‘แจ๊ส ชวนชื่น-แจง’สวีทข้ามทวีป! ควงคู่ลั้นลายุโรปสัมผัสความหนาว

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/entertain/255596

วันอังคาร ที่ 7 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2560, 14.53 น.

7 ก.พ.60 ตลกชื่อดังขวัญใจเด็กแนว อย่าง“แจ๊ส ชวนชื่น” ที่เรียกว่าเป็นตลกคิวทองจริงๆ มีทั้งงานตลก พิธีกร และงานร้องเพลงอยู่ตลอด ล่าสุดหนุ่มแจ๊สก็มีงานร้องเพลงที่สต็อคโฮม ประเทศสวีเดน แถมยังควงภรรยาสาวสวย“แจง แจงจิตร์” ไปสัมผัสอากาศหนาวๆ ที่ยุโรป และได้จัดทริปสวีททัวร์ 3 ประเทศ อย่าง ฝรั่งเศส สวีเดน และเยอรมัน บอกเลยว่าบรรยากาศชวนให้โรแมนติกแบบสุดๆ เลยทีเดียว

https://www.instagram.com/p/BQAQRRFDcuZ/

https://www.instagram.com/p/BQAgBxzj6nq/

https://www.instagram.com/p/BQAiQ0KDpFc/

https://www.instagram.com/p/BQBEvGdjfUW/

https://www.instagram.com/p/BQLdMmSjjWk/

https://www.instagram.com/p/BQIy38YjOJu/

https://www.instagram.com/p/BQA0vfOj8Oz/

https://www.instagram.com/p/BQGbyRmlGEB/

 

‘ใบเตย’จัดเต็มอวดหุ่นแซ่บซี้ด!! ถ่ายแบบหวิวขึ้นปก’เพล์ยบอย’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/entertain/255586

วันอังคาร ที่ 7 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2560, 14.05 น.

7 ก.พ.60 ยังคงดีกรีความเซ็กซี่ร้อนแรงไว้ไม่มีเปลี่ยน สำหรับนักร้องลูกทุ่งสาว “ใบเตย สุธีวัน ทวีสิน” ที่เจ้าตัวมักอวดหุ่นให้ได้ชมผ่านอินสตาแกรมอยู่บ่อยๆ

ล่าสุด เจ้าตัวขอสลัดผ้าถ่ายแบบเซ็กซี่ให้กับนิตยสารเพล์ยบอยไทยแลนด์ ฉบับเดือนกุมภาพันธ์นี้ โดยเจ้าตัวจัดเต็มทั้งการโพสท่า สีหน้า แบบสุดๆ เรียกได้ว่าเผ็ดมาก งานนี้หนุ่มๆ ไม่ควรพลาด

คลิกที่ภาพเพื่อชมคลิปเบื้องหลัง 

https://www.instagram.com/p/BQK3dfJB7w0/

https://www.instagram.com/p/BQLQiaHhtML/

 

นางฟ้าชัดๆ!’ปู ไปรยา’ทูตสันถวไมตรีUNHCR ลงพื้นที่เยี่ยมผู้ลี้ภัยซีเรีย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/entertain/255570

วันอังคาร ที่ 7 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2560, 11.16 น.

7 ก.พ.60 หลังจากที่สำนักงานข้าหลวงใหญ่ผู้ลี้ภัยแห่งสหประชาชาติ (UNHCR) ประกาศแต่งตั้ง “ปู ไปรยา ลุนด์เบิร์ก” นักแสดงและนางแบบสาวชื่อดัง เป็นทูตสันถวไมตรีคนแรกของประเทศไทยและคนแรกของภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ สาวปูก็ได้มีโอกาสลงพื้นที่ปฏิบัติหน้าที่ช่วยเหลือผู้ลี้ภัยในต่างประเทศ

โดยล่าสุดสาวปูได้มีโอกาสไปเยี่ยมผู้ลี้ภัยที่ประเทศซีเรีย ใกล้เคียงกับพื้นที่ที่เกิดข้อพิพาทและความไม่สงบ โดยสาวปูได้เล่าว่าที่ค่ายซาทารีมีผู้ลี้ภัยชาวซีเรียอาศัย 80,000 คน ที่นี่อากาศหนาวมากติดลบ เด็กๆ ต้องการความช่วยเหลือ ซึ่งสาวปูก็ได้ไปให้กำลังใจกับเด็กผู้ไร้เดียงสา บอกเลยว่าเป็นนางเอกสาวที่ทั้งสวยและใจดีจริงๆ

https://www.instagram.com/p/BPo0glXFGiM/

https://www.instagram.com/p/BPcXLYvFtp6/

https://www.instagram.com/p/BPj8luDlFlk/

 

จัดหนักปราบโกง มรดกสุดท้ายคสช.

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

08 มีนาคม 2560 เวลา 09:25 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/politic/484115

จัดหนักปราบโกง มรดกสุดท้ายคสช.

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

ต้องยอมรับว่าการเมืองไทยเวลานี้ยังไม่ปรากฏความเคลื่อนไหวที่แสดงถึงนัยทางการเมืองอะไรมากนัก เนื่องจากต่างฝ่ายต่างรอให้ร่างรัฐธรรมนูญฉบับที่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) เพิ่งนำขึ้นทูลเกล้าฯ มีผลบังคับใช้

แน่นอนผลของการมีรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ในอนาคตข้างหน้านั้นจะนำมาซึ่งกระบวนการเปลี่ยนผ่านประเทศหลายกระบวนการ หนึ่งในนั้น คือ การจัดทำร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญ จำนวน 10 ฉบับ

ในทางการเมืองแล้วความสนใจพุ่งตรงไปที่ร่างกฎหมายเกี่ยวกับการเลือกตั้ง 4 ฉบับ ได้แก่ 1.การเลือกตั้ง สส. 2.การได้มาซึ่ง สว. 3.คณะกรรมการการเลือกตั้ง และ 4.พรรคการเมือง เพราะกฎหมายในกลุ่มนี้มีผลต่อการกำหนดวันเลือกตั้ง

กล่าวคือ เพราะถ้าร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญมีผลบังคับใช้เมื่อไหร่ นับจากนั้นไปอีก 150 วัน จะเป็นเรื่องของการหย่อนบัตรลงคะแนนเลือกตั้งเพื่อให้มาซึ่งรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง

อย่างไรก็ตาม นอกเหนือไปจากกฎหมายเลือกตั้งแล้ว ยังมีกฎหมายลูกอีกกลุ่มที่น่าสนใจไม่แพ้กัน อย่างร่างกฎหมายลูกที่เกี่ยวกับการปราบปรามการทุจริต

พิจารณาท่าทีในทางปฏิบัติของคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) แล้ว จะสังเกตเห็นได้ว่าค่อนข้างให้ความสนใจกับกฎหมายลักษณะดังกล่าวพอสมควร ยิ่งกว่ากฎหมายเลือกตั้งเสียอีก ส่วนหนึ่งอาจเป็นเพราะร่างรัฐธรรมนูญฉบับที่ กรธ.จัดทำนั้น กรธ.ได้ให้ชื่อว่า “ร่างรัฐธรรมนูญฉบับปราบโกง” จึงทำให้ กรธ.ใส่ใจในรายละเอียดกับกฎหมายปราบทุจริตอยู่ไม่น้อย

สำหรับร่างกฎหมายเกี่ยวกับการปราบโกงที่น่าสนใจมีอยู่ด้วยกัน 3 ฉบับ

1.ร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต มีประเด็นที่มาตรา 32

“พนักงานเจ้าหน้าที่อาจใช้เครื่องมือสื่อสารโทรคมนาคม เครื่องมือ อิเล็กทรอนิกส์ หรือด้วยวิธีการอื่นใด ในการสะกดรอยผู้ต้องสงสัยว่ากระทำความผิด หรือจะกระทำความผิดฐานร่ำรวยผิดปกติ หรือทรัพย์สินเพิ่มขึ้นผิดปกติ หรือทุจริตต่อหน้าที่ หรือกระทำความผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ราชการ หรือความผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ในการยุติธรรม…” เนื้อหาของมาตรา 32

2.ร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยวิธีพิจารณาคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ซึ่งมีการเปลี่ยนแปลงเนื้อหาที่เป็นสาระสำคัญของมาตรา 33 ที่ไม่ให้นับอายุความสำหรับกรณีที่ผู้ถูก
กล่าวหาหรือจำเลยหลบหนี

“ในการดำเนินคดีอาญาตาม พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญนี้ ในกรณีที่ผู้ถูกกล่าวหาหรือจำเลยหลบหนีไปในระหว่างถูกดำเนินคดี หรือระหว่างการพิจารณาคดีของศาล มิให้นับระยะเวลาที่ผู้ถูกกล่าวหาหรือจำเลยหลบหนีรวมเป็นส่วนหนึ่งของอายุความ

ในกรณีมีคำพิพากษาถึงที่สุดให้ลงโทษจำเลย ถ้าจำเลยหลบหนีไปในระหว่างต้องคำพิพากษาถึงที่สุดให้ลงโทษ มิให้นำบทบัญญัติมาตรา 98 แห่งประมวลกฎหมายอาญามาใช้บังคับ”

3.ร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการตรวจเงินแผ่นดิน โดยให้อำนาจคณะกรรมการตรวจเงินแผ่นดิน (คตง.) ตามมาตรา ซึ่งมีเนื้อหาเกี่ยวกับการดำเนินคดีอาญาอยู่ในมาตรา 24

“ในกรณีที่ผลการตรวจสอบมีหลักฐานอันควรเชื่อได้ว่าการใช้จ่ายเงินแผ่นดิน หรือมีการใช้อำนาจหน้าที่โดยมิชอบก่อให้เกิดความเสียหายแก่เงิน หรือทรัพย์สินของราชการ ให้สำนักงานฯ ดำเนินการไต่สวนความผิดคดีอาญากับบุคคลที่มีส่วนเกี่ยวข้องในการกระทำความผิดต่อไป

เว้นแต่กรณีมีผู้บริหารระดับสูงตาม พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติเข้ามามีส่วนเกี่ยวข้อง ให้ผู้ว่าการตรวจเงินแผ่นดินแจ้งคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ เพื่อดำเนินการตามหน้าที่และอำนาจต่อไป”

มองในภาพรวมแล้วนับว่ากฎหมายทั้ง 3 ฉบับที่ว่ามานี้ ที่หน่วยงานเกี่ยวข้องส่งมาให้ กรธ. ล้วนมีลักษณะของการเพิ่มอำนาจให้กับองค์กรอิสระและเพิ่มเงื่อนไขให้สามารถนำคนมารับโทษกรณีได้มีระสิทธิภาพมากขึ้น

แม้ว่าร่างกฎหมายดังกล่าวจะยังไม่สิ้นสุดกระบวนการของ กรธ. แต่ถ้าพิเคราะห์ถึงใจ กรธ.เวลานี้แล้ว ต้องยอมรับว่า กรธ.ก็คล้อยตามเนื้อหาสาระของกฎหมายดังกล่าวอยู่ไม่น้อย

ส่วนหนึ่งเนื่องมาจากสาระสำคัญส่วนใหญ่ตรงกับเจตนารมณ์ของ กรธ.และ คสช.ที่ต้องการปราบปรามการทุจริตให้เด็ดขาด

ดังนั้น คสช.เองก็หวังให้กฎหมายลูกต่างๆ เป็นมรดกไปสู่การปราบทุจริตในอนาคต เพื่อเป็นฐานในการสร้างความชอบธรรมก่อนต้องกลับกรมกองในเร็วๆ นี้

 

กฎหมายติดดาบ ‘คตง.’ ฟันอาญาโกงเงินแผ่นดิน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

07 มีนาคม 2560 เวลา 09:38 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/politic/483959

กฎหมายติดดาบ ‘คตง.’ ฟันอาญาโกงเงินแผ่นดิน

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

หมายเหตุ : คณะกรรมการตรวจเงินแผ่นดิน (คตง.) ได้ส่งร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการตรวจเงินแผ่นดิน มายังคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) เพื่อประกอบการพิจารณาของ กรธ. โดยมีทั้งสิ้น 98 มาตรา ซึ่งสาระสำคัญที่น่าสนใจดังนี้

มาตรา 6 ให้คณะกรรมการตรวจเงินแผ่นดิน (คตง.) จำนวน 7 คน ต้องเป็นผู้มีความรู้ ความเชี่ยวชาญ และประสบการณ์เกี่ยวกับการตรวจเงินแผ่นดิน กฎหมาย การบัญชี การตรวจสอบภายใน การเงิน การคลัง และด้านอื่นที่เป็นประโยชน์ต่อการตรวจเงินแผ่นดิน เป็นเวลาไม่น้อยกว่า 10 ปี

มาตรา 18 คตง.มีหน้าที่และอำนาจดังต่อไปนี้

(1) วางนโยบายการตรวจเงินแผ่นดินเสนอรัฐสภาเพื่อทราบ ก่อนมอบสำนักงานคณะกรรมการตรวจเงินแผ่นดิน ถือเป็นแนวทางปฏิบัติ รวมทั้งให้ความเห็นชอบแผนงานการตรวจเงินแผ่นดินที่สำนักงาน คตง.จัดทำตามนโยบายเสนอ

(2) กำหนดหลักเกณฑ์มาตรฐานเกี่ยวกับการตรวจเงินแผ่นดินให้สำนักงาน คตง.ถือปฏิบัติ รวมทั้งติดตามแก้ไขปรับปรุงหลักเกณฑ์มาตรฐานให้ทันสมัยและเหมาะสมกับสถานการณ์และสภาวการณ์

(3) กำกับให้การตรวจเงินแผ่นดินให้เป็นไปตามกฎหมายว่าด้วยวินัยการเงินการคลังของรัฐ

(4) พิจารณาวินิจฉัยรายงานผลการตรวจสอบเงินแผ่นดิน ไต่สวนความผิดคดีอาญา และติดตามทรัพย์สินของรัฐคืนจากการเอาไปหรือได้ไปโดยมิชอบที่ผู้ว่าการตรวจเงินแผ่นดินเสนอ

ทั้งนี้ ประเด็นสำคัญของร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการตรวจเงินแผ่นดินอยู่ที่มาตรา 24 ซึ่งมีเนื้อหาเกี่ยวกับการดำเนินคดีอาญา

“ในกรณีที่ผลการตรวจสอบมีหลักฐานอันควรเชื่อได้ว่าการใช้จ่ายเงินแผ่นดิน หรือมีการใช้อำนาจหน้าที่โดยมิชอบก่อให้เกิดความเสียหายแก่เงิน หรือทรัพย์สินของราชการ ให้สำนักงานฯ ดำเนินการไต่สวนความผิดคดีอาญากับบุคคลที่มีส่วนเกี่ยวข้องในการกระทำความผิดต่อไป

เว้นแต่กรณีมีผู้บริหารระดับสูงตาม พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติเข้ามามีส่วนเกี่ยวข้อง ให้ผู้ว่าการตรวจเงินแผ่นดินแจ้งคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ เพื่อดำเนินการตามหน้าที่และอำนาจต่อไป”

“กรณีผลการตรวจสอบปรากฏว่ามีการจงใจใช้อำนาจขัดต่อบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญหรือกฎหมายอื่น หรืออาจทำให้การเลือกตั้งมิได้เป็นไปโดยสุจริตและเที่ยงธรรม และเป็นกรณีที่ผู้ว่าการตรวจเงินแผ่นดินไม่สามารถจะดำเนินการใดได้

ให้ผู้ว่าการตรวจเงินแผ่นดินแจ้งให้คณะกรรมการการเลือกตั้ง หรือหน่วยงานอื่นที่เกี่ยวข้อง แล้วแต่กรณีเพื่อทราบและดำเนินการตามหน้าที่และอำนาจต่อไป”

สำหรับการไต่สวนความผิดคดีอาญาได้มีการขยายความและจำแนกขั้นตอนการดำเนินการไว้ในหมวด 5 ของร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญฯ

มาตรา 72 ก่อนไต่สวนความผิดคดีอาญา สำนักงาน คตง.อาจตรวจสอบสืบสวนเพื่อรวบรวมพยานหลักฐานให้ได้ข้อเท็จจริงเบื้องต้นก่อนว่าคดีมีมูลหรือไม่ ตามวิธีการที่ผู้ว่าการตรวจเงินแผ่นดินกำหนด และหากการตรวจสอบสืบสวนพบว่าคดีมีมูลและพยานหลักฐานเพียงพอต่อการไต่สวนความผิดคดีอาญาต่อไปได้ ให้พนักงานเจ้าหน้าที่เสนอต่อผู้ว่าฯ หรือผู้ที่ผู้ว่าฯ มอบหมายเพื่อดำเนินการให้มีการไต่สวนความผิดคดีอาญาตามหมวดนี้ต่อไปโดยเร็ว

มาตรา 77 เพื่อประโยชน์ในการไต่สวน หากสำนักงานฯ เห็นว่าการให้เจ้าหน้าที่ของรัฐยังคงปฏิบัติหน้าที่ต่อไปอาจเป็นอุปสรรคต่อการไต่สวน อาจขอให้ คตง.พิจารณาส่งเรื่องให้ผู้บังคับบัญชาหรือผู้มีอำนาจบรรจุแต่งตั้งของเจ้าหน้าที่รัฐผู้นั้น เพื่อให้โยกย้ายออกจากส่วนงานที่รับผิดชอบ จนกว่าการไต่สวนดังกล่าวจะแล้วเสร็จ และหากต่อมาผลการไต่สวนข้อเท็จจริงปรากฏว่าไม่มีมูลความผิด ให้ผู้บังคับบัญชาดำเนินการสั่งให้เจ้าหน้าที่รัฐผู้ถูกโยกย้าย กลับมารับราชการหรือทำงานในตำแหน่งเดิม

มาตรา 83 กรณีผลการไต่สวนมิได้มีผู้บริหารระดับสูงตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริตเข้ามามีส่วนเกี่ยวข้อง และผู้ว่าฯ หรือผู้ที่ผู้ว่าฯ มอบหมาย และ คตง.เห็นว่าผู้ถูกกล่าวหากระทำความผิดอาญา ให้ส่งรายงานผลการพิจารณาไปยังอัยการสูงสุด เพื่อดำเนินคดีอาญาในข้อหานั้นๆ ต่อศาลที่มีเขตอำนาจพิจารณาพิพากษา และศาลอาจประทับฟ้องไว้พิจารณาโดยไม่ต้องไต่สวนมูลฟ้อง

ขณะที่ บทเฉพาะกาลของร่าง พ.ร.บ.ฉบับนี้ในมาตรา 98 บัญญัติให้ประธานและกรรมการ คตง. และผู้ว่าฯ ซึ่งดำรงตำแหน่งอยู่ก่อนวันที่รัฐธรรมนูญประกาศใช้ ยังคงอยู่ในตำแหน่งต่อไป และเมื่อ พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญนี้ใช้บังคับแล้วให้ยังคงดำรงตำแหน่งเพื่อปฏิบัติหน้าที่ต่อไปจนกว่าจะครบวาระ 3 ปี ตามประกาศคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ฉบับที่ 71/2557 ซึ่งรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย มาตรา 279 บัญญัติให้มีผลใช้บังคับโดยชอบต่อไป

 

มาตรา 44 พร่ำเพรื่อ เสี่ยงด้านกัดกร่อนอำนาจ คสช.

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

06 มีนาคม 2560 เวลา 09:29 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/politic/483803

มาตรา 44 พร่ำเพรื่อ เสี่ยงด้านกัดกร่อนอำนาจ คสช.

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

อาการ “ดื้อยา” เริ่มปรากฏให้เห็นชัดเจนขึ้น หลัง พล.อ.ประยุทธ์จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) เร่งเครื่องแก้ปัญหาที่กำลังรุมเร้าด้วยการใช้อำนาจตามมาตรา 44 เข้ามาอำนวยความสะดวกในหลายต่อหลายเรื่องช่วงระยะหลัง​

แน่นอนว่า ดาบวิเศษในมือ คสช.นี้มีสองคม​ ​คสช.เองก็พยายามหลีกเลี่ยงไม่ใช้ดาบวิเศษในมือช่วงแรกๆ แต่สุดท้ายก็จำเป็นต้องหยิบยกมาใช้และใช้บ่อยมากขึ้น​ เพื่อเร่งสร้างผลงานกู้ความเชื่อมั่นให้กลับคืนมา

ล่าสุดกับการใช้มาตรา 44 ออกคำสั่งหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติที่ 5/2560 เรื่อง มาตรการให้อำนาจกำหนดพื้นที่ควบคุมเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการบังคับใช้กฎหมาย

ประกาศให้พื้นที่วัดพระธรรมกายเป็นพื้นที่ควบคุมพิเศษ เพื่ออำนวยความสะดวกให้เจ้าหน้าที่เข้าไปตรวจค้นติดตามตัวพระธัมมชโยมาดำเนินคดี หลังจากที่ความพยายามเจรจาขอเข้าไปตรวจค้นดูจะไม่เป็นผล แถมยังมีการระดมศิษยานุศิษย์เข้ามาเป็นโล่มนุษย์ขัดขวางการปฏิบัติงานเจ้าหน้าที่

แต่ทุกอย่างไม่เป็นไปตามที่คาดอำนาจตามมาตรา 44 ประกาศให้พื้นที่วัดพระธรรมกายเป็นพื้นที่ควบคุมพิเศษมาได้ระยะหนึ่งแล้ว กลับไม่ช่วยให้สถานการณ์ดีขึ้น แต่การติดตามตัวพระธัมมชโยยังไม่มีความคืบหน้า

สะท้อนให้เห็นอำนาจที่เริ่มคลายความขลังกลายเป็นคำสั่งที่ไร้พลัง

ไม่ต่างจากการใช้อำนาจตามมาตรา 44 ไปแก้ปัญหาเรื่องอื่นๆ ทั้งการแก้ปัญหาการทุจริตไม่ว่าจะเป็นการสั่งพักงาน ปลดออกจากตำแหน่งข้าราชการบุคลากรและเจ้าหน้าที่ของรัฐที่เข้าไปพัวพันกับเรื่องทุจริตไม่โปร่งใสในหลายพื้นที่ และทำให้สังคมเทคะแนนให้กับความตั้งใจ

แต่หลังจากนั้นแต่ละกรณีกลับยังไม่มีความคืบหน้าทั้งในแง่คดีความ การติดตามตัวคนผิดมาดำเนินคดีหรือทำความจริงให้ปรากฏ ​ทำให้มาตรา 44 ที่หยิบมาใช้ดูจะไปได้ไม่สุดทางอย่างที่คาดหวัง

หลายเรื่องที่ควรจะใช้ช่องทางปกติกลับใช้มาตรา 44 ทั้ง​​กรณีการสอบเข้าทำงานในองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นที่ใช้มาตรา 44 เข้าไปแก้ปัญหาให้ส่วนกลางเป็นคนออกข้อสอบและจัดสอบพร้อมกันทั่วประเทศ และยกเลิก​จากเดิมที่ให้ทางท้องถิ่นเป็นคนจัดสอบ

การแก้ปัญหาการบุกรุกลำคลองสาธารณะตั้งแต่คลอง 2 ลาดพร้าวไปจนถึงคลองเปรมประชากร  ​ซึ่งปัญหาการบุกรุกที่สาธารณะจนกลายเป็นแหล่งสลัมเสื่อมโทรมที่ใช้มาตรา 44 ​ประกาศเป็นพื้นที่สาธารณะเพื่อให้กลายเป็นพื้นที่ราชพัสดุแล้วเปิดโอกาสให้ประชาชนรวมตัวกันจัดตั้งสหกรณ์ขอสินเชื่อสร้างที่อยู่อาศัย พร้อมปลดล็อกระเบียบการก่อสร้างอาคารเท่านั้น

มาจนถึงกา​รงัดมาตรา 44 มาปลด ​วุฒิชาติ กัลยาณมิตร ผู้ว่าการการรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.) และกรรมการพ้นจากตำแหน่ง หลังได้รับข้อร้องเรียนจำนวนมากถึงปัญหาความไม่โปร่งใส​​

พร้อมขยับปรับมาตั้งคณะกรรมการกำกับการจัดซื้อจัดจ้าง เพื่อเร่งรัด กำกับ และตรวจสอบการจัดซื้อจัดจ้างของหน่วยงานภาครัฐวงเงินตั้งแต่ 5,000 ล้านบาทขึ้นไป

ยังไม่รวมกับอีกหลายเรื่องร้อนที่ค้างคายากจะแก้ไข คสช.ก็งัดมาตรา 44 เข้าไปจัดการ ทั้งการปฏิรูปตำรวจ กำหนดหลักเกณฑ์การแต่งตั้งข้าราชการตำรวจให้เป็นไปตามหลักเกณฑ์ วิธีการ และขั้นตอน​ เพื่อให้เกิด​ความสุจริต เป็นธรรม

แม้แต่เรื่องใหญ่อย่าง “ปรองดอง” และ “ปฏิรูป” ​ก็ใช้มาตรา 44 ตั้งคณะกรรมการบริหารราชการแผ่นดินตามกรอบการปฏิรูปประเทศ ยุทธศาสตร์ชาติและการสร้างความสามัคคีปรองดอง (ป.ย.ป.) ​

จุดอ่อนของมาตรา 44 อยู่ตรงความเบ็ดเสร็จของอำนาจ ขาดการถ่วงดุลหรือร่วมพิจารณาด้วยความรอบคอบเมื่อใช้แก้ปัญหาหนึ่งก็อาจนำไปสู่ปัญหาหนึ่ง

คล้ายกลับกรณีใช้อำนาจมาตรา 44 ออกคำสั่งแก้ปัญหาความล่าช้าในการขอสิทธิบัตรที่ค้างอยู่ในระบบกว่า 1.2 หมื่นราย เพื่อช่วยจูงใจสร้างบรรยากาศการลงทุน

แต่อีกด้านหนึ่งกลับเริ่มมีคนออกมาท้วงว่ามาตรการนี้จะทำให้การเร่งออกสิทธิบัตรยา ส่งผลให้ราคายาแพงขึ้นและเป็นปัญหากับผู้ป่วยที่ต้องการใช้ยานำมาสู่การเคลื่อนไหวให้ยกเลิกคำสั่งนี้

คล้ายกับแนวคิดของ อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ระบุว่า มาตรา 44 เป็นอำนาจเบ็ดเสร็จ เมื่อรัฐบาลใช้แล้วไม่สามารถที่จะโต้แย้งได้ มีความรวดเร็ว มีผลได้ทั้งทางนิติบัญญัติ บริหาร และตุลาการ

“ทุกคนมีผิดพลาดได้ หรืออาจจะได้ข้อมูลไม่รอบด้าน การใช้อำนาจแบบนี้พอโต้แย้งไม่ได้ ก็มีประเด็นปัญหาที่ตามมาได้ ดังนั้น หลายเรื่องเราสามารถใช้กฎหมายปกติได้ จึงควรได้วางรากฐานสำหรับอนาคตด้วย”​

การใช้อำนาจตามมาตรา 44 จึงเป็นเรื่องเปราะบาง เมื่อทาง พล.อ.ประยุทธ์ ประกาศว่าจะเดินหน้าใช้ต่อไป ก็เป็นที่สุ่มเสี่ยงและต้องระมัดระวังผลข้างเคียงที่จะย้อนกลับมายังคนใช้อย่างไม่อาจหลีกเลี่ยง

ปิดกม.อาญานักการเมือง ถ้าคิดหนี…ต้องหนีตลอดชีวิต

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

03 มีนาคม 2560 เวลา 09:26 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/politic/483499

ปิดกม.อาญานักการเมือง ถ้าคิดหนี...ต้องหนีตลอดชีวิต

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

 

ศาลฎีกาได้จัดทำร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยวิธีพิจารณาคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง และส่งมาให้คณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) ดำเนินการตามที่ร่างรัฐธรรมนูญฉบับประชามติกำหนด ซึ่งโดยภาพรวมมีเนื้อหาที่น่าสนใจ ดังนี้

ร่าง พ.ร.บ.ฉบับนี้มีทั้งหมด 71 มาตรา แบ่งเป็น 7 หมวด ประกอบด้วย หมวด 1 บททั่วไป หมวด 2 การดำเนินคดีอาญา หมวด 3 การดำเนินคดีร้องขอให้ทรัพย์สินตกเป็นของแผ่นดิน หมวด 4 การดำเนินคดีต่อคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ หมวด 5 การดำเนินคดีเกี่ยวกับการยื่นบัญชีแสดงรายการทรัพย์สินและหนี้สิน หมวด 6 อุทธรณ์ และหมวด 7 การบังคับคดี

ในส่วนแรกของร่างกฎหมาย คือ มาตรา 6 ได้มีการวางหลักการเกี่ยวกับการทำงานของศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองว่า “การพิจารณาคดีให้ใช้ระบบไต่สวนและเป็นไปโดยรวดเร็วตามที่กำหนดใน พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญนี้ และข้อกำหนดของประธานศาลฎีกา

ทั้งนี้ ให้ศาลค้นหาความจริงโดยยึดสำนวนการไต่สวนของคณะกรรมการ ป.ป.ช. หรือของผู้ไต่สวนอิสระ แล้วแต่กรณีเป็นหลักในการพิจารณาและอาจไต่สวนหาข้อเท็จจริงและพยานหลักฐานเพิ่มเติมได้ตามที่เห็นสมควร”

สำหรับผู้มีอำนาจฟ้องคดีอาญาต่อศาลฎีกาได้นั้น ได้แก่ อัยการสูงสุด และคณะกรรมการ ป.ป.ช. โดยมาตรา 22 วางหลักให้เมื่อศาลประทับรับฟ้องแล้ว ให้ผู้ถูกกล่าวหาหยุดปฏิบัติหน้าที่จนกว่าศาลจะมีคำสั่งเป็นอย่างอื่น และ มาตรา 27 ยังกำหนดให้ศาลออกหมายจับผู้ถูกกล่าวหาได้ หากมีหลักฐานตามสมควรว่าผู้นั้นจะหลบหนีหรือจะไปยุ่งกับหลักฐานหรือก่ออันตรายประการอื่น

ขณะเดียวกัน กฎหมายยังเปิดโอกาสให้ศาลฎีกาสามารถไต่สวนพยานหลักฐานลับหลังจำเลยได้ เพื่อให้กระบวนการพิจารณาคดีดำเนินต่อไปได้ตามมาตรา 32 ในกรณีดังต่อไปนี้

(1) จำเลยไม่อาจมาฟังการไต่สวนได้ เนื่องจากความเจ็บป่วยหรือมีเหตุจำเป็นอันมิอาจก้าวล่วงได้

(2) จำเลยเป็นนิติบุคคลและศาลได้ออกหมายจับผู้จัดการหรือผู้แทนของนิติบุคคลนั้นแล้ว แต่ยังจับตัวมาไม่ได้

(3) จำเลยอยู่ในอำนาจศาลแล้วแต่ได้หลบหนีไป และศาลได้ออกหมายจับแล้วแต่ยังจับตัวมาไม่ได้

(4) ในระหว่างพิจารณาหรือไต่สวน ศาลมีคำสั่งให้จำเลยออกจากห้องพิจารณา เพราะเหตุขัดขวางการพิจารณา หรือจำเลยออกไปจากห้องพิจารณาโดยไม่ได้รับอนุญาตจากศาล

ทั้งนี้ ประเด็นที่น่าสนใจที่สุดอยู่ที่การไม่ให้นับอายุความสำหรับกรณีที่ผู้ถูกกล่าวหาหรือจำเลยหลบหนีตามนัยของมาตรา 33

“ในการดำเนินคดีอาญาตาม พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญนี้ ในกรณีที่ผู้ถูกกล่าวหาหรือจำเลยหลบหนีไปในระหว่างถูกดำเนินคดี หรือระหว่างการพิจารณาคดีของศาล มิให้นับระยะเวลาที่ผู้ถูกกล่าวหาหรือจำเลยหลบหนีรวมเป็นส่วนหนึ่งของอายุความ

ในกรณีมีคำพิพากษาถึงที่สุดให้ลงโทษจำเลย ถ้าจำเลยหลบหนีไปในระหว่างต้องคำพิพากษาถึงที่สุดให้ลงโทษ มิให้นำบทบัญญัติมาตรา 98 แห่งประมวลกฎหมายอาญามาใช้บังคับ”

จากบทบัญญัติดังกล่าวย่อมมีผลให้บุคคลจำเลยที่หนีคำพิพากษาของศาล จะไม่ได้ประโยชน์จากอายุความอีกต่อไป

นอกจากนี้ มาตรา 34 ยังระบุเกี่ยวกับการที่จำเลยหรือผู้ถูกกล่าวหาหลบหนีอีกว่า “ในการดำเนินคดีอาญาตาม พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญนี้ ผู้ถูกกล่าวหาหรือจำเลยหลบหนีไปในระหว่างได้รับการปล่อยชั่วคราวต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 6 เดือน หรือปรับไม่เกิน 1 หมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ และถ้าเป็นการหลบหนีไปในระหว่างการพิจารณาคดีของศาล ไม่ว่าศาลจะมีคำสั่งจำหน่ายคดีหรือไม่ก็ตาม ศาลอาจมีคำสั่งให้ผู้มีหน้าที่เกี่ยวข้องกับการติดตามหรือจับกุมจำเลยรายงานผลภายในระยะเวลาที่ศาลเห็นสมควร”

ส่วนการริบทรัพย์สินนั้นร่างกฎหมายฉบับใหม่ยังให้คงไว้ตามเดิมตามมาตรา 45 โดยให้ครอบคลุมทรัพย์สิน 5 ลักษณะ ได้แก่ 1.ทรัพย์สินหรือประโยชน์อันอาจคำนวณเป็นราคาเงินได้ 2.ทรัพย์สินที่
เจ้าหน้าที่ของรัฐได้มาจากการกระทำความผิดต่อตำแหน่งหน้าที่

3.ทรัพย์สินที่จูงใจให้บุคคลกระทำความผิด 4.ทรัพย์สินที่บุคคลได้มาจากการจำหน่าย จ่าย โอน และ 5.ดอกผลหรือประโยชน์อื่นใดจากทรัพย์สินดังกล่าว เว้นแต่เป็นทรัพย์สินของผู้อื่น ซึ่งมิได้รู้เห็นเป็นใจด้วยในการกระทำความผิด

สุดท้ายเป็นเรื่องของการอุทธรณ์คำพิพากษาศาลฎีกา มีสาระสำคัญตรงที่มาตรา 62 และ มาตรา 63 บัญญัติให้ต้องอุทธรณ์ต่อที่ประชุมใหญ่ศาลฎีกาภายใน 30 วัน นับแต่วันที่ศาลมีคำพิพากษา และในกรณีที่จำเลยซึ่งไม่ได้ถูกคุมขังเป็นผู้อุทธรณ์ จำเลยจะยื่นอุทธรณ์ได้ต่อเมื่อแสดงตนต่อเจ้าพนักงานศาลในขณะยื่นอุทธรณ์ มิฉะนั้นให้ศาลมีคำสั่งไม่รับอุทธรณ์

 

งัดม.44เร่งสิทธิบัตรยา เผือกร้อนลูกใหม่คสช.

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

03 มีนาคม 2560 เวลา 09:20 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/politic/483498

งัดม.44เร่งสิทธิบัตรยา เผือกร้อนลูกใหม่คสช.

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์​

แรงกระเพื่อมเริ่มก่อตัวเมื่อที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) มีแนวคิดเตรียมใช้อำนาจตามมาตรา 44 ออกคำสั่งคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) เข้ามาแก้ปัญหาความล่าช้าในการขอสิทธิบัตรที่ค้างอยู่ในระบบกว่า 1.2 หมื่นราย นานร่วม 10-20 ปี

ย้อนไปถึงเหตุผลที่ต้องงัดมาตรา 44 เข้ามาแก้ไขปัญหานั้น เนื่องจาก​ต้องการอำนวยความสะดวกให้กับผู้ขอจดสิทธิบัตร ซึ่งส่วนใหญ่พบว่าเป็นชาวต่างชาติ เพราะด้วยข้อจำกัดทางด้านบุคลากรที่ปัจจุบันมีอยู่เพียง 30 คน ทำให้ไม่ทันต่อการพิจารณาส่งผลให้เรื่องค้างพิจารณามาจนถึงปัจจุบัน

​ดังนั้น หากประเทศไทยยังปล่อยให้กระบวนการยังล่าช้าเช่นนี้ ย่อมจะส่งผลกระทบต่อความเชื่อมั่นของนักลงทุนและการแข่งขันในต่างประเทศ

ทางออกเบื้องต้น ที่ประชุม ครม. จึงเตรียมอาศัย​อำนาจตามมาตรา 44 ออกคำสั่งกำหนดให้คนที่ขอสิทธิบัตรมาแล้ว 5 ปี มาขอรับสิทธิบัตรได้ทันที

โดยมีเงื่อนไขว่าสินค้าจะต้องตรงกันกับการขอสิทธิบัตร และต้องมีการจดทะเบียนที่ต่างประเทศแล้ว อีกทั้งหากพบว่าเป็นสินค้าไม่ได้อยู่ในเงื่อนไข เช่น มีการลอกเลียนแบบหรือไม่มีการจดทะเบียนที่ต่างประเทศ รัฐบาลสามารถยกเลิกการจดสิทธิบัตรในภายหลังได้

อย่างไรก็ตาม คาดว่าผลลัพธ์จากการดำเนินมาตรการนี้จะทำให้ผู้ที่ค้างการขอรับสิทธิบัตรได้จดสิทธิบัตรได้กว่าหนึ่งหมื่นรายใน 3 เดือนนี้

ปัญหาอยู่ตรงในที่ประชุมมีการตั้งข้อสังเกตเรื่องการจดสิทธิบัตรยา อาจทำให้ยาบางตัวมีราคาสูงขึ้นมาก ​กระทบกับประชาชนทั่วไปจนไม่อาจเข้าถึงยาที่จำเป็นได้

นำมาสู่การเคลื่อนไหวเรียกร้องให้ยุติคำสั่งดังกล่าว​ ล่าสุดกลุ่มศึกษาข้อตกลงเขตการค้าเสรี ภาคประชาชน FTA WATCH มูลนิธิเข้าถึงเอดส์ และเครือข่ายผู้ติดเชื้อเอชไอวี ประเทศไทย บุกทำเนียบยื่นหนังสือถึง พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้า คสช.

​นิมิตร์ เทียนอุดม ผู้อำนวยการมูลนิธิเข้าถึงเอดส์ ระบุถึงเหตุผลที่คัดค้านคำสั่ง คสช.เรื่องนี้เพราะ 1.การออกคำสั่งดังกล่าวไม่ได้ตั้งอยู่บนการศึกษาข้อเท็จจริงในเรื่องปัจจัยที่ทำให้เกิดความล่าช้าในการพิจารณา และออกสิทธิบัตรอย่างรอบด้าน 2.การเร่งออกสิทธิบัตรยิ่งส่งผลกระทบต่อการสนับสนุนนวัตกรรมในประเทศตามนโยบายไทยแลนด์ 4.0

3.การเร่งออกสิทธิบัตรจะก่อให้เกิดปัญหาสิทธิบัตรด้วยคุณภาพและการผูกขาดตลาดยา ทำให้ยาแพงโดยไม่จำเป็น และ 4.การเร่งออกสิทธิบัตรอาจส่งผลให้กลไกการตรวจสอบและการคัดค้านคำขอไม่สามารถทำงานได้​ ทั้งนี้ การแก้ปัญหาต้องตั้งอยู่บนพื้นฐานของการเป็นประชาธิปไตย มีส่วนร่วมของภาคประชาชน

ไม่ต่างจาก เ​ฉลิมศักดิ์ กิตติตระกูล เจ้าหน้าที่รณรงค์เข้าถึงการรักษามูลนิธิเข้าถึงเอดส์ ที่ออกมาอธิบายว่าการพิจารณาการจดสิทธิบัตรที่ล่าช้าส่วนใหญ่ไม่ได้เกิดจากการทำงานล่าช้าของเจ้าหน้าที่ แต่เกิดจากการใช้กลวิธีของบริษัทยาที่ขอจดสิทธิบัตรด้วย

บริษัทยาส่วนใหญ่จะยื่นแจ้งการตรวจสอบ เมื่อใกล้หมดกำหนดแจ้งการตรวจสอบขั้นตอนการประดิษฐ์เพียงไม่นาน เพราะการคุ้มครองเริ่มขึ้นแล้วนับตั้งแต่วันที่ยื่นขอจดสิทธิบัตร แม้ว่าคำขอยังอยู่ในขั้นตอนการพิจารณา แต่บริษัทอื่นก็จะไม่กล้าผลิตยาออกมาแข่ง เพราะเสี่ยงต่อการถูกข่มขู่คุกคามโดยใช้กฎหมาย อาจแพ้คดีและต้องชดใช้ค่าเสียหายจำนวนมากย้อนไปตั้งแต่วันที่ยื่นขอจดสิทธิบัตร

สอดรับกับ กรรณิการ์ กิจติเวชกุล รองประธานกลุ่ม​​ FTA WATCH ที่ระบุว่า ไม่ควรใช้มาตรา 44 มาแก้ปัญหาแบบไม่ถูกต้อง เพราะจะยิ่งสร้างปัญหาเพิ่มจากงานวิจัย “คำขอรับสิทธิบัตรยาที่จัดเป็น Evergreening Patent ในประเทศไทยและการคาดประมาณผลกระทบที่เกิดขึ้น” ของสถาบันวิจัยระบบสาธารณสุข พบว่ามีการขอรับสิทธิบัตรแบบไม่มีที่สิ้นสุด ที่จะทำให้ผู้ได้รับสิทธิบัตรได้รับความคุ้มครองอย่างต่อเนื่องเกิน 20 ปี หรืออาจชั่วชีวิตของยานั้น ซึ่งการขอรับสิทธิบัตรดังกล่าวถือว่าไม่มีความใหม่ ไม่มีขั้นตอนการประดิษฐ์ที่สูงขึ้น

โดยระหว่างปี 2543-2553 หรือช่วง 10 ปีที่ผ่านมา มีสิทธิบัตรไม่มีวันตายมากถึง ​84% จากคำขอทั้งหมด 2,188 ฉบับ ถ้ามีการใช้มาตรา 44 เร่งอนุญาตคำขอสิทธิบัตรเป็นไปได้ว่า คำขอสิทธิบัตรในลักษณะดังกล่าวจะส่งผลกระทบต่อภาพรวมการบริโภคยาและตลาดของประเทศ ซึ่งพบว่าคำขอที่จะมีการผูกขาดตลาดตั้งแต่ปี 2539-2571 คิดเป็นมูลค่าสะสมประมาณ 8,477.7 ล้านบาท

สวนทางกับ นพ.วันชัย สัตยาวุฒิพงศ์ เลขาธิการคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) ที่ออกมาสนับสนุน​คำสั่งตามมาตรา ​44 ครั้งนี้ พร้อมยืนยันว่าการจดสิทธิบัตรจะทำให้ราคายาไม่แพงขึ้น เพราะกระทรวงสาธารณสุขมีกลไกต่อรองราคาให้อยู่ในระดับเหมาะสม

เช่นเดียวกับสมาคมทรัพย์สินทางปัญญาแห่งประเทศไทยที่ออกมาสนับสนุนการแก้ไขปัญหาการออกสิทธิบัตรล่าช้า โดยการใช้คำสั่งตามมาตรา 44 เพื่อพัฒนาเศรษฐกิจเข้าก้าวสู่ยุค 4.0 อย่างมั่นคง

ปัญหาอยู่ที่เวลานี้ยังมีหลักประกันใดๆ ว่าหลังการเร่งออกสิทธิบัตรยาแล้วจะไม่ทำให้ราคาสูงขึ้นอย่างที่กังวลกัน ​นับจากนี้ย่อมต้องเห็นการเคลื่อนไหวคัดค้านที่เข้มข้นมากขึ้นเรื่อยๆ

หากภาครัฐยังดึงดันเดินหน้าโดยไม่มีคำอธิบายหรือมีหลักประกันที่ชัดเจน เรื่องนี้จะกลายเป็นเผือกร้อนที่รัฐบาลต้องเผชิญอย่างไม่อาจหลีกเลี่ยง

 

ปราบทุจริตไม่คืบ ฉุดความเชื่อมั่น คสช.

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

02 มีนาคม 2560 เวลา 09:31 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/politic/483307

ปราบทุจริตไม่คืบ ฉุดความเชื่อมั่น คสช.

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์​

การปราบทุจริตคอร์รัปชั่นถือเป็นโจทย์ใหญ่และเร่งด่วนที่ทาง พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา หัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ประกาศให้ความสำคัญกำหนดเป็นวาระแห่งชาติ ส่งสัญญาณเอาจริงกำจัดมะเร็งร้ายที่กัดกร่อนสังคมมายาวนาน ​

ชัดเจนตามที่บรรจุเป็นนโยบายรัฐบาลข้อที่ 10 จากทั้งหมด 11 ข้อ ซึ่งแถลงต่อสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ไปเมื่อวันที่ 12 ก.ย. 2557 ที่ระบุจะส่งเสริมการบริหารราชการแผ่นดินที่มีธรรมาภิบาลและการป้องกันปราบปรามการทุจริตและประพฤติมิชอบในภาครัฐ ​

แต่ทว่ากว่าสองปีที่ผ่านมาการดำเนินการในเรื่องนี้ยังล่าช้า จนแทบไม่เห็นความคืบหน้าเป็นรูปธรรมอย่างที่สังคมคาดหวัง มิหนำซ้ำ ระยะหลังบุคคลแวดล้อม คสช.ยังมีข่าวเข้าไปพัวพันเกี่ยวข้องกับความไม่โปร่งใสหลายกรณีจนฉุดความเชื่อมั่นใน คสช.​

สอดรับกับผลสำรวจล่าสุดจาก “นิด้าโพล” เรื่องความเชื่อมั่นที่มีต่อรัฐบาล คสช. ในการทำงานช่วง 2 ปีครึ่งที่ผ่านมา ซึ่งคะแนนนิยมตกลงเกือบทุกด้าน

ที่สำคัญความเชื่อมั่นเรื่อง “ความโปร่งใส”  ของรัฐบาล คสช. ล่าสุด  67.36% ระบุว่าการทำงานมีความโปร่งใสตรวจสอบได้ ขณะที่​​ 16.96% ระบุว่าการทำงานไม่มีความโปร่งใสตรวจสอบไม่ได้ ลดลงจากเมื่อเดือน ส.ค. 2559 ซึ่งความเชื่อมั่นด้านความโปร่งใสสูงถึง 72.88% ​มีเพียง 10.40% ที่ระบุว่าไม่มีความโปร่งใส

หากจำได้ตั้งแต่เข้ามาบริหารประเทศ รัฐบาล คสช.มีข่าวเข้าไปพัวพันกับเรื่องฉาวหลายต่อหลายเรื่องตั้งแต่ การจัดซื้อไมโครโฟนที่ราคาสูงเป็นพิเศษ ต่อเนื่องเงื่อนงำความไม่โปร่งใสในโครงการอุทยานราชภักดิ์

แน่นอนว่าผลสอบของคณะกรรมการที่รัฐบาลตั้งขึ้นมาสรุปว่าไม่มีความผิดนั้นสร้างความรู้สึกค้างคาขัดกับความรู้สึกของสังคมที่ติดตามรายละเอียดเรื่องนี้

สถานการณ์ดูอึมครึมมากขึ้นเมื่อเกิดกระแสข่า​ว พล.อ.ปรีชา จันทร์โอชา น้องชาย พล.อ.ประยุทธ์ จงใจปกปิดบัญชีทรัพย์สินหรือรายงานเท็จ แต่ต่อมาทางคณะกรรมการ ป.ป.ช. พิจารณาแล้วเห็นว่าไม่ได้เป็นการจงใจยื่นบัญชีแสดงรายการทรัพย์สินและหนี้สินด้วยข้อความอันเป็นเท็จ หรือมีเจตนาปกปิดข้อเท็จจริง

​ซ้ำเติมด้วยกรณี  ปฐมพล จันทร์โอชา บุตรชาย พล.อ.ปรีชา ​ได้รับงานก่อสร้างในหน่วยงานต่างๆ ผ่านการประมูลที่ถูกยื่นให้ตรวจสอบว่ามีการใช้อำนาจหน้าที่ของ พล.อ.ปรีชา เข้าไปเอื้อประโยชน์หรือไม่

ในแง่การทำงานของรัฐบาลจะเห็นว่านอกจากการจัดกิจกรรมเปิดงานเอาจริงเอาจังกับการปราบทุจริตคอร์รัปชั่น ทุกภาคส่วนแล้ว รวมทั้งตั้งคณะทำงานที่บูรณาการหน่วยงานเข้ามาจัดการปัญหาทุจริตคอร์รัปชั่นที่ยังไม่เห็นผลงานเป็นรูปธรรมอย่างที่คาดหวัง

ช่วงหนึ่งภาพลักษณ์การปราบปรามทุจริตของรัฐบาล คสช.ดูดีขึ้น เมื่อมีการใช้อำนาจตามมาตรา 44 เข้าไปพักงานหรือสั่งย้ายเจ้าหน้าที่ในหลายระดับที่เข้าไปเกี่ยวพันกับเรื่องทุจริต เพื่อเปิดให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้าไปตรวจสอบได้อย่างเป็นอิสระและสกัดไม่ให้ความเสียหายรุนแรงเพิ่มเติมจากที่เป็นอยู่

แต่นานไปทุกอย่างกลับไม่มีความคืบหน้าอย่างที่สังคมคาดหวัง เพราะไม่สามารถสืบสวนสอบสวนและหาพยานหลักฐานมามัดตัวคนผิดติดตามตัวมาดำเนินคดีได้

ล่าสุด กับเรื่องฉาวระดับนานาชาติ ซึ่ง​ทางสหรัฐและอังกฤษออกมาเปิดเผยข้อมูลว่า บริษัท โรลส์-รอยซ์ เคยให้สินบนกับทั้งทาง ปตท.และการบินไทย จนเป็นคดีความในต่างประเทศ

ต่อเนื่องกับข้อมูลจากกระทรวงยุติธรรมสหรัฐ ที่ออกมาเปิดเผยพบการจ่ายสินบนแก่บุคคลที่อ้างตัวเป็นที่ปรึกษาในโครงการติดตั้งกล้องวงจรปิด (ซีซีทีวี) ในรัฐสภาไทยช่วงปี 2549

ปัญหาอยู่ตรงนี้ข้อมูลหลักฐานที่ค่อนข้างชัดเจนจากต่างประเทศระบุถึงขั้นมีการพบปะพูดคุยเจรจากันที่ไหนอย่างไร มีใครเกี่ยวข้องอย่างไร แต่จนถึงขณะนี้ก็ยังไม่มีความคืบหน้า​ในการไล่บี้เอาผิดคนที่เกี่ยวข้อง

ทั้งที่ “ใบเสร็จ” ในเรื่องนี้ค่อนข้างจะชัดเจน แต่ก็ทำได้เพียงแค่รอประสานข้อมูลจากต่างประเทศ ที่เชื่อว่าสุดท้ายเรื่องนี้ก็คงเงียบหายไป พร้อมกับความเชื่อมั่นของ คสช.ที่กำลังถูกกัดกร่อนไปเรื่อยๆ

ก่อนที่ทุกอย่างจะย่ำแย่ไปกว่านี้ล่าสุด คสช.ส่งสัญญาณเอาจริงอีกรอบ ด้วยกา​รงัดมาตรา 44 เด้ง ​วุฒิชาติ กัลยาณมิตร ผู้ว่าการรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.) และกรรมการพ้นจากตำแหน่ง หลังได้รับข้อร้องเรียนจำนวนมากถึงปัญหาความไม่โปร่งใสในการประมูลงานและจัดซื้อจัดจ้างของการรถไฟ​ฯ

ตรงนี้ถือเป็นอีกจุดเปลี่ยนที่สำคัญ เพราะ รฟท.เกี่ยวพันกับโครงการขนาดใหญ่หลายต่อหลายเรื่องด้วยวงเงินมหาศาลหากปล่อยให้เกิดปัญหา ย่อมไม่เป็นผลดีแถมยังจะย้อนกลับมาสั่นคลอนเสถียรภาพของ คสช.ในอนาคต

นำมาสู่การตั้งคณะกรรมการกำกับการจัดซื้อจัดจ้าง เพื่อเร่งรัด กำกับ และตรวจสอบการจัดซื้อจัดจ้างของหน่วยงานภาครัฐ วงเงินตั้งแต่ 5,000 ล้านบาทขึ้นไป

สุดท้ายคงต้องรอดูว่าโค้งสุดท้ายจากนี้ รัฐบาล คสช.จะสามารถสร้างผลงานกู้ภาพ กู้ความเชื่อมั่นให้กลับคืนมาได้มากน้อยแค่ไหน

 

ถอยโรงไฟฟ้าสุดซอย เลี่ยงเปิดศึกรอบด้าน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

01 มีนาคม 2560 เวลา 09:00 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/politic/483112

ถอยโรงไฟฟ้าสุดซอย เลี่ยงเปิดศึกรอบด้าน

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

นับตั้งแต่เข้าสู่ปี 2560 มีจุดที่เป็นที่น่าสังเกตและน่าสนใจ คือ การเผชิญหน้ากับแรงต้านของคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ทั้งๆ ที่ปีนี้ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้า คสช. ประกาศอย่างเป็นทางการว่าปีนี้จะเป็นปีแห่งการปฏิรูปประเทศและการสร้างความปรองดอง

ในเมื่อรัฐบาลประกาศให้ปีนี้เป็นช่วงเวลาของการทำสองภารกิจใหญ่แล้ว ด้านหนึ่งบรรยากาศทางการเมืองก็ควรเป็นไปด้วยความสงบ เพื่อให้เอื้อต่อการปฏิรูปและการปรองดอง แต่ทำไปทำมากลับไม่เป็นเช่นนั้น เนื่องจากรัฐบาลกำลังเผชิญกับปัญหารอบด้าน โดยเฉพาะจากกลุ่มที่ไม่พอใจกับการทำงานของ คสช. ซึ่งอย่างน้อยปรากฏออกมาให้เห็น 3 กรณีแล้ว

กรณีที่ 1 การชุมนุมต่อต้านมาตรา 44 ของกลุ่มสนับสนุนวัดพระธรรมกาย กรณีนี้ถือว่าเป็นการท้าทายอำนาจของ คสช.อย่างชัดเจน กล่าวคือ พุ่งเป้าไปที่การทำลายความชอบธรรมของ คสช.โดยตรง เพราะการใช้มาตรา 44 ของรัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราว พ.ศ. 2557 ของ คสช.ทุกครั้งก่อนหน้านี้นั้นไม่เคยเจอกับแรงต่อต้านมากเท่ากับครั้งนี้

การท้าทายมาตรา 44 ของกลุ่มวัดพระธรรมกายที่เกิดขึ้น จึงไม่ต่างอะไรกับการพยายามตบหน้า คสช.อย่างรุนแรง เพื่อใช้พลังมวลชนกดดัน คสช.และแสดงให้สังคมเห็นว่าการใช้มาตรา 44 ของ คสช.เริ่มขาดความชอบธรรม เพราะเป็นการใช้อำนาจเกินกว่าเหตุ ซึ่งถึงจนถึงเวลานี้ คสช.ก็ยังไม่สามารถแก้เกมนี้ของกลุ่มผู้สนับสนุนวัดพระธรรมกายได้แต่อย่างใด

กรณีที่ 2 การเตรียมประกาศชุมนุมต่อต้านรัฐบาล เป็นความเคลื่อนไหวที่เกิดขึ้นจากกลุ่มประชาธิปไตยใหม่ ซึ่งประกาศว่าหากรัฐบาลไม่เดินหน้าจัดการเลือกตั้งภายในเดือน ส.ค.นี้ จะจัดการชุมนุมเพื่อกดดันรัฐบาลอย่างต่อเนื่อง

ต้องไม่ลืมว่าก่อนหน้านี้กลุ่มประชาธิปไตยใหม่ถูก คสช.กดดันจนเคลื่อนไหวลำบากมาแล้วหลายครั้ง ดังนั้น การที่กลุ่มประชาธิปไตยใหม่ประกาศเตรียมสู้กับ คสช.อีกครั้ง ย่อมเป็นสถานการณ์ที่ลำบากอีกครั้งของ คสช. เพราะเวลานี้ความชอบธรรมของ คสช.ไม่ได้สูงเหมือนในอดีตแล้ว

กรณีที่ 3 การต่อต้านการก่อสร้างโรงไฟฟ้าพลังงานถ่านหิน จ.กระบี่ แม้จะไม่ได้เป็นการชุมนุมในเรื่องการเมืองเพื่อเรียกร้องประชาธิปไตย แต่เป็นปรากฏการณ์ครั้งสำคัญที่น่าสนใจไม่น้อย เพราะเป็นการรวมตัวชุมนุมหน้าทำเนียบรัฐบาล อันเป็นสัญลักษณ์แห่งอำนาจและศูนย์กลางอำนาจในการบริหารประเทศของรัฐบาล

ผลจากการชุมนุมต่อต้านโรงไฟฟ้าไม่ได้อยู่ที่ยุติการชุมนุม ซึ่งด้านหนึ่งดูเหมือนเป็นชัยชนะของรัฐบาล แต่ในความเป็นจริงกลับไม่ได้เป็นเช่นนั้น เพราะผลที่แท้จริง คือ ภาวะขาลงที่เกิดขึ้นกับ คสช.

ที่ผ่านมา ทุกครั้งที่มีใครออกมารวมตัวต่อต้าน คสช. กลุ่มผู้มีอำนาจจะใช้กลไกที่ตัวเองมีจัดการกับฝ่ายตรงข้ามอย่างเต็มที่ จนนำมาซึ่งความสงบบนท้องถนนอันเป็นไปตามความปรารถนาของ คสช. แต่นั่นเป็นเพียงการก่อให้เกิดความสงบเฉพาะภายนอก เพราะภายในลึกๆ แล้ว คสช.กำลังผลักมิตรให้เป็นศัตรูเข้าไปทุกวัน

กว่า 2 ปีที่ คสช.บริหารประเทศ มีหลายเรื่องที่มีเสียงสนับสนุน และมีหลายเรื่องที่ คสช.ยังไม่สามารถสร้างความประทับใจให้กับสาธารณะได้เท่าไหร่นัก โดยเฉพาะอย่างยิ่งการปราบปรามการทุจริต

คสช.ประกาศมาตลอดว่านอกเหนือไปจากการปฏิรูปประเทศและการสร้างความปรองดองแล้ว ยังต้องการวางรากฐานเกี่ยวกับการปราบปรามการทุจริตด้วย

ทว่ามีหลายครั้งที่มีข้อเท็จจริงปรากฏสู่สาธารณะว่ามีพวกพ้องและคนใกล้ชิด พล.อ.ประยุทธ์ กำลังมีปัญหาเรื่องความไม่โปร่งใส แต่ผู้นำกลับไม่เคยเข้าไปดำเนินการให้เป็นตัวอย่าง โดยอ้างเพียงแค่ว่าปล่อยให้เป็นหน้าที่ขององค์กรที่มีอำนาจตรวจสอบ

ยิ่งปล่อยไป ยิ่งนานวันทุกอย่างกลายเป็นปัญหาสะสมที่ซุกอยู่ใต้พรม ส่งผลให้ความชอบธรรมที่ คสช.ควรจะมีเพื่อใช้แก้ไขปัญหาในบางเรื่องได้โดยไม่จำเป็นต้องใช้มาตรา 44 จึงไม่สามารถทำได้ เมื่อต้องใช้มาตรา 44 หลายครั้ง เท่ากับว่า คสช.ใช้อำนาจพิเศษจนเกินความจำเป็นและเฟ้อในที่สุด ดังจะเห็นได้จากการถูกกลุ่มวัดพระธรรมกายท้าทายในปัจจุบัน

อย่างไรก็ตาม คสช.ก็ยังคงมองเห็นปัญหาที่ว่ามานี้อยู่บ้าง มิเช่นนั้น พล.อ.ประยุทธ์ คงไม่ยกเลิกผลการวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อมของโครงการก่อสร้างโรงไฟฟ้าถ่านหิน จ.กระบี่

พล.ท.สรรเสริญ แก้วกำเนิด โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ระบุว่า “เนื่องจากนายกฯ เป็นห่วงเรื่องกระบวนการมีส่วนร่วมของประชาชน โดยกำชับว่าจะต้องดำเนินการอย่างโปร่งใส และเพื่อให้เกิดความมั่นคงยั่งยืนในระยะยาว จึงต้องคำนึงถึงความต้องการของประชาชนเป็นสำคัญ”

ถ้าจะเรียกว่าเป็นการถอยสุดซอยก็คงไม่แปลกแต่อย่างใด ซึ่งสาเหตุหนึ่งที่ทำให้ คสช.ต้องใส่เกียร์ถอย ทั้งๆ ที่เมื่อไม่นานมานี้ยังประกาศจะเดินหน้าโครงการ เพราะ คสช.เองยังไม่ต้องการเปิดศึกรอบด้าน

อย่างที่ทราบ คสช.กำลังเผชิญกับศึกหลายด้านทั้งการชุมนุมและการดำเนินนโยบายของรัฐบาลในหลายเรื่องยังไม่ประสบความสำเร็จมากนัก

ดังนั้น อะไรที่ คสช.คิดว่าพอถอยได้ จึงยอมถอยเพื่อลดแรงต่อต้านและไม่ต้องการเปิดหน้ารบกับฝ่ายอื่นๆ ไปมากกว่านี้

อย่างน้อย คสช.ไม่ต้องมีศัตรูไปมากกว่านี้ในช่วงที่ความชอบธรรมของตัวเองกำลังมีปัญหาอย่างรุนแรง