ภาษีสหรัฐสะท้านเอเชีย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

03 กุมภาพันธ์ 2560 เวลา 07:08 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/world/479029

ภาษีสหรัฐสะท้านเอเชีย

โดย…ทีมข่าวต่างประเทศโพสต์ทูเดย์

พรรครีพับลิกันซึ่งครองเสียงส่วนใหญ่ในสภาคองเกรส เสนอแผนการจัด เก็บภาษีพรมแดนจำแนกตามถิ่นที่มา (Border Tax Adjustment) โดยจะเก็บภาษีกับบริษัทสหรัฐที่นำเข้าสินค้าหรือวัสดุจากต่างชาติมาผลิตหรือขาย แต่จะไม่เก็บภาษีหากส่งออกสินค้าหรือ วัสดุใดๆ เปรียบเทียบโดยง่ายเหมือนสินค้าที่มาจากต่างประเทศต้องเสียภาษีมูลค่าเพิ่มขึ้นมาอีก เพื่อเป็นการช่วยให้เอกชนสหรัฐนำเข้าสินค้าต่างชาติน้อยลงและหันมาผลิตในประเทศมากขึ้น

อย่างไรก็ตาม การขึ้นภาษีของทรัมป์จะส่งผลกระทบโดยตรงต่อประเทศในเอเชีย

โรบิน วินเกลอร์ และจอร์จ ซาราเวลอส นักเศรษฐศาสตร์ของธนาคารดอยช์แบงก์ คาดการณ์ว่า หากมีการใช้ภาษีดังกล่าวจริง โดยมีการเก็บภาษีนำเข้า 20% นอกจากจะส่งผลกระทบอย่างรุนแรงที่สุดต่อเม็กซิโก ตามมาด้วยแคนาดาแล้ว ประเทศผู้ผลิตเอเชียอย่าง เวียดนาม มาเลเซีย และไทย ก็ได้รับผลกระทบไปด้วย หลังสินค้าจากต่างชาติจะมีราคาแพงขึ้นตามภาษี ซึ่งส่งผลให้สินค้าที่ผู้บริโภคอ่อนไหวต่อการขึ้นราคา ได้รับผลกระทบหนัก

รายงานระบุว่า ผลกระทบต่อการค้าสุทธิเมื่อเทียบกับผลิตภัณฑ์มวลรวม (จีดีพี) ของเม็กซิโกจะสูงถึง 6.5% ตามมาด้วยเวียดนามและแคนาดาที่ราว 4.5% ส่วนมาเลเซียได้รับผลกระทบมากกว่า 2.5% ขณะที่ไทยและไต้หวันจะได้รับผลกระทบราว 1.5%

“ในมุมมองของเรา ผลกระทบจากการขึ้นภาษีจะรุนแรงมาก พวกเราคาดว่าภาษีปรับตามถิ่นที่อยู่จะเป็นหนึ่ง ในความเสี่ยงให้ค่าเงินเหรียญสหรัฐ แข็งค่าขึ้นในช่วงปีหน้า” วินเกลอร์และ ซาราเวลอส ระบุในรายงาน โดยแม้ค่าเงินเหรียญสหรัฐแข็งค่าขึ้นจะช่วยเพิ่มศักยภาพการส่งออกของประเทศที่ได้รับผลกระทบและลดข้อได้เปรียบของผู้ส่งออกสหรัฐ แต่มาตรการดังกล่าวจะกระทบกับความสัมพันธ์ทางการค้าแบบทวิภาคีได้

ความเสี่ยงเอเชียสะพัด

แม้จากการคำนวณของดอยช์แบงก์ สิงคโปร์จะได้รับผลกระทบต่อการค้าสุทธิน้อยกว่า 1.5% แต่จากการประเมินของธนาคารโนมูระแล้ว สิงคโปร์กลับเผชิญปัจจัยเสี่ยงสูงมากที่สุดในเอเชีย (ไม่รวมญี่ปุ่น) ถึง 5 ประการ อาทิ 1.นโยบายเศรษฐกิจทรัมป์ในด้านการปกป้องการค้า เช่น การขึ้นภาษี 2.การให้แรงจูงใจให้บริษัทสหรัฐส่งเงินกลับประเทศมากขึ้น 3.นโยบายกระตุ้นทางการคลังของทรัมป์ ซึ่งเพิ่มแนวโน้มการขึ้นดอกเบี้ยของธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด)

การปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยยังทำให้สิงคโปร์เสี่ยงในด้านอัตราแลกเปลี่ยนที่เหรียญสหรัฐมีแนวโน้มจะแข็งค่าขึ้น ซึ่งนับเป็นปัจจัยที่ 4 โดยโนมูระคาดการณ์ว่า ค่าเงินเหรียญสหรัฐจะแข็งค่าขึ้นถึง 130 เยน/เหรียญสหรัฐ จาก ระดับ 112 เยน/เหรียญสหรัฐในปัจจุบัน และอยู่ที่ 0.95 ยูโร/เหรียญสหรัฐ ภายในสิ้นปี 2017 ขณะที่สิงคโปร์ยังเสี่ยง ในด้านการเผชิญหน้าทางนโยบาย ต่างประเทศ

ขณะเดียวกัน ไทยและอินเดียเป็นประเทศที่เผชิญปัจจัยเสี่ยงสูงน้อยที่สุดในเอเชีย โดยไทยเผชิญความเสี่ยงสูงในด้านเดียว คือ นโยบายปกป้องการค้าและสงครามการค้า ขณะที่อินเดียเผชิญกับความเสี่ยงในด้านการเข้มงวดนโยบายผู้อพยพ โดยชาวอินเดียมีการใช้วีซ่าแรงงานมีทักษะ H-1B ซึ่งทรัมป์ต้องการปราบปราม การเข้าทำงานในสหรัฐคิดเป็นสัดส่วนมากที่สุด 70%

ด้านจีนเผชิญความเสี่ยงด้วยกัน 3 ประการ ได้แก่ การแข็งค่าขึ้นของเหรียญสหรัฐ นโยบายปกป้องการค้าและสงครามการค้า รวมถึงการเผชิญหน้าด้านนโยบายต่างประเทศที่มีแนวโน้มเพิ่มความตึงเครียดด้านภูมิรัฐศาสตร์

ไอเอ็มเอฟเตือนความผันผวน

มิตซึฮิโระ ฟุรุซาวะ รองกรรมการผู้จัดการของกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (ไอเอ็มเอฟ) เปิดเผยว่า แม้เศรษฐกิจเอเชียในระยะสั้นจะยังคงแนวโน้มความแข็งแกร่งไว้ได้ แต่เศรษฐกิจเอเชียก็ยังต้องเผชิญความเสี่ยงหลายประการ โดยความไม่แน่นอนด้านนโยบายของทรัมป์จะก่อให้เกิดความผันผวนทางการเงินในอีกไม่กี่เดือนข้างหน้านี้

ทั้งนี้ นักลงทุนเริ่มแสดงความกังวลต่อนโยบายเศรษฐกิจของทรัมป์ โดยดัชนีค่าเงินเหรียญสหรัฐปรับลงไปแตะจุดต่ำสุดตั้งแต่ 14 พ.ย.ที่ผ่านมา ระหว่างการซื้อขายของเมื่อวันที่ 2 ก.พ.ที่ผ่านมา ขณะที่ดัชนีอุตสาหกรรมดาวโจนส์ปรับตัวลดลงจากระดับ 20,000 จุด ในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา หลังทรัมป์มีคำสั่งพิเศษคุมเข้มผู้อพยพและผู้ลี้ภัย

ขณะเดียวกัน แม้ไอเอ็มเอฟจะปรับขึ้นคาดการณ์เศรษฐกิจสหรัฐในรายงานประจำเดือน ม.ค.จาก 2.2% เป็น 2.3% สำหรับปี 2017 นี้ และปรับขึ้นของปี 2018 จาก 2.1% เป็น 2.5% แต่ฟุรุซาวะ ระบุว่า ความไม่แน่นอนด้านนโยบายของทรัมป์ส่งผลให้แนวโน้มดังกล่าวผันผวนตามไปด้วย

 

เปิดแฟ้มคดี ‘โรลส์-รอยซ์’ ฉาวสะท้านอังกฤษ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

20 มกราคม 2560 เวลา 07:17 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/world/476649

เปิดแฟ้มคดี 'โรลส์-รอยซ์' ฉาวสะท้านอังกฤษ

โดย…ทีมข่าวต่างประเทศโพสต์ทูเดย์

อังกฤษสอบสวนโรลส์-รอยซ์ พัวพันคดีติดสินบนใน 7 ประเทศ หลังบริษัทประกาศจ่ายค่ายอมความรวม 671 ล้านปอนด์ (ราว 2.8 หมื่นล้านบาท) ให้กับหน่วยงานใน 3 ประเทศ

บริษัท โรลส์-รอยซ์ ผู้ผลิตยานยนต์และเครื่องยนต์อากาศยาน เป็นบริษัทซึ่งโดดเด่นและโด่งดังจากเกาะอังกฤษ ด้วยการสามารถสร้างยอดขายเพิ่มขึ้นจาก 2,800 ล้านปอนด์ (ราว 1.2 แสนล้านบาท) ในปี 1987 เป็น 7.6 หมื่นล้านปอนด์ (ราว 3.2 ล้านล้านบาท) เมื่อปีที่แล้ว ทว่ายอดขายดังกล่าวกลับได้มาอย่างไม่โปร่งใส และนำไปสู่การสืบสวนของสำนักงานสืบสวนการฉ้อฉลรุนแรงของสหราชอาณาจักร (เอสเอฟโอ) ในปี 2012

การสืบสวนดังกล่าวย้อนหลังไปจนถึงปี 1989 พบว่าโรลส์-รอยซ์มีการจ้างคนกลางเพื่อช่วยเหลือในการซื้อขายเครื่องยนต์ ซึ่งนำไปสู่การติดสินบนใน 7 ประเทศ เช่น ไทย จีน อินเดีย มาเลเซีย และอินโดนีเซีย และสร้างรายได้ให้กับโรลส์-รอยซ์เป็นจำนวนเงิน 250 ล้านปอนด์ (ราว 1 หมื่นล้านบาท) จนกระทั่งเมื่อวันที่ 18 ม.ค.ที่ผ่านมา โรลส์-รอยซ์ประกาศจ่ายค่ายอมความรวม 671 ล้านปอนด์ (ราว 2.8 หมื่นล้านบาท) ให้กับหน่วยงานใน 3 ประเทศ คือ อังกฤษ สหรัฐ และบราซิล ซึ่งต่างมีการ สอบสวนโรลส์-รอยซ์ด้วยเช่นกัน

“กรณีของโรลส์-รอยซ์แสดงให้เห็นถึงการละเมิดกฎหมายอาญาอย่างร้ายแรงในส่วนของการติดสินบนและคอร์รัปชั่น” เซอร์ ไบรอัน เลฟซัน ผู้พิพากษาและผู้อนุมัติให้ปรับโรลส์-รอยซ์ กล่าวว่า จากการสอบสวนพบหลักฐานที่ผู้บริหารระดับสูงของบริษัทมีส่วนรู้เห็นและยังอยู่ภายใต้การควบคุมของบริษัท

อย่างไรก็ตาม การตัดสินใจปรับเงินเพื่อเป็นค่ายอมความแทนการดำเนินคดี เรียกเสียงวิพากษ์วิจารณ์จากหลายฝ่าย โดย เลฟซัน เปิดเผยสาเหตุที่ไม่มีการดำเนินคดีกับโรลส์-รอยซ์ ว่าผู้ผลิตเครื่องยนต์อากาศยานดังกล่าวเป็นผู้แจ้งความผิดปกติให้กับเอสเอฟโอในทีแรก และยังใช้งบประมาณ 120 ล้านปอนด์ (ราว 5,148 ล้านบาท) ในการสอบสวนภายใน รวมถึงยังให้ความร่วมมืออย่างดีและปรับเปลี่ยนองค์กรหลังพบความผิดปกติ

“โรลส์-รอยซ์ไม่ใช่บริษัทเดิมที่เคยเป็น” เลฟซัน กล่าว

ขณะเดียวกันผู้พิพากษาคนดังกล่าว ยังระบุว่า การดำเนินคดีทางอาญากับโรลส์-รอยซ์นั้นรุนแรงจนเกินไป ด้วยเหตุผลทางเศรษฐกิจที่โรลส์-รอยซ์ มีการจ้างงานมากถึง 5 หมื่นอัตรา ขณะที่การดำเนินคดีอาญาจะทำให้ทางเอสเอฟโอซึ่งเป็นหน่วยงานรัฐ ต้องสูญเสียงบประมาณมหาศาลเพิ่มขึ้นอีก จากเดิมที่มีการใช้งบประมาณไปแล้ว 13 ล้านปอนด์ (ราว 557 ล้านบาท) มากที่สุดเป็นประวัติการณ์ของเอสเอฟโอ

อย่างไรก็ตาม เลฟซัน ระบุว่า อาจจะมีการดำเนินคดีทางอาญาเป็นรายบุคคล โดยพนักงาน 38 คนของ โรลส์-รอยซ์ พบมีความผิดในการสอบสวนที่ผ่านมา ซึ่ง 6 คนในจำนวนดังกล่าวถูกไล่ออกและอีก 11 คน ออกจากบริษัทระหว่างที่มีการสืบสวน

หลังกลายเป็นเรื่องอื้อฉาว แบร์รี การ์ดิเนอร์ รัฐมนตรีเงาด้านการค้าระหว่างประเทศของพรรคแรงงาน พรรคฝ่ายค้านของอังกฤษ เรียกร้องให้ปลดยศอัศวินของเซอร์ จอห์น โรส อดีตประธานบริหาร (ซีอีโอ) ของโรลส์-รอยซ์ ตั้งแต่ปี 1996-2011 ออก หลังขาดคุณสมบัติจากเหตุอื้อฉาวดังกล่าว ขณะที่ยังเรียกร้องให้ดำเนินคดีอาญาเป็นรายบุคคลอีกด้วย

การสอบสวนของอังกฤษ

ไทย : จ้างคนกลางมากกว่า 36 ล้านเหรียญสหรัฐ นำไปสู่การติดสินบนเจ้าหน้าที่รัฐและพนักงานการบินไทย เพื่อขายเครื่องยนต์ 3 ครั้ง ระหว่างปี 1991-2005
อินโดนีเซีย : ให้เงินจำนวน 2.25 ล้านเหรียญสหรัฐ  พร้อมรถยนต์แก่คนกลาง ซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่รัฐ เพื่อเอื้อต่อการขายเครื่องยนต์
จีน : จ่ายเงิน 5 ล้านเหรียญสหรัฐ ให้กับผู้บริหารรายหนึ่งของไชน่า อีสเทิร์น แอร์ไลน์ส เพื่อขายเครื่องยนต์
มาเลเซีย : จ่ายเงิน 3.2 ล้านเหรียญสหรัฐ ให้กับผู้บริหารของแอร์เอเชีย เพื่อบริการซ่อมบำรุงเครื่องบินของโรลส์-รอยซ์
อินเดีย : ใช้คนกลางเพื่อให้ได้สัญญาด้านความมั่นคงของรัฐบาลอินเดียและติดสินบนกับเจาหน้าที่สรรพากรหลังรัฐบาลอินเดียขอรายชื่อคนกลางของโรลส์-รอยซ์
รัสเซีย : ติดสินบนเพื่อชนะสัญญาโครงการก๊าซ “พอร์โทวายา” ของก๊าซพรอม รัฐวิสาหกิจน้ำมันรัสเซีย
ไนจีเรีย : โรลส์-รอยซ์จ้างงานเอกชนไนจีเรีย ที่ต่อมาติดสินบนเจ้าพนักงานเพื่อให้ได้สัญญาโครงการพลังงาน 2 โครงการ

การสอบสวนของสหรัฐ

ไทย : โรลส์-รอยซ์ และโรลส์-รอยซ์ เอ็นเนอร์จี ซิสเต็ม ว่าจ้างคนกลางซึ่งนำไปสู่การติดสินบนเจ้าหน้าที่ใน ปตท. มากกว่า 11 ล้านเหรียญสหรัฐ ในช่วงปี 2003-2013
บราซิล : จ้างงานคนกลาง 9.32 ล้านเหรียญสหรัฐ ซึ่ง 1.6 ล้านเหรียญสหรัฐ กลายเป็นเงินติดสินบนเจ้าหน้าที่รัฐบราซิล เพื่อให้ได้สัญญากับปิโตรบาส รัฐวิสาหกิจน้ำมันบราซิล
คาซัคสถาน : จ่าย “ค่าคอมมิชชั่น” 5.44 ล้านเหรียญสหรัฐ กับเจ้าหน้าที่รัฐเพื่อให้ได้สัญญาพลังงานลมในปี 2009 รวมถึงขายวัสดุและการบริการในปี 2012
อาเซอร์ไบจาน : ปี 2000-2009 โรลส์-รอยซ์ เอ็นเนอร์จี ซิสเต็ม จ่าย “ค่าคอมมิชชั่น” 7.8 ล้านเหรียญสหรัฐ เพื่อชนะสัญญาขายกังหันลม ซึ่งทำเงินได้ 50 ล้านเหรียญสหรัฐ
อิรัก : ติดสินบนระหว่างปี 2006-2009 เพื่อขายกังหัน รวมถึงให้รอดพ้นจากการถูกแบล็กลิสต์
อังโกลา : จ่ายเงิน 1.2 ล้านเหรียญสหรัฐ เป็น “ค่าคอมมิชชั่น” เพื่อโครงการที่สร้างรายได้ให้ 30 ล้านเหรียญสหรัฐ

ภาพ เอเอฟพี

 

แบงก์ปิดสาขา หันพัฒนาออนไลน์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

10 มีนาคม 2560 เวลา 10:10 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/economy/484462

แบงก์ปิดสาขา หันพัฒนาออนไลน์

โดย…พรสวรรค์ นันทะ

การเติบโตอย่างรวดเร็วของธุรกรรมการเงินออนไลน์ที่ได้รับแรงส่งจากโทรศัพท์มือถืออย่างสมาร์ทโฟน ได้ทำให้การดำเนินธุรกิจธนาคารพาณิชย์เปลี่ยนรูปแบบไปจากเดิมอย่างสิ้นเชิง โดยเฉพาะความต้องการใช้สาขาของลูกค้าลดลง หันไปใช้บริการธนาคารทางอิเล็กทรอนิกส์มากยิ่งขึ้น ไม่ว่าจะเป็นเครื่องฝากเงิน เครื่องเอทีเอ็ม เครื่องปรับสมุดบัญชีอัตโนมัติ เครื่องรับฝากเช็ค ฯลฯ

การเปลี่ยนแปลงนี้ยังไม่มีวี่แววว่าจะหยุดเมื่อไหร่ ทั้งนี้ อนุชิต อนุชิตานุกูล ประธานสายพัฒนาระบบงานช่องทางขายและผลิตภัณฑ์ ธนาคารเกียรตินาคิน เปิดเผยว่า แนวโน้มการลดลงของจำนวนสาขาธนาคารพาณิชย์ในระยะต่อไปน่าเร่งตัวขึ้นอีกเพราะพฤติกรรมลูกค้าเปลี่ยนเร็วมาก

“การลดลงน่าจะมีอัตราที่เร่งขึ้นอีก ลูกค้าต้องการความสะดวกรวดเร็ว จึงหันไปเลือกใช้บริการอินเทอร์เน็ต โมบายแบงก์ หรือช่องทางเทคโนโลยีใหม่ๆ ที่สะดวกรวดเร็วกว่ามากขึ้น  เห็นได้จากช่องทางการใช้บริการอินเทอร์เน็ตแบงก์กิ้งและโมบายแบงก์กิ้งเมื่อ  5 ปีที่แล้ว ที่มีอยู่ประมาณ 6 ล้านบัญชี ปัจจุบันเพิ่มเป็นประมาณ 30 กว่าล้านบัญชี เพิ่มหลายเท่า” อนุชิต กล่าว

เมื่อธุรกรรมผ่านสาขามีน้อยก็อาจไม่คุ้มทุน ธนาคารจึงต้องปรับการให้บริการให้ตรงตามความต้องการของลูกค้ามากขึ้น การปิดสาขาจึงเกิดขึ้นอย่างรวดเร็วมาก

ณ เดือน ม.ค. 2560 ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) รายงานจำนวนสาขาธนาคารพาณิชย์ที่จดทะเบียนในประเทศและสาขาธนาคารต่างประเทศ ที่เปิดให้บริการอยู่ทั่วประเทศ พบว่าจำนวนสาขาธนาคารทั้งระบบลดลง 59 แห่ง หรือ 0.84% เมื่อเทียบกับระยะเดียวกันปีก่อน จาก 7,063 แห่ง เหลือ 7,004 แห่ง

ทั้งนี้ หากแบ่งรายละเอียดตามรายภาคจะพบว่าทุกภาคมีจำนวนสาขาลดลงทั้งนั้น แบ่งเป็น สาขาในเขตกรุงเทพฯ ลดลง 34 แห่ง จาก 2,174 แห่ง เหลือ 2,140 แห่ง  ภาคกลางลดลง 13 แห่ง จาก 2,229 แห่ง เหลือ 2,216 แห่ง ภาคตะวันออกเฉียงเหนือลดลง 2 แห่ง จาก 962 แห่ง เหลือ 960 แห่ง ภาคเหนือลดลง 5 แห่ง จาก 838 แห่ง เหลือ 833 แห่ง และภาคใต้ลดลง 5 แห่ง จาก 860 แห่ง เหลือ 855 แห่ง

จำนวนสาขาธนาคารที่ลดลงนั้น ส่วนใหญ่ธนาคารจะการปิดสาขาที่ซ้ำซ้อน หรืออยู่ในทำเลใกล้เคียงกันก่อน เพราะเปิดไปก็ไม่คุ้มต้นทุนการดำเนินงาน  และการปิดสาขาเช่นนี้ไม่กระทบต่อการให้บริการลูกค้า เนื่องจากลูกค้าไปใช้บริการสาขาใกล้เคียงได้ และเลือกนำเทคโนโลยีอัตโนมัติต่างๆ รวมถึงเทคโนโลยีการเงิน (ฟินเทค) และการบริการช่องทางอื่นๆ มาทดแทน

“การหันไปใช้บริการช่องทางอื่นของลูกค้า จนทำให้ธุรกรรมผ่านสาขาลดลงไม่ได้กระทบต่อธุรกรรมหรือรายได้ของธนาคารในภาพรวมลดลง การปิดสาขาเป็นผลดีด้วยซ้ำ เพราะช่วยลดต้นทุน ขณะเดียวกันก็ส่งเสริมให้เกิดการคิดบริการใหม่ๆ มากขึ้นลดความไม่มีประสิทธิภาพในการให้บริการลงได้ และยังช่วยให้เกิดโอกาสเสนอบริการใหม่ๆ ในบางจุดของผู้ให้บริการบางรายด้วย ถือเป็นการเปลี่ยนแปลงตามธรรมชาติของธุรกิจ” อนุชิต กล่าว

สมรภูมิการแข่งขันของธนาคารปัจจุบัน คือ สาขาในห้างสรรพสินค้า ที่มีลูกค้ามาใช้บริการมากกว่าธนาคารที่เป็นสาขาเดี่ยวๆ ทุกธนาคารจะต้องมีสาขาในห้างสรรพสินค้าชั้นนำไม่ว่าจะเป็นในกรุงเทพฯ หรือต่างจังหวัด เพราะไลฟ์สไตล์คนไทยนิยมไปเดินห้าง แล้วทำธุรกรรมได้ครบ ทั้งช็อปปิ้ง รับประทานอาหาร ทำธุรกรรมการเงิน

อย่างไรก็ดี แม้จะมีบางธนาคารปิดสาขาไปบ้าง แต่บางธนาคารก็ยังเปิดสาขาเพิ่ม อาทิ กรุงศรีอยุธยาเพิ่มขึ้น 23 แห่ง เป็น 659 แห่ง  กรุงเทพเพิ่มขึ้น 17 แห่ง เป็น 1,157 แห่งไทยเครดิต เพิ่ม 14 แห่ง เป็น 88
แห่ง แลนด์ แอนด์ เฮ้าส์ เพิ่มขึ้น 7 แห่ง เป็น 133 แห่ง ธนาคารแห่งประเทศจีนเพิ่มขึ้น 3 แห่ง เป็น 9 แห่ง โดยเพิ่มจากการขยายไปเปิดสาขาในภาคตะวันออกเฉียงเหลือ ภาคเหนือ และภาคใต้อย่างละแห่ง และ ธนาคารไอซีบีซี ไทย เพิ่ม 1 แห่ง เป็น 21 แห่ง เป็นต้น

นอกจากนี้ สาขาธนาคารหลายแห่งยังคงที่ไม่เปลี่ยนแปลง เช่น กรุงไทยอยู่ที่ 1,213 แห่ง ทิสโก้อยู่ที่ 57 แห่ง เมกะสากลพาณิชย์ 5 แห่ง เอเอ็นแซด ไทย  1 แห่ง ซูมิโตโม มิตซุย ทรัสต์ (ไทย) 1 แห่ง เป็นต้น

 

Parties and groups must sign vow to behave: PM

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ The Nation

http://www.nationmultimedia.com/news/national/30304335

Prayut

Prayut
January 18, 2017 01:00
By Wasamon Audjarint,
Kasamakorn Chanwanpen,
Jitraporn Senawong
The Nation

Trump, Thailand and the global supply chain

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ The Nation

http://www.nationmultimedia.com/news/national/30304305

Trump

Trump
January 18, 2017 01:00
By Nophakhun Limsamarnphun
The Nation

3,681 Viewed

20 per cent of emergency patient deaths blamed on traffic jam delays

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ The Nation

http://www.nationmultimedia.com/news/national/30304268

January 17, 2017 01:00
By The Nation

Landslide warning for 5 provinces

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ The Nation

http://www.nationmultimedia.com/news/national/30304267

January 17, 2017 01:00
By The Nation

Only cancel guilty police applicants’ results: panel

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ The Nation

http://www.nationmultimedia.com/news/national/30304266

University students wearing caps and face masks walk to the conference hall at Phaholyothin Police Station in Bangkok yesterday to testify about their alleged roles in the recent police entrance exam cheating scandal.

January 17, 2017 01:00
By Suriya Patathayo,
Angsuma Sridokkham
The Nation

DSI probes lecturers’ fake academic records

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ The Nation

http://www.nationmultimedia.com/news/national/30304265

Weerachai

Weerachai
January 17, 2017 01:00
By Piyanuch Thamnukasetchai
The Nation

Former teacher still insists she is innocent

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ The Nation

http://www.nationmultimedia.com/news/national/30304264

Jomsap

Jomsap
January 17, 2017 01:00
By Siwa Loho
The Nation
nakhon phanom