ยกเครื่องกลไกรัฐสภา ปฏิรูปตรวจสอบการใช้อำนาจรัฐ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

01 มีนาคม 2560 เวลา 06:55 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/politic/483093

ยกเครื่องกลไกรัฐสภา ปฏิรูปตรวจสอบการใช้อำนาจรัฐ

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

จากจุดเริ่มต้นของปัญหาการตรวจสอบการใช้อำนาจรัฐที่ไม่มีประสิทธิภาพ นำไปสู่ปัญหาอื่นๆ ที่หนักขึ้นและนำพาการเมืองไทยไม่อาจหลุดพ้นจากวังวนความขัดแย้งที่เป็นอยู่ จากรายงานข้อเสนอของคณะกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านการเมือง เรื่อง “การควบคุมและการตรวจสอบการใช้อำนาจรัฐ” มีเนื้อหาที่น่าสนใจในการแก้ปัญหา

ในรายงานดังกล่าว จำแนกการตรวจสอบกลไกการตรวจสอบอำนาจรัฐ 4 แนวทาง ได้แก่ 1.การควบคุมและการตรวจสอบการใช้อำนาจรัฐผ่านระบบรัฐสภา 2.ผ่านองค์กรตามรัฐธรรมนูญ องค์กรอิสระ และกระบวนการยุติธรรม 3.โดยประชาชน 4.ตรวจสอบข้าราชการและพนักงานเจ้าหน้าที่ที่ใช้อำนาจรัฐ ซึ่งทั้ง 4 ด้านที่ผ่านมายังไม่เกิดประสิทธิภาพเท่าที่ควร

ในส่วนการปฏิรูปการควบคุมและการตรวจสอบการใช้อำนาจรัฐผ่านระบบรัฐสภาที่ถือว่ามีความสำคัญ เพราะในระบอบประชาธิปไตยในระบบรัฐสภา ฝ่ายนิติบัญญัติมีความสัมพันธ์กับรัฐบาลหรือฝ่ายบริหารอย่างใกล้ชิด ไม่ได้แบ่งแยกอำนาจกันอย่างเด็ดขาด แต่มีการกำหนดให้มีการถ่วงดุลอำนาจซึ่งกันและกัน

จะเห็นว่ามาตรการควบคุมและการตรวจสอบการใช้อำนาจรัฐ สามารถทำได้หลายวิธี และมีระดับมาตรการความรุนแรงที่แตกต่างกัน เช่น การตั้งกระทู้ถาม การอภิปรายเพื่อลงมติไม่ไว้วางใจ ของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร การเปิดอภิปรายทั่วไปในวุฒิสภา การเปิดอภิปรายทั่วไปของฝ่ายค้านหรือของรัฐสภา การเสนอญัตติ ฯลฯ

1.ตั้งกระทู้ถาม ที่ผ่านมายังไม่มีประสิทธิภาพและเห็นผลในทางปฏิบัติ ซึ่งจะต้องทำให้เป็นเครื่องมือซึ่งไม่ใช่เป็นเพียงเครื่องมือที่จะนำมาทำลายชื่อเสียงหรือทำลายกันทางการเมือง แต่ต้องเป็นไปเพื่อให้รัฐมนตรีเอาใจใส่การบริหารและแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้นกับประชาชนได้อย่างแท้จริง

การปฏิรูปจะต้องมีคณะกรรมการกลั่นกรองกระทู้ถาม เพื่อไม่ให้ทุกเรื่องต้องเสนอเป็นกระทู้หมด  รวมทั้งกำหนดระยะเวลาอย่างชัดเจน หากมีการหลีกเลี่ยงการมาตอบกระทู้ให้มีมาตรการลงโทษ พร้อมกำหนดให้ตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญติดตามการดำนินการตามกระทู้ และให้รายงานต่อสภา

2.การอภิปรายเพื่อลงมติไม่ไว้วางใจของ สส. ปัญหาที่ผ่านมาแม้จะมีข้อมูลพยานหลักฐานต่างๆ มาเสนออย่างชัดเจน แต่ก็ไม่สามารถลงมติไว้วางใจเพื่อให้ฝ่ายรัฐบาลพ้นจากตำแหน่งได้ เนื่องจากรัฐบาลมีเสียงข้างมากในสภา และการลงมติไม่วางใจเพื่อให้รัฐมนตรี หรือคณะรัฐมนตรีพ้นตำแหน่งต้องมีเสียงมากกว่ากึ่งหนึ่งของจำนวนสมาชิกทั้งหมดเท่าที่มีอยู่ของ สส.

การปฏิรูปจะต้อง ทำให้การอภิปรายเพื่อลงมติไม่ไว้วางใจต้องคำนึงถึงกรอบระยะเวลาที่กำหนด  มุ่งหวังนำข้อมูลพยานหลักฐานที่ผูกมัดนายกรัฐมนตรีหรือรัฐมนตรี และต้องส่งต่อไปยัง ป.ป.ช. หรือศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ที่สำคัญเรื่องที่จะอภิปรายต้องมีความสำคัญ โดยผู้อภิปรายต้องมีความรู้ความเข้าใจ มีหลักฐานชัดเจนครบถ้วน อภิปรายตรงประเด็น ไม่ใช่เป็นเพียงแค่ปาหี่ทางการเมือง

3.การเปิดอภิปรายทั่วไป ในสภาผู้แทนราษฎร วุฒิสภา และรัฐสภา โดยไม่มีการลงมติ ที่ผ่านมาเป็นเพียงแค่การแสดงวาทกรรมในสภามากกว่าที่จะนำเสนอข้อมูลและข้อเท็จจริงในเชิงประจักษ์ หรือเป็นการอภิปรายเพื่อทำลายชื่อเสียงหรือหวังผลในทางการเมืองมากกว่าที่จะแก้ไขปัญหาประเทศชาติ อีกด้านยังมีลักษณะการอภิปรายโจมตีทำลายชื่อเสียงฝ่ายรัฐบาลมากกว่า การอภิปรายความเห็นและข้อเสนอแนะ หรือเป็นลักษณะการปรึกษาหารือร่วมกัน หรือเป็นการรับฟังเพื่อแก้ไขปัญหา

การปฏิรูปจะต้อง สร้างทัศนคติและจิตสำนึกของฝ่ายค้าน ฝ่ายรัฐบาล ฝ่ายรัฐบาลให้ยึดหลักคุณธรรม คำนึงถึงศักดิ์ศรีความเป็นสมาชิกรัฐสภา และต้องไม่มองว่าอีกฝ่ายเป็นฝ่ายตรงกันข้าม และการอภิปรายต้องไม่เป็นไปเพื่อการโจมตีหรือทำลายชื่อเสียงซึ่งกันและกัน หรือหวังผลในทางการเมือง  ต้องให้ความสำคัญกับข้อมูล ข้อเท็จจริง และข้อเสนอแนะในการแก้ไขปัญหา หรือแนวทางการดำเนินการให้กับฝ่ายรัฐบาล

4.ระบบกรรมาธิการ ปัญหาที่ผ่านมาการทำหน้าที่ของคณะกรรมาธิการในการศึกษาตรวจสอบข้อเท็จจริงมีความซ้ำซ้อน บางประเด็นเป็นเรื่องของปัจเจกชน หรือข้อพิพาทเอกชนกับเอกชน ที่ไม่สำคัญหรือไม่มีผลกระทบต่อประชาชน อีกทั้งในแง่การแต่งตั้งที่ปรึกษา ผู้ชำนาญการ นักวิชาการ และเลขานุการประจำคณะกรรมาธิการ ตลอดจนบุคคลที่เกี่ยวข้องเป็นจำนวนมากเกินความจำเป็น บางคนไม่สามารถรองรับภารกิจของคณะกรรมาธิการได้

การปฏิรูปจะต้องทำหน้าที่ของคณะกรรมาธิการในการพิจารณาสอบสวนหรือศึกษาเรื่องร้องเรียน ที่เสนอต่อคณะกรรมาธิการหลายคณะ ต้องยึดถือและปฏิบัติตามมติที่ประชุมร่วมกันของประธานสภา และประธานคณะกรรมาธิการ การพิจารณาเรื่องร้องเรียนของกรรมาธิการ ควรเป็นเรื่องที่มีความสำคัญระดับจังหวัดหรือระดับประเทศ และส่งผลกระทบกับประชาชนเป็นจำนวนมาก มากกว่าเรื่องของปัจเจกชน

อีกทั้งการแต่งตั้งที่ปรึกษา ผู้ชำนาญการ นักวิชาการ และเลขานุการประจำคณะกรรมาธิการ ควรกำหนดคุณสมบัติ อำนาจหน้าที่ ความรู้ความสามารถให้ชัดเจน  พร้อมกำหนดมาตรการป้องกันและลงโทษกรรมาธิการที่ปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบเรียกรับหรือยอมรับผลประโยชน์ เพื่อเป็นการตอบแทนในการทำหน้าที่

การปฏิรูปจะต้อง สร้างทัศนคติและจิตสำนึกของฝ่ายค้าน ฝ่ายรัฐบาล ฝ่ายรัฐบาลให้ยึดหลักคุณธรรม คำนึงถึงศักดิ์ศรีความเป็นสมาชิกรัฐสภา

 

คะแนนนิยมตก สัญญาณอันตรายคสช.

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

28 กุมภาพันธ์ 2560 เวลา 09:14 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/politic/482982

คะแนนนิยมตก สัญญาณอันตรายคสช.

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

สัญญาณไม่สู้ดีเมื่อผลสำรวจความคิดเห็น​ “นิด้าโพล” ล่าสุด เรื่อง “2 ปี 6 เดือน รัฐบาลบิ๊กตู่” พบว่าคะแนนนิยมในรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา หัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ลดลงในหลายด้านหากเทียบกับช่วงปีก่อนหน้านี้

ในแง่เกี่ยวกับความ​ “พอใจ” ต่อการทำงานของนายกรัฐมนตรีและคณะรัฐมนตรี 34.96% ระบุว่าทำงานได้ดีมาก 48.32% ระบุว่าทำงานได้ค่อนข้างดี และ 7.60% ระบุว่าทำงานไม่ค่อยดี

ลดลงหากเทียบกับเดือน ส.ค. 2559  ที่ 42.20% ระบุว่าทำงานได้ดี 45.20% ระบุว่าทำงานได้ค่อนข้างดี และ 6.32% ระบุว่าทำงานไม่ค่อยดี ​

ด้าน “อุดมการณ์”  82.4%  ระบุว่ามีอุดมการณ์และความตั้งใจทำงานเพื่อชาติและประชาชน  12.16% ระบุว่าไม่มีอุดมการณ์ ลดลงจากเดือน ส.ค. 2559 ที่ 85.84% ระบุว่ามีอุดมการณ์ และเดือน ก.พ. 2559 ที่กลุ่มตัวอย่างระบุว่ามีอุดมการณ์ 84.56%

ด้าน “การกล้าตัดสินใจ”  84.48% ระบุว่ามีความกล้าตัดสินใจในประเด็นทางการเมืองและการบริหารที่สำคัญ 10.08% ระบุว่าไม่มีความกล้าตัดสิน ลดลงจากเดือน ส.ค. 2559  ที่ 85.68% ระบุว่ามีความกล้าตัดสินใจ และ 8.80% ระบุว่าไม่มีความกล้าตัดสินใจ

ด้าน “บุคลิกภาพ” 65.44% ระบุว่ามีบุคลิกภาพผู้นำแบบทหาร ลดลงจากเดือน ส.ค. 2559 ​อยู่ที่ 62.80% และลดลงอย่างมากหากเทียบกับเมื่อเดือน ก.พ. 2559 ซึ่งอยู่ที่  72.88% อาจจะดีขึ้นในส่วนของ “บุคลิกภาพผู้นำแบบประชาธิปไตย” ซึ่งล่าสุดอยู่ที่ 16.96% เพิ่มจากเดิม 14.40% เมื่อเดือน  ส.ค. 2559

ด้าน “ประสิทธิภาพ”  78.88% ระบุว่ามีประสิทธิภาพในการทำงานแก้ไขปัญหาของประเทศ ซึ่งครั้งนี้มีประสิทธิภาพในการทำงานลดลงกว่าปีที่แล้วเล็กน้อย คือ 79.60% ในเดือน ส.ค. 2559

แต่ที่สำคัญคือด้าน “ความโปร่งใส”  67.36% ระบุว่าการทำงานมีความโปร่งใส ตรวจสอบได้ ขณะที่​​ 16.96% ระบุว่าการทำงานไม่มีความโปร่งใส ตรวจสอบไม่ได้  ลดลงจากเมื่อเดือน ส.ค. 2559 อย่างมาก โดย 72.88% ระบุว่าโปร่งใส และ 10.40% ระบุว่าไม่มีความโปร่งใส

สะท้อนให้เห็นว่าความพอใจต่อการทำงานของรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ ลดลงแทบทุกด้าน มีเพียงในแง่ “ความเป็นผู้นำในแบบประชาธิปไตย” ​ที่เพิ่มขึ้นเล็กน้อย แต่ก็ไม่สามารถดึงให้ภาพรวมดีขึ้นมาด้วย

สอดรับไปกับ​สภาพปัจจุบันที่รัฐบาล คสช​.กำลังถูกมรสุมรุมเร้ารอบด้าน

ไล่มาตั้งแต่เรื่องเศรษฐกิจที่ยังซบเซาและต้องลุ้นอย่างหนักว่าสารพัดนโยบายที่ทุ่มลงไปอัดฉีดกระตุ้นเศรษฐกิจนั้น จะเห็นผลได้มากน้อยแค่ไหน และจะมีพลังช่วยขับเคลื่อนเศรษฐกิจให้กลับมากระเตื้องอย่างที่หวังได้หรือไม่

แถมเมกะโปรเจกต์ที่เคยคิดว่าจะเป็นพระเอกช่วยกู้ภาพลักษณ์ ทั้งสร้างผลงานและเป็นเครื่องยนต์ช่วยหล่อเลี้ยงระบบเศรษฐกิจให้ดีขึ้น เวลานี้หลายเรื่องยังติดขัดจนไม่สามารถเดินหน้าไปได้

ขณะที่ปัญหาเรื่องปากท้องค่าครองชีพที่สูงขึ้น ​หรือราคาสินค้าเกษตรตกต่ำยังรุมเร้าต่อเนื่อง

ยังไม่รวมกับเรื่องร้อนที่กำลังต้องเผชิญหน้า ไม่ว่าจะเป็นเรื่องวัดพระธรรมกาย ที่ล่าสุดต้องงัดไม้ตายอาศัยอำนาจตามมาตรา 44 ประกาศให้พื้นที่วัดเป็นพื้นที่ควบคุมเพื่ออำนวยความสะดวกในการติดตามตัวพระธัมมชโยมาดำเนินคดีท่ามกลางการติดตามตอนจบของเรื่องนี้

จุดเสี่ยงอยู่ตรงที่บรรดาศิษยานุศิษย์ที่ออกมาปักหลักเผชิญหน้ากับเจ้าหน้าที่ไม่ยอมให้เข้าไปตรวจค้น จนเกรงว่าจะเกิดความผิดพลาดเกิดการปะทะและบานปลายกลายเป็นความรุนแรงจนควบคุมไม่อยู่

อีกด้านหนึ่งการที่เรื่องนี้คาราคาซัง เจ้าหน้าที่ไม่สามารถติดตามตัวพระธัมมชโยมาดำเนินคดีได้ ทั้งที่พล.อ.ประยุทธ์ ประกาศเอาจริงและมีอำนาจเบ็ดเสร็จเด็ดขาดในมือเช่นนี้ นานวันไปย่อมมีแต่จะกัดกร่อนความน่าเชื่อถือและบั่นทอนความศักดิ์สิทธิ์ของกระบวนการยุติธรรมที่กำลังสั่นคลอนรุนแรง

อีกปมร้อนอยู่ที่การผลักดันโครงการก่อสร้างโรงไฟฟ้าถ่านหิน จ.กระบี่ จนเกิดกระแสต่อต้านรุนแรง สุดท้ายทำให้รัฐบาลไม่กล้าฝืนกระแสเดินหน้าต่อ แม้จะยอมถอยกลับมาตั้งหลักเพื่อลดแรงเสียดทานไม่ให้ซ้ำเติมเสถียรภาพรัฐบาลที่กำลังเผชิญปัญหาที่รุมเร้า

​นับจากนี้ไปจนถึงช่วงโค้งสุดท้ายปลาย​โรดแมป ​บรรยากาศการเมืองย่อมเต็มไปด้วยความร้อนแรงด้วยปัจจัยเสี่ยงที่กำลังจะตามมาในอนาคต ไม่ว่าจะเป็นเรื่องกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญที่กำลังร่างออกมาวางกรอบกติกาปูทางสู่การเลือกตั้งและกลับเข้าสู่ระบบปกติ

หลายเรื่องที่ออกมาเริ่มพบว่ามีเสียงคัดค้านไม่เห็นด้วยในหลายจุด โดยเฉพาะจากฝั่งการเมืองที่อาจนำไปสู่ความวุ่นวายในช่วงใกล้เลือกตั้งและซ้ำเติมสถานการณ์ให้แย่ลง

ไม่ต่างจากเรื่องปรองดองและปฏิรูปที่กำลังเข้าสู่ช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อสำคัญ​

​ดังนั้น หากความเชื่อมั่นที่มีต่อรัฐบาลและตัว พล.อ.ประยุทธ์ ยังคงลดลงต่อเนื่อง ​การบริหารประเทศฝ่าคลื่นลมรุนแรงนับจากนี้ไปจนถึงช่วงก่อนการเลือกตั้งย่อมเป็นไปด้วยความยากลำบาก

​ความเชื่อมั่นต่อรัฐบาลและ พล.อ.ประยุทธ์ ที่ลดลงเวลานี้จึงถือเป็นสัญญาณอันตราย

 

ตั้ง39บิ๊กเนมค้ำ “ปยป.” กระตุ้นปฏิรูป-ปรองดอง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

27 กุมภาพันธ์ 2560 เวลา 09:29 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/politic/482862

ตั้ง39บิ๊กเนมค้ำ "ปยป." กระตุ้นปฏิรูป-ปรองดอง

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

“สำหรับปี พ.ศ. 2560 นี้ ผมถือว่าเป็นปีที่สำคัญเป็นปีแห่งการเตรียมการเดินหน้าตามยุทธศาสตร์ชาติ” เพื่อเปลี่ยนผ่านไปสู่การเป็นประชาธิปไตยที่สมบูรณ์ตามครรลองที่เหมาะสม

สอดคล้องกับบริบทของประเทศไทยที่มีลักษณะเฉพาะ ด้วยกระบวนการที่เปิดกว้างต่อการมีส่วนร่วมของทุกภาคส่วน รวมทั้งเน้นสร้างความปรองดอง รู้ รัก สามัคคี และยึดประโยชน์ส่วนรวมเป็นที่ตั้ง เพราะเมื่อส่วนรวมได้ประโยชน์เราก็ได้ประโยชน์”

จากคำพูดในรายการ “ศาสตร์พระราชา สู่การพัฒนาอย่างยั่งยืน” เมื่อวันที่ 6 ม.ค. 2560 ของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) กำลังเดินหน้าเป็นรูปธรรมในเวลานี้

ความเป็นรูปธรรมที่ว่านั้นส่วนหนึ่งมาจากการตั้งคณะกรรมการบริหารราชการแผ่นดินตามกรอบการปฏิรูปประเทศยุทธศาสตร์ชาติและการสร้างความสามัคคีปรองดอง (ป.ย.ป.)

นับเป็นการเข้ามาเป็นเจ้าภาพของรัฐบาลในการจัดการเรื่องการปฏิรูปประเทศและการปรองดอง หลังจากก่อนหน้านี้ปล่อยให้แม่น้ำสายอื่นทำหน้าที่มาเป็นเวลานาน จนถูกสบประมาททำเนียบรัฐบาลเป็นโกดังเก็บเอกสารเกี่ยวกับการปฏิรูปประเทศและการสร้างความปรองดอง

ถ้าเทียบการทำงานด้านการปรองดองและการปฏิรูปประเทศ ต้องยอมรับว่างานการสร้างความปรองดองมีความคืบหน้ากว่างานการปฏิรูปประเทศอยู่พอสมควร เนื่องจากพรรคการเมืองได้ทยอยให้ความคิดเห็นกันถ้วนหน้า พร้อมกับเสนอแนวทางสำหรับการแก้ไขปัญหานี้เอาไว้ค่อนข้างหลากหลายพอสมควร

แต่สำหรับการปฏิรูปประเทศนั้นถือว่ายังมีความคืบหน้า เพราะอยู่ในระหว่างการจัดระบบท่อส่งงานระหว่างแม่น้ำ 5 สายว่าจะทำอย่างไร เพื่อให้เกิดช่องทางลัดและไม่ให้เกิดการติดขัดเหมือนกับอดีตที่ผ่านมา

อย่างไรก็ตาม ล่าสุดความเคลื่อนไหวที่น่าสนใจเกี่ยวกับคณะกรรมการ ป.ย.ป. คือ การตั้งที่ปรึกษาผู้ทรงคุณวุฒิของ ป.ย.ป. จำนวน 39 คน ซึ่งบุคคลเหล่านี้จะเป็นที่ปรึกษาให้กับคณะกรรมการแต่ละคณะของ ป.ย.ป.ที่มีด้วยกัน 4 คณะ

1.คณะกรรมการบริหารราชการแผ่นดินเชิงยุทธศาสตร์ มีที่ปรึกษาจำนวน 6 คน อาทิ “กานต์ ตระกูลฮุน” อดีตกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ปูน ซิเมนต์ไทย “ชาติศิริ โสภณพนิช” กรรมการผู้จัดการใหญ่ ธนาคารกรุงเทพ “วิรไท สันติประภพ” ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย

2.คณะกรรมการเตรียมการปฏิรูปประเทศ มีที่ปรึกษา 14 คน เช่น “เตช บุนนาค” อดีตรมว.ต่างประเทศ “เทียนฉาย กีระนันทน์” อดีตประธานสภาปฏิรูปแห่งชาติ  “บวรศักดิ์ อุวรรณโณ” อดีตประธานคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ “บัณฑูร ล่ำซำ” ประธานกรรมการและประธานเจ้าหน้าที่บริหารธนาคารกสิกรไทย “ประมนต์ สุธีวงศ์” ประธานภาคีเครือข่ายต่อต้านคอร์รัปชั่น

3.คณะกรรมการเตรียมยุทธศาสตร์ชาติ มีที่ปรึกษา 16 คน อาทิ “เฉลิมชัย บุญยะลีพรรณ” สมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) “ชาติชาย ณ เชียงใหม่” กรรมการร่างรัฐธรรมนูญ “ประสาร ไตรรัตน์วรกุล” อดีตผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย “วรากรณ์ สามโกเศศ” อดีต รมช.ศึกษาธิการ “ศุภชัย พานิชภักดิ์” อดีตเลขาธิการการประชุมสหประชาชาติว่าด้วยการค้าและการพัฒนา “สมคิด เลิศไพฑูรย์” อธิการบดีมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

4.คณะกรรมการเตรียมการเพื่อสร้างความสามัคคีปรองดอง มีที่ปรึกษา 3 คน ได้แก่ “ธงทอง จันทรางศุ” อดีตปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี “อัชพร จารุจินดา” กรรมการร่างรัฐธรรมนูญ “พล.อ.เอกชัย ศรีวิลาศ” ผู้อำนวยการสำนักสันติวิธีและธรรมาภิบาล สถาบันพระปกเกล้า

รายชื่อผู้ทรงคุณวุฒิที่ปรากฏออกมานั้นถือว่ามีนัยทางการเมืองอยู่ไม่น้อย เพราะแต่ละคนที่เข้ามาร่วมงานกับ ป.ย.ป.ล้วนเป็นหัวกะทิของประเทศไทยในแต่ละด้าน เพราะบางคนที่ไม่คาดคิดว่าจะเข้ามาในวงจรนี้ได้ก็กลับเข้ามาอย่างไม่น่าเชื่อ

อย่าง “บวรศักดิ์” ก่อนหน้านี้เคยประกาศรีไทร์งานการเมืองภายหลังร่างรัฐธรรมนูญที่ตัวเองและคณะทำขึ้นมานั้นไม่ผ่านความเห็นชอบจากที่ประชุม สปช. หรือแม้ในรายของ “เทียนฉาย” เพราะเมื่อ สปช.ลงมติคว่ำร่างรัฐธรรมนูญฉบับบวรศักดิ์ก็หันหลังให้กับการเมืองไม่ต่างกัน

แต่ที่น่าสนใจมากที่สุดคงหนีไม่พ้นการกลับมาสู่การเมืองของ “ศุภชัย พานิชภักดิ์” เพราะมีหลายฝ่ายจับตามองเป็นอย่างมากว่าอาจเป็นหนึ่งในตัวเต็งที่น่าจะได้มีโอกาสได้เป็นผู้นำในอนาคต เช่นเดียวกับ “บัณฑูร” ซึ่งบิ๊กการเมืองเคยพยายามจะเชิญมาร่วมงานแต่ก็ถูกเสี่ยปั้นปฏิเสธแบบนุ่มนวลมาตลอด ทว่ายอมมาร่วมงานกับ ป.ย.ป.

การที่ ป.ย.ป.สามารถดึงผู้คุณวุฒิที่มีชื่อชั้นเป็นที่ยอมรับว่ามีผลต่องานใหญ่ในอนาคตอยู่ไม่น้อย เพราะแน่นอนว่าการดำเนินการงานในเรื่องใดเรื่องหนึ่งในอนาคต จะช่วยให้ ป.ย.ป.ได้รับความร่วมมือมากขึ้นจากฝ่ายตรงข้าม อีกทั้งไม่ถูกต้องมองว่า ป.ย.ป.เงาใหญ่ของทหารเข้ามาครอบงำอีกชั้นหนึ่ง

อย่างไรก็ตาม ทั้งหมดขึ้นอยู่กับ ป.ย.ป.และ คสช.จะฟังเสียงของผู้ทรงคุณวุฒิอย่างไร ระหว่างฟังอย่างใส่ใจหรือแค่เข้าหูซ้ายทะลุหูขวา เพราะที่ผ่านมามีหลายครั้งที่คำแนะนำในหลายเรื่องที่ถูกส่งมาที่รัฐบาลก็ไม่ค่อยได้รับการตอบรับมากนัก ส่งผลให้ทุกอย่างไปค้างท่อเกือบหมด

ดังนั้น บางทีการได้แค่ชื่อบิ๊กเนมมาแปะไว้ ป.ย.ป.อาจไม่มีความหมายเลย หากการดำเนินการของผู้มีอำนาจเป็นแบบเดิมเหมือนที่เคยทำมา 

 

ส่อง 39 กูรูผนึกกำลัง ปฏิรูปประเทศ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

25 กุมภาพันธ์ 2560 เวลา 10:12 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/politic/482631

ส่อง 39 กูรูผนึกกำลัง ปฏิรูปประเทศ

โดย…ชัยรัตน์ พัชรไตรรัตน์

เป็นการจัดทัพครั้งสำคัญของรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี หลังลงนามคำสั่งแต่งตั้งดรีมทีมที่ปรึกษาผู้ทรงคุณวุฒิของคณะกรรมการบริหารราชการแผ่นดินตามกรอบการปฏิรูปประเทศ ยุทธศาสตร์ชาติ และการสร้างความสามัคคีปรองดอง หรือ ป.ย.ป. แต่ละชุดเพื่อเดินหน้าสร้างความปรองดอง เมื่อวันที่ 23 ก.พ.ที่ผ่านมา

ส่องประวัติบุคคลเข้าร่วมคณะที่ปรึกษา เริ่มจาก คณะกรรมการบริหารราชการแผ่นดินเชิงยุทธศาสตร์ ประกอบด้วย กานต์ ตระกูลฮุน กรรมการ บริษัท แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส หรือ เอไอเอส อดีตกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท เซรามิคซิเมนต์ไทย

ชาติศิริ โสภณพนิช กรรมการผู้จัดการใหญ่ของธนาคาร รวมถึงเป็นสมาชิกของคณะกรรมการบริหารของธนาคารกรุงเทพ ตั้งแต่ พ.ศ. 2535 และ 2537 และเป็นกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิในคณะกรรมการพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ

รังสรรค์ ศรีวรศาสตร์ ที่ปรึกษานายกรัฐมนตรีและอดีตปลัดกระทรวงการคลัง วิรไท สันติประภพ ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เคยทำงานในฐานะนักเศรษฐศาสตร์ที่กองทุนการเงินระหว่างประเทศ กรุงวอชิงตัน ดี.ซี. มีหน้าที่ให้คำปรึกษารัฐบาลและธนาคารกลางของประเทศสมาชิก โดยเฉพาะประเทศประสบปัญหาวิกฤตด้านเศรษฐกิจและวิกฤตสถาบันการเงิน

สร้อยทิพย์ ไตรสุทธิ์ อดีตปลัดกระทรวงคมนาคม อดีตประธานและกรรมการ (บอร์ด) รัฐวิสาหกิจหลายแห่ง อาทิ องค์การขนส่งมวลชนกรุงเทพ (ขสมก.) บริษัท ท่าอากาศยานไทย หรือ ทอท. และการรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย (รฟม.)

อำพล จินดาวัฒนะ อดีตประธานกรรมาธิการปฏิรูปด้านสังคม ชุมชน เด็ก เยาวชน สตรี ผู้สูงอายุ ผู้พิการและผู้ด้อยโอกาส สภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) เคยดำรงตำแหน่งเลขานุการ รมว.สาธารณสุข และกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ กองทุนพัฒนาการเมือง

คณะกรรมการเตรียมการปฏิรูปประเทศคุรุจิต นาครทรรพ กรรมการและประธานกรรมการ บริษัท ไทยออยล์ เคยยกร่างกฎหมายว่าด้วยปิโตรเลียมและภาษีเงินได้ปิโตรเลียม กฎหมายว่าด้วยองค์กรร่วมไทย-มาเลเซีย การเจรจาราคาก๊าซธรรมชาติ การบริหาร และแปลงนโยบายพลังงานของชาติไปสู่การปฏิบัติ

จเด็จ อินสว่าง อดีตปลัดกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ไชยา ยิ้มวิไล กรรมการผู้ช่วยรองนายกรัฐมนตรี (วิษณุ เครืองาม) และอดีตโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ในรัฐบาลของ พล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์ เตช บุนนาค อดีต รมว.ต่างประเทศ สมัยรัฐบาล สมัคร สุนทรเวช อดีตนายกฯ

เทียนฉาย กีระนันทน์ อดีตประธานสภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) อดีตคณบดีคณะเศรษฐศาสตร์ และอดีตอธิการบดีจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย บวรศักดิ์ อุวรรณโณ อดีตประธานกรรมาธิการ (กมธ.) ยกร่างรัฐธรรมนูญ และอดีตรองประธานสภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.)

บัณฑูร ล่ำซำ ประธานกรรมการและประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ธนาคารกสิกรไทย เบญจวรรณ สร่างนิทร สมาชิกสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ (สปท.) และเคยดำรงตำแหน่งเลขาธิการคณะกรรมการข้าราชการพลเรือน

ประมนต์ สุธีวงศ์ ประธานองค์กรต่อต้านคอร์รัปชั่น (ประเทศไทย) และอดีตสมาชิก สปช. ปีติพงศ์ พึ่งบุญ ณ อยุธยา สมาชิก สปท. ในฐานะอดีต รมว.เกษตรและสหกรณ์ ผาณิต นิติทัณฑ์ประภาศ อดีตสมาชิก สปช. และอดีตประธานผู้ตรวจการแผ่นดิน

มิ่งขวัญ วิชยารังสฤษดิ์ ผู้ตรวจราชการพิเศษสำนักนายกรัฐมนตรีและอดีตปลัดกระทรวงทรัพยากร ธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ศักรินทร์ ภูมิรัตน อธิการบดีมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี เคยดำรงตำแหน่งผู้อำนวยการสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ หรือ สวทช. และ พล.ต.อ.เอก อังสนานนท์ อดีตปลัดสำนักนายกรัฐมนตรีและอดีตรองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ

คณะกรรมการเตรียมการยุทธศาสตร์ชาติ นพ.กำจร ตติยกวี อดีตเลขาธิการคณะกรรมการการอุดมศึกษา และอดีตปลัดกระทรวงศึกษาธิการ กิตติชัย ไตรรัตนศิริชัย อธิการบดีมหาวิทยาลัยขอนแก่น และสมาชิก สนช. นพ.เฉลิมชัย บุญยะลีพรรณ อดีตอธิการบดีมหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ (มศว)

ชาติชาย ณ เชียงใหม่ กรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) ชูศักดิ์ ลิ่มสกุล อธิการบดีมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ นพ.ณรงค์ศักดิ์ อังคะสุวพลา อดีตรองปลัดกระทรวงสาธารณสุข ปัจจุบันเป็นคณะกรรมการสำนักงานรัฐบาลอิเล็กทรอนิกส์

บัณฑิต เอื้ออาภรณ์ อธิการบดีจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ประพัฒน์ ปัญญาชาติรักษ์ อดีต รมว.ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ปัจจุบันเป็นกรรมการในคณะกรรมการนโยบายและบริหารจัดการมันสำปะหลัง ตามคำสั่ง คสช.ที่ 105/2557

ประสาร ไตรรัตน์วรกุล อดีตผู้ว่าฯ ธปท. และอดีตกรรมการผู้จัดการใหญ่ธนาคารกสิกรไทย พงศ์โพยม วาศภูติ อดีต สปช. และอดีตปลัดกระทรวงมหาดไทย วรากรณ์ สามโกเศศ อธิการบดีกิตติคุณมหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ เคยเป็นสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2550 และ รมช.ศึกษาธิการ ในรัฐบาล พล.อ.สุรยุทธ์

ศุภชัย พานิชภักดิ์ อดีตเลขาธิการการประชุมสหประชาชาติว่าด้วยการค้าและการพัฒนา หรืออังค์ถัด (UNCTAD) สมคิด เลิศไพทูรย์ อธิการบดีมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และสมาชิก สนช. สมชัย ฤชุพันธุ์ อดีตอธิบดีกรมสรรพสามิต ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง กระทรวงการคลัง

นพ.อาวุธ ศรีศุกรี ผู้รักษาการแทนอธิการบดี มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ นพ.อุดม คชินทร อธิการบดีมหาวิทยาลัยมหิดล

คณะกรรมการเตรียมการเพื่อสร้างความสามัคคีปรองดอง ได้แก่ ธงทอง จันทรางศุ อดีตปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี อัชพร จารุจินดา อดีตเลขาธิการคณะกรรมการกฤษฎีกา และ พล.อ.เอกชัย ศรีวิลาศ ผู้อำนวยการสำนักสันติวิธีและธรรมาภิบาล สถาบันพระปกเกล้า และอดีตสมาชิก สปช.

 

สายธารนิติธรรม พระราชอำนาจรัชกาลที่ 9

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

24 กุมภาพันธ์ 2560 เวลา 09:29 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/politic/482463

สายธารนิติธรรม พระราชอำนาจรัชกาลที่ 9

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

หมายเหตุ : มีชัย ฤชุพันธุ์ ประธานคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) ได้เขียนบทความเรื่อง “พระราชอำนาจของพระมหากษัตริย์ไทย ในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข” ซึ่งเผยแพร่ผ่านหนังสือ “สตมวาร สายธารนิติธรรม ตามรอยพ่อ” จัดทำโดยคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ โดยมีเนื้อหาสังเขปดังนี้

ในการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข พระมหากษัตริย์ย่อมถูกตัดรอนอำนาจทั้งปวงที่เกี่ยวกับการปกครองไปอยู่ในมือของกลไกทางการเมืองที่จัดตั้งกันขึ้นมาแทนที่ สิ่งที่ยอมรับนับถือกันทั่วไปว่ายังเหลืออยู่เป็นอำนาจของพระมหากษัตริย์ที่เรียกว่า “อำนาจหรือสิทธิพิเศษ” เพียง 4 ประการ

1.พระราชอำนาจในการให้คำแนะนำ ประเทศทั้งหลายในโลกที่มีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขที่อยู่ภายใต้รัฐธรรมนูญ ย่อมเป็นการยากที่จะทรงใช้พระราชอำนาจนี้ หรือทรงใช้แล้วมักไม่ค่อยได้ผล เพราะพระมหากษัตริย์ที่จะทรงใช้อำนาจอย่างนี้ได้ จะต้องเป็นพระมหากษัตริย์ที่มีพระบารมีอย่างท่วมท้น และพระบารมีนั้นต้องเป็นพระบารมีในทางพระคุณ มิใช่พระบารมีในทางพระเดช

พระบารมีของพระองค์เกิดจากการอุทิศพระองค์เพื่อทรงงานหนัก เพื่อมุ่งประโยชน์ต่อความอยู่ดีกินดีของประชาชนด้วยความเมตตาและความห่วงใยอย่างแท้จริง จึงเป็นพระบารมีที่เกิดขึ้นเองในใจของคน

ในทางการเมืองพระองค์ก็ยึดอยู่ตามรัฐธรรมนูญอย่างเคร่งครัด รัฐบาลทุกรัฐบาลที่มักจะเรียกตัวเองว่า “รัฐบาลของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว” ฝ่ายการเมืองอาจจะใช้เพื่อแสดงว่ามีความจงรักภักดี แต่พระเจ้าอยู่หัวทรงยึดถือคำนั้นเป็นเสมือนความผูกพัน จึงทรงปฏิบัติต่อรัฐบาลอย่างเสมอภาคกันทุกรัฐบาล

2.พระราชอำนาจในการให้ความยินยอม เมื่อครั้งที่ผมนำร่างรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2550 ขึ้นทูลเกล้าฯ ถวาย ก่อนจะทรงลงพระปรมาภิไธย พระองค์มีพระราชดำรัสถามว่า “เราไม่ลงชื่อได้ไหม” ผมก็กราบบังคมทูลไปว่า “ได้พระพุทธเจ้าค่ะ” พระองค์ตรัสถามต่อไปว่า “แล้วถ้าเราไม่ลงชื่อ จะทำยังไงต่อไป” ผมกราบบังคมทูลว่า “ข้าพระพุทธเจ้าก็ต้องนำกลับไปดำเนินการจัดทำกันใหม่” พระองค์ทรงยิ้มๆ แล้วตรัสว่า “ถ้าเช่นนั้นก็ลงชื่อได้”

เมื่อออกจากวังแล้วก็ยังงงๆ อยู่ว่า ทำไมพระองค์จึงทรงถามเช่นนั้น และไม่รู้คำตอบเรื่อยมา จนต้องมาร่างรัฐธรรมนูญ (ฉบับชั่วคราว) พ.ศ. 2559 เมื่อจะเขียนเรื่องการลงประชามติ จึงนึกขึ้นได้ว่ารัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราวที่ใช้กันมาหลายฉบับ ล้วนแต่เขียนอย่างย่นย่อและมักจะไม่ได้กล่าวถึงพระราชอำนาจของพระมหากษัตริย์ไว้เลย เมื่อจะต้องดำเนินการใด ก็จะดำเนินการไปตามประเพณีการปกครองที่เคยทำกันมา

แต่ในรัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราว พ.ศ. 2549 ที่กำหนดให้มีการร่างรัฐธรรมนูญขึ้นและให้นำไปผ่านประชามติก่อนที่จะนำขึ้นทูลเกล้าฯ ถวายเพื่อทรงลงพระปรมาภิไธย โดยไม่มีบทบัญญัติใดที่พูดถึงพระราชอำนาจในการ Veto ไว้ รัฐธรรมนูญฉบับอื่นๆ ผ่านมาได้โดยไม่มีปัญหา เพราะไม่มีการนำไปลงประชามติ

การที่พระเจ้าอยู่หัวทรงตั้งคำถามก็เพื่อที่จะทำให้แน่ชัดว่า แม้จะผ่านประชามติแล้วพระราชอำนาจของพระมหากษัตริย์ยังคงมีอยู่ตามบทบัญญัติที่ให้นำประเพณีการปกครองมาใช้บังคับ มาคราวเมื่อจะยกร่างรัฐธรรมนูญ ฉบับชั่วคราว พ.ศ. 2557 จึงบัญญัติให้ชัดแจ้งในมาตรา 37 วรรคสุดท้าย ว่าถ้าพระมหากษัตริย์ไม่ทรงลงพระปรมาภิไธย หรือไม่พระราชทานคืนมาภายใน 90 วัน ให้รัฐธรรมนูญนั้นเป็นอันตกไป

3.พระราชอำนาจในการให้ความเมตตา ในการพระราชทานอภัยโทษนั้น มีทั้งที่เป็นการทั่วไปและเป็นการเฉพาะตัว การพระราชทานอภัยโทษที่เป็นการทั่วไป เป็นเรื่องของรัฐบาลที่จะดำเนินการในวาระอันเป็นมงคลหรือที่มีเหตุสำคัญ ส่วนการพระราชทานอภัยโทษเป็นการเฉพาะตัว ซึ่งเป็นพระราชอำนาจโดยตรงของพระมหากษัตริย์

พระเจ้าอยู่หัวมิได้จำกัดอยู่เฉพาะในเรื่องทางคดีอาญาเท่านั้น แม้แต่โทษทางวินัยพระเจ้าอยู่หัวก็ทรงแผ่เมตตาให้ครอบคลุมถึง ที่สำคัญแม้แต่ผู้ที่ได้ต้องรับโทษเพราะกระทำความผิดอันเป็นปฏิปักษ์ต่อสถาบันพระมหากษัตริย์ ก็ยังทรงพระราชทานอภัยโทษให้

4.พระราชอำนาจในการยกย่องให้เกียรติยศ พระเจ้าอยู่หัวทรงให้ความสำคัญต่อพิธีประสาทปริญญาอย่างมาก พระองค์ทรงรับพระราชภาระนี้มาเป็นเวลาสิบๆ ปี เคยมีผู้ขอกราบบังคมทูลว่าจำนวนแต่ละปีของแต่ละมหาวิทยาลัยนั้นมากขึ้นนัก ขอให้เปลี่ยนแปลงเป็นพระราชทานแก่คณบดีแต่ละคณะ แล้วให้คณบดีหรืออธิการบดีไปมอบกันต่อ พระองค์ทรงตอบว่า เขาลำบากเรียนกันมาหลายปีกว่าจะจบ แล้วพระองค์ก็เสด็จฯ ไปพระราชทานปริญญาบัตรด้วยพระองค์เองเรื่อยมา จนมีพระชนมพรรษามากขึ้น เจ้านายพระองค์อื่นจึงเสด็จฯ ไปพระราชทานปริญญาแทนพระองค์ บัณฑิตของไทยจึงได้รับเกียรติและการยกย่องดีกว่าใครในโลกนี้

 

งัด ม.44 ลุยงานโค้งสุดท้าย ดาบสองคมจุดเสี่ยง คสช.

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

23 กุมภาพันธ์ 2560 เวลา 09:23 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/politic/482264

งัด ม.44 ลุยงานโค้งสุดท้าย ดาบสองคมจุดเสี่ยง คสช.

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

มาตรา 44 กลายเป็นยาสามัญประจำคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ที่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีในฐานะหัวหน้า คสช. หยิบยกมาใช้หนักมือขึ้นในระยะหลัง ท่ามกลางความคาดหวังว่านี่จะเป็นดาบวิเศษคลี่คลายสลายปัญหาปัดเป่าที่มีอยู่ให้หมดไป

แม้ด้านหนึ่งจะช่วยปลดล็อกฝ่าทางตันหรือลดเวลาการดำเนินการต่างๆ ให้เห็นผลได้รวดเร็วทันใจ แต่อีกด้านการใช้อำนาจพิเศษผ่านช่องทางที่กำหนดไว้ในรัฐธรรมนูญชั่วคราวนั้น ย่อมต้องแลกมาด้วยผลข้างเคียงไม่ว่าจะเป็นเสียงวิพากษ์วิจารณ์ที่ต้องหลบเลี่ยงไม่อาจใช้กลไกตามปกติดำเนินการ

ที่สำคัญอำนาจตามมาตรา 44 นี้ถือเป็น “ไพ่ใบสุดท้าย”​ ที่ทาง คสช.มีอยู่ ปัญหาอยู่ที่หากตัดสินใจทุ่มหมดหน้าตักแล้วยังไม่อาจแก้ปัญหา​หรือผลักดันแนวนโยบายให้สำเร็จลุล่วงได้สำเร็จ แรงกดดันทั้งหมดย่อมย้อนกลับมาใส่ คสช.และทำลายความเชื่อมั่นอย่างรุนแรง

การใช้อำนาจตามมาตรา 44 จึงถือเป็น “ดาบสองคม” ที่มีทั้ง “คุณ” และ “โทษ”   ​

ที่ผ่านมาในช่วงแรกทาง คสช.พยายามหลีกเลี่ยงไม่ดำเนินการใช้อำนาจตามมาตรา 44 จะใช้ก็แต่เรื่องสำคัญเพราะห่วงเสียงวิพากษ์วิจารณ์เรื่องการใช้อำนาจเกินขอบเขต และเกรงว่าหากใช้บ่อยเกินไปอาจจะเกิดอาการดื้อยาและไม่ศักดิ์สิทธิ์เป็นที่ยำเกรงเมื่อถึงคราวที่ต้องใช้จริงๆ

ทว่าจากมุมของ คสช. การกระชับอำนาจในมือด้วยการออกคำสั่งตามมาตรา 44 หลายต่อหลายเรื่องในช่วงโค้งสุดท้ายปลายโรดแมปถือเป็นเรื่องที่ไม่อาจหลีกเลี่ยง ด้วยเงื่อนเวลาที่เหลืออยู่ไม่มาก หากปล่อยให้หลายเรื่องดำเนินการไปตามกลไกปกติกว่าจะได้แก้ไขจนสำเร็จลุล่วงคงไม่ทันการณ์

ดีไม่ดีเมื่อรัฐบาลใหม่เข้ามาและไม่ได้สานต่อสิ่งที่ทาง คสช.ได้เริ่มต้นเอาไว้ ทุกสิ่งที่เพียรพยายามทำมาทั้งหมดย่อมต้องเสียของไปอย่างน่าเสียดาย ​

การเร่งปิดเกมสร้างผลงานให้เป็นที่ประจักษ์จึงเป็นทางเลือกเดียวของ คสช.ที่มีอยู่ แม้จะไม่ใช่เรื่องง่ายและไม่มีหลักประกันใดๆ ว่าถึงจะใช้มาตรา 44 แล้วจะทำให้แต่ละเรื่องสำเร็จอย่างที่ต้องการ

ไม่ว่าจะเป็นเรื่องล่าสุดกับการใช้มาตรา 44 เป็นใบเบิกทางประกาศให้พื้นที่วัดพระธรรมกายเป็นพื้นที่พิเศษเพื่ออำนวยความสะดวกให้เจ้าหน้าที่ฝ่าวงล้อมของบรรดาศิษยานุศิษย์ เข้าไปตรวจค้นภายในวัดเพื่อติดตามหาตัวพระธัมมชโยมาดำเนินคดี ที่เวลานี้ยังไม่มีความคืบหน้า

ด้านหนึ่งถูกมองว่าเป็นการกระทำที่ดูจะเกินกว่าเหตุกับการใช้อำนาจพิเศษมาเพื่อติดตามตัวบุคคลรายเดียว ​จนเกิดเสียงเรียกร้องให้ยกเลิกคำสั่ง แต่ทาง พล.อ.ประยุทธ์ ยืนยันว่าวัดพระธรรมกายต้องเป็นพื้นที่ควบคุมไปตลอดจนกว่าพระธัมมชโยจะมามอบตัวหรือถูกดำเนินคดี ​

ถัดมา คสช.ใช้อำนาจตามมาตรา 44 เข้าไปสะสางเรื่องทุจริตการสอบเข้าทำงานในองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ทั้ง อบต. อบจ.​และเทศบาล ด้วยการให้ส่วนกลางเป็นคนออกข้อสอบและจัดสอบพร้อมกันทั่วประเทศ และยกเลิก​จากเดิมที่ให้ทางท้องถิ่นเป็นคนจัดสอบ

โดยมอบให้คณะกรรมการกลางที่ประกอบด้วยผู้ทรงคุณวุฒิจากส่วนกลางเป็นฝ่ายออกข้อสอบแทนเพื่อให้ได้มาตรฐานเดียวกันหมดทุกแห่ง ​ซึ่งจะช่วยแก้ปัญหาจ่ายใต้โต๊ะและทำให้การสอบมีมาตรฐานมากขึ้นถือว่าเป็นการแก้ปัญหาครบวงจร

ต่อเนื่อง​ด้วยการใช้อำนาจตามมาตรา 44 ไปแก้ปัญหาการบุกรุกลำคลองสาธารณะตั้งแต่คลอง 2 ลาดพร้าวไปจนถึงคลองเปรมประชากร  จากปัญหาการบุกรุกที่สาธารณะจนกลายเป็นแหล่งสลัมเสื่อมโทรม ซึ่งติดปัญหาไม่อาจเข้าไปสะสางจัดการได้

ครั้งนี้จะใช้แนวทางการแก้ปัญหาแบบ “ปทุมธานีโมเดล” ​ประกาศเป็นพื้นที่สาธารณะเพื่อให้กลายเป็นพื้นที่ราชพัสดุแล้วเปิดโอกาสให้ประชาชนรวมตัวกันจัดตั้งสหกรณ์ขอสินเชื่อสร้างที่อยู่อาศัย เพราะพื้นที่เดิมเป็นที่ราชพัสดุอยู่แล้ว​ ครั้งนี้แค่ใช้มาตรา 44​ ไปปลดล็อกระเบียบการก่อสร้างอาคารเท่านั้น

ก่อนหน้านี้เคยมีความพยายามแก้ปัญหาปฏิรูปตำรวจที่ยังไปไม่ถึงไหนแม้จะเป็นเรื่องแรกๆ ที่พูดถึงหลังรัฐประหาร จนทำให้ คสช.ตัดสินใจใช้อำนาจตามมาตรา 44 การแก้ไขปัญหาการบริหารงานบุคคลของข้าราชการตำรวจ

กำหนดหลักเกณฑ์การแต่งตั้งข้าราชการตำรวจให้เป็นไปตามหลักเกณฑ์ วิธีการ และขั้นตอน​ เพื่อให้เกิด​ความสุจริต​ เป็นธรรม หากมีเรื่องร้องเรียนหรือข้อสงสัยว่ามีการทุจริตหรือประพฤติมิชอบ ให้ผู้บังคับบัญชาที่เกี่ยวข้องดำเนินการตรวจสอบหรือสอบสวนโดยเร็วและรายงานผลให้ผู้บังคับบัญชาเหนือชั้นขึ้นไปหรือ ผบ.ตร.แล้วแต่กรณี​

ยังไม่รวมกับการใช้มาตรา 44 ตั้งคณะกรรมการบริหารราชการแผ่นดินตามกรอบการปฏิรูปประเทศ ยุทธศาสตร์ชาติ และการสร้างความสามัคคีปรองดอง (ป.ย.ป.) ​รับงานใหญ่ทั้งปฏิรูปและปรองดอง

รวมไปถึงการเตรียมออก​คำสั่งตามมาตรา 44 เข้ามาควบคุมการลงทุนที่มีมูลค่าสูงเพื่อป้องกันปัญหาการทุจริต และให้สินบนใต้โต๊ะ

ทั้งหมดเหล่านี้ล้วนเป็นเรื่องที่ต้องรอดูพลานุภาพของมาตรา 44 ว่าจะสามารถนำพาทำให้ทุกอย่างไปถึงเป้าหมายอย่างที่ตั้งเป้าได้มากน้อยเพียงไร

ที่สำคัญต้องดูว่า “ดาบอาญาสิทธิ์” ในมือจะกลายเป็น “ดาบสองคม” ที่ย้อนกลับมาสร้างปัญหาให้ คสช.ในอนาคตหรือไม่

 

ปลายอำนาจคสช. ม็อบต้านทยอยผุด

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

22 กุมภาพันธ์ 2560 เวลา 09:07 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/politic/482071

ปลายอำนาจคสช. ม็อบต้านทยอยผุด

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

สถานการณ์บ้านเมืองในเวลานี้ถือว่ามีเรื่องท้าทายอำนาจของคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) อยู่พอสมควร ดังจะเห็นได้จากเริ่มปรากฏกระแสต่อต้านเป็นระลอก

เริ่มกันที่ม็อบพระวัดพระธรรมกาย แม้จะไม่ใช่ม็อบการเมืองโดยตรง แต่การเดินหน้าไล่ตำรวจที่ได้รับอำนาจจากมาตรา 44 ของรัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราว พ.ศ. 2557 ออกจากพื้นที่วัดถือว่าเป็นการตอบโต้
ที่ลูบคม คสช.อยู่ไม่น้อย

ต้องไม่ลืมว่าภาพที่ออกมาสู่สาธารณะก่อนหน้านี้ คือภาพที่ตำรวจและเจ้าหน้าที่ของกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) เข้าไปตรวจค้นภายในวัดเพื่อหาตัวเจ้าอาวาส แต่เมื่อไม่พบตัวตามที่ต้องการ ประกอบกับตำรวจและดีเอสไอเดินเกมรุกค่อนข้างหนักภายใต้มาตรา 44 ด้วยการให้ทุกคนออกจากวัด ส่งผลให้กลุ่มผู้สนับสนุนวัดพระธรรมกายรวมตัวเพื่อตอบโต้เจ้าหน้าที่ ส่งผลให้ฝั่งเจ้าหน้าที่รัฐต้องถอยเพื่อไม่ให้เกิดการปะทะ

การสวนกลับของพระและลูกศิษย์วัดพระธรรมกาย ไม่ต่างอะไรกับการตบหน้า คสช.เข้าอย่างจัง เพราะเป็นการกระทำที่ทำให้สังคมเห็นว่ามาตรา 44 นั้นไม่มีความหมายอย่างสิ้นเชิง

นอกเหนือไปจากกรณีของวัดพระธรรมกายยังมีความเคลื่อนไหวของกลุ่มประชาธิปไตยใหม่ที่มีความน่าสนใจไม่แพ้กัน

“รังสิมันต์ โรม” แกนนำกลุ่มขบวนการประชาธิปไตยใหม่ แถลงท่าทีเมื่อวันที่ 19 ก.พ.ที่ผ่านมา เพื่อต้องการให้รัฐบาลจัดการเลือกตั้งภายในเดือน ส.ค.นี้ มิเช่นนั้นจะจัดการชุมนุมกดดันรัฐบาลและ คสช.

“เมื่อรัฐบาล คสช.ได้ออกมารับปากว่าจะให้มีการเลือกตั้ง แม้แต่หลังการลงประชามติก็มีการเอ่ยย้ำหลายครั้งเช่นกันว่าการเลือกตั้งจะมีขึ้นในปีนี้ ผมมีความเชื่อประชาชนจำนวนไม่น้อยที่ไปลงประชามติโหวตรับร่างรัฐธรรมนูญ เขามีความรู้สึกอยากให้มีการเลือกตั้งในปีนี้ จึงไม่สามารถเชื่อถือมั่นใจต่อรัฐบาลได้อีก” คำประกาศของรังสิมันต์

กลุ่มประชาธิปไตยใหม่นับเป็นกลุ่มการเมืองอีกกลุ่มที่เป็นไม้เบื่อไม้เมากับ คสช.มาตลอดตั้งแต่ คสช.ลงมือทำการรัฐประหาร ซึ่ง คสช.ก็ได้ใช้อำนาจรัฐกดดันกลุ่มประชาธิปไตยใหม่อยู่หลายครั้ง จนทำให้กลุ่มการเมืองดังกล่าวไม่สามารถเคลื่อนไหวได้สะดวกเท่าไหร่นัก

หรือแม้แต่การชุมนุมต่อต้านการก่อสร้างโรงไฟฟ้าถ่านหิน จ.กระบี่ ถึงแม้เวลานี้การชุมนุมจะยุติไปแล้ว เพื่อรอการทำผลการศึกษาสิ่งแวดล้อมและสุขภาพใหม่ แต่ไม่ได้หมายความว่าปัญหานี้จะยุติ เพราะหากรัฐบาลจะเดินหน้าก่อสร้างอีกเมื่อไหร่ กลุ่มผู้ชุมนุมก็พร้อมจะกลับมาปักหลักที่หน้าทำเนียบรัฐบาลอีกครั้ง โดยไม่แยแสพระราชบัญญัติการชุมนุมสาธารณะ

สิ่งที่เกิดขึ้นเป็นสถานการณ์ที่ส่งสัญญาณมาถึงรัฐบาลอย่างมีนัยสำคัญ เพราะทุกอย่างมาบรรจบพร้อมกันในช่วงปลายอำนาจของ คสช.

สาเหตุที่ต้องบอกว่าเป็นช่วงปลายอำนาจของ คสช.นั้นสืบเนื่องมาจากการที่รัฐบาลนำร่างรัฐธรรมนูญฉบับผ่านประชามติที่มีการแก้ไขเสร็จสิ้นแล้วขึ้นทูลเกล้าฯ ถวายเพื่อให้มีผลบังคับใช้ตามที่ “วิษณุ เครืองาม” รองนายกฯ ได้ให้ข้อมูลกับสื่อมวลชนก่อนหน้านี้

“ขณะนี้ได้นำร่างรัฐธรรมนูญฉบับประชามติที่มีการปรับปรุงแก้ไขขึ้นทูลเกล้าฯ ถวาย เมื่อวันที่ 17 ก.พ.ที่ผ่านมา ตอนนี้อยู่ในพระราชอำนาจ ซึ่งขึ้นอยู่ที่ว่าทรงมีพระกรุณาโปรดเกล้าฯ พระราชทานลงมาเมื่อใด ภายใน 90 วัน ซึ่งเป็นไปตามรัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราวบัญญัติไว้” วิษณุ ระบุ

เท่ากับว่าเหลือเพียงการรอให้มีการประกาศใช้ร่างรัฐธรรมนูญ ซึ่งทันทีที่ร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่มีผลบังคับใช้ เท่ากับว่าเป็นการเริ่มนับหนึ่งเดินหน้าสู่การเลือกตั้งและนับถอยหลังการสิ้นสุดอำนาจของ คสช.ไปพร้อมกัน

อย่างที่ทราบกันดีว่าเมื่อรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ประกาศใช้แล้ว คณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) จะต้องดำเนินการตราร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญเกี่ยวกับการเลือกตั้งจำนวน 4 ฉบับให้เสร็จภายใน 240 วัน และสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) มีเวลาพิจารณา 60 วัน และหากกฎหมายเลือกตั้งมีผลบังคับใช้แล้ว การเลือกตั้งจะต้องมีขึ้นภายใน 150 วัน

ทุกกระบวนการและขั้นตอนต่างมีเวลาที่ล็อกไว้ในร่างรัฐธรรมนูญชัดเจน ซึ่งแม่น้ำ 5 สายไม่สามารถบิดพลิ้วได้ เมื่อคำนวณดูเวลาแล้ว คสช.จะมีเวลาอยู่ในอำนาจเหลือเพียง 1 ปี หรือมากกว่านั้นนิดหน่อยแต่ไม่ถึงสองปีเท่านั้น

เมื่อกำหนดเวลามีความชัดเจนเช่นนี้ ย่อมเป็นปัจจัยที่เอื้อให้ออกมาต่อต้าน คสช.ได้อย่างเข้มข้น ไม่เหมือนกับก่อนหน้านี้ที่เคลื่อนไหวกดดันได้ไม่เต็มที่ เพราะต่างไม่มีใครรู้ว่า คสช.จะอยู่ในอำนาจไปอีกนานเท่าไหร่

อย่างไรก็ตาม ปัจจัยสนับสนุนการต่อต้าน คสช.ไม่ได้มีเพียงเงื่อนไขเกี่ยวกับช่วงปลายอำนาจของ คสช.อย่างเดียว

แต่อีกด้านหนึ่งต้องยอมรับการแก้ไขปัญหาต่างๆ โดยเฉพาะปัญหาเศรษฐกิจของ คสช.และรัฐบาลยังไม่ค่อยเข้าตามากนัก ดังจะเห็นได้จากผลการสำรวจความคิดเห็นหรือโพลของหลายสำนักที่ระบุตรงกันว่าประชาชนต้องการให้รัฐบาลเร่งแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจ

ด้วยปัจจัยหลายประการดังที่ได้กล่าวไป จึงอย่าได้แปลกใจว่าทำไม คสช.กำลังเผชิญกับกระแสต้านรอบด้าน

จากนี้ไปต้องรอดูว่ารัฐบาลและ คสช.จะรับมือกับพายุลูกใหม่ที่กำลังเข้ามาอย่างไร เพราะศึกนี้มีเดิมพันสูงกว่าในแบบที่คาดไม่ถึง

 

ถอยโรงไฟฟ้าถ่านหิน ลดแรงต้าน เลี่ยงศึกสองด้าน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

21 กุมภาพันธ์ 2560 เวลา 08:51 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/politic/481905

ถอยโรงไฟฟ้าถ่านหิน ลดแรงต้าน เลี่ยงศึกสองด้าน

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

สุดท้ายการเดินหน้าก่อสร้างโรงไฟฟ้าถ่านหิน จ.กระบี่ ก็มีอันต้องสะดุดและกลับไปเริ่มต้นกระบวนการศึกษาผลกระทบทางสิ่งแวดล้อม (EIA) และวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อมและสุขภาพ (EHIA) กันใหม่อีกรอบ เมื่อรัฐบาลเตรียมประกาศยกเลิกรายงานในวันที่ 21 ก.พ.นี้

เรียกได้ว่าเป็นการถอยกลับไปตั้งหลักกันใหม่อีกรอบหลังแนวต้านเปิดเกมรุกหนัก จนทำให้ความพยายามผลักดันรอบนี้ต้องเป็นหมัน ไม่อาจเดินหน้าไปสู่เป้าหมายอย่างที่ตั้งใจได้สำเร็จ

จับสัญญาณจากที่ประชุมคณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ (กพช.) ที่มี พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี เป็นประธาน เมื่อวันที่ ​17 ก.พ.ที่ผ่านมาจะมีมติเห็นชอบเดินหน้าโครงการโรงไฟฟ้าถ่านหิน จ.กระบี่ 800 เมกะวัตต์ สะท้อนให้เห็นว่ารอบนี้ดูจะเอาจริงกว่าทุกครั้ง

​เพราะก่อนหน้านี้ช่วงที่มีเสียงค้านรุนแรง คณะรัฐมนตรี (ครม.) ก็เคยมีมติ​​เมื่อเดือน พ.ย.ที่ผ่านมา เห็นชอบให้ชะลอการก่อสร้างโรงไฟฟ้า จ.กระบี่ ออกไปก่อนเพื่อสำรวจความคิดเห็นประชาชนในพื้นที่ ​

การเดินหน้ารอบนี้จึงมีความ​พยายามชูข้อมูลเรื่องที่ชุมชนในพื้นที่ให้การยอมรับ และปัจจุบันโรงไฟฟ้าถ่านหินไม่เป็นอันตรายต่อชุมชน เนื่องจากเป็นเทคโนโลยีถ่านหินสะอาด

อีกด้านยังสะท้อนสถานการณ์การใช้ไฟฟ้าในพื้นที่ภาคใต้ล่าสุดที่พบว่า ความต้องการใช้ไฟฟ้าสูงสุดในปี 2559 อยู่ที่ 2,713 เมกะวัตต์ ขณะที่ผลิตไฟฟ้าได้ 3,089.5 เมกะวัตต์ โดยภาคใต้มีอัตราเติบโตของการใช้ไฟฟ้าถึง 4.7% ต่อปี หากยังเป็นเช่นนี้ย่อมสุ่มเสี่ยงที่จะเกิดการขาดแคลนไฟฟ้าในอนาคต

ปัญหาอยู่ที่กลุ่มคัดค้านการก่อสร้างโรงไฟฟ้า จ.กระบี่ ในนามเครือข่ายปกป้องอันดามันจากถ่านหิน ได้ออกมาเคลื่อนไหวพร้อมนัดรวมตัวกันที่ทำเนียบรัฐบาล และมีแนวร่วมออกมาเคลื่อนไหวจำนวนไม่น้อย ถึงขั้นทำให้รัฐบาลไม่กล้าผลีผลามฝ่าเสียงต้านที่แข็งข้อขึ้นเรื่อยๆ

เหตุผลสำคัญคือเรื่องผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมที่ไม่มีหลักประกันว่าโรงไฟฟ้าถ่านหินที่จะสร้างนั้นมีมาตรการป้องกันผลกระทบทางสิ่งแวดล้อมอย่างรอบด้านครบถ้วนที่จะไม่สร้างปัญหาในอนาคตหรือไม่

ยิ่งพื้นที่ 14 จังหวัดภาคใต้ ถือเป็นสถานที่ท่องเที่ยวและแหล่งอาหารทางทะเลที่สำคัญ หากเกิดผลกระทบจากโรงไฟฟ้าถ่านหินในอนาคตย่อมสร้างความเสียหายอย่างรุนแรง ที่จะเป็นการได้ไม่คุ้มเสียกับการก่อสร้างโรงไฟฟ้าที่มีเสียงเรียกร้องให้ไปใช้พลังงานทางเลือกอื่นๆ ​

พิจารณาจากแนวร่วมคัดค้านรอบนี้ ไม่ใช่ขาประจำที่คัดค้านรัฐบาลไปเสียทุกเรื่อง แต่เป็นกลุ่มที่ติดตามการก่อสร้างโรงไฟฟ้าถ่านหินและทำการบ้านมาเป็นอย่างดี ​การออกมาส่งสัญญาณคัดค้านจริงจังจึงทำให้พลังต่อต้านมีน้ำหนักมากขึ้น

ด้วยแนวร่วมที่ขยายวงกว้างมากขึ้นเรื่อยๆ ภายหลังแกนนำเครือข่ายต่อต้านโรงไฟฟ้าถ่านหิน 5 คน ถูกเจ้าหน้าที่ควบคุมตัว ทั้ง ประสิทธิ์ชัย หนูนวล อัครเดช ฉากจินดา​ ม.ล.รุ่งคุณ กิติยากร ยิ่งทำให้รัฐบาลดูเสียรังวัดกับการกระทำที่รุนแรงเกินกว่าเหตุ จนต้องรีบออกมาพักยกแผนการก่อสร้างอีกรอบ

“รัฐบาลมีหน้าที่หาแหล่งพลังงาน ส่วนแหล่งพลังงานจะสร้างได้หรือไม่อยู่ที่พี่น้องประชาชน เมื่อจะทำ EIA กันใหม่ จะเป็นจากถ่านหินหรืออะไรนั้น เป็นเรื่องที่พวกท่านไปหารือกัน” พล.ท. อภิรัชต์ คงสมพงษ์ แม่ทัพภาคที่ 1 ออกมาชี้แจงหลังรัฐบาลส่งสัญญาณยอมถอย​ และผู้ชุมนุมได้สลายตัวในทันทีทำให้​บรรยากาศความตึงเครียดได้คลี่คลายลงไป

วิเคราะห์แล้วสาเหตุที่รัฐบาลยอมถอยรอบนี้ประเด็นแรกเพราะต้องการลดแรงเสียดทานที่มากขึ้นเรื่อยๆ และบางส่วนยังเคยเป็นกลุ่มที่สนับสนุน คสช. ในช่วงแรก ​การต้องผลักมิตรไปเป็นศัตรู ย่อมไม่ใช่ทางเลือกที่ดีในสถานการณ์ ที่กำลังสุ่มเสี่ยงและเปราะบาง

แถมคะแนนนิยม คสช.เวลานี้เริ่มลดน้อยถอยลงไปเรื่อยๆ ทั้งจากปัญหาทุจริตคอร์รัปชั่นที่ไม่สามารถปราบได้อย่างจริงจัง ทั้งการปฏิรูปและปรองดองที่ยังไม่เห็นความชัดเจน ปัญหาเศรษฐกิจที่กำลังรุมเร้าหนักขึ้นเรื่อยๆ การมีปัจจัยเสี่ยงเพิ่มมากระทบกับรัฐบาล คสช.ย่อมไม่ใช่เรื่องดี

สำคัญที่สุดเวลานี้รัฐบาลกำลังลุยงานใหญ่เดินหน้าเตรียมปิดเกม บุกค้นวัดพระธรรมกาย เพื่อติดตามตัวพระ​ธัมมชโยมาดำเนินคดี จนทำให้เครือข่ายศิษยานุศิษย์เปิดหน้า​ออกมาตอบโต้ ที่ชวนให้คิดว่ากำลังจะเป็นระเบิดเวลาลูกใหม่ถล่มใส่รัฐบาล

เมื่อจำนวนลูกศิษย์ลูกหาวัดพระธรรมกายเองก็มีอยู่ไม่น้อย การเข้าไปดำเนินการใดๆ ย่อมนำไปสู่แรงกระเพื่อมที่จะย้อนกลับมาเขย่าเสถียรภาพของ คสช.ได้อย่างรุนแรงหากปล่อยปละให้เกิดความหละหลวมหรือนำไปสู่การกระทบกระทั่งจนควบคุมไม่อยู่ ​

ลำพังแค่ต้องไล่ติดตามควานหาตัวพระธัมมชโยท่ามกลางความคาดหวังของสังคมก็เป็นแรงกดดันที่ทาง คสช.​ต้องแบกรับแล้ว หากยังเกิดแรงกระเพื่อมจากความรุนแรงที่จะตามมาอีกย่อมมีแต่จะสร้างความเสียหายรุนแรงอย่างไม่อาจหลีกเลี่ยง

การยอมถอยปมร้อนอย่างโรงไฟฟ้าถ่านหินออกไปก่อนในช่วงเวลานี้จึงถือเป็นการลดแรงเสียดทานเพื่อไม่ให้รัฐบาล คสช.ต้องมาเผชิญกับศึกสองด้าน ซึ่งมีแต่จะเพิ่มแรงกดดันและทำให้การรับมือแก้ปัญหาเป็นไปด้วยความยากลำบาก

 

7 สนช.สะเทือนสภา เขย่าปฏิรูป-ปรองดอง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

20 กุมภาพันธ์ 2560 เวลา 10:24 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/politic/481747

7 สนช.สะเทือนสภา เขย่าปฏิรูป-ปรองดอง

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

จากข่าวเล็กๆ ในหน้าหนังสือพิมพ์เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา แต่ทำไปทำมาเวลานี้ข้อมูลของโครงการอินเทอร์เน็ตเพื่อกฎหมายประชาชน หรือไอลอว์ ที่ออกมาเปิดเผยว่ากำลังมีสมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) จำนวน 7 คน ขาดสมาชิกภาพการเป็นสมาชิก สนช. เพราะเข้าประชุมไม่ครบตามที่กฎหมายกำหนด

สำหรับสมาชิก สนช. 7 คนนั้น ประกอบด้วย 1.พล.ร.อ.พัลลภ ตมิศานนท์ อดีตเสนาธิการทหารเรือ 2.สมศักดิ์ โชติรัตนะศิริ ผู้อำนวยการสำนักงบประมาณ 3.ดิสทัต โหตระกิตย์ เลขาธิการคณะกรรมการกฤษฎีกา 4.สุพันธุ์ มงคลสุธี ประธานกิตติมศักดิ์สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย 5.พล.อ.ปรีชา จันทร์โอชา อดีตปลัดกระทรวงกลาโหม 6.พล.อ.อ.จอม รุ่งสว่าง ผู้บัญชาการทหารอากาศ 7.พล.ร.อ.ณะ อารีนิจ ผู้บัญชาการทหารเรือ

การสิ้นสุดการเป็นสมาชิกของ สนช.ด้วยเหตุที่ไม่เข้าประชุม สนช.มีบัญญัติไว้ในกฎหมาย 2 ฉบับ 1.รัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราว พ.ศ. 2557 มาตรา 9 ซึ่งระบุว่า “สมาชิกภาพของสมาชิก สนช.สิ้นสุดลงเมื่อไม่แสดงตนเพื่อลงมติในที่ประชุม สนช.เกินจํานวนที่กําหนดไว้ในข้อบังคับการประชุม”

2.ข้อบังคับการประชุม สนช. พ.ศ. 2557 ข้อ 82 ที่ว่า “สมาชิกที่ไม่แสดงตนเพื่อลงมติในที่ประชุมสภาเกินกว่า 1 ใน 3 ของจํานวนครั้งที่มีการแสดงตนเพื่อลงมติทั้งหมดในรอบระยะเวลา 90 วัน”

เจตนารมณ์ของการกำหนดการไม่มาประชุมตามที่กฎหมายกำหนดเป็นหนึ่งในเหตุของการสิ้นสุดความเป็นสมาชิก สนช. เนื่องจากต้องการให้สมาชิกของสภาเข้าประชุม ป้องกันปัญหาสภาล่ม ซึ่งในอดีตเคยเกิดขึ้นมาแล้ว อีกทั้งปัจจุบันการทำงานของคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) และแม่น้ำอีก 4 สายถูกจับตามองจากสังคม ทำให้แต่ละฝ่ายต้องตั้งการ์ดให้สูง เพราะมิเช่นนั้นอาจเป็นเป้าให้ฝ่ายตรงข้ามโจมตีได้

แต่ที่สุดแล้วก็ไม่รอด หลังจากมีข้อมูลเกี่ยวกับการขาดประชุม สนช.ของสมาชิก สนช.ออกมาสู่สาธารณะตามที่ปรากฏ

การขาดประชุมสภา ถึงจะไม่ใช่เรื่องการทุจริตคอร์รัปชั่นที่ต้องส่งเรื่องให้คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) แต่ก็ถือเป็นเรื่องละเอียดที่กระทบจิตใจสังคมอยู่ไม่น้อย

ในอดีตเมื่อครั้งรัฐสภามาจากการเลือกตั้งของประชาชนก็ปรากฏภาพขององค์ประชุมล่มหลายครั้ง ซึ่งสาเหตุมาจากความไม่เอาใจใส่ของคนที่ขึ้นชื่อว่าเป็นผู้แทนปวงชน ถึงขั้นที่สื่อมวลชนประจำรัฐสภาต้องตั้งฉายาว่า “หลังยาวผลาญภาษี” เพื่อสะท้อนถึงความไร้ระเบียบวินัยของ สส.ในเวลานั้น

หรือในยุคของ สนช.ที่มาจากการแต่งตั้งของคณะมนตรีความมั่นคงแห่งชาติ (คมช.) แม้จะไม่เกิดปัญหาองค์ประชุมล่ม แต่กลับพบว่าในเวลาต่อมาร่าง พ.ร.บ.ว่าด้วยความผิดเกี่ยวกับการขัดกันระหว่างประโยชน์ส่วนบุคคลและประโยชน์ส่วนรวม พ.ศ. … และร่าง พ.ร.บ.แก้ไขเพิ่มเติม พ.ร.บ.สำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบาล ที่ สนช.ผลักดันไปเมื่อปี 2551 นั้นมีปัญหาเรื่ององค์ประชุมอย่างไม่น่าให้อภัย เพราะศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่าเป็นการตรากฎหมายที่มิชอบด้วยรัฐธรรมนูญด้วยเหตุที่มีสมาชิกมาประชุมไม่ครบองค์ประชุม

เมื่อเหตุการณ์ในอดีตกำลังย้อนรอยมาถึงปัจจุบันทำให้กลุ่มผู้มีอำนาจไม่อาจอยู่นิ่งเฉยได้ เพราะอาจเสียงานใหญ่ในระยะยาว ดังจะเห็นได้จากกรณีที่ “พรเพชร วิชิตชลชัย” ประธาน สนช. ต้องออกมาแถลงข่าวชี้แจงด้วยตัวเอง

“คิดว่าสมาชิก สนช.ทั้ง 7 คนไม่น่าจะขาดสมาชิกภาพ เพราะถ้าเป็นเช่นนั้นสำนักงานเลขาธิการวุฒิสภาจะต้องรายงานมาที่ประธาน สนช.ทันที ซึ่งเวลานี้ยังไม่ได้มีการรายงานมายังประธาน สนช.” พรเพชร ระบุ

สิ่งที่เกิดขึ้นนั้นปฏิเสธไม่ได้ว่า พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้า คสช.ต้องมาร่วมรับผลที่เกิดขึ้นด้วย เนื่องจาก 1 ใน 7 สมาชิก สนช.ที่มีปัญหา คือ พล.อ.ปรีชา จันทร์โอชา น้องชาย พล.อ.ประยุทธ์ จึงไม่แปลกที่นายกฯ ต้องรีบเปิดไฟเขียวให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องสามารถเข้ามาตรวจสอบน้องชายของตัวเองได้ทันที

“ที่ผ่านมาไม่ใช่ พล.อ.ปรีชา ไม่มาประชุม สนช.เลย ก็ไปตรวจสอบกันมา จะครบหรือไม่ก็เป็นเรื่องของการตรวจสอบ อย่าเอามาพันกัน” คำพูดสั้นๆ จากนายกฯ แต่แฝงไว้ด้วยเหตุผลในทางการเมือง

เรื่องการขาดประชุมสมาชิกสภาไม่อาจเป็นเรื่องที่มองข้ามไปได้ เพราะมิเช่นนั้นแล้วทั้ง “พรเพชร-ประยุทธ์” คงไม่รีบดับไฟเสียตั้งแต่ต้นลม เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดกระบวนการดิสเครดิตในอนาคต

ต้องไม่ลืมว่านับจากนี้ คสช.และแม่น้ำทั้ง 4 สายจะเดินหน้าสู่ถนนปรองดองและการปฏิรูปอย่างเต็มตัว ซึ่งแต่ละเรื่องล้วนต้องใช้พลังจากหลายด้าน เช่น พลังจากความชอบธรรมของสังคม พลังความเป็นเอกภาพของแม่น้ำ 5 สาย เป็นต้น

ที่สำคัญทั้งการปรองดองและการปฏิรูปประเทศ ไม่ว่าจะมีข้อเสนอออกมาอย่างไรก็ต้องนำไปสู่การเสนอกฎหมายเข้าสภา เพื่อให้มีเครื่องมือที่ช่วยให้ทั้งสองเรื่องได้รับการปฏิบัติอย่างเป็นรูปธรรม

ด้วยเหตุนี้เองความชอบธรรมของ สนช.จึงมีความสำคัญต่อการปฏิรูปและการปรองดองอย่างยิ่ง แม้ สนช.จะไม่มีปัญหาความเป็นเอกภาพหรือการจัดการเสียงในสภา แต่ยังมีอีกหลายปัจจัยที่ สนช.ไม่สามารถควบคุมได้ เช่น แรงเสียดทานจากฝ่ายตรงข้าม เป็นต้น

ดังนั้น สถานการณ์ที่เกิดขึ้นกับ สนช. เท่ากับว่า สนช.สะดุดเท้าตัวเองจนการ์ดตก เพียงแต่ยังไม่ล้มลงไปนอนที่พื้น แต่ในทางการเมืองระยะยาวเส้นทางการปฏิรูปและปรองดองกำลังเข้าสู่ทางวิบากอย่างไม่อาจหลีกเลี่ยงได้เสียแล้ว

 

ทหารเมินเซ็นสัญญา กำแพงสูงขวางปรองดอง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

17 กุมภาพันธ์ 2560 เวลา 07:48 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/politic/481292

ทหารเมินเซ็นสัญญา กำแพงสูงขวางปรองดอง

การเมืองไทยว่าด้วยการสร้างความปรองดองกำลังเดินหน้าไปตามกระบวนการปกติหลังจากพรรคการเมืองกำลังทยอยให้ความเห็นต่อคณะอนุกรรมการรับฟังความคิดเห็น

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

การเมืองไทยว่าด้วยการสร้างความปรองดองกำลังเดินหน้าไปตามกระบวนการปกติ หลังจากพรรคการเมืองกำลังทยอยให้ความเห็นต่อคณะอนุกรรมการรับฟังความคิดเห็น เพื่อสร้างความสามัคคีปรองดองในคณะกรรมการเตรียมการเพื่อสร้างความสามัคคีปรองดองที่มี พล.อ.ชัยชาญ ช้างมงคล ปลัดกระทรวงกลาโหม เป็นประธาน

ภาพที่ออกมาไม่ต่างอะไรกับเมื่อครั้งที่คณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ลงมือรัฐประหารใหม่ๆ เมื่อปี 2557 ซึ่งเวลานั้นได้เชิญทั้งพรรคการเมืองและกลุ่มการเมืองมาแลกเปลี่ยนความคิดเห็นเกี่ยวกับการสร้างความปรองดองสมานฉันท์ โดยหน่วยงานที่ทำหน้าที่เป็นเจ้าภาพในขณะนั้น คือ ศูนย์ปรองดองสมานฉันท์เพื่อการปฏิรูปของ คสช. (ศปป.)

ต่อมาเมื่อมีการตั้งสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ (สปช.) ปรากฏว่าคณะกรรมการศึกษาแนวทางการสร้างความปรองดองมีกระบวนการในการทำงานก็ไม่ต่างจากอดีตมากนัก

กล่าวคือเป็นการเดินสายและเชิญผู้เกี่ยวข้องหลายฝ่ายมาพูดคุยและแลกเปลี่ยนความคิดเห็น จนนำไปสู่การจัดทำรายงานฉบับสมบูรณ์ขึ้นมาหนึ่งฉบับและส่งไปที่ทำเนียบรัฐบาล ซึ่งยังไม่ได้ถูกนำมาใช้ในทางปฏิบัติแต่อย่างใด

พอภารกิจของ สปช.เสร็จสิ้นก็ดูเหมือนว่าการเดินหน้าสร้างความปรองดองเงียบหายไปอยู่พักใหญ่ เพราะรัฐบาลเอาเวลาส่วนใหญ่ไปกับการบริหารราชการแผ่นดินและการทำประชามติร่างรัฐธรรมนูญ กระทั่งปัจจุบันคำว่า “ปรองดอง” ถูกจุดเป็นกระแสอีกครั้ง

การปรองดองในรอบนี้ที่รัฐบาลกำลังดำเนินการอยู่ในปัจจุบัน ด้านหนึ่งเหมือนจะมีความคืบหน้า แต่ถ้ามองผิวเผินกลับไม่มีความคืบหน้าเท่าใดนัก เนื่องจากรัฐบาลกลับไปสู่จุดเริ่มต้นอีกครั้งท่ามกลางคำถามว่าทำไมรัฐบาลไม่เร่งดำเนินการตามที่มีรายงานข้อเสนอแนะที่ซุกอยู่ในลิ้นชักที่ทำเนียบรัฐบาล

หรือเป็นเพราะรัฐบาลกำลังหาเงื่อนไขซื้อเวลาไปเรื่อยๆ เพราะผู้นำ คสช.เคยประกาศออกมาว่า ถ้าประเทศยังไม่มีการปรองดอง ประเทศก็ไม่อาจมีการเลือกตั้งได้

อย่างไรก็ตาม มาถึงจุดนี้สถานการณ์เกี่ยวกับการทำงานเพื่อเสริมสร้างความปรองดองกำลังเจอเสี้ยนตำเท้าครั้งสำคัญ และอาจถึงขั้นไม่สามารถเดินหน้าไปได้ ภายหลังรัฐบาลแสดงท่าทีว่าทหารไม่ต้องไปทำสัญญาเพื่อความปรองดอง

“ไม่ต้องจับทหารมาทำสัญญา แต่ขอให้ทำสัญญากับตัวเองและประชาชนให้ได้ ว่าจะไม่ทำให้บ้านเมืองเสียหาย วันนี้ยืนยันว่าไม่มีใครอยากทำ มันเสี่ยงอันตรายหากไม่สำเร็จก็เดือดร้อนกัน ผมถามว่าจะเป็นอนาธิปไตยหรือไม่

การปรองดองไม่ใช่นิรโทษแต่เป็นส่วนหนึ่งของความขัดแย้ง ขอให้ไปแก้สาเหตุไม่ใช่แก้ปลายเหตุ ที่ทหารต้องมาปฏิวัติทุกวันนี้เกิดจากอะไรขอให้ไปแก้ตรงนั้นให้เกิดการปรองดองทุกมิติที่ต้นเหตุคือ กระบวนการประชาธิปไตยที่มีปัญหา ความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจและสังคม การศึกษาที่ไม่มีหลักคิด” ท่าทีของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้า คสช. เมื่อวันที่ 14 ก.พ.ที่ผ่านมา

ก่อนหน้านี้ คสช.โยนแนวความคิดเรื่องการลงนามเอ็มโอยู เพื่อสร้างความปรองดองและสงบศึกระหว่างกระบวนการเปลี่ยนผ่านของประเทศ ซึ่งนักการเมืองและแกนนำสีเสื้อจำนวนไม่น้อยพร้อมให้ความร่วมมือ แต่เมื่อมีการยื่นเงื่อนไขกลับไปว่าต้องให้กองทัพมาร่วมลงนามด้วย เพื่อเป็นหลักประกันว่าทหารจะไม่ทำการรัฐประหารอีก ทำให้รถไฟขบวนปรองดองต้องตกรางชั่วคราว

เหตุผลสำคัญที่ต้องการให้ทหารมาร่วมลงนามดังกล่าว เพราะทุกฝ่ายเห็นตรงกันว่าทหารเป็นหนึ่งในคู่ขัดแย้งทางการเมืองอย่างไม่อาจปฏิเสธได้ จึงเห็นว่าในเรื่องการสร้างความปรองดองทหารไม่ควรทำหน้าที่เป็นเจ้าภาพ เนื่องจากมีส่วนได้ส่วนเสีย และเมื่อทหารไม่ยอมถอยออกมาจากการเป็นเจ้าภาพก็ควรร่วมลงนาม เพื่อสัญญาลูกผู้ชายว่าทหารจะไม่เข้ามาแทรกแซงทางการเมืองอีก

แต่เมื่อ พล.อ.ประยุทธ์ เมินเงื่อนไขดังกล่าว เพราะมองว่าทหารไม่ได้เป็นคู่ขัดแย้ง ส่งผลให้กระบวนการสร้างความปรองดองสะดุดอย่างมีนัยสำคัญ โดยเฉพาะความหวาดระแวงระหว่างกันคงอยู่กันต่อไป

แม้ ณ เวลานี้พรรคการเมืองจะตอบรับเข้าร่วมกับพิธีการทางธุรการของทหารในการร่วมแลกเปลี่ยนความคิดเห็นตามคำเชิญของคณะอนุกรรมการรับฟังความคิดเห็น เพื่อสร้างความสามัคคีปรองดอง แต่มีคำถามว่าการเข้าร่วมนั้นเป็นไปด้วยความเต็มใจหรือไม่ ในเมื่อทหารเดินหมากกระดานนี้ภายใต้หลักการ “ต้องได้ฝ่ายเดียว ไม่ยอมเสีย”

ในด้านภาพทางการเมืองปฏิเสธไม่ได้ว่าเป็นภาพที่ดี เพราะทุกฝ่ายและทุกพรรคได้ต่างพร้อมให้ความร่วมมือกับทหาร แต่นั่นก็เป็นแค่ภาพที่ปรากฏสู่สาธารณะ ทว่าวิเคราะห์ไปถึงภายในแล้ว ย่อมเต็มไปด้วยความหวาดระแวงรอบด้าน เพราะไม่แน่ใจว่าเมื่อมีการเลือกตั้งแล้วการรัฐประหารจะเกิดขึ้นอีกหรือไม่

ด้วยสภาพแบบนี้ในระยะยาวการปรองดองที่กำลังขับเคลื่อนกันอยู่จะเป็นเพียงพิธีกรรมที่ประกอบขึ้นเพื่อให้ผ่านๆ ไปเท่านั้น โดยที่ปัญหาที่แท้จริงไม่ได้รับการแก้ไข เนื่องจากฝ่ายรัฐบาลใช้แต่พระเดชไม่ใช้พระคุณ สถานการณ์จึงอยู่ในความอึมครึมและไร้ทางออกอยู่อย่างนี้

สุดท้ายปัญหาทั้งหมดจะถูกซุกไปอยู่ใต้พรมเหมือนเดิมและรอวันปะทุอีกครั้ง