สศช.เตือน “ภัยแล้ง” จ่อถล่มประเทศไทย เปิดโผอาชีพรอวันตกงาน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 7 มี.ค. 2560 05:30

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/876516


สศช.ห่วงบางพื้นที่ยังไม่พ้นบ่วงกรรมภัยแล้งปีนี้ เหตุน้ำต้นทุนในเขื่อนน้อย หวั่นตลาดแรงงานยุคดิจิทัล 4.0 ปั่นป่วน ผู้ประกอบการพึ่งเทคโนโลยี ทำแรงงานมนุษย์หมดความหมาย พนักงานแบงก์ ธุรกิจค้าปลีกจ่อปากเหว ขณะที่มาตรการสนับสนุน คนไทยออมเงินเพื่อใช้หลังเกษียณยังห่างเป้า

นายปรเมธี วิมลศิริ เลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) แถลงภาวะสังคมไทยไตรมาสที่ 4 และภาพรวมปีที่ผ่านมา ว่า การว่างงานไตรมาสที่ 4 ปี 2559 อยู่ที่ 0.97% และตลอดทั้งปีที่ผ่านมา มีอัตราว่างงาน 0.99% คิดเป็น 377,466 คน เพิ่มสูงขึ้นจาก 0.88% ในปี 2558 โดยปีที่ผ่านมาผู้มีงานทำในภาคเกษตรลดลง 4.3% เนื่องจากผลกระทบจากภัยแล้ง และครึ่งหลังของปีที่ผ่านมาก็เกิดความเสียหายจากอุทกภัยในภาคใต้ ทำให้เกษตรกรต้อง เลื่อนการเพาะปลูกจนส่งผลกระทบถึงการว่างงานในเดือน ม.ค.ที่ผ่านมา ที่อัตราการว่างงานอยู่ที่ 1.2% ขณะที่การจ้างงานนอกภาคเกษตรปีที่ผ่านมา เพิ่มขึ้น 0.8% ในสาขาก่อสร้าง ขายส่ง ขายปลีก สาขาโรงแรม ภัตตาคาร

ทั้งนี้ แม้ว่าปีนี้สภาพอากาศได้คลี่คลายลง แต่ปัญหาอุทกภัยที่เกิดขึ้นในเดือน ธ.ค.2559-ม.ค.2560 ทำให้เกิดความเสียหายกับประชาชนและเกษตรกร มีพื้นที่ปลูกพืชเสียหาย 1,095,302 ไร่ ด้านประมง 96,114 ตารางเมตร ด้านปศุสัตว์ 8,882,014 ตัว แม้ว่าภาพรวมของปีนี้ปริมาณน้ำในเขื่อนทั้งประเทศ ที่เป็นน้ำต้นทุนสำหรับใช้ในฤดูแล้ง มีปริมาณมากกว่าปี 2556 แต่น้ำในเขื่อนบางแห่ง มีปริมาณน้ำน้อยกว่าปกติ เช่น เขื่อนลำปาว เขื่อนลำตะคอง เขื่อนลำพระเพลิง เขื่อนป่าสักชลสิทธิ์ ซึ่งอาจส่งผลให้มีน้ำไม่พอใช้ในฤดูแล้งปีนี้ในบางพื้นที่

“ภาพรวมการขยายตัวของผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (จีดีพี) ภาคเกษตรปีนี้ คาดว่าจะเป็นบวก เนื่องจากราคาสินค้าเกษตรเริ่มดีขึ้น โดยเดือน ม.ค.ดัชนีผลผลิตทางการเกษตรขยายตัว 3.4% ดัชนีราคาขยายตัว 15.6% ส่งผลให้รายได้เกษตรกรในเดือน ม.ค.เพิ่มขึ้น 19.5% และตลอดปีนี้ คาดว่าดัชนีผลผลิตภาคเกษตรจะขยายตัว 2-3% ดัชนีราคาสินค้าเกษตรเพิ่มขึ้น 5-6% รายได้เกษตรกรจะเพิ่มขึ้น 10% แม้ยังมีเกษตรกรบางพื้นที่ได้รับผลกระทบจากภัยแล้ง เพราะน้ำต้นทุนอยู่น้อยมากในบางเขื่อน”

นอกจากนี้ ยังมีประเด็นที่จะมีผลกระทบต่อการจ้างงานและรายได้ของแรงงานในอนาคตคือ การปรับตัวของตลาดแรงงานเข้าสู่ยุคดิจิทัล 4.0 มีผลให้ผู้ประกอบการปรับตัว เช่น การนำเครื่องมือเครื่องจักรที่ทันสมัยมาใช้ในการผลิต และลดการใช้กำลังแรงงานคน ซึ่งขณะนี้ยังประเมินไม่ได้ว่าผลกระทบจากการปรับตัวเข้าสู่ยุค 4.0 ที่จะใช้เครื่องมือ เครื่องจักรมาทดแทนแรงงานมนุษย์จะกระทบต่อตลาดแรงงานเท่าใด โดยเฉพาะผลกระทบต่อแรงงานภาคธนาคาร ธุรกิจค้าปลีก จะเป็นกลุ่มแรกๆที่มีผลกระทบ และในอนาคตจะมีผลกระทบอีกหลายๆด้าน อาทิ รถยนต์ที่ไม่ใช้คนขับ การใช้โดรนขนส่งสินค้า คลังสินค้าอัจฉริยะ

“ภาครัฐควรส่งเสริมให้คนไทยออมเงิน เพื่อเป็นรายได้เลี้ยงดูตัวเองในวัยเกษียณอายุ ซึ่งปัจจุบันแม้ว่าภาครัฐจะขยายช่องทางการออมเงินผ่านระบบประกันสังคม และกองทุนการออมแห่งชาติ (กอช.) เพื่อให้แรงงานนอกระบบมีหลักประกันทางสังคม แต่คนส่วนใหญ่ยังไม่ให้ความสนใจ โดยเฉพาะกลุ่มเกษตรกร พ่อค้าแม่ค้า ผู้ไม่ประกอบอาชีพ เพราะปีที่ผ่านมา กอช.มีสมาชิก 524,317 คน ต่ำกว่าเป้าหมายที่ตั้งไว้ 1 ล้านคน คาดว่าเป็นเพราะแรงจูงใจให้คนมาเป็นสมาชิกยังไม่เพียงพอ”.

 

ไม่ยึดติดตัวบุคคล “ดิ เอราวัณ กรุ๊ป” มาถึงวันนี้ เน้นบริหารเป็นระบบ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 7 มี.ค. 2560 05:30

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/870831


เครือดิ เอราวัณ กรุ๊ป นับเป็นผู้พัฒนา ลงทุน ตลอดจนให้บริการด้านโรงแรมและรีสอร์ตรายใหญ่ในประเทศ โดยมีเครือข่ายโรงแรมหลายแบรนด์หลายระดับราคาและอยู่ในเส้นทางธุรกิจนี้ มายาวนาน  ขณะเดียวกันภาคอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวไทยยังคงนับได้ว่า เป็นอีกเครื่องยนต์เศรษฐกิจหนึ่งช่วยสร้างรายได้เข้าประเทศ โดยเฉพาะจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติมีอัตราเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ ทุกปี

อะไรทำให้เครือดิ เอราวัณ กรุ๊ป ประสบความสำเร็จในธุรกิจยืนหยัดอยู่ในเส้นทางมาได้ยาวนานถึง 35 ปี มีหลักการดำเนินธุรกิจอย่างไรตลอดจนมุมมองที่มีต่ออุตสาหกรรมการท่องเที่ยวไทย ในวันนี้ “ไทยรัฐออนไลน์” จะพาไปหาคำตอบจาก “นางกมลวรรณ วิปุลากร” กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ดิ เอราวัณ กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) 

“กมลวรรณ วิปุลากร”

กว่า 35 ปี ในธุรกิจโรงแรม-รีสอร์ต

บริษัทฯ เริ่มดำเนินธุรกิจในปี 2525 และจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยในปี 2537 จนปัจจุบันเป็นผู้นำธุรกิจการพัฒนาและการลงทุนโรงแรม ตลอดจนรีสอร์ตในประเทศไทย โดยมีเครือข่ายโรงแรมและรีสอร์ตระดับราคาที่หลากหลาย ตั้งแต่ 5 ดาว ไปจนถึงระดับกลาง ระดับชั้นประหยัด และระดับบัดเจ็ท ซึ่งครอบคลุมแหล่งท่องเที่ยวต่างๆ และหัวเมืองสำคัญทั่วประเทศไทย นอกจากนี้ ยังเป็นเจ้าของศูนย์การค้าระดับไฮเอนด์ตั้งอยู่ใจกลางย่านธุรกิจของกรุงเทพฯ

ทำงานเป็นระบบสู่ความสำเร็จยั่งยืน

เราจะเน้นการบริหารจัดการทุกอย่างเป็นระบบให้มีประสิทธิภาพสูงสุดไม่ยึดติดกับตัวบุคคล นอกจากนี้ ยังสนับสนุนบุคลากรที่มีทักษะและความชำนาญให้มุ่งมั่นที่จะเรียนรู้และพัฒนาตนเองอย่างต่อเนื่องด้วย

แนวโน้มดี อุตฯ ท่องเที่ยวยังโตได้!

ตั้งแต่ช่วงต้นปีที่ผ่านมา นักท่องเที่ยวเติบโตอย่างต่อเนื่องและคาดว่าในช่วงไตรมาส 1 ของปี 2560 จำนวนจะมากกว่า 9,000,000 คน อย่างแน่นอน ซึ่งเป็นแนวโน้มที่ดีต่อธุรกิจบริษัทฯ หลังจากที่เมื่อช่วงปลายปี 2559 มีการชะลอตัวของนักท่องเที่ยวจากสถานการณ์ไม่ปกติของประเทศ รวมทั้งผลกระทบจากปัญหาทัวร์ศูนย์เหรียญ แต่สิ่งเหล่านี้ เป็นเพียงผลในระยะสั้นเท่านั้น อย่างไรก็ตาม กลุ่มลูกค้าของโรงแรมในเครือบริษัทฯ ไม่ใช่กลุ่มทัวร์จีนอยู่แล้วจึงไม่ได้รับผลกระทบ

ขยายธุรกิจ 5 ปี ทุ่มลงทุนหมื่นล้าน

สำหรับแผนธุรกิจช่วง 5 ปี ระหว่างปี 2559-2563 นั้น บริษัทฯ เตรียมงบลงทุนไว้ที่ 10,000,000 ล้านบาท เพื่อใช้ขยายธุรกิจโรงแรมในเครือให้เพิ่มจำนวนเป็น 95 แห่ง จากสิ้นปี 2559 ที่มีจำนวน 41 แห่ง โดยในปีนี้ บริษัทฯ เตรียมเปิดโรงแรมแบรนด์ฮ็อปอินน์ทั้งหมด 9 แห่ง แบ่งเป็นในประเทศ 8 แห่ง และอีก 1 แห่ง ที่ฟิลิปปินส์ ซึ่งจะส่งผลให้มีจำนวนห้องพักรวมเพิ่มขึ้นเป็น 7,153 ห้อง จากในปัจจุบัน 6,385 ห้อง

หวังธุรกิจโตตามนักท่องเที่ยวเพิ่มขึ้น

ตั้งเป้ารายได้ปีนี้จะเติบโต 10% จากปี 2559 ที่มีรายได้ประมาณ 5,663.95 ล้านบาท ซึ่งเป็นการเติบโตทั้งจากธุรกิจอาหารและธุรกิจโรงแรม โดยวางเป้าหมายผลักดันอัตราการเข้าพักให้เพิ่มขึ้นเป็น 80% จากปีที่ผ่านมา อยู่ที่ 79% และมีอัตราค่าห้องพักเติบโตขึ้นประมาณ 7% จากปีก่อน ภายใต้คาดการณ์จำนวนนักท่องเที่ยวที่เดินทางเข้ามาในประเทศไทยที่ 34.4 ล้านคน หรือเติบโต 6% จากปีก่อน

มองไกลสยายปีกลงทุนประเทศ AEC

หลังจากบริษัทฯ ได้เริ่มไปขยายธุรกิจโรงแรมไปในประเทศฟิลิปปินส์ ประเทศต่อไปที่บริษัทฯ ได้มองโอกาสไว้นั่นคือ เวียดนาม เนื่องจากเป็นประเทศที่เริ่มมีชาวต่างชาติเข้าไปลงทุนเป็นจำนวนมาก และเศรษฐกิจเริ่มกลับมาขยายตัวได้ดีขึ้น แต่การจะเข้าไปลงทุนนั้นคงจะไม่ใช่ระยะเวลาอันใกล้คงต้องรอระยะเวลาที่เหมาะสมก่อน

เชื่อมั่นศักยภาพท่องเที่ยวประเทศไทย

ขอให้เชื่อมั่นในศักยภาพของประเทศไทยและภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกในด้านการเดินทางและท่องเที่ยว รวมทั้งเชื่อมั่นในตัวเรา เองที่จะมุ่งการขยายงาน เพื่อคงความเป็นผู้นำในการเป็นผู้พัฒนาและผู้ลงทุนในกิจการโรงแรมของประเทศไทยและอาเซียนพร้อมตอบสนองลูกค้าในทุกระดับ.

เรื่องเล่าความสำเร็จ

 

“โชห่วย” ไม่สะเทือนซาง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 7 มี.ค. 2560 05:15

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/876511


น.ส.บรรจงจิตต์ อังศุสิงห์ อธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้า เปิดเผยว่า จากกรณีที่ พ.ร.บ.ควบคุมผลิตภัณฑ์ยาสูบ พ.ศ. ….ฉบับใหม่ ผ่านความเห็นชอบจากสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) แล้วนั้น มีหลายฝ่ายที่เกี่ยวข้อง เป็นกังวลว่าอาจส่งผลกระทบต่อการค้าของร้านค้าปลีกดั้งเดิม (โชห่วย) ที่กระจายอยู่ทั่วประเทศ เนื่องจาก พ.ร.บ.ฉบับใหม่ กำหนดห้ามมีการแบ่งบุหรี่ขาย ซึ่งกรมพัฒนาธุรกิจการค้าขอยืนยันว่า ไม่ส่งผลกระทบต่อการค้าขายและรายได้หลักของร้านโชห่วย เนื่องจากรายได้ ของร้านโชห่วยมาจากการจำหน่ายสินค้าอุปโภคบริโภค ที่มีความจำเป็นต่อการดำรงชีพเป็นหลัก

“การซื้อสินค้าของผู้บริโภคในท้องถิ่นมาจากการปฏิสัมพันธ์ระหว่างเจ้าของร้านกับลูกค้า พฤติกรรมจะเป็นการซื้อสินค้าอุปโภคบริโภคที่จำเป็นเป็นหลัก ซื้อแต่ละครั้งจำนวนน้อย แต่ซื้อบ่อยครั้ง อีกทั้งผู้บริโภคในปัจจุบันต่างปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการบริโภค โดยหันมาสนใจเรื่องความเป็นอยู่และสุขภาพของตนเองมากขึ้น ส่งผลให้มีแนวโน้มที่จะลดการซื้อสินค้าที่มีผลต่อสุขภาพ อาทิ สุรา และยาสูบ ดังนั้น ข้อกังวลเกี่ยวกับ พ.ร.บ.ยาสูบฯฉบับใหม่ จะส่งผลกระทบต่อร้านโชห่วย จึงไม่น่าเกิดขึ้น และไม่ได้เป็นการเอื้อประโยชน์ต่อร้านค้าขนาดใหญ่ด้วย”

น.ส.บรรจงจิตต์ กล่าวว่า ที่ผ่านมา กระทรวงพาณิชย์ได้พัฒนาและยกระดับมาตรฐานการประกอบธุรกิจการค้าส่ง-ค้าปลีกไทย ให้มีการบริหารจัดการอย่างมีประสิทธิภาพ และทันต่อการเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา โดยกรมฯได้ลงพื้นที่จัดอบรมเทคนิคการบริหารจัดการค้าส่ง-ค้าปลีกอย่างมืออาชีพ โดยเป็นกิจกรรมที่ร่วมกับร้านค้าส่งต้นแบบ ในลักษณะพี่ช่วยน้อง และเชิญชวนร้านค้าปลีกเครือข่ายในพื้นที่เข้าร่วมกิจกรรม โดยปี 2560 มีเป้าหมายที่จะพัฒนาร้านค้าปลีกกว่า 5,000 ร้าน ซึ่งจะส่งผลให้ร้านโชห่วยสามารถพัฒนาศักยภาพทางธุรกิจให้แข่งขันได้ มียอดขายสินค้าเพิ่มขึ้น และเป็นกลไกช่วยยกระดับเศรษฐกิจและชุมชนให้สามารถขับเคลื่อนได้อย่างคล่องตัวและมีเสถียรภาพ.

 

เอสเอ็มอีอัจฉริยะ ปู๊นๆไทยแลนด์ 4.0

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 7 มี.ค. 2560 05:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/875707


ธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม หรือ SMEs เชื่อว่า…จะเป็นส่วนช่วยในการขับเคลื่อนการพัฒนาระบบเศรษฐกิจของประเทศในอนาคต

การศึกษาพบว่า เหตุผลที่ทำให้ธุรกิจชุมชนเกิดความล้มเหลวเกิดมาจาก 2 ปัจจัยหลัก คือ

1.ปัญหาด้านการดำเนินธุรกิจที่ยังมีการบริหารที่ไม่เป็นระบบ เช่น เงินทุนหมุนเวียน ต้นทุนการดำเนินงาน ต้นทุนวัตถุดิบที่ไม่เหมาะสม และ 2.ปัญหาด้านการขาย เช่น การขาดทักษะในการตั้งราคา ปัญหา การหาช่องทางการขาย และการกระจายสินค้า

ปัจจุบันจากการเปลี่ยนแปลงของระบบอุตสาหกรรมทั่วโลก รวมถึงประเทศไทยการก้าวเข้าสู่ยุคอุตสาหกรรม 4.0 ส่งผลให้ทุกภาคส่วนต้องปรับตัว โดยเฉพาะกระทรวงอุตสาหกรรมต้องเร่งปรับบทบาท… โครงสร้างให้สอดคล้อง พร้อมเดินหน้าไปกับนโยบายรัฐบาล

ขับเคลื่อนประเทศไทย…“ไทยแลนด์ 4.0” สอดคล้องกับยุทธศาสตร์ชาติและแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ

พร้อมที่จะผลักดันการพัฒนาเศรษฐกิจประเทศ ผ่านการปรับเปลี่ยนโครงสร้างภาคเศรษฐกิจ…จากเดิมที่เน้นการใช้แรงงาน มีมูลค่าเพิ่มต่ำ ไปสู่การเป็นเศรษฐกิจที่ขับเคลื่อนบนฐาน “ความรู้” และ “นวัตกรรม” ที่สร้างมูลค่าเพิ่ม

สมชาย หาญหิรัญ ปลัดกระทรวงอุตสาหกรรม บอกว่า การปรับตัว ของภาคอุตสาหกรรมให้สามารถยกระดับไปสู่การเป็นอุตสาหกรรม 4.0 ถือเป็นโจทย์สำคัญของกระทรวง ต้องให้ความสำคัญเพื่อยกระดับอุตสาหกรรมและวิสาหกิจไทยให้สามารถเติบโตได้อย่างมีศักยภาพ

ตั้งยุทธศาสตร์ในแต่ละระดับการเติบโต ไม่ว่าจะเป็นกลุ่มสตาร์ตอัพเอสเอ็มอี มุ่งเน้นการถ่ายทอดความรู้ ฝึกปฏิบัติในการจัดทำแผนธุรกิจ บ่มเพาะ จัดกิจกรรมนำเสนอแผนธุรกิจของผู้ประกอบการ เป้าหมายเพื่อแสวงหาโอกาสทางการเงิน…การเข้าถึงแหล่งเงินทุน เพิ่มศักยภาพให้สูงขึ้นไปอีกระดับ

ถัดมา…กลุ่ม SMEs ที่มีศักยภาพเป็นกลไกขับเคลื่อนเศรษฐกิจแห่งอนาคต จะต้องสร้างความเข้มแข็ง เพิ่มผลิตภาพให้กับผู้ประกอบการ ด้วยนวัตกรรม เพิ่มมูลค่าให้กับ “สินค้า” และ “บริการ” รวมทั้งส่งเสริม ให้ใช้ระบบอัตโนมัติ การใช้หุ่นยนต์เข้ามาช่วยในกระบวนการผลิต

สุดท้าย…กลุ่ม SMEs ที่ต้องการความช่วยเหลือหรืออยู่ในช่วงฟื้นตัว ภาครัฐจะให้การสนับสนุนจัดอบรมการจัดทำแผนฟื้นฟูกิจการ ให้คำปรึกษาแนะนำในด้านต่างๆ รวมถึงเชื่อมโยงกับธุรกิจที่ประสบความสำเร็จในแต่ละสาขา บูรณาการร่วมกันระหว่างนักธุรกิจที่เป็นภาคเอกชน สถาบันการศึกษา สถาบันการเงิน เพื่อผลักดันให้ประเทศไทยสามารถขยับสู่การเป็นประเทศรายได้สูงภายในปี 2579

“การที่จะผลักดันการเจริญเติบโตทางด้านเศรษฐกิจของประเทศอย่างก้าวกระโดด วิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมหรือ SMEs ถือเป็นส่วนสำคัญในการขับเคลื่อนให้เกิดการเปลี่ยนแปลง”

เดินหน้าไปสู่การเป็น SMEs 4.0

ปัญหามีว่า จะทำอย่างไรจึงจะยกระดับอุตสาหกรรมและวิสาหกิจไทยให้ก้าวเดินหน้าต่อไปได้…พร้อมเติบโตไปในกระแสเศรษฐกิจยุคใหม่ ได้อย่างมีศักยภาพ?

สมชาย ย้ำว่า เรามีแนวคิดเรื่อง Intelligent SMEs หรือเอสเอ็มอีอัจฉริยะพยายามใช้เทคโนโลยีใหม่ๆเข้ามาช่วย ซึ่งจะมีสองส่วนด้วยกันคือกับกลุ่มเอสเอ็มอีอัจฉริยะที่ทำธุรกิจเกี่ยวกับเรื่องไอทีกับเอสเอ็มอีในส่วนที่ใช้นวัตกรรมต่างๆเป็นตัวช่วยในเรื่องของการดำเนินการ นับตั้งแต่เรื่องการตลาด การผลิต หรือการจัดการเกี่ยวกับเรื่องวัตถุดิบ “เวลาที่ติดต่อซื้อขายวัตถุดิบเราก็สามารถบอกได้ว่าความต้องการของลูกค้าที่มาต้องการสินค้าประเภทใด ลูกค้าก็สามารถเข้ามาติดต่อบอกผ่านระบบออนไลน์ได้อย่างสะดวกรวดเร็ว สั่งตรงไปยังบริษัทผู้ผลิตวัตถุดิบนั้นๆทันทีว่ามีความต้องการสีไหน แบบไหน อย่างไร”

เสร็จแล้ว…กระบวนการผลิตก็ทำการควบคุมโดยระบบอัตโนมัติต่างๆ เสริมด้วยระบบไอทีเข้ามาจัดการ หัวใจสำคัญก็คือ ไม่ต้องใช้คนมาก ลงลึกไปถึงการติดต่อกับซัพพลายเออร์จะมีการผลิตสินค้าประเภทนี้อย่างนี้…ฉะนั้นวัตถุดิบจะต้องมีอะไรบ้าง เป็นการบริหารจัดการภายใต้ระบบอัตโนมัติ

เป็นการติดต่อกันระหว่างลูกค้า ผู้ผลิต แหล่งวัตถุดิบ…

อีกหัวใจสำคัญที่ต้องพูดถึง “การจัดการบริหารภายใน” เช่น การสั่งซื้อ ระบบสินค้าคงคลัง การจัดการบัญชี ก็จะมีซอฟต์แวร์ โปรแกรมต่างๆเข้ามาช่วยดูแล ถึงวันนี้มีซอฟต์แวร์ตัวช่วยเข้ามาเยอะมาก ไม่ว่า จะเป็นแอพพลิเคชั่นต่างๆที่กระทรวงอุตสาหกรรมนำมาดาวน์โหลดให้ใช้กันแล้ว 6-7 แอพ โหลดใช้ได้ฟรีทั้งหมด

โครงการ Intelligent SMEs หรือ เอสเอ็มอีอัจฉริยะ จำนวน 125 รายที่ถูกคัดเลือก จะได้รับการติดอาวุธนำเทคโนโลยีใหม่ๆเข้ามาใช้ดำเนินการจัดการในธุรกิจของตัวเอง ถอดบทเรียนจากประสบการณ์จริง นำมาถ่ายทอดกระตุ้นให้เกิดความคิดสร้างสรรค์ สร้างแรงบันดาลใจ ในการทำธุรกิจ สร้าง…SMEs เลือดใหม่

“วันนี้เรามองการเติบโตผลกระทบจากโลกออนไลน์ สิ่งสำคัญอย่างแรกเลยก็คือโอกาสที่เปิดกว้าง เชื่อมการผลิต การติดต่อ การตลาดออนไลน์…ผู้ประกอบการเองต้องเข้าใจ เข้าร่วม เพื่อเพิ่มศักยภาพของตนเอง มีความพร้อมไหม และพร้อมขนาดไหน”

ขายได้แล้ว ต้องรู้ด้วยว่าจะส่งอย่างไร ทุกอย่างมีต้นทุน ที่สำคัญ …ต้องมีสินค้าพร้อมส่ง ฉะนั้นผู้ประกอบการต้องเข้าใจ สำหรับเอสเอ็มอีอัจฉริยะก็ต้องพร้อมเรื่องการฝึกอบรมการใช้ระบบไอทีต่างๆเพื่อลดต้นทุน เพิ่มประสิทธิภาพที่หลากหลาย ติดตามเพิ่มเติมได้ที่เว็บไซต์กรมส่งเสริมอุตสาหกรรม www.dip.go.th

ในอดีตที่ผ่านมาเอสเอ็มอีไทยมีจุดอ่อนอย่างไร วันนี้ต้องเพิ่มจุดแข็ง ปรับตัวให้ดำรงคงอยู่ได้ในกระแสโลกที่เปลี่ยนแปลง สมชาย มองว่า เอสเอ็มอีบ้านเราโดยทั่วไปจะมีหลายส่วน ที่ค่อนข้างทันสมัย ผู้ประกอบการที่มีความพร้อมรอบด้านจะปรับตัวเองได้ดีอยู่แล้ว เอาตัวรอด ได้ไม่ยากปรับตัวได้เร็ว

“หลายคนที่ประสบความสำเร็จไม่ใช่ว่าเขาเก่งอย่างเดียว หากแต่มีความขยันมาก รู้จักหาความรู้เพิ่มเติมอยู่เรื่อยๆ รู้ให้เท่าทันการเปลี่ยนแปลงเพื่อการปรับตัว ส่วนที่มีปัญหา…ข้อติดขัดบางทีเขาอาจจะไม่รู้เรื่องในตัวธุรกิจทั้งหมดก็ได้ แม้ว่าตัวสินค้าผลิตดี แต่อาจไม่ถูกตลาด”

ที่เห็นๆกันอยู่ ธุรกิจสตาร์ตอัพ ราว 10 เปอร์เซ็นต์เท่านั้นที่ประสบความสำเร็จผลิตสินค้าดี ถูกต้องตามตลาด ที่เหลืออีก 90 เปอร์เซ็นต์ไม่ใช่ว่าตัวผู้ประกอบการไม่ดี หากแต่การตลาดยังเป็นปัญหา

“สินค้าดี แต่ขายไม่ได้ ต้องอาศัยความเข้าใจ เข้าถึง…การตลาดเป็นเรื่องใหญ่ของธุรกิจเอสเอ็มอี รองลงมาก็เป็นเรื่องการบริหารระบบจัดการภายใน บางที่แยกไม่ออกระหว่างเงินส่วนตัว…เงินธุรกิจ…เงินหมุน ระบบบัญชีไม่รู้ต้นทุนตัวเองที่แท้จริงเป็นเท่าไหร่ ไม่มีข้อมูลประเมินจุดตัดสินใจทางธุรกิจได้ว่าต้องหยุดหรือว่าไปต่อ”

เอสเอ็มอีอัจฉริยะ (Intelligent SMEs) ความสำเร็จจะเกิดขึ้นได้ต้องเริ่มจาก “ตัวผู้ประกอบการ” ต้องเข้าใจในเรื่องธุรกิจ …มีใจเป็นนักธุรกิจให้ได้ ต้องรู้อะไร ทำอย่างไรบ้าง ที่สำคัญในยุคโลกหมุนเร็วอย่างวันนี้ ต้องรับการเปลี่ยนแปลงอย่างต่อเนื่องอยู่ตลอดเวลา ไม่อย่างนั้นก็อยู่ยาก.

 

ดันไทยศูนย์กลางอากาศยานภูมิภาค ทุ่ม 4 แสนล้านท้าชนสิงคโปร์-ฮ่องกง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 7 มี.ค. 2560 05:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/876507


นายอุตตม สาวนายน รมว.อุตสาหกรรม ได้แถลงข่าวพร้อมนายกอบศักดิ์ ภูตระกูล ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี หลังการประชุมคณะกรรมการบริหารราชการแผ่นดินเชิงยุทธศาสตร์ ซึ่งอยู่ภายใต้คณะกรรมการบริหารราชการแผ่นดินตามกรอบการปฏิรูปประเทศ ยุทธศาสตร์ชาติ และการสร้างความสามัคคีปรองดอง (ป.ย.ป.) ที่มีนายกรัฐมนตรีเป็นประธาน ว่า ที่ประชุมเห็นชอบแนวทางการพัฒนาอุตสาหกรรมอากาศยานของไทยให้ก้าวสู่การเป็นศูนย์กลางอากาศยานของภูมิภาคได้จริง ทั้งด้านการขนส่งคน ขนส่งสินค้า และการซ่อมสร้างชิ้นส่วนอากาศยานโดยให้มีคณะกรรมการนโยบายพัฒนาอุตสาหกรรมอากาศยาน ขึ้นมาขับเคลื่อนการทำงานอย่างเป็นระบบและบูรณาการระหว่างหน่วยงาน

ด้านนายกอบศักดิ์เปิดเผยว่าแผนพัฒนาอุตสาหกรรมอากาศยานประกอบด้วย 3 ส่วน คือ 1. การพัฒนาสนามบินไทยให้เป็นศูนย์กลางการบินไม่น้อยหน้าสิงคโปร์และฮ่องกง 2.การพัฒนาอุตสาหกรรมขนส่งสินค้า 3. การพัฒนาอุตสาหกรรมซ่อมสร้างอากาศยาน เนื่องจากมีความสำคัญกับประเทศอย่างมาก โดยการพัฒนาสนามบินในระยะ 10 ปีจากนี้ มีแผนลงทุนรวม 406,000 ล้านบาท ใช้ทั้งงบประมาณ และเปิดให้เอกชนร่วมลงทุนกับรัฐภายใต้ระบบ PPP เพื่อขยายขีดความสามารถรองรับผู้โดยสารของสนามบินในประเทศ 39 สนามบิน จากปัจจุบันที่ 130 ล้านคนต่อปี เป็น 277 ล้านคน แบ่งเป็นการลงทุนในสนามบินหลัก 320,000 ล้านบาท เพิ่มขีดความสามารถรองรับผู้โดยสารจาก 78 ล้านคนต่อปี เป็น 160 ล้านคน โดยสนามบินสุวรรณภูมิจะมีการลงทุน 130,000 ล้านบาท เพิ่มความสามารถรองรับผู้โดยสารจาก 45 ล้านคน เป็น 90 ล้านคน สนามบินอู่ตะเภาลงทุน 140,000 ล้านบาท รองรับผู้โดยสารจาก 3 ล้านคน เป็น 30 ล้านคน และสนามบินดอนเมืองจาก 30 ล้านคนเป็น 40 ล้านคน

รวมทั้งลงทุนสนามบินขนาดกลาง 70,000 ล้านบาท และลงทุนสนามบินขนาดเล็ก 16,000 ล้านบาท ทั้งนี้จะให้เอกชนเข้ามาลงทุนในสนามบินภูมิภาค 11 แห่ง ส่วนการส่งเสริมให้ไทยเป็นศูนย์กลางขนส่งสินค้า เพื่อเพิ่มการขนส่งสินค้าจาก 1.3 ล้านตันต่อปีให้เป็น 3 ล้านตัน เนื่องจากธุรกิจอี-คอมเมิร์ซ โตถึง 36% จึงจะเร่งทำเขตปลอดอากรและปลดล็อกกฎหมายที่ทำให้ไทยสู้กับฮ่องกงและสิงคโปร์ไม่ได้ ส่วนการเป็นศูนย์ซ่อมสร้างอุตสาหกรรมชิ้นส่วนอากาศยาน จะใช้พื้นที่สนามบินอู่ตะเภากว่า 600 ไร่ ใหญ่กว่าศูนย์ซ่อมสร้างอากาศยานของสิงคโปร์ ซึ่งจะให้ต่างชาติถือหุ้นได้มากกว่า 51% และมีอำนาจบริหารด้วย จากปัจจุบันให้เฉพาะคนไทยเท่านั้น.

 

กังวลเฟดขึ้นดอกเบี้ย หุ้นไทยปิดร่วง 12.59 จุด ซื้อขาย 38,747.80 ล้าน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 6 มี.ค. 2560 18:15

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/876115


หุ้นไทยปิดร่วง 12.59 จุด สวนตลาดในภูมิภาค ที่ระดับ 1,553.61 จุด มูลค่าซื้อขาย 38,747.80 ล้าน คาดกังวลเฟดจ่อขึ้นดอกเบี้ย…

เมื่อวันที่ 6 มี.ค. ตลาดหุ้นไทยปิดการซื้อขายในแดนลบ สวนตลาดภูมิภาคที่ส่วนใหญ่ปรับขึ้น โดยร่วงลง 12.59 จุด หรือ 0.80% ปิดที่ 1,553.61 จุด มูลค่าซื้อขาย 38,747.80 ล้านบาท โดยตลอดทั้งวันดัชนีหุ้นไทยแกว่งไซด์เวย์ในกรอบแคบ แตะระดับสูงสุดที่ 1,564.89 จุด และต่ำสุดที่ 1,550.98 จุด คาดนักลงทุนกังวลธนาคารกลางสหรัฐ หรือเฟด จะปรับขึ้นดอกเบี้ยในการประชุมวันที่ 14-15 มี.ค.นี้

สำหรับหลักทรัพย์ที่มีมูลค่าการซื้อขาย 5 อันดับแรก ได้แก่ บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) บริษัท กรุ๊ปลีส จำกัด (มหาชน) บริษัท ท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน) บริษัท ซีพี ออลล์ จำกัด (มหาชน) และบริษัท แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส จำกัด (มหาชน).

 

สรรพากร ปรับแผนรีดภาษี-แย้มทายาทนักการเมือง จ่อเสียภาษีมรดก คนแรก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 6 มี.ค. 2560 17:36

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/876096


สรรพากร ทำแผนเพิ่มความเข้มจัดเก็บภาษี ไล่บี้ผับ บาร์ ยันขายสินค้าออนไลน์ เตือนเอสเอ็มอี ทำบัญชีเดียวให้ถูกต้อง เผยมีผู้ยื่นภาษีบุคคลธรรมดาปี 59 แล้ว 3 ล้านราย แย้มทายาทนักการเมือง ประเดิมเสียภาษีมรดกรายแรกของไทย…

เมื่อวันที่ 6 มี.ค. นายประสงค์ พูนธเนศ อธิบดีกรมสรรพากร เปิดเผยว่า ได้จัดทำแผนเพิ่มประสิทธิภาพการจัดเก็บภาษีและนำเสนอให้กระทรวงการคลังได้พิจารณาแล้ว ซึ่งแผนดังกล่าวจะมีความเข้มงวดมากขึ้น เช่น การส่งเจ้าหน้าที่ลงพื้นที่สำรวจสถานประกอบการที่เปิดให้บริการช่วงกลางคืน ทั้งร้านอาหาร ผับ บาร์ โดยจะให้เจ้าหน้าที่เข้าไปใช้บริการและขอใบกำกับภาษีจากร้านค้าต่างๆ ว่าถูกต้องหรือไม่ หากไม่ถูกต้องจะเข้าทำการตรวจสอบการเสียภาษีให้ถูกต้องสอดคล้องกับความเป็นจริง

นอกจากนี้ ยังเสนอแผนการเก็บภาษีการซื้อขายสินค้าผ่านออนไลน์ (E-Commerce) ซึ่งกรมสรรพากรเพิ่งซื้อระบบมาได้ระยะหนึ่ง โดยสามารถตรวจสอบได้ว่าเว็บไซต์ใดมีคนเข้าไปดูและทำการซื้อขายมากที่สุด โดยจะเข้าไปทำการสั่งซื้อสินค้า เพื่อตรวจสอบว่ามีการออกใบกำกับภาษีและเสียภาษีครบถ้วนหรือไม่ ซึ่งการเพิ่มประสิทธิภาพนี้จะทำให้การเก็บภาษีในปีงบประมาณ 2560 ได้ตามเป้าหมาย 1.86 ล้านล้านบาท จากการเก็บภาษีในรอบ 5 เดือนแรกที่ผ่านมาต่ำกว่าเป้าหมายอยู่ 6 พันล้านบาท

ทั้งนี้ที่ผ่านมาได้เพิ่มประสิทธิภาพการเก็บภาษี โดยให้ผู้ประกอบการทำบัญชีเดียว ซึ่งช่วง 1 ปีที่ผ่านมา ทำให้การเก็บภาษีมูลค่าเพิ่มของผู้ประกอบการ SMEs ที่มีรายได้ไม่เกิน 30 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 4% และการเก็บภาษีมูลค่าเพิ่มผู้ประกอบการที่มีรายได้เกิน 500 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 3%

พร้อมเตือนผู้ประกอบการ SMEs ที่ยังไม่ทำบัญชีเดียวให้รับดำเนินการให้ถูกต้อง เพราะปัจจุบันมีผู้ประกอบการ SMEs อยู่ 2.6 ล้านราย มีการทำบัญชีเดียว 1 ใน 3 เท่านั้น ที่เหลืออีก 2 ใน 3 ยังมีหลายบัญชี ซึ่งไม่เป็นผลดีกับผู้ประกอบการ เพราะในปี 2562 ผู้ประกอบการที่ขอกู้เงินจากธนาคารพาณิชย์ต้องใช้บัญชีงบการเงินที่ยื่นให้กรมสรรพากรตรวจสอบใช้เป็นหลักฐานยื่นขอเงินกู้กับธนาคารพาณิชย์

สำหรับการขอคืนภาษีบุคคลธรรมดาของรายได้ที่เกิดขึ้นในปี 2559 คาดว่าจะสูงถึง 4 หมื่นล้านบาท หรือสูงกว่าปีที่ผ่านมา 1 หมื่นล้านบาท เนื่องจากรัฐบาลได้ออกมาตรการลดหย่อนภาษีหลายอย่าง เช่น ภาษีช็อปช่วยชาติ ภาษีเที่ยวทั่วไทย ปัจจุบันมีผู้ยื่นภาษีมาแล้ว 3 ล้านราย มีผู้ขอคืนภาษี 1.7 ล้านราย มีการคืนภาษีผ่านระบบพร้อมเพย์ไปแล้ว 7 แสนราย และคืนภาษีโดยการออกเช็ค 7 หมื่นราย และยังอยู่ระหว่างการตรวจสอบขอเอกสารเพิ่มเติมอีก 5 แสนราย โดยผู้ที่ยื่นแบบภาษีบุคคลธรรมดา 90% ยื่นทางอินเทอร์เน็ต และอีก 10% ยื่นเป็นกระดาษ

ส่วนการจัดเก็บภาษีมรดก ซึ่งมีผลบังคับใช้ตั้งแต่ 1 ก.พ. 2559 มีทรัพย์ 5 ประเภทที่ต้องเสียภาษีมรดก คือ อสังหาริมทรัพย์, หลักทรัพย์, เงินฝาก, ยานพาหนะ และทรัพย์สินทางการเงินอื่นๆ ตามที่กฎหมายกำหนด สำหรับอัตราการเก็บภาษีมรดก หากเป็นบุพการีหรือผู้สืบสันดานเสียภาษีอัตรา 5% จากการรับมรดกส่วนที่เกิน 100 ล้านบาท แต่หากไม่ใช่จะเสียภาษีอัตรา 10% จากการรับมรดกส่วนที่เกิน 100 ล้านบาท

พร้อมระบุขณะนี้มีทายาทของผู้ใหญ่ในบ้านเมืองคนหนึ่งที่เสียชีวิตในช่วงที่ผ่านมา ได้แจ้งกับกรมสรรพากรเพื่อจะเสียภาษีการรับมรดก ซึ่งยังไม่ทราบเม็ดเงินภาษีที่จะเก็บได้ เพราะต้องรอจนกว่ามีการรับมรดกเกิดขึ้นจริง โดยถือว่าเป็นการเก็บภาษีมรดกรายแรกของประเทศไทย.

 

บสย.ติวเข้มการประเมินเทคโนโลยีค้ำประกันสินเชื่อกลุ่มนวัตกรรม

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 6 มี.ค. 2560 16:53

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/876032


บสย. ร่วมติวเข้มการประเมินเทคโนโลยีกับ KOTEC เดินหน้าช่วยผู้ประกอบการกลุ่มเทคโนโลยีและนวัตกรรมให้สามารถเข้าถึงแหล่งเงินทุน…

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นายนิธิศ มนุญพร กรรมการและผู้จัดการทั่วไป บรรษัทประกันสินเชื่ออุตสาหกรรมขนาดย่อม (บสย.) นายวิเชษฐ วรกุล รองผู้จัดการทั่วไป สายงานธุรกิจ บสย. และคณะต้อนรับ นางสุวิภา วรรณสาธพ รองผู้อำนวยการสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) และ Dr. Yi Hyungseung รองผู้อำนวยการหน่วยงาน Korea Technology Finance Corporation (KOTEC) พร้อมทีมงานผู้เชี่ยวชาญจากประเทศเกาหลี ในโอกาสเดินทางมาประเทศไทย เพื่อร่วมประชุมแนวทางการปรับปรุงเครื่องมือการประเมินเทคโนโลยี (TTRS) สำหรับนำไปสู่การพัฒนา Technology Rating Grade หรือ TRG เพื่อเป็นอีกหนึ่งเครื่องมือในการช่วยเหลือผู้ประกอบการกลุ่มเทคโนโลยีและนวัตกรรมให้สามารถเข้าถึงแหล่งเงินทุน ในโครงการ Knowledge Sharing Program หรือ KSP ระยะที่ 2 ซึ่งมีระยะเวลาการดำเนินโครงการตั้งแต่เดือน ส.ค. 2559 ถึง ก.ค. 2560

สำหรับการเดินทางมาประเทศไทยของทีมผู้เชี่ยวชาญจากประเทศเกาหลี เป็นการมาประชุมครั้งที่ 3 เพื่อแนะนำกระบวนการปรับปรุงปัจจัยในการประเมินเทคโนโลยี การเก็บและวิเคราะห์ข้อมูลความเสี่ยงด้านสภาพแวดล้อมสำหรับนำไปสู่การออกเกรด TRG ร่วมกันกับ บสย. และ สวทช. รวมทั้งแนะนำรูปแบบโครงการค้ำประกันและการประเมินเทคโนโลยีที่เหมาะสมสำหรับประเทศไทย

โครงการ KSP เป็นโครงการถ่ายทอดองค์ความรู้ และประสบการณ์ในการพัฒนาแนวทางการประเมินมูลค่าเทคโนโลยี และแนะนำรูปแบบโครงการค้ำประกันสินเชื่อสำหรับผู้ประกอบการกลุ่มเทคโนโลยีและนวัตกรรม โดย บสย. เริ่มโครงการนี้มาตั้งแต่ปี 2558 โดยดำเนินการร่วมกับ สวทช. และได้รับการสนับสนุนด้านองค์ความรู้จากประเทศเกาหลีใต้ ในการพัฒนาเครื่องมือการประเมินเทคโนโลยี หรือ Thai Technology Rating System (TTRS) ซึ่งจะดำเนินการควบคู่กับโครงการค้ำประกันสินเชื่อของ บสย. เพื่อช่วยเหลือผู้ประกอบการ SMEs ที่มีเทคโนโลยีและนวัตกรรมให้สามารถเข้าถึงแหล่งเงินทุนได้มากขึ้นในอนาคต.

 

สรรพสามิต แจงรอราชกิจจาฯ ขึ้นภาษีเหล้า-บุหรี่ ชง รบ.ชี้ขาดอัตราใหม่

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 6 มี.ค. 2560 14:57

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/875836


อธิบดี เร่งทำความเข้าใจ-ชงก.ม.ลูก 80 ฉบับ ก่อนพ.ร.บ.สรรพสามิตฉบับใหม่ ประกาศในราชกิจจาฯ แจงปรับอัตราภาษีน้ำเมา คิดจากราคาขายปลีก-ปริมาณแอลกอฮอล์ ชี้อัตราเท่าใด อยู่ที่รัฐบาลชี้ขาด ส่วนยาสูบ ขยายเพดานจาก 3 บาท เป็น 5 บาทต่อมวน…

เมื่อวันที่ 6 มี.ค. 60 นายสมชาย พูลสวัสดิ์ อธิบดีกรมสรรพสามิต กล่าวว่า จะเร่งทำความเข้าใจกับประชาชนและผู้ประกอบการบางส่วนที่ยังเกิดความเข้าใจคลาดเคลื่อนจากการเตรียมประกาศใช้กฎหมายสรรพสามิตฉบับใหม่ จะไม่ได้ทำให้ภาระภาษีของสินค้าแต่ละชนิดเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ แม้จะมีการปรับเพิ่มเพดานภาษี และวิธีการคำนวณอัตราภาษีก็ตาม โดยกำหนดสินค้าและบริการที่จะต้องเสียภาษีสรรพสามิตไว้ตามเดิม อาทิ น้ำมันและผลิตภัณฑ์น้ำมัน, รถยนต์, ไนต์คลับและดิสโก้เธค, ยาสูบหรือยาเส้น, เครื่องดื่ม, สถานอาบน้ำและอบตัวและนวด และสุรา เป็นต้น

ทั้งนี้ ภาษีสรรพสามิตยาสูบ ได้ขยายเพดานอัตราภาษีใหม่ จากเดิมจัดเก็บตามมูลค่าร้อยละ 90 หรือคิดตามปริมาณ 3 บาทต่อมวน แต่ได้เพิ่มด้านปริมาณ 5 บาทต่อมวน และยังได้ปรับคำนิยามใหม่ กรณีจัดเก็บภาษีสรรพสามิตสถานบริการ ประกอบด้วย 3 องค์ประกอบ คือ เปิดเพลง มีสถานที่เต้นรำ และต้องปิดหลังเที่ยงคืน หากเข้าข่าย 3 กรณีดังกล่าวต้องเสียภาษีสรรพสามิต และการขอใบอนุญาตจำหน่ายสุรา สถานศึกษา ศาสนสถาน หากตั้งกิจการก่อนคำสั่ง คสช.ประกาศบังคับใช้ยังจำหน่ายได้ แต่ไม่อนุญาตรายใหม่เพิ่มเติม สำหรับสถานบริการอาบอบนวด หรือสปา ต้องไม่มีห้องน้ำในห้อง หากมีห้องน้ำต้องเสียภาษีสรรพสามิตอาบอบนวด และเตรียมพิจารณานำคำสั่ง คสช.ที่สำคัญออกกฎหมายลูกเพิ่มเติม

อย่างไรก็ตาม ขณะนี้ร่าง พ.ร.บ.สรรพสามิตฉบับใหม่ อยู่ระหว่างรอประกาศในราชกิจจานุเบกษา และเมื่อ พ.ร.บ.สรรพสามิตมีผลบังคับใช้หลังประกาศ 180 วัน จึงเตรียมเสนอกฎหมายลูก 80 ฉบับเพื่อประกาศบังคับในการกำหนดอัตราภาษีจริง ดังนั้นผู้ประกอบการจึงต้องปรับตัวรองรับการกำหนดอัตราจริง เนื่องจากกฎหมายแม่กำหนดเพดานใหม่ รองรับการจัดเก็บภาษีสรรพสามิตในอีก 20 ปี ข้างหน้า คาดว่าจะมีความชัดเจนในไม่ช้า

สำหรับการคำนวณจัดเก็บใหม่ ได้เปลี่ยนวิธีการจัดเก็บภาษีจากฐานราคาหน้าโรงงาน ราคาขายส่งช่วงสุดท้ายสำหรับสินค้าประเภทสุรา เบียร์ และราคาสำแดงนำเข้า (CIF) เปลี่ยนมาเป็นการคำนวณจากฐานราคาขายปลีก หรือราคาแนะนำช่วงสุดท้าย ควบคู่กับการคำนวณจากปริมาณแอลกอฮอล์ จะทำให้การจัดเก็บภาษีมีความเป็นธรรมมากขึ้น ส่วนอัตราการจัดเก็บแท้จริง ต้องมาดูในรายละเอียดอีกครั้งว่าควรอยู่เท่าใด ขึ้นกับนโยบายของรัฐบาลจะเป็นผู้กำหนดให้เกิดความเหมาะสมผ่านมติ ครม. ที่จะอนุมัติประกาศกระทรวงการคลัง และในอนาคตจะมีการปรับขึ้นอัตราการจัดเก็บภาษีหรือไม่ ให้เป็นเรื่องของฝ่ายนโยบายพิจารณา

“ปัจจุบันอยู่ระหว่างการหารือกับภาคเอกชนเป็นรายสินค้า รวมถึงสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) และสภาหอการค้าไทย เพื่อเตรียมกำหนดแผนการทำงานร่วมกันภายหลังจากร่าง พ.ร.บ.สรรพสามิตฉบับใหม่ ได้รับการโปรดเกล้าฯ ให้บังคับใช้ เพื่อทำความเข้าใจกับผู้ประกอบการ พร้อมทั้งจัดพิมพ์รายละเอียดของกฎหมายฉบับใหม่ที่เข้าใจง่ายทั้งภาษาไทยและภาษาอังกฤษแจกให้กับผู้ประกอบการ พร้อมทั้งเตรียมเดินสายชี้แจงกับผู้ประกอบการทั่วประเทศด้วย”

ส่วนการจัดเก็บภาษีของกรมสรรพสามิตในช่วง 5 เดือนแรกของปีงบประมาณ 2560 (ต.ค. 59 – ก.พ. 60) มีรายได้รวมอยู่ที่ 2.19 แสนล้านบาท ต่ำกว่าเป้าหมายราว 2 พันล้านบาท เนื่องจากภาพรวมการบริโภคเกิดความซบเซาในช่วงเดือน ต.ค. 59 ในช่วงสถานการณ์สำคัญของประเทศ อีกทั้งสถานบริการต่างๆ หยุดทำการ แต่เชื่อว่าจากแนวโน้มเศรษฐกิจที่ขยายตัวได้อย่างต่อเนื่อง จะสนับสนุนให้ภาพรวมการจัดเก็บรายได้ของกรมฯ ในปีงบประมาณนี้เข้าเป้าหมายที่ 5.55 แสนล้านบาท อีกทั้งกรมฯ ได้จัดทำแผนเพิ่มประสิทธิภาพการจัดเก็บภาษี ซึ่งตั้งเป้าหมายเพิ่มการจัดเก็บรายได้ขึ้น 5-10% ด้วย.

 

ธปท.เคาะพร้อมเพย์นิติบุคคลโอนเงินค่าธรรมเนียมสูงสุด ไม่เกิน 15 บาท

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 6 มี.ค. 2560 10:52

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/875537


ธนาคารแห่งประเทศไทย สรุปอัตราค่าธรรมเนียมโอนเงินพร้อมเพย์ ระหว่างนิติบุคคลกับนิติบุคคล เกิน 1 แสน คิดอัตราสูงสุด 15 บาท ระบุ หากเป็นบุคคลธรรมดาโอนให้นิติบุคคลให้ใช้อัตราเดียวกับบุคคลทั่วไป ย้ำ มีผลทันที

วันที่ 6 มี.ค.ธนาคารแห่งประเทศไทย หรือ ธปท. ได้ประกาศการคิดอัตราค่าธรรมเนียมการโอนเงินระหว่างนิติบุคคลผ่านระบบพร้อมเพย์ โดยกำหนดให้การโอนเงินระหว่างนิติบุคคลกับนิติบุคคล หากไม่เกิน 100,000 บาท คิดค่าธรรมเนียมไม่เกิน 10 บาทต่อรายการ และกรณีที่โอนเงินมากกว่า 100,000 บาทขึ้นไปให้คิดค่าธรรมเนียมได้ไม่เกิน 15 บาทต่อรายการ

ขณะที่ในส่วนของบุคคลธรรมดาหากโอนเงินให้กับนิติบุคคลที่ลงทะเบียนพร้อมเพย์จะคิดค่าธรรมเนียมในอัตราเดียวกับการโอนเงินระหว่างบุคคลกับบุคคล คือ กรณีโอนเงินไม่เกิน 5,000 บาท ไม่คิดค่าธรรมเนียม ส่วนกรณีที่โอนเงินระหว่าง 5,000-30,000 บาท คิดค่าธรรมเนียมไม่เกิน 2 บาทต่อรายการ กรณีโอนเงินระหว่าง 30,001-100,000 บาท คิดค่าธรรมเนียมไม่เกิน 5 บาทต่อรายการ และกรณีที่โอนเงินมากกว่า 100,000 บาทขึ้นไป คิดค่าธรรมเนียมไม่เกิน 10 บาทต่อรายการ

โดยอัตราค่าธรรมเนียมใหม่ มีผลตั้งแต่วันที่ 1 มีนาคม 2560 ที่ผ่านมา ดังนั้นถ้านิติบุคคลดังกล่าวนำเลขทะเบียนนิติบุคคล หรือเลขประจำตัวผู้เสียภาษี 13 หลักมาผูกบัญชีกับแบงก์พาณิชย์ ผู้ที่โอนเงินไม่ว่านิติบุคคลรายอื่นหรือบุคคลธรรมดา ก็จะเสียค่าธรรมเนียมในอัตราใหม่ แต่หากนิติบุคคลรายนั้นยังไม่มาผูกบัญชี ผู้ที่โอนเงินมาก็จะเสียค่าธรรมเนียมในอัตราเดิม

สำหรับ ค่าธรรมเนียมการโอนเงิน ระหว่างธนาคารพาณิชย์ในระบบปกติ ปัจจุบันธนาคารพาณิชย์ส่วนใหญ่ เรียกเก็บอยู่ที่ประมาณ 25-35 บาทต่อรายการ