สอบตกปราบทุจริต แผลใหญ่ ‘คสช.’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

7 มกราคม 2560 เวลา 09:42 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/politic/477909

สอบตกปราบทุจริต แผลใหญ่ ‘คสช.’

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

การปราบปรามการทุจริตถือเป็นหนึ่งนโยบายสำคัญของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) นับตั้งแต่รัฐประหารล้มรัฐบาลยิ่งลักษณ์ ชินวัตร

การให้ความสำคัญดังกล่าวของ คสช.สะท้อนได้จากรัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราว พ.ศ. 2557 มาตรา 35 ที่บัญญัติถึงขั้นตอนการยกร่างรัฐธรรมนูญฉบับถาวรที่จะต้องวางหลักการเกี่ยวกับการปราบโกงเอาไว้ด้วย

“คณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญต้องจัดทําร่างรัฐธรรมนูญให้ครอบคลุมเรื่องดังต่อไปนี้ด้วย…

(3) กลไกที่มีประสิทธิภาพในการป้องกัน ตรวจสอบ และขจัดการทุจริตและประพฤติมิชอบ ทั้งในภาครัฐและภาคเอกชน รวมทั้งกลไกในการกํากับและควบคุมให้การใช้อํานาจรัฐเป็นไปเพื่อประโยชน์ส่วนรวมของประเทศชาติและประชาชน” สาระสำคัญของมาตรา 35

ถือเป็นครั้งแรกที่มีการกำหนดรูปแบบโครงสร้างของกระบวนการร่างรัฐธรรมนูญในรูปแบบลายลักษณ์อักษร ต่างจากเดิมที่การจัดทำร่างรัฐธรรมนูญนั้นจะออกแบบโดยคณะผู้ร่างรัฐธรรมนูญมากกว่า

ไม่เพียงเท่านี้ คสช.ยังใช้กลไกพิเศษอย่างมาตรา 44 ของรัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราว พ.ศ. 2557 เพื่อแก้ไขปัญหาทุจริตแบบเร่งด่วน อันเป็นการแสดงให้เห็นว่า คสช.เอาจริงกับการเรื่องนี้ด้วยโยกย้ายข้าราชการที่ถูกตั้งข้อสงสัยออกจากตำแหน่งที่เป็นการชั่วคราว เพื่อไม่ให้เข้ามายุ่งเกี่ยวกับหลักฐานในคดี

แต่กระนั้น ไม่ว่า คสช.ก็ยังเจอกับแรงเสียดทานที่ว่าด้วยความโปร่งใสอยู่ดี เช่น กรณีลูกนายทหารใหญ่ของกระทรวงกลาโหมบางคนไปตั้งบริษัทในสถานที่ราชการเพื่อรับงานของทางราชการ เป็นต้น

ถึงจะยังไม่มีหลักฐานเป็นที่ประจักษ์ว่ากรณีนั้นมีการกินสินบาทคาดสินบน แต่ คสช.กลับต้องเจอข้อกล่าวหาที่หนักหน่วงยิ่งกว่า คือ ธรรมาภิบาลและสองมาตรฐาน ซึ่งมีแต่ คสช.ที่ทราบดีว่าตัวเองสลัดข้อหานี้ได้พ้นตัวอย่างสมบูรณ์หรือไม่

มาถึงจุดนี้ คสช.ก็สามารถยืนอยู่ในฐานที่มั่นตัวเองได้อย่างมั่นคง เพราะฝ่ายตรงข้ามไม่ใช้ประเด็นนี้มาขยายผลเพื่อบั่นทอนความชอบธรรมของ คสช.ได้เท่าไหร่นัก เพราะ คสช.เองยังคงได้รับการสนับสนุนให้ทำงานต่อไป

อย่างไรก็ตาม สถานการณ์ ณ ปัจจุบัน สถานะของ คสช.อาจไม่มั่นคงเหมือนในอดีต ภายหลังองค์กรเพื่อความโปร่งใสนานาชาติ เผยแพร่รายงานการจัดอันดับความโปร่งใสประจำปี 2559 พบว่าไทยมีอันดับตกลง โดยอยู่ในอันดับ 101 มี 35 คะแนน จากคะแนนเต็ม 100 คะแนน

เปรียบเทียบกับการจัดอันดับประจำปี 2558 ไทยได้คะแนน 38 คะแนน อยู่อันดับ 76 จาก 168 ประเทศและดินแดน แต่ล่าสุดกลับมีอันดับแย่ลงอย่างน่าตกใจ เพราะอันดับของไทยที่ได้รับนั้นเทียบเท่ากับประเทศกาบอง ไนเจอร์ เปรู ฟิลิปปินส์ ติมอร์เลสเต และตรินิแดดและโตเบโก

ในรายงานการจัดอันดับความโปร่งใสให้เหตุผลถึงอันดับที่ตกลงของไทยไว้น่าสนใจ เพราะเป็นการเอาดัชนีเรื่องความเป็นประชาธิปไตยมาเป็นตัวชี้วัดด้วย

“การขาดการตรวจสอบอย่างอิสระ และการลดทอนสิทธิเสรีภาพ ได้ทำลายความเชื่อมั่นของประชาชนในประเทศนี้

เนื้อหาในร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ที่แม้จะเน้นด้านการแก้ไขปัญหาคอร์รัปชั่นอย่างมาก แต่ยังคงปกป้องอำนาจของกองทัพและขาดการตรวจสอบรัฐบาล ซึ่งอาจเป็นอุปสรรคต่อการคืนสู่การปกครองโดยพลเรือนตามระบอบประชาธิปไตยในท้ายที่สุด” เนื้อหาบางส่วนของรายงาน

ที่ผ่านมา คสช.พยายามประกาศต่อสาธารณะมาตลอดว่าตัวเองเคารพประชาธิปไตย บริหารประเทศด้วยความโปร่งใส เพราะไม่ได้เป็นนักการเมือง จึงไม่จำเป็นต้องเห็นแก่ประโยชน์ของพวกพ้อง นอกจากผลประโยชน์ส่วนรวมของประเทศ แต่เมื่อรายงานขององค์กรระหว่างประเทศออกมามีเนื้อหาที่สวนทางกับสิ่งที่ คสช.ประกาศไว้อย่างสิ้นเชิง จึงไม่ต่างอะไรกับการที่ คสช.ถูกตบหน้าเข้าอย่างจัง

ผลการสำรวจที่ออกมาสร้างความหัวเสียให้กับ คสช. รวมไปถึงคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) อยู่พอสมควร

“อย่าลืมว่าทุกอย่างเกิดขึ้นในอดีต ปัจจุบันสั่งการให้ตรวจสอบทั้งหมด ร้องเรียนให้หน่วยงานหรือองค์กรอิสระดูแลทั้งหมดอยู่แล้ว ไม่เคยไปห้ามใครเลย ตรวจสอบอะไรก็ตรวจสอบไป นี่คือการบริหารราชการแผ่นดินมาโดยตลอด” ท่าทีของ พล.อ.ประยุทธ์

จากนี้ไปแน่นอนว่า คสช.ต้องเจอกับแรงปะทะครั้งสำคัญที่อาจรุนแรงกว่าที่เคยเจอมา

ต้องไม่ลืมว่าอันดับความโปร่งใสของไทยที่ตกลงย่อมมีผลต่อภาพลักษณ์ของประเทศไทยอย่างไม่อาจหลีกเลี่ยงได้ โดยเฉพาะการแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจของประเทศที่จำเป็นต้องอาศัยการลงทุนทั้งจากในและนอกประเทศ

หากภาพลักษณ์ของไทยมีปัญหา นโยบายการกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐบาลก็อาจไม่ได้ผลตามที่ คสช.และรัฐบาลหวังไว้

ยิ่งไปกว่านั้นจะเป็นปัจจัยที่บีบให้ คสช.ไม่กล้าใช้มาตรา 44 เพื่อเร่งรัดขั้นตอนการล้างบางการทุจริตตามใจได้เหมือนอย่างที่ผ่านมา เพราะอันดับความโปร่งใสที่ปรากฏออกมานั้นเป็นการตอกย้ำว่าการใช้อำนาจพิเศษเพียงอย่างเดียวไม่สามารถช่วยให้ทิศทางการปราบปรามการทุจริตดีขึ้นได้

ถึงเวลาแล้วที่ คสช.ต้องมาให้ความสำคัญกับการปราบทุจริตอย่างจริงจังภายใต้กติกาที่เป็นที่ยอมรับของทุกฝ่าย ไม่ใช่เน้นแต่ความรวดเร็วเพียงอย่างเดียว

ดังนั้น ถ้าในอนาคตภาพลักษณ์ของไทยในเรื่องดังกล่าวยังไม่ดีขึ้น ข้อกล่าวหาเรื่องทุจริตที่ คสช.เคยมอบให้กับอีกฝ่าย จะย้อนกลับเข้าตัวในแบบที่ คสช.คาดไม่ถึง

 

พลิกพิมพ์เขียวหาบทสรุปสมานฉันท์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

27 มกราคม 2560 เวลา 06:35 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/politic/477883

พลิกพิมพ์เขียวหาบทสรุปสมานฉันท์

โดย…ชัยรัตน์ พัชรไตรรัตน์

เริ่มออกสตาร์ทเรียบร้อยสำหรับ การเดินหน้าสร้างความปรองดอง โดยคณะอนุกรรมาธิการ (กมธ.) พิจารณาศึกษา รวบรวมความคิดเห็นวิเคราะห์และสังเคราะห์ ประเด็นการแก้ปัญหาความขัดแย้ง และการสร้างความปรองดองทางการเมือง ใน กมธ.การเมือง สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ หรือ สปท. ที่มี สังศิต พิริยะรังสรรค์ เป็นประธาน

โดยนำผลสรุปจาก 9 คณะที่ได้ศึกษาไว้แล้วมาเป็นพื้นฐานต่อยอด หากส่องเนื้อหาแต่ละชุดที่มีความคล้ายคลึงกัน อาทิ เอนก เหล่าธรรมทัศน์ อดีตประธานคณะกรรมการศึกษาแนวทางสร้างความปรองดอง สภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) ซึ่งสรุป 6 ประเด็นสำคัญ อาทิ

1.สร้างความเข้าใจร่วมของสังคมต่อเหตุแห่งความขัดแย้ง โดยใช้กิจกรรมรูปแบบต่างๆ เช่น สังเคราะห์ข้อมูลเบื้องต้นจากรายงานผลการศึกษาและเอกสารต่างๆ เพื่อป้องกันความขัดแย้งในอนาคต

2.แสวงหาและเปิดเผยข้อเท็จจริงของเหตุการณ์ความรุนแรง โดยรวบรวมข้อเท็จจริง แรงจูงใจการละเมิดกฎหมาย สิทธิมนุษยชน และนำมาสรุปบทเรียนเพื่อป้องกันไม่ให้ต้องประสบกับวิกฤตการณ์อีก

3.อำนวยความยุติธรรม การสำนึกรับผิดและการให้อภัย โดยนำหลัก และกระบวนยุติธรรมเชิงสมานฉันท์  ที่ให้ความสำคัญกับผู้เสียหายเป็นอันดับแรก ซึ่งกระทำได้โดยอาศัยกลไกตามกฎหมายที่มีในปัจจุบันและการตรากฎหมายพิเศษ เพื่อกระบวนการยุติธรรมสำหรับการปรองดองและสมานฉันท์

4.เยียวยาและการฟื้นฟูผู้ได้รับผลกระทบ ทุกฝ่ายจากเหตุการณ์ชุมนุมทางการเมืองตั้งแต่ พ.ศ.2548-2557 โดยมีมาตรการในส่วนที่เป็นเงินและไม่ใช่ตัวเงิน รวมถึงกำหนดหลักเกณฑ์ฐานการคิดคำนวณอัตราในการชดเชยความเสียหายและการเยียวยา

ขณะที่ สถาบันพระปกเกล้า ได้ทำข้อเสนอต่อคณะ กมธ.วิสามัญพิจารณาศึกษาแนวทางการสร้างความปรองดองแห่งชาติ สภาผู้แทนราษฎร พ.ศ. 2555 ต่อกระบวนการสร้างความปรองดอง โดยต้องอาศัยการพูดคุยแลกเปลี่ยน ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญ รวมทั้งต้องเปิดเผยความจริงโดยไม่ก่อให้เกิดความขัดแย้งอื่นๆ ตามมาในอนาคต และศึกษาเหตุการณ์สำคัญไว้เพื่อการเรียนรู้ มิให้เกิดเหตุการณ์ความขัดแย้งอีกครั้ง

ส่วนการสร้างบรรยากาศปรองดองเป็นสิ่งสำคัญที่จะต้องทำควบคู่ไปกับแนวทางกฎหมาย และการบริหารเพื่อแก้ไขปัญหาความขัดแย้ง ซึ่งแนวทางนี้จะต้องถูกผลักดันโดยรัฐบาลในฐานะเจ้าภาพหลักสื่อสารกับสังคม และรัฐควรแสดงเจตจำนงทางการเมือง รวมทั้งมีแนวทางที่เป็นรูปธรรม

สำหรับ พล.อ.สนธิ บุญยรัตกลินประธาน กมธ.วิสามัญพิจารณาศึกษาแนวทางการสร้างความปรองดองแห่งชาติ ได้จัดทำรายงาน พ.ศ. 2555 เสนอต่อสภาผู้แทนราษฎร โดยเน้นผู้เกี่ยวข้องความ ขัดแย้งทุกฝ่าย ไม่ว่ารัฐบาล พรรคการเมือง กลุ่มบุคคล และองค์กรต่างๆ จะต้องร่วมกันสร้างบรรยากาศปรองดอง

นอกจากนี้ ควรนำหลักวิชาการเกี่ยวกับความยุติธรรมในระยะเปลี่ยนผ่าน และความยุติธรรมเชิงสมานฉันท์ มาศึกษาและปรับใช้ให้เหมาะสมกับสถานการณ์ประเทศ เพื่อดึงทุกฝ่ายออกมาร่วมกันแก้ไขปัญหา และการชดเชยเยียวยาแก่ผู้ที่ได้รับผลกระทบจากเหตุความรุนแรงทางการเมือง

ส่วนรายงานของ คณิต ณ นครประธานกรรมการอิสระตรวจสอบและค้นหาความจริงเพื่อการปรองดองแห่งชาติ (คอป.) ได้ทำข้อเสนอแตกต่างจากชุดอื่น อาทิ ให้แก้ไขกฎหมายหมิ่นสถาบันพระมหากษัตริย์ มาตรา 112 และ พ.ร.บ.ว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ. 2550 เพราะเกรงจะถูกใช้เป็นเครื่องมือทางการเมือง

ขณะเดียวกัน การนำเสนอข้อมูลข่าวสารของสื่อเป็นปัจจัยสำคัญอย่างยิ่งที่กระตุ้นให้เกิดความแตกแยก ส่วนการแทรกแซงทางการเมืองของกองทัพและทหาร โดยเฉพาะการรัฐประหารส่งผลให้สังคมไทยขาดโอกาสเรียนรู้จัดการวิกฤตการณ์ทางการเมืองตามครรลองแห่งระบอบประชาธิปไตย ทำให้ความขัดแย้งการเมืองที่เกิดขึ้นมีความสลับ ซับซ้อนและบานปลาย

 

ปรองดองติดขัด คสช.ต้องลดบทบาท

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

26 มกราคม 2560 เวลา 09:41 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/politic/477696

ปรองดองติดขัด คสช.ต้องลดบทบาท

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

กระบวนการสร้างความปรองดองจากที่เริ่มต้นสวยหรูและเห็นแสงสว่าง แต่มาจนถึงเวลานี้กำลังจะล่มไม่เป็นท่าอย่างน่าเสียดาย

สาเหตุที่บอกว่าสามารถเริ่มต้นสวยหรูนั้นมาจากการที่ภายหลังคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ตั้งคณะกรรมการบริหารราชการแผ่นดินตามกรอบการปฏิรูปประเทศ ยุทธศาสตร์ชาติ และการสร้างความสามัคคีปรองดอง (ป.ย.ป.) อย่างเป็นทางการ ปรากฏว่าได้รับการตอบรับที่ดีจากฝ่ายการเมือง

ด้านหนึ่งอาจเป็นเพราะการสร้างความปรองดองครั้งนี้ไม่ได้มีธงที่ว่าด้วยการนิรโทษกรรมเพียงอย่างเดียว แต่ให้ความสำคัญกับการปฏิรูปประเทศเป็นหลักเพื่อนำไปสู่การสร้างความเท่าเทียมและนำมาซึ่งความปรองดองอย่างยั่งยืน อันเป็นวิธีการที่ดีว่าจะนิรโทษกรรมเพียงอย่างเดียว

เช่นเดียวกับแนวความคิดเรื่องการลงนามบันทึกความเข้าใจ หรือ “เอ็มโอยู” เพื่อยุติความขัดแย้ง ของ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.กลาโหม ก็ได้รับเสียงสนับสนุนเช่นกันในลักษณะที่พร้อมจะเข้าร่วมกระบวนการสร้างสันติภาพแบบไม่ตั้งแง่

ทว่า ณ จุดๆ นี้ การสร้างความปรองดองกำลังจะมีปัญหาแบบคาดไม่ถึง ภายหลังเสียงต่อต้านเริ่มปรากฏออกมาเป็นระยะ เพราะมองว่า คสช.ไม่ควรเข้ามาเป็นเจ้าภาพหลัก แต่ คสช.ได้กลายเป็นคู่ขัดแย้งไปแล้ว คสช.จึงไม่ควรเข้ามาขับเคลื่อนในเรื่องนี้ด้วยตัวเอง

ยิ่งไปกว่านั้นการนำนายทหารและตำรวจจำนวนไม่น้อยมาอยู่ในโครงสร้างของคณะกรรมการเตรียมการสร้างความปรองดอง ไม่มีความเหมาะสม เนื่องจากควรปล่อยให้เป็นหน้าที่ของพลเรือน

ไม่เว้นแม้แต่ สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ (สปท.) โยนหินถามทางด้วยการเสนอโมเดลการปรองดองของ พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ ประธานองคมนตรีและรัฐบุรุษ ที่เคยใช้คำสั่งสำนักนายกรัฐมนตรี 66/23 เพื่อดึงฝั่งตรงข้ามมาร่วมพัฒนาชาติไทย ก็ถูกปฏิเสธอย่างไม่มีเยื่อใย

“คสช.ได้ลิดรอนสิทธิเสรีภาพผู้ที่มีความเห็นต่างมาตลอด 2 ปีกว่า แล้วจะมาบอกว่าไม่ได้เป็นส่วนหนึ่งของความขัดแย้งเป็นไปไม่ได้ ผมมองว่าคณะกรรมการเตรียมการสร้างความสามัคคีปรองดองนั้น ได้รวมคนที่ไม่มีความรู้ความเข้าใจและไม่มีความตั้งใจมาแก้ปัญหา

เพราะการแก้ไขปัญหาคือ คณะกรรมการฯ กลุ่มนี้จะต้องเปิดกว้างให้หลายฝ่ายที่เป็นกลาง และมีความรู้ความสามารถเข้ามาช่วยทำข้อเสนอ” ความเห็นจาก จาตุรนต์ ฉายแสง แกนนำพรรคเพื่อไทย

ถ้าจะบอกว่าเส้นกราฟของการสร้างความปรองดองเริ่มดิ่งลงเหวอย่างน่าใจหาย ภายหลังเสียงท้วงติงและคัดค้านเริ่มดังอย่างมีนัยสำคัญ ทั้งๆ ที่ช่วงแรกเสียงตอบรับกลับมีอย่างล้นหลาม

แน่นอนว่าสาเหตุที่ทำให้กระแสตอบรับเริ่มไม่ค่อยดี ส่วนหนึ่งมาจากโครงสร้างของคณะกรรมการปรองดอง โดยเฉพาะการนำทหารมาเป็นผู้นำในเรื่องนี้

ความเสียหายแรกที่เกิดขึ้นมาจากการใช้ทหารนำปรองดองสะท้อนให้เห็นเบื้องต้นแล้ว คือ ความล่าช้าในการตั้งคณะกรรมการปรองดอง

หากการปรองดองมีทิศทางที่ดีจริง การตั้งคณะกรรมการสร้างความปรองดองควรเสร็จสิ้นอย่างสมบูรณ์แล้ว ไม่ใช่มีเพียงแต่หัวโดยขาดทีมงานที่จะเข้ามาร่วมขับเคลื่อนให้เป็นรูปธรรมอย่างเช่นทุกวันนี้

ก่อนหน้านี้ คสช.มีการพยายามทาบทามผู้ทรงคุณวุฒิด้านการปฏิรูปและการปรองดองเข้ามาร่วมขบวนด้วย ซึ่งปรากฏชื่อของ “นพ.ประเวศ วะสี” ราษฎรอาวุโส และ “อานันท์ ปันยารชุน” อดีตนายกรัฐมนตรี แต่ก็ยังไม่ได้รับการตอบรับ

หรือแม้แต่ “เอนก เหล่าธรรมทัศน์” อดีตประธานกรรมการศึกษาแนวทางการสร้างความปรองดอง สภาปฏิรูปแห่งชาติ ยังคงสงวนท่าทีกับการพยายามทาบทามของ คสช.อยู่

เมื่อผู้ทรงคุณวุฒิทั้งสามคนสงวนท่าทีกับแนวทางการสร้างความปรองดองของ คสช. ทำให้โอกาสที่จะดึงผู้ทรงคุณวุฒิคนอื่นๆ มาร่วมงานด้วยมีความเป็นไปได้ยาก เพราะต้องยอมรับว่าในเมืองไทยมีนักวิชาการที่สามารถทำเรื่องการปรองดองได้อย่างถึงแก่นจริงๆ มีเพียงอยู่ไม่กี่คน

เหนืออื่นใด เมื่อทหารเป็นฝ่ายนั่งหัวโต๊ะเพื่อสร้างความปรองดอง ย่อมไม่มีทางที่ผู้ทรงคุณวุฒิเหล่านี้จะเข้ามาร่วมงานด้วย เพราะแน่นอนว่าตัวเองไม่ต้องการถูกครหาว่าเป็นคนทำงานใต้ทหาร ซึ่งเป็นเรื่องละเอียดอ่อนที่กลุ่มคนเหล่านี้ให้ความสำคัญ เนื่องจากหมายถึงศักดิ์ศรีในทางวิชาการ

ดังนั้น ปัญหาการสร้างความปรองดองไม่ได้อยู่ที่การไม่ได้รับความร่วมมือจากฝ่ายการเมือง แต่อยู่ที่ความจริงใจของ คสช.เองมากกว่า

เวลานี้มีการพยายามเสนอแนวทางการทำงานด้วยการให้ คสช.ถอยฉากออกมา แต่ไม่ได้มีบทบาทของ คสช.อย่างสิ้นเชิง

กล่าวคือ ให้ คสช.ทำหน้าที่เป็นเพียงผู้สนับสนุนในเรื่องอำนาจและงบประมาณเท่านั้น และเมื่อคณะกรรมการที่มีพลเรือนเป็นฝ่ายนำมีข้อเสนออย่างหนึ่งอย่างใด คสช.จะมีหน้าที่จ่ายงานต่อให้กับแม่น้ำ 5 สายเพื่อไปดำเนินการให้เป็นรูปธรรม

เรียกได้ว่า คสช.มีสถานะเสมือนหนึ่งเป็นฝ่ายเลขานุการ ทั้งหมดเพื่อภาพของการปรองดองออกมาในลักษณะที่ไม่อยู่ภายใต้การควบคุมของทหาร

ทีนี้ก็ขึ้นอยู่กับ คสช.ว่าจะยอมรับกับการลดบทบาทและลดศักดิ์ศรีของตัวเอง โดยยอมมาเป็นผู้ตามบ้างหรือไม่เท่านั้น เพื่อแลกกับการให้ความปรองดองเป็นรูปธรรม ไม่ใช่แค่วิมานในอากาศเหมือนอดีตที่ผ่านมา

 

เสริมทีมปรองดอง ลบภาพทหาร เพิ่มความเชื่อมั่น

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

25 มกราคม 2560 เวลา 09:36 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/politic/477498

เสริมทีมปรองดอง ลบภาพทหาร เพิ่มความเชื่อมั่น

แนวทางการสร้างความปรองดองและลดความขัดแย้ง ตามนโยบาย 66/23 และ 66/25 ช่วงที่ พล.อ.เปรม ถูกนำมาปัดฝุ่นเป็นแนวทางที่จะต่อยอดนำมาสร้างความปรองดองรอบใหม่

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

แนวทางการสร้างความปรองดองและลดความขัดแย้ง ตามนโยบาย 66/23 และ 66/25 ช่วงที่ พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ ประธานองคมนตรีและรัฐบุรุษ เป็นนายก​รัฐมนตรี เพื่อยุติสงครามคอมมิวนิสต์กับรัฐบาลในช่วงนั้น ถูกนำมาปัดฝุ่นเป็นแนวทางที่จะต่อยอดนำมาสร้างความปรองดองรอบใหม่

ตามแนวคิดของคณะอนุกรรมาธิการ (กมธ.) พิจารณาศึกษารวบรวมความเห็น วิเคราะห์ และสังเคราะห์ประเด็นการแก้ไขความขัดแย้งและการสร้างความปรองดองทางการเมือง สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ (สปท.) ที่มี สังศิต พิริยะรังสรรค์ ประธาน ที่ออกตัวเริ่มเดินหน้าทำงานไปแล้ว

เริ่มตั้งแต่การส่งหนังสือไปยัง พรรคเพื่อไทย พรรคประชาธิปัตย์ กลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) และกลุ่มคณะกรรมการประชาชนเพื่อการเปลี่ยนแปลงประเทศไทยให้เป็นประชาธิปไตยที่สมบูรณ์อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข (กปปส.) เพื่อขอข้อเสนอเพิ่มเติมต่อแนวทางสร้างความปรองดอง

อีกด้านหนึ่งยังเตรียมนำรายงานการศึกษา​ 9 ฉบับ ที่เคยทำไว้ในอดีต ทั้งรายงานการวิจัยการสร้างความปรองดองแห่งชาติ จัดทำโดยสถาบันพระปกเกล้า รายงานและร่าง พ.ร.บ.ว่าด้วยความปรองดองแห่งชาติ ฉบับที่มี พล.อ.สนธิ บุญยรัตกลิน อดีต สส.พรรคมาตุภูมิ เป็นประธาน รายงานการสร้างความปรองดอง ฉบับที่ ​เอนก เหล่าธรรมทัศน์ อดีตสมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) เป็นประธาน มาพิจารณาหาแนวทางการแก้ไขปัญหาในรอบนี้เพื่อจะได้ไม่ต้องไปเสียเวลาเริ่มต้นใหม่

ปัญหาอยู่ที่การปัดฝุ่นแนวคิด 66/23 และ 66/25 ถูกเบรกโดย พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.กลาโหม ในฐานะประธานอนุกรรมการปรองดอง ใน​คณะกรรมการบริหารราชการแผ่นดินตามกรอบการปฏิรูปประเทศ ยุทธศาสตร์ชาติ และการสร้างความสามัคคีปรองดอง (ป.ย.ป.)

พล.อ.ประวิตร ระบุว่า จะไม่ใช้วิธีการดังกล่าว เพราะแนวทางของตนเองจะไม่เกี่ยวข้องกับข้อกฎหมาย แต่เน้นการสร้างความเข้าใจของทุกฝ่าย เพื่อให้อยู่ร่วมกันได้อย่างสันติสุข

เส้นทางปรองดองจึงต้องกลับมาโฟกัสผ่านกลไก ป.ย.ป. และคณะทำงานชุดย่อย โดยเฉพาะ​คณะกรรมการเตรียมการสร้างความสามัคคีปรองดองของ ​พล.อ.ประวิตร ซึ่งประกาศว่าจะดึงทุกฝ่ายเข้ามาร่วมแรงร่วมใจกันสร้างความปรองดองไม่เฉพาะพรรคการเมืองหรือกลุ่มสีเสื้อต่างๆ

ส่วนหนึ่งเพราะเสียงวิพากษ์วิจารณ์ก่อนหน้านี้ที่มองว่าจากรายชื่อคณะกรรมการ 19 คนที่ปรากฏ​นั้นเป็นทหารเสียส่วนใหญ่ จนอาจทำให้เส้นทางการปรองดองที่วางไว้ต้องสะดุดไม่เป็นตามเป้าหมาย

อีกทั้งด้วยสถานะตัวแทนของกองทัพและ คสช.ที่ถูกตีตราว่าเป็นหนึ่งในคู่ขัดแย้ง ย่อมไม่มีความเป็นกลางที่จะทำหน้าที่เจ้าภาพสะสางปัญหาสร้างความปรองดอง หรือทำให้ผลการดำเนินการของการปรองดองออกมาเป็นที่ยอมรับของทุกฝ่ายได้

ยังไม่รวมกับอำนาจเบ็ดเสร็จเด็ดขาดในมือที่อาจเป็นแรงบีบทำให้คู่ขัดแย้งฝั่งการเมืองต้องยอมร่วมกระบวนการปรองดองแบบเสียไม่ได้ โดยเฉพาะเพื่อให้ทุกอย่างเดินหน้าไปสู่การเลือกตั้ง

แต่ไม่ได้แก้ปัญหาความขัดแย้งที่ต้นตอปัญหาอย่างแท้จริง ​ความปรองดองที่เกิดขึ้นจึงอาจเป็นเพียงแค่ความปรองดองแบบชั่วครู่ชั่วคราว เมื่อ​รัฐบาล คสช.พ้นจากอำนาจไปแล้วความขัดแย้งย่อมหวนกลับคืนมา

สุดท้ายทำให้ทาง ป.ย.ป.ต้องหาทางออกด้วยการดึงเอาคนนอกที่มีความหลากหลายทั้งประชาชนทั่วไป นักธุรกิจ นักวิชาการ เพื่อมาเพิ่มความเชื่อมั่นในการสร้างความปรองดอง

สะท้อนผ่านคำพูดของ พล.อ.ประวิตร ที่ระบุว่า ที่ผ่านมาเหล่าทัพตั้งใจทำงานด้านความมั่นคง เพราะเกี่ยวข้องกับทุกเรื่องไม่ใช่เฉพาะแค่เรื่องทหาร แต่ทุกคนต้องร่วมมือกันเพื่อให้ประเทศมั่นคง เกิดความสงบและเป็นสุข

“ขอฝากทุกคนช่วยกันทำให้ประเทศเดินไปข้างหน้าได้ งานปรองดองก็จะต้องทำทุกอย่างเพื่อให้ไเกิดความปรองดอง ไม่ใช่แค่กอดคอกันแต่ต้องอยู่ร่วมกันอย่างสันติ มีกติการ่วมกัน โดย พล.อ.ชัยชาญ ช้างมงคล ปลัดกระทรวงกลาโหม กำลังดำเนินการเรื่องรายชื่อคณะกรรมการเตรียมการสร้างความสามัคคีปรองดอง ดังนั้นไม่ต้องเป็นห่วงว่าเราจะดำเนินการนอกลู่นอกทาง ถ้ามีกติกาทุกอย่างก็เดินหน้าต่อไปได้”

ที่สำคัญการจะฟื้นความเชื่อมั่นให้คณะกรรมการปรองดองนั้น จำเป็นจะต้องดึงคนกลางมาร่วมทีมทั้งที่ไม่ใช่คู่ขัดแย้งและมีความรู้ความสามารถ ตลอดจนคนที่เคยทำงานเกี่ยวข้องกับกระบวนการปรองดองมาก่อน รวมทั้งบุคคลที่มีต้นทุนสูงเพียงพอที่จะเป็นที่ยอมรับของทุกฝ่ายซึ่งแน่นอนว่าหาได้ไม่ง่าย

ไม่แปลกที่จะปรากฏชื่อ ทั้ง ประเวศ วะสี ราษฎรอาวุโส คณิต ณ นคร ประธานกรรมการอิสระตรวจสอบและค้นหาความจริงเพื่อการปรองดองแห่งชาติ ​คอป. ไปจนถึง อานันท์ ปันยารชุน ที่อยู่ระหว่างการทาบทามมาร่วมเป็นมือทำงานสร้างความปรองดอง

การสร้างความเชื่อมั่นในเวลานี้จึงเป็นเรื่องสำคัญที่จะมีส่วนในการสะท้อนเส้นทางความปรองดองที่จะเกิดขึ้นในอนาคตว่าจะสำเร็จตามเป้าหมายหรือไม่​

 

สตง.รู้ชื่อคนรับสินบน สหภาพจี้บิ๊กตู่ตั้งสอบ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

24 มกราคม 2560 เวลา 09:07 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/politic/477302

สตง.รู้ชื่อคนรับสินบน สหภาพจี้บิ๊กตู่ตั้งสอบ

โดย…ทีมข่าวโพสต์ทูเดย์

ประเด็นความคืบหน้าคดีสอบสินบน บริษัท โรลส์-รอยซ์ ที่จ่ายเงินใต้โต๊ะให้กับบริษัท การบินไทย และบริษัท ปตท. ล่าสุด พิศิษฐ์ ลีลาวชิโรภาส ผู้ว่าการสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) ออกมาเปิดเผยว่า มีเอกสารรายชื่อและหลักฐานบุคคลที่รับสินบนจากบริษัท โรลส์-รอยซ์แล้ว แต่ต้องรอการยืนยันข้อมูลของประเทศอังกฤษว่าตรงกับที่มีอยู่หรือไม่ โดยจะตรวจสอบว่ามีการรับสินบนดังกล่าวของรัฐมนตรีคนไหนในช่วงเวลานั้นเกี่ยวข้องบ้าง

ทั้งนี้ แม้ในต่างประเทศเรื่องการจ่ายค่านายหน้าหรือคอมมิชชั่นจะไม่ผิดกฎหมาย แต่ประเทศไทยก็ไม่สามารถทำได้ หากรับเงินดังกล่าวก็ถือว่าผิดกฎหมายของไทย ซึ่งทาง สตง.ได้ทำหนังสือประสานความร่วมมือขอข้อมูลจากอังกฤษเพื่อเจาะจงตัวบุคคล ทั้งผู้จ่ายและผู้รับสินบน คาดว่าจะได้รายชื่อคนไทยทั้งหมดที่ไปรับเงินจากบริษัทโรลส์-รอยซ์ และจะเปิดเผยให้สังคมได้รับรู้ในเร็วๆ นี้

“คดีนี้จะไม่ซ้ำรอยกับคดีซีทีเอ็กซ์ ขณะเดียวกัน สตง.ได้ส่งสายตรวจเข้าตรวจสอบหลักฐานการจัดซื้อของทั้ง ปตท.และการบินไทยแล้ว แม้จะยังไม่ได้ข้อมูลจากต่างประเทศ แต่ก็กำลังตรวจสอบอยู่เช่นกัน” ผู้ว่าการ สตง. ระบุ

ด้าน วิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี ฝ่ายกฎหมาย กล่าวว่า ได้ตั้งกรรมการสอบขึ้นมา 2 ชุด พร้อมประสานกับสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ที่จะประสานข้อมูลกับทาง ป.ป.ช.อังกฤษ เพื่อรวบรวมหาข้อเท็จจริงเพิ่มเติมว่ามีใครเกี่ยวข้องบ้าง เนื่องจากเหตุการณ์เกิดขึ้นหลายปี จึงต้องให้เวลาทำงาน ส่วน บริษัท ปตท.ได้สั่งตรวจสอบว่าเป็นอย่างไร และมีหน่วยงานใดเกี่ยวข้องอีกบ้าง คาดว่าการรวบรวมข้อมูลของ ป.ป.ช.สัปดาห์หน้าจะได้ข้อมูล

“ผู้แทนของโรลส์-รอยซ์เคยให้ข้อมูลกับการบินไทยแล้ว แต่ยังไม่ได้เปิดเผย เนื่องจากข้อมูลบางอย่างหากจะเปิดเผยได้ต้องขออนุญาต ป.ป.ช.อังกฤษก่อน จึงเป็นเรื่องของ ป.ป.ช.ไทยที่ต้องขอให้เปิดเผยข้อมูลดังกล่าวว่ามีใครให้สินบน หรือรับเงินเมื่อไหร่ วันใด” วิษณุ กล่าว

ขณะที่ อภิศักดิ์ ตันติวรวงศ์ รมว.คลัง กล่าวว่า ทางกระทรวงที่กำกับดูแลรัฐวิสาหกิจทั้งสองแห่งได้สั่งการตรวจสอบข้อเท็จจริงไปหมดแล้ว

“เท่าที่มีคนเล่าให้ผมฟัง คงตรวจสอบได้ไม่ยาก เพราะว่ารายงานตรวจสอบการจ่ายสินบนเรื่องนี้ของต่างประเทศเขียนละเอียดชัดเจน มีการบอกเหตุการณ์ว่า วันไหน ทำอะไร จ่ายเงินจำนวนเท่าไหร่” อภิศักดิ์ ระบุ

ในส่วนสหภาพแรงงานรัฐวิสาหกิจ บริษัท การบินไทย โดย ดำรงค์ ไวยคณี ประธานสหภาพ กล่าวว่า เตรียมยื่นหนังสือถึงนายกรัฐมนตรีและกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) ให้ตั้งคณะกรรมการรวบรวมข้อมูลและหลักฐานผู้ที่เกี่ยวข้องกับคดีทุจริตรับสินบนดังกล่าว เนื่องจากเห็นว่ารายชื่อคณะกรรมการที่ฝ่ายบริหารการบินไทยแต่งตั้งขึ้นมาดำเนินการตรวจสอบนั้น ไม่มีความน่าเชื่อถือและขาดศักยภาพการตรวจสอบการทุจริตที่จะโยงถึงนักการเมือง ฝ่ายบริหารและข้าราชการที่มีอำนาจมากอาจทำให้การรวบรวมข้อมูลสะดุดและไม่สามารถปิดคดีได้ในที่สุด

“สหภาพมองว่าดีเอสไอมีหน้าที่ตามกฎหมาย สามารถประสานงานและนำข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับผู้ที่รับสินบน ซึ่งทาง ป.ป.ช.อังกฤษมีข้อมูลอยู่แล้วมาเร่งดำเนินการได้ ขณะที่บริษัท การบินไทย อาจจะประสานในส่วนนี้ลำบากและทำให้คดีนี้ล้มได้” ดำรงค์ กล่าว

ประธานสหภาพ ระบุอีกว่า การรวบรวมพยานหลักฐานได้ไม่ยากนัก เพราะมีข้อมูลระบุระยะเวลาที่ชัดเจนในการรับสินบน เพียงแต่หน่วยงานที่มีอำนาจต้องสั่งการและเอาจริงกับการดำเนินการที่จะนำผู้กระทำผิดมาลงโทษให้ได้

 

สินบนข้ามชาติ พิสูจน์ฝีมือปฏิรูปคอร์รัปชั่น

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

24 มกราคม 2560 เวลา 09:04 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/politic/477301

สินบนข้ามชาติ พิสูจน์ฝีมือปฏิรูปคอร์รัปชั่น

แรงกระเพื่อมก่อตัวทันที หลังบริษัท โรลส์-รอยซ์ อังกฤษ ออกมายอมรับว่าได้จ่ายค่าสินบนให้แก่นายหน้าการบินไทยประมาณ 1,300 ล้านบาทเพื่อล็อบบี้ให้มีการจัดซื้อเครื่องยนต์เครื่องบินรุ่น T800 ​3 ล็อต ระหว่างช่วงปี 2534-2548

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

แรงกระเพื่อมก่อตัวทันที​หลังบริษัท โรลส์-รอยซ์ ​อังกฤษ ออกมายอมรับว่าได้จ่ายค่าสินบนให้แก่นายหน้าการบินไทยประมาณ 1,300 ล้านบาท เพื่อล็อบบี้ให้มีการจัดซื้อเครื่องยนต์เครื่องบินรุ่น T800 ​3 ล็อต ระหว่างช่วงปี 2534-2548

กรณีนี้ทำให้ศาลอังกฤษได้สั่งปรับบริษัท โรลส์-รอยซ์ เป็นเงินราว 3 หมื่นล้านบาท หลังสำนักงานปราบปรามการทุจริตของอังกฤษ (เอสเอฟโอ) พบว่า บริษัท โรลส์-รอยซ์ มีส่วนเกี่ยวข้องหรือละเลยต่อการป้องกันการติดสินบนในไทย จีน อินเดีย รัสเซีย อินโดนีเซีย มาเลเซีย และไนจีเรีย

ข้อมูลชัดเจนจากทางเอสเอฟโอ ระบุชัดเจนว่า บริษัท โรลส์-รอยซ์ ยอมจ่ายเงินให้กับทั้งผู้แทนของประเทศไทยและพนักงานของการบินไทย​ ​จนเกิดการไล่ตรวจสอบหาผู้ที่เกี่ยวข้องในช่วงเวลาดังกล่าว ทั้งนักการเมือง รัฐมนตรีตลอดจนผู้บริหาร

เริ่มตั้งแต่ล็อตแรก​เดือน มิ.ย. 2534-มิ.ย. 2535 ล็อตสองเดือน มี.ค. 2535-มี.ค. 2540  และล็อตสามเดือน เม.ย. 25​47-ก.พ. 2548

หลังจากนั้นไม่นาน กระทรวงยุติธรรมและคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) สหรัฐตรวจพบ​ว่า บริษัท โรลส์-รอยซ์ เอ็นเนอร์จี ซิสเต็ม อิงค์ ได้ติดสินบนผู้บริหารและเจ้าหน้าที่ บริษัท ปตท. และบริษัท ปตท. สำรวจและผลิตปิโตรเลียม ราว 385 ล้านบาท ในช่วงปี 2543-2556

ปรากฏรายละเอียดชัดเจนว่า โรลส์-รอยซ์ ​จ่ายค่าสินบนให้แก่คนทั้งสิ้น 6 ราย  ได้แก่ ผู้บริหาร 1 ราย พนักงาน 3 ราย และนายหน้าอีก 2 ราย

ทั้งนี้ การจ่ายเงิน 385 ล้านบาท เพื่อให้ซื้อเครื่องยนต์โรลส์-รอยซ์ใน 6 โครงการ ได้แก่ 1.โครงการโรงแยกก๊าซที่ 5 จำนวนเงิน 87 ล้านบาท 2.โครงการสถานีเพิ่มความดันท่อเส้นที่ 3 จำนวน 48 ล้านบาท 3.โครงการแหล่งสัมปทานอาทิตย์ในอ่าวไทยประมาณ 38 ล้านบาท

4.โครงการ PCS ในแหล่งสัมปทานอาทิตย์ประมาณ 72.5 ล้านบาท 5.โครงการโรงแยกก๊าซอีเทนจำนวน ​68 ล้านบาท และ 6.โครงการแยกก๊าซโรงที่ 6  ราว 80 ล้านบาท

สินบนข้ามชาติที่ปรากฏทั้งในอังกฤษและสหรัฐในช่วงนี้เหมือนจะเป็นเพียงแค่เศษเสี้ยวของปัญหาการทุจริตคอร์รัปชั่นที่เป็นอยู่ในประเทศไทย  และเชื่อกันว่ายังมีอีกหลายหน่วยงานที่มีสภาพไม่ต่างจากนี้เพียงแต่ไม่ถูกขุดคุ้ยขึ้นมาเป็นประเด็น

ปัญหาอยู่ตรงที่เมื่อเรื่องอื้อฉาวปรากฏเป็นที่รับรู้กันทั่วโลก รัฐบาลคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ซึ่งประกาศเอาจริงเอาจังกับป้องกันและปราบปรามการทุจริตคอร์รัปชั่นกลับยังปล่อยให้กลไกการตรวจสอบเป็นไปตามกลไกปกติ ทั้งที่ควรเอาจริงเอาจังทำงานเชิงรุกเพื่อทำความจริงให้ปรากฏ

ดังจะเห็น จากที่ พล.ต.อ.วัชรพล ประสารราชกิจ ประธานกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) จากอังกฤษและสหรัฐ เพื่อขอข้อมูลก่อนจะเข้าไปตรวจสอบหาข้อเท็จจริงต่อไปซึ่งยังไม่รู้ว่าจะเสร็จเมื่อไหร่

อีกด้าน พิศิษฐ์ ลีลาวชิโรภาส ผู้ว่าการสำนักงานตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) ส่งอีเมลไปขอหลักฐานอย่างเป็นทางการจากทางการของอังกฤษ โดยขอรายชื่อคนไทยที่รับสินบน จากนั้นจะเข้าไปตรวจสอบเส้นทางการเงินของทั้งพนักงานการบินไทยและรัฐมนตรีต่อไป

ทั้งที่ เรื่องนี้ถือเป็นเรื่องใหญ่และกระทบกับความเชื่อมั่นของไทยเป็นอย่างมาก หากไม่รีบเร่งแก้ไขทำความจริงให้ปรากฏนี่อาจลุกลามบานปลายกระทบไปถึงเรื่องการค้าการลงทุนในอนาคต

ที่สำคัญนี่ยังจะเป็นบทพิสูจน์ความเอาจริงเอาจังในการปฏิรูปกระบวนการปราบปรามการทุจริต ซึ่งเวลานี้ก็มีหน่วยงานอย่างศูนย์อำนวยการต่อต้านการทุจริตแห่งชาติ (ศอตช.)​ ที่บูรณาการหน่วยงานต่างๆ เข้ามาจัดการการทุจริตคอร์รัปชั่่น

ยิ่งมีข้อมูลที่ค่อนข้างชัดเจนจากทั้งอังกฤษและสหรัฐด้วยแล้ว หากยังปล่อยให้เรื่องเหล่านี้เงียบหาย กลายเป็นเรื่องที่ค้างคาอยู่ในกระบวนการตรวจสอบ ย่อมตอกย้ำประสิทธิภาพและความพยายามของ คสช. ที่จะเข้ามาปฏิรูปการปราบปรามการทุจริตให้หมดไปจากประเทศไทย

 

ทหารคุมปรองดอง โอกาสสำเร็จยาก!!!

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

23 มกราคม 2560 เวลา 09:19 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/politic/477130

ทหารคุมปรองดอง โอกาสสำเร็จยาก!!!

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

เส้นทาง​ “ปรองดอง”​ เริ่มชัดเจนมากขึ้นหลังจากมีการตั้งคณะกรรมการบริหารราชการแผ่นดินตามกรอบการปฏิรูปประเทศ ยุทธศาสตร์ชาติและการสร้างความสามัคคีปรองดอง หรือ ปยป.

หากพิจารณาขอบเขตและกรอบแนวทางการทำงานของ ปยป. ที่จะมีคณะกรรมการย่อยขึ้นมาทำงานแต่ละด้านนั้น จะเห็นว่าคณะกรรมการอำนวยการเพื่อความปรองดองสมานฉันท์ที่มี พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี เป็นประธานนั้น ถูกจับตามากที่สุด

เมื่อภารกิจสลายความขัดแย้งสร้างความปรองดองถือเป็นเป้าหมายสำคัญ ​ซึ่งคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ประกาศเป็นเรื่องหลักที่จะเข้ามาสะสางเป็นเรื่องแรกๆ หลังรัฐประหารเพื่อพาประเทศก้าวพ้นวังวนความขัดแย้งเพื่อให้ทุกอย่างสามารถเดินหน้าต่อไปได้

ทว่า ไม่ใช่เรื่องง่ายกับการสะสางปัญหาที่หมักหมมมานาน​ ดังจะเห็นว่าที่ผ่านมามีความพยายามที่จะสลายความขัดแย้งอย่างต่อเนื่อง แต่ก็ดูจะไม่เป็นผล​

สำหรับรอบนี้ ที่ว่ากันว่าดูจะเอาจริงเอาจังกว่าทุกครั้ง แต่เมื่อ​ส่องดูรายชื่อคณะทำงานของคณะกรรมการอำนวยการเพื่อความปรองดองสมานฉันท์ 19 คน ส่วนใหญ่ล้วนแต่เป็นทหารจากหน่วยงานต่างๆ

จนเป็นที่วิพากษ์วิจารณ์ว่าการดึงบุคลากรจากกองทัพมาเป็นกำลังสำคัญในกลไก​สลายความขัดแย้งนั้น อาจสร้างปัญหาและทำให้การสร้างความปรองดองสำเร็จอย่างที่ตั้งใจได้ยาก

​ด้านหนึ่งอาจมองว่าเป็นการดีที่ดึงนายทหารระดับสูงมานั่งในกรรมการชุดนี้ อาทิ ​พล.อ.ชัยชาญ ช้างมงคล ปลัดกระทรวงกลาโหม ผบ.สส., ผบ.ทบ., ผบ.ทร., ผบ.ทอ., ผบ.ตร. พร้อมดึงเอาหน่วยงานสำคัญทั้งสำนักนโยบายและแผนกลาโหม​ ศูนย์ปรองดอง คสช. (ผอ.ศปป.) ​มาเป็นทีมงานนั้น

ย่อมสะท้อนความตั้งใจจริงในการแก้ปัญหา รวมทั้งสามารถใช้กรอบอำนาจและเครือข่ายในกองทัพช่วยเคลียร์ข้อติดขัดอุปสรรคด้านต่างๆ ทำให้ทุกอย่างง่ายขึ้น

แต่อีกด้านการส่งทหารมาควบคุมกลไกปรองดอง กลับถูกมองว่าจะยิ่งทำให้เส้นทางสมานฉันท์ยากจะสำเร็จได้จริง

ประการแรก เพราะเรื่องปรองดองไม่ใช่เรื่องถนัดของทหาร ที่ถูกฝึกมาภายใต้กรอบการใช้กำลัง ทำตามคำสั่งแบบเบ็ดเสร็จเด็ดขาด และใช้กลไกอำนาจพิเศษในมือเพื่อช่วยสะสางอุปสรรคปัญหา โดยใช้หลักการเรื่องความมั่นคงเข้ามาเป็นตัวตั้งในการจัดการ

แต่การสร้างความปรองดองที่จะได้ผลสำเร็จนั้นจำเป็นจะต้องเข้าไปแก้ที่ต้นตอของปัญหา ด้วยการเปิดกว้างรับฟังความคิดความเห็นของทุกฝ่าย จากนั้นจึงนำมาหาข้อสรุปและแนวทางการแก้ปัญหาที่เห็นพ้องต้องกัน

ที่สำคัญต้องไม่ใช่การกระทำที่ทำพอเป็นพิธีเท่านั้น แต่จะต้องทำจริงจังจนเกิดการยอมรับการแก้ปัญหาถึงจะถูกจุดและยั่งยืน

บทบาทของกองทัพที่ผ่านมาจะเห็นว่าเป็นเพียงแค่การใช้อำนาจเข้าไปสะกดการเคลื่อนไหวไม่ให้ออกมาสร้างความปั่นป่วนขยายความขัดแย้ง แต่ไม่ใช่การแก้ปัญหา

หากจำได้หลังรัฐประหารศูนย์ปรองดองสมานฉันท์เพื่อการปฏิรูป หรือ ศปป. ที่มี พล.ท.กัมปนาท รุดดิษฐ์ ผช.เสธ.ทบ. ตำแหน่งขณะนั้น เป็นผู้อำนวยการ ก็พยายามทำเรื่องเหล่านี้แต่ไม่มีความคืบหน้า

รูปแบบการทำงานครั้งนั้นดูจะเริ่มต้นไม่ต่างจากครั้งนี้ คือ การเชิญคู่ขัดแย้งแต่ละฝ่ายมาแสดงความคิดความเห็นปัญหา เพื่อจะหาข้อสรุปไปแก้ปัญหา แต่ก็ไม่อาจแก้ปัญหาได้จริง

คู่ขัดแย้งยังมองว่า ศปป.ดูจะเป็นเพียงแค่กลไกสกัดการเคลื่อนไหวที่สุ่มเสี่ยงสร้างความปั่นป่วน ใครหรือกลุ่มไหนที่มีพฤติกรรมสุ่มเสี่ยงที่จะไปกระทบความมั่นคงย่อมต้องถูกเรียกตัวมาปรับทัศนคติ

​ประการต่อมา ด้วยสถานะของ คสช.​และกองทัพ ถูกมองว่าเป็นหนึ่งในคู่ขัดแย้งด้วยแล้ว การจะให้มารับหน้าที่เป็นเจ้าภาพดูแลการแก้ปัญหาอาจไม่ค่อยเหมาะสมและได้รับการยอมรับจากทุกฝ่ายเท่าที่ควร

ยิ่งฝั่งขั้วอำนาจเก่าที่ถูก คสช.รัฐประหารยึดอำนาจด้วยแล้ว การจะบอกว่าเป็นคนกลางที่อาสาเข้ามาแก้ปัญหาก็อาจไม่เป็นที่ยอมรับ เพราะหลายเรื่องที่ผ่านมายังถูกดักคอว่าเป็นการกลั่นแกล้ง จนเห็นการออกมาโวยวายว่าถูกตัดแขนตัดขาตีกรอบจนขยับได้ยาก

ล่าสุดยังเห็นการเรียกร้องดึงให้ฝั่ง “กองทัพ” เข้ามาร่วมเซ็นเอ็มโอยูหรือสัจจะสัญญาเพื่อแก้ปัญหาความขัดแย้ง ไม่เพียงเฉพาะคนจากฝั่งการเมืองเท่านั้น แต่สุดท้ายทางกองทัพก็ปฏิเสธที่จะร่วมลงนามด้วย

ดังนั้น ด้วยสถานะที่ยังเป็นที่เคลือบแคลงว่ามีผลประโยชน์ทับซ้อนด้วยแล้วจะให้มารับหน้าเสื่อเป็นเจ้าภาพแก้ปัญหาย่อมไม่เป็นที่ยอมรับ สุดท้ายผลที่ออกมาก็ย่อมไม่เป็นที่ยอมรับในที่สุด

ที่สำคัญคือการสร้างความปรองดองควรจะดำเนินการด้วยองค์กรหรือหน่วยงานที่มีความเป็นกลาง​ เป็นที่ยอมรับจากทุกฝ่าย ไม่ควรจะให้เป็นหน้าที่ของกลไกของกองทัพ

บทบาทของ คสช. ควรจะเป็นเพียงแค่รับข้อเสนอแนวทางปฏิบัติมาทำให้เกิดขึ้นจริง โดยใช้อำนาจเบ็ดเสร็จเด็ดขาดในมือ สะสางปัญหา เคลียร์อุปสรรคเพื่อให้ทุกอย่างเดินหน้าไปสู่เป้าหมายได้

แค่เริ่มออกตัวก็เห็นแนวคิดของทาง คสช. ที่ดูจะไม่แตกต่างจากรูปแบบการสร้างความปรองดองที่ผ่านมา

เมื่อเป็นเช่นนี้แล้วคงยากที่จะตั้งความหวังกับการปรองดองรอบนี้

 

สมานฉันท์แบบ ‘เพื่อไทย’ ยึดแนวคณิต-พระปกเกล้า

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

21 มกราคม 2560 เวลา 14:55 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/politic/476980

สมานฉันท์แบบ 'เพื่อไทย' ยึดแนวคณิต-พระปกเกล้า

โดย…ชัยรัตน์ พัชรไตรรัตน์

กลายเป็นประเด็นให้ต้องจับโดยเฉพาะภูมิธรรม เวชยชัย แกนนำพรรค เพื่อไทย ได้ออกมาส่งสัญญาณสนับ สนุนจุดยืนผลศึกษาการปรองดอง ของ คณิต ณ นคร ประธานคณะกรรมการอิสระตรวจสอบและค้นหาความจริง เพื่อการปรองดองแห่งชาติ (คอป.) และของ สถาบันพระปกเกล้าฯหากส่องเนื้อสาระสำคัญของรายงาน คอป. ซึ่งได้ทำการศึกษาระหว่างเดือน ก.ค. 2553-ก.ค. 2555 โดยได้กำหนดยุทธศาสตร์การดำเนินงานไว้ 4 มิติหลัก 1.การตรวจสอบและค้นหาความจริง (Truth Seeking) ได้แก่ การตรวจสอบและค้นหาความจริงและข้อเท็จจริง โดยเฉพาะอย่างยิ่งความรุนแรงที่เกิดขึ้นในห้วงเดือน เม.ย.-พ.ค. 2553

2.การเยียวยา ฟื้นฟู และป้องกันความรุนแรง ประกอบด้วยการฟื้นฟูและการเยียวยา (Restoration) ได้แก่ การฟื้นฟูและเยียวยาสังคมไทย องค์กร สถาบันและบุคคลที่ได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์ความรุนแรง โดยแนวทางความยุติธรรมเชิงสมานฉันท์ (Restor ative Justice)

3.การศึกษาวิจัยรากเหง้าปัญหาของความขัดแย้ง ดำเนินการศึกษาวิจัยเพื่อทำให้เกิดความกระจ่างกับ รากเหง้าของปัญหาทั้งในทางกฎหมาย การเมือง และประวัติศาสตร์ที่ส่งผลให้เกิดความแตกแยกและความรุนแรงในสังคมในช่วงที่ผ่านมา และ 4.การสร้างความปรองดองและป้องกัน มิให้ความรุนแรงเกิดขึ้นอีก

โดยข้อเสนอแนะของ คอป. อาทิ สังคมไทยควรตระหนักว่าประเทศชาติได้รับความเสียหายและบอบช้ำจากปัญหาความขัดแย้งและความแตกแยกในสังคมมาเป็นเวลานานแล้ว และควรนำวิกฤตการณ์ความรุนแรงในอดีต มาเป็นบทเรียนเพื่อระลึกถึงความ สูญเสียที่เกิดขึ้น และร่วมกันประคับประคองสถานการณ์ไม่ให้ประเทศต้องประสบกับเหตุการณ์ความรุนแรงอีก

ขณะเดียวกันยังเห็นว่าการเคลื่อน ไหวเพื่อผลักดันให้รัฐสภาพิจารณาร่าง พ.ร.บ.ว่าด้วยความปรองดองแห่งชาติ พ.ศ. … ซึ่งมีผลเป็นการนิรโทษกรรมผู้กระทำผิด เป็นการเร่งรัดกระบวนการปรองดองและกระทบต่อบรรยากาศของการปรองดองในชาติ ซึ่งต้องอาศัยการมีส่วนร่วมของทุกฝ่าย

โดยเฉพาะเหยื่อและผู้เสียหาย ที่จะได้รับผลกระทบตรงจากการ นิรโทษกรรม คอป.ขอให้ทุกฝ่ายเข้าใจว่าเรื่องนี้ไม่ใช่เป้าหมายสุดท้ายของการปรองดอง โดยเฉพาะสังคมมี ความขัดแย้งสูง การนำนิรโทษกรรมมาใช้จะต้องระมัดระวังอย่างยิ่ง มี ความเหมาะสมในแง่เวลา สถานการณ์ และกระบวนการ และต้องพิจารณาถึงองค์รวมของหลักความยุติธรรม ในระยะเปลี่ยนผ่าน

นอกจากนี้ ข้อเสนอแนะเกี่ยวกับกองทัพและทหาร ขอเรียกร้องให้กองทัพและผู้นำกองทัพวางตัวเป็น กลาง งดการก่อรัฐประหาร ไม่ยุ่งเกี่ยวหรือแทรกแซงทางการเมือง ไม่ว่าในทางใด และสังคมหรือกลุ่มการเมืองจะต้องไม่เรียกร้องหรือสนับสนุนในเรื่องนี้ ทุกฝ่ายต้องยึดหลักการว่ากองทัพต้องอยู่ภายใต้ การควบคุมของรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง (Civilian Control)

สำหรับข้อเสนอของ สถาบัน พระปกเกล้าฯ สิ่งที่ต้องริเริ่มดำเนินการ คือ รัฐบาล ฝ่ายค้าน และทุกฝ่าย ช่วยกันสร้างบรรยากาศปรองดอง และไม่รวบรัดใช้เสียงข้างมากเพื่อแสวงหาทางออก โดยต้องร่วมกันสร้างเวที ทั่วประเทศเพื่อเปิดพื้นที่ให้ทุกฝ่ายมีโอกาสถกเถียงแลกเปลี่ยนในวงกว้างต่อข้อเสนอ ทางเลือก และความเป็นไปได้ต่างๆ เพื่อให้เกิดความเข้าใจระหว่างกันมากขึ้น และหาทางเลือก ที่เป็นที่ยอมรับของทุกฝ่าย ดังนั้น กระบวนการพูดคุย (Dialogue) จึงเป็นหัวใจของการปรองดอง

อย่างไรก็ตาม การดำเนินการ ดังที่กล่าวจะประสบผลสำเร็จต้อง อาศัยปัจจัยสำคัญ 3 ประการ 1.เจตจำนงทางการเมืองของผู้มีอำนาจรัฐ ที่จะสร้างความปรองดองโดยคำนึง ถึงประโยชน์ของส่วนรวมเป็นสำคัญ 2.กระบวนการสร้างความปรองดอง จะต้องมีพื้นที่ให้กับกลุ่มผู้มีส่วนได้เสียโดยตรง

และประชาชนจากทุกภาคส่วน ในสังคมไทยได้มีโอกาสในการแสดงความคิดเห็นต่อทางออกและแนวทาง ป้องกันมิให้ความขัดแย้งกลับกลายเป็นความรุนแรงในอนาคต และ 3.ปัญหาใจกลางซึ่งเป็นเหตุแห่งความขัดแย้งจะต้องได้รับการแก้ไขและแปรเปลี่ยนเป็นพลังในการพัฒนาประชาธิปไตย ที่พึงปรารถนาของประเทศไทย

 

ลุย ปรองดอง ซื้อเวลา ยื้อเลือกตั้ง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

20 มกราคม 2560 เวลา 09:15 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/politic/476664

ลุย ปรองดอง ซื้อเวลา ยื้อเลือกตั้ง

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

เส้นทาง “ปรองดอง” รอบใหม่กำลังส่อเค้ายืดเยื้อบานปลายไม่ต่างจากความพยายามหลายครั้งที่ผ่านมา​​

แม้ครั้งนี้คณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) จะส่งสัญญาณเอาจริง ผ่านการตั้งคณะกรรม​การบริหารราชการแผ่นดินตามกรอบการปฏิรูปประเทศ ยุทธศาสตร์ชาติและการสร้างความสามัคคีปรองดอง (ปยป.) ที่กำลังเริ่มตั้งไข่เตรียมเดินหน้าทำงาน

ผ่านคณะกรรมการ 4 ชุดย่อย ​ได้แก่ 1.คณะกรรมการเตรียมการยุทธศาสตร์ชาติ 2.คณะกรรมการเตรียมการปฏิรูปประเทศ 3.คณะกรรมการเตรียมการสร้างความสามัคคีปรองดอง และ 4.คณะกรรมการบริหารราชการเชิงยุทธศาสตร์

แถมวางตัว พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี มารับผิดชอบเรื่องงานปรองดองเป็นการเฉพาะ

เบื้องต้น แนวคิดเรื่องการสลายความขัดแย้งสร้างความปรองดองดูจะได้รับการขานรับเป็นอย่างดีจากคู่ขัดแย้งแต่ละฝั่ง ถึงขั้นออกประกาศตัวพร้อมให้ความร่วมมือหาทางออกที่หมักหมมมายืดเยื้อยาวนาน

แต่ทว่านี่เป็นเพียงท่าทีเบื้องต้นที่หากไปดูรายละเอียดของแต่ละฝั่ง จะเห็นว่าล้วนแต่มีเงื่อนไขของตัวเอง ที่ดูจะเป็นอุปสรรคขวางกั้น และทำให้เป้าหมายสู่ความปรองดองดูห่างไกลออกไปเรื่อยๆ

​แน่นอนว่าปมใหญ่ยังอยู่ที่เรื่อง “นิรโทษ” ที่แต่ละฝ่ายแต่ละสีแต่ละพรรคยังเห็นไม่ตรงกัน ด้านหนึ่งอยากให้ใช้โอกาสนี้ “เซตซีโร่” ลืมอดีตที่ผ่านมาแล้วเดินหน้าเริ่มต้นกันใหม่

​ขณะที่อีกด้านเห็นว่าการล้มกระดานล้างไพ่ใหม่หมด อาจเกิดกระแสต่อต้านที่จะยิ่งสร้างความขัดแย้งมากกว่าสร้างความปรองดอง พร้อมเสนอให้นิรโทษเฉพาะคดีทางการเมืองเกี่ยวกับการชุมนุมที่ทำผิดกฎหมายพิเศษ ส่วนคดีที่เกี่ยวข้องกับคดีอาญา ทุจริต รวมทั้ง 112 ให้ว่าไปตามกระบวนการ ​หลังจากนั้นจะมีช่องทางอภัยโทษก็ปล่อยให้เป็นไปตามหลักเกณฑ์

วิธีนี้จะทำให้กระบวนการค้นหาข้อเท็จจริงยังดำเนินต่อไป อีกด้านจะทำให้คดีเหล่านี้เป็นกรณีตัวอย่างสกัดไม่ให้เกิดเหตุการณ์ความรุนแรงคล้ายกับที่ผ่านมาในอนาคต

ปมนี้เป็นชนวนร้อนที่ยากจะหาข้อสรุปที่ลงตัวและเป็นที่พอใจของทุกฝ่าย

​ที่ผ่านมา ความพยายามแก้ปัญหาสลายความขัดแย้งจึงไม่อาจเดินหน้าไปจนสุดทาง การดำเนินการของคณะกรรมการที่ตั้งขึ้นมาส่วนใหญ่จึงจบลงที่รายงานเล่มหนาสรุปตั้งแต่ที่มาปัญหา จนถึงแนวทางแก้ไขปัญหาหลายแนวทาง ที่ไม่เคยนำไปสู่การปฏิบัติ​

ไล่มาตั้งแต่​คณะกรรมการอิสระตรวจสอบและค้นหาความจริงเพื่อการปรองดองแห่งชาติ หรือ คอป. ที่มี คณิต ณ นคร เป็นประธาน เรื่อยมาจนถึงศูนย์ปรองดองสมานฉันท์เพื่อการปฏิรูป หรือ ศปป. ที่มี พล.ท.กัมปนาท รุดดิษฐ์ ผช.เสธ.ทบ. ตำแหน่งขณะนั้น เป็นผู้อำนวยการ

ก่อนจะมาถึงคณะกรรมการศึกษาแนวทางการสร้างความปรองดอง สภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) ที่มี เอนก เหล่าธรรมทัศน์ เป็นประธาน ซึ่งได้สรุปแนวทางปรองดอง​ 6 หัวข้อ ประกอบด้วย 1.การสร้างความเข้าใจร่วมของสังคมต่อเหตุความขัดแย้ง

2.การแสวงหาและเผยแพร่ข้อเท็จจริงของเหตุการณ์ความรุนแรง 3.การอำนวยความยุติธรรม การสำนึกรับผิดชอบและการอภัย เช่น การนิรโทษกรรม 4.การเยียวยาดูแลและฟื้นฟู
ผู้ได้รับผลกระทบ 5.การสร้างสภาวะที่เอื้อต่อการอยู่ร่วมกัน และ 6.มาตรการป้องกันการใช้ความรุนแรงในการแก้ปัญหาความขัดแย้ง

แม้ครั้งนี้ดูจะคืบหน้าชัดเจนกว่าทุกครั้งที่ผ่านมา ถึงขั้นมีการเตรียมเปิดให้พรรคต่างๆ ร่วมเซ็นเอ็มโอยู ​แต่สุดท้ายก็ไปไม่รอดเพราะหลายฝ่ายต่างออกมาปฏิเสธและไม่เชื่อว่านี่จะนำไปสู่ความปรองดองได้จริง

ส่วนหนึ่งเพราะยังไม่เห็นรายละเอียดว่าเนื้อหาในเอ็มโอยู หรือสัจวาจา หรือสัญญาประชาคมนั้นจะออกมาอย่างไร ที่สำคัญหลายฝ่ายเชื่อว่าการลงนามจากตัวแทนของฝักฝ่ายต่างๆ นั้นจะเป็นที่ยอมรับหรือเห็นด้วยจากสมาชิกหรือผู้สนับสนุนของฝั่งตัวเอง ที่จะยิ่งทำให้เกิดความขัดแย้งในวงย่อยต่อไปในอนาคต ​

แนวโน้มที่จะหาข้อสรุปร่วมกันจึงไม่ใช่เรื่องง่าย สอดรับกับที่ทาง พล.อ.ประวิตร ออกมาระบุว่าขั้นตอนแรกแค่จะต้องใช้เวลาหารือพูดคุยประมาณ 3 เดือน เพื่อให้ได้ข้อยุติว่าใครต้องการอะไร อย่างไร ปัญหาอยู่ตรงไหน จากนั้นไปว่ากันต่อในขั้นที่ 2 และ 3

เมื่อรวมกับขั้นตอนการสังเคราะห์ข้อมูล นำปัญหา ​ข้อเสนอ ตลอดจนแนวคิดต่างๆ มาประมวลเป็นแนวทางการแก้ปัญหา ​ย่อมต้องใช้เวลานาน

ที่สำคัญแนวทางการสร้างความปรองดองที่เป็นที่ยอมรับด้วยกันทุกฝ่ายนั้น ไม่ใช่หาง่ายๆ แค่เวลานี้แต่ละฝ่ายเริ่มออกมาตั้งการ์ดประกาศเงื่อนไขของตัวเองเรียบร้อย

ไม่แปลกที่เวลานี้จะมีกระแสออกมา “ดักคอ” เส้นทางปรองดองที่กำลังเดินหน้าอาจเป็นเพียงแค่การสร้างความชอบธรรม​ ยื้อเวลาอยู่ในอำนาจต่อไปจนกว่าจะสะสางปัญหาความ
ขัดแย้งได้สำเร็จ

เมื่อรู้อยู่แล้วว่าการหาข้อสรุปที่ทุกฝ่ายยอมรับนั้นไม่ใช่เรื่องง่าย ยิ่งหากนำมาเป็นเงื่อนไขว่าหากปรองดองไม่สำเร็จจะไม่มีการเลือกตั้งด้วยแล้ว อาจทำให้การเลือกตั้งต้องยื้อเวลาออกไปจากโรดแมป

สอดรับไปกับการหยั่งกระแสสังคมแจงเหตุที่อาจทำให้ต้องเลื่อนการเลือกตั้งออกไป ไม่ว่าจะด้วยเหตุผลเรื่องการปรับแก้รัฐธรรมนูญฉบับที่มีการลงประชามติ หรือการทำกฎหมายลูก

ยิ่งตราบใดที่ยังไม่สามารถสร้างความปรองดองได้ การเลือกตั้งยิ่งเกิดยากขึ้นไปทุกที

 

ผ่าโครงสร้างปยป.เข็มทิศปฏิรูปประเทศ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

20 มกราคม 2560 เวลา 06:26 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/politic/476642

ผ่าโครงสร้างปยป.เข็มทิศปฏิรูปประเทศ

ความคาดหวังในการปฏิรูปประเทศไทยเป็นไทยแลนด์ 4.0 เริ่มตั้งแต่ “บิ๊กตู่” ประกาศว่า ปี 2560 จะเป็นปีแห่งการปฏิรูป

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

ความคาดหวังในการปฏิรูปประเทศไทยเป็นไทยแลนด์ 4.0 เริ่มตั้งแต่ปีก่อน “บิ๊กตู่” พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์ โอชา นายกรัฐมนตรี ในฐานะหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ประกาศว่า ปี 2560 จะเป็นปีแห่งการปฏิรูปพร้อมลั่นวาจาคณะรัฐมนตรี (ครม.) ใหม่ “ประยุทธ์ 4” เป็น ครม.ชุดปฏิรูป จนนำมาสู่การใช้มาตรา 44 แต่งตั้งคณะกรรมการบริหารราชการแผ่นดินตามกรอบการปฏิรูปประเทศ ยุทธศาสตร์ชาติ และการสร้างความสามัคคีปรองดอง (ปยป.) มีนายกรัฐมนตรีนั่งหัวโต๊ะ

ไฮไลต์สำคัญ ปยป. พล.อ.ประยุทธ์ ดึงภาคธุรกิจมาร่วมเป็นทีมที่ปรึกษา คือคณะกรรมการร่วมภาครัฐและเอกชนเพื่อแก้ไขปัญหาทางเศรษฐกิจ (กรอ.) กับคณะกรรมการและคณะทำงานประชารัฐ ล้วนแต่เป็นนักธุรกิจระดับแสนล้าน อาทิ กานต์ ตระกูลฮุน บริษัท ปูนซิเมนต์ไทย ประเสริฐ บุญสัมพันธ์ บริษัท พีทีที โกลบอล เคมิคอล  ฐาปน สิริวัฒนภักดี บริษัท ไทยเบฟเวอเรจอาหาร และ ศุภชัย เจียรวนนท์ บริษัท เจริญโภคภัณฑ์ เป็นต้น รวมถึงดึงตัวผู้ทรงคุณวุฒิและอดีตข้าราชการ หรือข้าราชการระดับสูงปัจจุบันที่มีความรู้ความสามารถมาร่วมงานด้วย

ทั้งนี้ ปยป.ยังแตกหน่อคณะกรรมการย่อย 4 ชุด โดยมีรองนายกรัฐมนตรีกำกับและติดตามใกล้ชิด ดังนี้ 1.คณะกรรมการเตรียมการปฏิรูปประเทศ มี พล.อ.อ. ประจิน จั่นตอง รองนายกรัฐมนตรี กับ สมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรี ฝ่ายเศรษฐกิจ ล่าสุดกำลังพิจารณาแผนปฏิรูปและข้อเสนอเพื่อการปฏิรูป 137 เรื่อง กับ 11 ด้านการปฏิรูปของสภา ขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ (สปท.)

2.คณะกรรมการเตรียมการยุทธศาสตร์ชาติ มี พล.อ.ธนะศักดิ์ ปฏิมาประกร รองนายกรัฐมนตรี กับ พล.ร.อ. ณรงค์ พิพัฒนาศัย รองนายกรัฐมนตรี ร่วมกันคอยกำกับติดตามจัดทำยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี

3.คณะกรรมการเตรียมการสร้างความสามัคคีปรองดอง มี “บิ๊กป้อม” พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.กลาโหม กำกับดูแล ล่าสุดตั้งกลไกทำงานขับเคลื่อนงานปรองดองด้วยการตั้งคณะกรรมการอำนวยการเพื่อความปรองดองสมานฉันท์ มี “บิ๊กช้าง” พล.อ.ชัยชาญ ช้างมงคล ปลัดกระทรวงกลาโหม เป็นประธาน

4.คณะกรรมการบริหารราชการเชิงยุทธศาสตร์ มี วิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี ฝ่ายกฎหมายกำกับดูแลพร้อมกับตั้งสำนักงานบริหารนโยบายของนายกรัฐมนตรี หรือ PMDU มี สุวิทย์ เมษินทรีย์ รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ในฐานะเลขานุการ ปยป. ทำหน้าที่เป็นฝ่ายเลขานุการทั้ง 4 คณะ กรรมการย่อย

ทั้ง 4 คณะกรรมการดังกล่าวมีอำนาจเต็มในการแต่งตั้งคณะอนุกรรมการหรือคณะทำงาน พร้อมกับดึงประธานสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) และประธาน สปท.เข้ามาร่วมด้วย โดยจะดึงรองประธาน สนช. และ สปท.อย่างละท่านมาร่วมงาน เพื่อมาร่วมประสานงานและขับเคลื่อนการจัดทำข้อเสนอและแนวทางการผลักดันการปฏิรูปให้เห็นผลเป็นรูปธรรมในข้อเสนอแนะ

สำหรับสำนักงาน PMDU ที่มี สุวิทย์เป็นแม่งานหลักถือว่ามีบทบาทสำคัญมากเพราะต้องทำหน้าที่ รวบรวมข้อมูล ข้อเสนอแนะต่างๆ จากทุกภาคส่วนมาจัดทำเป็นแผนงานตามภารกิจ 3 คณะกรรมการข้างต้น คือ แนวทางการปฏิรูปยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี และการสร้างความปรองดองสมานฉันท์ ทุกข้อเสนอล้วนต้องกลั่นกรองจนตกผนึกทางความคิดและมีความเป็นไปได้เชิงรูปธรรมและปฏิบัติได้จริง ก่อนนำเสนอ ปยป. ที่มีนายกรัฐมนตรีเป็นประธาน พิจารณาตัดสินใจใช้อำนาจเชิงนโยบาย เช่น มาตรา 44 หรือตรากฎหมาย พ.ร.บ. พ.ร.ก. หรือ พ.ร.ฎ. เป็นต้น

พล.ท.สรรเสริญ แก้วกำเนิด โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ว่าเหตุผลที่ ครม. และ คสช.ใช้มาตรา 44 ตั้ง ปยป. เพราะงานปฏิรูปและยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี เดิมจะเริ่มต้นได้เมื่อรัฐธรรมนูญประกาศใช้แล้ว แต่ขณะนี้รัฐธรรมนูญอยู่ในขั้นตอน ดังนั้นเพื่อให้ประชาชนได้เห็นว่ารัฐบาลตั้งใจจริงเดินหน้าปฏิรูปและสร้างความปรองดองให้เกิดขึ้นในชาติ จึงใช้มาตรา 44 โดยไม่ต้องรอให้รัฐธรรมนูญประกาศใช้ เพื่อให้การเดินหน้าประเทศเป็นไปได้โดยรวดเร็ว

“เดิมการแก้ปัญหาประเทศ เช่น ไอยูยู หรือไอเคโอ หากในระดับรัฐมนตรีเจ้ากระทรวงแก้ไม่ได้ จะส่งต่อมาให้ระดับคณะกรรมการขับเคลื่อน มี 6 รองนายกรัฐมนตรีกำกับเพื่อบูรณาการแก้ปัญหา แต่จากนี้ไปปัญหาการบริหารราชการแผ่นดินทั้งหมดจะส่งผ่านคณะ ปยป.ที่เข้ามาทำหน้าที่ปฏิรูปประเทศและวางยุทธศาสตร์ชาติ แต่ไม่ได้หมายความว่า ปยป.จะใหญ่หรือสำคัญกว่า ครม.แต่อย่างใด” พล.ท.สรรเสริญ กล่าว

เสรี สุวรรณภานนท์ ประธานกรรมาธิการปฏิรูปกฎหมายและกระบวนการยุติธรรม สปท. กล่าวว่า แนวทางการปฏิรูปประเทศในภาพรวมตามแนวทาง ปยป.เห็นว่ามีความชัดเจนในการกำหนดตัวบุคคล คณะทำงาน วิธีและกระบวนการที่ค่อนข้างชัดเจนว่าจะเดินไปอย่างไร ส่วนผลจะออกมาอย่างไรต้องคอยติดตามกันต่อไป ว่าถึงที่สุดแล้วข้อเสนอต่างๆ จะใช้แนวทางใดในการแก้ปัญหาจริงๆ เช่น มาตรา 44 หรือการออกกฎหมายใด รัฐบาลต้องพิจารณาและคำนึงถึงความสำคัญเร่งด่วน

ดังนั้น ชะตากรรมปฏิรูปประเทศยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปีและปรองดองสมานฉันท์ ต้องฝากฝังไว้กับ ปยป. ว่าจะพาประเทศไปถึงฝั่งฝัน คือพลิกโฉมประเทศไทยก้าวล้ำไปสู่ศตวรรษที่ 21 ตามที่ พล.อ.ประยุทธ์ ลั่นสัจวาจาไว้