ฟังสดๆ! “วิษณุ เครืองาม” ปาฐกถาเรื่อง “ปฏิรูปกฎหมาย บริบทประเทศไทยบนเวทีโลก”

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

07 กุมภาพันธ์ 2560 เวลา 20:19 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/politic/479801

ฟังสดๆ! "วิษณุ เครืองาม" ปาฐกถาเรื่อง “ปฏิรูปกฎหมาย บริบทประเทศไทยบนเวทีโลก”

วิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี ปาฐกถาพิเศษเรื่อง “ปฏิรูปกฎหมาย บริบทประเทศไทยบนเวทีโลก”

เมื่อวันที่ 7 ก.พ. ดร.วิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี กล่าวปาฐกถาพิเศษเรื่อง “ปฏิรูปกฎหมาย บริบทประเทศไทยบนเวทีโลก” ภายในงาน “ครบรอบ 14ปี หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์ ที่โรงแรมเซ็นทารา แกรนด์ แอท เซ็นทรัลพลาซา ลาดพร้าว (ช่วงที่2)

ฟังคลิปวิดีโอสดๆ ได้ที่นี่

งัดมาตรา 44 เร่งผลงานโค้งสุดท้าย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

06 กุมภาพันธ์ 2560 เวลา 08:45 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/politic/479509

งัดมาตรา 44 เร่งผลงานโค้งสุดท้าย

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

เข้าสู่โค้งสุดท้ายปลายโรดแมปของคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) นอกจากภารกิจการเตรียมความพร้อมสู่การเลือกตั้ง ทั้งการจัดทำกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญและกฎหมายอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องแล้ว อีกงานใหญ่ที่สำคัญของ คสช.เวลานี้ คือการเร่งปิดเกมสร้างผลงานให้เป็นที่ประจักษ์ก่อนจะก้าวลงจากอำนาจ

ถือเป็นการพิสูจน์ในคำมั่นสัญญาตั้งแต่เมื่อครั้งเข้ามาบริหารประเทศว่าการรัฐประหารครั้งนี้จะไม่เสียของ ด้วยการแสดงให้เห็นว่าเกือบ 3 ปีที่ผ่านมา และอีกอย่างน้อยเกือบ 1 ปีที่จะบริหารประเทศต่อไปนั้นได้สร้างคุณูปการอะไรให้ประเทศไปแล้วบ้าง

รวมทั้งสามารถทำตามสิ่งที่เคยพูดไว้ได้ครบถ้วนหรือไม่ โดยเฉพาะเรื่องการปฏิรูปพาประเทศก้าวพ้นวังวนความขัดแย้งตามที่กำหนดไว้ในรัฐธรรมนูญ และวางโครงสร้างรองรับการทำงานมาอย่างต่อเนื่อง

ปัญหาอยู่ที่การทำงานที่ผ่านมาหลายเรื่องยังเดินหน้าไปไม่ถึงไหน ทั้งที่หลายเรื่องเป็นเป้าหมายสำคัญของรัฐบาล คสช. ถึงขั้นประกาศเป็นเรื่องเร่งด่วน พร้อมส่งสัญญาณเอาจริงมอบหมายให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องรับไปดำเนินการแบบแข็งขัน

สาเหตุที่ทำให้การดำเนินการล่าช้าอยู่ที่กฎหมาย ข้อบังคับ ระเบียบยิบย่อย รวมไปถึงการไม่เอาจริงเอาจังของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ซึ่งจะได้รับผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลง

หลายเรื่องจึงเป็นเพียงแค่รายงานสรุปอยู่ในมือ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้า คสช. ที่ไม่สามารถนำไปสู่การปฏิบัติได้ ท่ามกลางการจับจ้องและรอคอยว่าจะสำเร็จเมื่อไหร่

สุดท้าย หากยังปล่อยให้เป็นเช่นนี้ต่อไปย่อมไม่เป็นผลดีต่อประเทศ และต่อ คสช.เอง

ในระยะหลังจึงเริ่มเห็น พล.อ.ประยุทธ์ กระชับอำนาจ งัดมาตรา 44 มาใช้สะสางปัญหาและเร่งสร้างผลงานหลายเรื่องที่สังคมคาดหวังให้สำเร็จอยู่บ่อยครั้ง

ล่าสุด เรื่องการปฏิรูปตำรวจที่ถือเป็นหัวใจสำคัญ และสังคมเห็นพ้องว่าจำเป็นต้องรีบปฏิรูป พร้อมตั้งความหวังไว้มาก แต่สุดท้ายจนถึงวันนี้ก็ยังไปไม่ถึงไหน ทำให้เกิดคำถามตามมาว่า คสช.เอาจริงเอาจังกับการปฏิรูปมากน้อยแค่ไหน

ร้อนจนที่ประชุม คสช. เร่งเครื่องให้ไปศึกษาเกี่ยวกับการปฏิรูปตำรวจ รวมทั้งโครงสร้างและการแต่งตั้ง ว่า ไม่ใช่การปฏิรูปโครงสร้างตำรวจทั้งระบบ แต่ให้ไปศึกษาข้อมูลเกี่ยวกับการแต่งตั้งข้าราชการตำรวจที่เป็นเรื่องเฉพาะหน้า เพื่อออกเป็นคำสั่ง คสช.ต่อไป

ทั้งที่ผ่านมามีข้อเสนอเรื่องการปฏิรูปไปแล้วมากมายจากหลายคณะ แต่สุดท้ายก็ยังไม่เห็นการขยับ การเดินหน้าปฏิรูปตำรวจเพื่อป้องกันการซื้อขายตำแหน่ง จึงอาจจะเป็นเรื่องที่ทำได้เร็วและเห็นผลไวที่สุด

สอดรับกับก่อนหน้านี้ ในที่ประชุมเชิงปฏิบัติการเพื่อขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศของคณะกรรมการบริหารราชการแผ่นดินตามกรอบการปฏิรูปประเทศ ยุทธศาสตร์ชาติ และการสร้างความสามัคคีปรองดอง (ป.ย.ป.) นายกรัฐมนตรีกำชับการทำงานแม่น้ำ 3 สายหลัก คือ คณะรัฐมนตรี (ครม.) สมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) และสมาชิกสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ (สปท.) มาหารือร่วมกันในวาระการปฏิรูป

พร้อมเปิดทางให้ในกรณีที่หากต้องการใช้กลไกในมาตรา 44 เพื่อให้เกิดความรวดเร็วก็ให้นำเสนอมา

ตอกย้ำว่าเรื่อง “ปฏิรูป” ถือเป็นเรื่องใหญ่ที่ทาง คสช. ให้ความสำคัญ ไม่ได้ละเลย แม้ที่ผ่านมาจะไม่เห็นผลแบบจับต้องได้ แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าไม่ได้พยายามทำ ยิ่งช่วงนี้ยิ่งต้องการทำให้สำเร็จลุล่วงโดยเร็ว

“ผมไปสั่งอะไรใครไม่ได้ เดี๋ยวจะกลายเป็นว่ารัฐบาลอยากอยู่ต่อนานๆ ซึ่งมันไม่ใช่ ผมพยายามทำทุกอย่างในช่วงเวลาที่มี ไม่เช่นนั้นคงไม่ตั้งคณะทำงานวุ่นวายขนาดนี้ จึงอยากให้เข้าใจตรงกัน วันนี้ถือเป็นรายการตามล่าหาความจริงของแม่น้ำ 5 สาย” นายกฯ กล่าว

ก่อนหน้านี้ในช่วงเกิดอุบัติเหตุรถตู้ ทำให้แนวคิดเรื่องจัดระเบียบรถตู้กลับมาเป็นประเด็นอีกรอบ ถึงขั้นทาง พิชิต อัคราทิตย์ รมช.คมนาคม หารือกับกรมการขนส่งทางบกเพื่อจัดเตรียมมาตรการเร่งลดอุบัติเหตุ รวมทั้งการปรับเพิ่มบทลงโทษ

พร้อมเตรียมเสนอ คสช.ใช้มาตรา 44 ในการบังคับใช้กฎหมายให้มีผลมากขึ้นกว่าในปัจจุบัน โดยเน้นประเด็นที่เกี่ยวข้องกับความปลอดภัยและการเอาเปรียบผู้โดยสาร รวมถึงการปรับกฎหมายให้ครอบคลุมถึงการเอาผิดผู้ประกอบการ

ย้อนไปก่อนหน้านี้ พล.อ.ประยุทธ์ เคยอาศัยอำนาจตามมาตรา 44 แก้ไขเพิ่มเติมคำสั่ง คสช.ที่ 17/2558 ว่าด้วยการกำหนดพื้นที่ของการทำเขตเศรษฐกิจพิเศษ โดยให้เพิ่ม จ.นครพนม และ จ.กาญจนบุรี และได้มีการลงไปดูพื้นที่แล้ว

อีกด้าน กสทช.ยังใช้มาตรา 44 ออกคำสั่ง เรื่องมาตรการส่งเสริมการประกอบกิจการวิทยุกระจายเสียง วิทยุโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคม เพื่อประโยชน์สาธารณะในส่วนของวิทยุ

ขยายระยะเวลาแผนแม่บทการบริหารคลื่นความถี่ปี 2555 ทำให้การส่งคืนคลื่นวิทยุเพื่อให้ กสทช.นำไปจัดสรรใหม่มีอันต้องเลื่อนออกไปอีก 5 ปี จากเดิมที่แผนแม่บทการบริหารคลื่นความถี่ปี 2555 กำหนดให้คลื่นความถี่วิทยุของหน่วยงานด้านความมั่นคง และหน่วยงานรัฐต้องส่งคืน กสทช. ภายในเดือน เม.ย. 2560

นับจากนี้คงจะเห็นการใช้อำนาจตามมาตรา 44 เข้ามาจัดการสะสางปัญหาอีกหลายเรื่อง

 

เปิดการบ้าน ‘สนช.-สปท.’ ดันวาระซูเปอร์ปฏิรูป

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

04 กุมภาพันธ์ 2560 เวลา 09:08 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/politic/479228

เปิดการบ้าน ‘สนช.-สปท.’ ดันวาระซูเปอร์ปฏิรูป

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

“สำหรับปี พ.ศ. 2560 นี้ ผมถือว่าเป็นปีที่สำคัญ เป็นปีแห่งการเตรียมการเดินหน้าตามยุทธศาสตร์ชาติ เพื่อเปลี่ยนผ่านไปสู่การเป็นประชาธิปไตยที่สมบูรณ์ ตามครรลองที่เหมาะสม สอดคล้องกับบริบทของประเทศไทยที่มีลักษณะเฉพาะ ด้วยกระบวนการที่เปิดกว้างต่อการมีส่วนร่วมของทุกภาคส่วน รวมทั้งเน้นสร้างความปรองดอง รู้รัก สามัคคี และยึดประโยชน์ส่วนรวมเป็นที่ตั้ง”

วรรคทองข้างต้นเป็นของ พล.อ. ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ซึ่งได้กล่าวไว้ในรายการ “ศาสตร์พระราชา สู่การพัฒนาอย่างยั่งยืน” เมื่อวันที่ 6 ม.ค.ที่ผ่านมา อันเป็นการประกาศเจตนารมณ์ของรัฐบาลว่าตลอดปี 2560 รัฐบาลมีเป้าหมายการทำงานในเรื่องการปฏิรูปเป็นสำคัญ

คล้อยหลังได้ไม่นาน พล.อ.ประยุทธ์ ดำเนินการตั้งคณะกรรมการบริหารราชการแผ่นดินตามกรอบการปฏิรูปประเทศ ยุทธศาสตร์ชาติและการสร้างความสามัคคีปรองดอง (ป.ย.ป.) เพื่อสานเจตนารมณ์ของรัฐบาลให้เป็นจริง และล่าสุดได้มีการประชุมเชิงปฏิบัติการร่วมกับแม่น้ำ 5 สายเมื่อวันที่ 1 ก.พ.

ผลการประชุมในวันนั้นมีสาระสำคัญ 2 ประเด็น ได้แก่ 1.การเปลี่ยนรูปแบบการประสานงานของแม่น้ำทุกสาย และ 2.การแจกการบ้านให้กับสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) และสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ (สปท.)

สำหรับเรื่องการเปลี่ยนรูปแบบการประสานงานนั้นจะมีลักษณะต่างจากเดิม คือ เมื่อก่อนจะเป็นการดำเนินการผ่านคณะกรรมการประสานงาน 3 ฝ่าย หรือวิป 3 ฝ่าย (รัฐบาล สนช.และ สปท.) ซึ่งที่ผ่านมาไม่ได้ประสิทธิผลสมกับความตั้งใจเท่าไหร่นัก เพราะต้องผ่านการพิจารณาของหลายฝ่ายทำให้การผลักดันร่างกฎหมายสำหรับการปฏิรูปจึงยังไม่ค่อยปรากฏออกมา

ดังนั้น ที่ประชุมเชิงปฏิบัติการในวันนั้นจึงเห็นตรงกันว่าควรยกเลิกระบบวิป 3 ฝ่าย โดยวางท่อส่งงานกันใหม่ในลักษณะของการให้ทุกเรื่องเข้าสู่ ป.ย.ป.โดยตรง ไม่จำเป็นต้องผ่านคณะกรรมการชุดใดอีก เมื่อเรื่องมาถึง ป.ย.ป.จะเป็นฝ่ายดำเนินการว่าเรื่องไหนควรดำเนินการอย่างไรเพื่อความรวดเร็ว

เช่น ถ้าบางเรื่องสามารถดำเนินการได้ผ่านทางคณะรัฐมนตรี (ครม.) จะส่งให้ ครม.ประชุมและมีมติออกมา หรือบางกรณีต้องมีการปรับเปลี่ยนโครงสร้างและจำเป็นต้องออกกฎหมาย ป.ย.ป.จะมอบให้รัฐบาลไปพิจารณาและเสนอร่างกฎหมายเข้าสู่ สนช.ทันที เป็นต้น ซึ่งจะช่วยลดขั้นตอนในการทำงานให้สั้นลง

ขณะเดียวกัน การบ้านของ สปท.และ สนช.ที่ได้รับมาจากที่ประชุมเชิงปฏิบัติการก็น่าสนใจไม่แพ้กัน

โฟกัสไปที่ สปท.ได้รับโจทย์มาว่าภายใน 1 เดือนนับจากนี้ ต้องไประดมสมองออกมาว่าภายใน 1 ปี ประเทศไทยควรได้รับการขับเคลื่อนการปฏิรูปในเรื่องใดบ้าง

ความคืบหน้าล่าสุด “สุวิทย์ เมษินทรีย์” รมต.ประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ได้ประชุมร่วมกับประธานคณะกรรมาธิการของ สปท.จำนวน 12 คณะ เพื่อวางกรอบการทำงานที่จะนำไปสู่การขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ซึ่งเบื้องต้นจะมีด้วยกันไม่เกิน 30 เรื่อง เช่น การแก้ไขปัญหาการทุจริต การสร้างความเท่าเทียม เป็นต้น แต่ยังไม่ได้ลงรายละเอียดมากนัก

ทั้งนี้ หาก สปท.ได้ข้อยุติแล้วทุกเรื่องจะส่งเข้าสู่ ป.ย.ป. ซึ่งทำหน้าที่เป็นศูนย์กลางเพื่อดูว่าเรื่องไหนที่ต้องใช้อำนาจนิติบัญญัติในการออกกฎหมายหรือสามารถใช้อำนาจฝ่ายบริหารดำเนินการได้ทันที

“เสรี สุวรรณภานนท์” ประธานคณะกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านการเมือง สปท. กล่าวว่า เวลานี้ทุกคณะกรรมาธิการฯ ได้รับมอบหมายงานมาตรงกันว่าให้ไปกำหนดวาระการปฏิรูปประเทศว่าเรื่องใดควรดำเนินการก่อนหรือหลัง

เสรี ระบุว่า สำหรับคณะกรรมาธิการฯ จะผลักดันเรื่องการสร้างวัฒนธรรมทางการเมืองและการตรวจสอบการใช้อำนาจและการทุจริต เพราะเห็นว่าสองเรื่องนี้มีความจำเป็นเร่งด่วนมากที่สุด เพื่อนำไปสู่การวางรากฐานการแก้ไขปัญหาในระยะยาว

ขณะที่การบ้านของ สนช.จะมี ภารกิจสำคัญด้วยกัน ได้แก่ 1.การพิจารณาร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญ 2.ร่างกฎหมายว่าด้วยยุทธศาสตร์ชาติ 3.ร่างกฎหมายกำหนดขั้นตอนและแผนการปฏิรูปประเทศ และ 4.ร่างกฎหมายที่ต้องออกตามที่ร่างรัฐธรรมนูญกำหนด

สมชาย แสวงการ เลขานุการคณะกรรมาธิการวิสามัญกิจการสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (วิป สนช.) เปิดเผยว่า การทำงานของ สนช.ในเรื่องดังกล่าวจะมีรูปแบบของการตั้งคณะกรรมการจำนวน 12 คณะ เพื่อดูแลเรื่องกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญ ยุทธศาสตร์ชาติและการปฏิรูป เพื่อพิจารณาจัดลำดับความสำคัญ

เลขานุการวิป สนช. สรุปว่า ที่สำคัญต้องประสานงานกับ สปท.อย่างใกล้ชิดมากขึ้นกว่าเดิม ซึ่งรวมไปถึง ป.ย.ป.ด้วย กล่าวคือ ต้องมาร่วมกันกำหนดว่าเรื่องใดเป็นเรื่องด่วนในการปฏิรูปประเทศ เพราะ สนช.มีหน้าที่ต้องไปดำเนินการพิจารณาร่างกฎหมายออกมา แต่หากเรื่องใดเป็นการปฏิรูปประเทศที่ไม่จำเป็นต้องใช้กฎหมาย ป.ย.ป.จะรับไปดำเนินการประสานงานกับฝ่ายบริหารเพื่อใช้อำนาจตามหน้าที่ต่อไป

“ส่วนตัวเชื่อว่ารูปแบบการทำงานในลักษณะนี้จะช่วยลดขั้นตอนและเพิ่มความรวดเร็วของการทำงานให้มากขึ้น และงานที่ออกมาจะมีประสิทธิภาพ” สมชาย สรุป

 

ผ่าโครงสร้าง สภาวิชาชีพสื่อมวลชน ฉบับ สปท.

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

03 กุมภาพันธ์ 2560 เวลา 09:21 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/politic/479045

ผ่าโครงสร้าง สภาวิชาชีพสื่อมวลชน ฉบับ สปท.

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

สุดท้ายความพยายามผลักดัน “สภาวิชาชีพสื่อมวลชนแห่งชาติ” ​ผ่านคณะกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ด้านการสื่อสารมวลชน ที่มี พล.อ.อ.คณิต สุวรรณเนตร เป็นประธานมีอันต้องสะดุด

เมื่อที่ประชุมคณะกรรมาธิการวิสามัญกิจการสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ (วิป สปท.) มีข้อสรุปให้ชะลอการบรรจุวาระพิจารณาร่าง พ.ร.บ.การคุ้มครองสิทธิเสรีภาพ ส่งเสริมจริยธรรม และมาตรฐานวิชาชีพสื่อมวลชน พ.ศ. … ของที่ประชุมใหญ่ สปท.ออกไป เพื่อให้มีการทบทวนรายละเอียดใหม่อีกรอบ

หลังจากหลายประเด็นในร่าง พ.ร.บ.ฉบับนี้ถูกวิพากษ์วิจารณ์อย่างกว้างขวาง โดยเฉพาะรายละเอียดต่างๆ ใน “สภาวิชาชีพสื่อมวลชนแห่งชาติ” ที่เต็มไปด้วยความกังขา

​​ถึงขั้นทำให้ 30 องค์กรวิชาชีพสื่อมวลชน​ออกมาแสดงพลังแถลงคัดค้าน​พร้อมเคลื่อนไหวต่อเนื่อง ไล่มาตั้งแต่การยื่นเรื่องคัดค้านร่าง พ.ร.บ.ฉบับนี้ ต่อ ​อลงกรณ์ พลบุตร รองประธาน สปท.ให้ สปท.ชะลอการรับรองร่าง พ.ร.บ.คุ้มครองสิทธิเสรีภาพฯ  รวมทั้งให้ กมธ.ทบทวนเนื้อหาให้สอดคล้องกับเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญ

ที่สำคัญได้ขอให้เปลี่ยนตัว พล.อ.อ.คณิต ประธาน กมธ. โดยให้เลือกบุคคลที่มีความรู้ความเข้าใจต่อการปฏิรูปสื่อมวลชนมาทำหน้าที่แทน

อีกด้านหนึ่งทางตัวแทนสื่อมวลชนที่นั่งอยู่ในอนุกรรมาธิการ​ 4 คน ได้แก่ จักร์กฤษ เพิ่มพูล ​ สุวรรณา สมบัติรักษาสุข ประดิษฐ์ เรืองดิษฐ์ และ​อมรรัตน์ มหิทธิรุกข์ ได้ยื่นหนังสือลาออกจาก​อนุ กมธ.การขับเคลื่อนการปฏิรูปด้านสื่อสิ่งพิมพ์

สาเหตุสำคัญที่ทำให้ร่าง พ.ร.บ.ฉบับนี้ถูกคัดค้านจากคนในวิชาชีพสื่อมวลชนอย่างรุนแรง เป็นเพราะรายละเอียดของสภาวิชาชีพสื่อมวลชนแห่งชาตินั้น ที่กำหนดไว้ในร่าง พ.ร.บ.นี้เปิดช่องให้เกิดการเข้ามาแทรกแซงการทำงานของสื่อมวลชนจนขาดอิสระในการทำงาน

เริ่มตั้งแต่ประเด็นแรกคณะกรรมการ 13 คน ที่จะมาจากผู้แทนสมาชิกสภาวิชาชีพเลือกกันเอง 5 คน  ตัวแทนรัฐ 4 คน คือ ปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี ปลัดกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม ปลัดกระทรวงวัฒนธรรม ปลัดกระทรวงการคลัง และกรรมการอื่นๆ 4 คน

ปัญหาอยู่ที่กรรมการในสัดส่วนภาครัฐ 4 คน ที่อาจเข้ามามีส่วนในการแทรกแซงและกดดันการทำงานของสื่อมวลชนไม่ว่าจะเป็นทางตรงหรือทางอ้อม

เมื่อ “อำนาจ” ของสภาวิชาชีพสื่อมวลชนแห่งชาติ ถูกกำหนดให้เป็นผู้พิจารณาขึ้นทะเบียน ออกใบอนุญาต และถอนใบอนุญาตแก่ผู้ประกอบวิชาชีพ ​

ดังนั้น หากสื่อมวลชนเสนอข่าวไม่เป็นที่พึงพอใจของผู้มีอำนาจ ย่อมมีผลกระทบต่อการประกอบอาชีพ จนอาจเกิดการเซ็นเซอร์ตัวเองหลีกเลี่ยงไม่เข้าไปตรวจสอบการทำงานภายใน 4 หน่วยงานรัฐนี้ได้ ​

สภาวิชาชีพสื่อมวลชนแห่งชาติยังถูกกำหนดให้มีอำนาจสามารถสั่งปรับองค์กรสื่อมวลชนต่างๆ ที่ไม่ปฏิบัติตามคำวินิจฉัยของสภาโดยมีอัตราสูงสุดถึง 1.5 แสนบาท

สภาวิชาชีพสื่อมวลชนแห่งชาติยังมีหน้าที่พิจารณาคำร้องอุทธรณ์ที่ผู้เสียหาย หรือผู้เรียกร้องอ้างว่าไม่ได้รับความเป็นธรรมจากการพิจารณาวินิจฉัยขององค์กรวิชาชีพสื่อมวลชน

รวมทั้งกำกับดูแลวินิจฉัยเรื่องร้องเรียนที่ผู้เสียหาย หรือผู้ร้องเรียนมีต่อผู้ประกอบวิชาชีพสื่อมวลชน หรือองค์กรสื่อมวลชน ให้ปฏิบัติตามมาตรฐานกลางหรือข้อบังคับที่สภาวิชาชีพฯ กำหนด

ประเด็นนี้ยัง​ครอบคลุมไปถึงองค์กรวิชาชีพสื่อมวลชนที่ไม่ได้จดแจ้งตาม พ.ร.บ.นี้ หรือที่ถูกเพิกถอนสมาชิกภาพไปแล้วด้วย

ที่สำคัญขอบเขตการควบคุมสื่อมวลชนภายใต้ร่าง พ.ร.บ.ฉบับนี้ยังกว้างขวางแพร่หลายตามคำนิยามในมาตรา 3  ที่กำหนด​จำกัดความ

ทั้ง “สื่อมวลชน” หมายความว่า สื่อกลาง หรือช่องทางที่ใช้เพื่อการนำข่าวสาร สาร และเนื้อหาสาระเพื่อประโยชน์สาธารณะทุกประเภทไปสู่มวลชน ไม่ว่าจะอยู่ในรูปแบบหนังสือพิมพ์ วิทยุกระจายเสียง วิทยุโทรทัศน์ หรือในรูปแบบใดตามพัฒนาการของเทคโนโลยีการสื่อสารที่สามารถสื่อความหมายให้ประชาชนทราบได้เป็นการทั่วไป

“ผู้ประกอบวิชาชีพสื่อมวลชน” หมายความว่า บุคคลซึ่งประกอบวิชาชีพเป็นสื่อกลาง เพื่อนำข่าวสาร สาร และเนื้อหาเพื่อประโยชน์สาธารณะทุกประเทศไปสู่มวลชน ไม่ว่าจะอยู่ในรูปแบบใดอย่างเป็นปกติธุระ หรือทำอย่างสม่ำเสมอ เพื่อให้ได้รับค่าตอบแทนเป็นประจำจากเจ้าของสื่อ

ประเด็นเหล่านี้นำมาสู่ความเคลือบแคลงที่อาจไปบั่นทอนการทำงานในอนาคตของสื่อมวลชน จนทำให้ความพยายามปฏิรูปสื่อมวลชนรอบนี้ผิดไปจากที่ควรจะเป็น​ จากนี้คงต้องดูว่าหลังการทบทวนแก้ไขของอนุกรรมาธิการแล้วสุดท้ายเนื้อหาจะออกมาอย่างไรต่อไป

 

ปฏิวัติโอกาสเกิดยาก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

03 กุมภาพันธ์ 2560 เวลา 09:08 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/politic/479043

ปฏิวัติโอกาสเกิดยาก

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

กระแสปฏิวัติกลับมาเป็นประเด็นอีกรอบเมื่อ “วอชิงตันโพสต์” รายงานว่าประเทศไทยติดอันดับ 2 จาก 161 ประเทศ ที่เสี่ยงเผชิญเหตุการณ์รัฐประหารในปี 2560 เป็นรองเพียงแค่ประเทศบุรุนดี ในทวีปแอฟริกา​เล็กน้อย

จากงานวิจัยของ เจย์ อูลเฟลเดอร์ นักรัฐศาสตร์ ​สหรัฐอเมริกา จับตาเหตุการณ์รัฐประหารในประเทศต่างๆ ระหว่างปี 2555-2558 ซึ่งต่อมา ทีมงานของวอชิงตันโพสต์นำมาพัฒนาต่อ อาศัยฐานข้อมูลสถิติจากองค์กรวิจัยทั่วโลก เช่น การเมือง การทหาร ความขัดแย้ง รวมทั้งปัญหาปากท้องและราคาน้ำมันโลก ตั้งแต่ปี 2503-2560 ซึ่งใช้สถิติเปรียบเทียบเพื่อประเมินความเสี่ยง

จากสถานการณ์ที่ประเทศไทยอยู่ภายใต้กฎอัยการศึกที่จำกัดเสรีภาพพลเรือนอย่างเข้มงวดกวดขัน นับตั้งแต่รัฐประหารเมื่อปี 2557 ต่อมาได้ผ่านความเห็นชอบรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ในปี 2559 และจัดการเลือกตั้งในปี 2560 ​

​รายงานของวอชิงตันโพสต์ อ้างความคิดเห็นจากผู้เชี่ยวชาญบางคนที่ระบุว่าการเลือกตั้งจะเพิ่มความเสี่ยงมากขึ้นต่อความพยายามรัฐประหารในอนาคต

ร้อนจน พ.อ.ปิยพงศ์ กลิ่นพันธุ์ ทีมโฆษก คสช. ต้องออกมาชี้แจงว่า โลกแห่งความเป็นจริงการรัฐประหารไม่สามารถคำนวณด้วยค่าสถิติตัวเลข แต่การรัฐประหารในแต่ละครั้งเกิดจากเงื่อนไขความจำเป็นและสภาวะแวดล้อมที่สุกงอมของสถานการณ์แล้วเท่านั้น

“หากวิเคราะห์ข้อมูลทางสถิติของวอชิงตันโพสต์ จะเห็นได้ว่าประเทศไทยมีความเสี่ยงเกิดรัฐประหารเพียง 11% เท่านั้น นั่นหมายความว่าโอกาสที่ไทยจะไม่เกิดการรัฐประหารมีสูงถึง 89% ถือว่าค่าความน่าจะเป็นที่จะเกิดรัฐประหารเป็นไปได้ยากมาก ฉะนั้นจึงไม่มีอะไรต้องวิตกกังวลไปตามบทวิเคราะห์แม้แต่น้อย”

โฆษก คสช. ยังอธิบายเพิ่มเติมว่า ตราบใดที่รัฐบาลยังคงทำประโยชน์ให้กับประเทศและประชาชน จนได้รับความนิยมอยู่ในระดับสูง เหมือนเช่นรัฐบาลชุดปัจจุบัน การทำรัฐประหารโดยที่ประชาชนไม่ยอมรับ จึงไม่น่าจะเกิดขึ้นได้

ต่อเนื่องด้วย พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.กลาโหม กับการออกมาปฏิเสธ​ พร้อมให้ความมั่นใจว่าจะไม่มีการปฏิวัติ เพราะทหารไม่อยากมีใครปฏิวัติ ถ้าประเทศเดินต่อไปไม่ได้ก็ต้องทำ แต่หากเราปรองดองกันแล้ว มีความร่วมมือกันทุกฝ่ายก็ไม่มีทางเกิด

“อีกทั้งทหารก็อยู่ภายใต้การดูแลของรัฐบาล หากเราทำปรองดองได้สำเร็จ โอกาสรัฐประหารก็ไม่เกิด ถ้าพรรคการเมืองคุยกันได้ ส่วนใหญ่นักการเมืองก็ดูแลประชาชนอยู่แล้ว ฝ่ายทหารก็อยู่ภายใต้นักการเมือง ก็ตกลงกันไม่มีความขัดแย้งกันและก็หาทางว่าจะอยู่อย่างสันติต่อไป ไม่มีหรอก ไม่เกิด”

หากวิเคราะห์ตามสภาพการณ์ที่เป็นอยู่ในเวลานี้ ​จะพบว่ายังไม่มีปัจจัยใดที่จะนำไปสู่การปฏิวัติยึดอำนาจ

เริ่มตั้งแต่ความเป็นเอกภาพระหว่างรัฐบาลและกองทัพที่หลอมรวมเป็นเนื้อเดียวกันมาตั้งแต่รัฐประหาร 22 พ.ค. 2557 ไล่มาตั้งแต่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา หัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ที่มารับหน้าที่นายกรัฐมนตรีคุมฝ่ายบริหารเพื่อกำหนดทิศทางการทำงานประเทศเรื่อยมา

ยังไม่รวมกับการดึงบุคลากรบางส่วนจาก คสช.​ มาร่วมนั่งใน ครม.รับตำแหน่งทั้งเป็นรองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีในหลายกระทรวงสำคัญ

นอกจากจะทำให้การทำงานราบรื่นและเป็นไปในทิศทางเดียวกันแบบไม่มีแตกแถวหรือออกนอกลู่นอกทาง ร่วมกับการทำงานของแม่น้ำอีก 3 สาย คือ สภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ (สปท.) คณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ​ (กรธ.)

อีกด้านหนึ่งการหลอมรวมและวางเครือข่ายของ คสช.ไปนั่งทำงานในภาคส่วนต่างๆ ยังช่วยสกัดไม่ให้เกิดการปฏิวัติเพื่อล้มการบริหารงานของรัฐบาลไม่ว่าจากฝ่ายไหนก็ตาม

ที่สำคัญหากดูเนื้อในของกองทัพยุคนี้ต้องยอมรับว่ามีความเป็นเอกภาพค่อนข้างสูง เมื่อตำแหน่งสำคัญไล่มาตั้งแต่ ผบ.เหล่าทัพ เรื่อยมาจนถึงตำแหน่งสำคัญคุมกำลังต่างๆ มีการวางคนที่ทาง คสช.ไว้วางใจได้ให้มานั่งทำหน้าที่สร้างหลักประกันว่าจะไม่เกิดแรงกระเพื่อมใดๆ ในกองทัพ

ทั้งหมดเพื่อสกัดปัจจัยเสี่ยงอันจะยิ่งสร้างปัญหาและขัดขวางการทำงานของรัฐบาล คสช. ตลอดยังสุ่มเสี่ยงที่จะทำให้โรดแมปที่ คสช.วางไว้มีอันต้องสะดุดอย่างน่าเสียดาย

​​​โอกาสที่จะมีคนในกองทัพมาทำปฏิวัติซ้ำหรือปฏิวัติซ้อน ยึดอำนาจจาก คสช.แบบไม่รู้เนื้อรู้ตัวย่อมเป็นไปได้ยาก ​เว้นเสียแต่จะทำโดยรู้เห็นเป็นใจปล่อยให้เกิดเพื่อต้องการล้างกระดานกันใหม่เมื่อเกิดปัญหา

แต่เวลานี้ก็ยังไม่มีปัจจัยอะไรที่ร้ายแรงถึงขั้นต้องใช้วิธีนี้ สู้ปล่อยให้ทุกอย่างเดินไปตามเส้นทางที่วางไว้ตามโรดแมปจะดีที่สุด

หากมองความเคลื่อนไหวของฝั่งตรงข้ามรัฐบาล ไม่ว่าจะเป็นขั้วอำนาจเก่า หรือกลุ่มสีเสื้อในอดีต ถึงตอนนี้ก็อ่อนกำลังลงไปอย่างมาก แถมถูกสะกดไว้ด้วยคำสั่ง คสช.ไม่ให้ออกมาเคลื่อนไหว

ดังนั้น จึงไม่ต้องห่วงว่าจะเกิดปรากฏการณ์ภาคประชาชน หรือกลุ่มการเมืองออกมาเคลื่อนไหวที่จะนำไปสู่การปฏิวัติล้มรัฐบาล คสช. ​ตราบเท่าที่ยังไม่มีชนวนรุนแรง

อย่างนี้แล้ว​การปฏิวัติซ้ำ ปฏิวัติซ้อน คงเกิดได้ยากในเร็วๆ นี้

 

ปิดทางประชุมพรรค ปรองดองไปไม่สุด

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

02 กุมภาพันธ์ 2560 เวลา 09:30 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/politic/478917

ปิดทางประชุมพรรค ปรองดองไปไม่สุด

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

ประเด็นทางการเมืองว่าด้วยการปรองดองเริ่มกลับมามีความเคลื่อนไหวที่น่าสนใจอีกครั้ง ภายหลังคณะกรรมการบริหารราชการแผ่นดินตามกรอบการปฏิรูปประเทศ ยุทธศาสตร์ชาติ และการสร้างความสามัคคีปรองดอง (ป.ย.ป.) ได้ประชุมเชิงปฏิบัติการเป็นครั้งแรกไปเมื่อวันที่ 1 ก.พ.

“ที่ประชุมได้ข้อสรุปในการจัดลำดับความสำคัญวาระการปฏิรูปเร่งด่วน 27 วาระ แบ่งเป็น 4 กลุ่ม ประกอบด้วย การปฏิรูปกลไกภาครัฐ การพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ การปฏิรูปเครื่องมือพื้นฐานเศรษฐกิจในอนาคต และการปฏิรูปโครงสร้างพื้นฐาน

พร้อมกันนี้เตรียมตั้งคณะอนุกรรมการเตรียมการปฏิรูปประเทศใน 4 ด้าน ซึ่งการทำงานทั้งหมดจะต้องมีความรวดเร็ว กระชับ และบูรณาการ ขณะที่สัปดาห์หน้าคาดว่าจะมีการเวิร์กช็อปคณะกรรมการเตรียมการยุทธศาสตร์ชาติ และคณะกรรมการเตรียมการสร้างความสามัคคีปรองดองตามลำดับ” สุวิทย์ เมษินทรีย์ รมต.ประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ในฐานะเลขานุการ ป.ย.ป.ระบุถึงผลการประชุมดังกล่าว

เมื่อพิจารณาจากคำแถลงของเลขานุการ ป.ย.ป. แล้วจะพบได้ว่าการประชุม ป.ย.ป. เมื่อวันที่ 1 ก.พ. เปรียบเหมือนเป็นการขันนอตแม่น้ำ 5 สายเสียมากกว่า เพราะโครงการทำงานในลักษณะนี้เป็นภาพที่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ได้เคยย้ำมาแล้วหลายครั้ง

แต่กระนั้นก็มีประเด็นที่น่าสนใจอยู่ไม่น้อยเช่นกัน กล่าวคือ การทำงานในส่วนของการสร้างความปรองดอง ซึ่งปรากฏให้เห็นในสองส่วน ประกอบด้วย 1.การเตรียมประชุมเชิงปฏิบัติการในสัปดาห์หน้า และ 2.การเตรียมเชิญพรรคการเมืองมาให้ความคิดเห็น

ก่อนหน้านี้ ปฏิเสธไม่ได้ว่าการฟอร์มทีมเพื่องานปรองดองติดหล่มอยู่พอสมควร ภายหลังยังไม่สามารถเชิญผู้ทรงคุณวุฒิมาร่วมทีมอย่างเป็นทางการได้ เพราะกลุ่มภาคประชาชนกลุ่มหนึ่งที่ได้รับเทียบเชิญจาก คสช.ต่างปฏิเสธ ด้วยเหตุผลที่ คสช.ถึงกับอึ้งไปพักใหญ่

เหตุผลที่ว่านั้น คือ ไม่ต้องการให้ทหารเป็นผู้นั่งหัวโต๊ะในการปรองดอง แต่ทหารควรทำหน้าที่เป็นฝ่ายสนับสนุนเท่านั้น

ที่ผ่านมา คสช.พยายามประสานงานกับกลุ่มภาคประชาชนมาตลอด จนได้ข้อสรุปว่า คสช.จะยอมทำตามรายงานการศึกษาการสร้างความปรองดองของสภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) เกินกว่า 50% ทำให้กลุ่มภาคประชาชนพอใจและเตรียมเข้าไปร่วมงานกับ คสช.อีกครั้ง

จึงเป็นที่มาว่าทำไมรัฐบาลและ คสช.ถึงกล้าประกาศว่าในสัปดาห์หน้าจะได้เห็นคณะกรรมการปรองดองตัวเป็นๆ พร้อมกับเตรียมเชิญพรรคการเมืองเข้ามาให้ความคิดเห็น ซึ่งถือว่าเป็นก้าวย่างที่สำคัญของการสร้างความปรองดอง โดยสะท้อนมาจากการให้สัมภาษณ์ของ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.กลาโหม เมื่อวันที่ 31 ม.ค.ที่ผ่านมา

“รัฐบาลยังไม่ได้ทาบทามพรรคการเมืองเข้ามาพูดคุย แต่อยากให้ทุกพรรคการเมืองเข้ามาร่วมแสดงความคิดเห็น ซึ่งอาจจะเชิญตัวแทนพรรคมาประมาณพรรคละ 10 คน

สำหรับพรรคการเมืองนั้นขอย้ำว่ายังไม่ปลดล็อก เพราะผมเห็นพรรคการเมืองหารือกันเป็นประจำ ถ้าปลดล็อกแล้วทำอะไรนอกเหนือเรื่องปรองดองใครจะรับผิดชอบ” ท่าทีจาก พล.อ.ประวิตร

สัญญาณที่ออกมานั้นเป็นความต้องการที่จะให้เห็นว่าการสร้างความปรองดองครั้งนี้ต้องให้ทหารเป็นผู้นำเท่านั้น และฝ่ายการเมืองจะต้องเดินตามเส้นที่ทหารได้ขีดเอาไว้ โดยเฉพาะการห้ามไม่ให้พรรคการเมืองประชุม แม้ว่าเรื่องที่จะประชุมนั้นเป็นวาระของการสร้างความปรองดองก็ตาม

อย่างไรก็ตาม หากจะบอกว่าเกมการสร้างความปรองดองในครั้งนี้ คสช.จะเป็นฝ่ายถือไพ่เหนือกว่าทุกฝ่ายนั้นไม่น่าจะใช่เสียทีเดียว

ต้องยอมรับว่าการที่ คสช.ไม่ยอมให้พรรคการเมืองประชุมพรรคเพื่อหารือเรื่องการสร้างความปรองดอง ดูเหมือนจะเขี้ยวลากดินมากเกินไปหน่อย เพราะการปล่อยให้พรรคการเมืองพูดคุยได้อย่างไม่เป็นทางการ แม้ด้านหนึ่งจะเป็นการทำให้พรรคการเมืองสามารถมีความคิดเห็นเกี่ยวกับการปรองดองออกมาได้ แต่ความคิดเห็นที่ออกมานั้นก็ไม่ได้มีลักษณะที่เป็นทางการ

เมื่อผลความคิดเห็นของพรรคการเมืองที่ออกมาไม่มีลักษณะเป็นทางการ เพราะไม่สามารถประชุมพรรคเพื่อมีมติได้ ย่อมทำให้ข้อเสนอของพรรคการเมืองเป็นเพียงแค่เศษกระดาษที่ไม่มีผลผูกพัน หรือมีความเบ็ดเสร็จเด็ดขาดใดๆ ทั้งสิ้น

ที่สำคัญ คสช.ย่อมต้องเจอว่าข้อเสนอที่พรรคการเมืองส่งเข้ามานั้นเป็นข้อเสนอของพรรคการเมืองจริงๆ หรือเป็นแค่ความคิดเห็นของคณะบุคคลในพรรคการเมืองกันแน่ เช่นนี้เป็นเรื่องยากที่ คสช.จะได้ข้อมูลที่แท้จริงเพื่อไปทำการสังเคราะห์เพื่อนำไปสู่การดำเนินการในทางปฏิบัติ

เหนืออื่นใด การไม่ยอมปลดล็อกให้กับพรรคการเมืองประชุมเรื่องปรองดอง จะส่งผลให้ภาพของการสร้างความปรองดองจะมีลักษณะของการถูกกดทับด้วยอำนาจรัฐ กระบวนการแสดงความคิดเห็นและการนำเสนอข้อมูลไม่ได้มาจากบรรยากาศที่เอื้อให้เกิดการแลกเปลี่ยนความคิดเห็น

ที่สุดแล้ว หากปล่อยไว้เช่นนี้ บรรยากาศของการปรองดองจะถูกบั่นทอนลงไปเรื่อยๆ จนไม่สามารถร่วมกันหาทางออกได้ และความขัดแย้งก็ไม่ได้รับแก้ไขในท้ายที่สุด

ทั้งหมดจึงขึ้นอยู่กับ คสช.ว่าจะแก้เกมนี้อย่างไร

 

คุมสื่อเบ็ดเสร็จ ปูทางยาว คสช.

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

01 กุมภาพันธ์ 2560 เวลา 08:39 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/politic/478705

คุมสื่อเบ็ดเสร็จ ปูทางยาว คสช.

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

กลายเป็นประเด็นร้อนถึงขั้นทำให้ 30 องค์กรวิชาชีพสื่อ นัดออกมารวมพลังแถลงคัดค้านการจัดตั้ง “สภาวิชาชีพสื่อมวลชนแห่งชาติ” ภายใต้ความพยายามผลักดันของกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ด้านการสื่อสารมวลชนที่มี พล.อ.อ.คณิต สุวรรณเนตร  เป็นประธาน ผ่านการเตรียมเสนอร่าง พ.ร.บ.การคุ้มครองสิทธิเสรีภาพ ส่งเสริมจริยธรรมและมาตรฐานวิชาชีพสื่อมวลชน พ.ศ. …

ทว่า เสียงคัดค้านดูจะไม่เป็นผลเพราะล่าสุดทาง พล.อ.อ.คณิต นำ คณะ กมธ. ออกมายืนยันจุดยืนเดิมเตรียมผลักดันร่าง พ.ร.บ.นี้เข้าสู่ที่ประชุมใหญ่ (สปท.) เพื่อขอความเห็นชอบแบบรวดเร็ว ก่อนส่งต่อไปยังรัฐบาลคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) โดยไม่สนใจเสียงทักท้วงที่กำลังขยายวงมากขึ้น

ตอกย้ำสัญญาณพิเศษที่ชวนให้คิดว่ามีใบสั่งจากผู้มีอำนาจสั่งลุย ​ร่าง พ.ร.บ.การคุ้มครองสิทธิเสรีภาพ ส่งเสริมจริยธรรมและมาตรฐานวิชาชีพสื่อมวลชน​

ไม่แปลกที่จะเห็นท่าทีแข็งขันของ พล.อ.อ.คณิต​และคณะ ที่ออกมายืนยันว่า​ก่อนออก พ.ร.บ.นี้ มีการหารือกับตัวแทนสื่อมวลชน รวมทั้งได้ผ่านการหารือและการทำประชาพิจารณ์จากผู้เกี่ยวข้อง แถมมีข้อมูลสนับสนุนจากสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (ทีดีอาร์ไอ)

ทั้งที่เสียงวิพากษ์วิจารณ์ออกมาแสดงความเป็นห่วงในหลายประเด็นของร่าง พ.ร.บ.ฉบับนี้ ที่จะเปิดช่องให้เกิดการแทรกแซงการทำงานของสื่อมวลชนจนขาดความเป็นอิสระอย่างที่ควรจะเป็น

จุดใหญ่อยู่ที่ “สภาวิชาชีพสื่อมวลชนแห่งชาติ” ที่กำหนดสัดส่วนในช่วง 2 ปีแรก จะประกอบด้วยกรรมการ 13 คน เป็นตัวแทนสื่อ 5 คน จากปลัดกระทรวงจำนวน 4 คน ประกอบด้วย ปลัดกระทรวงการคลัง ปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี ปลัดกระทรวงวัฒนธรรม และปลัดกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม รวมทั้งตัวแทนวิชาชีพจากองค์กรต่างๆ อีก 4 คน

ความสำคัญอยู่ตรง “อำนาจหน้าที่” ของกรรมการชุดนี้ที่กำหนดให้ใบอนุญาตและเพิกถอนใบอนุญาตสื่อมวลชนได้ ดังนั้น ​เมื่อมีสัดส่วนจากปลัด 4 กระทรวงมานั่งเป็นกรรมการ ย่อมอาจส่งผลต่อการปฏิบัติหน้าที่ของสื่อมวลชนให้ไม่กล้าเข้าไปตรวจสอบทั้ง 4 กระทรวงหรือรวมไปถึงรัฐบาลทั้งหมดเพราะมีส่วนในการชี้เป็นชี้ตายให้ใบอนุญาตสื่อมวลชน

ในทางปฏิบัติคงเป็นเรื่องยากที่​ “ผู้ตรวจสอบ” จะมีความเป็นอิสระในการตรวจสอบการทำงานของผู้คุมกฎ ยังไม่ต้องพูดถึงเรื่องการเข้ามาแทรกแซงสั่งการไม่ว่าจะทางตรงหรือทางอ้อม

บทเรียนในอดีตชวนให้คิดต่อไปถึงกรณีที่ฝั่งการเมืองรุกคืบเข้าแทรกแซงผ่านทาง 4 กระทรวงเพื่อกดดันการทำงานของสื่อมวลชนให้เป็นไปในทิศทางที่ต้องการหรือป้องกันการเข้าไปขุดคุ้ยเรื่องฉาวในกระทรวง

​​แถมชวนให้นึกถึงกรณีการใช้กลไกโฆษณาจากภาครัฐเข้ามาบีบการทำงานของสื่อมวลชนในอดีต

เรื่องเหล่านี้มีแนวโน้มจะกลับมาสร้างปัญหาที่รุนแรงกว่าในอดีตผ่านกลไก “สภาวิชาชีพสื่อมวลชนแห่งชาติ” หากยังกำหนดสัดส่วนกรรมการไว้เช่นนี้ ​

คำชี้แจงเรื่องจากฝั่งกรรมาธิการพยายามสะท้อนว่าเป็นเหรียญสองด้านที่มีทั้งข้อดีและข้อเสีย ด้านหนึ่งอาจเป็นอย่างที่เป็นห่วงแต่ความตั้งใจของฝั่งกรรมาธิการคือการสร้างความเชื่อมโยงของหน่วยงานรัฐที่จะเชื่อมโยง​และสนับสนุนการทำงานของสภาวิชาชีพสื่อมวลชน

ท่าทียืนกรานแสดงจุดยืนที่จะตั้งสภาวิชาชีพสื่อมวลชนตามกลไกนี้ให้ได้ ยิ่งสะท้อนให้เห็นถึงความพยายามเข้ามาควบคุมการทำงานของสื่อมวลชน ป้องกันไม่ให้เส้นทางตามโรดแมปนับจากนี้ไปจนถึงการเลือกตั้งมีเหตุให้ต้องสะดุด ด้วยเสียงวิพากษ์วิจารณ์ที่ส่อเค้ารุนแรงมากขึ้น

อีกทั้งยังมองกันว่าการจัดระเบียบสื่อมวลชนรอบนี้อาจหวังผลยาวไปถึงหลังการเลือกตั้ง ซึ่งหากวันนั้นพรรคการเมืองไม่สามารถจับมือกันตั้งรัฐบาลได้ แนวทางการผลักดันคนจาก คสช.เข้ามานั่งเป็นนายกฯ คนนอกอย่างที่เคยมีการคาดการณ์ก็อาจจะเป็นได้มากขึ้น

สอดรับไปกับการทำงานของ​คณะกรรมการบริหารราชการแผ่นดินตามกรอบการปฏิรูปประเทศ ยุทธศาสตร์ชาติ และการสร้างความสามัคคีปรองดอง (ป.ย.ป.)​ ที่วางแนวทางการทำงานไว้ต่อเนื่องเรื่อยไปถึงหลังเลือกตั้ง

ชั่งน้ำหนักแล้วแม้จะสุ่มเสี่ยงจะเสียแนวร่วมจากสื่อมวลชนแล้ว แต่หากพิจารณาผลลัพธ์ที่จะตามมานั้นการคุมสื่อแบบเบ็ดเสร็จนั้นอาจเป็นทางเลือกที่ คสช.​ต้องยอมแลก ในวันที่กระแสสังคมยังสนับสนุน พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา และ คสช.​

นี่ไม่ใช่ความพยายามครั้งแรก ​ก่อนหน้านี้ คสช.เคยอาศัยอำนาจตามมาตรา 44 ออกคำสั่ง เรื่องมาตรการส่งเสริมการประกอบกิจการวิทยุกระจายเสียง วิทยุโทรทัศน์และกิจการโทรคมนาคม เพื่อประโยชน์สาธารณะในส่วนของวิทยุ

ขยายระยะเวลาแผนแม่บทการบริหารคลื่นความถี่ปี 2555 ทำให้การส่งคืนคลื่นวิทยุเพื่อให้ กสทช.นำไปจัดสรรใหม่มีอันต้องเลื่อนออกไป อีก 5 ปี จากเดิมที่แผนแม่บทการบริหารคลื่นความถี่ปี 2555 กำหนดให้คลื่นความถี่วิทยุของหน่วยงานด้านความมั่นคง และหน่วยงานรัฐต้องส่งคืน กสทช. ภายในเดือน เม.ย. 2560

ตอกย้ำเส้นทางความพยายามเข้ามาควบคุมสื่อมวลชนแบบเบ็ดเสร็จ แถมยังชวนให้คิดว่านี่อาจเป็นการปูทางอยู่ยาวของ คสช.​

 

‘บิ๊กตู่’ คุมทุจริต ปลุกกระแส-กู้ภาพลักษณ์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

31 มกราคม 2560 เวลา 09:08 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/politic/478502

‘บิ๊กตู่’ คุมทุจริต ปลุกกระแส-กู้ภาพลักษณ์

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

ตลอดเดือน ม.ค. ซึ่งถือเป็นเดือนแรกของปี 2560 นับว่าเป็นช่วงเวลาที่มีบททดสอบเข้ามาท้าทาย พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) เป็นระยะ

เข้าปีใหม่ไม่ทันไรพื้นที่หลายจังหวัดภาคใต้เกิดปัญหาอุทกภัยครั้งใหญ่ สร้างความเสียหายให้กับชีวิตและทรัพย์สินจำนวนไม่น้อย แม้เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นจะมาจากธรรมชาติ แต่รัฐบาลกลับเจอเสียงวิพากษ์วิจารณ์เกี่ยวกับการให้ความช่วยเหลือว่าทันกับความเดือดร้อนของชาวบ้านที่ได้รับผลกระทบหรือไม่

แต่เสียงวิพากษ์วิจารณ์ที่ว่านั้นก็ไม่มีผลต่อสถานะและความมั่นคงของรัฐบาล เพราะผลสำรวจความนิยมส่วนใหญ่ พบว่าต่างยังให้การสนับสนุนรัฐบาลชุดนี้ทำงานต่อไป

ถัดมาเป็นเรื่องของการปฏิรูปประเทศและการสร้างความปรองดอง เดิมทีเริ่มต้นได้อย่างไร้ปัญหาหลังจากตอนแรกฝ่ายการเมืองให้การสนับสนุนเป็นอย่างดี โดยเฉพาะการส่งสัญญาณพร้อมเข้าร่วมกระบวนการสร้างสันติภาพ

ทว่า ทำไปทำมาปรากฏว่าฝ่ายการเมืองและภาคประชาชนเริ่มเมินหน้าหนีอย่างน่าตกใจ เนื่องจากฝ่ายการเมืองเห็นว่าทหารไม่ควรเข้ามาเป็นเจ้าภาพหรือเป็นคนกลางใดๆ ทั้งสิ้น โดยทหารควรทำหน้าที่เฉพาะสนับสนุนและความร่วมมือ

ทหารไม่สามารถมาเป็นคนกลางได้ เพราะปัจจุบันกองทัพนับเป็นหนึ่งในคู่ขัดแย้งทางการเมือง การมีคนมีส่วนได้ส่วนเสีย จึงไม่ควรเข้าเป็นเจ้าภาพอย่างที่พยายามอยู่แต่อย่างใด ตรงนี้ทำให้เป็นสาเหตุที่นักวิชาการและผู้ทรงคุณวุฒิยังไม่ตอบรับคำเชิญจากทหารในการเข้ามาร่วมเป็นคณะกรรมการปรองดองแต่อย่างใด

อย่างไรก็ตาม หากจะบอกว่าเวลานี้เรื่องใด คือ ศึกหนักที่สุด คงจะหนีไม่พ้น “การปราบปรามการทุจริต”

รัฐบาลพยายามกล่าวอ้างมาตลอดว่าตัวเองไม่ได้เป็นพรรคการเมืองและไม่ได้มาจากการเลือกตั้ง ทำให้การบริหารราชการแผ่นดินไม่ต้องคำนึงถึงประโยชน์ของกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง จะคำนึงก็เฉพาะผลประโยชน์ของส่วนรวม

ปรากฏว่าปัจจุบันรัฐบาลกำลังเจอโดนของย้อนเข้าตัว

ของเข้าที่ว่านั้น คือ องค์กรเพื่อความโปร่งใสนานาชาติ เผยแพร่รายงานการจัดอันดับความโปร่งใสประจำปี 2559 พบว่าไทยมีอันดับตกลง โดยอยู่ในอันดับ 101 มี 35 คะแนน จากคะแนนเต็ม 100 คะแนน ส่งผลให้อันดับของไทยที่ได้รับนั้นเทียบเท่ากับประเทศกาบอง ไนเจอร์ เปรู ฟิลิปปินส์ ติมอร์เลสเต และตรินิแดดและโตเบโก

เมื่อผลสำรวจระบุชัดเจนว่าเป็นของปี 2559 ส่งผลให้รัฐบาลไม่อาจโทษได้ว่าเป็นมรดกบาปที่รัฐบาลเก่าได้ทิ้งเอาไว้ จึงเป็นผลลัพธ์ที่ต้องรับไว้เพียงผู้เดียว พร้อมกับคำถามที่ตามมาเกี่ยวกับความโปร่งใสอีกจำนวนมาก

ผลสำรวจดังกล่าวสร้างความหัวเสียให้กับรัฐบาลพอสมควร เพราะหมายถึงการโดนตบหน้าเข้าอย่างจัง เป็นผลให้ พล.อ.ประยุทธ์ ต้องเข้ามาแก้ไขปัญหาด้วยตัวเอง

พล.อ.ประยุทธ์ มานั่งเป็นหัวโต๊ะประชุมคณะกรรมการบริหารราชการแผ่นดินเชิงยุทธศาสตร์ ซึ่งเป็นคณะกรรมการชุดย่อย (มินิคาบิเน็ต) ของคณะกรรมการบริหารราชการแผ่นดินตามกรอบการปฏิรูปประเทศ ยุทธศาสตร์ชาติ และการสร้างความสามัคคีปรองดอง (ป.ย.ป.)

มินิคาบิเน็ตชุดนี้ตั้งเป้าไปที่การแก้ไขปัญหาการทุจริตในเชิงโครงสร้างเป็นหลักมากกว่าที่จะเน้นการตรวจสอบในเชิงปลายทาง

โดยรัฐบาลจะวางหลักไปถึงการแก้ไขกติกาการจัดซื้อจัดจ้างในหน่วยงานภาครัฐ เพื่อให้มีความเข้มงวดมากขึ้น ภายหลังผลการวิจัยส่วนใหญ่ระบุตรงกันว่าการทุจริตของประเทศเกิดขึ้นมากในส่วนของการจัดซื้อจัดจ้างเป็นหลัก อย่างน้อยจะเป็นการช่วยให้การทุจริตลดลง

“จะต้องให้ความสำคัญกับการจัดซื้อจัดจ้างและการกำหนดราคากลาง ซึ่งถือเป็นการอุดรูรั่วและแก้ปัญหาเรื่องการทุจริตคอร์รัปชั่นได้ดีที่สุด และได้กำชับกับหน่วยงานที่มีส่วนรับผิดชอบหลัก อย่าง สำนักงานคณะกรรมการนโยบายรัฐวิสาหกิจ กรมบัญชีกลาง รวมทั้งกระทรวงต่างๆ ที่มีการจัดซื้อจัดจ้างโครงการขนาดใหญ่ เพื่อให้ความสำคัญในเรื่องการกำหนดราคากลาง และการจัดซื้อจัดจ้างให้เข้มงวด” สมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรี ระบุ

การปฏิรูปการแก้ไขปัญหาการทุจริตครั้งนี้ที่ พล.อ.ประยุทธ์ ถกแขนเสื้อลงมือแก้ไขปัญหาด้วยตัวเอง ถือว่าเป็นการเดิมพันครั้งสำคัญ เพราะรัฐบาลยังต้องอยู่ในตำแหน่งต่อไปอีกอย่างน้อย 1 ปี หรือ 2 ปีตามโรดแมป

ดังนั้น หากไม่เร่งแก้ไขให้เป็นรูปธรรมจนผลสำรวจความโปร่งใสในปีถัดไปตกต่ำอีก ความมั่นคงที่รัฐบาลเคยมั่นใจอาจจะถูกสั่นคลอนและสร้างความสั่นสะเทือนมาถึงทำเนียบรัฐบาลอย่างคาดไม่ถึงก็เป็นได้

 

ติดหล่มกฎหมายไทย กระทบล่าสินบน “โรลส์-รอยซ์”

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

30 มกราคม 2560 เวลา 09:15 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/politic/478319

ติดหล่มกฎหมายไทย กระทบล่าสินบน "โรลส์-รอยซ์"

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

กลายเป็นภาวะพระศุกร์เข้าพระเสาร์แทรกก็ว่าได้สำหรับประเทศไทย ภายหลังมีเรื่องความไม่โปร่งใสที่สร้างผลกระทบในภาพรวมถึงสามเรื่องในช่วงเวลาไล่เลี่ยกัน

1.ตำรวจประเทศญี่ปุ่นเข้าจับกุม “สุภัฒ สงวนดีกุล” รองอธิบดีกรมทรัพย์สินทางปัญญา ฐานขโมยภาพวาด 3 ภาพที่โรงแรมแห่งหนึ่งในเมืองเกียวโต มูลค่า 1.5 หมื่นเยน หรือประมาณ 4,000 บาท โดยอัยการญี่ปุ่นเตรียมส่งให้ศาลพิจารณา

2.องค์กรเพื่อความโปร่งใสนานาชาติ เผยแพร่รายงานการจัดอันดับความโปร่งใสประจำปี 2559 พบว่าไทยมีอันดับตกลง โดยอยู่ในอันดับ 101 มี 35 คะแนน จากคะแนนเต็ม 100 คะแนน ส่งผลให้อันดับของไทยที่ได้รับนั้นเทียบเท่ากับประเทศกาบอง ไนเจอร์ เปรู ฟิลิปปินส์ ติมอร์เลสเต และตรินิแดดและโตเบโก

3.บริษัท โรลส์-รอยซ์ ผู้ผลิตยานยนต์และอากาศยานจากอังกฤษ สารภาพกับสำนักงานสืบสวนการฉ้อฉลรุนแรงของสหราชอาณาจักร (เอสเอฟโอ) ในคดีการขายเครื่องยนต์ไม่โปร่งใส โดยมีการติดสินบนใน 7 ประเทศ หนึ่งในนั้น คือ ประเทศไทย ในระหว่างปี 2534-2548

ทั้ง 3 กรณีสร้างผลกระทบให้กับประเทศไทยอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ เพราะประเทศกำลังอยู่ในระหว่างการปฏิรูปประเทศ ซึ่งการปฏิรูปประเทศจะสำเร็จได้นั้นจำเป็นต้องอาศัยการสร้างความเชื่อมั่น เมื่อภาพลักษณ์ของไทยมีปัญหา แน่นอนว่าย่อมทำให้กระบวนการพัฒนาประเทศมีปัญหาอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

อย่างไรก็ตาม ใช่ว่าทางการไทยจะนิ่งดูดาย เพราะได้เร่งเข้ามาดำเนินการแก้ไขเป็นการเร่งด่วน โดยเฉพาะในกรณีของการติดสินบนของบริษัท โรลส์-รอยซ์ ซึ่งหน่วยงานที่มีหน้าที่ตรวจสอบของไทยต่างยื่นมือเข้ามาล่าไอ้โม่งกรณีนี้ทั้งสิ้น

การตรวจสอบคดีนี้ที่คิดว่าจะทำได้ง่ายๆ ด้วยเหตุที่มีการรับสารภาพ ทว่าทำไปทำมาไม่เป็นเช่นนั้น ในทางกลับกันอาจจะติดขัดอย่างคาดไม่ถึง ภายหลัง “สรรเสริญ พลเจียก” เลขาธิการคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ให้สัมภาษณ์กับสื่อมวลชนไว้อย่างน่าสนใจ

“เอสเอฟโอยังกังวลเรื่องที่ประเทศไทยยังมีโทษประหารชีวิตกับคดีการทุจริต โดย ป.ป.ช.จะชี้แจงประเด็นดังกล่าว ว่าคดีเรียกรับสินบินนั้น ไม่เคยมีการพิพากษาประหารชีวิตใคร แต่ ป.ป.ช.ไม่กังวลเพราะเคยได้ชี้แจงเรื่องนี้จากการขอข้อมูลมาหลายครั้งแล้ว อย่างไรก็ตาม ป.ป.ช.เคยขอข้อมูลคดี GT200 ไปก่อนหน้านี้ ซึ่งปัจจุบันยังไม่ได้เช่นกัน” การให้สัมภาษณ์ของเลขาธิการ ป.ป.ช. เมื่อวันที่ 27 ม.ค.

การให้สัมภาษณ์ดังกล่าวนับว่า เป็นประเด็นสำคัญไม่น้อย เพราะต้องไม่ลืมว่าปัจจุบันประเทศไทยมีโทษประหารชีวิตในกรณีที่มีการทุจริต ซึ่งมีอยู่ทั้งในประมวลกฎหมายอาญา  มาตรา 148-149 และ พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต (ฉบับที่ 3) พ.ศ. 2558

“ผู้ใดเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐ เจ้าหน้าที่ของรัฐต่างประเทศ หรือ เจ้าหน้าที่ขององค์การระหว่างประเทศ เรียก รับ หรือยอมจะรับทรัพย์สินหรือประโยชน์อื่นใดสำหรับตนเองหรือผู้อื่นโดยมิชอบ เพื่อกระทำการหรือไม่กระทำการอย่างใดในตำแหน่งไม่ว่าการนั้นจะชอบหรือมิชอบด้วยหน้าที่ ต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่ห้าปีถึงยี่สิบปี หรือจำคุกตลอดชีวิต และปรับตั้งแต่หนึ่งแสนบาทถึงสี่แสนบาท หรือประหารชีวิต”บทบัญญัติมาตรา 123/2 ของ พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญฯ

ป.ป.ช.เคยพยายามประสานให้รัฐบาลและสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) หาแนวทางแก้ไขกฎหมายเพื่อยกเลิกโทษประหารในกรณีทุจริตมาหลายครั้ง เนื่องจากต้องปฏิบัติตามอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยการต่อต้านการทุจริต ซึ่งโทษประหารชีวิตไม่ได้เป็นสิ่งที่ยอมรับในทางสากล แต่ไม่ประสบความสำเร็จ ทำให้โทษประหารชีวิตสำหรับคดีทุจริตยังอยู่กับกฎหมายไทยมาถึงปัจจุบัน

โทษประหารชีวิตในกรณีการทุจริตนั้นเป็นประเด็นที่มีการถกเถียงในแวดวงกฎหมายของประเทศไทยมาเป็นเวลาพอสมควรแล้ว ซึ่งต่างฝ่ายต่างแสดงเหตุผลได้อย่างน่ารับฟังทั้งสิ้น

ฝ่ายหนึ่งบอกว่าต้องใช้เป็นยาแรงเพื่อปราบการทุจริต ขณะที่อีกฝ่ายมองว่าโทษประหารชีวิตสำหรับกรณีทุจริตไม่เป็นที่ยอมรับและส่งผลกระทบต่อการขอความร่วมมือในการปราบปรามการทุจริตระหว่างประเทศ เนื่องจากการทุจริตในปัจจุบันเป็นลักษณะของการกระทำข้ามชาติมากขึ้น หากไม่ปรับกติกาภายในให้สอดรับกับสากลอาจเป็นปัญหาในระยะยาว

ในที่สุด โทษประหารชีวิตของไทยกำลังจะเป็นปัญหาต่อการแกะสินบนโรลส์-รอยซ์อย่างมีนัยสำคัญตามการให้สัมภาษณ์ของเลขาธิการ ป.ป.ช. แม้ว่าการประสานงานผ่านระบบการสื่อสารทางไกล ไทยจะได้รับการตอบรับที่ดีจากอังกฤษ แต่นั่นอาจหมายถึงการตอบรับในเชิงมารยาททางการทูต

อย่าลืมว่าอังกฤษเป็นหนึ่งในประเทศที่ค่อนข้างแคร์กับความเป็นประชาธิปไตย ซึ่งสถานะความเป็นประชาธิปไตยของไทยในปัจจุบันก็ไม่ได้มีเต็ม 100%

เท่ากับว่าการจะให้ความร่วมมือกับไทยในเรื่องหนึ่งเรื่องใดย่อมคำนึงถึงความสอดคล้องต้องกันในทางกฎหมายของทั้งสองประเทศ และบรรยากาศความเป็นประชาธิปไตยด้วย ซึ่งแม้แต่เลขาธิการ ป.ป.ช.ก็ยังยอมรับว่าเคยมีปัญหาการขอข้อมูลคดี GT200 มาแล้ว

ดังนั้น การไล่ล่าสินบนโรลส์-รอยซ์ครั้งนี้อาจมีหลุมดำหลุมใหญ่ที่กำลังสร้างปัญหาในอนาคต จนทำให้ไม่สามารถหาไอ้โม่งตัวจริงก็เป็นได้ 

 

ผ่าแผลทุจริต ช่องโหว่ กม.บวกอุปถัมภ์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

28 มกราคม 2560 เวลา 09:52 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/politic/478112

ผ่าแผลทุจริต ช่องโหว่ กม.บวกอุปถัมภ์

โดย…ชัยรัตน์ พัชรไตรรัตน์

เมื่อวันที่ 27 ม.ค.ที่ผ่านมา หลักสูตรการพัฒนาการเมืองและการเลือกตั้งระดับสูง (พตส.) รุ่นที่ 8 ได้จัดการอภิปรายหัวข้อ “คอร์รัปชั่นกับปัญหาในการพัฒนาประเทศ” ณ สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง อาคาร 8 ศูนย์ราชการ แจ้งวัฒนะ

เจน นำชัยศิริ ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย ชี้แจงว่า เรื่องนี้เอกชนให้ความสำคัญ และหากมองเพื่อนบ้านก็มีปัญหาเช่นกัน แต่ 10 ปีกลับมีความคืบหน้ามากต่อการแก้ไขปัญหา จนประสิทธิภาพต่างๆ ดีขึ้น และถ้าวิเคราะห์ปัจจัยที่ทำให้เกิดปัญหาคือ การไม่ให้ความสำคัญด้านการศึกษาอบรมจริยธรรม

ขณะเดียวกัน ถ้าเข้าใจปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงจะไม่หลงผิดต่อการคอร์รัปชั่น เพื่อยึดเป็นหลักต่อการดำรงชีวิตและเป็นส่วนหนึ่งต่อการแก้ปัญหานี้ได้ ส่วนเรื่องระบบในภาคเอกชนมองการทำอะไรสักอย่าง สามเหลี่ยมความเป็นไปไม่ได้ คือ ดี เร็ว ถูก เพราะปกติทำได้สองในสาม

อย่างไรก็ตาม ถ้าเปรียบเทียบตรงนี้กับระบบราชการก็มีสามมุม ราคาถูก มีประสิทธิภาพหรือไม่ ความโปร่งใสตรวจสอบได้ ทำอย่างไรให้สมดุล เพราะหลายครั้งโครงการที่มีปัญหาให้ความสนใจอย่างใดอย่างหนึ่งมากเกินไป ส่วนคนรับ คนให้ ใครผิด มีการถกเถียงในเอกชนเยอะ

“วงการใดก็ตามมีทั้งดีและไม่ดี คนไม่ดีมักปรากฏเป็นตัวอย่าง เอกชนซึ่งเป็นผู้ให้ต้องการอะไร คือ ต้องการให้งานเสร็จ สร้างความได้เปรียบกว่าคู่แข่ง ส่วนคนรับคือราชการ คนให้คือเอกชน ลองมาดูว่าถ้าไม่รับอยู่ได้หรือไม่ เอกชนถ้าไม่ให้อยู่ได้ไหมในทางธุรกิจ ต้องฝากเรื่องนี้เอาไว้”

นอกจากนี้ การบังคับใช้กฎหมายถือว่ามีปัญหาจริงๆ เพราะต้องถามว่าใช้ได้กี่เปอร์เซ็นต์ และใช้ตามอำเภอใจ จนนำมาสู่หลายมาตรฐาน ในต่างประเทศ ฮ่องกง เกาหลีใต้ ไต้หวัน ใช้เป็นมาตรฐานเดียวกัน และหลุดพ้นจากปัญหาคอร์รัปชั่น ซึ่งประเทศไทยควรศึกษาและนำมาใช้ให้เกิดผลจริงๆ

ขณะที่ มณเฑียร เจริญผล รองผู้ว่าการตรวจเงินแผ่นดิน ระบุว่า ปัญหาและปัจจัยต่างๆ ที่ทำให้เกิดเรื่องดังกล่าว แม้ทุกประเทศมีการป้องกันแต่สุดท้ายรั้วประเทศไม่ได้จัดการกับคนทำผิดคิดร้าย เช่นเดียวกับกำแพงเมืองจีนในการป้องกันมองโกล แต่สุดท้ายก็สามารถผ่านประตูมาได้

แม้ไทยจะสร้างกลไกป้องกันทุจริตไว้มากมาย แต่ไม่เคยให้ความสำคัญจริงๆ ว่าควรเริ่มจุดไหน การป้องกันควรเริ่มจากต้นน้ำ ซึ่งต้องให้ความสำคัญกับหน่วยงานต้นน้ำ เช่น องค์การตรวจเงินแผ่นดิน อีกทั้งการทำงานต้องให้ความเป็นธรรมกับทุกฝ่าย

องค์กรก็ทำหน้าที่ตรวจเงินแผนดินทุกหน่วยงาน รวมถึงเอกชนร่วมทำสัญญากับรัฐ หรือมูลนิธิที่รับเงินจากรัฐด้วย อะไรเป็นเงินแผ่นดินตรวจสอบทั้งหมด แม้ปัญหาทุจริตมีมาอย่างยาวนาน แต่ทำอย่างไรเพื่อป้องกัน ทว่า ประเทศไทยเป็นระบบอุปถัมภ์ หน่วยงานจึงไม่ชอบตรวจสอบคนของตัวเอง

“หลักการ สตง.เป็นไปตามกฎหมายมหาชน แต่กฎหมายประเทศไทยเยอะมาก แต่ สตง.ทำหน้าที่ตรวจสอบการใช้จ่ายหน่วยงานเป็นไปตามกฎหมายหรือไม่ ปัญหาที่มันเกิดขึ้นจากการทุจริตหลายเรื่อง เกิดจากเจ้าหน้าที่รัฐหลีกเลี่ยงการใช้กฎหมาย และอ้างว่าเป็นประโยชน์ชาติและประชาชนหลักการนี้จึงทำให้เกิดปัญหาในบ้านเมือง เพราะการใช้จ่ายเงินต้องเป็นไปตามระเบียบกฎหมาย อ้างประโยชน์ประชาชนแล้วไม่ทำตามกฎหมายไม่ได้ ซึ่งต่างจากเอกชน จึงเป็นปัญหาใหญ่ในบ้านเมืองเรา”

ขณะเดียวกัน ช่องโหว่กฎหมายที่ทำให้ตีความได้สองนัยเพื่อเป็นประโยชน์ตัวเอง เช่น ข้าราชการมีเมียน้อยโทษถึงไล่ออก คือ มีเมียคนเดียวโทษโดนไล่ออก แต่กฎหมายต้องการให้มีผัวเดียวเมียเดียว รวมถึงการนำรถหน่วยงานรัฐไปใช้ในประโยชน์ตัวเอง ทั้งหมดจึงเป็นปัจจัยภายในภายนอกให้เกิดปัญหา

ด้าน สังศิต พิริยะรังสรรค์ คณบดีวิทยาลัยนวัตกรรมสังคม มหาวิทยาลัยรังสิต ให้ความเห็นต่อเรื่องดังกล่าวว่า การคอร์รัปชั่นมีผลต่อการพัฒนาประเทศ แต่สถานการณ์โลกไปไกลกว่าหัวข้อนี้ และความหมายคอร์รัปชั่นเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา ทั้งในนักการเมือง เจ้าหน้าที่ภาครัฐ จนประเทศไทยพยายามปรับตัวแต่ก็ยังไม่ทัน

ทั้งนี้ เรื่องที่ทำให้ประเทศกระเทือนและพยากรณ์ 2-3 เดือนข้างหน้าจะเกิดความเสียหายมหาศาล และยากลำบากที่สุด คือ การฟอกเงินข้ามชาติ ยกตัวอย่าง โรลส์-รอยซ์ ปตท. และ ปตท.สผ. คำถามทำไมต่างประเทศจับได้ แต่ประเทศไทยไม่สามารถจับได้จนต้องขอข้อมูลมาดำเนินการ

อีกทั้งหน่วยงานที่ทำหน้าที่ตรวจสอบและอายัดทรัพย์ คือ ปปง. ซึ่งแตกต่างจากต่างประเทศ มีการแยกหน้าที่เพื่อถ่วงดุลอำนาจ เพราะถือเป็นเรื่องอันตราย อย่างไรก็ดีทางออกประเทศไทย ซึ่งเป็นสมาชิกสหประชาชาติ เมื่อปี 2549 ในเรื่องมาตรการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน โดยไม่มีอายุความ ถ้าข้อตกลงนี้ใช้ได้ ก็สามารถจัดการคนร่วมคอร์รัปชั่นในประเทศไทยได้