจชุมชนในการสร้างอาชีพ สร้างรายได้ และสร้างความเข้มแข็ง จากการร่วมมือ ร่วมใจ และการสานพลังของทุกหมู่บ้านทั่วประเทศ

ขณะที่นายสนธิรัตน์  กล่าวว่า มิติในการพัฒนาตลาดและร้านค้าครั้งนี้ ไม่ใช่มิติในการพัฒนาเหมือนเดิม แต่เป็นมิติในการพัฒนาที่เติมเทคโนโลยีเข้าไป เติมการบริหารจัดการเข้าไป เพื่อสร้างโครงสร้างพื้นฐานทางเศรษฐกิจที่สำคัญในชุมชน สร้างอาชีพเพื่อเป็นทางเลือกนอกเหนือจากการเกษตรโดยไม่ต้องเข้าเมืองใหญ่ สร้างเวทีให้สินค้าชุมชนมีช่องทางการขายให้เติบโตก้าวหน้า ลดรายจ่ายให้ประชาชนจากการเข้าถึงสินค้าราคายุติธรรม และคืนกำไรจากการดำเนินการกลับสู่ชุมชน เพื่อนำไปพัฒนาท้องถิ่นและต่อยอดการสร้างโอกาสต่อไป

นายณรงค์  กล่าวว่า การดำเนินกิจกรรมร้านค้าประชารัฐ และตลาดประรัฐ ดังกล่าว จะทำให้เศรษฐกิจฐานรากมีเงินหมุนเวียนเพิ่มขึ้นกว่า 125,000 ล้านบาทต่อปี สร้างงานให้ประชาชนในชุมชนกว่า 260,000 อัตรา อีกทั้งเป็นการสร้างกลไกรัฐในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจฐานรากได้อย่างตรงจุด โปร่งใสและวัดผลได้จริง ซึ่งทำให้เกิดการสร้างบรรทัดฐานทางสังคมที่มั่งคง พื้นฐานทางเศรษฐกิจที่มั่งคั่ง และรากฐานของระบอบประชาธิปไตยที่ยั่งยืนอย่างแท้จริงต่อไป.

 

หุ้นไทยรีบาวด์ปิดบวก ขยับขึ้น 1.86 จุด ซื้อขาย 62,029.17 ล้าน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 8 มี.ค. 2560 17:50

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/878566


ดัชนีหุ้นไทยปิดตลาดแดนบวก ปรับขึ้น 1.86 จุด ปิดที่ 1,551.73 จุด มูลค่าซื้อขาย 62,029.17 ล้านบาท…

เมื่อวันที่ 8 มี.ค. ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยปิดการซื้อขายในแดนบวก ปรับขึ้น 1.86 จุด หรือ 0.12% ปิดที่ 1,551.73 จุด มูลค่าซื้อขาย 62,029.17 ล้านบาท โดยตลอดทั้งวันดัชนีหุ้นไทยเคลื่อนไหวทั้งแดนลบและบวก แตะระดับสูงสุดที่ 1,551.73 จุด ต่ำสุดที่ 1,534.85 จุด

สำหรับหลักทรัพย์ที่มีมูลค่าการซื้อขาย 5 อันดับแรก ได้แก่ บริษัท 1.กรุ๊ปลีส จำกัด (มหาชน) 2.บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) 3.บริษัท ปูนซิเมนต์ไทย จำกัด(มหาชน) 4.บริษัท อินโดรามา เวนเจอร์ส จำกัด (มหาชน) และ 5.บริษัท ซีพี ออลล์ จำกัด (มหาชน).

 

เปิดแรงบันดาลใจ ผู้บริหารหญิงเก่ง เนื่องในวันสตรีสากล (คลิป)

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 8 มี.ค. 2560 17:47

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/878545


ไทยรัฐ จับมือ เฟซบุ๊ก เปิดแรงบันดาลใจ ‘ปนัดดา เจณณวาสิน’ ผู้บริหารหญิงเก่ง เนื่องในวันสตรีสากล 8 มี.ค.

ไทยรัฐ ในฐานะพันธมิตรที่ได้รับเลือกจาก Facebook Thailand ให้เป็นตัวแทนผู้ดำเนินรายการ สัมภาษณ์พิเศษ วันสตรีสากล พร้อมกันทั่วโลก! ในโครงการ #SheMeansBusiness โดยประเทศไทย คุณปนัดดา เจณณวาสิน กรรมการรองผู้จัดการ บริษัท ตรีเพชรอีซูซุเซลส์ จำกัด ได้รับเกียรติให้เป็นตัวแทนผู้หญิงไทยที่มีบทบาทสำคัญและมีผลงานโดดเด่นทางธุรกิจและเศรษฐกิจ.

PTTGC ดึงเชฟชุมพล ผุด 10 สุดยอดเมนูท้องถิ่น ต่อยอดท่องเที่ยวระยอง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 8 มี.ค. 2560 16:22

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/878432


PTTGC จับมือ ททท.ระยอง ดึง ”เชฟชุมพล” พัฒนาสูตรอาหารท้องถิ่นจานใหม่ 10 เมนู ต่อยอดการท่องเที่ยว พร้อมจัดแข่งขันทำเมนูอาหาร ค้นหาเชฟชุมชน 10 คน…

เมื่อวันที่ 8 มี.ค. นายสุพัฒนพงษ์ พันธ์มีเชาว์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท พีทีที โกลบอล เคมิคอล จำกัด (มหาชน) หรือ PTTGC กล่าวว่า ได้ร่วมกับการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) จังหวัดระยอง เชิญเชฟชุมพล แจ้งไพร เชฟกระทะเหล็กประเทศไทย มาช่วยพัฒนาสูตรอาหารท้องถิ่นและรังสรรค์สูตรอาหารจานใหม่ จากวัตถุดิบท้องถิ่นในชุมชน จ.ระยองให้มีมาตรฐานเป็นที่ยอมรับ โดยมีจุดมุ่งหมายที่จะนำวัตถุดิบในท้องถิ่นที่มีอยู่แล้ว มาสร้างอัตลักษณ์อาหารระยอง เชื่อมโยงผลิตผลทางการเกษตร สร้างจุดแข็ง ต่อยอดการท่องเที่ยวให้กับ จ.ระยอง

สำหรับ จ.ระยอง เป็นศูนย์รวมภาคอุตสาหกรรม เกษตรกรรม และการท่องเที่ยว ซึ่งทั้ง 3 ส่วน ต่างเป็นแรงขับเคลื่อนให้เศรษฐกิจชุมชนและเศรษฐกิจของประเทศมีการเติบโตมาอย่างต่อเนื่อง ซึ่งการประสานให้ 3 ส่วนอยู่ร่วมกันอย่างอย่างยั่งยืนในอนาคตและยกระดับชุมชนให้มีความเข้มแข็ง เป็นโจทย์ที่นำมาสู่การพัฒนาโครงการ “เชฟชุมพล สร้างเชฟชุมชน” ซึ่งแม้ว่า จ.ระยอง มีศักยภาพโดดเด่นด้านการท่องเที่ยว และมีทรัพยากรทางธรรมชาติเป็นจำนวนมาก แต่ยังขาดเรื่องของอาหารเด่น จึงได้จับมือกับ เชฟชุมพล ผู้เชี่ยวชาญเมนูอาหารไทย มีความสามารถในการคิดค้นเมนูใหม่ๆ  จากวัตถุดิบท้องถิ่นได้อย่างลงตัว น่าสนใจ และยังมีบุคลิกเฉพาะตัวที่เข้าถึงพี่น้องชาวระยองได้เป็นอย่างดีเยี่ยม มาช่วยต่อยอดพัฒนาเมนูอาหารชุมชนที่ใช้วัตถุดิบท้องถิ่นใน จ.ระยองที่ดีอยู่แล้ว ให้มีมาตรฐานเป็นที่ยอมรับในระดับประเทศและระดับสากลยิ่งขึ้น

ขณะที่ นายปรีชา สรรเสริฐ ประธานหมู่บ้านท่องเที่ยวทะเลน้อย จ.ระยอง กล่าวว่า “ผักกระชับ” ถือเป็นอีกหนึ่งในวัตถุดิบประจำท้องถิ่น จ.ระยอง มีการเพาะปลูกและนำมาปรุงอาหารตั้งแต่รุ่น ปู่ ย่า ตา ยาย แต่ปัจจุบันคนหนุ่มสาวอาจไม่รู้จัก ซึ่งผักชนิดนี้มีคุณค่ามากมาย นอกจากคุณค่าทางอาหารแล้ว ยังมีสรรพคุณและประโยชน์ในการต้านโรคต่างๆ อาทิ โรคริดสีดวง งูสวัด โรคไข้มาลาเรีย ราคาขายของผักกระชับอยู่ที่ 120 บาทต่อกิโลกรัม นักท่องเที่ยวที่สนใจสามารถหาซื้อได้ที่หมู่บ้านท่องเที่ยวทะเลน้อย เพื่อไปประกอบอาหารได้หลากหลายชนิด

สำหรับโครงการ “เชฟชุมพล สร้างเชฟชุมชน” จะมีการประกวดทำอาหารภายใต้แนวคิด “ค้นหา 10 ผู้ประกอบการร้านอาหาร / กลุ่มวิสาหกิจชุมชน / พ่อครัว หรือแม่ครัวประจำร้านอาหารใน จ.ระยอง มาร่วมสร้างสรรค์เมนูใหม่ ชูอัตลักษณ์วัตถุดิบท้องถิ่นประจำจังหวัดระยอง” โดยเมนูที่ส่งเข้าประกวดจะต้องมีส่วนผสมที่มาจากวัตถุดิบที่กำหนดอย่างน้อย 1 อย่าง จาก 19 วัตถุดิบท้องถิ่นของจังหวัดระยอง ได้แก่ กะปิ หรือน้ำปลา ชะมวง ผักกูด หน่อกระทือ หอยแมลงภู่ ปลา ปู ปลากะพง ปลาหมึกแห้ง ปลาเค็มแดดเดียว กล้วยน้ำว้า (รสชาติ 3 น้ำ) พุทรา 3 รส ทุเรียน แขนงสับปะรด เส้นจันท์ เงาะ กระชับ ระกำ และมังคุด

ส่วนการแข่งขันมี 3 รอบ คือ 1.รอบคัดเลือก 20 คน 2.รอบคัดเลือก 10 คน เป็นการแข่งขันทำเมนูอาหารเพื่อให้คณะกรรมการได้ชิมจริงที่งานประติมากรรมทราย ณ แหลมแม่พิมพ์ จังหวัดระยอง ในวันที่ 31 มีนาคม 2560 ผู้เข้าแข่งขันที่ได้รับการคัดเลือกให้เป็นเชฟชุมชนจำนวน 10 คน จะได้รับการอบรมพัฒนาเชฟมืออาชีพกับเชฟชุมพล และเรียนรู้การปรุงอาหาร 10 เมนู และจะต้องนำเมนูนั้นไปขายจริงเป็นเวลา 2 เดือน และรอบสุดท้ายคือ รอบชิงชนะเลิศ จะคัดเลือกจากคะแนน vote และรีวิวของบุคคลทั่วไป และจากคณะกรรมการ โดยเมื่อจบโครงการแล้ว ลิขสิทธิ์อาหารจะมอบให้เป็นประโยชน์ต่อสาธารณะ

ผู้สนใจสามารถดาวน์โหลดใบสมัครได้ที่ www.facebook.com/rayongchef โดยส่งใบสมัครพร้อมผลงานมาที่ pttgcrayongchef@gmail.com หรือส่งไปรษณียบัตรมาที่ บริษัท ซิกเนเจอร์ มาร์เก็ตติ้ง จำกัด เลขที่ 9/175 ซอยศรีนครินทร์ 46/1 ถนนศรีนครินทร์ แขวงหนองบอน เขตประเวศ 10250 กรุงเทพฯ ภายในวันที่ 14 มี.ค. 2560.