ปฏิรูป‘ปปช.’ ปราบทุจริตยั่งยืน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

16 กุมภาพันธ์ 2560 เวลา 09:29 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/politic/481148

ปฏิรูป‘ปปช.’ ปราบทุจริตยั่งยืน

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

แม้เวลานี้ร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ที่ได้รับการสถาปนาว่าเป็น “ร่างรัฐธรรมนูญฉบับปราบโกง” จะยังไม่มีผลบังคับใช้ แต่คณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) ได้ลงมือจัดทำร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต ไปล่วงหน้าพอสมควร

ทั้งนี้ คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) เพิ่งส่งร่าง พ.ร.บ.ฉบับดังกล่าวมาให้กรธ.พิจารณา โดยมีทั้งสิ้น 233 มาตรา ซึ่งประเด็นสำคัญอยู่ที่การเพิ่มอำนาจของ ป.ป.ช.ในการไต่สวนคดีทุจริต

มาตรา 19 ของร่างกฎหมายดังกล่าวระบุถึงอำนาจหน้าที่ของ ป.ป.ช.ไว้ดังนี้

(1) ไต่สวนและมีความเห็นกรณีการกล่าวหาผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ ผู้ดำรงตำแหน่งองค์กรอิสระ หรือผู้ว่าการตรวจเงินแผ่นดิน ฐานร่ำรวยผิดปกติ ทรัพย์สินเพิ่มขึ้นผิดปกติ ประพฤติมิชอบ และฝ่าฝืนไม่ปฏิบัติตามมาตรฐานทางจริยธรรมอย่างร้ายแรง

(2) ไต่สวนและวินิจฉัยเจ้าหน้าที่ของรัฐร่ำรวยผิดปกติ ฐานรวยผิดปกติ ทรัพย์สินเพิ่มขึ้นผิดปกติ ทุจริตต่อหน้าที่ ผิดต่อตำแหน่งราชการ

(3) ไต่สวนและวินิจฉัยเจ้าหน้าที่ของรัฐ เจ้าหน้าที่ของรัฐต่างประเทศ เจ้าหน้าที่ขององค์การระหว่างประเทศ ที่ทำผิดตาม พ.ร.บ.นี้ หรือการกระทำความผิดที่อยู่ในอำนาจของคณะกรรมการ ป.ป.ช. ซึ่งได้กระทำนอกราชอาณาจักรไทย ทั้งการประสานความร่วมมือเพื่อประโยชน์แห่งการไต่สวนและวินิจฉัยให้เป็นไปตามกฎหมายว่าด้วยการนั้น

(4) กำหนดให้มีการไต่สวนสาธารณะในการไต่สวนข้อเท็จจริงเรื่องที่มีลักษณะความผิดร้ายแรงและกระทบต่อประโยชน์สาธารณะ

(5) สอบสวนกรณีที่ได้รับแจ้งจากเจ้าหน้าที่ของรัฐผู้จัดทำโครงการหรืออนุมัติหรือจัดสรรงบประมาณโดยรู้ว่าสภาผู้แทนราษฎร วุฒิสภา คณะกรรมาธิการ หรือคณะรัฐมนตรี ดำเนินการอันเป็นการฝ่าฝืนรัฐธรรมนูญมาตรา 144 ว่าด้วยการห้ามแปรญัตติเกี่ยวกับงบประมาณรายจ่ายประจำปีที่มีส่วน ได้เสียไม่ว่าทางตรงหรือทางอ้อม

(6) กำหนดให้สำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน ธนาคารแห่งประเทศไทย หรือธนาคารพาณิชย์ตามกฎหมาย หรือสถาบันการเงินอื่นหรือหน่วยงานที่เกี่ยวข้องรวมถึงผู้ประกอบอาชีพ รายงานธุรกรรมทางการเงินของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐ รวมถึงบุคคลที่เกี่ยวข้องตามหลักเกณฑ์ วิธีการ ระยะเวลา และเงื่อนไขที่คณะกรรมการ ป.ป.ช.กำหนด

อย่างไรก็ตาม ท่าทีของ กรธ.ล่าสุดออกมายอมรับว่าอาจต้องมีการปรับปรุงเนื้อหาของร่างกฎหมาย ป.ป.ช.พอสมควร โดยเฉพาะต้องทำให้เนื้อหาสั้นลงเพื่อให้ง่ายต่อการนำไปใช้งาน

“ประเด็นสำคัญที่ กรธ.ได้ข้อสรุปเบื้องต้นคือจะไม่บัญญัติให้มี ป.ป.ช.ประจำจังหวัด ตามเนื้อหาของร่างกฎหมายที่ถูกส่งเข้ามา เพราะ กรธ.วางเจตนาของกลไกการป้องกันและปราบปรามการทุจริตคอร์รัปชั่นคือการกำกับและควบคุมโดย ป.ป.ช.ส่วนกลาง ที่เน้นทำเรื่องการเมืองระดับสูง” อุดม รัฐอมฤต โฆษก กรธ. กล่าว

พิจารณาจากท่าทีของ กรธ.ดังกล่าว แสดงให้เห็นว่ามีแนวโน้มที่ ป.ป.ช.จะถูกปฏิรูปในเรื่องการทำงานพอสมควร ภายหลัง ป.ป.ช.จังหวัด ซึ่งถือเป็นโครงสร้างสำคัญของ ป.ป.ช.กำลังถูกยุบ

วิชา มหาคุณ อดีตกรรมการ ป.ป.ช. แสดงความคิดเห็นว่า ในเรื่องของ ป.ป.ช.จังหวัด ที่ผ่านมา ป.ป.ช.ได้เคยทำรายงานสรุปแล้วว่าควรมีการปรับเปลี่ยนรูปแบบ เพราะการให้มี ป.ป.ช.จังหวัดในทุกจังหวัดก่อให้เกิดการสิ้นเปลืองงบประมาณ จึงเห็นว่าควรเปลี่ยนจาก ป.ป.ช.จังหวัดมาเป็น ป.ป.ช.ภาคเหมือนกับอัยการเขตหรือศาลประจำภาค

“ถึงยุบ ป.ป.ช.จังหวัดแต่ก็ยังคงต้องให้มีเจ้าหน้าที่ประจำเอาไว้ และควรให้มีคณะอนุกรรมการเพื่อทำหน้าที่ประสานกับส่วนกลาง ซึ่งเชื่อว่าการดำเนินการในลักษณะนี้จะลดภาระในทางงบประมาณและเป็นการเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงานไปพร้อมกัน” วิชา กล่าว

สำหรับในเชิงโครงสร้างของการแก้ไขปัญหาทุจริต อดีตกรรมการ ป.ป.ช.มองว่าเท่าที่ดูจากร่างรัฐธรรมนูญก็ถือว่ามีการวางรากฐานไปพอสมควรแล้ว เช่น การกำหนดให้ ป.ป.ช.ต้องกระจายงานการปราบปรามการทุจริตในคดีเล็กให้หน่วยงานอื่นเป็นฝ่ายดำเนินการ ไม่ใช่ทุกเรื่องต้องมาที่ ป.ป.ช.ทั้งหมดและเหนืออื่นใดต้องทำให้การไต่สวนคดีทุจริตมีความรวดเร็วมากขึ้นจากเดิม เพื่อทำให้กระบวนการยุติธรรมมีประสิทธิภาพ

ด้าน ธานี อ่อนละเอียด สมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) คิดว่าทิศทางการแก้ไขปัญหาให้ยั่งยืน คือ การลดการสะสมคดีแบบคอขวด ซึ่ง ป.ป.ช.ควรที่จะรับคดีที่เป็นปัญหาใหญ่เข้ามาพิจารณาไม่ใช่รับประเด็นเล็กน้อยเข้ามาด้วย เพราะการที่ ป.ป.ช.รับทุกคดีมาทำนั้น ส่งผลให้การทำงานไต่สวนคดีความเป็นไปอย่างล่าช้า

“ทางออกคือต้องรื้อระบบใหม่ทั้งหมด โดยการพิจารณาเฉพาะคดีใหญ่และคดีไหนที่สำคัญก็ต้องหยิบคดีนั้นมาพิจารณาก่อน” ธานี สรุป

 

โรงไฟฟ้ากระบี่ จุดเปราะบางเสี่ยงขัดแย้งรอบใหม่

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

16 กุมภาพันธ์ 2560 เวลา 09:25 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/politic/481146

โรงไฟฟ้ากระบี่ จุดเปราะบางเสี่ยงขัดแย้งรอบใหม่

ดีเดย์ 17 ก.พ.นี้ ซึ่งที่ประชุม กพช. ที่มี พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา เป็นประธาน จะได้ข้อสรุปชัดเจนในโครงการก่อสร้างโรงไฟฟ้าถ่านหิน จ.กระบี่ 800 เมกะวัตต์ หลังจากยืดเยื้อมายาวนาน

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

ดีเดย์ 17 ก.พ.นี้ ซึ่งที่ประชุมคณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ (กพช.) ที่มี พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) เป็นประธาน จะได้ข้อสรุปชัดเจนในโครงการก่อสร้างโรงไฟฟ้าถ่านหิน จ.กระบี่ 800 เมกะวัตต์ หลังจากยืดเยื้อมายาวนาน

จากเหตุผลเรื่อง “ความมั่นคงทางพลังงาน” และ “ผลกระทบทางสิ่งแวดล้อม” ทำให้โครงการก่อสร้างโรงไฟฟ้า จ.กระบี่ ไม่อาจหาข้อสรุปซึ่งเป็นที่ยอมรับร่วมกันของทุกฝ่าย

ที่สำคัญเรื่องนี้ยังกระทบไปถึงคนจำนวนมาก หากผลีผลามตัดสินใจอย่างใดอย่างหนึ่งไปแบบไม่รอบคอบ ย่อมนำไปสู่ความขัดแย้งรอบใหม่อย่างไม่อาจหลีกเลี่ยง

กลายเป็นเหตุผลสำคัญที่ทำให้การก่อสร้างโรงไฟฟ้า จ.กระบี่ ยังค้างคาไม่อาจเดินหน้าหรือถอยหลัง ดังจะเห็นจากคณะรัฐมนตรี (ครม.) มีมติช่วงเดือน พ.ย.ที่ผ่านมา ให้ชะลอการก่อสร้างโรงไฟฟ้า จ.กระบี่ ออกไปก่อนเพื่อสำรวจความคิดเห็นประชาชนในพื้นที่ ​

สุดท้ายก็นำมาสู่ประเด็นที่ทาง กพช.​จำเป็นจะต้องตัดสินใจชี้ขาดอย่างหนึ่งอย่างใด เพื่อให้ทุกอย่างสามารถเดินหน้าต่อไป ไม่คาราคาซังอย่างที่เป็นอยู่และยิ่งสร้างความเสียหายในอนาคต

ปัญหาอยู่ตรงไม่ใช่เรื่องง่ายที่จะชี้ขาดเลือกเดินทางใดทางหนึ่งที่จะทำให้ทุกฝ่ายยอมรับ

ยิ่งเวลานี้ ​ทั้งกลุ่มผู้สนับสนุนและกลุ่มผู้คัดค้านเริ่มออกมาประกาศจุดยืนนัดรวมตัวกันในช่วงวันดังกล่าว ซึ่งทำให้บรรยากาศเริ่มตึงเครียดและเพิ่มแรงกดดันในการตัดสินใจ ไม่ว่าผลสุดท้ายจะออกมาอย่างไร ย่อมมีแรงกระเพื่อมก่อตัวไม่มากก็น้อย

ก่อนหน้านี้ ประสิทธิชัย หนูนวลผู้ประสานงานเครือข่ายปกป้องอันดามันจากถ่านหิน นัดเดินขบวนเคลื่อนไหวแสดงพลังคัดค้านการก่อสร้างโรงไฟฟ้า จ.กระบี่ หลายพันคน ซึ่งมีแนวร่วมทั้งประธานสภาอุตสาหกรรมท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย ประธานสภาอุตสาหกรรมท่องเที่ยวจังหวัดกระบี่ ประธานหอการค้าจังหวัดกระบี่ ผู้ประกอบการโรงงานสกัดน้ำมันปาล์ม สมาคมชาวประมงพื้นบ้าน ฯลฯ

พร้อมประกาศนัดรวมตัวอีกครั้งในวันที่ 17 ก.พ.นี้ ที่ทำเนียบรัฐบาล ​หรือผู้ที่ไม่สามารถเดินทางไป กทม. ให้มารวมตัวกันที่ศาลากลาง

“เราจะเดินหน้ายุติโรงไฟฟ้าถ่านหินจนสำเร็จไม่ว่าจะเผชิญความยากลำบากแค่ไหนก็ตาม ขอพี่น้องทุกคนโปรดเตรียมพร้อมปฏิบัติภารกิจตามที่ได้ตกลงนัดหมายกันไว้ เรียนไปยังพี่น้อง กทม.และพี่น้องทั่วประเทศ เครือข่ายปกป้องอันดามันยังยืนยันคำเดิม ยุติโรงไฟฟ้าถ่านหิน”

​แนวร่วมคัดค้านโรงไฟฟ้า จ.กระบี่ ถือเป็นเครือข่ายที่เหนียวแน่นและกว้างขวาง เพราะการก่อสร้างโรงไฟฟ้าเป็นที่กังวลว่าจะส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม กระทบต่อความเป็นอยู่ของชาวบ้าน แหล่งน้ำ ทรัพยากรทางทะเล รวมไปถึงกระทบต่อการท่องเที่ยว และอื่นๆ

ล่าสุด ประชาธิปัตย์ นำโดย อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรค ออกมาประกาศจุดยืน เสนอทางเลือกในการก่อสร้างโรงไฟฟ้า จ.กระบี่ ให้ศึกษาความเป็นไปได้ในการใช้ปาล์มน้ำมัน นอกจากจะช่วยเหลือเกษตรกรแล้วยังเป็นการผลักดันพลังงานหมุนเวียน

นอกจากตอบโจทย์การปฏิรูปพลังงานที่มีเป้าหมาย เพื่อความมั่นคง ​สะอาด แล้วอีกด้านยังเป็นประโยชน์ต่อเกษตรกรสวนปาล์มในพื้นที่ที่จะได้รับประโยชน์อีกทางด้วย ​

ไม่ต่างจากข้อเสนอ​ที่เห็นว่าในส่วนของโรงไฟฟ้า อ.เทพา จ.สงขลา ควรหันมาใช้ก๊าซธรรมชาติเหลว หรือ แอลเอ็นจี แทนถ่านหิน ที่จะลดการพึ่งพาก๊าซธรรมชาติ และสามารถดำเนินการได้รวดเร็วกว่าการก่อสร้างโรงไฟฟ้าถ่านหิน

แต่ข้อเสนอจากประชาธิปัตย์นั้นยังจะช่วยคลี่คลายสลายความขัดแย้งระหว่างภาครัฐกับประชาชนไม่ให้ขยายวงจนจะนำไปสู่ปัญหาที่ย้อนกลับไปหารัฐบาล คสช.ในช่วงโค้งสุดท้ายก่อนมีการเลือกตั้ง

ทว่า ดูจะไม่ใช่เรื่องง่ายในสถานการณ์เช่นนี้ ดังจะเห็นได้จากสัญญาณการคลื่อนไหวออกสนับสนุนการก่อสร้างโรงไฟฟ้าถ่านหินแบบชัดเจน ​และนัดรวมตัวออกมาแสดงพลังเช่นเดียวกัน

ถึงขั้นมีหนังสือหลุดพบการสั่งการไปถึงกำนัน ผู้ใหญ่บ้าน อ.คลองท่อม จ.กระบี่ อ้างถึงการประชุม ครม.เมื่อวันที่ 29 พ.ย. 2549 ตามที่สำนักงานเลขาธิการ ครม.แจ้งว่า รัฐบาล​มีนโยบายที่จะดำเนินการก่อสร้างโรงไฟฟ้าในพื้นที่ภาคใต้ เพื่อเป็นการแก้ไขปัญหาการขาดแคลนพลังงานไฟฟ้า

โดยให้กระทรวงพลังงานและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องดำเนินการให้เกิดกระบวนการมีส่วนร่วมของประชาชนในพื้นที่ และสร้างความเข้าใจที่ถูกต้องแก่ประชาชน ให้ทั้งกำนัน ผู้ใหญ่บ้าน นำมวลชนหมู่บ้านละ 20 คน ไปสนับสนุนการก่อสร้างโรงไฟฟ้าในพื้นที่ จ.กระบี่ ในวันที่ 16  ก.พ.หน้าศาลากลางจังหวัดกระบี่

ก่อนที่ทาง พล.อ.ประวิตรวงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี จะออกมาชี้แจงปฏิเสธว่า ไม่มีการไปเกณฑ์คนออกมาสนับสนุน พร้อมระบุว่าเอกสารใครๆ ก็สามารถทำได้ และก็ไม่ทราบว่าใครเป็นคนทำ

แต่ที่สำคัญ คือ ทางการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย ยังออกมาอ้างเสียงสนับสนุนของประชาชนในพื้นที่กว่า 90% ตามที่ได้ทำการสำรวจพบว่ามีการสนับสนุนการก่อสร้าง สะท้อนให้เห็นความพยายามเดินหน้าก่อสร้างโรงไฟฟ้าถ่านหิน

​​ช่วงเวลานี้​เปราะบางและสุ่มเสี่ยงจะเกิดการขัดแย้งรอบใหม่

 

เชิญการเมืองถกปรองดอง ‘พิธีกรรม’เพิ่มความชอบธรรม

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

15 กุมภาพันธ์ 2560 เวลา 09:01 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/politic/480960

เชิญการเมืองถกปรองดอง ‘พิธีกรรม’เพิ่มความชอบธรรม

ประเดิมเปิดเวทีปรองดองรอบใหม่ในวันแห่งความรัก ท่ามกลางเสียงวิพากษ์วิจารณ์ว่ากระบวนการทั้งหลายเหล่านี้เป็นเพียงแค่ “พิธีกรรม”

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

ประเดิมเปิดเวทีปรองดองรอบใหม่​ใน​วันแห่งความรัก ท่ามกลางเสียงวิพากษ์วิจารณ์ว่ากระบวนการทั้งหลายเหล่านี้เป็นเพียงแค่ “พิธีกรรม” สร้างความชอบธรรมมากกว่า “หวังผล” นำไปสู่ความสำเร็จ

เริ่มตั้งแต่การเชิญตัวแทน​ 3 พรรค คือ ความหวังใหม่ เครือข่ายชาวนาแห่งประเทศไทย และคนธรรมดาแห่งประเทศไทย มาพูดคุยหารือตลอดจนการรับฟังข้อเสนอแนะเกี่ยวกับแนวทางปรองดอง ก่อนเชิญพรรคอื่นๆ ทยอยมาให้ข้อมูลจนครบ 70 กว่าพรรค

ด้านหนึ่ง ถือเป็นการออกตัวที่ถูกต้องกับแนวทางการรับฟังความคิดเห็นที่ต้องเปิดกว้าง ไม่ใช่จำกัดความคิดกันเองอยู่ในกลุ่มผู้มีอำนาจเพียงไม่กี่คน และหาข้อสรุปออกมาตามความต้องการของตัวเอง

สุดท้ายก็จะไม่เป็นที่ยอมรับและทำให้เส้นทางปรองดองที่ต้องการไปไม่ถึงจุดหมายอย่างที่ตั้งใจ

ทว่าอีกด้านหนึ่งในแง่การปฏิบัตินั้น การเชิญตัวแทนพรรคการเมืองมารับฟังความคิดเห็นครั้งนี้ ยังดูไม่ต่างจากความพยายามรอบที่ผ่านมา ของคณะกรรมการแต่ละชุดที่เคยตั้งขึ้นมาแก้ปัญหาความขัดแย้งในอดีต ชวนให้คิดต่อไปว่าเมื่อต้นทางยังเป็นเช่นนี้ ผลลัพธ์สุดท้ายก็คงไม่แตกต่างกัน​

สอดรับกับความเป็นห่วงจากหลายฝ่ายก่อนหน้านี้ เมื่อคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.)  มีคำสั่งตั้งคณะกรรมการบริหารราชการแผ่นดินตามกรอบการปฏิรูปประเทศ ยุทธศาสตร์ชาติ และการสร้างความสามัคคีปรองดอง (ป.ย.ป.) ขึ้นมาเร่งทำงานทั้ง “ปรองดอง” และ “ปฏิรูป” ในช่วงโค้งสุดท้าย

เสียงสะท้อนออกมาเชิง “ดักคอ” ​กังวลว่ากระบวนการปรองดองที่มีแต่คนในกองทัพและ คสช.เป็นผู้ดำเนินการทั้งหมดอาจไม่เป็นที่ยอมรับจากคู่ขัดแย้งและสังคมโดยรวม

เมื่อในบางมุม “กองทัพ” ยังถูกมองว่าเป็นหนึ่งในคู่ขัดแย้งเสียเอง การจะมาเป็นเจ้าภาพอาจทำให้กระบวนการที่จะออกมาไม่เป็นที่ยอมรับ

ยิ่งหากดูรายชื่อของคณะอนุกรรมการรับฟังความคิดเห็นเพื่อสร้างความสามัคคีปรองดอง ซึ่งมี พล.อ.ชัยชาญ ช้างมงคล ปลัดกระทรวงกลาโหม เป็นประธาน จะเห็นว่าคนส่วนใหญ่ก็ยังเป็นคนในกองทัพ

แถมบรรยากาศการรับฟังความคิดเห็นยังดูไม่อำนวยให้พรรคการเมืองแสดงความคิดความเห็นได้อย่างอิสระเต็มที่ ทั้งแง่ “สถานที่” ซึ่งไปจัดกันที่ “ศาลาว่าการกลาโหม” ไม่ว่าจะด้วยเหตุผลเรื่องความสะดวก ประหยัด หรือ อะไรก็แล้วแต่ แต่มุมนี้กลับมีแต่จะไปลดน้ำหนักความพยายามรับฟังความคิดเห็น

รวมไปถึงการปิดห้องคุย ไม่เปิดให้สื่อมวลชน หรือคนกลางที่ควรจะได้ไปรับรู้รับฟังความคิดเห็นจากพรรคการเมือง หรือเสียงสะท้อนจากฝ่ายคณะทำงานว่ารับปากเรื่องใดหรือปฏิเสธเรื่องใด ตลอดจนการตั้งเงื่อนไขของฝ่ายต่างๆ

ซึ่งควรเป็นเรื่องเปิดกว้างให้สังคมได้รับรู้ เพื่อความบริสุทธิ์ใจ ไม่มีลับลมคมในหรือแอบไปมุบมิบ​​มี “ซูเปอร์ดีล” ต่อรองเพื่อให้ทุกอย่างเป็นไปตามแนวทางที่ต้องการ

อีกด้านยังช่วยทำให้สังคมได้เห็นกระบวนการตั้งแต่ต้นทางและพัฒนาการความเป็นมาเป็นไปของเส้นทางปรองดองไม่ใช่มารู้เอาตอนปลายทาง  เพราะแม้สุดท้ายถึงจะไปไม่ถึงฝั่งฝัน แต่อย่างน้อยก็ยังได้เห็นความพยายาม หรือความตั้งใจในขั้นตอนต่างๆ ที่ทำมา

อย่าลืมว่าความขัดแย้งในสังคมที่เกิดขึ้นเวลานี้ “ซับซ้อน” และ “หมักหมม” มายาวนาน

คู่ขัดแย้งเวลานี้ไม่ได้มีเพียงแค่พรรคการเมือง หรือกลุ่มการเมืองไม่กี่กลุ่มอย่างที่เคยเข้าใจ แต่ความขัดแย้งได้พัฒนาไปจนกลายเป็นความขัดแย้งในพื้นที่กว้างขวาง การแก้ไขความขัดแย้งจึงควรเปิดให้ทุกฝ่ายได้รับรู้ในกระบวนการที่กำลังพยายามทำ

ถึงจะยุ่งยากหรือต้องใช้เวลานานกว่าปกติ อีกทั้งยังอาจเกิดเสียงวิพากษ์วิจารณ์ในระหว่างทาง แต่ก็เป็นแนวทางที่ถูกต้องและทำให้ผลการปรองดองที่ทำนั้นยั่งยืนและเห็นผลได้ดีกว่า

ไม่เช่นนั้นความพยายามครั้งนี้ย่อมได้ผลไม่ต่างจากรอบอื่นๆ

หากจำได้หลังรัฐประหารวันที่ 22 พ.ค.​ 2557  คสช.ได้ตั้งศูนย์ปรองดองสมานฉันท์เพื่อการปฏิรูป หรือ ศปป. ที่มี พล.ท.กัมปนาท รุดดิษฐ์ ผช.เสธ.ทบ. ตำแหน่งขณะนั้นเป็นผู้อำนวยการ

รูปแบบการทำงานครั้งนั้นดูจะเริ่มต้นไม่ต่างจากครั้งนี้ คือการเชิญคู่ขัดแย้งแต่ละฝ่ายมาแสดงความคิดความเห็นปัญหา เพื่อจะหาข้อสรุปไปแก้ปัญหา แต่สุดท้ายก็ไม่อาจนำไปสู่การแก้ปัญหาได้จริง

เมื่อทุกอย่างกำลังวนกลับไปเดินตามซ้ำรอยเดิม ผลลัพธ์ย่อมไม่แตกต่างจากเดิม

แม้พรรคใหญ่จะประกาศมาให้ข้มูล​หรือ 70 กว่าพรรคในประเทศไทยจะมาให้ข้อเสนอแนะความต้องการของตัวเอง แต่เมื่อบรรยากาศยังเป็นไปแบบลึกลับ ย่อมทำให้ขาดการมีส่วนร่วมจากสังคม

อีกด้านทางพรรคการเมืองเองก็ยังกังวลว่าข้อเสนอที่เสนอไปนั้น อาจไม่ได้รับการนำไปพิจารณา พร้อมคิดไปไกลว่ากระบวนการต่างๆ เหล่านี้มีธงไว้เรียบร้อยแล้ว

ตอกย้ำแนวคิดที่พรรคการเมืองมองเคยออกมาดักคอว่าทาง คสช. และแม่น้ำสายต่างๆ มีอคติและโยนนักการเมืองกลายเป็นจำเลยความเสียหายในอดีตทั้งหมด

หากเป็นเช่นนั้นเวทีรับฟังความคิดเห็นรอบนี้ย่อมเป็นเพียงแค่พิธีกรรมไม่ต่างจากที่ผ่านมา และสุดท้ายย่อมไม่อาจนำไปสู่เป้าหมายปรองดองได้สำเร็จ

 

เสริมทีมปรองดอง สลัดภาพทหาร ฟื้นความน่าเชื่อถือ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

14 กุมภาพันธ์ 2560 เวลา 09:06 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/politic/480763

เสริมทีมปรองดอง สลัดภาพทหาร ฟื้นความน่าเชื่อถือ

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

เส้นทาง “ปรองดอง” ชัดเจนขึ้นอีกขั้นเมื่อที่ประชุมคณะกรรมการอำนวยการเตรียมการสร้างความปรองดอง ที่มี พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.กลาโหม เป็นประธาน ตั้งอนุกรรมการขึ้นมาทำงาน 4 ชุด ที่จะทำให้กระบวนการทำงานชัดเจนและรวดเร็วขึ้น

ทั้ง 4 ชุด ประกอบด้วย 1.คณะอนุกรรมการรับฟังความคิดเห็นเพื่อสร้างความสามัคคีปรองดอง มี พล.อ.ชัยชาญ ช้างมงคล ปลัดกระทรวงกลาโหม เป็นประธาน 2.คณะอนุกรรมการพิจารณาบูรณาการข้อคิดเห็นและข้อเสนอแนะเพื่อสร้างความสามัคคีปรองดอง มี พล.อ.สุรพงษ์ สุวรรณอัตถ์ ผบ.สส. เป็นประธาน

3.คณะอนุกรรมการจัดทำข้อเสนอกระบวนการเพื่อสร้างความสามัคคีปรองดอง มี พล.อ.เฉลิมชัย สิทธิสาท ผบ.ทบ. เป็นประธาน และ 4.คณะอนุกรรมการด้านการประชาสัมพันธ์เพื่อสร้างความสามัคคีปรองดอง ที่มี พล.ต.คงชีพ ตันตระวาณิชย์ โฆษกกระทรวงกลาโหม เป็นประธาน

ทั้งหมดคู่ขนานไปกับการทำงานของคณะกรรมการบริหารราชการแผ่นดินตามกรอบการปฏิรูปประเทศ ยุทธศาสตร์ชาติ และการสร้างความปรองดอง (ป.ย.ป.) ที่เป็นร่มใหญ่ควบคุมดูแลทิศทางการทำงานทั้งหมด

ปมใหญ่ยังอยู่ที่ “นิรโทษกรรม” ที่แต่ละฝ่ายยังเห็นไม่ตรงกัน จนไม่อาจทำให้เส้นทางปรองดองเดินหน้าต่อไปได้ตามมาตรการที่วางไว้

สัญญาณที่ผ่านมาจาก พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) คือ การปล่อยให้ทุกอย่างเดินไปตามกระบวนการ แม้จะมีเสียงรบเร้าต้องการให้เกิดการนิรโทษกรรมให้กับทุกฝ่าย

ปมถัดมาที่ทำให้เส้นทางปรองดองยังไม่คืบหน้านั้น เป็นเพราะ “เจ้าภาพ” ที่เข้ามาจัดการเรื่องนี้ยังผูกขาดหรือควบคุมทิศทางโดย คสช.เป็นหลัก จนเกิดความหวาดระแวงว่าไม่อาจจะสร้างความปรองดองให้เกิดขึ้นในสังคมได้จริง

ที่ผ่านมาจึงเห็นความพยายามของ คสช.ที่จะสลายภาพนี้ ด้วยการดึงเอาบุคคลที่มีความรู้ความสามารถ ประสบการณ์ และเป็นที่ยอมรับของทุกฝ่ายเข้ามาร่วมนั่งเป็นกรรมการเพื่อสร้างความน่าเชื่อถือ และไม่ใช่เรื่องของการบังคับจาก คสช.ที่มีอำนาจเบ็ดเสร็จเด็ดขาดในมือ

ตั้งแต่ตำแหน่งที่ปรึกษาคณะกรรมการเตรียมการเพื่อสร้างความสามัคคีปรองดอง ที่มีการดึงคนนอก อาทิ ปณิธาน วัฒนายากร สุจิต บุญบงการ สุทธิพันธ์ จิราธิวัฒน์ และ เอนก เหล่าธรรมทัศน์ มาเสริมทีม

แต่ที่ต้องจับตาคือในส่วนของอนุกรรมการที่ตั้งขึ้นมาทั้ง 4 ชุดนั้น มี 2 ชุดที่ต้องการสร้างความเชื่อมั่น คือ คณะอนุกรรมการพิจารณาบูรณาการข้อคิดเห็น และข้อเสนอแนะเพื่อสร้างความสามัคคีปรองดอง ซึ่งมีความสำคัญตรงที่ต้องไปรับฟังความคิดเห็นข้อเสนอแนะจากคู่ขัดแย้ง การให้ ผบ.สส.มาเป็นประธาน ย่อมอาจถูกครหาหรือตั้งแง่จากคู่ขัดแย้ง

ทำให้ต้องมีการดึงผู้ทรงคุณวุฒิมาเสริมทีม อาทิ ทวีศักดิ์ สูทกวาทิน อาจารย์คณะรัฐประศาสนศาสตร์ สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้า) ถวิลวดี บุรีกุล อดีตกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ ผาสุก พงษ์ไพจิตร อาจารย์ประจำคณะเศรษฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย วรวิทย์ วงษ์สุวรรณ์ อดีต สว.ลพบุรี

ทองอินทร์ วงศ์โสธร อดีตอธิการบดี มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช สุภางค์ จันทวานิช อดีตผู้อํานวยการสถาบันเอเชียศึกษา จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย จุลชีพ ชินวรรโณ อาจารย์สังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ตระกูล มีชัย อาจารย์ประจำคณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และ ปาริชาต สถาปิตานนท์ อาจารย์ประจำคณะนิเทศศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

อีกชุดคือคณะอนุกรรมการจัดทำข้อเสนอกระบวนการเพื่อสร้างความสามัคคีปรองดอง ที่มีความสำคัญเป็นพิเศษถึงขั้นวางตัว ผบ.ทบ.มานั่งเป็นประธาน เพราะต้องเป็นคณะที่ทำหน้าที่สรุปจัดทำข้อเสนอและแนวทางการสร้างความปรองดองให้เกิดขึ้น

ทำให้จำเป็นต้องดึงบุคลากรที่มีความน่าเชื่อถือมาร่วมทีม อาทิ สมคิด เลิศไพฑูรย์ อธิการบดีมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ นันทวัฒน์ บรมานันท์ คณบดีคณะนิติศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และอดีตสมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) ที่มาร่วมเป็นที่ปรึกษา

รวมไปถึงผู้ทรงคุณวุฒิทั้ง 9 คน อาทิ ศุภชัย ยาวะประภาษ คณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) อาจารย์ประจำคณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย บรรเจิด สิงคะเนติ อดีตผู้อำนวยการศูนย์นิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ จุฑารัตน์ เอื้ออำนวย รองคณบดีคณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยธนวรรธน์ พลวิชัย อาจารย์ประจำคณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย จรัญ มะลูลีม อาจารย์ประจำคณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ อมราพงศาพิชญ์ อดีตประธานกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.) อดีตคณบดีคณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

จะเห็นว่าแต่ละคนที่ถูกแต่งตั้งขึ้นมาทำหน้าที่ในคณะอนุกรรมการทั้งสองชุดนี้ ล้วนแต่เป็นบุคลากรที่มีความรู้ความสามารถในหลากหลายด้าน ไม่ได้จำกัดเฉพาะเพียงแค่ด้านการเมือง กฎหมาย หรือรัฐศาสตร์เพียงอย่างเดียว แต่ยังมีทั้งด้านสิทธิมนุษยชน และเศรษฐกิจ ที่จะทำให้มิติการทำงานหลากหลายและรอบด้าน

รวมทั้งหลายคนล้วนแต่เคยนั่งทำงานอยู่ในคณะกรรมการปรองดองก่อนหน้านี้ ทำให้เกิดความเชื่อมโยงและการเดินหน้าทำงานขับเคลื่อนไปอย่างรวดเร็ว

ที่สำคัญที่สุดนี่จะทำให้กระบวนการทำงานด้านความปรองดองเป็นที่ยอมรับจากทั้งคู่ขัดแย้งและจากสังคม ว่ากระบวนการทุกอย่างมีหลักการ เป็นกลาง และมีความน่าเชื่อถือไม่ใช่แค่การทุบโต๊ะของ คสช.เท่านั้น

ไม่ว่าผลสุดท้ายจะออกมาอย่างไร การขับเคลื่อนสร้างความปรองดองจะเดินหน้าไปถึงเป้าหมายได้หรือไม่ แต่อย่างน้อยกระบวนการรอบนี้ก็ถือเป็นความพยายามครั้งสำคัญและมีความเป็นไปได้มากกว่าทุกๆ ครั้งที่ผ่านมา

 

จับตาแม่น้ำ 5 สาย ดึงเกมยื้อเลือกตั้ง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

13 กุมภาพันธ์ 2560 เวลา 08:58 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/politic/480599

จับตาแม่น้ำ 5 สาย ดึงเกมยื้อเลือกตั้ง

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

คำถามในทางการเมืองที่เกิดขึ้นเวลานี้ส่วนใหญ่ล้วนเป็นไปในทำนองเดียวกันว่า “การเลือกตั้งจะเกิดขึ้นเมื่อไหร่”

เดิมที พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ยืนยันต่อสาธารณะหลายครั้งว่าภายในปี 2560 จะมีการเลือกตั้ง แต่ล่าสุดเริ่มมีสัญญาณออกมาว่าการเลือกตั้งกำลังจะเลื่อนออกไปไกลจากกำหนดการเดิมพอสมควร

ปัจจัยสำคัญต่อการกำหนดวันเลือกตั้ง คือ การพิจารณาร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญ จำนวน 10 ฉบับ

พลิกไปที่ร่างรัฐธรรมนูญที่อยู่ในระหว่างการแก้ไขของคณะกรรมการกฤษฎีกาชุดพิเศษพบว่ากำหนดให้คณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) ต้องทำกฎหมายลูกทั้ง 10 ฉบับให้เสร็จภายใน 240 วันนับตั้งแต่วันที่ร่างรัฐธรรมนูญฉบับถาวรมีผลบังคับใช้ จากนั้นค่อยส่งต่อให้สภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ซึ่ง สนช.มีเวลาทำให้เสร็จภายใน 60 วัน

โดยเมื่อร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้งจำนวน 4 ฉบับ ได้แก่ 1.การเลือกตั้ง สส. 2.การได้มาซึ่ง สว. 3.คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) และ 4.พรรคการเมือง เสร็จสิ้นในกระบวนการนิติบัญญัติและมีผลบังคับใช้เมื่อไหร่ การเลือกตั้งจะมีขึ้นหลังจากนั้นภายใน 150 วัน

ล่าสุด มีชัย ฤชุพันธุ์ ประธาน กรธ. ออกมายอมรับว่าการพิจารณาร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญอาจจะไม่เสร็จภายในปี 2560

“กรธ.ยังคงทำตามตารางเวลาที่กำหนดไว้ ในระหว่างนี้ก็ทำล่วงหน้ารอรัฐธรรมนูญประกาศใช้จึงจะเริ่มต้นนับหนึ่งส่งไปได้ ส่วนจะเสร็จทันภายในปีนี้หรือไม่ยังบอกไม่ได้ เพราะยังไม่รู้จะใช้เวลานานเท่าไร ข้อสำคัญคือเมื่อกฎหมายลูกออกมาแล้ว ยังต้องไปดูว่า กกต.กับพรรคการเมืองจะใช้เวลานานเท่าไร ในการปรับให้เข้ากับเนื้อหาใหม่” ท่าทีจากประธาน กรธ.

สอดรับกับท่าทีของ “วิษณุ เครืองาม” รองนายกรัฐมนตรี ซึ่งยอมรับว่าการเลือกตั้งคงยังเป็นเรื่องอีกไกล

“ร่างรัฐธรรมนูญเวลานี้มีการขอทูลเกล้าฯ ขอกลับมาพิจารณาใหม่เพื่อปรับแก้ไม่กี่มาตรา ซึ่งคาดจะทูลเกล้าฯ ถวายก่อน 18 ก.พ.แน่นอนเพราะเกือบเสร็จแล้ว ซึ่งหลังรัฐธรรมนูญประกาศใช้จะมีการเปลี่ยนแปลงหลายเรื่อง คือจะต้องทำเรื่องนั้นเรื่องนั้นเรื่องนี้ให้เสร็จตามระยะเวลาที่กำหนด ส่วนการเลือกตั้งนั้นคงจะไม่เกิดขึ้นเร็วๆ นี้ อย่างน้อยก็ใช้เวลาอีกหนึ่งปี”

ปฏิเสธไม่ได้ว่าการพิจารณาร่างกฎหมายลูกเป็นปัจจัยสำคัญของการกำหนดวันเลือกตั้ง เพราะแม้ สนช.จะพิจารณาร่างกฎหมายเสร็จสิ้นแล้ว แต่ต้องมีกระบวนการต้องส่งร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญที่ผ่าน สนช.ไปให้องค์กรอิสระ ศาลรัฐธรรมนูญ และ กรธ.ให้พิจารณาว่าร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญที่ สนช.ให้ความเห็นชอบนั้นตรงตามเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญหรือไม่ภายใน 10 วัน

ถ้าหน่วยงานเหล่านี้เห็นว่าร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญไม่มีปัญหา ก็สามารถดำเนินการให้มีผลบังคับใช้ แต่หากไม่เป็นเช่นนั้น จะต้องตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาร่วมกัน และส่งให้ที่ประชุม สนช.ให้ความเห็นชอบอีกครั้งภายใน 15 วัน ในกรณีหาก สนช.เห็นชอบทุกอย่างก็เดินหน้า แต่ถ้าผลออกมาเป็นตรงกันข้าม จำเป็นต้องไปเริ่มกระบวนการร่างกฎหมายใหม่อีกครั้งหนึ่ง

นอกเหนือไปจากปัจจัยเรื่องกฎหมายลูกแล้ว ยังมีปัจจัยเรื่องการปฏิรูปก่อนเลือกตั้งของรัฐบาล

เวลานี้รัฐบาลกำลังโหมงานการปฏิรูปประเทศและการสร้างความปรองดอง หลังจาก พล.อ.ประยุทธ์ เพิ่งเซ็นลงนามแต่งตั้งคณะกรรมการบริหารราชการแผ่นดินตามกรอบการปฏิรูปประเทศ ยุทธศาสตร์ชาติ และการสร้างความสามัคคีปรองดอง (ป.ย.ป.)

ต่อมา พล.อ.ประยุทธ์ เดินหน้าทำงานในเชิงรูปธรรมด้วยการตั้งคณะกรรมการย่อยอีก 4 คณะ เพื่อทำงานในเชิงโครงสร้างให้สอดคล้องกับแนวทางการทำงานของรัฐบาล

การตั้ง ป.ย.ป.ของรัฐบาลวิเคราะห์ลงไปในรายละเอียดจะพบว่าเป็นการส่งสัญญาณว่าประเทศต้องได้รับการปฏิรูปก่อนการเลือกตั้ง

รัฐบาลตั้งธงในการทำงานครั้งนี้ว่าปัญหาของประเทศได้รับการแก้ไขอย่างเป็นรูปธรรม โดยเฉพาะการสร้างความปรองดอง เพราะรัฐบาลมองว่าเป็นไปไม่ได้เลยที่จะให้ประเทศกลับไปทะเลาะกันแบบในอดีต

จริงๆ แล้วการทำงานด้านการปรองดองนั้นรัฐบาลสามารถเดินหน้าได้อย่างรวเร็ว เพราะมีข้อเท็จจริงปรากฏว่ารัฐบาลได้รับข้อเสนอเกี่ยวกับเรื่องนี้มาเป็นเวลานานแล้ว โดยเฉพาะอย่างยิ่งจากคณะกรรมการศึกษาแนวทางการสร้างความปรองดอง สภาปฏิรูปแห่งชาติ ซึ่งเป็นรายงานฉบับหนึ่งที่มีข้อเสนอเกี่ยวกับเรื่องดังกล่าวค่อนข้างสมบูรณ์

ทว่า รัฐบาลกลับแสดงออกมาในทำนองว่าการศึกษาแนวทางการสร้างความปรองดองอาจจะต้องกลับไปเริ่มนับหนึ่งใหม่อีกครั้ง ดังจะเห็นได้จากท่วงท่าของ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.กลาโหม

“จะมีการกำหนดลงไปในระดับกองทัพภาคและทุกจังหวัด ที่จะต้องลงไปรับฟังความคิดเห็นในแต่ละพื้นที่ด้วย เพื่อให้เป็นคู่ขนานกัน และจะได้นำข้อมูลทั้งหมดจากทุกฝ่าย”

การกลับเริ่มนับหนึ่งใหม่ดังกล่าว ไม่ต่างอะไรกับสัญญาณที่ส่งออกมาว่าการสร้างความปรองดองจะใช้เวลานานกว่าที่หลายฝ่ายคาดการณ์ไว้ ซึ่งมีความเป็นไปได้ไม่น้อยที่จะกินเวลานานกว่าการทำกฎหมายลูกด้วยซ้ำ

เหนืออื่นใดรัฐบาลไม่ยอมให้เกิดการเลือกตั้ง จนกว่าการสร้างความปรองดองจะประสบความสำเร็จตามแนวคิดที่รัฐบาลได้วาดฝันเอาไว้

 

เปิดโฉมทีมปรองดอง ไพ่ใบสำคัญ คสช.

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

11 กุมภาพันธ์ 2560 เวลา 08:56 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/politic/480373

เปิดโฉมทีมปรองดอง ไพ่ใบสำคัญ คสช.

โดย…ชัยรัตน์ พัชรไตรรัตน์

เปิดหน้าเป็นที่เรียบร้อยสำหรับคณะทำงานด้านปรองดอง หลังเมื่อวันที่ 9 ก.พ.ที่ผ่านมา ได้มีการประชุมคณะกรรมการอำนวยการเตรียมการสร้างความสามัคคีปรองดอง ที่มี พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.กลาโหม เป็นประธาน

โดยได้มีการตั้งอนุกรรมการทั้ง 4 ฝ่าย ประกอบด้วย 1.คณะอนุกรรมการรับฟังความคิดเห็นเพื่อสร้างความสามัคคีปรองดอง โดยมี พล.อ.ชัยชาญ ช้างมงคล ปลัดกระทรวงกลาโหม เป็นประธาน 2.คณะอนุกรรมการพิจารณาบูรณาการข้อคิดเห็น และข้อเสนอแนะเพื่อสร้างความสามัคคีปรองดอง โดยมี พล.อ.สุรพงษ์ สุวรรณอัตถ์ ผู้บัญชาการทหารสูงสุด (ผบ.สส.) เป็นประธาน

ทว่า ที่น่าสนใจเนื่องด้วยคณะดังกล่าวมีผู้ทรงคุณวุฒิถึง 9 คนหากส่องประวัติแต่ละคน ทวีศักดิ์ สูทกวาทิน อาจารย์คณะรัฐประศาสน ศาสตร์ สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้า) เคยดำรงตำแหน่งสำคัญ อาทิ กรรมการสภาสถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ คณะกรรมการเตรียมการจัดตั้งสภาพัฒนาการเมืองและยกร่างแผนแม่บทพัฒนาการเมือง

ถวิลวดี บุรีกุล อดีตกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ ปัจจุบันดำรงตำแหน่งผู้อำนวยการสำนักวิจัยและพัฒนา สถาบันพระปกเกล้า ผาสุก พงษ์ไพจิตร อาจารย์ประจำคณะเศรษฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย โดยมีผลงาน อาทิ ผู้เขียนรายงานการวิจัยและหนังสือหลายฉบับเกี่ยวกับการทุจริตในประเทศไทย โดยได้ทุนศาสตราจารย์วิจัยดีเด่น ประจำปี 2552 จากสำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.)

วรวิทย์ วงษ์สุวรรณ์ อดีตสมาชิกวุฒิสภา จ.ลพบุรี เมื่อปี 2549 เคยมีประสบการณ์ทำงานตำแหน่ง ผู้อำนวยการวิทยาลัยสารพัดช่างลพบุรี ผู้อำนวยการวิทยาลัยการอาชีพสระบุรี และคณะกรรมการส่งเสริมสวัสดิการครูและบุคลากรการศึกษา

ทองอินทร์ วงศ์โสธร อดีตอธิการบดี มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช และอดีตที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ เมื่อปี 2549 สุภางค์ จันทวานิช เคยดำรงตำแหน่งรองผู้อํานวยการและผู้อํานวยการสถาบันเอเชียศึกษา จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ปัจจุบันเป็นอาจารย์คณะรัฐประศาสนศาสตร์ มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์

จุลชีพ ชินวรรโณ ดำรงตำแหน่ง กีรตยาจารย์แห่งมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ สาขาสังคมศาสตร์ สาขาวิชาการระหว่างประเทศ ตระกูล มีชัย อาจารย์ประจำคณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และ ปาริชาต สถาปิตานนท์ อาจารย์ประจำคณะนิเทศศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

3.คณะอนุกรรมการจัดทำข้อเสนอกระบวนการเพื่อสร้างความสามัคคีปรองดอง ที่มี พล.อ.เฉลิมชัย สิทธิสาท ผู้บัญชาการทหารบก (ผบ.ทบ.) เป็นประธาน โดยมีผู้ทรงคุณวุฒิดำรงตำแหน่งที่ปรึกษา เช่น สมคิด เลิศไพฑูรย์ อธิการบดีมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และสมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) และ นันทวัฒน์ บรมานันท์ คณบดีคณะนิติศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และอดีตสมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.)

ขณะที่นักวิชาการผู้ทรงคุณวุฒิ 9 คน ประกอบด้วย ศุภชัย ยาวะประภาษ คณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) อาจารย์ประจำคณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย อีกทั้งยังดำรงตำแหน่งตามมาตรา 44 หัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ที่ 54/2559 เรื่องการแต่งตั้งกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิในสภาการศึกษา ให้เป็นนายกสภาการศึกษา โรงเรียนนายร้อยตํารวจ

บรรเจิด สิงคะเนติ อดีตผู้อำนวยการศูนย์นิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ กรรมการพิจารณาแนวทางการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ตามข้อเสนอของคณะกรรมการสมานฉันท์เพื่อการปฏิรูปการเมือง และศึกษาการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ได้รับการแต่งตั้งเป็นกรรมการตรวจสอบทรัพย์สิน คตส. รวมทั้งยังเป็นอดีตกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ

จุฑารัตน์ เอื้ออำนวย รองคณบดีคณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหา วิทยาลัย ธนวรรธน์ พลวิชัย ผู้อำนวยการศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ และอาจารย์ประจำคณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย และยังดำรงตำแหน่งเศรษฐกร ฝ่ายวิจัยและวางแผนธนาคารไทยพาณิชย์

จรัญ มะลูลีม อาจารย์ประจำคณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ นักวิชาการด้านตะวันออกกลางศึกษา อดีตที่ปรึกษานายกรัฐมนตรี ทักษิณ ชินวัตร กรรมการในคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาศึกษาการลอบวางระเบิด และก่อความไม่สงบเรียบร้อยในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้

อมรา พงศาพิชญ์ อดีตประธานกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.) อดีตคณบดีคณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และอดีตผู้อำนวยการศูนย์ศึกษาสันติภาพและความขัดแย้ง จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย สุรินทร์ จิรวิศิษฎ์ รองประธานกรรมการ (กรรมการอิสระ) และกรรมการผู้มีอำนาจลงนาม ประธานคณะกรรมการบรรษัทภิบาล รวมทั้ง ถวิลวดี และ ปาริชาต

4.คณะอนุกรรมการด้านการประชาสัมพันธ์เพื่อสร้างความสามัคคีปรองดอง ที่มี พล.ต.คงชีพ ตันตระวาณิชย์ โฆษกกระทรวงกลาโหม เป็นประธาน ยังมี พล.อ.วัลลภ รักเสนาะ ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและแผนกลาโหม ซึ่งเคยดำรงตำแหน่ง อดีตเจ้ากรมยุทธการทหาร และผู้บังคับกองร้อย กองพันทหารปืนใหญ่ที่104

 

ปชป.เริ่มขยับวิพากษ์นโยบายนำการเมือง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

10 กุมภาพันธ์ 2560 เวลา 09:41 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/politic/480228

ปชป.เริ่มขยับวิพากษ์นโยบายนำการเมือง

นับเป็นการเคลื่อนไหวที่น่าสนใจในช่วงเวลานี้สำหรับพรรคประชาธิปัตย์ เมื่อ อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ออกมาแถลงจุดยืนต่อกระแสคัดค้านการสร้างโรงไฟฟ้าถ่านหิน จ.กระบี่

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์  

นับเป็นการเคลื่อนไหวที่น่าสนใจในช่วงเวลานี้สำหรับพรรคประชาธิปัตย์​ เมื่อ ​อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคออกมาแถลงจุดยืนต่อกระแสคัดค้านการสร้างโรงไฟฟ้าถ่านหิน จ.กระบี่ ซึ่ง พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ประกาศจะหาข้อสรุปสัปดาห์หน้า

ในแง่ “จุดยืน” ไม่ใช่เรื่องแปลกใหม่ เมื่อ อภิสิทธิ์ ยังคงยืนยันในจุดยืนเดิมของพรรคที่เคยเสนอให้รัฐบาล โดยสร้างโรงไฟฟ้าใช้ก๊าซธรรมชาติเหลวหรือแอลเอ็นจี​ที่​ อ.เทพา จ.สงขลา

ส่วน จ.กระบี่ ให้ศึกษาความเป็นไปได้ในการใช้ปาล์มน้ำมัน นอกจากจะช่วยเหลือเกษตรกรแล้วยังเป็นการผลักดันพลังงานหมุนเวียน ตอบโจทย์ตรงเป้าหมาย คือ มั่นคง สะอาด

พร้อมกันนี้ยังออกตัวว่าพรรคประชาธิปัตย์ไม่ได้คัดค้านการก่อสร้างโรงไฟฟ้าในภาคใต้

สำหรับ โรงไฟฟ้าเทพา กับข้อเสนอให้ใช้แอลเอ็นจี ไม่ได้ขัดแย้งเรื่องการลดการพึ่งพาก๊าซธรรมชาติจากอ่าวไทยหรือประเทศเพื่อนบ้าน เพราะ​ “แอลเอ็นจี” และ “ถ่านหิน” ล้วนแต่ต้องนำเข้าจากต่างประเทศ

อีกทั้งการก่อสร้างโรงไฟฟ้าแอลเอ็นจีจะสามารถดำเนินการได้รวดเร็วกว่าการก่อสร้างโรงไฟฟ้าถ่านหิน

แต่ที่สำคัญที่สุดคือจุดยืนของประชาธิปัตย์ที่ไม่เอาโรงไฟฟ้าถ่านหิน แต่ให้เปลี่ยนเป็นแอลเอ็นจี และปาล์มน้ำมันนั้น จะทำให้แรงกดดันที่อาจบานปลายกลายเป็นความขัดแย้งระหว่างภาครัฐกับประชาชนในพื้นที่ซึ่งออกมาคัดค้านโรงไฟฟ้าถ่านหินอย่างต่อเนื่อง

โดยเฉพาะกับกลุ่มอนุรักษ์ที่เป็นห่วงเรื่องมลภาวะทั้งในเรื่องการขนส่งนำเข้าและกระบวนการผลิต​ สอดรับไปกับแนวทางยุทธศาสตร์ในอนาคตที่หลายฝ่ายเห็นตรงกันว่า ​ควรเปลี่ยนไปหาพลังงานสะอาด​

เมื่อประชาธิปัตย์ในฐานะเจ้าของพื้นที่ ซึ่งมีฐานเสียงที่เหนียวแน่นในพื้นที่ภาคใต้ไม่ใช่แค่ จ.กระบี่ เท่านั้นแต่ยังผูกขาดเก้าอี้ สส.ส่วนใหญ่มายาวนาน

การออกมาแสดงความคิดความเห็นประกาศจุดยืนต่อแนวนโยบายที่จะส่งผลกระทบไปถึงอนาคตจึงเป็นเรื่องที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ ทั้งในแง่ความรับผิดชอบและคะแนนนิยมในอนาคตที่การเลือกตั้งใกล้เข้ามาทุกที

เหตุผลที่ทาง อภิสิทธิ์ หยิบยกมาอธิบายนั้น ถือเป็นทางสายกลางที่วิน-วินด้วยกันทุกฝ่าย ไม่ว่าจะเป็นความต้องการการใช้พลังงานในพื้นที่กับการตั้งโรงไฟฟ้า อีกด้านก็ยังตอบโจทย์เรื่องสิ่งแวดล้อม ที่จะไม่สร้างผลกระทบกับเมืองที่เป็นทั้งแหล่งท่องเที่ยวและแหล่งผลิตอาหารทะเล

ข้อดีต่างๆ ถูกหยิบยกมาอธิบาย ทั้งราคาที่ถูกกว่าโรงไฟฟ้าถ่านหิน แถมยังเป็นไปตามทิศทางโลกที่​ลดการผลิตคาร์บอน ปล่อยก๊าซเรือนกระจก ตลอดจนส่งผลดีต่อเกษตรกรที่ปลูกปาล์มน้ำมัน

อีกด้านหนึ่งยังเป็นการออกมา “ดักคอ” ไม่ให้​ พล.อ.ประยุทธ์ ตัดสินใจบุ่มบ่ามใช้อำนาจในมือผ่านกฎหมายพิเศษเดินหน้าลุยโรงไฟฟ้าถ่านหิน

​ดังจะเห็นว่า ที่ผ่านมามีความพยายามผลักดันการสร้างโรงไฟฟ้าถ่านหินมาอย่างต่อเนื่องด้วยชุดข้อมูลที่แสดงให้เห็นถึงความจำเป็นและความมั่นคงทางพลังงาน แต่ด้วยเสียงต้านจากในและนอกพื้นที่ ​ทำให้ทัดทานไม่ให้รัฐบาลเร่งดำเนินการอะไรที่สุ่มเสี่ยงจะสร้างปัญหาในอนาคต

จนล่าสุดที่ทาง พล.อ.ประยุทธ์ ออกมากำหนดเส้นตายเตรียมหาข้อสรุปเรื่องนี้ ทำให้ประชาธิปัตย์ต้องรีบออกมาประกาศจุดยืนของตัวเอง

ไม่ต่างจาก กรณ์ จาติกวณิช ​อดีตรองหัวหน้าพรรค ​ที่พยายามชี้แจงว่า พรรคได้ศึกษาข้อเท็จจริงก่อนที่จะสรุปข้อเสนอดังกล่าว ​ซึ่ง​โรงไฟฟ้าแอล
เอ็นจีจะใช้เวลาก่อสร้างเพียง 48 เดือน แตกต่างจากถ่านหินที่ใช้เวลา 80 เดือน และยังใช้เงินลงทุนต่ำกว่าประมาณ 50% ​

การออกมาขยับของประชาธิปัตย์รอบนี้ หลังจากเงียบหายมานานยังสะท้อนให้เห็นการเปลี่ยนยุทธศาสตร์การเคลื่อนไหว หลังถูกสะกดโดยคำสั่ง คสช.ไม่ให้ออกมาดำเนินกิจกรรมทางการเมืองหรือแสดงความคิดความเห็นที่เข้าข่ายจะกระทบความมั่นคง

โดยปรับเปลี่ยนจากการแสดงความคิดความเห็นในแง่มุมการเมืองมาเป็นเรื่องแนวนโยบาย

ด้านหนึ่งทำให้การออกมาแสดงความคิดความเห็น ​ดูชอบธรรมมีน้ำหนักในการออกมาเคลื่อนไหวเพื่อประโยชน์ของสาธารณะ​ทั้งประชาชนในพื้นที่ และผลประโยชน์ประเทศชาติ ไม่ใช่การเคลื่อนไหวเพื่อหวังผลทางการเมืองเสียทั้งหมด

ต่างจากก่อนหน้านี้ที่ประชาธิปัตย์เคยออกมาแสดงความคิดความเห็นไม่ว่าจะเป็นเรื่องจุดยืนคัดค้านร่างรัฐธรรมนูญ ที่ด้านหนึ่งถูกมองว่าอาจเป็นเพราะไม่ยอมรับในกฎกติกาที่เข้มงวดในการเข้าคัดกรองคนที่จะเข้าสู่การเมือง ตลอดจนบทลงโทษที่เพิ่มขึ้น

ไปจนถึงการออกมาแสดงความคิดความเห็นต่อเรื่องกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญทั้งกฎหมายเลือกตั้ง และกฎหมายพรรคการเมือง รวมถึงเรื่องปรองดองที่การออกมาขยับไม่ว่าจะแสดงความคิดความเห็นอย่างไรก็ย่อมถูกมองว่ามีผลประโยชน์ของพรรคเข้ามาเกี่ยวข้อง

การเปลี่ยนมาเคลื่อนไหวในเชิงนโยบายจึงอาจเป็นการเริ่มขยับของฝั่งการเมืองที่ถูกสกัดกั้นมานาน และยังสามารถสร้างแนวร่วมจากประชาชนในพื้นที่ได้ดีกว่าการเคลื่อนไหวจากปมการเมืองอื่นๆ

 

10ข้อจาก‘บิ๊กตู่-บิ๊กป้อม’ การบ้านนักการเมือง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

10 กุมภาพันธ์ 2560 เวลา 09:26 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/politic/480225

10ข้อจาก‘บิ๊กตู่-บิ๊กป้อม’ การบ้านนักการเมือง

โดย…ชัยรัตน์ พัชรไตรรัตน์

ที่ประชุมคณะกรรมการอำนวยการเตรียมการสร้างความสามัคคีปรองดอง ที่มี พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรีฝ่ายความมั่นคงและ รมว.กลาโหม เป็นประธาน  เมื่อวันที่ 9 ก.พ. ได้ข้อสรุปประเด็นที่จะหารือกับนักการเมือง กลุ่มการเมืองว่าจะต้องมาแสดงความคิดเห็นกึ่งๆ วิสัยทัศน์ให้คณะอนุกรรมการรับฟังความคิดเห็นของกลาโหม ที่มี พล.อ.ชัยชาญ ช้างมงคล ปลัดกระทรวงกลาโหม เป็นประธาน โดยมี 10 หัวข้อที่น่าสนใจดังนี้

ประเด็นหารือเพื่อสร้างความสามัคคีปรองดอง

1.ด้านการเมือง แนวคิดของท่านในการแก้ปัญหาโดยสันติวิธี เพื่อไม่ให้เกิดความขัดแย้งในสังคมไทยขณะนี้ ทั้งก่อน-ระหว่างและหลังการเลือกตั้งที่มาถึงนี้

2.ด้านความเหลื่อมล้ำ ที่ผ่านมาความเหลื่อมล้ำในการครอบครองที่ดินทำกินของเกษตรกร การเข้าถึงแหล่งน้ำ การบริหารจัดการน้ำมักถูกยกมาเป็นประเด็นสร้างความขัดแย้งอย่างกว้างขวาง ท่านมีแนวคิดในการแก้ปัญหาความเหลื่อมล้ำเพื่อลดความขัดแย้งและสร้างความปรองดองในสังคมไทยได้อย่างไร

3.ด้านกฎหมายและกระบวนการยุติธรรม เพื่อไม่ให้มีความเสี่ยงต่อการขยายไปสู่ความขัดแย้ง ท่านจะมีทางออกหรือวิธีการดำเนินการต่อประเด็นความขัดแย้งที่เกิดจากความไม่ยอมรับในกระบวนการยุติธรรม การแทรกแซงการบังคับใช้กฎหมายอย่างไร

4.ด้านสังคมเศรษฐกิจการศึกษาสาธารณสุข ท่านมีแนวทางเสริมสร้างความปรองดองให้เกิดขึ้นในสังคมไทยต่อประเด็นความแตกต่างทางสังคมความเชื่อ ศาสนา วัฒนธรรมเศรษฐกิจ การศึกษา และสาธารณสุขอย่างไร

5.ด้านสื่อสารมวลชน ท่านมีแนว ทางในการไม่ให้สื่อตกเป็นเครื่องมือในการสร้างความขัดแย้งได้อย่างไร

6.ด้านธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ท่านมีแนวทางที่จะทำให้การใช้ประโยชน์จากทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เช่น ความขัดแย้งเรื่องพลังงาน การก่อสร้างโรงไฟฟ้า ฯลฯ ไม่ถูกหยิบยกขึ้นมาสร้างความขัดแย้งในสังคมได้อย่างไร

7.ด้านการต่างประเทศ ท่านมีแนวคิดที่จะดำเนินการต่อประเด็นการนำปัญหากิจการภายในประเทศมายกระดับให้เป็นปัญหาการเมืองระหว่างประเทศ รวมทั้งผลกระทบจากการดำเนินการของต่างประเทศ เช่น ปัญหาเขตแดน ปัญหาด้านสิทธิมนุษยชน ปัญหาเสรีภาพและประชาธิปไตย ปัญหาแรงงานและการค้ามนุษย์ ฯลฯ ที่ส่งผลทำให้เกิดความแตกแยกในสังคมไทยอย่างไร

8.ด้านการป้องกันทุจริตคอร์รัปชั่น ท่านมีแนวคิดอย่างไรที่จะป้องกันการทุจริตคอร์รัปชั่นเพื่อไม่ให้เป็นสาเหตุนำมาซึ่งความขัดแย้งในสังคมไทย

9.ด้านการปฏิรูป ท่านมีข้อเสนอแนะเพื่อการปฏิรูปอย่างไร เพื่อให้เกิดความสามัคคีปรองดอง

10.ด้านยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี ท่านจะมีข้อเสนอแนะให้เกิดการยอมรับและร่วมขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปีไปสู่ความสำเร็จร่วมกัน หรือไปสู่เป้าหมายร่วมกันอย่างไร

ปิดท้ายด้วยคำถามจากคณะกรรมการว่ามองปัญหาอย่างไร วิธีการแก้ปัญหาเพื่ออยู่ร่วมกันอย่างสันติสุขและยั่งยืน

ทั้งนี้ พล.อ.ประวิตร ได้ตั้ง พล.อ.บุญสร้าง เนียมประดิษฐ์ อดีต ผบ.สส. เป็นเลขานุการคณะกรรมการบริหารราชการแผ่นดินเพื่อเตรียมการสร้างสามัคคีปรองดอง ในฐานะที่เป็นผู้อำนวยการศูนย์ศึกษายุทธศาสตร์ความมั่นคงฯ และเป็นเพื่อน ตท.16 ของ พล.อ.ประวิตร และจบจาก Westpoint

ขณะเดียวกันได้มีการตั้งคณะอนุกรรมการทั้ง 4 ฝ่าย ประกอบด้วย 1.คณะอนุกรรมการรับฟังความคิดเห็นเพื่อความปรองดอง ที่มี พล.อ.ชัยชาญ  ปลัดกระทรวงกลาโหม เป็นประธาน 2.คณะอนุกรรมการพิจารณาบูรณาการข้อคิดเห็นและข้อเสนอแนะเพื่อสร้างความสามัคคีปรองดอง มี พล.อ.สุรพงษ์ สุวรรณอัตถ์ ผู้บัญชาการทหารสูงสุด เป็นประธาน ที่น่าสนใจมีผู้ทรงคุณวุฒิร่วมในชุดนี้  9 คน ประกอบด้วย ทวีศักดิ์ สูทกวาทิน ถวิลวดี บุรีกุล ผาสุก พงษ์ไพจิตร วรวิทย์ วงษ์สุวรรณ์ ทองอินทร์ วงศ์โสธร  สุภางค์ จันทวานิช  จุลชีพ ชินวรรโณ ตระกูล มีชัย และปาริชาต สถาปิตานนท์

ขณะที่ชุด 3.อนุกรรมการจัดทำข้อเสนอกระบวนการเพื่อสร้างความสามัคคีปรองดอง มี พล.อ.เฉลิมชัย สิทธิสาท ผู้บัญชาการทหารบก เป็นประธาน ผู้ทรงคุณวุฒิ ประกอบด้วย สมคิด เลิศไพฑูรย์ นันทวัฒน์ บรมานันท์  เป็นที่ปรึกษา และมีนักวิชาการผู้ทรงคุณวุฒิอีก 9 คน ศุภชัย ยาวะประภาษ ถวิลวดี บุรีกุล บรรเจิด สิงคะเนติ จุฑารัตน์ เอื้ออำนวย ธนวรรธน์ พลวิชัย จรัญ มะลูลีม อมรา พงศาพิชญ์ สุรินทร์ จิรวิศิษฎ์ และปาริชาต สถาปิตานนท์

ปิดท้ายชุด 4.คณะอนุกรรมการด้านการประชาสัมพันธ์เพื่อสร้างความสามัคคีปรองดอง มี พล.ต.คงชีพ ตันตระวาณิชย์ โฆษกกระทรวงกลาโหม เป็นประธาน

ทั้งนี้ พล.อ.ประวิตร บอกว่ามีการตั้งกรอบไว้ในการรับฟังความคิดเห็นประมาณ 3 เดือน จนถึงเดือน เม.ย. เมื่อได้ความคิดเห็นแล้ว จะส่งไปคณะกรรมการชุดที่ 2 เพื่อจับประเด็นวิเคราะห์บูรณาการ ส่งต่อไปคณะที่ 3 เพื่อบูรณาการ

งานนี้ปรองดองจะเกิดขึ้นได้หรือไม่ ต้องตามติด อีกไม่นานก็รู้กัน

 

ฟอร์มทีมปรองดอง เหล้าใหม่แต่ขวดเดิม

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

09 กุมภาพันธ์ 2560 เวลา 09:21 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/politic/480030

ฟอร์มทีมปรองดอง เหล้าใหม่แต่ขวดเดิม

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

หากจะบอกว่าความเคลื่อนไหวทางการเมืองเรื่องไหนกำลังเป็นที่น่าสนใจมากที่สุด ต้องยกให้กับการแต่งตั้งคณะกรรมการเพื่อพิจารณากลั่นกรองเรื่องเสนอคณะกรรมการบริหารราชการแผ่นดิน ตามกรอบการปฏิรูปประเทศ ยุทธศาสตร์ชาติและการสร้างความสามัคคีปรองดอง

คณะกรรมการที่ว่านั้นประกอบด้วย  1.คณะกรรมการบริหารราชการแผ่นดินเชิงยุทธศาสตร์  2.คณะกรรมการเตรียมการปฏิรูปประเทศ  3.คณะกรรมการเตรียมการยุทธศาสตร์ชาติ และ 4.คณะกรรมการเตรียมการเพื่อสร้างความสามัคคีปรองดอง

โฟกัสสำคัญไปอยู่ที่คณะกรรมการเตรียมการเพื่อสร้างความสามัคคีปรองดอง จำนวน 33 คน ที่มี “พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา” นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.)  เป็นประธาน และมี พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.กลาโหม เป็นรองประธาน

เมื่อพลิกดูรายชื่อคณะกรรมการ พบว่าล้วนแต่เป็นบิ๊กเนมแทบทั้งสิ้น ไม่ว่าจะเป็น “พล.อ.บุญสร้าง เนียมประดิษฐ์” “ปณิธาน วัฒนายากร” “สุจิต บุญบงการ” “เอนก เหล่าธรรมทัศน์” ขณะเดียวกันยังมีกรรมการโดยตำแหน่งอีกหลายคน เช่น ประธานสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ (สปท.) รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี รมว.ต่างประเทศ รมว.พัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ รมว.ยุติธรรม เลขาธิการคณะกรรมการกฤษฎีกา ผู้นำเหล่าทัพและตำรวจ อัยการสูงสุด เลขาธิการสำนักงานศาลยุติธรรม

ดูจากรายชื่อแล้วถือว่าเป็นคณะกรรมการปรองดองชุดใหญ่ที่สุดชุดหนึ่งที่ประเทศไทยเคยมีมา ซึ่งที่ต้องบอกว่าชุดใหญ่นั้นไม่ได้หมายถึงความใหญ่ในเชิงจำนวนของบุคคลที่มาดำรงตำแหน่งเป็นกรรมการ เพราะที่ผ่านมาไม่เคยมีผู้นำองค์กรต่างๆ และเหล่าทัพเข้ามาร่วมทำงานทางการเมืองมากขนาดนี้มาก่อน อย่างมากที่สุดจะเป็นเพียงการได้รับเชิญมาให้ความเห็นและข้อเสนอแนะ

ดังนั้น การที่ตั้งคณะกรรมการซูเปอร์ปรองดองในลักษณะนี้ย่อมแสดงให้เห็นถึงนัยทางการเมืองที่สำคัญ

เริ่มตรงที่การกลับสู่สนามการเมืองของ “สุจิต-เอนก” ซึ่งทั้งสองคนเป็นกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญในชุดที่มี “บวรศักดิ์ อุวรรณโณ” เป็นประธาน โดยเป็นร่างรัฐธรรมนูญที่ไม่ผ่านความเห็นชอบของที่ประชุมสภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.)

การคว่ำร่างรัฐธรรมนูญในครั้งนั้น สร้างความเจ็บช้ำน้ำใจให้กับคณะกรรมาธิการยกร่างฯ ในเวลานั้นอยู่ไม่น้อย ยิ่งไปกว่านั้นโดยเฉพาะอย่างยิ่งกับ “เอนก” ซึ่งได้เป็นประธานคณะกรรมการศึกษาแนวทางการสร้างความปรองดองของ สปช. ปรากฏว่าเมื่อคณะกรรมการจัดทำรายงานข้อเสนอแนะฉบับสมบูรณ์เสร็จสิ้นและส่งไปที่รัฐบาลตั้งแต่ปี 2558 แต่กลับไม่ได้ถูกนำไปปฏิบัติให้เป็นรูปธรรม

เท่ากับว่าการเกลี้ยกล่อมของรัฐบาลที่ยอมให้เอนกเข้ามาทำงานปรองดองได้อีกครั้ง คงหนีไม่พ้นเงื่อนไขที่สำคัญ คือการนำรายงานของคณะกรรมการชุดที่แล้วมาเป็นฐานในการนำไปสู่การปฏิบัติ ซึ่งหมายรวมถึงการนิรโทษกรรมให้กับบางคดีที่ไม่ใช่คดีทุจริต คดีความผิดประมวลกฎหมายอาญามาตรา 112 และคดีอาญาร้ายแรง

นอกเหนือไปจากการปรากฏชื่อของ “สุจิต-เอนก” แล้ว ต้องยอมรับว่าการมีผู้บริหารระดับสูงของหน่วยงานที่เกี่ยวกับการออกกฎหมายและกระบวนการยุติธรรมเข้ามาร่วมเป็นคณะกรรมการที่ พล.อ.ประยุทธ์ ตั้งขึ้นก็มีความน่าสนใจไม่แพ้กัน อาทิ เลขาธิการคณะกรรมการกฤษฎีกา อัยการสูงสุด เลขาธิการสำนักงานศาลยุติธรรม หรือแม้แต่ประธาน สนช.

ทั้งนี้ 4 ส่วนราชการนี้มีส่วนสำคัญอย่างยิ่งต่อการสร้างความปรองดองในเชิงรูปธรรมผ่านการออกกฎหมาย ทั้งในเรื่องกระบวนการและขอบเขตที่ร่างกฎหมายนั้นจะครอบคลุมไปถึง ทำให้เริ่มเห็นเค้าลางของการออกกฎหมายนิรโทษกรรมที่อาจจะเห็นในยุคของ คสช. จากเดิมที่มีการพยายามดันกฎหมายในลักษณะนี้ในยุคของนักการเมืองแต่ไม่ประสบความสำเร็จ

ในภาพรวมจะเห็นได้ว่ามีความเป็นไปได้ที่จะมีแนวทางการทำงานที่แตกต่างออกไปผ่านการที่มีบุคคลในองค์กรสำคัญเข้ามาร่วมเป็นคณะกรรมการ

อย่างไรก็ตาม แม้ว่าวิธีการทำงานจะทำงานเปลี่ยนไป แต่กลับมีสัญญาณของผู้นำปรองดองที่ออกมาในทำนองไม่ค่อยดีเท่าไหร่นัก

“จะมีการกำหนดลงไปในระดับกองทัพภาคและทุกจังหวัด ที่จะต้องลงไปรับฟังความคิดเห็นในแต่ละพื้นที่ด้วย เพื่อให้เป็นคู่ขนานกัน และจะได้นำข้อมูลทั้งหมดจากทุกฝ่าย” ท่าทีจาก พล.อ.ประวิตร เมื่อวันที่ 8 ก.พ.

ท่วงทำนองของ พล.อ.ประวิตร ดูเหมือนจะเป็นเรื่องปกติ แต่การประกาศว่าจะให้เริ่มนับหนึ่งกระบวนการรับฟังความคิดเห็นทั่วประเทศอีกครั้ง นับเป็น “ความก้าวหน้าที่ไม่มีความก้าวหน้า”

อย่าลืมว่าประเทศไทยมีรายงานเกี่ยวกับการสร้างความปรองดองมาหลายฉบับ โดยแต่ละฉบับผ่านการรับฟังความคิดเห็นในเชิงวิชาการมาแล้วค่อนข้างสมบูรณ์ก่อนถูกส่งมาที่ทำเนียบรัฐบาล

ถ้ารัฐบาลชุดนี้จะรับฟังความคิดเห็นก็ควรทำในลักษณะเน้นไปที่จุดสำคัญมากกว่าที่จะทำทั่วประเทศอันเป็นการเน้นในเชิงปริมาณ

ดังนั้น การคิกออฟปรองดองครั้งนี้ ที่สามารถไปดึงคนหน้าใหม่ๆ มาร่วมกันทำงานปรองดองได้อย่างน่าสนใจ แต่กลับไม่มีการเปลี่ยนวิธีการทำงาน จึงไม่ต่างอะไรกับ “เหล้าใหม่ในขวดเดิม”

 

วิวาทะ คสช.-กปปส.สัญญาณแนวร่วมแตกคอ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

08 กุมภาพันธ์ 2560 เวลา 08:46 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/politic/479851

วิวาทะ คสช.-กปปส.สัญญาณแนวร่วมแตกคอ

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

แรงกระเพื่อมเริ่มก่อตัวหลัง พล.ท.สรรเสริญ แก้วกำเนิด โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ออกมาเปิดประเด็นมีอดีตนักการเมืองใน จ.สงขลา พยายามเป็นแกนนำชักชวนเกษตรกรในพื้นที่ให้รวมตัวกันกดดันรัฐบาล เพื่อให้ช่วยเหลือด้านเมล็ดพันธุ์ภายหลังน้ำท่วมคลี่คลายแล้ว โดยมีนัยทางการเมืองแอบแฝง

“การเป็นแกนนำสร้างกระแสเรียกร้องรัฐบาล เพื่อแสดงบทบาทให้ประชาชนเห็นว่า ตัวเองมีความสำคัญและกลุ่มการเมืองยังรักและเป็นห่วงประชาชนอยู่นั้น เป็นพฤติกรรมอันเคยชินเพื่อหวังผลทางการเมือง โดยไม่ได้คำนึงถึงผลกระทบที่อาจเกิดขึ้น ทั้งๆ ที่ทราบดีว่ารัฐบาลให้ความช่วยเหลือในระดับหนึ่งแล้ว”

ร้อนจน อดีต สส.สงขลา พรรคประชาธิปัตย์ เรียงหน้าออกมาชี้แจงตอบโต้แบบดุเดือด พร้อมโต้กลับถึงความไร้ประสิทธิภาพในการแก้ปัญหาให้ชาวนาของรัฐบาลคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) กลายเป็นวิวาทะที่ตอกย้ำสถานภาพความสัมพันธ์ระหว่าง คสช. และ กปปส.

เริ่มตั้งแต่ ถาวร เสนเนียม อดีต สส.สงขลา พรรคประชาธิปัตย์ หนึ่งในแกนนำคนสำคัญของ กปปส.ที่ออกมาตอบโต้ว่าสาเหตุที่ชาวนาต้องมาร้องเรียนกับอดีตนักการเมืองอย่างพวกตนเองนั้น เป็นเพราะเคยไปร้องเรียนกับศูนย์ดำรงธรรม ให้ผู้ว่าราชการจังหวัดช่วยเหลือก็ไม่มีความคืบหน้า

“การที่ตัวแทนกลุ่มชาวนามาร้องเรียนอดีตนักการเมืองอย่างผม ที่เปิดให้คนเดือดร้อนพบ เพราะเขาไปร้องส่วนราชการที่เกี่ยวข้องมาหมดแล้ว แต่ไม่คืบหน้า ดังนั้นขออย่ามองพวกผมเป็นศัตรู ทั้งที่ได้ช่วยแก้ไขปัญหาให้รัฐบาลด้วยซ้ำ ส่วนจะนั่งครองเมืองไปอีกนานเท่าไหร่ ก็เชิญตามสบาย ขอถามว่าได้ทำหน้าที่ดูแลทุกข์สุขพี่น้องประชาชนได้ดีมากน้อยแค่ไหนเพียงใด”

ถัดมา ชัยวุฒิ ผ่องแผ้ว ยืนยันว่า เรื่องนี้ไม่ใช่ประเด็นทางการเมือง แต่เป็นเรื่องปากท้องของชาวบ้านที่เดือดร้อนจริง ตัวแทนเกษตรกรจึงไปยื่นหนังสือร้องทุกข์กับ ผวจ.สงขลา เมื่อวันที่ 17 ม.ค. 2560 ให้รัฐบาลช่วยหาเมล็ดพันธุ์ข้าวมาให้ประมาณ 5,000 กว่ารายที่ได้รับผลกระทบ

ต่อเนื่องที่ เจือ ราชสีห์ ประเด็นนี้ พล.ท.สรรเสริญ อาจจะได้ข้อมูลมาไม่ตรง เพราะข้อมูลตรงคือชาวบ้านมาปรึกษาว่าจะทำอย่างไรให้ได้พันธุ์ข้าวมา ซึ่งรัฐบาลก็ต้องอธิบายว่าจะช่วยอย่างไร

ย้อนดูที่มาที่ไปของเรื่องนี้ ​การที่ชาวนากว่า 3,000 คน จ.สงขลา ที่ออกมารวมตัวเมื่อวันที่ 2 ก.พ.นั้น อาจจะไม่ใช่เรื่องเหนือความคาดหมาย เพราะชาวนากลุ่มนี้เดือดร้อนต่อเนื่องตั้งแต่เมื่อครั้งภัยแล้งช่วงกลางปีที่ผ่านมา ทำให้น้ำในทะเลสาบเป็นน้ำเค็มเมื่อสูบเข้านาทำให้นาล่ม

เคราะห์ซ้ำกรรมซัดหลังจากชาวนาไปกู้หนี้ยืมสินซื้อพันธุ์ข้าวมาเพาะปลูก ในช่วงเดือน ส.ค. 2559 แต่ยังไม่ทันได้เก็บเกี่ยวก็ต้องพบกับอุทกภัย​จนหลายคนต้องสิ้นเนื้อประดาตัว ​

​การออกมาเคลื่อนไหวของอดีต สส.สงขลา เรียกร้องให้ทางการเข้าช่วยเหลือชาวนาในพื้นที่จึงไม่ใช่เรื่องแปลก เพราะด้วยสถานภาพปัจจุบันที่ไม่ใช่นักการเมือง การติดต่อสื่อสารกับภาครัฐจึงไม่สะดวกเหมือนก่อน

ฟางเส้นสุดท้ายที่ทำให้แรงกระเพื่อมก่อตัวหนักขึ้นจึงอยู่ที่ พล.ท.สรรเสริญ ออกมาทิ้งระเบิดว่ามีการเมืองอยู่เบื้องหลังม็อบชาวนาแทนที่จะไปแก้ไขต้นตอความเดือดร้อนของชาวนา ที่จะทำให้ทุกอย่างคลี่คลายไปในทางที่ดีขึ้น แถมยังได้หลีกเลี่ยงการกระทบกระทั่ง

ปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นจึงสะท้อนสภาพความไม่ไว้วางใจกันเองระหว่าง กปปส. และ คสช.

ทั้งที่ ก่อนหน้านี้ กปปส.ถือเป็นแนวร่วมที่สำคัญคอยสนับสนุนการทำงานของ คสช. เรื่องมาตั้งแต่รัฐประหาร ด้วยเหตุผลที่หยิบยกมาอธิบายสังคมว่าเป้าหมายของทั้งสองฝ่ายตรงกันคือต้องการเห็นการปฏิรูป เพื่อให้ประเทศเดินต่อไปและก้าวพ้นวังวนความขัดแย้ง

หลายต่อหลายครั้งในช่วงหน้าสิ่วหน้าขวานที่สุ่มเสี่ยงจะกระทบกระเทือนไปถึงเสถียรภาพของรัฐบาล คสช. ก็จะเห็น สุเทพ เทือกสุบรรณ อดีตแกนนำ กปปส. ขี่ม้าขาวออกมาช่วยคลี่คลายสถานการณ์

ทั้งช่วงราคายางตกต่ำแต่มาตรการช่วยเหลือจากภาครัฐยังล่าช้าและไม่ตรงจุด ทำให้เกษตรกรชาวสวนยางออกมาขู่เตรียมชุมนุมปิดถนนประท้วงจน
สุเทพต้องออกมาส่งสัญญาณปรามช่วยคลี่คลายความตึงเครียด

ต่อมาช่วงก่อนลงประชามติร่างรัฐธรรมนูญ ที่เต็มไปด้วยเสียงวิพากษ์วิจารณ์ถล่มเนื้อหาในหลายจุด สุเทพ ก็เปิดหน้าออกมาแถลงจุดยืนสนับสนุนร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้

ทว่าบรรยากาศเวลานี้รัฐบาล คสช.เอง ถือว่ามีเสถียรภาพพอสมควร เสียงสนับสนุนจากประชาชนโดยเฉพาะความเชื่อมั่นในตัว พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา สะท้อนผ่านผลโพลหลายสำนักยิ่งทำให้เวลานี้ คสช.เองอาจไม่จำเป็นต้องพึ่งแนวร่วมแบบแนบแน่นเหมือนช่วงแรก

ทางด้าน แกนนำ กปปส. ซึ่งส่วนใหญ่ก็เป็นอดีต สส.ประชาธิปัตย์ ​อีกด้านหนึ่งก็จำเป็นต้องสลัดภาพไม่ให้สนิทแนบแน่นกับทาง คสช.จนเกินไป จนอาจกระทบไปถึงภาพลักษณ์และผลการเลือกตั้งที่ใกล้จะเกิดขึ้น

วิวาทะระหว่าง​​ คสช.และ กปปส.​จึงสะท้อนให้เห็นรอยร้าวของคนกันเองที่กำลังขยายวงมากขึ้น ไม่แปลกที่สัญญาณเหล่านี้ชัดเจนขึ้นเรื่อยๆ ในช่วงที่ทาง คสช.กำลังติดเครื่องลุยงานด้านปรองดองท่ามกลางการจับตาของสังคมว่าผลสุดท้ายจะออกมาอย่างไร