ตั้งแท่นรอล้างกระดาน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ทีมข่าวการเมือง 17 ก.ย. 2559 05:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/725260


มีคิวระทึกเล็กๆ ให้อกสั่นขวัญแขวนนิดๆ

กับโปรแกรมการขึ้นเครื่องบินไปปฏิบัติราชการที่ จ.ภูเก็ต ของ “บิ๊กตู่” พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯและหัวหน้า คสช. และบรรดา “บิ๊กเนม” อาทิ พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา รมว.มหาดไทย พล.ร.อ.ณรงค์ พิพัฒนาศัย และ นายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกฯ

เนื่องจากเครื่องบินของกองทัพบกลำที่จะใช้เดินทาง เกิดเหตุขัดข้องก่อนออกเดินทาง ต้องนำเครื่องบินลำใหม่มาเปลี่ยนใช้แทน ทำให้กำหนดการเดินทางต้องล่าช้าไป 30 นาที

กลายเป็นสีสันประกอบข่าว ต่อเนื่องจากช็อตโชว์ลูกคอฮัมเพลง “อยากสวย” ของศิลปินดัง “แอม” เสาวลักษณ์ ลีละบุตร สร้างบรรยากาศครื้นเครงทั่วตึกสันติไมตรี ทำเนียบรัฐบาล

ตามจังหวะอารมณ์ผ่อนคลายของ “บิ๊กตู่” ที่คว้าไมค์ร้องเพลง ลากเสียงเน้นๆชัดๆตามเนื้อเพลง “ไม่สวย แล้วยังจะปากเสีย” เป็นมุกเรียกเสียงหัวเราะได้ทั่วงาน

ภายหลังเป็นหัวขบวนนำทีมรองนายกรัฐมนตรี จัดแถลงผลงานรัฐบาล คสช.ครบรอบ 2 ปี

ร่ายยาวอวดฝีมือบริหารงานรัฐบาลทหาร ช่วยฟื้นรอยยิ้มกลับคืนสู่ใบหน้าคนไทย ตามสมญานาม “สยามเมืองยิ้ม” ที่ห่างหายจากสังคมไทยกว่า 10 ปี จากสถานการณ์ความขัดแย้งของคนในชาติ

ตีปี๊บผลงานทุกด้าน โดยอ้างอิงดัชนีชี้วัดจากทั้งในและต่างประเทศ ยืนยันความสำเร็จแก้สารพัดปัญหา ทั้งความไม่สงบในจังหวัดชายแดนภาคใต้ ยาเสพติด ผู้มีอิทธิพล การปราบทุจริต

ไม่เว้นแม้กระทั่งปัญหาเศรษฐกิจที่มีแนวโน้มขยับในทิศทางดีขึ้น

ท็อปบูตสบโอกาสใช้เวทีรัฐบาล โชว์ฝีมือการทำงาน ตีกินคะแนนเนียนๆ เลี้ยงเรตติ้งให้ตัวเอง

ควบคู่ไปกับการปรับเปลี่ยนท่าที ผ่อนคลายการคุมเข้มไปตามเวลาและสถานการณ์

เห็นได้จากการคลายกฎเหล็กอาทิ การใช้คำสั่งมาตรา 44 ปลดล็อกความผิดคดีความมั่นคงบางประเภท จากเดิมต้องขึ้นศาลทหาร ให้มาขึ้นศาลพลเรือนแทน

ลดแรงเสียดทานจากภายในประเทศ และกระแสกดดันจากโลกภายนอก ไม่ให้ถูกไล่บี้ปัญหาการละเมิดสิทธิมนุษยชน จากเวทีนานาชาติ ตามโปรแกรมออนทัวร์ที่หัวหน้า คสช.มีคิวไปร่วมประชุมสมัชชาแห่งสหประชาชาติ ที่ประเทศสหรัฐอเมริกา

อำนาจพิเศษเริ่มมีลูกล่อลูกชน คอนโทรลการบริหารอำนาจได้ลงตัว รู้จักผ่อนสั้นผ่อนยาว ไม่ฝืนกระแส เสี่ยงดื้อดึงในเรื่องที่ต้องเจ็บตัว

หันมาเติมความแกร่ง ชูธง “ปราบโกง” แทน ตามจุดขายของรัฐบาล คสช.

เร่งสัญญาณเดินตามธงร่างรัฐธรรมนูญ และกฎหมายลูก ตามจังหวะที่ผลสำรวจโพลของทุกสำนัก ส่งเสียงเชียร์เรื่องการล้างโกง

ใส่ยาแรงกันเต็มที่ ตั้งแต่ขั้นตอนการรับสมัครรับเลือกตั้งที่ต้องโชว์หลักฐานการเสียภาษีย้อนหลัง 3 ปี การตัดสิทธิทางการเมืองตลอดชีวิตแก่ผู้ทุจริต การวางกลไกตรวจสอบการใช้อำนาจรัฐเข้มข้น

รวมทั้งการชงกฎหมาย “3 ชั่วโคตร” ห้ามผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองและเจ้าหน้าที่รัฐ ใช้อำนาจเอื้อประโยชน์ให้เครือญาติ ที่ครอบคลุมไปถึงภริยา ลูก พี่น้อง และพ่อแม่
สแกนกันละเอียดยิบ ไม่เปิดที่ว่างให้คนโกงลอยหน้าเข้าสู่สนามการเมืองง่ายๆ

ตั้งแท่นล็อกเป้าไปที่ผู้เกี่ยวข้องโครงการรับจำนำข้าว ไม่ให้จบแค่การดำเนินคดีถอดถอน หรือคดีอาญา แต่ขยายผลไปถึงการยึดทรัพย์สินให้หมดหน้าตัก

ตามคิวที่ นายวิษณุ เครืองาม รองนายกฯ แย้มหมัดเด็ดจ่อปิดสำนวนเรียกค่าเสียหายทางแพ่งในโครงการรับจำนำข้าวจาก น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี กว่า 3 หมื่นล้านบาท ตามผลสรุปของคณะกรรมการพิจารณาความรับผิดทางแพ่ง

เตรียมส่งไม้ต่อให้กรมบังคับคดีรับหน้าเสื่อลุยยึดทรัพย์ค่าเจ๊งจำนำข้าวจาก “อดีตนายกฯยิ่งลักษณ์”

ไม่นับรวมค่าเสียหายจากโครงการซื้อขายข้าวแบบจีทูจีอีก 2 หมื่นกว่าล้านบาท ที่ต้องไล่บี้ค่าเสียหายจาก “บุญทรง เตริยาภิรมย์” อดีต รมว.พาณิชย์

ส่งซิกไฟเขียวล้างกระดาน “หัวขบวน” ขั้วอำนาจเก่าออกจากสารบบการเมือง

ล่าสุดถึงคิว “บิ๊กโอ๋” พล.อ.อ.สุกำพล สุวรรณทัต อดีต รมว.กลาโหม ถูก สนช.ลงมติถอดถอน กรณีใช้อำนาจรัฐมนตรีแทรกแซงการแต่งตั้งโยกย้ายปลัดกระทรวงกลาโหม

อำนาจพิเศษทำแต้มต่อเนื่อง ไล่เด็ดปีกระดับคีย์แมนการเมืองร่วงระนาว และยังมีอีกหลายรายที่มีชนักปักหลัง ถูกขึ้นบัญชีรอขึ้นเขียง สนช. และลุ้นคำพิพากษาศาลอีกมากมาย

ตั้งแท่นรอล้างกระดาน กำราบฝ่ายการเมืองให้อยู่หมัด.

ทีมข่าวการเมือง

 

“การตลาด” เหมือนกัน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ทีมข่าวการเมือง 16 ก.ย. 2559 05:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/724238


ก็แค่พิธีกรรมตามโปรแกรม

อย่างที่ “บิ๊กตู่” พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี หัวหน้า คสช.ได้ออกตัวไว้ก่อนแล้วว่า การแถลงผลงานรัฐบาลครบรอบ 2 ปี ไม่มีอะไรเซอร์ไพรส์ เพราะที่ผ่านมาพูดจนไม่รู้จะพูดยังไงแล้ว

ขนาดพูดออกทีวีทุกวันศุกร์ยังไม่ค่อยมีคนอยากฟัง จึงไม่ได้คาดหวังให้คนฟังสักเท่าไหร่

เรื่องของเรื่องไฮไลต์มันอยู่ตรงองค์ประกอบฉากมากกว่า ตามปรากฏการณ์ที่สังเกตได้ว่ามีหลายจุดขยับรับกันพอดีกับจังหวะการแถลงผลงานของรัฐบาลทหาร คสช.

โดยเฉพาะรายการใหญ่ที่กระตุกเรตติ้งคนดู ตามคิวที่ พล.อ.ประยุทธ์ใช้อำนาจมาตรา 44 ประกาศคำสั่งหัวหน้า คสช.ที่ 56/2559 เรื่อง การคุ้มครองการบริหารจัดการผลิตภัณฑ์ทางการเกษตรในการดูแลของรัฐและการดำเนินการต่อผู้ต้องรับผิดตามที่ได้มีการดำเนินโครงการเกี่ยวกับผลิตภัณฑ์ทางการเกษตรหลายโครงการ

สรุปคือ “มอบดาบ” ให้กรมบังคับคดีมีอำนาจในการใช้มาตรการบังคับทางปกครอง เรียกเก็บค่าเสียหายที่เกิดจากคดีทุจริตโครงการรับจำนำข้าว และมันสำปะหลัง ปี 2548–2557

จุดโฟกัสจริงๆก็หนีไม่พ้นรายของอดีตนายกฯยิ่งลักษณ์ ชินวัตร และทีมงานอดีตรัฐบาลพรรคเพื่อไทย ที่อยู่ในข่ายโดนเช็กบิลอ่วมอรทัย

ตามเงื่อนไขที่ พล.อ.ประยุทธ์ ปิดประตูห้องประชุมสโมสรทหารบก ล้มกระดานรัฐบาลพลเรือนของอดีตนายกฯหญิงคนแรกของเมืองไทย ยึดอำนาจเงียบเมื่อวันที่ 22 พฤษภาคม 2557

หนึ่งในเหตุผลหลักคือการ “เคลียร์ใบเสร็จ” การโกงจำนำข้าว

ผ่านมา 2 ปี โดยความคืบหน้าของคดี อย่างที่เห็นอดีตนายกฯยิ่งลักษณ์ต้องเดินทางขึ้นศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองเพื่อสืบพยานผ่านไปแล้วหลายนัด

แต่ที่รวบรัดกว่าก็คือกระบวนการออกคำสั่งทางปกครองเรียกร้องค่าเสียหายทางแพ่งที่คณะกรรมการพิจารณาความรับผิดทางแพ่งที่มีอธิบดีกรมบัญชีกลางเป็นประธาน

สรุปตัวเลขคร่าวๆที่อดีตนายกฯหญิงต้องชดใช้อยู่ที่ 3 หมื่นกว่าล้านบาท

ไม่นับรวมคิวของนายบุญทรง เตริยาภิรมย์ อดีต รมว.พาณิชย์ กับนายภูมิ สาระผล อดีต รมช.พาณิชย์ ที่โดนแยกบัญชีเช็กบิลค่าเสียหายจากโครงการขายข้าวแบบรัฐต่อรัฐหรือจีทูจีอีกกว่า 2 หมื่นล้านบาท

ตัวเลขกลมๆจำนวนมหาศาลที่ทะลุเพดาน แบบที่หน่วยงานรัฐที่เกี่ยวข้องไม่ยอมเสี่ยงพลาดทางข้อกฎหมายในการรับเป็นเจ้าภาพทวงค่าเสียหายจากขุมข่าย “ยิ่งลักษณ์” กั๊กกันไปกั๊กกันมา

ก่อนจะนำมาซึ่งคำสั่งมาตรา 44 สั่งกรมบังคับคดีลุยเช็กบิล

ในจังหวะบังเอิญพอดิบพอดีกับคิวที่ พล.อ.ประยุทธ์ต้องนำทีมแถลงผลงานครบรอบ 2 ปีรัฐบาล โดยสถานการณ์มันจึงถือเป็นองค์ประกอบฉากสำคัญ

แสดงถึงผลิตภัณฑ์จากทีมงาน คสช.ที่เห็นเนื้อเห็นหนัง

ในอารมณ์แบบที่หน่วยตีปี๊บอย่าง “พุทธะอิสระ” แกนนำม็อบกปปส.เวทีแจ้งวัฒนะ รับบทเป็น “หน้าม้า” โพสต์เฟซบุ๊กด่ากราดพวกโลกสวย ทวงบุญคุณกันเป็นเชิงว่า ถ้าไม่ได้พญาราชสีห์แห่งเวที กปปส.แจ้งวัฒนะ นำม็อบ กปปส.ไล่กำจัดรัฐบาลคนชั่ว รัฐบาลขี้โกง

เราคงไม่ได้รัฐบาลที่ซื่อสัตย์ ซื่อตรง กตัญญูต่อแผ่นดินอย่าง คสช.เช่นนี้

ตามลีลากองหนุนกองเชียร์ส่งมุกกัน มันก็เป็นอะไรที่ตอกย้ำ

ทีมงานของ “บิ๊กตู่” ทำผลงานได้ตามเป้าหลักที่ดีลไว้นั่นคือการเช็กบิลโกงจำนำข้าว

ไม่เท่านั้น สังเกตดีๆมันยังมีอีกรายการที่เข้าองค์ประกอบฉากห้วงแถลงผลงานรัฐบาลเหมือนกัน กับปรากฏการณ์ที่ “บิ๊กป้อม” พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกฯและ รมว.กลาโหม เป็นประธานการประชุมบูรณาการขับเคลื่อนการแก้ปัญหาการจราจรในเขตกรุงเทพฯและปริมณฑล

สั่งการผ่าน พล.ต.อ.จักรทิพย์ ชัยจินดา ผบ.ตร. และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ขีดเส้นต้องแก้ปัญหาจราจรระยะเร่งด่วนในถนน 21 สาย ให้เห็นผลภายใน 1 เดือน

เทกแอ็กชั่นลุยกันแบบเอาจริงเอาจัง

อย่างน้อยก็ได้ภาพ ได้ใจผู้คนในสังคมเมืองกรุง เป็นการจับจุดได้ตรงเป้า เข้ากับสถานการณ์ห้วงปัจจุบันที่ปัญหารถติดกระตุกอาการหงุดหงิดผู้คนพาลด่าไปถึงรัฐบาล

นับเป็นช็อตสร้างผลงาน ปั่นแต้มเฉพาะหน้าได้เนียนๆ

ไม่ใช่เซียนการเมือง แต่ทหารก็ทำการตลาดเป็นเหมือนกัน.

ทีมข่าวการเมือง

 

คุมช่องด่วนพิเศษให้ดี

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ทีมข่าวการเมือง 15 ก.ย. 2559 05:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/723183


ตามฉากที่ “บิ๊กเจี๊ยบ” พล.อ.เฉลิมชัย สิทธิสาท ว่าที่ ผบ.ทบ.คนใหม่ นำทีมท็อปบูตที่ได้รับการแต่งตั้งโยกย้าย ตบเท้าเข้าพบ “บิ๊กตู่” พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯ หัวหน้า คสช. เพื่อแสดงความขอบคุณและรับนโยบาย

ยืนยันกองทัพจะสนับสนุนรัฐบาลเป็นฐานค้ำยัน คสช.เต็มที่

หลังแน่นปึ้กขนาดนี้ โดยโจทย์เงื่อนไขความมั่นคงก็ไม่มีอะไรให้ “บิ๊กตู่” ต้องพะว้าพะวง

ปรากฏการณ์ที่โยงเป็นคำอธิบายได้กับการใช้มาตรา 44 ปลดล็อกคดีความมั่นคงบางประเภทตามประกาศ คสช. จากที่ผู้ฝ่าฝืนต้องขึ้นศาลทหาร ให้กลับไปอยู่ในอำนาจพิจารณาของศาลยุติธรรม

มันก็เป็นจังหวะแปลูกตามน้ำ เดินหมากตามกระแส

ก่อนอื่นก็คือ แก้สถานการณ์เฉพาะหน้าตามโปรแกรมที่ พล.อ.ประยุทธ์ ต้องบินไปร่วมประชุมสมัชชาแห่งสหประชาชาติ ที่สหรัฐอเมริกา 18–24 ก.ย.นี้ ซึ่งตามฟอร์มผู้นำรัฐบาลทหารของไทยต้องโดนทวงถาม
สถานการณ์ละเมิดสิทธิฝ่ายต่อต้าน

และนั่นก็จะพาลไปกระตุกแรงกดดันทางเศรษฐกิจที่เวทีโลกยังไม่ผ่อนการตั้งแง่กับรัฐบาล คสช.

โดยโจทย์ยากๆ ล้อไปกับปรากฏการณ์สะดุดเชิงการบริหารงานด้านเศรษฐกิจ ที่ร่องรอยร้าวๆ ระหว่างทีมงานของนายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกฯ กัปตันทีมเศรษฐกิจ กับทีมงานรัฐมนตรีสายตรงนายกฯอย่าง พล.อ.ฉัตรชัย สาริกัลยะ รมว.เกษตรฯ เริ่มถ่างออก ชัดขึ้นเป็นลำดับ

แม้แต่กับคำถามล่าสุด ที่นายอุตตม สาวนายน รมว.ไอซีที ทีมงานสายตรงของนายสมคิดได้ยื่นใบลาออกจากตำแหน่ง ตามเงื่อนไขข้อกฎหมายในการเปลี่ยนชื่อกระทรวงใหม่ นักข่าวยื่นไมค์ถาม พล.อ.ประยุทธ์ก็ยังตอบไม่เคลียร์ว่าจะตั้งนายอุตตมกลับมานั่งในตำแหน่งเดิมหรือไม่

ที่แน่ๆมีการตั้ง พล.อ.อ.ประจิน จั่นตอง รองนายกฯไปนั่งรักษาการแทน แผนเดียวกับการสลับฉากให้กระทรวงเกษตรฯย้ายจากการอยู่ใต้กำกับนายสมคิด มาอยู่ในการคอนโทรลของ พล.อ.อ.ประจิน

“สมคิด” โดนเวนคืนพื้นที่อำนาจการสั่งการอย่างต่อเนื่อง

แน่นอน มันเป็นเรื่องไม่ปกติ ที่มากดทับซ้ำภาวะทางเศรษฐกิจในประเทศ ท่ามกลางเหตุการณ์ความเดือดร้อนลามถึงปากท้องชาวบ้านหนักขึ้นตามลำดับ

แนวรบด้านเศรษฐกิจรับมือยากกว่าความมั่นคงหลายเท่า

แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น ว่ากันตามต้นทุนหน้าตักของ “นายกฯลุงตู่” ณ ห้วงปัจจุบัน สังคมส่วนใหญ่ก็น่าจะพอเข้าใจได้ในข้อจำกัด ตามฟอร์มของรัฐบาลทหารที่เข้ามารับภารกิจช่วงเปลี่ยนผ่านประเทศ

ยังยอมกล้ำกลืนฝืนทนเพื่อแลกกับความฝันในอนาคตระยะยาว

เว้นเสียแต่จะมีเหตุกระตุกให้ตื่นจากภวังค์ แบบที่ได้ยินเสียงแมวขโมยหรือโจรกำลังจะเข้าปล้นบ้าน

อุปมาเทียบกับสถานการณ์ทุจริตคอร์รัปชัน “จุดตาย” ของทุกรัฐบาล ไม่เว้นทหารที่ขุมอำนาจแน่นปึ้ก

หัวขบวนอย่าง “นายกฯลุงตู่” ที่ได้รับการยอมรับจากวงนอกวงในว่ามี “ภูมิคุ้มกันเชื้อโกง” เข้าถึงตัวยาก แถมมี “หลังบ้าน” เป็นเกราะกำบังอีกชั้น รับประกันได้ในมาตรฐานความใสสะอาด

แต่ผู้นำจะเผลอละสายตาไม่ได้เหมือนกัน

โดยเฉพาะในสถานการณ์อำนาจพิเศษที่เปิดช่องทางให้ใช้งบประมาณกันโดย “ช่องทางด่วนพิเศษ”

ตามรูปการณ์โฟกัสไปที่จุดใหญ่ หนีไม่พ้นเป็นเป้าสายตากับยุทธศาสตร์การจัดตั้งรัฐบาลหรือ ครม.ส่วนหน้าบริหารจัดสถานการณ์ใน 3 จังหวัดชายแดนใต้ แนวทางการแก้ปัญหาตามแบบฉบับทหาร

ปัญหาอยู่ตรง “งบฯลับ” จำนวนมหาศาล ที่ต้องคุมเกมกันให้ดี

ในมุมล่อแหลมไม่แพ้กัน ตามคิวล่าสุดที่ประชุม ครม.อนุมัติมาตรการสนับสนุนการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานเศรษฐกิจและสังคมภายในท้องถิ่น เพื่อปลดล็อกให้องค์กรปกครองท้องถิ่น (อปท.) ทั่วประเทศนำเงินสะสมมูลค่าหลายแสนล้านบาทมาพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานทางเศรษฐกิจและคุณภาพชีวิตประชาชนในพื้นที่

โดยมอบหมายให้กรมส่งเสริมการปกครองส่วนท้องถิ่น กระทรวงมหาดไทย เป็นผู้กำหนดหลักเกณฑ์และตั้งกรรมการกลั่นกรองเพื่อพิจารณาร่วมกับสำนักงบประมาณ

แน่นอนเป้าหมายอยู่ที่การอัดฉีดเม็ดเงินกระตุ้นเศรษฐกิจในประเทศ แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้กับกระแสหวาดระแวงยี่ห้อกระทรวงคลองหลอด ที่ในยุคทหารก็ยังมีชื่อของเจ๊นั่นเจ๊นี่เป็นขาใหญ่รับเหมาเก็บสัมปทานโครงการป้อนให้ “สิงห์ซุ่ม เสือเงียบ”

ข่าวลือสะพัดวงใน กระฉอกออกมาวงนอก สั่งสมหัวเชื้อไวไฟ

ถ้าเจอปมโกงชัดๆ เป็นตัวจุดระเบิด “บ่อน้ำมัน” มหาดไทย อันตรายที่สุด.

ทีมข่าวการเมือง

 

บริหารจังหวะอำนาจ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ทีมข่าวการเมือง 14 ก.ย. 2559 05:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/721860


ผ่อนสั้นผ่อนยาว

กรณี “บิ๊กตู่” พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯและหัวหน้า คสช. ออกคำสั่งหัวหน้า คสช.ที่ 55/2559 ตามมาตรา 44 ยกเลิกประกาศ คสช. ในเรื่องการนำคดีความมั่นคงบางประเภทตามประกาศ คสช.

จากที่ขึ้นศาลทหารกลับไปอยู่ในอำนาจการพิจารณาของศาลยุติธรรม

โดยคดีทั้งหมดแบ่งเป็น 4 ประเภท ได้แก่ คดีตามความผิดมาตรา 112 มาตรา 116 คดีที่เกี่ยวกับวัตถุระเบิด อาวุธปืน ดอกไม้เพลิง และคดีขัดคำสั่ง คสช. มีผลตั้งแต่วันที่ 12 ก.ย.

ส่วนคดีเดิมที่อยู่ในศาลทหาร ไม่สามารถโอนมาศาลปกติได้

โดยเหตุผลในคำสั่งระบุ เพราะประชาชนให้ความร่วมมือกระบวนการจัดทำร่างรัฐธรรมนูญและปฏิรูปประเทศเป็นไปตามขั้นตอน การลงประชามติเป็นไปด้วยความเรียบร้อย

จึงสมควรผ่อนคลายมาตรการต่างๆลง

ทางด้าน พ.อ.วินธัย สุวารี โฆษก คสช.ชี้ว่า คสช.ผ่อนบรรยากาศในประเทศให้เป็นสากลมากขึ้น ทำให้เห็นว่าประเทศไทยให้ความร่วมมือในทุกๆภาคส่วน และนานาประเทศ

“เป็นการผ่อนคลายบรรยากาศตามที่นานาชาติได้เรียกร้อง”

ลดโทนคุมเข้ม ลดแรงกดดันจากนานาชาติ

ขณะที่นายวัฒนา เมืองสุข แกนนำพรรคเพื่อไทย ออกมาวิพากษ์วิจารณ์คิวนี้ลวงโลก เพราะคุ้มครองเฉพาะความผิดที่เกิดขึ้นหลังมีคำสั่ง แต่คดีที่เกิดขึ้นก่อนหน้านี้ยังคงต้องขึ้นศาลทหารต่อไป

เป็นเพียงการแก้ผ้าเอาหน้ารอด เนื่องจากประเทศไทยต้องเข้าร่วมประชุมคณะมนตรีสิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติ วันที่ 13–30 ก.ย.นี้

หยันแค่ปลดล็อกก่อนขึ้นเวทีโลก

ขณะที่นายจตุพร พรหมพันธุ์ ประธาน นปช. แกนนำคนเสื้อแดงระบุ คิวนี้แค่โชว์ภาพใช้หลักนิติธรรม ลดกระแสกดดันปมละเมิดสิทธิมนุษยชน พร้อมกับเรียกร้อง หากจริงใจให้ยกเลิกมาตรา 44

ท้าให้ปลด “กระบองยักษ์” กันเลย

อย่างไรก็ตามคิวนี้ต้องถือว่ามาในจังหวะที่ “ดุลอำนาจพิเศษ” กระชับแน่นอยู่ในมือ “บิ๊กตู่” และเริ่มจะมีสัญญาณขึงลวดหนามตึง ในการคุมเข้มสถานการณ์ในช่วงเปลี่ยนผ่าน

สะท้อนให้เห็นจากกระบวนการทำกฎกติกาใหม่

ทั้งร่างรัฐธรรมนูญ และร่างกฎหมายลูกที่มีการชงไอเดียแบบใส่ยาแรงเต็มพิกัด

ถึงจุดที่ “บิ๊กตู่” ในฐานะผู้ถือดุลอำนาจพิเศษต้องคลายกฎเหล็กแบบหักมุมได้เหมาะ ตามที่บรรดาคนการเมืองยังยกนิ้วให้ ในการเลือกจังหวะ เวลา และเป้าหมาย

ใช้ “อำนาจพิเศษ” ไม่พร่ำเพรื่อ เลือกหวดกระบองยักษ์ ไม่กระทบคนส่วนใหญ่

แต่กระแทกใส่เป้าหมายที่ส่งผลต่อสถานการณ์

ที่สำคัญในห้วงเดียวกัน หลังจากคำสั่งปลดล็อกคดีขึ้นศาลทหาร อีกทางหนึ่งนายวิษณุ เครืองาม รองนายกฯระบุ รัฐบาลเตรียมเสนอ สนช.พิจารณาร่าง พ.ร.บ.ว่าด้วยการขัดระหว่างประโยชน์ส่วนตัวกับประโยชน์ส่วนรวม

หรือที่เรียกว่า “กฎหมาย 7 ชั่วโคตร” แต่ปรับลดลงมา

ไล่บี้เอาผิดโกง 3–4 ชั่วโคตร

ตามแนวความคิด ห้ามผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง และเจ้าหน้าที่รัฐใช้อำนาจหน้าที่เอื้อประโยชน์ให้เครือญาติ ครอบคลุมทั้งภรรยา ลูก พี่น้อง และพ่อแม่

จัดยาแรง ไล่บี้ทุจริต

โจทย์หลักที่ “บิ๊กตู่” เริ่มขยับอีกรอบ ล่าสุดประกาศเข้มในงานวันต่อต้านคอร์รัปชัน ต้องเร่งนำเรื่องโกงเข้าสู่ศาลและกระบวนการยุติธรรมภายในปี 2559

ถึงผ่อนเกมคุมเข้มด้านความมั่นคง ในจังหวะรอผลงานอื่นๆ โดยเฉพาะปมเศรษฐกิจยังรอกระเตื้อง

อำนาจพิเศษต้องชูธง “ล้างโกง” ย้ำ “จุดขาย” ตึงแต้มไปพลางๆ.

ทีมข่าวการเมือง

 

ศึกลามเป็น ‘มหายุทธ์’?

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ทีมข่าวการเมือง 13 ก.ย. 2559 05:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/720553


เร่งตอบโจทย์ “อำนาจพิเศษ” ผุดไอเดียคุมเข้มการเมืองกันยกใหญ่

ล่าสุดมีรายงานข่าว กกต.เตรียมเสนอร่าง พ.ร.บ.เลือกตั้ง ส.ส. ใส่ “ของใหม่” ไว้หลายปม

โดยไฮไลต์อยู่ที่ จากเดิมกรณีตรวจสอบปมโกงเลือกตั้ง จะมีแค่แจก “ใบเหลือง-ใบแดง” แต่รอบนี้ กกต.เสนอแนวทาง หากตรวจสอบพบปมโกง และผู้สมัครเกี่ยวข้อง ให้ระงับสิทธิเลือกตั้งเป็นเวลา 1 ปี

หรือแจก “ใบส้ม”

รวมทั้งหากมีผู้สมัครเกี่ยวข้องปมโกงเลือกตั้งเต็มๆ ก็เข้าเงื่อนไขตามรัฐธรรมนูญ เพิกถอนสิทธิไม่มีกำหนดระยะเวลา อีกความหมายคือตัดสิทธิเลือกตั้ง ในโทษแรงล้อตาม “กฎหมายแม่”

แจก “ใบดำ” ปิดประตูการเมืองตลอดชีวิต

ใส่ “ล็อกซ้ำ-ล็อกซ้อน” ติดตัวกรองละเอียด ชนิดที่คนการเมืองหัวหมุนกับกฎกติกาใหม่

อีกเรื่องที่ชุลมุนไม่แพ้กัน น่าจะเป็นค่ายการเมืองอย่างพรรคประชาธิปัตย์ กับการออกมาเปิดข้อมูลส่อทุจริตใน กทม.ของนายวิลาศ จันทร์พิทักษ์ อดีต ส.ส.กทม. มือตรวจสอบที่ทำ “คุณชายหมู” ม.ร.ว.สุขุมพันธุ์ บริพัตร ผู้ว่าฯกทม. ถูกคำสั่ง ม. 44 “พักงาน”

เปิดทางการตรวจสอบปมทุจริต จากชุดข้อมูลที่ “วิลาศ” เขย่าขย่ม

ล่าสุดออกมาปูดข้อมูลอีกรอบ ในโครงการจัดซื้อเรือตรวจการณ์ 3 ลำของ กทม. รวม 40 กว่าล้านบาท เขียนสเปกโครงการเอื้อบางบริษัท มีพิรุธหลายปม ส่อทุจริต ฮั้วราคา โดยเฉพาะเรือหรูลำละ 26.5 ล้านบาท

ที่ระบุไว้ช่วยเหลือผู้ประสบภัยทางน้ำ แต่ตกแต่งสุดหรู เหมือนไว้ล่องชมวิวมากกว่า

คิวร้อนของมือตรวจสอบ ปชป.ที่ถูกมองว่าได้ “ไฟเขียว” จากต้นสังกัด ที่มี “อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ” หัวหน้าพรรค นั่งกุมบังเหียน ในห้วง “ศึกใน” ประชาธิปัตย์ระอุเดือด

เพราะถึงแม้ “คุณชายหมู” ที่มีข่าวก่อนหน้านี้ว่า สาย “ลุงกำนัน” สุเทพ เทือกสุบรรณ ประธานมูลนิธิ กปปส.เตรียมหนุนมาชิงเก้าอี้หัวหน้าพรรคกับนายอภิสิทธิ์

แม้แผนปั้นคว่ำไปแล้ว แต่ก็มีการเปรียบเปรย “กทม.” ถือเป็นแหล่งน้ำใหญ่ “ต้นท่อ” หล่อเลี้ยงเครือข่าย กปปส.ในประชาธิปัตย์ จึงต้องไล่บี้ไล่ทุบให้พังไปข้าง

อีกทางก็เป็นการยัน “เกมบุก” ของทัพ กปปส. ที่มีเงาทะมึน “ลุงกำนัน” เบื้องหลัง

เพราะแรงกระเพื่อมใน ปชป. หลังจากบรรดาแกนนำ กปปส.ตบเท้ากลับเข้าพรรค ยึดที่นั่งทำเลทอง โดยเฉพาะบทบาทนายถาวร เสนเนียม รองประธานมูลนิธิ กปปส. มีข่าวจับจองเก้าอี้ “เลขาธิการพรรค”

ในสูตรยื่นเงื่อนไข ขอแชร์แบ่งอำนาจ

ตรงสเปก “อำนาจพิเศษ” คือปล่อย 2 ขั้วใน ปชป. “ยันกัน” ไม่ให้ถึงขั้น “พรรคแตก”

เพราะจะผิดแผน ลูกข่ายบริการค้ำยัน “ผู้นำสง่างาม”

แต่อีกทางสาย กปปส.เอง นอกจากได้จังหวะรุกคืบต้องเอาศอก อีกทางคงอ่านทิศทางลม มองสเปกอย่าง “อภิสิทธิ์” อาจไม่เข้าตาท็อปบูตอำนาจพิเศษ “ผู้คุมเกมบ้านเมือง” ในอนาคต

เลยเปิดเกมรุกไล่ ส่งสัญญาณ “ยึดเก้าอี้หัวหน้าพรรค”

ทั้งกรณีที่นายถาวรเดินสายพบ “2 ด็อกเตอร์” อดีตคน ปชป. ทั้ง “ดร.ซุป” ศุภชัย พานิชภักดิ์ อดีตเลขาธิการอังค์ถัด และ “ดร.สุรินทร์ พิศสุวรรณ” อดีตเลขาธิการอาเซียน

2 บิ๊กเนมที่ผ่านงานองค์กรระดับโลก และมีชื่อโผล่เป็นแคนดิเดต “ผู้นำพรรค” มาหลายครั้ง

รอบนี้เลยถูกมองเป็นคิว “ทาบทาม” ผู้ท้าชิงเก้าอี้ “อภิสิทธิ์”

เรียกว่า ประเมินจากสภาพการณ์ที่เห็น แรงกระเพื่อมในค่ายการเมืองเก่าแก่เสี่ยงบานปลาย

มีโอกาสสูงจะลุกลามไปเป็น “มหายุทธ์ประชาธิปัตย์”

โดยเฉพาะกับกระแสข่าว บรรดากองเชียร์ฝ่าย “อภิสิทธิ์” ในพรรคเริ่มคิดหมากใหม่ กรณีต้านไม่ไหว เอาไม่อยู่ อาจต้องใช้บริการระดับซือแป๋

ชื่อของอดีตนายกฯอย่าง “ชวน หลีกภัย” มีโอกาสคัมแบ็ก

กลับลงสนามต่อกรกับทัพ กปปส.ของ “ลุงกำนัน”.

ทีมข่าวการเมือง

 

ถึงเวลารีเซตพรรค : จับตาอาการขับเคลื่อนภายในประชาธิปัตย์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 12 ก.ย. 2559 05:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/719015


“เซตซีโร่” ล้างไพ่พรรคการเมืองหรือไม่ คงต้องตามลุ้นกันต่อไป

เพราะขณะนี้ยังไม่มีความชัดเจนจากคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) ซึ่งกำลังยกร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญ โดยเฉพาะร่าง พ.ร.บ.พรรคการเมืองและร่างกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการเลือกตั้ง

แต่การเซตซีโร่พรรคการเมืองจะเกิดขึ้นหรือไม่ พรรคประชาธิปัตย์อาจจะต้องเปิดการประชุมใหญ่ เพื่อเลือกคณะกรรมการบริหารพรรคชุดใหม่แทนชุดเดิมที่ใกล้ครบวาระปลายปี 2560

การประชุมเลือกตั้งคณะกรรมการบริหารชุดใหม่จะทำก่อนหรือหลังครบวาระได้ โดยถ้าเลือกตั้งก่อนครบวาระให้ประกาศกำหนดวันเลือกตั้งล่วงหน้าไม่น้อยกว่าหกสิบวัน ถ้าการเลือกตั้งภายหลังครบวาระให้ดำเนินการเลือกตั้งภายในหกสิบวันนับแต่วันครบวาระ

ไม่ว่าจะเลือกตั้งก่อนหรือหลังครบวาระ ยังติดขัดเงื่อนไขคำสั่งของ คสช.ที่ห้ามพรรคการเมืองประชุม

จังหวะนี้มีความเคลื่อนไหวกันภายในเข้มข้นมากขึ้นเรื่อยๆ เริ่มมีการปล่อยรายชื่อผู้ที่เหมาะสมที่จะก้าวขึ้นเป็นหัวหน้าพรรคคนใหม่แทนนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคคนปัจจุบัน

รายชื่อที่มีการพูดคุยกันภายในพรรคหลายวง มีตั้งแต่ชื่อของ “นายอภิสิทธิ์” “นายกรณ์ จาติกวณิช” แกนนำพรรค “นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์” รองหัวหน้าพรรค “นายสุรินทร์ พิศสุวรรณ” อดีตเลขาธิการอาเซียน

หรือแม้แต่ “นายชวน หลีกภัย” ประธานสภาที่ปรึกษาพรรค ยังมีชื่อปรากฏให้เห็น

ไม่เว้น “นายศุภชัย พานิชภักดิ์” อดีตผู้อำนวยการใหญ่องค์การการค้าโลก ก็มีชื่อเข้ามาประชันด้วย

โดยมี นายถาวร เสนเนียม อดีตรองหัวหน้าพรรค และแกนนำ กปปส. ถูกวางตัวให้เป็นเลขาธิการพรรค

โอกาสที่พรรคประชาธิปัตย์จะปรับทัพใหญ่มีมากน้อยแค่ไหน นายถาวร เปิดใจให้สัมภาษณ์ ทีมข่าวการเมือง ว่า หาก คสช.เปิดให้พรรคการเมือง ทำกิจกรรมทางการเมืองได้

สิ่งแรกที่ควรทำคือ เปิดประชุมพรรค เพื่อหารือถึงการเตรียมความพร้อมเลือกตั้งใหญ่ทันที เริ่มตั้งแต่จัดทำนโยบายว่า จะนำเสนอนโยบายอะไรบ้าง อย่างน้อยต้องพูดถึงการปฏิรูป 5 ด้านตามที่มวลมหาประชาชนออกมาเรียกร้อง

ทั้งด้านการศึกษา ด้านกระบวนการยุติธรรม ด้านบริหารราชการแผ่นดิน ด้านปราบปรามการทุจริต และด้านตำรวจ ซึ่งเคยนำเสนอต่อ คสช.ไปแล้ว และตรงกับที่แกนนำพรรคพูดอยู่เป็นเนืองนิจว่า…

…พรรคประชาธิปัตย์อยากให้มีการปฏิรูปประเทศ

นโยบายด้านเศรษฐกิจ ซึ่งต้องยอมรับว่า คสช.ไม่ประสบผลสำเร็จแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจตกต่ำ เกิดความเหลื่อมล้ำ มีช่องว่างระหว่างคนจนกับคนรวยมากยิ่งขึ้น

นโยบายสถาบันการเงิน บริษัทยักษ์ใหญ่ เพราะเศรษฐกิจตกต่ำ ธุรกิจอื่นย่ำแย่ แต่ปรากฏว่าสถาบันการเงินมีกำไรปีละ 4-6 หมื่นล้านบาท บริษัทยักษ์ใหญ่มีกำไรปีละกว่า 1 แสนล้านบาท ซึ่งเป็นเรื่องที่ต้องแก้ไขโดยด่วน

พรรคจะต้องรีบหาคนมาเสริมทัพทีมเศรษฐกิจ ซึ่งจำเป็นจะต้องมีผู้เชี่ยวชาญด้านธุรกิจ ด้านเศรษฐกิจฐานราก ด้านเศรษฐกิจมหภาค ด้านการเงิน การคลัง เมื่อได้ครบถ้วนจะสามารถผลิตนโยบายด้านเศรษฐกิจครบทุกด้าน ถือเป็นใหญ่ที่จะต้องทำ

และจะต้องมาดูโครงสร้างพรรคว่าจะปรับปรุงหรือปิดจุดอ่อน เช่น ภาคอีสานมี ส.ส. 120 คน แต่มีรองหัวหน้าพรรคดูแลแค่คนเดียว ควรแบ่งพื้นที่ออกเป็น 6-12 กลุ่มจังหวัด และมีเจ้าภาพดูแลโซนจังหวัดนั้นๆ

เพราะรัฐธรรมนูญกำหนดให้มีระบบการเลือกตั้งแบบจัดสรรปันส่วน ทุกคะแนนมีความหมายนำไปคำนวณ ส.ส.ระบบบัญชีรายชื่อ เช่น ถ้าในระบบเขต แต่จะได้ ส.ส.บัญชีรายชื่อมาเป็นอันดับต้นๆ

ขณะที่พื้นที่ภาคเหนือจะต้องเพิ่มผู้รับผิดชอบโซนจังหวัด และพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ควรแยกเป็นพิเศษ แบ่งงานให้เป็นภารกิจเฉพาะ มีเจ้าภาพรับผิดชอบโดยตรง ไม่ใช่ให้รองหัวหน้าภาคใต้รับดูแลทั้งหมด

ในพื้นที่ภาคกลางไม่น่าเป็นห่วง มีโอกาสจะได้เก้าอี้ ส.ส.เพิ่ม ส่วนพื้นที่ กทม.ขณะนี้น่าเป็นห่วง เพราะได้รับผลกระทบจากกรณีการบริหารงานใน กทม.

วันนี้จะต้องเร่งหาตัวผู้สมัคร ส.ส.ให้พร้อมและเริ่มลง พื้นที่ได้แล้ว แม้ติดคำสั่งของ คสช.ห้ามเคลื่อนไหวทางการเมือง แต่กิจกรรมของพรรค การเมืองหยุดไม่ได้ มันเป็นพลวัต

และจะต้องเริ่มปรับปรุงข้อ บังคับพรรคให้สอดคล้องกับกติกาใหม่และ พ.ร.บ.ยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี

ทีมข่าวการเมือง ถามว่า การเซตซีโร่จะกระทบต่อพรรคประชาธิปัตย์มากที่สุด เพราะมีสมาชิกพรรคจำนวนมาก และในพรรคมีการแบ่งเป็น 2 ขั้วใหญ่ที่จะแย่งชิงชื่อพรรคประชาธิปัตย์จดทะเบียนพรรคใหม่ นายถาวร บอกว่า เรื่องนี้ภายในพรรคไม่ตระหนกตกใจเป็นกระตายตื่นตูม

เพราะไม่ทราบจะมีการเซตซีโร่จริงหรือไม่ และจะทำไปทำไม ยิ่งมีการอ้างว่ายุบพรรคแล้วจัดตั้งใหม่ในชื่อพรรคเดิม เพราะทำไปแล้วไม่เกิดประโยชน์และไม่ใช่การปฏิรูปการเมือง

แต่เป็นการกลั่นแกล้งพรรคการเมืองที่สร้างสมประสบการณ์มาตลอด 70 ปี จนได้รับความเชื่อถือ จู่ๆจะใช้อำนาจเบ็ดเสร็จสั่งเซตซีโร่

คิดว่า คสช.ไม่กล้าทำและหัวหน้า คสช.ไม่ทำแน่

ส่วนตัวรู้จักท่านดี คงเป็นเรื่องของคนที่อยู่ใกล้ชิดท่านมากกว่าที่คิดว่าพรรคการเมืองเป็นตัวปัญหา ทั้งที่ความจริงนักการเมืองบางคนเท่านั้น ที่เป็นปัญหา

ขณะที่พรรคการเมืองเป็นนามธรรม และที่สำคัญสมาชิกพรรคไม่มีความผิดอะไร จะไปตัดสิทธิ์ขาดจากการเมืองสมาชิกพรรคการเมืองต่างๆ ยิ่งไม่เป็นธรรม

ทีมการเมือง ถามว่า หากเซตซีโร่จะนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงคณะผู้บริหารชุดใหม่และการปฏิรูปพรรคประชาธิปัตย์ได้เร็วขึ้น โดยเฉพาะขณะนี้มีชื่อ นายถาวร มีชื่อขึ้นมาเป็นเลขาธิการพรรคต่อไป และหัวหน้าพรรคคนใหม่คิดว่าจำเป็นจะต้องเป็นผู้ที่มีความรู้ความสามารถด้านอื่นๆ และทางด้านเศรษฐกิจหรือไม่

นายถาวร บอกว่า ตำแหน่งหัวหน้าพรรคไม่จำเป็นต้องมีความรู้ในทุกด้านและไม่จำเป็นต้องมีความรู้ด้านเศรษฐกิจในเชิงลึกก็ได้

เพียงแต่สามารถเป็นผู้ที่รวบรวมบุคคลที่มีความรู้ด้านต่างๆที่มีอุดมการณ์ให้เข้ามาร่วมเป็นหนึ่งเดียวภายใต้กติกาพรรค เต็มใจที่จะร่วมมืออย่างมุ่งมั่นในการต่อสู้ตามอุดมการณ์ของพรรค

ส่วนที่มีชื่อผมจะขึ้นเป็นเลขาธิการพรรคคนต่อไปก็ต้องขอขอบคุณเพื่อนพ้องน้องพี่ในพรรค แต่กลไกในพรรคยังมีคนอื่นที่เหมาะสมกว่าผมที่จะทำหน้าที่นี้ได้

เพราะผมยังมีคดีในข้อหากบฏ ซึ่งหนักมาก และมีคดีอื่นๆอีกรวม 20 คดีจากการชุมนุมของ กลุ่ม กปปส. จึงอาจไม่เหมาะสม ไม่สง่างาม และอาจจะตกเป็น จำเลยหรืออาจจะต้องติดคุก ไม่มีใครทราบได้

ฉะนั้น เมื่อสุ่มเสี่ยงต่อชื่อเสียงของพรรค ผมควรพิจารณาตัวเองให้รอบคอบ ผมจะมีตำแหน่งหรือไม่ ยังคงรับใช้พรรคเหมือนเดิมแม้การมีตำแหน่งภายในพรรคจะสามารถขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศได้ดีกว่า แต่ควรพิจารณาตัวเองด้วยความรอบคอบ

ทีมการเมือง ถามว่า ขณะนี้มีการวิพากษ์วิจารณ์ภายในพรรคว่านายถาวร เป็นตัวแทนของนายสุเทพ เทือกสุบรรณ อดีตเลขาธิการพรรคประชาธิปัตย์ที่จะกลับเข้ามามีอำนาจในพรรค ขณะที่อีกฝั่งหนึ่งมีนายอภิสิทธิ์จะต้องหาคนมาลงแข่งขันคณะผู้บริพรรคชุดใหม่ ก่อให้เกิด 2 ขั้วภายในพรรคแข่งขันกัน

นายถาวร บอกว่า เป็นคำถามที่ใหญ่มาก ขอยืนยันภายในพรรคไม่มีการแย่งชิงอำนาจกันและกัน

แม้จะมีการตั้งข้อสังเกตว่าคนในพรรคฝ่ายหนึ่งเห็นด้วยกับ คสช. แต่อีกฝ่ายหนึ่งยังเห็นว่าจะเห็นด้วยกับ คสช.ทั้งหมดไม่ได้ ต้องเดินตามแนวของพรรค

ความเห็นที่แตกต่างจะหมดไปและจบลงได้ เมื่อได้นั่งจับเข่าคุยกันภายในที่ประชุมพรรคสุดท้ายขอถามว่ารายชื่อบุคคลข้างต้นมีการพูดถึงกันภายในพรรคที่จะเข้ามาเป็นหัวหน้าพรรคคนใหม่ ภายใต้มีชื่อ นายถาวร คนเดียวที่จะเข้ามาเป็นเลขาธิการพรรค มองปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นอย่างไร นายถาวร บอกว่า เป็นการพูดที่ให้เกียรติผมมาก ขอยืนยันยังมีคนอื่นที่เหมาะสมมากกว่าผม

ส่วนบทบาทของผมยังคงเดินหน้าสานต่องานเรื่องปฏิรูปประเทศ

เพราะ กปปส.ต่อสู้ลงทุนด้วยชีวิต มีผู้เสียชีวิต 25 คน บาดเจ็บ 700 คน

ทั้งหมดทำไปเพื่อปฏิรูปประเทศทั้งระบบให้สำเร็จ.

ทีมการเมือง

 

ผลประโยชน์แฝง ยัดไส้ชิงอำนาจ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ทีมข่าวการเมือง 11 ก.ย. 2559 05:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/717935


จับตาพฤติกรรมอำนาจ “ปฏิรูป”เปลี่ยนผ่านประเทศ

เป็นการย้ำพันธสัญญาบนเวทีระดับโลกอีกรอบ

ในโอกาสที่ “บิ๊กตู่” พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี หัวหน้า คสช. ได้ยืนยันกับนายบัน คี มูน เลขาธิการสหประชาชาติ (ยูเอ็น) ในการหารือแบบทวิภาคีระหว่างการประชุมสุดยอดอาเซียนที่นครเวียงจันทน์ สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว

ประเทศไทยจะเดินหน้าสู่ประชาธิปไตยที่สมบูรณ์ และจะนำไปสู่การเลือกตั้งตามโรดแม็ปที่วางไว้ โดยหวังว่ายูเอ็นและประชาคมระหว่างประเทศจะสนับสนุนการขับเคลื่อนประเทศไทยต่อไป

การประกาศของผู้นำรัฐบาลทหารไทยเพื่อยกระดับความเชื่อมั่นในสายตานานาชาติ

ตามสถานการณ์ที่ล้อกันไปกับจังหวะการเดินหน้าตามโรดแม็ปที่อยู่ในขั้นการก่อกำเนิดรัฐธรรมนูญใหม่ ในกระบวนการที่คณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญได้พิจารณาปรับแก้ไขให้สอดคล้องกับคำถามพ่วงแล้วเสร็จ ส่งต่อให้ศาลรัฐธรรมนูญ

เพื่อพิจารณาร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญว่าสอดคล้องกับผลการออกเสียงประชามติหรือไม่ ตามรัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราวมาตรา 37/1

กั๊กเชิงทางกฎหมายอยู่หลายยก ก่อนที่จะมีการรับไว้ในสารบบ

โดยที่ศาลรัฐธรรมนูญยังได้ขอข้อมูลจากคณะรัฐมนตรี สภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) และสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ (สปท.) เพื่อประกอบการพิจารณา

ในจังหวะที่มีการลุ้น จะมีรายการพลิกโผมาตรา 272 ให้สมาชิกวุฒิสภาสรรหาหรือ “ส.ว.ลากตั้ง” มีสิทธิร่วมเสนอชื่อนายกรัฐมนตรีด้วยหรือไม่

และที่ตีคู่ไปพร้อมๆกันก็คือความคืบหน้าในการจัดทำ พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญที่แยกเป็น 2 ส่วน

ด้านหนึ่งในส่วนของคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ที่อยู่ระหว่างปรับปรุงแก้ไข พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญที่เกี่ยวกับ กกต.ทั้ง 4 ฉบับ เพื่อความสอดคล้องกับรัฐธรรมนูญใหม่ และส่งให้คณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญพิจารณา

ขณะที่อีกด้านก็เป็นในส่วนของสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ที่ดำเนินการผ่านคณะกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านการเมือง เพื่อส่งข้อเสนอกฎหมายลูก 4 ฉบับของ สปท.ให้คณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญประกอบการพิจารณายกร่างกฎหมายลูก

สปท.ก็สูตรหนึ่ง กกต.ก็สูตรหนึ่ง คนละพิมพ์เขียวกัน

ซึ่งดูเหมือนจะเป็นจุดไฮไลต์ ประเด็นของกฎหมายลูกได้ก่อกระแสรายวัน

ตามปฏิบัติการทิ้งทุ่นที่ กกต.และ สปท.สาย “ไอ้ห้อย–ไอ้โหน” ช่วยกันโยนหินถามทาง

ทั้งเจแปนโมเดล ห้ามปราศรัยใหญ่หาเสียง การกำหนดโทษหนักห้ามเล่นการเมืองตลอดชีวิตสำหรับหัวหน้าพรรคที่ปล่อยให้ลูกทีมโกงเลือกตั้ง นักการเมืองที่โกงเลือกตั้งเจอคุก 10 ปี ตัดสิทธิเลือกตั้งตลอดชีพ

หรือการย้อนยุคกลับไปให้กระทรวงมหาดไทยจัดการเลือกตั้ง โดยที่ กกต.มีหน้าที่แค่ตัดสินให้ใบเหลือง ใบแดงตามสำนวนที่เจ้าหน้าที่มหาดไทยชงให้

การทำให้พรรคการเมืองตั้งยากขึ้น ดำรงอยู่ยากขึ้น และการยุบพรรคยากขึ้น

สารพัดสูตรยาขมที่พยายามชงกัน

ทั้งหมดทั้งปวง เป้าหมายอยู่ที่การดัดหลัง ล้างกระดานนักการเมืองพันธุ์เก่า

และเท่าที่จับอาการได้ นักเลือกตั้งอาชีพก็ทำได้แค่ส่งเสียงโวยดักคอ “นักลากตั้งอาชีพ”

แต่ถึงที่สุดเลยก็หือไม่ขึ้น เพราะทำเสียของเอง นักการเมืองเป็นต้นตอก่อวิกฤติจนประเทศเข้าสู่ภาวะเกือบรัฐล่มสลาย จนประชาชนต้องมอบฉันทามติให้ทหารนำธงเปลี่ยนผ่านประเทศไปสู่การปฏิรูปใหญ่

ทำได้แค่นั่งรอกติกาใหม่อยู่ข้างสนาม เล่นตามเกมที่ทหารกำหนด

นักการเมืองหมดฤทธิ์ เจอปฏิบัติ-การตีกรอบในรัฐธรรมนูญใหม่และกฎหมายลูกอย่างเข้มงวด

ขณะเดียวกันก็ได้เห็นปรากฏ-การณ์ความคืบหน้าในคดีสำคัญๆ ที่มาแบบไม่คาดฝัน

ล่าสุดถึงคิวของคนดังอย่างนายสนธิ ลิ้มทองกุล แกนนำกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ถูกศาลฎีกาพิพากษาลงโทษจำคุกเป็นเวลา 20 ปี จากคดีปลอมเอกสารเท็จกู้เงินธนาคารกรุงไทย

ขาใหญ่ม็อบเสื้อเหลืองที่นำม็อบไล่คนโกง ต้องเข้าไปอยู่ ในคุก จากคดีทุจริต

ต่อเนื่องกับจังหวะก่อนหน้าที่ “หมอเลี้ยบ” นพ.สุรพงษ์ สืบวงศ์ลี อดีต รมว.ไอซีที รัฐบาลพรรคไทยรักไทย โดนศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองตัดสินลงโทษ

จำคุกเป็นเวลา 1 ปี โดยไม่รอลงอาญา จากคดีละเว้นการปฏิบัติหน้าที่กรณีอนุมัติแก้ไขสัญญาสัมปทานโครงการดาวเทียมเอื้อประโยชน์บริษัท ชินคอร์ป

อดีตรัฐมนตรีมือดีของ “นายใหญ่” ต้องถอดสูทเข้าไปใส่ชุดนักโทษในเรือนจำ

ชะตากรรมเดียวกันกับนักการเมืองรุ่นใหญ่ลายครามอย่างนายชูชีพ หาญสวัสดิ์ อดีต รมว.เกษตรและสหกรณ์ รัฐบาลพรรคไทยรักไทย กับนายวิทยา เทียนทอง อดีตเลขานุการ รมว.เกษตรฯ ที่โดนศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองตัดสินจำคุกในคดีทุจริตโครงการจัดซื้อปุ๋ยปลอม

ต้องเข้าไปใช้ชีวิตในเรือนจำตอนแก่

เจอวิบากกรรมแย่ไปตามๆกัน เมื่อกฎหมายไล่ล่าคนผิด คดีทุจริตติดคุกจริง ไม่เว้นอดีตรัฐมนตรีขั้ว “ทักษิณ” ไม่ผ่อนให้แกนนำขาใหญ่ขั้วพันธมิตร

มาตรฐานยุติธรรมไม่เลือกข้าง

กระตุกบรรทัดฐานภายใต้ยุคทหารคุมเกมอำนาจปูทางไปสู่การปฏิรูป

ตามปรากฏการณ์เข้มๆ ในเกมล้างกระดานนักการเมืองพันธุ์เก่า ต่อเนื่องกับความคืบหน้าในคดี

สำคัญว่าด้วยการทุจริตที่มาถึงจุดตัดสินล็อกคนผิดเข้าคุกเข้าตะราง

ยังไม่นับสถานการณ์ใช้อำนาจตามมาตรา 44 ใน

การจัดการกับข้าราชการ นักการเมืองท้องถิ่นที่อยู่ในข่ายถูกตรวจสอบคดีทุจริตคอร์รัปชัน

ฟันไม่ไว้หน้า แบบที่มีการสั่งพักงาน ม.ร.ว.สุขุมพันธุ์ บริพัตร ผู้ว่าฯ กทม.

โดยเฉพาะการจ่อเรียกค่าเสียหายทางแพ่งใน

คดีทุจริตโครงการรับจำนำข้าวจำนวนมหาศาลจากอดีตนายกฯ ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร และเครือข่ายอดีตรัฐบาลพรรคเพื่อไทย

คสช.เดินหน้ากระบวนการอำนาจพิเศษเต็มอัตรา

มันชัดเจนว่า ทหารชุดนี้ไม่ยอมให้การเสี่ยงยึดอำนาจปกครองประเทศรอบนี้ “เสียของ” ซ้ำรอยยุคอดีตคณะมนตรีความมั่นคงแห่งชาติ (คมช.) แน่

แต่อย่างไรก็ตาม ท่ามกลางการเดินหน้าเคลียร์สิ่งปฏิกูลทางการเมือง

ทีมงานอำนาจภายใต้ยุค คสช.ได้โชว์มาตรฐานการลุยล้างปมหมักหมมที่ฉุดประเทศไทยติดหล่มมานานหลายปี ปูทางไปสู่การปฏิรูปประเทศ

ตามเงื่อนไขที่รับอาสาประชาชน แลกกับการตี “เช็คเปล่า” ให้

มันก็ยังมีปมสวนความรู้สึกสังคมมากระตุกกระแสชื่นชม “นายกฯลุงตู่”

เป็นปมที่กระตุกเครื่องหมายคำถามในกระบวนการยุติธรรม

ไม่ว่าจะเป็นมุมของประเด็นร้อนๆ ที่อัยการสำนักงานคดีอาญากรุงเทพใต้ที่รับผิดชอบสำนวน มีคำสั่งไม่ฟ้องคดีของ พ.ต.ท.บรรยิน ตั้งภากรณ์ อดีต รมช.พาณิชย์ ปลอมเอกสารสิทธิการโอนหุ้นของนายชูวงษ์ แซ่ตั๊ง นักธุรกิจรับเหมาก่อสร้างรายใหญ่

อย่าว่าแต่ชาวบ้านทั่วไปจะกังขา แม้แต่ในหมู่อัยการเองก็หักกันเอง

ตามข่าวที่อัยการคดีอาญากรุงเทพใต้เจ้าของสำนวนพิจารณาสั่งไม่ฟ้อง แต่รองอธิบดีอัยการสำนักงานคดีอาญากรุงเทพใต้มีความเห็นแย้งให้ฟ้อง

โดยรูปการณ์หนีไม่พ้นถูกจับตามองปมที่ซับซ้อนกว่าเงื่อนกฎหมาย

ในจังหวะท้าทายไม่แพ้กัน ตามมุมแหลมๆที่คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ที่นำโดย พล.ต.อ.วัชรพล ประสานราชกิจ ประธาน ป.ป.ช.

ลงมติด้วยคะแนนเอกฉันท์ 9 ต่อ 0 เสียง

ฟันธงโครงการก่อสร้างอุทยานราชภักดิ์ เป็นการดำเนินการถูกต้องตามระเบียบปฏิบัติทุกประการ

ไม่พบความผิดปกติ ตามที่นายวีระ สมความคิด เลขาธิการเครือข่ายประชาชนต้านคอร์รัปชัน ยื่นร้องให้ไต่สวน พล.อ.อุดมเดช สีตบุตร รมช.กลาโหม เมื่อครั้งดำรงตำแหน่ง ผบ.ทบ. และ พล.อ.ศิริชัย ดิษฐกุล รมว.แรงงาน เมื่อครั้งดำรงตำแหน่งปลัดกระทรวงกลาโหม ปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยทุจริต

เคลียร์ให้ พล.อ.อุดมเดชพ้นภาพมัวหมอง โครงการราชภักดิ์โปร่งใส

แต่ในทางตรงข้าม มันยิ่งกระตุกภาพขมุกขมัวของ ป.ป.ช.เอง

เพราะต้องไม่ลืมว่าก่อนหน้านี้ ป.ป.ช.ในชุดของ พล.ต.อ.วัชรพลก็มีปมคาราคาซังกับการถอนฟ้องคดีสลายการชุมนุมม็อบพันธมิตรฯ เมื่อปี 2551 ต่อศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง

ตามท้องเรื่องที่ถูกโยงว่าเป็นการพยายามช่วยเหลือ พล.ต.อ.พัชรวาท วงษ์สุวรรณ อดีต ผบ.ตร. ในฐานะน้องชาย ของ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกฯ และ รมว.กลาโหม

พล.ต.อ.พัชรวาท คือน้องในสายเลือด ส่วน พล.อ.อุดมเดชเป็นน้องรัก

มันจึงเป็น 2 คิวติดๆ กันที่ ป.ป.ช.ในยุค พล.ต.อ.วัชรพลนั่งแท่นเป็นประธาน ได้ดำเนินการในลักษณะเป็นคุณ

กับเครือข่าย “พี่ใหญ่” ที่เคยตั้ง พล.ต.อ.วัชรพลเป็นรองเลขาธิการนายกรัฐมนตรี

เป็นอะไรที่ยากจะปฏิเสธสายสัมพันธ์ที่โยงเป็นเงื่อนไขกัน

และนั่นก็เป็นการเพิ่มโจทย์ความยากให้ พล.อ.ประยุทธ์ในการเคลียร์เครื่องหมายคำถาม

ตามสถานการณ์ย้อนแย้ง ขณะที่ทีมงาน คสช.กำลังปั่นแต้ม ล้างบางนักการเมืองพันธุ์เก่า ยกระดับมาตรฐานการปฏิบัติอย่างเท่าเทียมทางกฎหมาย ไม่เลือกขั้วทักษิณ ขั้วพันธมิตร

แต่มาติดปมผลประโยชน์เครือข่ายคนใกล้ชิดที่แฝงอยู่ในการใช้อำนาจพิเศษห้วงเปลี่ยนผ่าน

โดยรูปการณ์สะท้อนภาพวังวนเดิมๆ คำปรามาสที่

ดักทางกันไว้ ไม่ว่ากติกาจะออกแบบมาสวยหรูอย่างไร รัฐธรรมนูญใช้มาไม่รู้กี่ฉบับ ตราบใดถ้าคนยังไม่เปลี่ยนพฤติกรรมก็เหมือนเดิม

หรือเอาเข้าจริง ข้ออ้างปฏิรูปก็แค่สมบัติผลัดกันชม

จังหวะทหารสลับฉากมาแทนนักการเมือง.

“ทีมการเมือง”

 

โจทย์ยากขั้วนายใหญ่

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ทีมข่าวการเมือง 10 ก.ย. 2559 05:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/717728


ไม่ต้องมีเสียงเชียร์ของแฟนคลับ “อดีตนายกฯปู” ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ก็ต้อง “สู้ๆ” อยู่แล้ว

กับคิวขึ้นศาลล่าสุดของอดีตผู้นำหญิง ในคดีที่ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง พิจารณาคดีโครงการรับจำนำข้าว ในการสืบพยานฝ่ายจำเลยเป็นนัดที่ 3 ท่ามกลางกองเชียร์อุ่นหนาฝาคั่งเหมือนเคย

รอบนี้ “อดีตนายกฯปู” เสียงเข้มกว่าเดิม

ก็ไม่รู้เป็นเพราะในห้วงที่เครือข่ายพรรคเพื่อไทย กลุ่ม นปช. มวลชนแนวร่วมกำลังทยอยเจอวิบากกรรมหรือไม่ “อดีตนายกฯ” ที่เจอบิ๊กโปรแกรมคดีจำนำข้าวถึงเริ่มเสียงแข็งในห้วงไคลแมกซ์

นอกจากคดีอาญา ยังต้องเจอปมเรียกค่าเสียหายโครงการรับจำนำข้าว

โดยล่าสุดนายจิรชัย มูลทองโร่ย รองปลัดประจำสำนักนายกฯ ในฐานะประธานคณะ กรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริงความผิดทางละเมิดฯ สรุปตัวเลขความเสียหายจากการบริหารจัดการโครงการ

ในส่วนของอดีตนายกฯปู อยู่ที่ 286,639 ล้านบาท และส่วนของนายบุญทรง เตริยาภิรมย์ อดีต รมว.พาณิชย์และพวก อยู่ที่ 18,743 ล้านบาท และยังมีการเสนอให้ใช้มาตรา 44 สั่งยึดทรัพย์

“ไม่แน่ใจว่าการใช้มาตรา 44 จะเป็นการล่วงอำนาจศาลหรือไม่ ส่วนตัวไม่เห็นด้วยแต่ต้นแล้ว”

ไฟต์บังคับ “อดีตนายกฯปู” ต้องรีบเบรกเกมหนัก กระตุกปมเรียกค่าเสียหาย

ควรต้องรอหลังจากทราบผลคดีอาญา

เร่งแก้เกมช็อตเฉพาะหน้า ก่อนบิ๊กโปรแกรม “คดีอาญา” ที่งวดเข้ามาเต็มที

ในสัญญาณลบมาแรง หลังปรากฏการณ์จำคุก นายสนธิ ลิ้มทองกุล อดีตแกนนำกลุ่มพันธมิตรฯ ในคดีใช้เอกสารเท็จกู้เงินธนาคารกรุงไทย

ผู้ทรงอิทธิพลม็อบสีเสื้อฝ่ายตรงข้ามเข้าเรือนจำ ลดโทนวาทกรรม “สองมาตรฐาน”

อีกทางก็เข้าเงื่อนไขสุ่มเสี่ยงต่อคนเครือข่ายนายใหญ่

แหยงต้องจบที่ “มาตรฐานเดียวกัน”

แล้วก็บังเอิญ จังหวะเรื่องร้ายมาเยือน “ลูกข่ายนายใหญ่” เจอ “วิบากกรรมรวมหมู่”

อีกทางก็สะเทือนไปถึงพิมพ์เขียวเพื่อไทย ในคิวยกเครื่อง “จัดทัพสู้”

ทั้งคิว “หาหัว” แม่ทัพถือธงนำพรรคเพื่อไทยลงสนามเลือกตั้ง ถึงเวลานี้เริ่มมีกระแสข่าว ระบุลงตัวที่ชื่อ “เจ๊หน่อย” คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ เจ้าแม่ กทม.กับโปรไฟล์ “ดีลเมกเกอร์” หลากคอนเน็กชั่น

อาจถูกดึงมาเป็นมือทำเกมหลักในแมตช์ใหญ่ห้วงเครือข่ายเพื่อไทยต้องถอยร่น

“นายใหญ่” ดึงจังหวะ เล็งโหมด “เจรจาต่อรอง”

แต่อีกทางหนึ่งก็มีกระแสข่าว ชื่อแม่ทัพยังไม่สรุป ทั้งเพราะหลังประชามติร่างรัฐธรรมนูญ “เกมเปลี่ยน” ป้อมค่าย “นายใหญ่” อาจต้องประเมินสถานการณ์

มองช่องทางหา “ข้อต่อข้อเชื่อม” กันใหม่

รวมทั้งกระแสข่าวก่อนหน้า “บอร์ดพี่น้องชินวัตร” สายเจ๊ๆ ทั้ง “อดีตนายกฯปู” ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร และ “เจ๊แดง” เยาวภา วงศ์สวัสดิ์ ยังโดดขวาง

ถึงแม้สายนี้จะออกแรงลับใน “ทีมพิเศษ” จากแมตช์ประชามติ หวังโชว์ผลงานให้พี่ชายประจักษ์

สุดท้ายพลาดเป้า หลายพื้นที่แม้แต่เมืองเหนือยังโดนตีแตก

แม้จะอ่อนพลังไปเยอะ แต่ “เจ๊ๆตระกูลชินฯ” ยังทรงอิทธิพลในค่าย ชนิดมีข่าว “เจ้าแม่ กทม.” พกตั๋ว “จันทร์ส่องหล้า” การันตีโดยทายาทตระกูลชินฯ รวมทั้งเริ่มมีแนวร่วมในค่าย

แต่ยังต้องฝ่าด่านฝ่าแรงต้านกันเหนื่อย

เอาเป็นว่า กระแสข่าวแม่ทัพเพื่อไทย กับชื่อ “เจ๊หน่อย” ยังแค่ลอยลมมาหลายทิศทาง ยังไม่คอนเฟิร์มทางใดชัด ถึงเวลานี้อาจติดชื่อ พล.ต.ท.วิโรจน์ เปาอินทร์ ทำหน้าที่รักษาการหัวหน้าพรรคไปก่อน

แต่ที่แน่ๆ ที่ชัดแล้ว ถึงจุดถึงเวลาที่คนในพรรคเห็นพ้องต้องกันในการ “แต่งตัวใหม่”

ทำพรรคการเมืองให้เป็นสถาบัน ประชาชนมีส่วนร่วม

เพียงแต่ว่า สูตรหรูดูดีจะออกมาในทางปฏิบัติอย่างไร โดยเฉพาะการจัดวางบทบาท “นายใหญ่” ที่ปฏิเสธไม่ได้ว่าเป็นสปอนเซอร์หลักอย่างเป็นทางการ

โจทย์ใหญ่โจทย์ยาก ที่บรรดา “คีย์แมน” พรรค ยังคิดไม่ตก.

ทีมข่าวการเมือง

 

จัด ‘เกมรับ’ กันหัวหมุน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 9 ก.ย. 2559 05:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/716848


สัญญาณแรงตั้งรับกันไม่ถูก

ไม่ใช่แค่ทิศทางกฎกติกาใหม่ จากที่ขั้วการเมืองใหญ่รุมต้านพิมพ์เขียวจาก สปท.สาย “ห้อย-โหน” ทั้ง ส.ว.ลากตั้งโหวตเลือกนายกฯ จนมาถึงเงื่อนไขย้อนยุคในกฎหมายลูก 4 ฉบับ

มีทั้งไต๋ร้อนจาก สปท. ชงประเด็นในกฎหมายเลือกตั้ง ดึงกระทรวงมหาดไทย-คสช.มาจัดการ และคุมเลือกตั้ง โทษหนักทั้งผู้สมัคร หัวหน้าพรรคปล่อยโกง โอกาสโดนจองจำการเมืองตลอดชีวิต

ถึงจะไม่มีคิว “ล้างบางเรียบวุธ” แค่เซ็ตซีโร่เบาะๆ ล้างบัญชีสมาชิกพรรค

แต่เท่านี้ก็ทำนักการเมือง พรรคการเมืองที่จะเป็น “ผู้เล่น” หัวหมุนแล้ว

ยังไม่รวมข้อเสนอจากอีกหนึ่งผู้เกี่ยวข้องอย่าง กกต. ชงข้อเสนอร่าง พ.ร.บ.พรรคการเมืองมาเป็นอันดับแรก สรุปใจความในโจทย์

“ตั้งยาก-อยู่ยาก-ยุบยาก” และคุมนโยบายพรรคการเมือง

แค่ 2 หน่วยงานก็เริ่มฝุ่นตลบ ชนิดคงต้องรอซักพักให้ทีม “ซือแป๋มีชัย ฤชุพันธุ์” ประธาน กรธ.จะรวบข้อเสนอและเคาะกันเมื่อไหร่ จึงจะพอเห็นไต๋ หาทางแก้เกมล่วงหน้ากันถูก

แต่ที่น่าจะอ่านทางได้ จากสถานการณ์ช่วงเปลี่ยนผ่าน และโจทย์หลักของ “อำนาจพิเศษ” ในการจัดระเบียบบ้านเมือง-นักการเมือง จึงมีโอกาสปักธงที่ล็อกแรง คุมเข้ม เอื้อต่อการคอนโทรลอำนาจ

ตามโมเดลประชาธิปไตยครึ่งใบ สูตร “ย้อนยุค”

และเชื่อว่าทุกป้อมค่ายการเมืองก็พอจะมองเห็นเค้าลางตรงกัน นั่นก็อยู่ที่ค่ายใดพรรคไหนจะปรับตัวให้เข้าสูตรตรงสเปก “อำนาจพิเศษ” ไม่ให้หลุดวงโคจร ตกขบวนรถไฟสายอำนาจพิเศษที่ห้อตะบึงแรงจัด

โดยเฉพาะที่น่าจะต้องคิดวางหมากแก้เกมกันหนัก ไม่พ้นพรรคเพื่อไทยที่อยู่ในภาวะระส่ำหนักหลังจากคิวประชามติ แต้มต่อไหลไปอยู่ในมือ “บิ๊กตู่” พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯ และหัวหน้า คสช.

ในสถานการณ์หัวหมุนจากกฎกติกาใหม่ ที่ทำได้แค่ออกมาต้านเกมบุก

อีกทางก็ต้องตั้งรับ หลังสัญญาณอันตรายมาถี่ นอกจากอัยการส่งเรื่องขอถอนประกันแกนนำคนเสื้อแดง ยังมีคิวลุ้นคุกของคนในเครือข่าย “นายใหญ่” ทักษิณ ชินวัตร มาเป็นระยะๆ

มีตัวอย่างจากระดับบิ๊กเนมอดีตรัฐมนตรีไปแล้วหลายราย

ทำเอาขุนพลเล็กใหญ่ที่ติดชนักต้องระทึกขวัญ ไม่ว่าจะเป็นอดีตรัฐมนตรีที่อยู่ในกระบวนการ “ถอดถอน” อดีต ส.ส.ลอตใหญ่ ที่กำลังโดน ป.ป.ช.ไล่ตรวจสอบปมเข้าชื่อเสนอกฎหมายนิรโทษล้างผิดสุดซอย ฯลฯ

และล่าสุด น.ส.สุภา ปิยะจิตติ ป.ป.ช. ระบุว่า ป.ป.ช.มีมติชี้มูลความผิดทางอาญา และถอดถอนนายนริศร ทองธิราช อดีต ส.ส. สกลนคร กรณีเสียบบัตรแทนกันในที่ประชุม และนายอุดมเดช รัตน-เสถียร อดีต ส.ส.นนทบุรี ในความผิดฐานสับเปลี่ยนร่างรัฐธรรมนูญ

รวมทั้งนายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ อดีตประธานรัฐสภา ที่ไม่ตรวจสอบร่างรัฐธรรมนูญ และไม่ชัดเจนในเรื่องระยะเวลาการแปรญัตติ และศาลรัฐธรรมนูญเคยวินิจฉัยแล้วว่า กระทำไปโดยมิชอบ

ป.ป.ช.จึงชี้มูลความผิดทางอาญา ส่วนความผิดด้านถอดถอน เคยส่งเรื่องให้ สนช.

สรุป ป.ป.ช.ลงดาบเชือดอีก 3 ราย

แต่ที่ระทึกแบบบิ๊กโปรแกรมกันเลย กรณี “อดีตนายกฯปู” ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ต้องสู้คดีทั้งทางแพ่งในปมความเสียหายโครงการรับจำนำข้าว ขณะที่กระบวนการคดีอาญาก็งวดเข้ามา

ยิ่งมีกรณี “สนธิ ลิ้มทองกุล” อดีตแกนนำกลุ่มพันธมิตร ถูกคำพิพากษาจำคุก 20 ปี ในคดีใช้เอกสารกู้เงินเป็นเท็จ เป็นปรากฏการณ์ “คุก” โดยไม่เลือกปฏิบัติ ปัจจัย “มาตรฐานเดียวกัน” ที่โชว์

ยิ่งเพิ่มดีกรีลุ้นระทึก

ยังไม่รวมชนักคดีที่เกี่ยวโยงคนตระกูลชินฯ ทั้งกรณีดีเอสไอเรียกสอบนายพานทองแท้ ชินวัตร ในปมฟอกเงินธนาคารกรุงไทย

ทำเอาเครือข่ายนายใหญ่ที่กำลังเร่งโหมด “ปฏิรูปพรรค” ควานหาตัว “แม่ทัพ” คนใหม่ สะดุ้งเป็นระยะ

ในสถานการณ์ที่เกมเปลี่ยน ดุลเปลี่ยน ช่องดีลแคบลง

เครือข่าย “นายใหญ่” ตั้งหลักรับเกมรุกไล่แทบไม่ทัน.

ทีมข่าวการเมือง

 

จุดอ่อนไหวต้องให้นิ่ง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ทีมข่าวการเมือง 8 ก.ย. 2559 05:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/715658


ย้ำพันธะสัญญาต่อประชาคมโลกกันอีกรอบ

ล่าสุด “บิ๊กตู่” พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี หัวหน้า คสช. ได้ยืนยันกับนายบัน คี มูน เลขาธิการสหประชาชาติ (ยูเอ็น) ในการหารือแบบทวิภาคีระหว่างการประชุมสุดยอดอาเซียนที่นครเวียงจันทน์ สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว

ประเทศไทยจะเดินหน้าสู่ประชาธิปไตยที่สมบูรณ์ และจะนำไปสู่การเลือกตั้งตามโรดแม็ปที่วางไว้ โดยหวังว่าสหประชาชาติและประชาคมระหว่างประเทศ จะสนับสนุนการขับเคลื่อนประเทศไทยต่อไป

ผู้นำทหารของไทยพูดให้ต่างชาติมั่นใจในโปรแกรมเลือกตั้งที่บอกไว้

ในจังหวะที่คณะกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปด้านการเมือง สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ (สปท.) ก็ได้เสนอให้การเลือกตั้ง ส.ส.ในปี 2560 เป็นวาระแห่งชาติ

กระตุ้นบรรยากาศเข้าสู่โหมดเตรียมเลือกตั้งใหญ่ภายในปีหน้า

เรื่องของเรื่อง มันก็เป็นไปตามที่เซียนการเมือง นักวิเคราะห์อำนาจคาดการณ์ว่าการเลือกตั้งจะเกิดขึ้นเร็วหรืออย่างช้าก็ตามกำหนดในโรดแม็ป หลังจากผลประชามติที่เข้าทาง คสช.

ประชาชนตี “เช็คเปล่า” ให้เป็นต้นทุนหน้าตัก

ทหารกำลังขึ้นหม้อ ไม่มีเหตุให้ยื้อเวลาออกไป จังหวะเข้าเหลี่ยมที่จะสลับฉากให้ พล.อ.ประยุทธ์ เปลี่ยนจากผู้นำที่มาจากรัฐประหาร

เป็นนายกรัฐมนตรีของรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งอย่างสง่างาม

ตามรูปการณ์ที่ “นักเลือกตั้งอาชีพ” เริ่มขยับตามสัญญาณ อย่างที่มีข่าววงในทุกป้อมค่ายมีความเคลื่อนไหวเบื้องหลังในการจัดทัพ

เปลี่ยนหัว ปรับหาง ล้างกระดาน

แต่งตัวให้เข้าเทรนด์รัฐบาลเปลี่ยนผ่าน เพื่อให้ทันเกาะขบวนรถไฟอำนาจพิเศษที่มี “บิ๊กตู่” เป็น “ผู้ถูกเลือก” ให้นำขบวน

เอาเป็นว่าการเมืองอยู่ในโซนนิ่ง เข้าสู่โหมดเตรียมลงสนามเลือกตั้ง

อย่างไรก็ตาม ภายใต้เงื่อนสถานการณ์ที่ยังต้องเผื่อรองรับปัจจัยแทรกซ้อน ปมร้อนๆนอกเหนือการเมือง เหตุพลิกผันที่เกิดขึ้นได้ทุกขณะ

ในอารมณ์สังคมแบบไทยๆที่ยังอยู่ในห้วงอ่อนไหว

ตามปรากฏการณ์แบบที่ “ข่าวลือ” ทำให้ตลาดหุ้นติดลบวันเดียว 40 กว่าจุดเมื่อช่วงต้นสัปดาห์

ขณะเดียวกันมันก็เป็นอะไรที่มองได้ในมิติที่คาบโยงกันกับบรรยากาศอ่อนไหว

กับการที่ศาลฎีกาพิพากษาลงโทษจำคุกนายสนธิ ลิ้ม-ทองกุล แกนนำกลุ่มพันธมิตรฯ เป็นเวลา 20 ปี จากคดีทุจริตปลอมเอกสารเท็จกู้เงินธนาคารกรุงไทย

เสมือนการถอดปลั๊กไฟ สลายหัวขั้วม็อบเสื้อเหลือง

ในจังหวะสะดุ้งต่อเนื่องกัน “ตุ๊ดตู่” นายจตุพร พรหมพันธุ์ แกนนำขาใหญ่กลุ่มเสื้อแดง นปช.รีบดักคออัยการสูงสุด

อย่า 2 มาตรฐาน กรณีจ่อยื่นถอนประกันตัวแกนนำ นปช.ในคดีก่อการร้าย เพราะเหตุมีพฤติกรรมปลุกปั่นสร้างความวุ่นวาย

ยุยงให้เกิดความแตกแยกในราชอาณาจักร

หัวขั้วม็อบเสื้อแดงก็น่าจะอยู่ในข่ายโดนล็อกเหมือนกัน

ยิ่งว่ากันตามอารมณ์ที่ “บิ๊กหมู” พล.อ.ธีรชัย นาควานิช ผู้บัญชาการทหารบก พูดทิ้งทวนในการประชุมหน่วยขึ้นตรงกองทัพบก ก่อนอำลาตำแหน่งเกษียณฯ

ปรามกลุ่มก๊วนให้หยุดเคลื่อนไหว

“มันมีอยู่ไม่กี่ตัวหรอกที่ออกมาเคลื่อนไหว ที่ออกมามีผลประโยชน์กันทั้งนั้น โดยที่ไม่ได้คำนึงถึงผลประโยชน์ของประเทศชาติเลย”

ทหารเสียงเข้มกับขาป่วน หัวขั้วม็อบโดนล็อกเป้า

ในเงื่อนสถานการณ์ห้วงเปลี่ยนผ่านกำลังเข้าสู่จุดสำคัญ

กองทัพต้องคุมแรงกระเพื่อมให้นิ่งสุดเท่าที่จะนิ่งได้.

ทีมข่าวการเมือง