ขนส่งทางบก ยัน ใช้แอปเรียกรถแท็กซี่ไม่ผิด ก.ม. เว้นใช้บริการป้ายดำ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 9 มี.ค. 2560 10:51

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/879086


อธิบดีขนส่งทางบก ยัน ใช้แอปเรียกรถป้ายเหลืองไม่ผิด ผิดที่เรียกป้ายดำมารับ แนะประชาชนใช้บริการอย่างถูกกฎหมาย เร่งยกระดับมาตรฐาน ความปลอดภัย เรียกความเชื่อมั่น

เมื่อวันที่ 9 มี.ค. 60 นายสนิท พรหมวงษ์ อธิบดีกรมการขนส่งทางบก (ขบ.) เปิดเผยถึงกรณีที่มีการเรียกร้องให้ภาครัฐสนับสนุนรถโดยสารทางเลือกใหม่ เช่น Uber, Grab car โดยระบุว่า เป็นบริการที่เพิ่มความสะดวกในการเดินทางมากกว่าการให้บริการรถโดยสารที่มีอยู่ในปัจจุบันนั้น ขบ. มีการชี้แจงไปยังผู้ประกอบการโดยตรงและผ่านทางสื่อสาธารณะมาโดยตลอดว่า แอปพลิเคชันในการเรียกใช้บริการแท็กซี่สามารถกระทำได้โดยไม่ผิดกฎหมาย แต่ที่ผิดกฎหมายคือ การนำแอปพลิเคชันเรียกรถยนต์ส่วนบุคคล (ป้ายดำ) เพื่อใช้รับจ้างขนส่งผู้โดยสาร ซึ่งเป็นความผิดตาม พ.ร.บ.รถยนต์ พ.ศ.2522 ฐานใช้รถยนต์ผิดประเภทจากที่จดทะเบียนไว้ ไม่ใช้มาตรค่าโดยสารตามที่ทางราชการกำหนด ผู้ขับรถไม่มีใบอนุญาตขับรถสาธารณะ ไม่เคยผ่านการตรวจสอบประวัติอาชญากรรม และไม่เข้าสู่ระบบทะเบียนของศูนย์ข้อมูลประวัติผู้ขับรถสาธารณะของ ขบ. ซึ่งหากมีอุบัติเหตุเกิดขึ้นประชาชนจะไม่ได้รับการคุ้มครองจากกฎหมาย และกรณีเกิดเหตุไม่พึงประสงค์เป็นอันตรายต่อความปลอดภัย ภาครัฐจะไม่สามารถติดตามรถหรือคนขับรถมาดำเนินคดีตามกฎหมายได้

ทั้งนี้ ขบ. ตระหนักและให้ความสำคัญกับการกำกับดูแลการให้บริการขนส่งสาธารณะทางถนนให้มีความปลอดภัยต่อประชาชนสูงสุด จึงแก้ไขปัญหามาโดยตลอด ทั้งชี้แจงทำความเข้าใจ การประชาสัมพันธ์แนะนำการใช้บริการรถโดยสารที่ถูกกฎหมายแก่ประชาชน กวดขันจับกุมผู้ให้บริการผิดกฎหมายทั้งรถนอกระบบและรถแท็กซี่ในระบบที่กระทำความผิดทุกกรณี เพื่อปกป้องคุ้มครองสิทธิประโยชน์และความปลอดภัยของประชาชน โดยไม่เลือกปฏิบัติ ดำเนินการควบคู่กับการปรับปรุงคุณภาพการให้บริการของรถแท็กซี่ในระบบ เพื่อสร้างความเชื่อมั่นและจูงใจให้ประชาชนหันกลับมาใช้บริการมากขึ้น ในส่วนของผู้ให้บริการแอปพลิเคชันที่ยังไม่ถูกกฎหมาย เช่น Uber และ Grab Car ทาง ขบ. พร้อมรับฟังข้อเสนอแนะเพื่อปรับปรุงและพัฒนารูปแบบการให้บริการที่ทันสมัยภายใต้กรอบของกฎหมายที่สามารถดำเนินการได้ เพื่อเพิ่มทางเลือกและประโยชน์สูงสุดของประชาชน ปัจจุบันมีรถแท็กซี่ในระบบเริ่มใช้แอปพลิเคชันเป็นสื่อกลางในการบริการ เช่น Grab Taxi, All Thai Taxi ซึ่ง ขบ. พร้อมให้การสนับสนุนในทุกมิติ

อย่างไรก็ตาม ในทางคู่ขนาน ขบ. ได้พัฒนายกระดับมาตรฐานรถแท็กซี่ เพื่อสร้างความเชื่อมั่น มั่นใจ ความปลอดภัย โดยดำเนินโครงการ TAXI OK / TAXI VIP โดยโครงการ TAXI-OK เป็นการยกระดับการให้บริการแท็กซี่ในปัจจุบัน โดยการติดตั้ง GPS Tracking พร้อมอุปกรณ์แสดงตัวผู้ขับรถ, กล้อง CCTV, มีปุ่มฉุกเฉิน (ส่งข้อมูล Online มาที่ศูนย์ GPS ทันที), มีระบบแจ้งเตือนการใช้ความเร็ว รวมถึงจัดทำระบบเรียกใช้บริการผ่านแอปพลิเคชันทางโทรศัพท์มือถือ เพื่อตอบโจทย์การเข้าถึงการให้บริการ เพิ่มความสะดวก ป้องกันปัญหาการปฏิเสธผู้โดยสาร การไม่เปิดมิเตอร์ ติดตามพฤติกรรมตลอดการให้บริการ และโครงการ TAXI VIP หรือรถแท็กซี่ชนิดพิเศษ เป็นการเพิ่มทางเลือกในการให้บริการของประชาชน โดยใช้รถที่มีมาตรฐานขนาดตัวรถและสมรรถนะที่สูงกว่ารถแท็กซี่ทั่วไป เพิ่มอุปกรณ์ส่วนควบสำหรับให้บริการที่มีความสะดวกมากขึ้น เพิ่มเติมจากข้อกำหนดการติดตั้งเครื่องมือ อุปกรณ์ส่วนควบตามโครงการ TAXI OK อีกทั้งผู้ประกอบการต้องเป็นนิติบุคคล มีความพร้อมทางธุรกิจ มีแผนการประกอบการแบบมืออาชีพ ซึ่งร่างกฎกระทรวงทั้ง 2 ฉบับ ผ่านความเห็นชอบจากคณะรัฐมนตรีแล้ว เมื่อวันที่ 23 ส.ค. 59 ขณะนี้อยู่ระหว่างสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาพิจารณา ก่อนส่งกระทรวงคมนาคมลงนามประกาศในราชกิจจานุเบกษา ให้มีผลบังคับใช้ต่อไป

พร้อมกันนี้ แนะนำให้ประชาชนเลือกใช้บริการรถแท็กซี่ป้ายเหลือง โดยรถต้องผ่านการตรวจสภาพความมั่นคงแข็งแรงของรถปีละ 2 ครั้ง และผู้ขับรถต้องมีใบอนุญาตขับรถสาธารณะ ซึ่งการขอรับใบอนุญาตขับรถสาธารณะจะมีการตรวจสอบประวัติอาชญากรรมกับทางสำนักงานตำรวจแห่งชาติ และมีการอบรมเพื่อสร้างจิตสำนึกการให้บริการที่ดี มีการทดสอบความสามารถในการขับรถให้บริการตามมาตรฐานของ ขบ. มีข้อมูลผู้ขับรถทุกคนทำให้ตรวจสอบและดำเนินการติดตามตัวได้ทันที สำหรับช่องทางรับเรื่องร้องเรียนผ่านศูนย์คุ้มครองผู้โดยสารและรับเรื่องร้องเรียนเปิดทำการตลอด 24 ชั่วโมง มีทั้งทางสายด่วน 1584, ทางเว็บไซต์ http://ins.dlt.go.th/cmpweb/, E-Mail dlt_1584complain@hotmail.com, Application ชื่อ “ร้องเรียนรถสาธารณะ” หรือ “dlt check-in”, FACEBOOK ชื่อ “ศูนย์คุ้มครองผู้โดยสารและรับเรื่องร้องเรียน 1584”, LINE ID ชื่อ “1584dlt”, ศูนย์บริการข้อมูลภาครัฐ (GCC1111) ผ่านระบบการจัดการเรื่องราวร้องทุกข์ ทำเนียบรัฐบาล, ทางจดหมาย/หนังสือร้องเรียน ส่งมายังกรมการขนส่งทางบก หรือร้องเรียนด้วยตนเองได้ที่ศูนย์คุ้มครองผู้โดยสารและรับเรื่องร้องเรียน กองตรวจการขนส่งทางบก.

 

ทองคำเปิดตลาดลดลง 50 บาท รูปพรรณขายบาทละ 20,750

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 9 มี.ค. 2560 09:45

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/879042


ราคาทองวันที่ 9 มี.ค. เปิดตลาดราคาลดลง 50 บาท ทองแท่งรับซื้อบาทละ 20,150 ขายออกบาทละ 20,250 รูปพรรณรับซื้อบาทละ 19,783.80 ขายออกบาทละ 20,750 บาท

เมื่อวันที่ 9 มี.ค. 60 สมาคมค้าทองคำรายงานราคาทองเปิดตลาดครั้งที่ 1 เมื่อเวลา 09.25 น. ราคาลดลง 50 บาท จากเมื่อวาน ส่งผลให้ราคาทองแท่งรับซื้อบาทละ 20,150 บาท ขายออกบาทละ 20,250 บาท รูปพรรณรับซื้อบาทละ 19,783.80 บาท ขายออกบาทละ 20,750 บาท.

 

หุ้นสหรัฐฯ ปิดแคบ ราคาน้ำมันร่วงฉุดหุ้นปิโตรเลียม

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 9 มี.ค. 2560 06:39

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/878910


ดัชนีหุ้นสหรัฐฯ ส่วนใหญ่ลดลงในวันพุธ จากการลดลงของราคาน้ำมัน ซึ่งฉุดหุ้นกลุ่มปิโตรเลียม ขณะที่บริษัทใหญ่ แคเทอร์พิลลาร์ ลดลงส่งผลกระทบต่อตลาดโดยรวม…

ตลาดหุ้นสหรัฐฯ ปิดการซื้อขายวันที่ 8 มี.ค.2560 แบบผสมผสาน โดยดัชนีดาวโจนส์ลดลง 69.03 จุด หรือ 0.33% ปิดที่ 20855.73 จุด ส่วนดัชนีเอสแอนด์พี 500 ลดลง 5.41 จุด หรือ 0.23% ปิดที่ 2362.98 จุด ขณะที่ดัชนีแนสแด็กเพิ่มขึ้น 3.62 จุด หรือ 0.06% ปิดที่ 5837.55 จุด

หุ้นสหรัฐฯ เพิ่มขึ้นในช่วงแรกหลังเกิดการซื้อขาย หลังมีรายงานของ เอดีพี ระบุว่า การจ้างงานภาคเอกชนของสหรัฐฯ ในเดือนก.พ. สูงถึง 298,000 ตำแหน่ง อย่างไรก็ตาม นักวิเคราะห์ระบุว่า นักลงทุนยังต้องการขายหุ้นเอากำไร หลังจากดัชนีหุ้นปรับตัวขึ้นมากเมื่อสัปดาห์ก่อน

ส่วนปัจจัยลบอื่นๆ รวมไปถึงราคาน้ำมันที่ลดลงอย่างต่อเนื่องส่งผลกระทบต่อหุ้นของบริษัทในกลุ่มปิโตรเลียม โดยบริษัทใหญ่อย่าง เอ็กซ์ซอนโมบิล และ เชฟรอน ลดลงเกือบ 2% ขณะเดียวกัน บริษัท แคเทอร์พิลลาร์ เป็นบริษัทจดทะเบียนของดาวโจนส์ที่ลดลงมาที่สุด ที่ 2.8% หลังมีข่าวว่าคณะกรรมการได้ข้อสรุปการสอบสวนว่า แคเทอร์พิลลาร์ ฉ้อโกงภาษีและรายงานการเงิน.

 

กสทช.ประมูลเบอร์มือถือสวย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 9 มี.ค. 2560 06:15

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/878870


นายฐากร ตัณฑสิทธิ์ เลขาธิการคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) เปิดเผยว่า ในวันที่ 18-19 มี.ค.60 นี้ กสทช.จะเปิดประมูลเลขหมายสวย หรือเบอร์มือถือสวย จำนวน 200 เลขหมาย โดยการประมูลครั้งนี้จะประมูลผ่านเว็บไซต์ที่ กสทช.จัดทำขึ้นเฉพาะการประมูลเลขหมายสวยเท่านั้น โดยใช้เงินในการจัดการประมูลราว 6 ล้านบาท หากมีผู้เข้าร่วมประมูลทุกเลขหมาย จะทำให้ กสทช.มีรายได้ราว 225 ล้านบาท

สำหรับเลขหมายที่จะนำมาเปิดประมูลนั้น แบ่งเป็นเลขหมายสวย 6 ตัวเหมือน มีจำนวน 150 เลขหมาย ราคาเริ่มต้นเลขหมายละ 500,000 บาท โดยผู้เข้าร่วมประมูลจะต้องวางหลักประกัน 10% หรือ 50,000 บาท ของราคาเริ่มต้นประมูล ส่วนเลขหมาย 7 ตัวเหมือน มี 50 เลขหมาย ราคาเริ่มต้นประมูลเลขหมายละ 3 ล้านบาท ผู้เข้าร่วมจะต้องวางหลักประกัน 10% หรือ 300,000 บาท

“ผมไม่ได้คาดหวังมากว่าจะมีผู้มาประมูลเลขหมายทั้งหมดที่นำมาประมูลในครั้งนี้ ส่วนจะมีผู้สนใจมากหรือน้อยนั้น ต้องรอลุ้นกันในวันประมูล 18-19 มี.ค.นี้ แต่มั่นใจว่าจะมีคนมาร่วมประมูลอย่างแน่นอน และคาดหวังว่าจะมีรายได้จากการประมูลมากกว่า 50 ล้านบาท อย่างไรก็ตาม อยากเชิญชวนให้ผู้ที่สนใจอยากมีเบอร์โทรศัพท์มือถือเป็นเบอร์สวยเข้าร่วมประมูล โดยลงทะเบียนผ่านเว็บไซต์ http://auction.nbtc.go.th”.

 

เดอะมอลล์กรุ๊ปทุ่มหนักรับซัมเมอร์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 9 มี.ค. 2560 06:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/878867


น.ส.วรลักษณ์ ตุลาภรณ์ ผู้อำนวยการใหญ่อาวุโสการตลาด บริษัท เดอะมอลล์ กรุ๊ป จำกัด เปิดเผยว่า ในช่วงซัมเมอร์นี้ทางเดอะมอลล์ กรุ๊ปได้เตรียมงบกว่า 150 ล้านบาท เพื่ออัดโปรโมชั่นและกิจกรรมสุดพิเศษและอีเวนต์ยิ่งใหญ่รับช่วงซัมเมอร์ พร้อมมอบโปรโมชั่นส่วนลดสูงสุดถึง 80% จนถึง 30 เม.ย. 2560 กับช่วงเวลาแห่งความสุขและวันพักผ่อนของครอบครัว เพราะเป็นช่วงเวลาที่เด็กๆปิดเทอม พร้อมตั้งเป้ายอดขายในช่วงนี้ 6,000 ล้านบาท เติบโตขึ้น 10% เมื่อเทียบกับปีที่ผ่านมา

“ในซัมเมอร์นี้เตรียมจัดอีเวนต์ยิ่งใหญ่ โดยในปีนี้ได้มีการเพิ่มช่องทางการสื่อสาร เนื่องจากวันนี้เราอยู่ในช่วง Sharing Economy ลูกค้าให้ความสำคัญกับการสื่อสารผ่านทางสื่อโซเชียล เราเรียกคนกลุ่มนี้ว่า “Socialnomics” ปัจจุบันระบบดิจิตอลเข้ามามีบทบาท ทำให้พฤติกรรมผู้บริโภคเปลี่ยนแปลงไปอย่างเห็นได้ชัด ช่วงซัมเมอร์ไฮซีซั่นนี้ เราจึงปรับกลยุทธ์ทางการตลาด โดยแบ่งกลุ่มลูกค้าออกเป็น 4 กลุ่ม ดังนี้ เบบี้บูมเมอร์ อายุระหว่าง 53-73 ปี เจเนอเรชั่น เอ็กซ์ อายุระหว่าง 37-52 ปี เจเนอเรชั่น วาย อายุระหว่าง 23-36 ปี และเจเนอเรชั่น ซี โดยจะสื่อสารไปยังทุกกลุ่มตรงเป้าหมาย”

ในส่วนของห้างสรรพสินค้า เดอะมอลล์ทุกสาขา ดิ เอ็มโพเรียม, ดิ เอ็มควอเทียร์, พารากอน ดีพาร์ทเม้นต์สโตร์ และบลูพอร์ต หัวหิน จัดแคมเปญ Salute Summer จนถึง 16 เม.ย.ศกนี้ ร่วมสร้างความคึกคักในช่วงซัมเมอร์นี้ จับจ่ายในห้างฯทุก 2,000 บาท ลุ้นชมเทศกาลบอลลูนนานาชาติที่ประเทศอังกฤษ พร้อมแพ็กเก็จทัวร์ตะลุยซัมเมอร์ที่ประเทศอังกฤษ 6 วัน 5 คืน 8 รางวัล รวมมูลค่า 1.2 ล้านบาท และกิจกรรมในห้างสรรพสินค้าในเครือสนับสนุนโปรในช่วงซัมเมอร์นี้หลายรายการ.

 

ลุยเต็มสูบไทยแลนด์ 4.0 ดึง 2 อุตสาหกรรมฟื้นศักยภาพประเทศ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 9 มี.ค. 2560 05:45

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/878862


กระทรวงอุตสาหกรรมเสนอ 2 อุตสาหกรรมเป้าหมาย ให้ ครม.พิจารณาอนุมัติในเดือน มี.ค.นี้ เพื่อสนับสนุนให้เกิดการลงทุน เพิ่มศักยภาพการพัฒนาประเทศ ไปสู่ไทยแลนด์ 4.0 ขณะที่บีโอไอคุยลั่นทุ่ง 13 เดือนที่ผ่านมา อนุมัติลงทุนอาร์แอนด์ดี 17 กิจการ

นายศิริรุจ จุลกะรัตน์ ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจอุตสาหกรรม (สศอ.) เปิดเผยว่า ในเดือน มี.ค.นี้ กระทรวงอุตสาหกรรมเตรียมเสนอแผนพัฒนาอุตสาหกรรมเป้าหมายระยะเร่งด่วน และแผนดำเนินการระยะ 20 ปี (ปี 2559-2579) ตามยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี จำนวน 2 กลุ่มอุตสาหกรรม คือ ยานยนต์แห่งอนาคต และหุ่นยนต์อัจฉริยะ เข้าสู่การพิจารณาของที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) หลังจากที่ผ่านการพิจารณาจากคณะทำงานประชารัฐ เพื่อสนับสนุนการลงทุน ตามแผนงานไทยแลนด์ 4.0

“รายละเอียดของแผนส่งเสริมยานยนต์แห่งอนาคต ได้มีการพิจารณาข้อมูล การผลิตรถยนต์ที่หลักสำคัญๆคือ รถยนต์สะอาด ปล่อยมลพิษน้อย ดังนั้น การผลิตจะครอบคลุมรถยนต์เชื้อเพลิงหลายชนิด อาทิ รถยนต์ปลั๊กอินไฮบริด รถยนต์ไฟฟ้า (อีวี) รถยนต์เชื้อเพลิงไฮโดรเจน และความต้องการใช้ในอนาคต ซึ่งเงื่อนไขสำคัญคือการมีตลาดรองรับ ซึ่งตามแผนจึงคาดว่าอีก 10 ปีข้างหน้าประเทศไทยจะมีความต้องการใช้รถอีวีมากขึ้น

ขณะที่ตลาดนำร่องจะมาจากการใช้ของภาครัฐ และในแผนที่จะนำเสนอ ได้มีข้อเสนอเรื่องการจัดซื้อจัดจ้าง เพื่อรองรับการใช้งานอนาคต ส่วนประเด็นเรื่องการกำหนดสิทธิประโยชน์ เพื่อจูงใจภาคเอกชนให้ลงทุน สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) กำลังจัดทำรายละเอียด รูปแบบจะคล้ายกับการลงทุนของรถยนต์ประหยัดพลังงานเพื่อสิ่งแวดล้อม มีการกำหนดวงเงินลงทุน และกำหนดค่ามาตรฐานการปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์เพื่อให้เสียภาษีสรรพสามิตในอัตราที่ถูกลง และกรมสรรพากร จะมีการกำหนดอัตราภาษีนำเข้าที่เหมาะสม

นายศิริรุจกล่าวว่า แผนส่งเสริมหุ่นยนต์อัจฉริยะ จะเน้นส่งเสริมผู้ผลิตแผงวงจรสมองกลแบบฝังในตัวผลิตภัณฑ์ ที่จำเป็นต่อการผลิตของโรงงานอุตสาหกรรม และการใช้ชีวิตประจำวันของประชาชน โดยปัจจุบันผู้ผลิตกลุ่มนี้เป็นเอสเอ็มอี 100 ราย ด้วยกำลังผลิตที่น้อย จึงไม่เข้าเกณฑ์ ต้องขอใบอนุญาตประกอบกิจการโรงงานอุตสาหกรรม (รง.4) จึงขาดโอกาสในการขอรับความช่วยเหลือจากภาครัฐ แผนส่งเสริม จึงได้เสนอให้มีการกำหนดหน่วยงานอิสระขึ้นมา เพื่อรับรองผลงานผลิตของผู้ประกอบการ เพื่อส่งเสริมให้โรงงานอุตสาหกรรม ผู้บริโภค นำอุปกรณ์ดังกล่าวไปใช้ โดยหุ่นยนต์เป็นอุตสาหกรรม ที่ต้องใช้เทคโนโลยีขั้นสูง แต่หากอุตสาหกรรมของประเทศไทยและประชาชนมีความต้องการใช้มากขึ้น ก็จะเกิดมูลค่าต่อเนื่อง เพื่อพัฒนาศักยภาพของประเทศ

นางหิรัญญา สุจินัย เลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) กล่าวว่า ขณะนี้มีนักลงทุนทั้งไทยและต่างประเทศเข้ามาลงทุนในกิจการวิจัยและพัฒนา (อาร์แอนด์ดี) หนึ่งในกิจการเป้าหมาย เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ โดยเดือน ม.ค. 2559-ม.ค. 2560 ได้อนุมติส่งเสริมการลงทุน รวม 17 โครงการ มูลค่าลงทุน 2,506 ล้านบาท อาทิ อุตสาหกรรมเกษตร ยานยนต์ เครื่องมือแพทย์ โดยเป็นการลงทุนของบริษัทชั้นนำในหลายๆ โครงการ อาทิ กิจการวิจัยและพัฒนาผลิตภัณฑ์กราฟิน (Graphene) ของบริษัทเฮเดล เทคโนโลยีส์ (ประเทศไทย) จำกัด ที่เป็นผู้นำด้านการวิจัยพัฒนาผลิตภัณฑ์ นวัตกรรมรายใหญ่ของโลก จากอังกฤษ ซึ่งกราฟินอยู่ในกลุ่มนาโนเทคโนโลยี มีคุณสมบัติพิเศษ ที่เมื่อมีการจัดเรียงโครงสร้างแล้ว จะเป็นวัสดุที่แข็งกว่าเหล็ก 5 เท่า มีคุณสมบัตินำความร้อน นำไฟฟ้า จึงช่วยรองรับอุตสาหกรรมด้านต่างๆ อาทิ อุปกรณ์สำหรับจอภาพที่บางและโค้งงอ ชิ้นส่วนรถยนต์ไฟฟ้า อากาศยาน หลอดแอลอีดี.

 

บางกอกแอร์เวย์สจับมือ Booking.com มอบตัวเลือกที่พักกว่า 1 ล้านแห่ง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 9 มี.ค. 2560 05:30

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/878725


สายการบินบางกอกแอร์เวย์ส ประกาศความร่วมมือกับ Booking.com ในการเชื่อมโยงผู้เดินทางกับตัวเลือกที่พัก ผ่านเว็บไซต์บางกอกแอร์เวย์ส ทำให้เข้าถึงข้อมูลที่พักทั่วโลกกว่า 1.1 ล้านแห่ง พร้อมสิทธิประโยชน์ในการจองมากมาย…

เมื่อวันที่ 8 มี.ค.2560 สายการบินบางกอกแอร์เวย์ส ประกาศความร่วมมือกับ Booking.com ในการเชื่อมโยงผู้เดินทางกับตัวเลือกที่พักผ่านเว็บไซต์บางกอกแอร์เวย์ส ภายใต้ความร่วมมือดังกล่าวนี้ ลูกค้าของบางกอกแอร์เวย์สที่ใช้บริการผ่านช่องทางออนไลน์สามารถเข้าถึงตัวเลือกที่พักทั่วโลกกว่า 1.1 ล้านแห่งบน Booking.com พร้อมสิทธิประโยชน์ของการจองผ่าน Booking.com มากมาย อาทิ รับประกันราคาที่ดีที่สุด ไม่มีค่าธรรมเนียมการจองรวมไปถึงการยกเลิกการจองสำหรับที่พักส่วนมาก

อีกทั้งยังมีศูนย์บริการลูกค้าสัมพันธ์ ที่ให้บริการในหลากหลายภาษาตลอดทุกวัน 24 ชั่วโมง และเพื่อเพิ่มประสบการณ์การเดินทางให้กับลูกค้าบางกอกแอร์เวย์ส ไม่ว่าจะเป็นการเดินทางภายในประเทศ หรือ ต่างประเทศ ลูกค้าสามารถเลือกประเภทที่พักได้หลากหลายถึง 30 ประเภท ไม่ว่าจะเป็น อพาร์ตเมนต์ บ้านหรือโรงแรม เบดแอนด์เบรคฟาสต์ วิลล่า โฮสเทลและอื่นๆ อีกมากมาย

นายเดวิด เพลเลอร์ ผู้อำนวยการฝ่ายพันธมิตรเชิงกลยุทธ์ ประจำภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก Booking.com กล่าวว่า พันธกิจของ Booking.com คือการช่วยให้ผู้คนได้ออกไปสัมผัสโลกอันกว้างใหญ่ และการร่วมมือกับบางกอกแอร์เวย์สในครั้งนี้ ทำให้เราสามารถให้บริการแก่ลูกค้าของสายการบินได้โดยตรงและสะดวกสบาย ด้วยการเข้าถึงตัวเลือกที่พักอันหลากหลาย ซึ่งเป็นการส่งเสริมประสบการณ์การเดินทางที่ไร้รอยต่อและมีประสิทธิภาพ

นางสาวสุมาลี ใช้เทียนทอง รองกรรมการผู้อำนวยการใหญ่ ส่วนรายได้เสริมองค์กร บริษัท การบินกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า บางกอกแอร์เวย์สมีความยินดีเป็นอย่างยิ่ง ในการร่วมมือกับผู้ให้บริการระดับโลกด้านการจองที่พักออนไลน์ นโยบายของเราคือการให้บริการแบบจุดเดียวเบ็ดเสร็จและรวบรวมบริการเสริมต่างๆ ไว้บนเว็บไซต์ของเรา และ Booking.com ก็เป็นพันธมิตรที่ดีเยี่ยมในการผนึกกำลัง โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงเวลาที่เรากำลังเติบโตและขยายเครือข่ายจุดหมายปลายทาง.

 

คลังเปิดดาวน์โหลดลงทะเบียนคนจน สศค.เตรียมพร้อมรับมือคลื่นมหาชน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 9 มี.ค. 2560 05:30

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/878857


นายพรชัย ฐีระเวช ที่ปรึกษาด้านเศรษฐกิจการเงิน สำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) เปิดเผยว่า โครงการลงทะเบียนเพื่อสวัสดิการแห่งรัฐ ที่จะเริ่มเปิดลงทะเบียนระหว่างวันที่ 3 เม.ย.-15 พ.ค.60 โดยประชาชนสามารถเริ่มดาวน์โหลดแบบฟอร์มลงทะเบียนได้ที่ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) ธนาคารออมสิน และธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) ทุกสาขา คลังจังหวัดทุกจังหวัด และสำนักงานเขตกรุงเทพฯ ทุกเขตรวมทั้งสิ้น 3,669 หน่วย รับลงทะเบียน ได้ตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป

“ผู้ลงทะเบียนควรศึกษาแบบฟอร์มให้เข้าใจ และเตรียมเอกสารหลักฐานที่จำเป็นต้องใช้ในการกรอกแบบฟอร์มให้พร้อม เช่น บัตรประจำตัวประชาชนของตนเอง เลขบัตรประจำตัวประชาชนของบิดา มารดาและบุตร สมุดทะเบียนบ้าน ทะเบียนผู้พิการ ทะเบียนเกษตรกรและเลขที่บัญชีเงินฝาก นอกจากนี้ ต้องสำรวจว่าตนมีรายได้ เงินฝากและหนี้สินเท่าใด เป็นต้น หลังจากนั้นให้กรอกแบบฟอร์มให้ครบถ้วนชัดเจน และถูกต้องตามความเป็นจริง และผู้ลงทะเบียนควรตรวจสอบความถูกต้องก่อนลงนามรับรองความถูกต้องและยินยอมให้เปิดเผยและตรวจสอบ”

ทั้งนี้ ผู้ลงทะเบียนต้องมาลงทะเบียนด้วยตัวเองเพื่อยืนยันตัวตนและข้อมูลที่กรอกให้ทางราชการ ส่วนกรณีผู้พิการและผู้สูงอายุที่ไม่สามารถเดินทางได้ ต้องมีใบมอบอำนาจมาแสดงในวันลงทะเบียนด้วย.

 

TMA เชิญกูรูแนะกลยุทธ์ไอซีทีสร้างความโดดเด่นเชิงศักยภาพองค์กร

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 9 มี.ค. 2560 05:25

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/878606


TMA เชิญกูรูแนะกลยุทธ์ไอซีทีเพื่อสร้างความโดดเด่นเชิงศักยภาพขององค์กร พร้อมจัดกิจกรรมสร้างสรรค์ในงาน “Thailand ICT Excellence Awards 2017”

วันนี้ 8 มี.ค.60 น.ส.วรรณวีรา รัชฎาวงศ์ กรรมการบริหาร สมาคมการจัดการธุรกิจแห่งประเทศไทย หรือ TMA เปิดเผยว่า สมาคมฯ ได้จัดโครงการ “Thailand ICT Excellence Awards 2017” เพื่อยกย่องสนับสนุนองค์กรและผู้บริหารที่สามารถนำระบบไอซีทีมาบริหารจัดการ พัฒนาต่อยอดให้มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น และทำหน้าที่เป็นสื่อกลางในการระดมความคิดเห็นของนักบริหารไอทีชั้นนำ ที่มีต่อสถานการณ์ด้านไอทีในยุคปัจจุบัน

ทั้งนี้ จะเปิดเวทีสัมมนาเชิงวิชาการ “Thailand ICT Management Forum” ภายใต้คอนเซปต์ “Leading Digital Transformation : From Idea to Action” มุ่งเน้นการเปิดมุมมองแบบเจาะลึก 4 หัวข้อหลักที่เกี่ยวกับ ลูกค้า (Customer) การบริหารทรัพยากรบุคคล (HR) การปฏิบัติการ (Operation) และผลิตภัณฑ์ใหม่ (New Product) เพื่อเป็นประโยชน์ต่อการบริหารจัดการในเชิงไอซีที

สำหรับผู้เข้าร่วมงานจะได้อัพเดตข้อมูลที่ทันสมัย ต่อยอดการวางกลยุทธ์การบริหารจัดการในองค์กรให้แข็งแกร่งเพิ่มมากขึ้นจากผู้เชี่ยวชาญในแวดวงไอซีที อาทิ Mr.John Wagner, MD จากเฟซบุ๊ก ไทยแลนด์ นายโอม ศิวะดิตถ์ National Technology Officer บริษัท ไมโครซอฟท์ (ประเทศไทย) จำกัด นายธีรพันธุ์ เหลืองนฤมิตชัย ผอ.สำนักสารสนเทศ บริษัท ไทยเบฟเวอเรจ จำกัด (มหาชน) รวมทั้งผู้บริหารองค์กรชั้นนำที่ประสบความสำเร็จมาร่วมแชร์ประสบการณ์ แลกเปลี่ยนความคิดเห็น

นอกจากนี้ภายในงานยังมีการประกาศรางวัล Thailand ICT Excellence Awards 2017 เพื่อยกย่องและสนับสนุนองค์กรที่มีความเป็นเลิศด้านการบริหารจัดการเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร รวมทั้งสามารถประยุกต์ใช้ซอฟต์แวร์ไทยในการพัฒนาองค์กรอย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งโครงการ THAILAND ICT MANAGEMENT FORUM &THAILAND ICT EXCELLENCE AWARDS 2017 กำหนดจัดให้มีขึ้นในวันพฤหัสบดีที่ 30 มี.ค. เวลา 08.30 – 18.30 น. ณ แอทธินี คริสตัลฮอลล์ โรงแรมพลาซ่า แอทธินี รอยัล เมอริเดียน ดูรายละเอียดได้ที่เว็บไซต์ http://www.tma.or.th

 

เชิญ “ประวิตร” ทำลาย 3.6 ล้านชิ้น ผนึกกำลังไล่เชือดสินค้าปลอม โรงเกลือ-พัทยาสู่ยุคป่าช้า!

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 9 มี.ค. 2560 05:15

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/878852


นายสนธิรัตน์ สนธิจิรวงศ์ รมช.พาณิชย์ เปิดเผยว่า วันที่ 10 มี.ค.นี้ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.กลาโหม จะเป็นประธานในพิธีทำลายของกลางคดีละเมิดทรัพย์สินทางปัญญาที่คดีถึงที่สุดแล้ว 2,638 คดี ณ ลานอเนกประสงค์กองทัพภาคที่ 1 กรมทหารราบที่ 11 รักษาพระองค์ ถือเป็นการทำลายของกลางครั้งใหญ่อีกครั้งหนึ่ง โดยมีของกลางที่เป็นสินค้าละเมิดทรัพย์สินทางปัญญาประเภทต่างๆ ประกอบด้วยเสื้อผ้า เครื่องหนัง รองเท้า นาฬิกา โทรศัพท์ คอมพิวเตอร์ แผ่นซีดี ดีวีดีและอื่นๆ ทั้งสิ้น 3.639 ล้านชิ้น คิดมูลค่าความเสียหาย 1,756 ล้านบาท

“หน่วยงานภาครัฐ ที่ทำหน้าที่ป้องกันและปราบปรามการละเมิดทรัพย์สินทางปัญญาได้ร่วมมือกันสกัดการนำเข้า กวาดล้างแหล่งผลิตจำหน่ายสินค้าละเมิด ทำให้ปีที่ผ่านมา สามารถดำเนินคดีกับผู้กระทำความผิดเป็นจำนวนมาก แต่ของกลางที่นำมาทำลายครั้งนี้เป็นของกลางที่คดีถึงที่สุดแล้ว และถือเป็นลอตใหญ่”

นายสนธิรัตน์กล่าวว่า กระทรวงฯจะเดินหน้าปราบปรามสินค้าละเมิดอย่างเต็มที่ เพราะกระทบต่อเศรษฐกิจของประเทศ และสินค้าบางอย่างอาจก่อให้เกิดอันตรายต่อสุขภาพอนามัยของผู้บริโภค เพราะเป็นสินค้าปลอม และยังส่งผลต่อเนื่องทำให้นักลงทุนใหม่ๆ ไม่กล้าที่เข้ามาลงทุนในไทยเพราะขาดความเชื่อมั่น โดยอาจถูกลอกเลียนแบบเทคโนโลยี และยังเป็นการทำลายอุตสาหกรรมภายในประเทศ ส่งผลให้เศรษฐกิจไม่พัฒนา ขณะเดียวกัน รัฐยังต้องเสียค่าใช้จ่ายจำนวนมากในการจับกุมและทำลายสินค้าเหล่านี้ด้วย

สำหรับแนวทางการปราบปรามสินค้าละเมิด กระทรวงฯ ได้ทำหนังสือถึง รมว.มหาดไทย เพื่อสั่งการให้หน่วยงานของกระทรวงมหาดไทย ดำเนินการปราบปรามสินค้าละเมิดในตลาดที่เป็นที่รู้จักว่าขายของปลอม ทั้งแหล่งผลิต แหล่งเก็บ และแหล่งจำหน่าย และขอให้บูรณาการการทำงานระหว่างหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ในการจับกุมอย่างต่อเนื่อง และให้เน้นการตรวจสอบในพื้นที่ ที่รู้กันว่าเป็นแหล่งขายของปลอม เช่น ตลาดโรงเกลือ หาดป่าตอง ศูนย์การค้าไอทีซิตี้พัทยา เป็นต้น ซึ่งล่าสุดทราบว่าภาวะการค้าสินค้าปลอมซบเซา นอกจากนี้ ยังได้ประสานงานกับกรมศุลกากรในการตรวจสอบและจับกุมการนำเข้าสินค้าละเมิดตามแนวชายแดนและการถ่ายลำ รวมถึงประสานกับคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) เพื่อดำเนินการยึด อายัดทรัพย์สินของผู้กระทำผิดฐานละเมิดทรัพย์สินทางปัญญาและส่งเสริมการใช้ พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ฉบับใหม่ด้วย.