ขสมก.ตั้งการ์ดเบสท์ริน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 8 มี.ค. 2560 05:30

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/877722


นายพิชิต อัคราทิตย์ รมช.คมนาคม เปิดเผยถึงปัญหาส่งมอบรถเมล์เอ็นจีวีจากบริษัท เบสท์ริน ให้กับองค์การขนส่งมวลชนกรุงเทพ หรือ ขสมก.ว่า จะไม่ไปแทรกแซงการทำงานของคณะกรรมการ ขสมก. ซึ่งจะมีการประชุมในวันที่ 22 มี.ค.นี้ ว่าจะดำเนินการกับการรับมอบรถเมล์เอ็นจีวีจากเบสท์รินอย่างไร โดยเรื่องดังกล่าวเป็นอำนาจของบอร์ดสามารถทำได้เลย และถ้ามีข้อพิพาทเกิดขึ้นตามสัญญาหรือตกลงกันไม่ได้ ก็ต้องไปฟ้องร้องกันที่ศาล เพื่อหาข้อยุติ อย่างไรก็ตาม แม้ว่ารถเมล์เอ็นจีวีจะมีปัญหา แต่การจัดซื้อรถเมล์ไฟฟ้าก็สามารถเดินหน้าต่อไปได้ไม่มีปัญหา

นายสุระชัย เอี่ยมวชิรสกุล ผู้อำนวยการองค์การขนส่งมวลชนกรุงเทพ (ขสมก.) กล่าวว่า ที่ประชุมบอร์ดจะมีการหารือว่า ขสมก.จะมีทางออกอื่นในการหาข้อยุติเรื่องของรถเมล์เอ็นจีวีที่ยืดเยื้ออยู่ในขณะนี้อย่างไร โดยหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจะนำเสนอทางเลือกให้บอร์ดพิจารณา ในระหว่างที่ ขสมก.ยังไม่ได้รับเอกสารหลักฐานที่ชัดเจนจากกรมศุลกากรว่ารถเมล์ที่เบสท์รินนำเข้ามานั้นมาจากจีนไม่ใช่มาเลเซีย ตามที่เบสท์รินระบุเพื่อขอรับสิทธิพิเศษภาษีภายใต้ข้อตกลงเขตการค้าเสรีอาเซียน

“เรามีหลายทางเลือก แต่ยังบอกไม่ได้ต้องรอหารือบอร์ด ขสมก.ก่อน ส่วนทางเลือกในการขอยกเลิกสัญญากับเบสท์รินนั้น เป็น 1 ในทางเลือกมาตั้งแต่แรกแล้ว แต่จะต้องดูว่าจะทำอย่างไรให้ไม่ถูกฟ้องร้อง”.

 

กกร.คงกรอบเศรษฐกิจโต 3.5% ปัจจัยเสี่ยงทั้งใน-นอกประเทศ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 8 มี.ค. 2560 05:15

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/877720


นายเจน นำชัยศิริ ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) เปิดเผยหลังการประชุมคณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน (กกร.) ว่า ที่ประชุม กกร.มีความเห็นว่า ให้คงกรอบประมาณการตัวเลขการเติบโตของผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (จีดีพี) ปีนี้ตามเดิมที่ 3.5-4% และการส่งออกเติบโต 1-3% และอัตราเงินเฟ้อที่ 1-2% เพราะขณะนี้ยังมีปัจจัยลบหลายด้านที่ต้องเฝ้าระวัง โดยเฉพาะปัญหาหนี้ครัวเรือนและอัตราเงินเฟ้อที่สูงขึ้น และปัจจัยนอกคือเศรษฐกิจโลกยังมีแนวโน้มฟื้นตัว ท่ามกลางปัจจัยลบที่ต้องเฝ้าระวัง “เศรษฐกิจไทยปีนี้ แรงขับเคลื่อนยังมาจากการฟื้นตัวของการส่งออก การใช้จ่ายภาครัฐ และการขยายตัวต่อเนื่องของการท่องเที่ยว แม้อัตราเงินเฟ้อและภาระหนี้ครัวเรือนจะอยู่ในระดับสูง แต่มีแนวโน้มลดลง จึงคาดว่าจะทำให้กำลังซื้อในประเทศเริ่มกลับมาในช่วงครึ่งปีหลัง และอาจมีการปรับประมาณการใหม่อีกครั้งได้”

ปัจจัยภายนอกประเทศที่จะส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจไทย ซึ่งเอกชนเฝ้าระวังใกล้ชิดคือความผันผวนของค่าเงิน การเปลี่ยนแปลงทางการเมืองของกลุ่มสหภาพยุโรป (อียู) ที่มีผลกว้างและลึก ซึ่งอาจมีผลต่อค่าเงินสกุลยูโร เช่นเดียวกับนโยบายเศรษฐกิจของสหรัฐฯโดยเฉพาะมาตรการทางการค้ากับจีนและเม็กซิโก หากสหรัฐฯขึ้นภาษี 45% กับจีนจริง เชื่อว่าจีนตอบโต้กลับแน่นอน นอกจากนี้ยังต้องติดตามการประชุมธนาคารกลางสหรัฐฯ หรือเฟด วันที่ 14-15 มี.ค.นี้ มีความเป็นไปได้ว่าเฟดจะขึ้นดอกเบี้ย 0.25-0.5% หากขึ้นดอกเบี้ย 0.5% จะทำให้เงินทุนไหลกลับสหรัฐฯ ส่งผลให้ค่าเงินดอลลาร์สหรัฐฯแข็งค่าขึ้น และเงินบาทอ่อนค่าลง จึงต้องมาดูว่าจะส่งผลดีหรือเสียต่อเศรษฐกิจไทยมากกว่ากัน เพราะการที่เฟดขึ้นดอกเบี้ย 0.5% แสดงให้เห็นถึงสัญญาณที่ดีว่าเศรษฐกิจสหรัฐฯฟื้นตัวแข็งแรง ดีต่อการส่งออกไทย ขณะเดียวกันจะทำให้เงินทุนจากสหรัฐฯไหลกลับ ส่งผลต่อเงินทุนสำรองของประเทศที่อาจลดลง.

 

กสิกรไทยเร่งปั๊มเดบิตล้านใบ รั้งยอดใช้จ่ายผ่านบัตรสูงสุด!

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 8 มี.ค. 2560 05:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/877681


นางนพวรรณ เจิมหรรษา รองกรรมการผู้จัดการ ธนาคารกสิกรไทย เปิดเผยว่า จากการผลักดันการใช้บัตรเดบิตและการเพิ่มจุดรับชำระด้วยบัตรเพิ่มมากขึ้น เพื่อตอบรับแนวนโยบายของภาครัฐ ภายใต้โครงการชำระเงินแบบอิเล็กทรอนิกส์ หรือเนชั่นแนล อี-เพย์เมนต์ ส่งผลให้ปี 59 ที่ผ่านมาจำนวนบัตรเดบิตในไทยเติบโตขึ้น 6% มีจำนวนบัตรประมาณ 50 ล้านบัตร มีการใช้จ่ายผ่านบัตรเดบิตเพิ่มมากขึ้นจากปี 58 ราว 20% ขณะที่บัตรเดบิตกสิกรไทย มีฐานบัตรเดบิต 11 ล้านบัตร มียอดใช้จ่ายผ่านบัตรรวมเป็นอันดับ 1 มูลค่า 53,300 ล้านบาท สำหรับปี 60 นี้ ธนาคารกสิกรไทยตั้งเป้าหมายออกบัตรเดบิตใหม่ได้ 1 ล้านบัตร มีฐานบัตรเดบิตเป็น 12 ล้านบัตร มียอดใช้จ่ายผ่านบัตรรวมมูลค่า 71,000 ล้านบาท โต 33% ครองอันดับ 1 ด้านยอดการใช้จ่ายผ่านบัตรเดบิตต่อเนื่อง

สำหรับกลยุทธ์ธุรกิจบัตรเดบิตกสิกรไทยปีนี้ ยังคงแนวคิดการเป็น “ไลฟ์สไตล์ เดบิต การ์ด” ใช้บัตรเดบิตเพียงบัตรเดียวได้ในทุกที่และทุกเรื่อง ทั้งธุรกรรมการเงิน การใช้จ่ายในชีวิตประจำวัน ล่าสุด ธนาคารได้เพิ่มความสะดวกในการออกบัตรเดบิตกสิกรไทย โดยลูกค้าสามารถสมัครบัตรเดบิตกสิกรไทยผ่านแอพพลิเคชั่น K-Mobile Banking PLUS โดยไม่ต้องไปสมัครที่สาขา ช่วยอำนวยความสะดวกให้แก่ลูกค้า ที่ประสงค์จะสมัครบัตรใหม่ ต่ออายุบัตร หรือบัตรสูญหาย สามารถทำได้ทันที โดยธนาคารจะจัดส่งบัตรเดบิตทางไปรษณีย์ถึงลูกค้าภายใน 7 วันทำการ.

 

ส่อวืด!! รีดภาษี ‘แม้ว’ ขายหุ้นชินฯ-กก.วินิจฉัยภาษีฯ ไม่ฟันธงชี้ชัด

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 7 มี.ค. 2560 21:22

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/877495


กก.วินิจฉัยภาษีฯ ชี้ชัดไม่สามารถขยายเวลาออกหมายเรียกผู้ยื่นแบบชำระภาษีที่ยังค้างชำระไม่ครบถ้วนหรือไม่ถูกต้อง ออกจากกำหนดเดิม 5 ปีได้ ย้ำไม่ได้เจาะจงเฉพาะภาษีหุ้นชินคอร์ปฯ แต่เป็นแนวปฏิบัติกับผู้เสียภาษีทุกราย…

เมื่อวันที่ 7 มี.ค. นายประภาศ คงเอียด รองปลัดกระทรวงการคลัง เปิดเผยว่า ในการประชุมคณะกรรมการวินิจฉัยภาษีอากร ทางกรมสรรพากรได้หารือว่าจะสามารถใช้อำนาจตามมาตรา 3 อัฎฐ วรรคสอง ของประมวลรัษฎากร ที่ระบุว่ากำหนดเวลาต่างๆ ที่กำหนดไว้ในประมวลรัษฎากร เมื่อมีเหตุสมควรหรือจำเป็น และรัฐมนตรีเห็นเป็นการสมควรจะขยายหรือเลื่อนกำหนดเวลานั้นออกไปอีกตามความจำเป็นแก่กรณีได้ เพื่อขยายเวลาในการออกหมายเรียกให้บุคคลเพื่อประเมินการเสียภาษีได้หรือไม่ตามมาตรา 19 ในประมวลรัษฎากรที่ระบุว่ากรณีที่ผู้ยื่นแบบเสียภาษี แต่เสียภาษีไม่ครบ ไม่ถูกต้องตามความจริง หรือไม่บริบูรณ์ ให้เจ้าพนักงานประเมินมีอำนาจออกหมายเรียกผู้ยื่นรายการนั้นมาไต่สวนภายในเวลา 5 ปี และกรมสรรพากรมีอำนาจประเมินภาษีในระยะเวลา 10 ปี และหากกรมสรรพากรไม่ออกหมายเรียกภายใน 5 ปี ก็จะไม่มีอำนาจการประเมินภาษี

ทั้งนี้ ที่ประชุมเห็นตรงกันว่าไม่อาจขยายเวลาได้ และเพื่อให้เป็นบรรทัดฐานเดียวกัน จึงได้มอบหมายให้กรมสรรพากรกลับไปร่างคำวินิจฉัยของที่ประชุม เพื่อประกาศลงในราชกิจจานุเบกษาให้มีผลบังคับใช้กับทุกคน โดยการหารือครั้งนี้ เพื่อใช้เป็นแนวทางในการปฏิบัติกับผู้เสียภาษีทุกราย ไม่ได้เจาะจงลงไปกับการเก็บภาษีหุ้นชินคอร์ป ของอดีตนายกรัฐมนตรีเท่านั้น แต่การเก็บภาษีหุ้นชินคอร์ปเป็นหน้าที่ของกรมสรรพากรที่จะดำเนินการว่าจะประเมินภาษีหรือไม่ และการประชุมในครั้งนี้ไม่ได้มีการพิจารณาถึงกรณีหุ้นชินคอร์ปแต่อย่างใด ดังนั้นรายละเอียดในเรื่องดังกล่าวจึงไม่ได้อยู่ในขอบเขตของคณะกรรมการวินิจฉัยภาษีอากร

สำหรับกรณีเจ้าหน้าที่กรมสรรพากรไม่ออกหมายเรียกภายใน 5 ปี และทำให้ประเมินภาษีไม่ได้จะมีความผิดละเว้นปฏิบัติหน้าที่หรือไม่นั้น ต้องไปพิจารณาว่าหากเจ้าหน้าที่รู้อยู่แล้วว่าต้องออกหมายเรียก แต่ไม่ดำเนินการก็ถือว่ามีความผิดฐานละเว้นปฏิบัติหน้าที่ ซึ่งในส่วนนี้ต้องไปดูในรายละเอียดเชิงลึกประกอบด้วย.

 

ก.แรงงาน ติวเข้ม ขรก.เป็นที่ปรึกษาพัฒนาคน SMEs เพิ่มคุณภาพแรงงาน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 7 มี.ค. 2560 21:03

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/877400


กระทรวงแรงงาน ติวเข้มบุคลากร เตรียมเป็นที่ปรึกษาโครงการเพิ่มผลิตภาพแรงงาน หวังสร้างธุรกิจไทยเข้มแข็ง และแรงงานมีรายได้สูงขึ้น…

นายธีรพล ขุนเมือง อธิบดีกรมพัฒนาฝีมือแรงงาน (กพร.) กระทรวงแรงงาน เปิดเผยหลังเป็นประธานในการเปิดการฝึกอบรมหลักสูตรพื้นฐานการให้บริการปรึกษาแนะนำการเพิ่มผลิตภาพแรงงาน ณ โรงแรมเอ็ม ทู เดอ บางกอก ว่า การฝึกอบรมดังกล่าวเป็นการดำเนินงานภายใต้โครงการเพิ่มผลิตภาพแรงงาน ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2560 เพื่อให้ความรู้แก่เจ้าหน้าที่ของกรมพัฒนาฝีมือแรงงาน เตรียมความพร้อมในการให้คำปรึกษาแก่สถานประกอบกิจการ

เนื่องจากรัฐบาลให้ความสำคัญในการพัฒนาประเทศให้มีความยั่งยืน โดยกำหนดให้มียุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี เป็นแนวทางที่จะให้แต่ละหน่วยงานช่วยกันขับเคลื่อนไปสู่ความมั่นคง มั่งคั่ง ยั่งยืน เพื่อสอดรับกับสถานการณ์ด้านแรงงาน เทคโนโลยีที่มีการเปลี่ยนแปลง และภายใต้การนำของ พลเอกศิริชัย ดิษฐกุล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน กำหนด 8 วาระปฏิรูปด้านการเพิ่มผลิตภาพแรงงานสู่ไทยแลนด์ 4.0 ดังนั้น การดำเนินงานการเพิ่มผลิตภาพแรงงานไทย STEM Workforce จึงเป็นเรื่องที่สำคัญและต้องดำเนินการอย่างต่อเนื่อง

การฝึกอบรมในครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนาและยกระดับทักษะความรู้ ความสามารถของบุคลากรกรมฯ ให้มีทักษะในการปฏิบัติหน้าที่เป็นที่ปรึกษาแก่สถานประกอบกิจการ ให้คำแนะนำแก่พนักงานในสถานประกอบกิจการ เข้าสู่ไทยแลนด์ 4.0 เป็นนักพัฒนาฝีมือแรงงานพันธุ์ใหม่ การฝึกอบรมมีทั้งภาคทฤษฎีและภาคปฏิบัติ การฝึกภาคทฤษฎีมีเนื้อหาประกอบด้วย การออกแบบเครื่องมือสำหรับวิเคราะห์ประเมินสภาพปัญหาของสถานประกอบกิจการ สมรรถนะหลักในการเป็นที่ปรึกษา จรรยาบรรณในวิชาชีพ บุคลิกภาพ และวิธีการให้คำปรึกษาเบื้องต้น

นายธีรพล กล่าวต่อไปว่า สำหรับภาคปฏิบัติ จะมีการแบ่งกลุ่มฝึกปฏิบัติการใช้เครื่องมือในการประเมินสถานประกอบกิจการจากกรณีศึกษาของสถานประกอบกิจการตัวอย่างและฝึกปฏิบัติงานจริง (On-the-job Training) รายงานหลักสูตร รวม 60 ชั่วโมง ช่วงที่ 1 ฝึกอบรมภาคทฤษฎี รวม 5 วัน ผู้เข้าอบรมรวม 120 คน ดำเนินการระหว่างวันที่ 6 – 10 มีนาคม 2560 ช่วงที่ 2 ฝึกปฏิบัติงาน (ภาคสนาม) ในสถานประกอบกิจการ ในเขตพื้นที่จังหวัดราชบุรี ระยอง กาญจนบุรี และแบ่งการฝึกภาคสนามรุ่นละ 40 คน รวม 3 รุ่น ตั้งแต่เดือนเมษายน – พฤษภาคม 2560 ฝึกภาคสนามรุ่นละ 5 วัน

สำหรับในปี 60 มีเป้าหมาย กลุ่ม SMEs 180 แห่ง พัฒนาพนักงานไม่น้อยกว่า 10,000 คน และในปี 61 กพร.มีเป้าหมายเชิญสถานประกอบการเข้าร่วมโครงการฯ  อีกจำนวน 250 แห่ง โดยเฉพาะกลุ่ม SMEs เพื่อช่วยเหลือผู้ประกอบการให้สามารถลดต้นทุนในกระบวนการผลิต มีรายได้เพิ่มขึ้นและมีผลกำไรที่สูงขึ้น ประกอบธุรกิจได้อย่างมั่นคง สามารถรองรับการจ้างงานและช่วยเหลือแรงงานให้มีงาน มีรายได้สูงขึ้น เศรษฐกิจของประเทศก็จะดีขึ้นตามไปด้วย สำหรับพนักงานจะได้รับการพัฒนาทักษะ Multi-skill สามารถทำงานได้หลากหลายหน้าที่ และได้รับโอกาสการพิจารณาขึ้นค่าจ้าง นายธีรพลกล่าว.

 

บางจาก เปลี่ยนชื่อบริษัท ปรับภาพลักษณ์ทำธุรกิจหลากหลาย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 7 มี.ค. 2560 20:50

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/877466


บางจาก เล็งเสนอผู้ถือหุ้น 5 เม.ย. เปลี่ยนชื่อบริษัท ปรับภาพลักษณ์ทำธุรกิจหลากหลายมากขึ้น จ่อดันธุรกิจชีวภาพ และธุรกิจทรัพยากรธรรมชาติ เป็นเครื่องยนต์ใหม่ขับเคลื่อนรายได้ ตั้งเป้าอีบิทด้าโต 20% ต่อปี…

เมื่อวันที่ 7 มี.ค. นายชัยวัฒน์ โควาวิสารัช ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัทบางจาก ปิโตรเลียม จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า ในการประชุมผู้ถือหุ้นวันที่ 5 เม.ย.นี้ จะเสนอต่อที่ประชุมเปลี่ยนชื่อบริษัทเป็นบริษัท บางจากคอร์เปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) โดยโลโก้ และชื่อย่อหลักทรัพย์ BCP ยังคงเดิม เพื่อให้มีความชัดเจนว่า ปัจจุบัน บางจากไม่ได้ทำเฉพาะธุรกิจปิโตรเลียมเท่านั้น แต่ทำธุรกิจหลากหลาย ทั้งธุรกิจโรงกลั่น ธุรกิจการตลาด และธุรกิจโรงไฟฟ้า โดยบริษัท บีซีพีจี จำกัด (มหาชน) ซึ่งได้ลงทุนในไทย ญี่ปุ่นและฟิลิปปินส์

“บางจาก ปิโตรเลียม จัดตั้งมากว่า 30 ปี ในช่วงที่คำว่าปิโตรเลียมเป็นธุรกิจขาขึ้น แต่ปัจจุบัน บริษัททำธุรกิจหลากหลายมากขึ้น จึงขอเปลี่ยนชื่อเป็น บางจากคอร์เปอเรชั่น นับว่าเป็น Big change ถือเป็นการสร้างสมดุลใหม่ให้บริษัท ที่ทำธุรกิจหลากหลายมากขึ้น และบอกความเป็นตัวตนของบางจากที่ชัดเจนมากขึ้น เพราะจะมีอีก 2 ธุรกิจที่จะมาสร้างรายได้ให้เป็นไปตามเป้าหมายคือ ธุรกิจชีวภาพ และธุรกิจทรัพยากรธรรมชาติ” นายชัยวัฒน์ กล่าว

สำหรับเป้าหมายรายได้ของบริษัท คือ ต้องมีกำไรก่อนหักดอกเบี้ย ภาษี และค่าเสื่อม (EBITDA) เติบโตประมาณ 20% ต่อปี โดยปี 59 มี EBITDA รวม 11,363 ล้านบาท ดังนั้น จึงต้องหาธุรกิจสร้างรายได้ที่ทำให้เติบโตตามแผน ซึ่งจะมาจากอีก 2 ธุรกิจ คือ ธุรกิจสำรวจและผลิตปิโตรเลียม (E&P) และธุรกิจผลิตภัณฑ์ชีวภาพ (BIO PRODUCT) ที่ต่อยอดจากการผลิตไบโอดีเซลและเอทานอลในปัจจุบัน โดยทั้ง 2 ธุรกิจปัจจุบันมี EBITDA ประมาณ 300 ล้านบาท แต่ตั้งเป้าหมายเพิ่มเป็นกว่า 1,000 ล้านบาทในอีก 2 ปีข้างหน้า.

 

พณ. จ่อเปิดประมูลข้าวบิ๊กลอต 3.66 ล้านตัน 23 มี.ค.นี้

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 7 มี.ค. 2560 20:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/877456


“พาณิชย์” เตรียมเปิดประมูลข้าวเข้าอุตฯอาหารสัตว์บิ๊กลอต 3.66 ล้านตัน 23 มี.ค.นี้ พร้อมไฟเขียวขายข้าว 1.35 ล้านตันให้เอกชน 41 รายจากการประมูลครั้งก่อน ส่วนข้าวเสื่อม จ่อขายอุตฯพลังงาน เม.ย.นี้ อีก 1 ล้านกว่าตัน…

เมื่อวันที่ 7 มี.ค. นางดวงพร รอดพยาธิ์ อธิบดีกรมการค้าต่างประเทศ เปิดเผยว่า ได้ออกประกาศการจำหน่ายข้าวสารสต๊อกรัฐบาลเข้าสู่อุตสาหกรรมที่ไม่ใช่การบริโภคของคน ครั้งที่ 1/60 ปริมาณ 3.66 ล้านตัน ซึ่งเป็นข้าวที่มีข้าวเสื่อมปน 20% ขึ้นไป ต้องระบายเข้าสู่อุตสาหกรรมอาหารสัตว์ และอุตสาหกรรมอื่นๆ โดยจะเปิดชี้แจงหลักเกณฑ์ และเงื่อนไขการประมูล (ทีโออาร์) วันที่ 10 มี.ค.นี้ หลังจากนั้นจะเปิดให้ยื่นซองคุณสมบัติวันที่ 20 มี.ค. และยื่นซองเสนอราคาวันที่ 23 มี.ค.

advertisement

นอกจากนี้ ยังได้เสนอประธานคณะกรรมการนโยบายและบริหารจัดการข้าว (นบข.) อนุมัติผลการจำหน่ายข้าวสารในสต๊อกรัฐบาลเป็นการทั่วไป ครั้งที่ 1/60 ที่เปิดประมูลเมื่อวันที่ 16 ก.พ.ที่ผ่านมา ให้แก่ผู้เสนอซื้อสูงสุด 41 ราย ใน 127 คลัง ปริมาณ 1.35 ล้านตัน หรือ 47.18% ของปริมาณข้าวที่เปิดประมูล 2.8 ล้านตัน มูลค่ารวม 13,200 ล้านบาท

“สาเหตุที่อนุมัติขายไปเพียง 1.35 ล้านตัน จากที่เสนอราคาสูงสุด 2.03 ล้านตัน เนื่องจากเพราะพบว่าบางคลังมีการเสนอราคาต่ำมาก โดยข้าวหอมมะลิเสนอราคาต่ำกว่าข้าวขาว 5% และปลายข้าว จึงตัดเกณฑ์ราคาใหม่ โดยใช้ฐานราคาซื้อข้าวขาว 5% ที่เสนอมาเฉลี่ยตันละ 9,450 บาท ดังนั้น ข้าวหอมมะลิจะต้องอนุมัติขายตันละหมื่นบาทขึ้นไป หากต่ำกว่าหมื่นก็ไม่ขาย” นางดวงพร กล่าว

ทั้งนี้ หากรวมการอนุมัติขายข้าวครั้งนี้ 1.35 ล้านตัน จะทำให้เหลือข้าวในสต๊อกประมาณ 6.66 ล้านตัน ซึ่งนับตั้งแต่ที่คณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) บริหารประเทศได้อนุมัติขายข้าวแล้ว 10.11 ล้านตัน มูลค่า 103,000 ล้านบาท และในเดือนเม.ย.นี้จะประกาศขายข้าวในกลุ่มสุดท้าย หรือข้าวเสื่อมสภาพที่เก็บนานเกิน 5 ปี ซึ่งต้องระบายเข้าสู่อุตสาหกรรมพลังงานเท่านั้น โดยมีข้าวในกลุ่มนี้เหลืออยู่ประมาณ 1 ล้านกว่าตัน

ขณะที่การส่งออกข้าวไทยตั้งแต่วันที่ 1 ม.ค.-6 มี.ค.60 ส่งออกได้แล้ว 2 ล้านตัน ลดลง 2% จากช่วงเดียวกันของปี 59 ที่ส่งออกประมาณ 2.05 ล้านตัน คิดเป็นมูลค่าประมาณ 30,000 ล้านบาท โดยทั้งปีนี้ น่าจะส่งออกได้ตามเป้าหมาย 10 ล้านตัน เพราะขณะนี้มีสัญญาณความต้องการซื้อข้าวจากต่างประเทศเข้ามาอย่างต่อเนื่อง ทั้งจากจีน ศรีลังกา อิรัก อิหร่าน เป็นต้น.

 

กบง. คงราคาขายปลีกแอลพีจี เดือน มี.ค.ที่ 20.96 บาท/กก.

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 7 มี.ค. 2560 19:24

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/877435


ที่ประชุม กบง. คงราคาขายปลีกแอลพีจี เดือน มี.ค. ที่ 20.96 บาท/กก. เพื่อลดภาระชดเชยของกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง เตรียมเปิดเสรีธุรกิจแอลพีจีเต็มรูปแบบ ป้องกันภาวะขาดแคลน…

เมื่อวันที่ 7 มี.ค. นายวิฑูรย์ กุลเจริญวิรัตน์ อธิบดีกรมธุรกิจพลังงาน เปิดเผยว่า ที่ประชุมคณะกรรมการบริหารนโยบายพลังงาน (กบง.) มีมติคงราคาขายปลีกก๊าซปิโตรเลียมเหลว (LPG) เดือน มี.ค.60 ไว้ที่ 20.96 บาท/กิโลกรัม แม้ว่าราคา LPG ในตลาดโลกเดือนนี้จะปรับตัวลดลงก็ตาม แต่เพื่อลดภาระการชดเชยของกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง และเตรียมการเปิดเสรีธุรกิจก๊าซ LPG เต็มรูปแบบในอนาคต จึงให้คงราคา LPG ไว้ในระดับเดิม โดยปรับลดอัตราเงินชดเชยจากกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงลง 0.9327 บาท/กก. จากเดิมกองทุนน้ำมันฯ ชดเชยที่ 7.5663 บาท/กก. เป็นชดเชยที่ 6.6336 บาท/กก. ให้มีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 8 มี.ค.60 เป็นต้นไป

advertisement

ทั้งนี้ ส่งผลให้กองทุนน้ำมันฯ ในส่วนของก๊าซ LPG มีรายจ่ายลดลงจากเดือนก่อน ประมาณ 47 ล้านบาท จากเดิมมีรายจ่ายอยู่ที่ 490 ล้านบาท/เดือน ลดลงเหลือ 443 ล้านบาท/เดือน โดยฐานะสุทธิของกองทุนน้ำมันฯ ณ วันที่ 26 ก.พ.60 อยู่ที่ 40,423 ล้านบาท แบ่งเป็น บัญชีก๊าซ LPG อยู่ที่ 6,961 ล้านบาท และบัญชีน้ำมันสำเร็จรูป อยู่ที่ 33,462 ล้านบาท

นอกจากนี้ ที่ประชุม กบง. ยังได้พิจารณาเรื่องการเปิดเสรีธุรกิจก๊าซ LPG กรณีการนำเข้าและส่งออกก๊าซ LPG ทั้งนี้ เพื่อป้องกันภาวะการขาดแคลน และรักษาระดับสมดุลของการผลิตและจัดหาก๊าซ LPG ให้สอดคล้องกับความต้องการใช้ภายในประเทศ ที่ประชุม กบง. จึงได้รับทราบมาตรการรองรับความเสียหายอันเกิดจากการชดเชยราคาส่วนต่างจากการนำเข้าก๊าซ LPG แบบฉุกเฉิน (Prompt Cargo) พร้อมเห็นชอบหลักการการขออนุญาตส่งออกก๊าซ LPG ออกนอกราชอาณาจักร โดยให้กรมธุรกิจพลังงาน เป็นผู้ควบคุมดูแล และพิจารณาการขออนุญาตส่งออกเป็นรายเที่ยว

ทั้งนี้ การขออนุญาตส่งออกก๊าซ LPG ที่ผลิตได้ภายในประเทศ จะพิจารณาอนุญาตเฉพาะผู้ค้าน้ำมันตามมาตรา 7 ที่เป็นผู้ผลิตก๊าซ LPG ให้สามารถส่งออกได้ในกรณีที่มีก๊าซ LPG เกินกว่าความต้องการใช้ภายในประเทศ และให้ผู้ส่งออกมีหน้าที่ต้องส่งเงินเข้ากองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงตามอัตราที่กำหนด โดยมอบหมายให้สำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน (สนพ.) รับไปดำเนินการออกประกาศอัตราเงินส่งเข้ากองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงสำหรับการส่งออกก๊าซ LPG ดังกล่าวต่อไป.

 

หุ้นไทยปิดแดนลบ ร่วง 3.74 จุด ซื้อขาย 36,607.18 ล้าน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 7 มี.ค. 2560 18:03

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/877376


หุ้นไทยปิดตลาดแดนลบ ร่วง 3.74 จุด ปิดที่ 1,549.87 จุด มูลค่าซื้อขาย 36,607.18 ล้าน…

เมื่อวันที่ 7 มี.ค. ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยปิดการซื้อขาย โดยดัชนีหุ้นไทยปิดในแดนลบ ร่วง 3.74 จุด หรือ 0.24% ปิดที่ 1,549.87 จุด มูลค่าซื้อขาย 36,607.18 ล้านบาท โดยตลอดทั้งวันดัชนีหุ้นไทยเคลื่อนไหวทั้งแดนบวก-ลบ แตะจุดสูงสุดที่ระดับ 1,556.95 จุด และต่ำสุดที่ 1,549.09 จุด

สำหรับหลักทรัพย์ที่มีมูลค่าการซื้อขาย 5 อันดับแรก ได้แก่ 1.บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) 2.บริษัท ซีพี ออลล์ จำกัด (มหาชน) 3.บริษัท แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส จำกัด (มหาชน) 4.ธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) และ 5.บริษัท กรุงเทพดุสิตเวชการ จำกัด(มหาชน)

 

รฟม. แจ้งเบี่ยงจราจร ถ.พหลฯ 11-12 มี.ค. ยกคานวิ่งสถานีรถไฟฟ้าสีเขียว

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 7 มี.ค. 2560 17:18

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/877276


รฟม.แจ้งเบี่ยงจราจรถนนพหลโยธิน บริเวณปากซอยพหลฯ 35 ถึงซอย 37 มีการยกคานโครงเหล็ก ทางวิ่งสถานีโครงการรถไฟฟ้าสายสีเขียว (เหนือ) ในวันที่ 11-12 มี.ค. เวลา 4 ทุ่มถึงตี 5…

เมื่อวันที่ 7 มี.ค. นายพีระยุทธ สิงห์พัฒนากุล ผู้ว่าการรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย (รฟม.) แจ้งว่า บริษัท อิตาเลียนไทย ดีเวล๊อปเมนต์ จำกัด (มหาชน) ผู้รับจ้างก่อสร้างงานโยธา โครงการรถไฟฟ้าสายสีเขียว (เหนือ) ช่วงหมอชิต – สะพานใหม่ – คูคต สัญญาที่ 1 จะดำเนินการยกคานโครงเหล็กสำหรับใช้ติดตั้งคานทางวิ่งสถานี บริเวณปากซอยพหลโยธิน 35 ถึง ปากซอยพหลโยธิน 37 จึงมีความจำเป็นต้องเบี่ยงการจราจรบนถนนพหลโยธินฝั่งขาเข้าทุกช่องทาง แล้วเบี่ยงขวาไปใช้ช่องทางฝั่งขาออก 1 ช่องทาง เป็นช่องทางฝั่งขาเข้า 1 ช่องทาง (ทดแทน) ทำให้มีช่องทางจราจรฝั่งขาเข้าและฝั่งขาออกคงเหลือฝั่งละ 1 ช่องทาง ในวันเสาร์ที่ 11 มีนาคม 2560 ถึงวันอาทิตย์ที่ 12 มีนาคม 2560 เวลา 22.00 – 05.00 น.

ทั้งนี้ การเบี่ยงการจราจรเพื่อการดำเนินการก่อสร้าง อาจทำให้ผู้ใช้เส้นทางไม่ได้รับความสะดวกในการเดินทาง และอาจจะมีเสียงดังรบกวนในวันเวลาดังกล่าว ดังนั้นหากไม่มีความจำเป็น โปรดหลีกเลี่ยงเส้นทางดังกล่าว และ รฟม.ต้องขออภัยมา ณ โอกาสนี้.