ทองคำเปิดตลาดลดลง 50 บาท รูปพรรณขายบาทละ 21,000

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 6 มี.ค. 2560 09:50

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/875506


ราคาทองวันที่ 6 มี.ค. เปิดตลาดราคาลดลง 50 บาท ทองแท่งรับซื้อบาทละ 20,400 ขายออกบาทละ 20,500 รูปพรรณรับซื้อบาทละ 20,026.36 ขายออกบาทละ 21,000 บาท

เมื่อวันที่ 6 มี.ค. 60 สมาคมค้าทองคำ รายงานราคาทองเปิดตลาดครั้งที่ 1 เมื่อเวลา 09.21 น. ราคาลดลง 50 บาท จากเมื่อวันที่ 4 มี.ค. ส่งผลให้ราคาทองแท่งรับซื้อบาทละ 20,400 บาท ขายออกบาทละ 20,500 บาท รูปพรรณรับซื้อบาทละ 20,026.36 บาท ขายออกบาทละ 21,000 บาท.

 

รัฐเร่งประมูลโครงการอีอีซีใน 8 เดือน สร้างความมั่นใจให้เอกชน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 6 มี.ค. 2560 05:30

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/875392


“คณิศ” เลขาฯอีอีซี เผยโครงการพัฒนาอีอีซีจะเกิดขึ้นได้ รัฐต้องเร่งเครื่องให้เกิดการประมูล 5 โครงการสำคัญ ภายใน 8 เดือนนับจากนี้ โดยใช้วิธีการพีพีพี ฟาส แทรค เป็นการเฉพาะของพื้นที่อีอีซี ซึ่งมาตรา 44 ได้เปิดช่องไว้ให้ทำได้อยู่แล้ว

นายคณิศ แสงสุพรรณ เลขาธิการคณะกรรมการนโยบายการพัฒนาระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก เปิดเผยว่า ภายใต้แผนการพัฒนาระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก (อีอีซี) จะผลักดันการลงทุนอุตสาหกรรมแห่งอนาคตและการลงทุนเพื่อพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน โดยเชิญชวนให้เอกชนเข้ามาลงทุน จากทั้งหมดที่ครอบคลุม 4 โมดูล 15 โครงการ โดยจะใช้เม็ดเงินในการลงทุนไม่ต่ำกว่า 1.5 ล้านล้านบาท ในระยะเวลา 5 ปีนั้น มี 5 โครงการหลักที่เปรียบเสมือนกระดูกสันหลังของอีอีซี ที่ภาครัฐบาลจะต้องเร่งให้เริ่มมีการเปิดประมูลใน 8 เดือนข้างหน้า โดยเฉพาะการอนุมัติขยายสนามบินอู่ตะเภา

ทั้งนี้เพื่อสร้างความมั่นใจให้ภาคเอกชนว่าโครงการอีอีซีจะเกิดขึ้นอย่างแน่นอน ซึ่งจะต้องมีระบบเร่งรัดโครงการให้เอกชนร่วมลงทุนในกิจการของรัฐ (พีพีพี ฟาส แทรค) ของพื้นที่อีอีซีโดยเฉพาะ เพราะจะใช้เวลาในการพิจารณาสั้นกว่าโครงการพีพีพี ฟาส แทรค ทั่วไป ที่ใช้เวลาในการพิจารณาราว 9 เดือน ซึ่ง พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ได้ใช้อำนาจตามมาตรา 44 แห่งรัฐธรรมนูญ (ฉบับชั่วคราว) พ.ศ.2557 เปิดช่องให้ดำเนินการได้ไว้แล้ว

สำหรับ 5 โครงการหลัก ที่จะต้องเสนอต่อที่ประชุมคณะกรรมการระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก (ครศ.) ที่มีนายกรัฐมนตรีเป็นประธานนั้น จะประชุมครั้งแรกภายในเดือน มี.ค.นี้ ประกอบด้วย 1.โครงการพัฒนาสนามบินอู่ตะเภา วงเงิน 200,000 ล้านบาท ซึ่งในระยะ 5 ปีแรก จะต้องเพิ่มอัตราผู้โดยสารจาก 3 ล้านคนเป็น 15 ล้านคน และรองรับผู้โดยสารได้ 60 ล้านคน ภาย 15 ปีข้างหน้า 2.โครงการรถไฟความเร็วสูงกรุงเทพฯ-ระยอง เชื่อมโยงสนามบินพาณิชย์ 3 แห่ง ได้แก่สนามบินดอนเมือง-สุวรรณภูมิ-อู่ตะเภา วงเงินลงทุน 158,000 ล้านบาท

3.โครงการพัฒนาท่าเรือแหลมฉบังระยะที่ 3 วงเงิน 88,000 ล้านบาท 4.โครงการรถไฟทางคู่ เชื่อมโยงท่าเรือ 3 แห่ง เพื่อเพิ่มศักยภาพการขนส่งสินค้าทางราง วงเงิน 64,300 ล้านบาท 5.โครงการพัฒนาเมืองใหม่ ในพื้นที่ 3 จังหวัด เพื่อรองรับการพัฒนาเศรษฐกิจและอุตสาหกรรม ซึ่งในปีนี้จะต้องได้ข้อสรุปเรื่องพื้นที่ และการจัดรูปที่ดิน

“ในระยะ 5 ปีนับจากนี้ไป จะต้องขยายสนามบินอู่ตะเภาให้รองรับผู้โดยสาร จาก 1.5 ล้านคน เป็น 3 ล้านคนแล้ว และรองรับได้ถึง 15 ล้านคนใน 5 ปีข้างหน้า อีกทั้งจะช่วยลดความแออัดของสนามบินสุวรรณภูมิและดอนเมืองได้ด้วย นั่นหมายความว่าในอีก 5 ปีข้างหน้า โครงการรถไฟความเร็วสูงกรุงเทพฯ-ระยอง ที่เชื่อมต่อทั้ง 3 สนามบิน จึงจะทำให้ทั้งโครงการสนามบินอู่ตะเภาและรถไฟความเร็วสูงกรุงเทพฯ-ระยอง ประสบความสำเร็จและไปด้วยกันได้ ซึ่งการพัฒนาโครงการอีอีซีจะทำให้เกิดการพัฒนาเมืองใหม่ เป็นเมืองที่ทันสมัย ประชาชนมีรายได้และคุณภาพชีวิตดีขึ้นอย่างน้อย 3 พื้นที่ ในฉะเชิงเทรา ชลบุรี และระยอง”

สำหรับการลงทุนของภาคเอกชน จะเริ่มเห็นความชัดเจนมากขึ้นตั้งแต่ในปีนี้เป็นต้นไป ขณะนี้เริ่มมีการติดต่อจากนักลงทุนทั้งในและนอกประเทศ ซึ่งมาในรูปแบบของการเจรจากับบริษัทชั้นนำของอุตสาหกรรมต่างๆเพื่อจูงใจให้เข้ามาลงทุน แต่ละแห่งจะไม่เหมือนกัน โดยจะมีการเจรจาตรงเป็นรายๆ เนื่องจากแต่ละบริษัทความต้องการและเงื่อนไขไม่เหมือนกัน ขณะนี้รัฐมีเครื่องมือดึงดูดการลงทุนครบถ้วนแล้ว จึงมั่นใจว่าจะมีบริษัทชั้นนำเข้ามาลงทุนในประเทศไทยเป็นจำนวนมาก.

 

“บินไทย” ยกเครื่องระบบขายตั๋ว

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 6 มี.ค. 2560 05:15

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/875387


นายธีรพล โชติชนาภิบาล รองกรรมการผู้อำนวยการใหญ่สายการพาณิชย์ บริษัท การบินไทย จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า การบินไทยอยู่ระหว่างดำเนินโครงการ “นิว เว็บ แอนด์ โมบาย แพลทฟอร์ม” เพื่อพัฒนาระบบการซื้อขายตั๋วโดยสารผ่านระบบออนไลน์ ทั้งผ่านเว็บไซต์ ผ่านสมาร์ทโฟน เพื่อให้สอดคล้องกับพฤติกรรมของผู้บริโภคในยุคดิจิทัล และอำนวยความสะดวกให้ผู้โดยสารที่ต้องการจองตั๋วการบินไทย ถือเป็นการยกระดับการบริการให้เทียบเท่ามาตรฐานสายการบินระดับโลก อีกทั้งยังจะช่วยกระตุ้นการขายตั๋วผ่านช่องทางออนไลน์ ให้มียอดขายเพิ่มมากขึ้น ตามยุทธศาสตร์การฟื้นฟูกิจการของการบินไทย โดยจะดำเนินโครงการแบบระยะยาว 5 ปี เริ่มตั้งแต่ปี 2560-2564

“การบินไทยจำเป็นต้องยกเครื่องปรับปรุงระบบขายตั๋วโดยสารผ่านช่องทางออนไลน์ครั้งใหญ่ เนื่องจากระบบเดิมไม่ทันสมัย ใช้มานานกว่า 15 ปี และเป็นระบบที่ถูกออกแบบเป็นโปรแกรมสำเร็จรูป เปลี่ยนแปลงแก้ไขเนื้อหาการให้บริการทำได้ยาก หรือหากทำได้ ก็ใช้เวลานาน และมีข้อจำกัดในการเพิ่มศักยภาพ จนมีผลทำให้ไม่สามารถแข่งขันได้กับสายการบินคู่แข่ง ซึ่งขณะนี้การบินไทยอยู่ระหว่างการจัดหาผู้มาวางระบบการขายตั๋วออนไลน์ใหม่ การพัฒนาผลิตภัณฑ์ รูปแบบการให้บริการ และข้อเสนอต่างๆ เพื่อสร้างความพึงพอใจและดึงดูดให้ลูกค้ามาใช้งาน ซึ่งจะเป็นผลดีต่อภาพลักษณ์การให้บริการของการบินไทยด้วย”

นายธีรพลกล่าวต่อว่า การผลักดันให้การบินไทยกลับมาแข็งแกร่งตามยุทธศาสตร์ที่ตั้งไว้นั้น การพัฒนาระบบการจองตั๋วโดยสารออนไลน์ เป็นเรื่องใหญ่และมีความสำคัญมาก เพื่อให้ระบบการจองตั๋วโดยสารมีมาตรฐานทัดเทียมสายการบินระดับโลกอื่นๆ อีกทั้งยังเป็นการสนับสนุนนโยบายไทยแลนด์ 4.0 ของรัฐบาล การส่งเสริมการใช้เทคโนโลยีเข้ามาช่วยพัฒนาการบริหารจัดการองค์กร ขณะเดียวกันการบินไทยก็คาดหวังสิ้นปี 2560 ว่าจะสามารถเพิ่มรายได้จากช่องทางการขายตั๋วโดยสารผ่านช่องทางออนไลน์ให้มากขึ้นเป็น 30% ของรายได้รวม จากปัจจุบันมีรายได้จากการขายผ่านออนไลน์เพียง 20% ของรายได้รวมทั้งหมด.

 

สรรพสามิตแจงปรับขึ้นภาษีเหล้า-เบียร์ ชี้อัตราบนโลกออนไลน์ใช้อีก 20 ปีข้างหน้า

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 6 มี.ค. 2560 05:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/875386


สมชาย พูลสวัสดิ์

นายสมชาย พูลสวัสดิ์ อธิบดีกรมสรรพสามิต เปิดเผยว่า ขณะนี้พระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) สรรพสามิต พ.ศ….ได้ผ่านความเห็นชอบจากสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) แล้ว และอยู่ระหว่างรอลงประกาศในราชกิจจานุเบกษา และเมื่อประกาศในราชกิจจานุเบกษาแล้ว จะมีผลบังคับใช้ในอีก 180 วัน หรืออีก 6 เดือนข้างหน้า โดยในระหว่างนี้กรมสรรพสามิตจะเชิญผู้ประกอบการมาหารือ เพื่อทำความเข้าใจเกี่ยวกับ พ.ร.บ.สรรพสามิตฉบับใหม่นี้

สำหรับกระแสข่าวที่ว่า กรมสรรพสามิตจะปรับขึ้นอัตราภาษีบุหรี่ สุรา และเบียร์นั้น ขณะนี้ยังไม่มีความชัดเจน เพราะ พ.ร.บ.สรรพสามิตฉบับใหม่นั้น มีวัตถุประสงค์เพื่อปรับเปลี่ยนวิธีการจัดเก็บภาษีสรรพสามิตจากราคาหน้าโรงงานมาเป็นราคาขายปลีกแนะนำ ซึ่งแน่นอนว่า วิธีการจัดเก็บภาษีใหม่นี้ จะส่งผลให้ราคาสินค้าแพง แต่เนื่องจากหลักการของกฎหมาย ไม่ได้มีวัตถุประสงค์ที่จะเพิ่มการจัดเก็บรายได้ จึงระบุไว้ในบทแนบท้ายว่า การเปลี่ยนวิธีการจัดเก็บภาษี จะไม่ทำให้ผู้ประกอบการต้องเสียภาษีเพิ่มขึ้น ส่วนอัตราภาษีใหม่ที่ปรากฏอยู่บนโลกออนไลน์นั้น เป็นอัตราภาษีสูงสุดที่วางแผนจะจัดเก็บในอีก 20 ปีข้างหน้า ซึ่งไม่ใช่อัตราที่จัดเก็บจริง เช่น ปัจจุบันภาษีบุหรี่จัดเก็บในอัตราสูงสุดอยู่แล้วที่ 90% ขณะที่อัตราภาษีใหม่ ก็จะจัดเก็บที่ 90% แต่เมื่อเปลี่ยนวิธีการจัดเก็บภาษี และมีการเมื่อเปรียบเทียบแล้ว ผู้ประกอบการจะเสียภาษีแพง ซึ่งกรมสรรพสามิตจะลดอัตราภาษีลง เพื่อไม่ให้เกิดภาระภาษีมากเกินไป.

 

กสร. เร่งช่วยเหลือ 107 ชีวิตบริษัทเอกชน ถูกเลิกจ้าง นัดคุย 6 มี.ค.

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 5 มี.ค. 2560 16:43

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/874996


กสร. เร่งช่วยเหลือ 107 ลูกจ้างบริษัท บริติช-ไทยซินเทติคเท็กสไทล์ อ้อมน้อย สมุทรสาคร ถูกเลิกจ้าง นัดเจรจานายจ้าง 6 มี.ค.

เมื่อวันที่ 5 มี.ค. นายสุเมธ มโหสถ อธิบดีกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน (กสร.) กล่าวถึงกรณีลูกจ้างบริษัท บริติช-ไทยซินเทติคเท็กสไทล์ จำกัด ต.อ้อมน้อย จ.สมุทรสาคร ซึ่งประกอบกิจการตัดเย็บเสื้อผ้า จำนวน 107 คน สัญชาติไทย 85 คน เมียนมา 22 คน มาร้องทุกข์ที่สำนักงานสวัสดิการและคุ้มครองแรงงานจังหวัดสมุทรสาคร เมื่อวันที่ 1 ธ.ค. 60 ที่ผ่านมาว่า บริษัทฯ ได้ประกาศปิดกิจการและเลิกจ้างลูกจ้าง ตั้งแต่วันที่ 1 มี.ค. – พ.ค. 60 และจะจ่ายค่าชดเชยตามกฎหมาย โดยแบ่งจ่าย 8 งวด เริ่มจ่าย 1 ต.ค. 60 เบื้องต้น เจ้าหน้าที่ได้ชี้แจงข้อกฎหมายและแนะนำให้ลูกจ้าง ยื่นคำร้อง คร. 7 เพื่อเรียกร้องค่าชดเชย และค่าจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า

นายสุเมธ กล่าวว่า กสร. ได้ประสานจัดหางานจังหวัดและประกันสังคมจังหวัดมาร่วมชี้แจงสิทธิประโยชน์และขั้นตอนการเรียกร้องสิทธิ ซึ่งลูกจ้างยังไม่ได้ยื่นคำร้อง แต่ขอให้พนักงานตรวจแรงงานติดตามนายจ้างมาเพื่อเจรจาหาข้อยุติร่วมกันก่อน ทั้งนี้ ในวันดังกล่าว ไม่สามารถติดต่อนายจ้างได้ จึงได้ออกหนังสือให้นายจ้าง มาพบในวันจันทร์ที่ 6 มี.ค. 60 ซึ่งจากการประสานกับผู้แทนนายจ้าง ได้แจ้งว่า จะมาพบพนักงานตรวจแรงงาน ในวันดังกล่าวตามนัดหมาย กสร.จะเร่งดำเนินการติดตามเรียกร้องสิทธิตามกฎหมายให้กับลูกจ้างทุกคน โดย บริษัท บริติช-ไทยซินเทติคเท็กสไทล์ จำกัด ได้เลิกจ้างลูกจ้างมาแล้ว 2 ครั้ง จำนวน 300 คน มีการจ่ายค่าชดเชยและค่าจ้างแทน การบอกกล่าวล่วงหน้าให้กับลูกจ้างทั้งหมดแล้ว ซึ่งก็ได้แบ่งจ่ายเป็นงวดเช่นกัน

 

ก.แรงงาน ฝึก ‘บริการบนเรือ’ สร้างอาชีพเป็นลูกเรือสำราญ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 4 มี.ค. 2560 21:25

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/874347


กรมพัฒนาฝีมือแรงงาน กระทรวงแรงงาน จัดสอนหลักสูตร Cruise Ship Academy พนักงานบนเรือสำราญ เพื่อสร้างโอกาสในการทำงานและมีรายได้ที่ดี นำร่องที่สถาบันพัฒนาฝีมือแรงงานนานาชาติ

นายธีรพล ขุนเมือง อธิบดีกรมพัฒนาฝีมือแรงงาน (กพร.) กระทรวงแรงงาน เปิดเผยว่า อาชีพงานบริการบนเรือสำราญ เป็นอาชีพหนึ่งที่น่าสนใจทั้งด้านรายได้และประสบการณ์ อีกทั้งได้ท่องเที่ยวไปยังภูมิภาคต่างๆ ทั่วโลก ผู้ให้บริการจะต้องมีความรู้ความสามารถ ทักษะและทัศนคติในงานบริการ ซึ่งคุณลักษณะเช่นนี้ตรงกับอุปนิสัยของคนไทยที่มีความสุภาพอ่อนโยน ยิ้มแย้มแจ่มใส ปัจจุบันแรงงานด้านนี้ยังขาดแคลนเป็นจำนวนมาก ภายใต้การนำของพลเอก ศิริชัย ดิษฐกุล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน ได้ให้ความสำคัญของการพัฒนาบุคลากรในทุกๆ ด้าน และเป็นไปตาม 8 วาระเร่งด่วน ด้านการส่งเสริมการมีงานทำ และการเพิ่มผลิตภาพแรงงานสู่ไทยแลนด์ 4.0 กรมพัฒนาฝีมือแรงงาน จึงเปิดฝึกอบรมหลักสูตรพนักงานบนเรือสำราญ นำร่องที่สถาบันพัฒนาฝีมือแรงงานนานาชาติ ซึ่งเป็นสถาบันพัฒนาฝีมือแรงงานเทคโนโลยีชั้นสูงด้านโลจิสติกส์ ท่องเที่ยวและบริการ

นายธีรพล กล่าวต่อไปว่า เนื่องจากกระแสการท่องเที่ยวทางเรือกำลังเป็นที่นิยม และมีความต้องการแรงงานด้านนี้เป็นจำนวนมาก กพร.ได้จัดทำหลักสูตร พนักงานบนเรือสำราญ สำหรับการเตรียมตัวเป็นลูกเรือในเรือสำราญ โดยดำเนินการนำร่องที่สถาบันพัฒนาฝีมือแรงงานนานาชาติ ทั้งนี้เป็นไปตามจุดเน้นของภูมิภาค ตลอดจนเป็นหน่วยงานที่มีความพร้อมทั้งสถานที่ วิทยากรฝึก และมีเครือข่ายความร่วมมือ อาทิ สมาคมธุรกิจท่องเที่ยว ผู้ประกอบการด้านโรงแรม นอกจากนี้ยังได้รับความร่วมมือจาก นายสมรัชนะ มูลสาย ซึ่งเป็นผู้มีประสบการณ์ในการทำงานบนเรือสำราญมากว่า 15 ปี มาเป็นที่ปรึกษาจัดทำหลักสูตรและเป็นวิทยากรฝึก การนำร่องฝึกอบรม 10 คนรุ่นแรกนั้น เริ่มฝึกอบรมระหว่างเดือนกุมภาพันธ์-มีนาคม 2560 เป็นการเตรียมความพร้อมให้ผู้เข้าฝึกให้มีความรู้และทักษะ 4 ด้าน ได้แก่ ภาษาอังกฤษ การบริการอาหารและเครื่องดื่ม การเป็นผู้ช่วยกุ๊ก และการทำความสะอาด โดยใช้ภาษาอังกฤษสื่อสารตลอดการฝึกอบรม หลังจากนั้นจะเข้าฝึกงานในโรงแรมอีก 4 เดือน ณ โรงแรมในจังหวัดเชียงรายและเชียงใหม่ จะเข้าฝึกงานระหว่างเดือนเมษายน-กรกฎาคม 2560 ผู้ผ่านการประเมินทั้ง 2 ส่วนจึงจะได้รับใบวุฒิบัตร และสามารถนำไปเป็นหลักฐานในการสมัครงานและสอบเข้าทำงานบนเรือสำราญต่อไป

นายสมรัชนะ กล่าวถึงอาชีพพนักงานบริการบนเรือสำราญว่า อาชีพการทำงานบนเรือสำราญเป็นอีกหนึ่งอาชีพที่มีความเป็นสากลสูงพอๆ กับการทำงานบริการบนเครื่องบินเพราะมีเพื่อนร่วมงานมากกว่า 60 ประเทศทั่วโลก และมีรายได้ค่อนข้างสูง ประมาณ 30,000-50,000 บาท แถมยังได้โอกาสท่องเที่ยวทั่วโลกฟรี ได้ประสบการณ์ สัมผัสวิถีชีวิต ผู้คน สถานที่ วัฒนธรรมทั่วโลก การจะเข้าสู่อาชีพนี้ ต้องมีความพร้อม ไม่ว่าจะเป็นในเรื่องของภาษาอังกฤษ ความรู้ ความสามารถในสาขาในงานที่ทำ รวมทั้งสุขภาพพร้อมที่จะทำงานได้ตลอดระยะเวลาสัญญา ปัจจุบัน ต้องการถ่ายทอดความรู้ ความสามารถ และประสบการณ์ ถ่ายทอดให้ผู้ที่สนใจในอาชีพงานบริการบนเรือสำราญ เพื่อสร้างโอกาสในการทำงานและมีรายได้ที่ดี จึงได้ร่วมกับสถาบันพัฒนาฝีมือแรงงานนานาชาติ เปิดหลักสูตร Cruise Ship Academy ขึ้น เพื่อเตรียมความพร้อมให้กับผู้สนใจ ซึ่งสอดคล้องกับนโยบายไทยแลนด์ 4.0 อีกด้วย

นายณัฐกรณ์ แก้วหล้า อายุ 31 ปี จากจังหวัดลำปาง ปัจจุบันยังว่างงาน กล่าวว่า ตนเองเดินทางมาฝึกอบรม เพราะตั้งใจที่จะไปทำงานบนเรือสำราญ การฝึกอบรมที่ผ่านมา ได้รับความรู้จากวิทยากร และความเอาใจใส่ของของหน่วยงานกรมพัฒนาฝีมือแรงงาน ที่อำนวยความสะดวกทั้งที่พักและวัสดุอุปกรณ์การฝึก และได้กล่าวขอบคุณที่เปิดฝึกอบรมในหลักสูตรนี้ เพราะเปิดโอกาสให้แรงงานมีงานทำ มีรายได้ที่สูงขึ้น และต้องการให้มีการขยายผลการฝึก เพื่อสร้างโอกาสให้กับผู้สนใจในภูมิภาคอื่นต่อไปด้วย ทั้งนี้ กรมพัฒนาฝีมือแรงงานมีเป้าหมายที่จะขยายผลไปยังภูมิภาคอื่นๆ เพื่อพัฒนาทักษะแรงงานให้ตรงตามความต้องการของตลาดแรงงาน ทั้งปริมาณและคุณภาพ

 

เปิดตัว St.Ives สครับจากธรรมชาติ 100 เปอร์เซ็นต์ ยอดขายอันดับหนึ่งจากอเมริกา

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/lady/254689

วันพุธ ที่ 1 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2560, 06.00 น.
มร.อาซีม พูริ ผู้อำนวยการฝ่ายการตลาด บริษัท ยูนิลีเวอร์ อินเตอร์เนชันแนล จำกัด (มหาชน) จัดงานเปิดตัว St.Ives (เซนท์ไอฟ) กับครั้งแรกในประเทศไทย ผลิตภัณฑ์สครับผิวสัญชาติอเมริกันที่มียอดขายอันดับหนึ่งและคงความนิยมในอเมริกาอย่างต่อเนื่องมายาวนานกว่า 35 ปี โดยมี ฌอห์ณ จินดาโชติ มาร่วมท้าพิสูจน์ผิวเนียนนุ่มน่ากัดและแบ่งปันประสบการณ์สุดพิเศษแห่งการบำรุงผิวอย่างล้ำลึกนอกจากนี้ยังมี หนึ่ง-รณภร คณิวิชาภรณ์ มิกโซโลจิสต์ชื่อดังมาร่วมรังสรรค์เมนูน้ำผลไม้ม็อกเทลบน Skin Bar บาร์น้ำผลไม้นานาชนิดสุดพิเศษรวมถึงเซเลบริตี้แถวหน้าของเมืองไทย อาทิ พิมพิศา จิราธิวัฒน์, ปาวา นาคาศัย และ บิวตี้
บล็อกเกอร์ชื่อดังแห่งวงการ มด Cinnamongal มาร่วมเผยเคล็ดลับผิวสวยเนียนนุ่ม ที่ลานหน้าห้างสรรพสินค้าเซ็นทรัลเวิลด์ เมื่อวันก่อน

St.Ives เป็นผลิตภัณฑ์บำรุงผิวหน้าและผิวกายซึ่งคัดสรรส่วนผสมจากสารสกัดจากธรรมชาติ 100 เปอร์เซ็นต์ ไม่ก่อให้เกิดการระคายเคืองต่อผิว ทั้งมอยซ์เจอร์ไรเซอร์และสครับบีดส์ล้วนปราศจากสารพาราเบน (Paraben Free) หรือสารกันเสีย และสารที่ทำให้เกิดอาการแพ้ โดยผ่านการทดสอบอย่างละเอียดจากทีมแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านผิวหนังโดยในครั้งนี้ได้นำผลิตภัณฑ์มาเปิดตัวในงานอย่างมากมายให้สาวๆ ได้สัมผัสประสบการณ์แห่งการบำรุงผิวอย่างล้ำลึกในราคาสุดพิเศษ ไม่ว่าจะเป็นสครับสำหรับผิวหน้า ครีมอาบน้ำ และครีมบำรุงผิวโดยมีรางวัลจาก “Allure Reader Choice Award” มาการันตีคุณภาพ

นอกจากนี้สองสาวเซเลบริตี้ชื่อดังยังเผยเคล็ดลับในการดูแลผิว เริ่มที่สาว แพร์-พิมพิศา จิราธิวัฒน์ เล่าว่า “ใช้ผลิตภัณฑ์ดูแลผิวของ St.Ives มานานตั้งแต่ยังไม่เข้าไทยแล้วค่ะ ที่ชอบที่สุดก็จะเป็นตัวสครับผิวเพราะชอบที่เม็ดสครับละเอียดมากไม่บาดผิว ที่สำคัญกลิ่นยังหอมมากๆ นอกจากนี้ที่สำคัญที่สุดคือแพร์จะไม่ลืมทาครีมกันแดดค่ะ เพราะแสงแดดทำร้ายผิวมาก”

อีกหนึ่งสาวฮอต เบอร์ดี้-ปาวา นาคาศัยกล่าวว่า “เบอร์ดี้เป็นคนชอบสครับผิวมาก ส่วนใหญ่จะเลือกสครับที่อ่อนโยนจะได้สามารถขัดผิวได้บ่อยๆ นอกจากนี้จะเน้นการดูแลผิวจากภายในโดยการดื่มน้ำมะเขือเทศ ออกกำลังกาย และดื่มน้ำเยอะๆ ค่ะ และที่สำคัญคือจะไม่ลืมทาโลชั่นบำรุงผิวทุกวัน และที่สำคัญคือจะไม่ลืมทาโลชั่นบำรุงผิวทุกวันเพราะผิวถูกทำร้ายจากมลภาวะมากมาย เราต้องดูแลตัวเองสม่ำเสมอค่ะ”

และสุดท้ายบล็อกเกอร์ชื่อดัง มด Cinnamongal เล่าถึงวิธีการดูแลผิวให้สวยนุ่มน่ากัด “เป็นแฟนคลับของ St.Ives มานานมาก ถ้ามีโอกาสไปเมืองนอกจะซื้อกลับมาใช้ทุกครั้ง วันนี้ดีใจมากที่มีวางจำหน่ายในเมืองไทยแล้ว ส่วนตัวชอบ St.Ives ที่มีกลิ่นหอมแบบธรรมชาติ วิธีสครับที่ถูกต้องคือให้ขัดผิวเบาๆในลักษณะวนเป็นวงกลมตามเข็มนาฬิกา วิธีนี้จะช่วยให้เซลล์ผิวเก่าหลุดออกได้ง่าย และช่วยการไหลเวียนโลหิตอีกด้วย โดยแนะนำให้ทำอย่างน้อยสัปดาห์ละ 2 ครั้ง ส่วนข้อดีอีกข้อหนึ่งคือแบรนด์นี้ใช้เป็นส่วนผสมของสารสกัดจากธรรมชาติ 100% เวลาเราทาโลชั่นก็สบายใจที่จะไปเล่นกับลูกเพราะไม่ต้องกลัวว่าจะมีสารเคมีไปโดนผิวลูกให้ลูกระคายเคืองค่ะ”

ผู้สนใจสัมผัสกับผลิตภัณฑ์ใหม่ได้แล้ววันนี้

เลือกเครื่องแต่งกายสำหรับเสริม 12 ราศี

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/lady/254690

วันพุธ ที่ 1 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2560, 06.00 น.

ยังอยู่ในบรรยากาศแห่งความสุขเทศกาลตรุษจีน สยามเซ็นเตอร์ เมืองแห่งไอเดียที่ล้ำเทรนด์ ศูนย์รวมแห่งแฟชั่นและงานศิลปะสร้างสรรค์ทุกแขนง จัดงานเปิดนิทรรศการ “12 Lucky Shades 2017” อัพเดตสีมงคลสำหรับเสริม 12 ราศี เสริมความมั่นใจในการเลือก เครื่องแต่งกาย รวมถึงแนะนำสีกระเป๋าสตางค์นำโชคที่จะทำให้เจ้าของรับทรัพย์ตลอดปี โดย “อ.ที่รัก”รัญชน์มัย นิถิสุวัตถิยกุล หมอดูชื่อดังที่ได้รับความไว้วางใจจากเซเลบริตี้มากมาย พร้อมอัพเดตแฟชั่นจับคู่สีมงคล กับแฟชั่นโชว์ 12 ราศี
โดย 4 แฟชั่นกูรูชื่อดัง อภิวัฒน์ ยศประพันธ์, จิรัฏฐ์ ทรัพย์พิศาลกุล, ชำนัญ ภักดีสุข และจิรัฏฐ์ พรพนิตพันธุ์

โดย ชำนัญ ภักดีสุข Creative & Fashion Director นิตยสาร Harper’s Bazaar แนะนำการแต่งกายให้ตรงกับเฉดสีมงคลในราศีมังกรว่า เป็นคนมีความมุ่งมั่นอดทน พร้อมเผชิญปัญหาและแก้ไข ให้มองหาเสื้อผ้าสไตล์คลาสสิก เน้นสีดำ ครีม น้ำตาลซึ่งเป็นสีมงคลประจำราศี ราศีกุมภ์ เป็นคนจริงใจรักใครรักจริงขณะเดียวกันนั้นก็เป็นคนรักอิสระ ดื้อรั้น ความรักความเข้าใจจึงเป็นเรื่องที่สำคัญมากของคนราศีนี้ เสื้อผ้าที่เหมาะจะเป็นแบบแคชชวลแต่ดูดี ใช้สีฟ้า ม่วง และเหลืองมาเสริมความแข็งแกร่ง ราศีมีน เป็นคนเจ้าระเบียบ ใส่ใจในระบบแบบแผนทุกอย่าง การแต่งตัวต้องเนี้ยบ ชุดพอดีตัว ดังนั้นเสื้อผ้าแบรนด์แนมชื่อดัง ตัดเย็บอย่างดีคือสิ่งที่เหมาะกับคนราศีนี้ที่สุด

ด้าน จิรัฏฐ์ ทรัพย์พิศาลกุล Style Director นิตยสาร Vogue แนะนำการแต่งกายให้ชาวราศีเมษ ว่าเนื่องจากเป็นคนที่เต็มไปด้วยความมุ่งมั่นและพลังความคิดด้านบวก พร้อมต่อสู้อุปสรรคที่จะเข้ามาในชีวิตอยู่เสมอ แต่ติดที่ว่าจะมีความใจร้อนมากไปหน่อย ให้ลองซื้อเสื้อผ้าที่มีโครงสร้างอย่างสูท กางเกง แจ๊กเกตเนี้ยบๆ ในโทนสีแดงเฉดต่างๆ ไล่ไปจนถึงชมพู และขาว จะสามารถเสริมดวงโดยรวมของคนราศีเมษได้เป็นอย่างดีเช่นเดียวกับคนราศีพฤษภ เป็นคนใจร้อน เจ้าทิฐิ ขี้งอน เอาแต่ใจตัวเอง แต่รักใครรักจริง เช่นเดียวกับการทำงานที่จะตั้งใจและทุ่มเทอย่างถึงที่สุด การแต่งกายจึงค่อนข้างคล้ายกันแต่เปลี่ยนโทนสีเป็นสีอ่อนๆ ชมพู ครีม ช่วยเพิ่มความอ่อนหวาน ราศีเมถุน มีความคิดสร้างสรรค์ไอเดียบรรเจิด มุมมองที่ไม่เหมือนใคร เป็นคนรักเพื่อนพ้อง หากอยากเพิ่มพลังความคิดบวกและความโดดเด่นให้เลือกซื้อเสื้อในโทนสีเขียว ดำ และน้ำเงิน ในสไตล์แปลกตาตามเทรนด์ได้อย่างไม่จำกัด

สำหรับ อภิวัฒน์ ยศประพันธ์ Stylist นิตยสารแพรว แนะนำชาวราศีกรกฎ ว่า ด้วยพื้นฐานเป็นคนคิดมาก มักจะมีเรื่องราวปวดหัวเข้ามาให้กังวลใจเสมอๆ วิตกกังวลกับเรื่องราวที่ยังไม่เกิดขึ้นเลยทำให้กลายเป็นคนที่เครียดง่าย แต่ข้อดีอย่างหนึ่งของราศีนี้ คือเป็นคนโชคดีเรื่องความรัก แต่งกายแนวแคชชวล สบายๆ เดรสกระโปรง เสื้อเข้ารูป สีฟ้าน้ำทะเล สีฟ้าอ่อน สีเหลืองอ่อน ราศีสิงห์ ลักษณะนิสัยมีความเป็นผู้นำสูง สามารถเป็นผู้ปกครองที่ดี มีเหตุผลและหลักการ แต่งกายแบบสมาร์ทแคชชวล ผู้ชายเลือกแต่งสูท โทนสีร้อนอย่าง ม่วงแดง หรือส้ม ราศีกันย์ เป็นคนอ่อนโยน อ่อนหวาน โลเลไม่กล้าตัดสินใจ สีมงคลที่จะมาเสริมจิตใจที่เป็นมิตรและอ่อนโยนของชาวราศีกันย์ได้ จึงควรเลือกเสื้อผ้าโทนสีพาสเทลอย่าง ชมพูอ่อน ฟ้าเบบี้บลู

ปิดท้ายที่ จิรัฏฐ์ พรพนิตพันธุ์ Editor In Chief นิตยสาร Looker แนะนำสำหรับชาวราศีตุลย์ว่า เป็นคนรักความยุติธรรม ไม่ชอบเอารัดเอาเปรียบหรือรังแก ชอบอยู่นิ่งๆ สงบๆ จนบางครั้งก็ดูเป็นคนอนุรักษ์นิยมในสายตาคนอื่น เสื้อผ้าที่เหมาะกับชาวราศีนี้หนีไม่พ้นชุดสูท เสื้อเชิ้ต หรือเสื้อผ้าเรียบๆ ในโทนสีคลาสสิกอย่าง ขาว ดำและฟ้า ที่จะช่วยเสริมจุดเด่นและพลังของดวงให้มากขึ้น ราศีพิจิก ถือว่าเป็นหนึ่งราศีที่ทรงเสน่ห์ที่สุดในบรรดาสิบสองราศี ด้วยพื้นฐานดวงชะตาที่มีความลึกลับทำให้เพศตรงข้ามสนใจอยากเข้าใกล้เป็นที่ต้องตาต้องใจ ควรเลือกเสื้อผ้าที่เสริมรูปร่างให้ดูดี สีแดงสด น้ำตาลอมแดง เขียวขี้ม้า ปิดท้ายที่ ราศีธนู นิสัยเที่ยงตรง รักความยุติธรรม พร้อมที่จะเข้าช่วยเหลือสังคมอยู่เสมอเมื่อมีโอกาส แต่ก็มีโลกส่วนตัวสูงไม่ยอมปริปากเล่าความลำบากให้ใครได้ง่ายๆ เสื้อผ้าในโทนสีสว่างสดใสอย่าง เหลือง ส้ม ฟ้า ขาว จะช่วยเสริมความคิดและดวงชะตาของคนราศีนี้เป็นอย่างดี

ทั้งนี้ผู้สนใจสามารถชมนิทรรศการ “12 Lucky Shades 2017” ที่จะแนะนำการมิกซ์แอนด์แมทช์เสื้อผ้าและแอคเซสซอรี่ที่ตรงกับเฉดสีมงคล เป็นแนวทางในการช็อปปิ้งรับปีไก่ทอง ได้ระหว่างนี้ถึง 12 มี.ค. 2560 ณ ชั้น 1 สยามเซ็นเตอร์

5 สัญญาณเตือนมะเร็งเต้านม

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/lady/254718

วันพุธ ที่ 1 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2560, 06.00 น.

วันที่ 4 กุมภาพันธ์ของทุกปี ถือเป็นวันมะเร็งโลก (World Cancer Day) ซึ่งองค์การอนามัยโลกและสมาพันธ์ควบคุมโรงมะเร็งสากลกำหนดขึ้น เพื่อให้สาธารณชนตระหนักถึงอันตรายของโรคมะเร็ง ภัยเงียบใกล้ตัวที่อาจเกิดขึ้นได้กับทุกคน โดยมะเร็งที่คร่าชีวิตผู้หญิงอันดับต้นๆ คือ “มะเร็งเต้านม” จากสถิติของสถาบันมะเร็งแห่งชาติพบผู้หญิงเป็นมะเร็งเต้านมร้อยละ 37 ของมะเร็งทั้งหมด และยังมีอัตราการเสียชีวิตเป็นอันดับสองรองจากมะเร็งปอด เป็นที่น่าตกใจว่ามีผู้เสียชีวิตจากมะเร็งเต้านมเฉลี่ยถึงวันละ 9 คนเลยทีเดียว แล้วเราจะรู้ถึงสัญญาณเตือนและวิธีดูแลผู้ป่วยมะเร็งเต้านมได้อย่างไรบ้าง

ศ.ดร.พิเชษฐ์ วิริยะจิตรา หัวหน้าคณะนักวิจัย Operation BIM นักวิทยาศาสตร์ไทยคนแรกผู้คิดค้นวิธีการสร้างภูมิคุ้มกันให้สมดุลจากพืชไทย เปิดเผยว่า สาเหตุของมะเร็งเต้านมเกิดจากหลายปัจจัยร่วมกัน ได้แก่ ปัจจัยทางพันธุกรรม โดยเชื่อว่ามียีนบางตัวกลายพันธุ์แล้วเกิดเป็นเซลล์มะเร็ง ปัจจัยด้านสิ่งแวดล้อม อาหารการกิน และฮอร์โมนเพศหญิง โดยอัตราเสี่ยงของมะเร็งเต้านมจะเพิ่มขึ้นตามอายุ ซึ่งจะเพิ่มขึ้น 2 เท่าของทุกๆ ระยะอายุที่เพิ่มขึ้น 10 ปี จนกระทั่งถึงวัยหมดประจำเดือน

5 สัญญาณเตือนที่บ่งบอกว่าอาจจะเป็นมะเร็งเต้านม คือ สัญญาณที่หนึ่ง มีก้อนที่เต้านมหรือที่รักแร้ สัญญาณที่ 2 รูปร่างหรือขนาดของเต้านมที่เปลี่ยนแปลงไปจากเดิม สัญญาณที่ 3 สีหรือผิวหนังบริเวณลานหัวนมที่เปลี่ยนไปจากเดิม เช่น มีรอยบุ๋ม รอยย่น สัญญาณที่ 4 ผื่นคันที่รักษาแล้วไม่หายขาด อาการเจ็บผิดปกติที่เต้านมหรือผิวหนังของเต้านมที่เปลี่ยนแปลงไปจากเดิม ไม่ว่าจะเป็นรอยบุ๋มแบบลักยิ้ม มีรอยย่น สัญญาณที่ 5 ผิวหนังบวมหนาตัวเหมือนผิวของเปลือกส้ม อย่านึกว่าไม่มีอะไร เพราะนั่นเป็นสัญญาณว่าเซลล์มะเร็งได้ลุกลามขึ้นมาที่ชั้นเนื้อเยื่อใต้ผิวหนังเป็นที่เรียบร้อยแล้ว

สำหรับการรักษานั้นมีด้วยกันหลายวิธี อาทิ การผ่าตัดเอาเต้านมและต่อมน้ำเหลืองใต้รักแร้ออก หากพบว่าเซลล์มะเร็งกระจายไปยังต่อมน้ำเหลืองแล้ว อาจจำเป็นต้องให้ยาเคมีบำบัดร่วมกับการฉายแสงรักษาเฉพาะบริเวณนั้นอีกด้วย ซึ่งการรักษาด้วยวิธีนี้จะทำให้เกิดผลข้างเคียงค่อนข้างรุนแรงต่อผู้ป่วย เช่น คลื่นไส้ ผมร่วง และการกดภูมิคุ้มกัน

อีกหนึ่งทางเลือกในการดูแลมะเร็งเต้านมที่มีประสิทธิภาพ คือการใช้กลไกธรรมชาติในการรักษา ทำให้ร่างกายอยู่ในภาวะภูมิสมดุล โดย ศ.ดร.พิเชษฐ์ อธิบายว่า “Immunotherapy” หรือการรักษาโรคด้วยภูมิคุ้มกันบำบัด คือการเข้าไปเสริมสร้างประสิทธิภาพการทำงานของเม็ดเลือดขาว เพชฌฆาตที่มีความสามารถในการกำจัดเฉพาะเซลล์มะเร็งที่มีลักษณะของผิวเซลล์ต่างจากเซลล์ปกติของร่างกาย โดยเม็ดเลือดขาวเพชฌฆาตจะไม่ทำลายหรือกระทบต่อเซลล์ปกติของร่างกาย

จุดนี้เองทำให้ ศ.ดร.พิเชษฐ์ เห็นว่าการสร้างภูมิคุ้มกันของร่างกายให้อยู่ในภาวะสมดุลมีความสำคัญอย่างยิ่งต่อการจัดการกับเซลล์มะเร็ง จนเป็นที่มาของการศึกษาค้นคว้าอย่างต่อเนื่องกว่า 40 ปี พัฒนาสารสกัดจากมังคุด ถั่วเหลือง งาดำ ฝรั่ง และบัวบก ซึ่งเมื่อออกฤทธิ์เสริมกันจะกระตุ้นการทำงานของเม็ดเลือดขาวชนิด Th1, Th9, Th17 และInterleukin-18 (โดยพิสูจน์ด้วยการทดสอบจากศูนย์วิจัยเทคโนโลยีชีวการแพทย์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่) ซึ่งจะเสริมสร้างประสิทธิภาพเพชฌฆาตในการฆ่าเซลล์มะเร็งของเม็ดเลือดขาวให้เพิ่มมากขึ้นได้หลายเท่าตัว และทำให้ภูมิคุ้มกันของร่างกายของเรากลับมาเข้าสู่ภาวะสมดุลจนสามารถรับมือกับโรคมะเร็งได้เอง

ทั้งนี้ ผู้หญิงทุกคนควรหมั่นสังเกตและตรวจเต้านมด้วยตนเองเป็นประจำทุกเดือนเมื่อมีอายุ 20 ปีขึ้นไป พบแพทย์ตรวจเมื่อมีอาการสงสัย อย่าปล่อยไว้เพราะไม่เจ็บ ผู้หญิงหลายๆ คนมีความเข้าใจผิดคิดว่าก้อนที่ไม่เจ็บคงไม่เป็นไรและปล่อยทิ้งไว้จนกระทั่งก้อนมะเร็งใหญ่โตขึ้นมากแล้วจึงรู้สึกเจ็บได้ การตรวจร่างกายอย่างสม่ำเสมอ การดูแลร่างกายให้อยู่ในภาวะภูมิสมดุล ถือว่าเป็นการเตรียมตัวรับมือกับมะเร็งที่ดีที่สุด

คุณแหน : 1 กุมภาพันธ์ 2560

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/lady/254721

วันพุธ ที่ 1 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2560, 06.00 น.

ll สมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงมีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯแต่งตั้ง ธีระชัย เชมนะสิริ ให้เป็นกรรมการสภามหาวิทยาลัยผู้ทรงคุณวุฒิ มหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์ จังหวัดนครศรีธรรมราช เจ้าตัวรู้สึกว่าเป็นพระมหากรุณาธิคุณเป็นล้นพ้นหาที่สุดมิได้ ตั้งใจจะขออุทิศความรู้ความสามารถและประสบการณ์อย่างเต็มความสามารถ…

ll ทพญ.พิมสวาท วัฒนศิริโรจน์ ขอเชิญชวนศิษย์เก่าสาธิตปทุมวัน ทุกคนไปประชุมใหญ่สามัญประจำปี 2559 ของสมาคมศิษย์สาธิตปทุมวัน  ในวันพฤหัสบดีที่ ก.พ. เวลา 17.30 น. ณ ห้องบัวหลวง อาคารสาธิตปทุมวัน เพื่อมาช่วยกันหารือออกความคิดเห็นจากประสบการณ์กัน…

ll ถ้าจับปากกาเขียนเป็นอาชีพ แผ้ว ภิรมย์ จะเป็นนักเขียนฝีปากกล้าที่มีคนติดงอมแงม แค่ที่เธอเขียนเล่าเรื่องลงเฟซบุ๊ค ที่ไปเป็นอาสาสมัครเลี้ยงอัลปาก้าในฟาร์มในเยอรมนี ระหว่างที่มหาวิทยาลัยในเนเธอร์แลนด์ปิดเทอม พี่ป้าน้าอาก็คอยตามอ่านกันแล้ว…

ll 3 ใบเถา กมลา แสงไชย เอิบจิตร วิชยานนท์ วิรัชดา กิตติวัฒน์กลับจากอินเดียแหมบๆ ชวนกันไปเที่ยวอีกแล้ว ในเดือนเมษายนที่จะถึงนี้ ด้วยว่าติดใจช็อปปิ้งในนิวเดลีมาก ของถูกและคุณภาพดี…

ll ยินดีและเอาใจช่วย ลานทิพย์ ทวาทศิน,ดร.ผุสดี ตามไทสภาคริสตจักร แต่งตั้งรายแรกให้เป็นผู้จัดการโรงเรียนวัฒนาวิทยาลัย รายหลังให้เป็นผู้อำนวยการโรงเรียน มีผลตั้งแต่ พฤษภาคม เป็นต้นไป คงได้ทำงานเข้าขากันดี และทำให้ศิษย์เก่าได้มาผนึกกำลังกันมากๆ เพราะเป็นก้นกุฏิกันทั้งคู่…

ll งานมุทิตาจิตบูรพาจารย์ ที่ศาลาโคล์ โรงเรียนวัฒนาวิทยาลัย คุณหญิงพรทิพย์ โรจนสุนันท์ ขึ้นกล่าวในนามของลูกศิษย์ทั้งหมด และก็ทำหน้าที่ช่างกล้องอย่างแข็งขัน ถึงขนาดไปหมอบอยู่กับพื้น,ปีนเก้าอี้เพื่อให้ได้ภาพสวยๆ…จันทนีย์ พงศ์ประยูรขึ้นกล่าวในนามของศิษย์รุ่น 100 ร่ายยาวถึงคุณครูแทบทุกท่านถึง หน้ากระดาษ แต่คนฟังไม่มีเบื่อเลยเพราะแต่ละบทกลอนนั้น กระแทกใจอดีตนักเรียนจอมเฮี้ยวทั้งหลายอย่างจัง กลอนของเธอจะกลายเป็นตำนานของครูและศิษย์ไปแล้ว…อาจารย์วรรณดีคันธวงศ์ วัย 96 ปี ยังแข็งแรง เดินตัวตรงยืนหลังตรง สมองและความจำยังแจ่มแจ๋วยิ่งกว่าลูกศิษย์หลายๆ คน…คุณครูสมพงษ์ศรี โต๊ะทอง ก็ยังสวยไม่สร่าง แม้ลูกศิษย์ที่ครูเคยสอนเมื่ออนุบาล 1จะมีอายุเลย 60 กันเป็นแถว…ขอให้คิดดู…ll

หนูภาฯ