เปิดตัวหนังสือ A CALL TO ACTION ปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/lady/254723

วันพุธ ที่ 1 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2560, 06.00 น.

สำนักพิมพ์ต่างประเทศ Editions DidierMillet (EDM) ร่วมกับ มูลนิธิมั่นพัฒนา จัดงานเปิดตัวหนังสือ A Call to Action: Thailand and the Sustainable Development Goals ที่นำเสนอข้อมูลเชิงลึกและความก้าวหน้าเกี่ยวกับความพยายามของประเทศไทยในการดำเนินการพัฒนาตามปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง เพื่อที่จะบรรลุเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน ขององค์การสหประชาชาติ โดยมี รศ.ดร.จิรายุ อิศรางกูร ณ อยุธยา ประธานกรรมการมูลนิธิมั่นพัฒนา เปิดงานณ โรงแรมสยามเคมปินสกี้ กรุงเทพมหานคร

หนังสือเล่มนี้เป็นหนังสือเล่มแรกที่นำเสนอเนื้อหาเชิงลึกอย่างตรงไปตรงมาบนพื้นฐานข้อมูลที่หลากหลายเกี่ยวกับสถานะของประเทศไทย ณ ปัจจุบันบนเส้นทางที่จะบรรลุเป้าหมายการพัฒนาอย่างยั่งยืนทั้ง 17 ประการให้ได้ภายในปี 2573 ซึ่งเป็นเป้าหมายที่กำหนดโดยองค์การสหประชาชาติ เมื่อปี 2558และองค์การสหประชาชาติได้ระบุว่าเป็น การเรียกร้องให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในโลกหนังสือนี้ได้กล่าวถึงความท้าทายสำคัญที่ประเทศไทยกำลังเผชิญในด้านต่างๆ แม้ว่าจะมีความก้าวหน้าด้านเศรษฐกิจในช่วงหลายทศวรรษที่ผ่านมา ที่สำคัญคือหนังสือเล่มนี้นำเสนอเรื่องราวเกี่ยวกับการที่ประเทศไทยใช้ปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช และการทรงงานด้านการพัฒนาของพระองค์เป็นเข็มทิศนำทางในการพัฒนาด้านต่างๆ แบ่งออกเป็น 17 บทตาม 17 เป้าหมายของการพัฒนาอย่างยั่งยืนโดยมีเนื้อหาวิเคราะห์เป้าหมาย แนวทาง และสิ่งที่ยังจะต้องดำเนินการในเรื่องต่างๆ เช่นการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศ การสาธารณสุขการขจัดความยากจน การบริโภคและการผลิตอย่างยั่งยืน การผลิตพลังงานสะอาด และการจัดการระบบนิเวศน์

ดร.ปรียานุช ธรรมปิยา ผู้อำนวยการศูนย์สถานศึกษาพอเพียง มูลนิธิยุวสถิรคุณ และกรรมการมูลนิธิมั่นพัฒนา หนึ่งในคณะผู้จัดทำซึ่งประกอบด้วย กล่าวว่า “..ประเทศไทยได้นำเสนอไว้ในเวทีโลกมาโดยตลอดว่า เราใช้ปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงนำทางไปสู่การพัฒนาที่ยั่งยืนเพื่อที่จะบรรลุ 17 เป้าหมายขององค์การสหประชาชาติ และวันนี้ เรามีหนังสือ A Call to Action : Thailand and the Sustainable Development Goals ที่นำเสนอตัวอย่างรูปธรรมในการน้อมนำปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงมาใช้ในการพัฒนาในระดับต่างๆ รวมถึงตัวอย่างโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ และการพัฒนาประเทศตามหลักการทรงงานของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ซึ่งเป็นแบบอย่างที่ทรงคุณค่าที่จะนำพาการพัฒนาประเทศไปสู่การบรรลุเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืนได้…”

ในช่วง 20 ปีที่ผ่านมา จากภาวะวิกฤติทางการเงินในปี 2540 ทำให้เราได้เรียนรู้ว่าการพัฒนาที่ไม่สมดุลไปไม่รอด กล่าวคือไม่ยั่งยืนเราผ่านวิกฤติทางสังคมและรับรู้ข่าวสารเกี่ยวกับสิ่งแวดล้อมถูกทำลายบ่อยครั้ง ประเทศไทยเราจึงต้องมีการไตร่ตรองให้มากขึ้นในการเลือกแนวทางการพัฒนาที่เหมาะสมกับภูมิสังคม ทรัพยากรที่เป็นจุดแข็งของเรา และพื้นฐานทางวัฒนธรรมของประเทศและแต่ละพื้นที่ นั่นก็คือ การพัฒนาตามทางสายกลาง ตามหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง ที่เน้นความสมดุลของการพัฒนาและการสร้างภูมิคุ้มกันเพื่อพร้อมรับการเปลี่ยนแปลง ทั้งในด้านเศรษฐกิจสังคมสิ่งแวดล้อมและวัฒนธรรม เราจึงจะบรรลุเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืนได้…”

และการที่จะทำให้การพัฒนาที่สมดุลเกิดความยั่งยืนในที่สุดได้นั้น จำเป็นต้องบ่มเพาะหลักคิดพอเพียงให้กับคนรุ่นใหม่ ยกตัวอย่างในเรื่องของการศึกษาซึ่งปัจจุบันมีโรงเรียนกว่าครึ่งหนึ่งในประเทศไทยที่พยายามใช้หลักการพอเพียงในการปลูกฝังเยาวชนให้มีหลักคิดในการตัดสินใจและดำเนินชีวิต จนได้รับการรับรองว่าเป็น “สถานศึกษาพอเพียง” และมีโรงเรียนที่ผ่านการประเมินเป็นศูนย์การเรียนรู้ตามหลักปรัชญา ของเศรษฐกิจพอเพียงด้านการศึกษา 121 โรง กระจายอยู่ทั่วประเทศที่สามารถเป็นพี่เลี้ยงให้กับโรงเรียนอื่นได้ โรงเรียนพอเพียงเหล่านี้ คือแหล่งบ่มเพาะบุคลากรที่จะช่วยพัฒนาประเทศให้เกิดการพัฒนาที่ยั่งยืน ทั้งในปัจจุบันและในอนาคต…”

ทางด้าน เสข วรรณเมธี กล่าวว่า กระทรวงการต่างประเทศยินดีให้การสนับสนุนการเผยแพร่หนังสือเล่มนี้ให้เป็นที่รู้จักในวงกว้าง เพื่อถ่ายทอดองค์ความรู้เกี่ยวกับหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงให้เป็นที่ประจักษ์ โดยหนังสือ A Call to Action : Thailand and theSustainable Development Goals ได้กล่าวถึงการดำเนินการของไทยในการนำหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงมาใช้เพื่อบรรลุเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน ประกอบด้วย สถิติ ข้อมูลประกอบและมีบทความพิเศษจากผู้เชี่ยวชาญที่นำไปใช้ศึกษาและอ้างอิงได้ นับเป็นหนังสือที่ประเมินการดำเนินการเพื่อบรรลุเป้าหมายการพัฒนาอย่างยั่งยืนที่ครอบคลุมเล่มแรกของไทยและเป็นการต่อยอดจากหนังสือที่มูลนิธิมั่นพัฒนาร่วมกับบริษัท EDM เคยจัดทำด้วย

ทั้งนี้หนังสือนี้จะจัดจำหน่ายในประเทศไทยที่ร้าน Asia Books และ Kinokuniya รวมถึงร้านหนังสือชั้นนำในประเทศต่างๆ ทั่วโลกและที่ Amazon.com ในราคาเล่มละ US$35 (1,250 บาท) ที่ผ่านมา EDM ได้จัดทำหนังสือชั้นนำหลายเล่มที่เกี่ยวกับประเทศไทย เช่นThailand’s Sustainable Development Sourcebookand King BhumibolAduyadej: A Life’s Work เป็นต้น

Ride to Khong’s Legendary พิชิตเส้นทางจักรยานทางวัฒนธรรมภาคอีสาน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/lady/254697

วันพุธ ที่ 1 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2560, 06.00 น.

หกรรมแข่งขันจักรยานทางไกลประเทศไทย Ride to Khongs Legendary ครั้งที่ ประสบความสำเร็จอย่างงดงาม โดย การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) จัดขึ้นเพื่อให้นักปั่นได้พิสูจน์กำลังแข้งในระยะทางที่ไกลกว่าเดิม เพิ่มเติมความท้าทายของเส้นทางการแข่งขัน แต่ยังคงเสน่ห์ของวัฒนธรรมและธรรมชาติอันงดงามในท้องถิ่นไว้อย่างครบถ้วน ครอบคลุม 4 จังหวัดภาคอีสาน ขอนแก่น-กาฬสินธุ์-สกลนคร-นครพนม โดยมีนักปั่นจากทั่วโลกกว่า20 ประเทศร่วมท้าพิสูจน์กำลังแข้ง ณบึงแก่นนคร จ.ขอนแก่น

การแข่งขันในครั้งนี้ได้รับพระมหากรุณาธิคุณจาก สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมหาวชิราลงกรณ บดินทรเทพยวรางกูร โปรดเกล้าพระราชทานถ้วยรางวัลแก่ผู้ชนะในแต่ละประเภท ดังนี้ ผู้ชนะการแข่งขันประเภทจักรยานเสือหมอบ รุ่นทีมชายทีมจักรยานสำนักงานตำรวจแห่งชาติเยอรมันออโต้ ประกอบด้วย ร.ต.ท.ธุรกิจบุญรัตนธนากร, พงศกร สุขใจมุก, ธนชาตยะตั๋น, ส.ต.ต.สาธิต เศรษฐ์ชัยยันต์และ ร.ต.อ.ณัฐพล จีบถาวรธาวิต,ประเภทจักรยานเสือหมอบ รุ่นทีมหญิง ทีมฟิชเชอร์แมนเฟรนด์ สำนักงานปลัดกระทรวงกลาโหม ประกอบด้วย จันทร์เพ็ง นนทะสิน, จุฑาธิป มณีพันธุ์, วิไลวรรณ กุลภา,ประเภทจักรยานเสือภูเขา รุ่นประชาชนชายทั่วไป ถาวอน พนอาสา, ประเภทจักรยานเสือภูเขา รุ่นประชาชนหญิงทั่วไป ศุภักษร นันตะนะ สังกัดทีมฟิชเชอร์แมนเฟรนด์ สำนักงานปลัดกระทรวงกลาโหม, ประเภทจักรยานเสือหมอบ รุ่นประชาชนชายทั่วไป จ่าอากาศโท ภุชงค์ ซ้ายอุดมศิลป์ สังกัดทีม Giant worldbike Thailand ทหารอากาศ, ประเภทจักรยานเสือหมอบรุ่นประชาชนหญิงทั่วไป เพชรดาริทร์ สมราช สังกัดทีมฟิชเชอร์แมนเฟรนด์ สำนักงานปลัดกระทรวงกลาโหม

ผู้ชนะการแข่งขันและผู้เข้าร่วมการแข่งขันทุกคนต่างซาบซึ้งในพระมหากรุณาธิคุณหาที่สุดมิได้ ซึ่งการได้รับโปรดเกล้าพระราชทานถ้วยรางวัลในครั้งนี้ ถือว่าเป็นถ้วยพระราชทานด้านการแข่งขันจักรยานถ้วยแรกของรัชสมัย ทั้งนี้ สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ ทรงสนพระทัยในกีฬาจักรยานและให้การสนับสนุนมาโดยตลอด ถือได้ว่าการจัดการแข่งขันในครั้งนี้ประสบผลสำเร็จก่อให้เกิดการกระจายรายได้สู่ท้องถิ่น และที่สำคัญคือการประชาสัมพันธ์เส้นทางจักรยานและแหล่งท่องเที่ยวของ จังหวัดภาคอีสานสู่สายตานักท่องเที่ยวทั่วโลก

 

ของกินริมน้ำ กลางกรุง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/lady/254560

วันอังคาร ที่ 31 มกราคม พ.ศ. 2560, 06.00 น.

 

ทำไมจำเป็นต้องรู้หมู่เลือดของตัวเอง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/lady/254556

วันอังคาร ที่ 31 มกราคม พ.ศ. 2560, 06.00 น.

 

สุดยอดสกินแคร์จากฝรั่งเศสเปิดตัวในไทย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/lady/254561

วันอังคาร ที่ 31 มกราคม พ.ศ. 2560, 06.00 น.

 

84 ปี ยอดยิ่ง โสภณ ยอดฅนธรรมศาสตร์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/lady/254569

วันอังคาร ที่ 31 มกราคม พ.ศ. 2560, 06.00 น.

 

บรา….. สิ่งเล็ก ๆ ที่ไม่ใช่เรื่องเล็ก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/lady/254557

วันอังคาร ที่ 31 มกราคม พ.ศ. 2560, 06.00 น.

 

เอเซีย พลัส น้อมเกล้ารำลึกในหลวง ร.๙ เปิดโอกาสให้ศิลปินทั่วประเทศร่วมน้อมใจผ่านงานศิลป์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/lady/254576

วันอังคาร ที่ 31 มกราคม พ.ศ. 2560, 06.00 น.
ดร.ก้องเกียรติ โอภาสวงการ, ณินทิรา โสภณพนิช พร้อมด้วยศิลปินดัง นำโดยอาจารย์เฉลิมชัย โฆษิตพิพัฒน์ แถลงข่าว

เป็นอีกครั้งหนึ่ง สำหรับ การจัดการประกวดจิตรกรรมเอเซีย พลัส ครั้งที่ 7 โดย บริษัท เอเซีย พลัส กรุ๊ป โฮลดิ้งส์ จำกัด (มหาชน) โดย ดร.ก้องเกียรติ โอภาสวงการ ประธานกรรมการบริหาร และ ณินทิรา โสภณพนิช กรรมการ จัดงานแถลงข่าวขึ้น ซึ่งในช่วงนี้เป็นช่วงที่คนไทยทั้งประเทศกำลังผ่านเหตุการณ์ยิ่งใหญ่ทางประวัติศาสตร์ร่วมกัน ทางบริษัทจึงมีความตั้งใจที่จะเป็นส่วนหนึ่งในการแสดงออกถึงความรู้สึกที่อยู่ภายในใจของคนไทยต่อเหตุการณ์ครั้งนี้ โดยการประกวดจิตรกรรมเอเซีย พลัส ครั้งที่ 7 ได้เลือกใช้หัวข้อ “ในใจไทยทั่วหล้า” เป็นโจทย์การประกวด

ดร.ก้องเกียรติ โอภาสวงการ ประธานกรรมการบริหาร เผยถึงการกำหนดหัวข้อการประกวดจิตรกรรมเอเซีย พลัสครั้งนี้ว่า ในปี พ.ศ.2560 นี้ ซึ่งนับเป็นการประกวดครั้งที่ 7ทางบริษัท เอเซีย พลัส กรุ๊ป โฮลดิ้งส์ จำกัด (มหาชน) มีความตั้งใจที่จะร่วมน้อมรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช โดยเปิดโอกาสให้ศิลปินได้ร่วมถ่ายทอดความทรงจำ และความระลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณอันหาที่สุดมิได้ที่ทรงทำเพื่อพสกนิกรชาวไทยและประเทศไทยผ่านพระราชดำริ พระบรมราโชวาท พระราชกรณียกิจ และพระปรีชาสามารถในด้านต่างๆ ตลอดระยะเวลาที่พระองค์ทรงครองสิริราชสมบัติ ภายใต้หัวข้อการประกวด ในใจไทยทั่วหล้า”

ทั้งนี้ในงานแถลงข่าวยังมีการจัดเสวนาในหัวข้อ “อัครศิลปินในใจศิลปินไทย” ต่อพระอัจฉริยภาพด้านศิลปะของ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช รัชกาลที่ ๙ เพื่อเป็นแนวทางให้กับศิลปินในการนำไปใช้เป็นแรงบันดาลใจ

อาจารย์เฉลิมชัย โฆษิตพิพัฒน์ ได้กล่าวว่า “ผมเชื่อว่าศิลปินทุกคนต้องรักในหลวงรัชกาลที่ ๙ เพราะพระองค์เป็นอัครศิลปิน พระองค์ทรงวาดรูปมา 8 ปีตั้งแต่ปีพ.ศ.2502-2010 รูปภาพทั้งหมดอาจจะประมาณ 110 รูป แต่เท่าที่ค้นหาได้ประมาณ 80 กว่ารูป เฉลี่ยแล้วพระองค์ทรงวาดรูปเดือนละรูป ในขณะที่พระองค์ทรงงานมากมายและก็ทรงวาดรูปไปด้วย แต่หลังจากพระองค์ทรงมีพระราชกรณียกิจมากขึ้น จึงไม่มีเวลาวาดรูปอีกคนวาดรูปทุกคนรู้ว่าพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ ๙ ของประเทศของเราทรงวาดรูปเก่ง ทรงศึกษางานศิลปะเรียกว่าบรรลุการค้นหา บรรลุตัวตน ถ้าเราดูงานศิลปะเป็นเราจะเห็นความรู้สึก จิตวิญญาณ หรือตัวตนของคนเขียนงานแต่ละชิ้น พระองค์ทรงวาดรูปเหมือนไปจนถึงแอบสแตก (Abstract Art) เซอร์เรียลิสม์ (Surrealism) อิมเพรสชันนิสม์ (Impressionsim) ใช้ฝีแปรงรุนแรง เขียนเสียงของดนตรี ลองคิดดูซิ เขียนนามธรรมที่เป็นเสียงของดนตรี

สิ่งหนึ่งที่รู้สึก เมื่อครั้งที่พวกเราได้มีโอกาสเข้าเฝ้าฯถวายงานจัดทำเรื่องพระมหาชนก พระองค์ท่านรับสั่งแต่ละเรื่องเป็นความสุขมากๆ เป็นความสุขของพระองค์ในการตรัสล้อเล่นกับศิลปิน “…นี่อาจารย์ประหยัด ปัดมาสคาร่าแรงไปหน่อยนะ” แล้วทรงพระสรวลไป ทรงตรัสถึงหลายเรื่องตรัสถึงศิลปะโบราณ ฯลฯพระองค์ท่านจะเป็นกันเองกับศิลปินทุกคน จึงทำให้พวกเรามีความสุขไปด้วย นั่นทำให้พวกเรารู้ว่า ทรงพระเกษมสำราญมากๆ

สำหรับ การประกวดจิตรกรรม เอเซีย พลัส ครั้งที่ 7 นี้ทางคณะกรรมการศิลปินผู้ทรงคุณวุฒิ อาทิ อาจารย์อิทธิพลตั้งโฉลก, อาจารย์เฉลิมชัย โฆษิตพิพัฒน์, อาจารย์ปรีชาเถาทอง, อาจารย์ถาวร โกอุดมวิทย์ และ อาจารย์สมศักดิ์ รักษ์สุวรรณ จะร่วมแสดงผลงานศิลป์ผ่านปลายพู่กันและฝีไม้ลายมือ เพื่อร่วมน้อมรำลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณและพระเกียรติคุณของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชด้วยเช่นเดียวกัน โดยผลงานของคณะกรรมการศิลปินทุกท่านและผลงานที่ได้รับรางวัลจากการประกวดครั้งนี้จะนำมาร่วมจัดแสดงในงานนิทรรศการจิตรกรรม เอเซีย พลัส ครั้งที่ 7 ในวันที่3 กรกฎาคม-3 สิงหาคม 2560 ณ หอศิลป์สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ ถนนราชดำเนินกลาง

โดยการประกวดจิตรกรรมเอเซีย พลัส ครั้งนี้จะเปิดให้ศิลปิน นักเรียน นิสิต นักศึกษาและประชาชนทั่วไปที่สนใจจะส่งภาพเข้าประกวดสามารถดาวน์โหลดใบสมัครได้ที่ http://www.asiaplus.co.th/artcontest ส่วนผลงานที่ส่งเข้าประกวดเป็น ภาพจิตรกรรม 2 มิติ ขนาดไม่เกิน 150 x 200 ซม. ผ่านการใช้สีอะคริลิก สีน้ำมัน หรือสื่อผสม โดยไม่จำกัด เทคนิคและวัสดุ กำหนดส่งผลงานภายใน 3-4 เมษายน 2560 ที่อาคารเอเชียเซ็นเตอร์ ชั้น 15 ถนนสาทรใต้ และประกาศผลการตัดสินในวันที่ 24 เมษายน 2560

 

เปิดตัวคอลเลคชั่น‘Love Story’ สัมผัสเรื่องราวแห่งความรักผ่านงานดีไซน์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/lady/254575

วันอังคาร ที่ 31 มกราคม พ.ศ. 2560, 06.00 น.

เนตรดาว วัฒนะสิมากร(มี่) ดีไซเนอร์สาวสวยมากความสามารถแห่งอาณาจักร Landmeé (แลนด์มี่)แบรนด์เสื้อผ้าสไตล์แฮนด์เมดที่อบอวลไปด้วยกลิ่นอายความเป็นวินเทจยุค 70 เปิดตัวแคปซูลคอลเลคชั่นใหม่ “Love Story” โดยมี เคที่ อีส มอนสเตอร์ (Katieismonster)สไตลิสต์รุ่นใหม่ไฟแรงซึ่งมีมุมมองทางด้านแฟชั่นที่โดดเด่นชัดเจน มาช่วยเพิ่มสีสัน ที่ร้าน The Apothecary Venue พหลโยธิน 42 เมื่อวันก่อน

จุดเริ่มต้นของแบรนด์Landmeé ที่ครองใจสาวๆ แฟชั่นนิสต้ามายาวนานกว่า 15 ปีเกิดขึ้นมาจากความหลงใหลในแฟชั่น ศิลปะและงานแฮนด์เมดของ เนตรดาว วัฒนะสิมากร(มี่) ซึ่งเริ่มมาจากการทำเครื่องประดับแฮนด์เมด และเสื้อผ้าเพ้นท์ลาย ไปจนถึงการออกแบบเสื้อผ้าผ่านมุมมองแฟชั่นที่มีเอกลักษณ์เฉพาะและชัดเจนของดีไซเนอร์ ซึ่ง Landmeé ได้เติบโตอย่างน่าทึ่งโดยมีกระแสตอบรับที่ดีมาก เสื้อผ้าของ Landmeé เต็มไปด้วยความอ่อนหวานในแบบของผู้หญิงแต่ก็ยังแฝงความเปรี้ยวเท่ด้วยดีเทลต่างๆ ในทุกคอลเลคชั่นจะมีความเป็นวินเทจยุค 70 แฝงอยู่โดยจะเน้นใช้การปักลวดลายลงบนผ้าและการใช้ผ้าลูกไม้และผ้ายีนส์ซึ่งเป็นซิกเนเจอร์ของแบรนด์มารังสรรค์การดีไซน์เสื้อผ้าทุกชุดของแบรนด์ได้ผ่านการตัดเย็บอย่างพิถีพิถันในรูปแบบของงานฝีมือผสมผสานความอินดี้

สำหรับคอลเลคชั่น “Love Story” ที่ตั้งใจถ่ายทอดเรื่องราวของความรักที่สวยงามเริ่มตั้งแต่การผลิบานของความรักจนตกผลึกสุกงอม โดยมีแรงบันดาลใจมาจากหนังโรแมนติกย้อนยุคเรื่อง “Love Story” สีที่เน้นใช้ในคอลเลคชั่นนี้มี 4 สีได้แก่ ขาว, แดง, ทอง, และดำ ซึ่งแต่ละสีเป็นตัวแทนของความรักในแต่ละช่วงเวลา สีขาวถ่ายทอดมุมมองความรักแรกเริ่มที่กำลังเบิกบานบริสุทธิ์และสดใส สีแดงถ่ายทอดมุมมองความรักที่สมบูรณ์แบบเต็มไปด้วยความมีชีวิตชีวาและความสุข สีทองถ่ายทอดมุมมองความรักที่อยู่ในช่วงเวลาแห่งความสุกงอมเต็มที่ เปี่ยมไปด้วยพลังแห่งความรักและความเข้าใจซึ่งกันและกัน นับว่าเป็นจุดสูงสุดของความรัก จนมาถึงสีดำซึ่งถ่ายทอดมุมมองของความรักที่ต้องถึงวันจากลา ไม่ว่าจะเป็นการจากลาด้วยการแยกทางกันหรือว่าจากลากันโดยอายุขัยซึ่งทุกช่วงจังหวะเวลา มีครบรสทั้งสุขและเศร้า เช่นเดียวกับแบรนด์ที่ได้เติบโตขึ้นมาอีกก้าวหนึ่ง

สำหรับความโดดเด่นของแคปซูลคอลเลคชั่น “LoveStory” คือผ้ากลิตเตอร์เนื้อพิเศษแววระยับที่มาช่วยสร้างสีสันให้กับคอลเลคชั่นนี้ โดยเป็นผ้าแบบใหม่ซึ่ง Landmeé ไม่เคยใช้ในคอลเลคชั่นไหนมาก่อนชุดหลักในแคปซูลคอลเลคชั่นนี้เป็นชุดยาวที่สามารถใส่ไปงานกลางคืนได้ ต่างจากคอลเลคชั่นอื่นที่จะเน้นไปที่ชุดเดรสหรือจัมพ์สูทตัวสั้นสดใส แต่ก็ยังไม่ทิ้งกลิ่นอายความเป็นLandmeé ไว้ด้วยลวดลายการปักเย็บสไตล์แฮนด์เมดลงบนเนื้อผ้าและการใช้ผ้าลูกไม้มาประดับอยู่ในดีเทลต่างๆ อย่างประณีต

พบกับคอลเลคชั่นใหม่ได้แล้ววันนี้

 

ครั้งแรกกับนิทรรศการภาพถ่ายขาว-ดำ ผลงานช่างภาพสารคดีระดับโลกชาวบราซิล

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/lady/254563

วันอังคาร ที่ 31 มกราคม พ.ศ. 2560, 06.00 น.