มท.จับมือ’บาเยิร์น’ เปิดสอนครูปั้นแข้งเด็กไทยไปบอลโลก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/240400

บอลโลก, จับมือ, เยิร์น, เปิด, สอน, ครู, ปั้น, แข้ง, เด็ก, ไทย, บอล, โลก, มทจับมือบาเยิร์น, บาเยิร์น, มหาดไทย

การศึกษา-สาธารณสุข >ข่าวการศึกษา-สาธารณสุข  : 31 ส.ค. 2559

มท.จับมือ’บาเยิร์น’ เปิดสอนครูปั้นแข้งเด็กไทยไปบอลโลก

“มหาดไทย” จับมือ “บาเยิร์น มิวนิค” ทีมฟุตบอลดังเยอรมัน ปั้นแข้งเด็กไทยไปบอลโลก ดึงครูดีระดับโลกมาติวเข้มผู้ฝึกสอนครูไทยสู่ระดับสากล

              เมื่อวันที่ 31 ส.ค. ที่สถาบันเอเชียตะวันออกศึกษา มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ศูนย์รังสิต จ.ปทุมธานี นายสุทธิพงษ์ จุลเจริญ รองปลัดกระทรวงมหาดไทย เป็นประธานเปิดการอบรมโครงการสร้างเสริมและสนับสนุนทักษะด้านกีฬาฟุตบอลแก่เยาวชนไทยอย่างยั่งยืน รุ่นที่ 1 จัดขึ้นโดยกรมส่งเสริมการปกครองส่วนท้องถิ่น กระทรวงมหาดไทย ร่วมกับบริษัท สปอร์ต ไทย- บาวาเรีย จำกัด ซึ่งเป็น Official Strategic Partnership กับทางสโมสรฟุตบอลบาเยิร์น มิวนิค ประเทศเยอรมัน

มท.จับมือ'บาเยิร์น' เปิดสอนครูปั้นแข้งเด็กไทยไปบอลโลก

              นายสุทธิพงษ์  กล่าวว่าโครงการสร้างเสริมและสนับสนุนทักษะด้านกีฬาฟุตบอลแก่เยาวชนไทยอย่างยั่งยืน ถูกพัฒนาจากแนวทางและวิธีการฝึกซ้อมฟุตบอลตามมาตรฐานสากล และได้นำมาปรับใช้ให้เหมาะสมกับกิจกรรมกีฬาฟุตบอลของนักเรียนตั้งแต่ชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 จนถึงชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 โดยถ่ายทอดแนวทางการพัฒนานี้ไปทางผู้ฝึกสอนกีฬาฟุตบอลประจำโรงเรียนทั่วประเทศ

อย่างไรก็ตามเบื้องต้นทางผู้จัดทำโครงการฯ ได้กำหนดให้มีการฝึกอบรมผู้ฝึกสอนด้านฟุตบอล ตั้งแต่ช่วงปลายเดือนกันยายน จนถึงต้นเดือนพฤศจิกายน 2559 โดยเปิดฝึกอบรม รุ่นละ 40 คน รวมทั้งสิ้นจำนวน 6 รุ่น ตั้งแต่เวลา 08.00  – 19.30 น. โดยมีวิทยากรจากบริษัท สปอร์ต ไทย- บาวาเรีย จำกัด ได้แก่ Mr.Dennis Amato ตำแหน่ง Head of Academic  และ Mr.Ronald Boretti ตำหน่ง Director of Coaching ซึ่งทั้งสองคนเป็นโค้ชระดับ UEFA A-License เป็นผู้ฝึกสอน

มท.จับมือ'บาเยิร์น' เปิดสอนครูปั้นแข้งเด็กไทยไปบอลโลก

              “เนื่องจากผู้ที่จะนำหลักสูตรเหล่านี้ไปเผยแพร่และฝึกสอนให้กับนักเรียน จำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องผ่านการอบรมจากบุคลากรที่มีความรู้ความสามารถ เพื่อให้ผู้ฝึกสอนหรือครูพละศึกษานำหลักสูตรไปสอนนักเรียนได้อย่างถูกต้องตามวิธีการฝึกของสโมสรบาเยิร์น มิวนิค ซึ่งเชื่อได้ว่าจะเป็นการเพิ่มจำนวนนักฟุตบอลไทยที่มีความสามารถ และมีฝีมือทัดเทียมกับนักฟุตบอลในระดับสากลมากขึ้น ซึ่งคาดว่าโครงการนี้จะสามารถสร้างเสริมและสนับสนุนทักษะด้านกีฬาฟุตบอลแก่เยาวชนไทยได้อย่างยั่งยืน”

มท.จับมือ'บาเยิร์น' เปิดสอนครูปั้นแข้งเด็กไทยไปบอลโลก

              นอกจากนี้ รองปลัดกระทรวงมหาดไทย กล่าวฝากให้ครูอาจารย์และโค้ชของโรงเรียนสังกัดองค์กรปกครองท้องถิ่นที่โชคดีได้รับโอกาสจากกลุ่มวังขนาย สปอร์ตไทย บาวาเรีย และโค้ช ได้นำเอาความรู้เทคนิคต่างๆที่ได้จากอาจารย์จากบาร์เยินมิวนิคไปถ่ายทอดให้ลูกศิษย์และเด็กๆในพื้นที่ให้มีทักษะ ซึ่งความรู้ ในการเล่นบอลแบบบาร์เยินมิวนิค เพื่อช่วยกันปั้นเด็กๆให้เป็นกำลังสำคัญของทีมชาติไทยให้ได้ไปบอลโลก โดยเฉพาะในยุคนี้ฟุตบอลหรือกีฬาอื่นๆนอกจากทำให้เด็กเป็นผู้ใหญ่มีสุขภาพร่างกายแข็งแรงจิตใจดีงามแล้ว ยังใช้เป็นเครื่องมือในการเรียนต่อในมหาวิทยาลัย ใช้เป็นอาชีพได้ด้วย และเหนืออื่นใดคือ ทำให้คนไทยทั้งชาติมีความสุขร่วมกันจากความสำเร็จของนักฟุตบอลนักกีฬาไทย จึงขอฝากให้ตั้งใจรับการถ่ายทอดและนำไปสอนเด็กๆของเราต่อไป

ด้าน นายศวัสกร วิบุญวิริยะวงศ์ ผู้จัดการทั่วไป บริษัท สปอร์ต ไทย-บาวาเรีย จำกัด กล่าวว่าจากนโยบายรัฐบาล “ลดเวลาเรียน เพิ่มเวลารู้”  คือการลดเวลาในห้องเรียนให้น้อยลง แต่ต้องไม่กระทบเนื้อหาหลักที่ควรเรียนรู้และปรับเปลี่ยนให้ใช้เวลาในการทำกิจกรรมที่นักเรียนสนใจ เพื่อเพิ่มทักษะในการเรียนรู้นอกห้องเรียนและสามารถพัฒนาสู่เส้นทางสายอาชีพได้ในที่สุด ซึ่งกิจกรรมที่เป็นที่นิยมสูงสุดของเยาวชนไทย คือการฝึกฝนเพื่อเป็นนักฟุตบอลอาชีพ ถือเป็นโอกาสอันดีที่เยาวชนไทยจะได้รับการฝึกฝนขั้นพื้นฐานตามรูปแบบมาตรฐานสากล

ทั้งนี้เพื่อให้บรรลุวัตถุประสงค์ดังกล่าว ทางบริษัท สปอร์ต ไทย-บาวาเรีย จึงได้จัดทำหลักสูตรเพื่อพัฒนาศักยภาพนักกีฬาฟุตบอลขึ้น เพื่อนำมาปรับใช้ให้เหมาะสมกับการเรียนการสอนด้านกีฬาฟุตบอลของนักเรียน ตั้งแต่ชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 จนถึง มัธยมศึกษาปีที่ 6 รวมทั้งฝึกสอนและพัฒนาทักษะให้แก่ครูพลศึกษา ผู้ฝึกสอนกีฬาฟุตบอล ได้นำไปใช้ในช่วงเวลาของการเรียนรู้นอกห้องเรียนตามนโยบายของทางรัฐบาล (ช่วงเวลา 14.30 – 16.00 น.)

นอกจากนี้ทางโรงเรียนยังสามารถนำไปปรับใช้กับการสอนในวิชาพละศึกษาตามหลักสูตรสามัญได้อีกด้วย โดยหลักสูตรนี้ถูกพัฒนาร่วมกันระหว่างโค้ชจากทั้งสองประเทศ  มีระดับการฝึกทั้งหมด 12 ระดับด้วยกัน (ตั้งแต่ชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 จนถึง มัธยมศึกษาปีที่ 6) แต่ด้วยข้อจำกัดทางด้านเวลาในการฝึกสอน หลักสูตรนี้จึงถูกปรับเปลี่ยนให้มีความเข้าใจง่ายและมุ่งเน้นในการปลูกฝังความรู้และความเข้าใจในการเตรียมตัวเพื่อเป็นนักกีฬาอาชีพ อีกทั้งรูปแบบการฝึกซ้อมที่จะสามารถนำไปฝึกฝนด้วยตนเองในเวลาอื่นๆ ได้เช่นเดียวกัน  การปลูกฝังสิ่งเหล่านี้จะนำมาซึ่งความมุ่งมั่นและเป็นแรงผลักดันในการพัฒนาเยาวชนไทยเพื่อสู่ความเป็นมืออาชีพต่อไป

โดยผู้สนใจ โครงการสร้างเสริมและสนับสนุนทักษะด้านกีฬาฟุตบอลแก่เยาวชนไทยอย่างยั่งยืนของกระทรวงมหาดไทย ซึ่งได้ร่วมกับบริษัท สปอร์ต ไทย- บาวาเรีย จำกัด จะสามารถสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่โทรศัพท์. 02-716-1790-2 ได้ตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป

 

เล็งรวมกลุ่ม ทปอ.บวกๆ พัฒนาอุดมศึกษา

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/240364

ทปอ., สุชัชวีร์ สุวรรณสวัสดิ์, เล็ง, รวมกลุ่ม, ทปอ, บวก, พัฒนา, อุดมศึกษา, เล็งรวมกลุ่ม, ทปอบวกๆ, พัฒนาอุดมศึกษา

การศึกษา-สาธารณสุข  : 31 ส.ค. 2559

เล็งรวมกลุ่ม ทปอ.บวกๆ พัฒนาอุดมศึกษา

อธิการบดีสจล. แจงจัดกลุ่มมหาวิทยาลัย ควรกลมกลืนแต่หลากหลาย รวมกลุ่มแบบหลวมๆ เล็งอนาคตประชุมร่วมทปอ.บวกๆ ระหว่างกลุ่มทปอ.ม.รัฐ–ราชภัฎ และราชมงคล พัฒนาอุดมศึกษา

       ศ.ดร.สุชัชวีร์สุวรรณสวัสดิ์ อธิการบดีสถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง(สจล.) กล่าวถึงบทบาทมหาวิทยาลัยในการขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ประเทศไทย4.0 ว่า ในการจัดแบ่งกลุ่มมหาวิทยาลัยออกเป็น 3 กลุ่ม คือ กลุ่มแรก มหาวิทยาลัยที่เน้นเรื่องการวิจัย เพื่อไปพัฒนาเทคโนโลยีวิทยาศาสตร์ต่าง ๆ ในระดับโลก กลุ่มที่สอง มหาวิทยาลัยที่จะเชี่ยวชาญเฉพาะด้าน เช่น เกษตร เทคโนโลยี และกลุ่มที่สาม มหาวิทยาลัยชุมชนที่จะไปตอบโจทย์ระดับพื้นที่ ภูมิภาค ชุมชน นั้นโดยส่วนตัวมองว่าคงต้องมีแนวทางในการดำเนินการที่จะทำให้มหาวิทยาลัยแต่ละประเภทให้มีความกลมกลืนเป็นเนื้อเดียวกันภายใต้ความหลากหลาย เพราะมหาวิทยาลัยท้องถิ่น ก็ใช่ว่าจะไม่ต้องทำงานวิจัย ขณะเดียวกับมหาวิทยาลัยวิจัยก็ต้องทำงานวิจัยเพื่อตอบสนองชุมชน ท้องถิ่นเช่นเดียวกัน ดังนั้น การรวมกลุ่มมหาวิทยาลัยควรเป็นการรวมแบบหลวมๆและแต่ละกลุ่มต้องแลกเปลี่ยนเรียนรู้รวมกัน ในการผลิตบัณฑิต นวัตกรรมใหม่ตอบสนองความต้องการของชุมชน สังคม และประเทศต่อไป อย่างไรก็ตาม การจัดกลุ่มมหาวิทยาลัยใหม่นั้น สามารถทำได้ แต่ต้องเปิดช่องทางให้มหาวิทยาลัยเลือกว่าตัวเองอยากอยู่กลุ่มไหน อยากพัฒนารูปแบบใดด้วย

“ตอนนี้มหาวิทยาลัยในกลุ่มที่ประชุมอธิการบดีแห่งประเทศไทย(ทปอ.)นั้น มีความเหนียวแน่นกันมาก ซึ่งอนาคตอาจจะมีการประชุมร่วมกันระหว่างทปอ. และที่ประชุมอธิการบดีมหาวิทยาลัยราชภัฎ (ทปอ.มรภ.) และที่ประชุมอธิการบดีมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคล(ทปอ.มทร.) หรือการรวมกลุ่ม เป็นทปอ.บวกๆ เพื่อร่วมกันพัฒนาระบบอุดมศึกษา เพราะอาจารย์ บุคลากรในกลุ่มมรภ. และมทร. หรือม.เอกชน ล้วนเป็นศิษย์เก่าจากมหาวิทยาลัยรัฐ”อธิการบดี สจล.กล่าว

 

รมว.ศธ.ยังไม่อนุมัติ “พินิจศักดิ์”ลาออกพ้นเลขาฯสกสค.

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/240359

สกสค., รมว, ยัง, ไม่, อนุมัติ, พินิจ, ศักดิ์, ลาออก, พ้น, เลขาฯ, รมวศธยังไม่อนุมัติ, พินิจศักดิ์

การศึกษา-สาธารณสุข  : 31 ส.ค. 2559

รมว.ศธ.ยังไม่อนุมัติ “พินิจศักดิ์”ลาออกพ้นเลขาฯสกสค.

รมว.ศึกษาธิการ ชี้ยังไม่อนุมัติ “พินิจศักดิ์” ลาออกเลขาธิการสกสค. เหตุรอหาผู้เหมาะสมก่อน แจงภาระงานค่อนข้างมา ยันไม่เกี่ยวทำงานล่าช้า พร้อมเร่งรัดแก้ปัญหาทุจริต

    เมื่อวันที่31ส.ค. พล.อ.ดาว์พงษ์รัตนสุวรรณรมว.ศึกษาธิการกล่าวถึงกรณี ที่นายพินิจศักดิ์ สุวรรณรังค์ เลขาธิการคณะกรรมการข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา (ก.ค.ศ.) ปฏิบัติหน้าที่เลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมสวัสดิการและสวัสดิภาพครูและบุคลากรทางการศึกษา (สกสค.)ยื่นหนังสือลาออกจากจากตำแหน่ง ปฏิบัติหน้าที่ สกสค. ว่า นายพินิจศักดิ์ ได้ยื่นหนังสือลาออกมาให้ตนจริง แต่ตนยังไม่อนุมัติ เนื่องจากต้องรอหาผู้ที่เหมาะสมมาดำรงตำแหน่งแทนก่อน โดยเรื่องการเปลี่ยนตัวผู้ปฏิบัติหน้าที่เลขาธิการสกสค. ตนได้มีกาพูดคุยกับนายพินิจศักดิ์ มานานกว่า2เดือนแล้ว ซึ่งไม่ใช่แค่นายพินิจศักดิ์เท่านั้น รวมถึงนายสุเทพชิตยวงษ์ รองเลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน(กพฐ.) ปฏิบัติหน้าที่ผู้อำนวยการองค์การค้า ของสกสค. ด้วย เพราะเท่าที่ดูภาระงานของทั้ง2คนค่อนข้างมากจึงคิดว่า ต้องหาคนที่มาทำหน้าที่ดังกล่าวแทน ไม่ได้เกี่ยวข้องกับการแก้ปัญหาล่าช้า

อย่างไรก็ตาม ที่ผ่านมา งานของนายพินิจศักดิ์ และนายสุเทพ ล้นมือจริง ๆ และประกอบกับ มีการตั้งคณะกรรมการศึกษาธิการจังหวัด(กศจ.) มีศึกษาธิการภาค (ศธภ.) ทำให้รองเลขาธิการก.ค.ศ. เอง ต้องลงพื้นที่ไปในจังหวัดต่าง ๆ เหลือนายพินิจศักดิ์ทำงานอยู่คนเดียว ตรงนี้ก็เข้าใจ และเห็นด้วยกับนายพินิจศักดิ์ แต่ยังไม่อนุมัติใบลาออกในตอนนี้ต้องรอหาผู้ปฏิบัติหน้าที่แทนให้ได้ก่อน ซึ่งในคำสั่งตามมาตรา44กำหนดไว้ชัดเจนว่า ผู้ที่จะมาปฏิบัติหน้าที่เลขาธิการสกสค. และผู้อำนวยการองค์การค้าฯ จะต้องเป็นข้าราชการระดับ10หรือเทียบเท่า ซึ่งผมก็มองๆ คนที่เหมาะสมไว้บ้างแล้ว

รมว.ศึกษาธิการ กล่าวต่อไปว่า การประชุมคณะกรรมการสกสค. วาระพิเศษ เมื่อเร็ว ๆ นี้ตนได้ติดตามความคืบหน้าเพื่อเร่งรัดการแก้ปัญหาทุจริตและการบริหารจัดการ ของสกสค.8เรื่อง ดังนี้1กรณีอดีตผู้บริหารสกสค. อนุมัติซื้อตั๋วสัญญามูลค่า2,100 ล้านบาท กับบริษัทบิล เลี่ยน อินโนเวเท็ดกรุ๊ป จำกัดเป็นต้น ซึ่งนายพินิจศักดิ์ ได้รายงานว่า ผู้ที่เกี่ยวข้อง อยู่ระหว่างการสอบสวนของคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.)19ราย กรณีปลอมเช็คและไม่สามารถเบิกจ่ายเงินได้ตามจริง หรือเช็คเด้ง พนักงานสอบสวนอยู่ระหว่างรวบรวมหลักฐาน และได้ฝากขังผู้ต้องหาที่เกี่ยวข้องไปแล้ว2ราย 2.ก่อสร้างอาคารศูนย์พัฒนาครูและบุคลากรทางการศึกษาภาคเหนือ จ.เชียงใหม่ วงเงิน360ล้านบาทโดยมอบให้สกสค.ตั้งคณะทำงานศึกษา แนวทางการใช้ประโยชน์จากที่ดินดังกล่าว รวมถึงเร่งรัดให้กำหนดระยะเวลา สอบสวนผู้ที่เกี่ยวข้องโดยเร็ว3.กรณี นำเงินไปซื้อหุ้นในบริษัทหนองคายน่าอยู่ ในโครงการก่อสร้างโรงไฟฟ้าพลังงานขยะชุมชน บ้านป่าตอง ต.โพนสว่าง อ.เมือง จ.หนองคาย สูงกว่าราคาพาร์ วงเงิน800ล้านบาท ซึ่งบริษัทหนองคายน่าอยู่ฯ ยินยอมจะซื้อหุ้นคืน ในระยะเวลา5ปี แต่กองทุนเงินสนับสนุนพิเศษและส่งเสริมความมั่นคงฯ เสนอให้ซื้อทีเดียวทั้งหมด ขอให้เร่งสอบถามไปยังบริษัท หนองคายน่าอยู่ เนื่องจากเป็นประโยชน์ของหน่วยงาน4.การตั้งคณะกรรมการตรวจสอบ เครื่องแบบนักเรียนขององค์การค้าฯ ค้างสต็อค5.แผนการเปิดให้บริหารหอพักสกสค.

นอกจากนั้น6มาตรการในการจ่ายเงิน กองทุนสนับสนุนพิเศษกองทุนฌาปนกิจสงเคราะห์ช่วยเพื่อนครูและบุคลากรทางการศึกษา(ช.พ.ค.) ซึ่งที่ผ่านมามีผู้ร้องเรียนว่า จ่ายเงินล่าช้า รวมถึงยังมีเงินบางส่วนค้างอยู่ที่สกสค. จังหวัด ที่ไม่ได้โอนเข้าส่วนกลาง7.แผนการคัดสรรผู้ดำรงตำแหน่งผู้อำนวยการสกสค.จังหวัด แทนผู้ที่ครบวาระ ในเดือนธันวาคม และ8.โครงการลดภาระหนี้ครูโดยใช้เงินจากโครงการการฌาปนกิจสงเคราะห์ช่วยเพื่อนครูและบุคลากรทางการศึกษา (ช.พ.ค.) ซึ่งทายาทจะได้รับในอนาคตเมื่อสมาชิกเสียชีวิต มาค้ำประกันในการอนุมัติวงเงินสินเชื่อใหม่ เพิ่มเติมให้ผู้กู้ที่เป็นข้าราชการครูฯ หรือรีไฟแนนซ์หนี้ในอัตราดอกเบี้ย4% .ในส่วนของมาตรการผู้ผิดนัดชำระหนี้ ซึ่งได้ชะลอการเข้าร่วมโครงดารไว้ ก่อน จะมาตรการใดเพื่อให้สามารถเข้าร่วมโครงการได้ ขอให้สกสค.สรุปประเด็นการติดตามหนี้ ที่หักเงินจากกองทุนเงินสนับสนุนพิเศษฯชำระหนี้แทนไปแล้ว รวมถึงให้มีหนังสือหารือ ผู้ตรงการแผ่นดิน หน่วยงานกลาง เกี่ยวกับแนวปฏิบัติ กรณีธนาคารออมสิน หักเงินกองทุนเงินสนับสนุนฯ ชำระหนี้แทนครู เพื่อหาข้อยุติ

 

เด็กไทยชนะเลิศวิจัยรักษ์น้ำระดับโลกที่สวีเดน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/240352

สสวท., สุราษฎร์พิทยา, สัปปะรดสี, เด็ก, ไทย, ชนะเลิศ, วิจัย, รักษ์, น้ำ, ระดับโลก, ที่, สวีเดน

การศึกษา-สาธารณสุข  : 31 ส.ค. 2559

เด็กไทยชนะเลิศวิจัยรักษ์น้ำระดับโลกที่สวีเดน

นวัตกรรมการกักเก็บน้ำโดยเลียนแบบสับปะรดสี ร.ร.สุราษฎร์พิทยา คว้ารางวัลชนะเลิศระดับโลกที่สวีเดน

       ดร. พรพรรณ ไวทยางกูร ผู้อำนวยการสถาบันส่งเสริมการสอนวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี (สสวท.) รายงานข่าวด่วนจากประเทศสวีเดนว่า ตามที่ สสวท. ได้จัดการประกวดผลงานวิจัยทางด้านวิทยาศาสตร์ที่แสดงถึงนวัตกรรมด้านการอนุรักษ์ทรัพยากรน้ำของเยาวชนที่กำลังศึกษาในระดับมัธยมศึกษาทั่วประเทศ จึงได้มีการจัดส่งทีมชนะเลิศในปี 2559 คือ โรงเรียนสุราษฎร์พิทยา เข้าร่วมการประกวด Stockholm Junior Water Prize ที่เมืองสต็อกโฮม ประเทศสวีเดน ในระหว่างวันที่ 27 สิงหาคม -1 กันยายน 2559 ในเรื่อง “นวัตกรรมการกักเก็บน้ำเลียนแบบธรรมชาติ สับปะรดสี” (Natural Innovative Water Retention Mimicry Bromeliad (Aechmeaaculeatosepala) ผลงานของนางสาวสุรีย์พร ตรีเพชรประภา นางสาวธิดารัตน์ เพียร และนางสาวกาญจนา คมกล้า โดยมีนางสุวารี พงศ์ธีระวรรณและ นายเฉลิมพร พงศ์ธีระวรรณเป็นอาจารย์ที่ปรึกษานั้น ผลปรากฏว่าผลงานดังกล่าวได้รับรางวัลชนะเลิศ ซึ่งเป็นปีแรกของประเทศไทย และได้รับเกียรติอย่างสูงจากเจ้าฟ้าชายคาร์ล ฟิลิปแห่งสวีเดน เป็นผู้พระราชทานรางวัลในงานดังกล่าวคณะนักเรียนจะเดินทางกลับถึงประเทศไทยในวันศุกร์ที่ 2 กันยายน 2559 เวลา 05.50 น. ด้วยเที่ยวบินTG961

เด็กไทยชนะเลิศวิจัยรักษ์น้ำระดับโลกที่สวีเดน

    ผลงานวิจัย “นวัตกรรมการกักเก็บน้ำโดยเลียนแบบสับปะรดสี” เป็นแนวทางหนึ่งในการแก้ปัญหาการขาดแคลนน้ำ ซึ่งสังเกตจากรูปทรงของสับปะรดสีที่สามารถกักเก็บน้ำได้อย่างมีประสิทธิภาพ ทีมผู้วิจัยได้เลือกสับปะรดสีพันธุ์ เอคมี อะคูลีโทเซพาลา (Aechmeaaculeatosepala) เนื่องจากเป็นพันธุ์ที่เก็บกักน้ำได้ดี

จากการศึกษาลักษณะทางกายภาพของต้นสับประรดสีพันธุ์ดังกล่าว พบว่า ส่วนดักจับน้ำที่สำคัญมีหลายส่วน ได้แก่ แผ่นใบ ที่มีขอบใบทั้งสองข้างบางกว่าบริเวณกลางใบทำให้แผ่นใบมีลักษณะเป็นรูปตัวยูเหมือนรางน้ำ น้ำไหลไปกักเก็บที่แอ่งระหว่างกาบใบ หนามเล็กๆ บริเวณรอบใบ บิดเป็นมุม 50 องศากับขอบใบ ช่วยดึงน้ำที่อยู่ห่างจากขอบใบในระยะ 2 มิลลิเมตร ให้เข้ามาในใบได้ ผิวใบด้านหน้าใบและหลังใบช่วยให้น้ำไหลลงไปรวมกันที่รางรับน้ำ เนื่องจากแรงยึดติด (Adhesive force) ระหว่างน้ำกับผิวใบมากกว่าแรงเชื่อมแน่น (Cohesive force) ของน้ำ

นอกจากนี้ ส่วนกักเก็บน้ำของสับปะรดสีเอคมี อะคูลีโทเซพาลา เกิดจากใบเรียงเหลื่อมซ้อนกัน กาบใบด้านล่างจะกว้างออก ขอบใบบาง มีลักษณะเป็นแอ่งกักเก็บน้ำทรงกรวยตรงกลางลำต้น และระหว่างซอกใบทุกใบก็สามารถเก็บน้ำได้ ซึ่งสามารถกักเก็บน้ำได้มากกว่าภาชนะทรงกรวยที่มีขนาดเท่ากันถึง 17.28 เปอร์เซ็นต์

เด็กไทยชนะเลิศวิจัยรักษ์น้ำระดับโลกที่สวีเดน

     จากข้อมูลที่ได้จากการศึกษาการกักเก็บน้ำของสับปะรดสีพันธุ์ เอคมี อะคูลีโทเซพาลา และจากการสังเกตพบว่าในเวลากลางคืนจะมีหยดน้ำเกาะตามแผ่นสังกะสีเคลือบอะลูมิเนียมมุมหลังคาบ้าน จึงได้นำมาเป็นต้นแบบสร้างอุปกรณ์ในการกักเก็บน้ำเลียนแบบสับปะรดสี โดยประดิษฐ์จากแผ่นอะลูมิเนียม เนื่องจากแผ่นอะลูมิเนียมมีความจุความร้อนน้อย ในช่วงเวลากลางคืนเมื่อไอน้ำในอากาศมากระทบจึงกลั่นตัวเป็นหยดน้ำได้ง่าย

เมื่อนำชุดอุปกรณ์นี้ไปใช้จริง โดยติดตั้งบนต้นยางพาราซึ่งเป็นพืชเศรษฐกิจของประเทศไทย ต่อสายน้ำเกลือปักลงในดินห่างจากโคนต้น 1 เมตร พบว่า ความชื้นในดินที่ใช้ชุดอุปกรณ์จะมีค่าสูงกว่าความชื้นในดินที่ไม่ใช้ชุดอุปกรณ์ และไม่รดน้ำ 17.65 เปอร์เซ็นต์ และมีความชื้นในดินใกล้เคียงกับการรดน้ำตามปกติ ซึ่งน้อยกว่ารดน้ำปกติ 9.80 เปอร์เซ็นต์นอกจากนี้ ต้นยางพาราที่ใช้ชุดอุปกรณ์สามารถให้ผลผลิตสูงกว่าไม่ได้ใช้ชุดอุปกรณ์ 57.50 เปอร์เซ็นต์ ด้วยราคาต้นทุนชุดละ 25 บาท เมื่อนำไปใช้กับต้นยางพาราเพียง 6 วัน ก็จะคุ้มราคาทุน

เด็กไทยชนะเลิศวิจัยรักษ์น้ำระดับโลกที่สวีเดน

     กลุ่มนักเรียนผู้พัฒนานวัตกรรม กล่าวว่า สาเหตุที่ทำงานวิจัยเรื่องนี้ เนื่องจากต้องการหาแนวทางในการช่วยแก้ปัญหาการขาดแคลนน้ำ โดยเฉพาะในการเกษตร เพราะโมเดลนี้สามารถช่วยเหลือให้เกษตรกรสามารถปลูกพืชได้แม้สภาวะแห้งแล้ง และจะปรับปรุงพัฒนางานให้ดีขึ้น สามารถกักเก็บน้ำให้ได้มากยิ่งขึ้น ซึ่งจะได้ผลงานที่สามารถนำไปใช้ได้อย่างกว้างขวาง และนำไปเผยแพร่สู่ชุมชน ให้ชาวบ้านได้ใช้โมเดลกักเก็บน้ำนี้เพื่อทำ

 

‘โรคมือเท้าปาก’ระบาด รร.บางพูนปิดเรียน7วัน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/240295

คมชัดลึก, ปิดเรียน, วัดบางพูน, ปทุม, สั่ง, โรค, มือ, เท้า, ปาก, ระบาด, บาง, พูน, ปิด, เรียน, วัน, โรคมือเท้าปากระบาด, รรบางพูนปิดเรียน7วัน, โรคมือเท้าปาก

การศึกษา-สาธารณสุข  : 31 ส.ค. 2559

‘โรคมือเท้าปาก’ระบาด รร.บางพูนปิดเรียน7วัน

รร.วัดบางพูน จ.ปทุมธานี สั่งปิดเรียน 7 วัน หลังโรคมือเท้าปากระบาด

               เมื่อเวลา 09.00 น.วันที่ 31 ส.ค.59 ผู้สื่อข่าวได้รับแจ้งจากชาวบ้านว่าในรอบสัปดาห์ที่ผ่านมามีเด็กนักเรียนโรงเรียนวัดบางพูน อ.เมือง จ.ปทุมธานี ได้ป่วยเป็นโรคมือ เท้า ปาก หรือโรคผิวหนัง และได้ให้เด็กนักเรียนบางคนที่เป็นโรคมือ เท้า ปาก หยุดเรียนไปแล้วนั้น ต่อมาเมื่อวันที่ 29 ส.ค.59 เจ้าหน้าที่สาธารณสุข รพ.สต.บางพูน เข้ามาคัดกรองพบนักเรียนมีอาการของโรคมือ เท้า ปากและผิวหนัง เป็นเพิ่มมากขึ้นเป็นจำนวนมาก ซึ่งก็จะพบในระดับชั้นอนุบาล ถึงระดับประถม จึงประกาศให้หยุดเรียน ตั้งแต่วันที่ 30 ส.ค.59 ถึง 5 ก.ย.59 เป็นเวลา 7 วัน

วันนี้ผู้สื่อข่าวจึงได้ไปตรวจสอบและสอบถาม น.ส.ณัชชา ชัยรัตน์ อายุ 34 ปี อยู่บ้านเลขที่ 365/07 ม.6 ต.บางพูน อ.เมือง จ.ปทุมธานี ซึ่งเป็นผู้ปกครองของ เด็กหญิง อรววณ การะเกตุ อายุ 9 ปี หรือน้องจุ๊บแจง นักเรียนชั้น ป.3/1 โรงเรียนวัดบางพูน อ.เมือง จ.ปทุมธานี ซึ่งติดเชื้อโรคมือ เท้า ปาก จากเพื่อนร่วมห้อง

โดย น.ส.ณัชชา ชัยรัตน์ ได้เปิดเผยกับผู้สื่อข่าวว่า เมื่อเวลา 11.00 น. ของวันที่ 29 ส.ค. ครูประจำชั้นของลูกสาวได้โทรมาบอกว่าลูกสาวไม่สบายให้ไปรับตัวกลับบ้าน ก็ตกใจเพราะเมื่อช่วงเช้าก็ยังไปส่งลูกสาวที่โรงเรียนไม่เห็นว่าจะมีอาการเป็นไข้แต่อย่างใด เมื่อไปถึงโรงเรียน ครูก็บอกว่าเด็กติดเชื้อจากเพื่อนร่วมห้องซึ่งก็ได้หยุดเรียนไปแล้วเกือบอาทิตย์ แต่เชื้อของโรคมือ เท้า ปาก ได้แพร่กระจายติดกับเด็กนักเรียนที่อยู่ห้องเดี่ยวกับลูกสาวอีก 14 คน ในขณะที่เจ้าหน้าสาธารณสุขก็ได้คัดกรองเด็กนักเรียนทั้งหมด จากชั้นอนุบาล ถึง ระดับมัธยม เกือบ 1,000 คน ซึ่งคุณครูก็บอกว่าขณะนี้เชื้อโรคมือ เท้า ปาก เข้าไปอยู่ในตัวของลูกสาวแล้ว โดยบอกว่าคุณแม่ต้องดูแลลูกอย่างดีกินข้าวกินปลาต้องแยกถ้วยชาม เวลาลูกเข้าห้องน้ำเสร็จก็ต้องใช้น้ำยาฆ่าเชื้อ ซึ่งก็ทำตามที่ครูบอกทั้งหมดแต่ก็ยังไม่คลายจากความกังวล

ทางด้านนายพิเชษฐ การะเกตุ อายุ 45 ปี กล่าวว่ารู้สึกวิตกกังวลของอาการหลังจากที่ลูกสาวติดเชื้อโรคมือ เท้า ปาก เนื่องจากไม่มีหนังสือแจงเตือนให้เราสังเกตอาการของเด็กว่ามีอาการอย่างไร เช่นเด็กมีการซึมเศร้าแล้ว และราควรจะทำอย่างไรต่อ ซึ่งเราก็ไม่รู้อะไร ขั้นต้น ขั้นแรกจะให้เราสังเกตอาการอย่างไร เพียงแต่มียากินและยาทามาให้

ด้านคุณครูกมลรัตน์ โพธิ์น้อย กล่าวว่า มีเด็กนักเรียนระดับประถมรายหนึ่งมีอาการเป็นไข้ตัวร้อนเมื่อวันพุธที่ 24 ส.ค.ที่ผ่านมา จึงโทรศัพท์แจ้งให้ผู้ปกครองมารับกลับบ้านและติดตามอาการจึงทราบว่าเป็นโรคมือเท้าปาก ทาง ผอ.จึงสั่งให้เด็กที่เป็นโรคมือเท้าปาก หยุดเรียนก่อน 10 วันถ้ายังไม่หายก็ให้หยุดต่ออีก หลังจากนั้นก็พบว่าเด็กนักเรียนรายอื่นๆ ติดเชื้อโรคมือเท้าปากเพิ่มขึ้นอีก 3 ราย ทางโรงเรียนจึงสั่งให้เด็กหยุดเรียนอีก 10 วัน และในวันที่ 29 ที่ผ่านมา ทางเจ้าหน้าที่สาธารณสุข รพ.สต.บางพูน เข้ามาคัดกรองพบนักเรียนมีอาการของโรคมือ เท้า ปาก เพิ่มมากขึ้นเป็นจำนวนร้อยๆ คน โดยได้แพร่ระบาดออกไปถึงนักเรียนระดับชั้นมัธยม ทาง ผอ.โรงเรียน จังสั่งประกาศหยุดเรียนทั้งโรงเรียนเป็นเวลา 7 วัน โดยจะเปิดเรียนในวันที่ 6 ก.ย. หากพบว่าเด็กนักเรียนคนใดยังไม่หายก็ให้หยุดต่อไปอีก ซึ่งโรคนี้ระบาดเร็วมาก และทางโรงเรียนได้แจ้งไปยังสาธารณสุขจังหวัด แต่ก็ยังไม่มีเจ้าหน้าที่เข้ามาตรวจสอบ โดยทางโรงเรียนก็ได้ล้างทำความสะอาดทั้งของเล่นเด็กนักเรียน ห้องเรียน อุปกรณ์ต่างๆ ด้วยน้ำยา ซึ่งก็ต้องช่วยกันทำทุกวันก่อนที่โรงเรียนจะเปิด

 

ประยุทธ์บอกมีวิธีรับมือซิกา

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/240211

นายกฯ, ประยุทธ์, บอก, วิธี, รับมือ, ซิกา

การศึกษา-สาธารณสุข  : 30 ส.ค. 2559

ประยุทธ์บอกมีวิธีรับมือซิกา

นายกฯ”ยันมีมาตรการรับมือ “ซิกา” ชี้ไทยรับมือโรคระบาดดีที่สุดในอาเซีย

–30ส.ค.59–เมื่อเวลา 14.10 น. พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) แถลงผลการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) กรณีศูนย์ควบคุมและป้องกันโรคสหภาพยุโรป   ระบุถึงสถานการณ์ของโรคติดเชื้อไวรัสซิกาใน 4 จังหวัดของไทยคือจ.จันทบุรี เพชรบูรณ์ บึงกาฬ และเชียงใหม่ อยู่ในระดับสีแดงว่า กระทรวงมหาดไทย และกระทรวงสาธารณสุข กำลังติดตามอยู่ซึ่งมีอยู่ 3-4 จังหวัด ทุกอย่างเราไม่ต้องกังวล เรามีแผนงานและมาตรการรองรับไว้แล้ว เมื่อมันเกิดเราก็ต้องแก้ไขและอย่าให้คนเป็นอีก ทั้งนี้เราได้ตั้งศูนย์ในแต่ละภูมิภาคเอาไว้รองรับแล้ว รัฐบาลนี้ให้งบประมาณลงไปจัดทำห้องคนไข้พิเศษ ห้องปฏิบัติการดูแลโรคระบาดร้ายแรง ซึ่งมีทุกโรงพยาบาลใหญ่

“ตอนนี้รมว.สาธารณสุขกำลังดูแลอยู่  รมว.มหาดไทยก็กำชับลงไปในพื้นที่ในสายการปกครอง บางโรคบางทีก็ติดต่อง่าย เพียงถ้ารักษาทันเวลาก็ไม่เป็นไร บางครั้งก็ได้ยาผิด กินยาผิดกันเองบ้าง ไม่ไปหาหมอเลยไม่รู้อาการบ้าง เราต้องสร้างการรับรู้โรคไวรัสซิกา มีอาการอย่างไร มันก็เป็นการทั้งโลกและหลายประเทศ เราขึ้นชื่อว่าเราเป็นประเทศที่บริหารจัดการเรื่องโรคระบาดได้ดีที่สุดในอาเซียน เรามีชื่อเสียง”นายกฯกล่าว

 

คร.ยันไทยโรคซิกาไม่ได้ระบาดวงกว้างพบผู้ป่วยประปรายยังคุมได้

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/240177

กรมควบคุมโรค, ยัน, ไทย, โรค, ไม่ได้, ระบาด, วงกว้าง, ผู้ป่วย, ประปราย, ยัง, คุม, ได้, โรคซิกา

การศึกษา-สาธารณสุข  : 30 ส.ค. 2559

คร.ยันไทยโรคซิกาไม่ได้ระบาดวงกว้างพบผู้ป่วยประปรายยังคุมได้

คร.ยันไทยไม่พบ“โรคซิกา”ระบาดวงกว้าง พบผู้ป่่วยประปรายเหมือนเวียดนาม-สิงคโปร์-อินโดฯ ยังอยู่ในระดับที่ควบคุมได้ ขอคนไทยอย่าวิตกเดินทางไป 4 จังหวัดเฝ้าระวังพิเศษ

        เมื่อวันที่30ส.ค.เวลา11.30น. ที่กรมควบคุมโรค นพ.อำนวย กาจีนะ อธิบดีกรมควบคุมโรค(คร.) กระทรวงสาธารณสุข แถลงข่าวเกี่ยวกัุบโรคติดเชื้อไวรัสซิกาว่า ตามที่ศูนย์ควบคุมและป้องกันโรคสหภาพยุโรป (European Center for Disease Prevention and Control : ECDC) ได้เผยแพร่ข้อมูลเมื่อวันที่ 19ส.ค.ที่ผ่านมา โดยจัดให้ประเทศไทยเป็นพื้นที่ที่มีการระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสซิการะดับสีแดง คือ มีการแพร่กระจายของโรคอย่างกว้างขวางในช่วง3เดือนนั้น ขอชี้แจงว่าการจำแนกของอีซีดีซีนั้นต่างจากการจำแนกขององค์การอนามัยโลกหรือฮู โดยข้อมูลที่อีซีดีซีใช้เป็นข้อมูลที่ไม่สมบูรณ์และคร.ไม่เคยส่งข้อมูลอย่างเป็นทางการไปให้กับอีซีดีซี เข้าใจว่าข้อมูลที่ใช้เป็นข้อมูลที่ปรากฎผ่านสื่อต่างๆ จึงอยากให้ใช้อข้อมูลการจำแนกพื้นที่ระบาดของฮูเป็นหลัก เพราะหลักเกณฑ์การจำแนกเป็นมาตรฐาน ส่วนการจำแนกของอีซีดีซีเป็นการใช้เพียงจำนวนผู้ป่วยเป็นสำคัญเท่านั้น และเป็นข้อมูลที่ไม่ครบถ้วนเนื่องจากมีประเทศที่พบผู้ป่วยมากกว่าที่รายงานโดยเฉพาะในภูมิภาคอาเซียน

อธิบดีกรมคร. กล่าวอีกว่า ปัจจุบันฮูจำแนกพื้นที่การระบาดโรคซิกาทั่วโลกออกเป็น 3 ระดับ คือ 1.พื้นที่ที่มีการระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสซิการะดับกว้างขวาง อาทิ บราซิล อาร์เจนตินา ประเทศในแถบภูมิภาคอเมริกากลาง อเมริกาใต้ และสหรัฐอเมริกา 2.พื้นที่ทีมีการระบาดประปราย คือ พบผู้ป่วยในในบางพื้นที่ของประเทศ ปัจจุบันมีอยู่ประมาณ 4 ประเทศ คือ ประเทศไทย เวียดนาม อินโดนีเซีย และสิงคโปร์ และ3.พื้นที่ที่เคยมีการระบาดของผู้ป่วยติดเชื้อไวรัสซิกา แต่ในปี2559ไม่มีรายงานพบผู้ป่วย ซึ่งในส่วนนี้อาจจะแปลได้ว่าเป็นเพราะระบบการเฝ้าระวัง ควบคุม ดูแลและตอบโต้สถานการณฺ์ไม่ไวพอที่จะรายงานต่อสาธารณะ

นพ.อำนวย กล่าวอีกด้วยว่า สำหรับสถานการณ์ของโรคในประเทศไทยขณะนี้ ตั้งแต่ต้นปี 2559 พบผู้ป่วยใน 16 จังหวัดในจำนวนนี้เหลือเพียง 6 จังหวัดที่ยังต้องเฝ้าระวังต่อเพื่อให้พ้นระยะฟักตัวของโรคที่ 28 วัน โดยอีก 2 จังหวัด คือ สมุทรปราการและหนองคายครบกำหนดการเฝ้าระวังในวันที่ 30และ 31 สิงหาคม 2559ตามลำดับ จึงเหลือเพียง 4 จังหวัดที่ต้องเฝ้าระวัง อีก 2 สัปดาห์ คือ เชียงใหม่ จันทบุรี เพชรบูรณ์ และบึงกาฬ ตามที่ได้ส่งหนังสือถึงกระทรวงมหาดไทยเพื่อขอความร่วมมือในการกำชับเจ้าหน้าที่ปกครองส่วนท้องถิ่น อุตสาหกรรม พาณิชย์ สถานศึกษา ให้ความร่วมมือกับเจ้าหน้าที่สาธารณสุขในการควบคุมป้องกันโรค

“ขอให้ประชาชนคลายความกังวล เพราะประเทศไทยไม่ใช่ประเทศเดียวในภูมิภาคอาเซียนที่พบผู้ป่วยโรคซิกา และการระบาดในไทยไม่ได้ระบาดกว้างขวาง เจอผู้ป่วยแบบประปราย แต่ละจุดที่พบผู้ป่วยไม่ได้มีจำนวนมาก รูปแบบการระบาดของไทยจะเป็นลักษณะจากคนหนึ่งเดินทางไปอีกพื้นที่หนึ่ง ยังไม่พบการระบาดเป็นกลุ่มขนาดใหญ่ เคยพบในบางพื้นที่มีผู้ป่วย 4-5 คน สถานการณ์ยังอยู่ในระดับคุมได้ ทั้งนี้ ใน 4 จังหวัดที่ต้องมีการเฝ้าระวังต่อ ไม่ได้เกิดการระบาดทั้งจังหวัด ขอประชาชนอย่าวิตกที่จะเดินทางไปในจังหวัดดังกล่าว”นพ.อำนวยกล่าว

นพ.อำนวย กล่าวอีกว่า ที่ผ่านมามีหญิงตั้งครรภ์ในพื้นที่มีผู้ป่วยติดเชื้อไวรัสซิกา20ราย คลอดแล้ว6ราย ทารกเป็นปกติทุกราย ส่วนคณะทำงานศึกษาเฝ้าระวังกลุ่มทารกพิการศีรษะเล็กย้อนหลังและปัจจุบันนั้นจะทำการสรุป จำแนกประเด็นและเสนอรายงานให้ทราบเป็นระยะ ขณะนี้ทราบว่าในสหรัฐอเมริกาและยุโรปอยู่ระหว่างการศึกษาวัคซีนป้องกันเชื้อไวรัสซิกาตอนนี้อยู่ในขั้นการทดลองในมนุษย์คาดว่าน่าจะสำเร็จใน2-3ปีข้างหน้าและจะใช้ในกลุ่มหญิงตั้งครรภ์

 

แพทย์เผยพิษคางคกแรง!!!ออกฤทธิ์เร็วทำลายระบบหัวใจถึงตาย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/240169


กินคางคก, พิษตางคก, แพทย์, เผย, พิษ, คางคก, แรง, ออกฤทธิ์, เร็ว, ทำลาย, ระบบ, หัวใจ, ถึงตาย

การศึกษา-สาธารณสุข  : 30 ส.ค. 2559

แพทย์เผยพิษคางคกแรง!!!ออกฤทธิ์เร็วทำลายระบบหัวใจถึงตาย

แพทย์เผยพิษคางคกแรง!!! ออกฤทธิ์เร็วทำลายระบบหัวใจถึงตาย ห้ามรับประทานเด็ดขาด ไม่มียาต้านพิษโดยตรง ยิ่งกินแกล้มเหล้าพิษยิ่งดูดซึมเข้าร่างกายเร็วขึ้น

     นพ.โอภาส การย์กวินพงศ์ รองอธิบดีกรมควบคุมโรค(คร.) กล่าวถึงการกรณีที่ประชาชนกินคางคกแล้วเสียชีวิตว่า คางคกเป็นสัตว์ที่มีพิษหากประชาชนนำมารับประทานจะทำให้ได้รับพิษปนเปื้อน มีอาการคลื่นไส้ อาเจียน และรุนแรงต่อระบบหายใจ ทำให้เสียชีวิตอย่างรวดเร็ว โดยผู้ที่เสียชีวิตเพราะได้รับพิษเข้าไปในปริมาณมาก โดยคางคกจะมีต่อมพิษอยู่ใกล้คอเพื่อป้องกันตัวเองไม่ให้ถูกทำร้าย หากรับประทานคางคกเข้าไปแล้วไม่สบาย คลื่นไส้ อาเจียน ถ้ายังมีสติจะต้องทำให้อาเจียนสิ่งที่รับประทานเข้าไปออกมาก แต่ถ้าหมดสติให้รีบนำส่งแพทย์พร้อมกับบอกด้วยว่ารับประทานอะไรเข้าไป

แพทย์เผยพิษคางคกแรง!!!ออกฤทธิ์เร็วทำลายระบบหัวใจถึงตาย

     “ที่ดีที่สุดคืออย่ารับประทานคางคก ไม่แนะนำให้รับประทานโดยเด็ดขาด เช่นเดียวกับแมงป่องและแมงมุม ยิ่งการกินคู่กับเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ยิ่งไม่ควร เพราะจะทำให้ร่างกายดูดซับสารพิษเข้ากระแสเลือดได้เร็วขึ้น กรณีที่มีการกินเนื้อไก่ที่ปิ้งในตะแกรงเดียวกับที่ปิ้งคางคกแล้วมีอาการป่วยอาจเป็นเพราะมีพิษปนเปื้อนอยู่ในตะแกรง ไม่มีวิธีการกินให้ปลอดภัย เพราะไม่แนะนำให้กินเด็ดขาด”นพ.โอภาสกล่าว

นพ.โอภาส กล่าวอีกว่า พิษจากสัตว์บางตัวไม่มียาต้านพิษ บางตัวมียาต้านพิษแต่พิษค่อนข้างเร็ว และไม่ได้มียาต้านพิษสำรองไว้ในโรงพยาบาลทุกแห่งเพราะยามีราคาค่อนข้างแพง จึงจำเป็นต้องใช้ระยะเวลาในการรอกว่าที่ยาต้านพิษจะส่งไปถึงโรงพยาบาลแต่ละแห่ง ซึ่งพิษจากคางคก ไม่มียาต้านพิษโดยตรง และพิษจากคางคกจะเป็นอันตรายต่อระบบหัวใจทำให้พิษเกิดอันตรายต่อร่างกายอย่างรวดเร็วและรักษายาก เพราะจะมีอาการรุนแรง เช่น เดียวกับพิษจากแมงกะพรุนกล่อง ที่จะออกฤทธิ์เป็นอันตรายต่อร่างกายภายใน 30 นาที ที่ผ่านมา พบผู้ได้รับพิษจากคางคกไม่มากปีละ 2-3 ราย แต่พิษจากสัตว์ที่พบผู้ป่วยบ่อยคือพิษจากปลาปักเป้า ปีละ 10 รายและพิษจากแมงกะพรุนที่มีตัวเลขเพิ่มขึ้น ส่วนพิษจากพืชที่พบบ่อย คือ เห็ดพิษมีผู้ได้รับอันตรายปีละหลายร้อยราย และสบู่ดำที่นักเรียนมักนำมารับประทานจนได้รับอันตาย

 

กพร.ขานรับนโยบายรบ.ผู้ประกอบการกู้เงินพัฒนาฝีมือแรงงาน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/240110

พัฒนาฝีมือแรงงาน, กพร, ขานรับ, นโยบาย, ผู้, ประกอบ, การกู้เงิน, พัฒนา, ฝีมือ, แรงงาน

การศึกษา-สาธารณสุข >ข่าวการศึกษา-สาธารณสุข  : 29 ส.ค. 2559

กพร.ขานรับนโยบายรบ.ผู้ประกอบการกู้เงินพัฒนาฝีมือแรงงาน

กรมพัฒนาฝีมือแรงงานขานรับนโยบายรัฐบาล ตีปี๊บชวนผู้ประกอบการกู้เงินไปใช้พัฒนาฝีมือแรงงานใน 7 สาขา ขยายวงเงินกู้จาก 3 แสน เป็น 1 ล้าน แถมปลอดดอกเบี้ย 1 ปี

            นายกรีฑา สพโชค อธิบดีกรมพัฒนาฝีมือแรงงาน (กพร.) กระทรวงแรงงาน ให้สัมภาษณ์ว่าเพื่อสนับสนุนและส่งเสริมให้สถานประกอบกิจการ ได้ดำเนินการพัฒนาทักษะของลูกจ้าง ให้สอดคล้องกับการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของรัฐบาล ให้มีความมั่นคง มั่งคั่ง และยั่งยืน  คณะกรรมการส่งเสริมการพัฒนาฝีมือแรงงาน ซึ่งมี ม.ล.ปุณฑริก สมิติ ปลัดกระทรวงแรงงาน เป็นประธาน จึงเห็นชอบขยายเพดานวงเงินกู้ยืมจากกองทุนพัฒนาฝีมือแรงงาน โดยให้ผู้ประกอบการกู้ไปฝึกอบรมฝีมือแรงงาน หรือทดสอบมาตรฐานฝีมือแรงงานม จากเดิมไม่เกิน 3 แสนบาทต่อครั้ง เพิ่มเป็นไม่เกิน 1 ล้านบาท นอกจากนั้น ยังลดดอกเบี้ยเงินกู้ยืม เหลือร้อยละศูนย์  จากเดิมร้อยละ 3 ต่อปี  แต่มีข้อแม้ว่า ผู้ประกอบการต้องทำสัญญาไม่เกินวันที่ 12 มกราคม 2560 โดยมี กำหนดชำระคืนไม่เกิน 12 เดือน

ทั้งนี้ สาขาอาชีพที่จะดำเนินการฝึกอบรมฝีมือแรงงาน หรือทดสอบมาตรฐานฝีมือแรงงานต้องเป็นสาขาอาชีพ ที่จะส่งเสริมการพัฒนาฝีมือแรงงาน ตามที่รัฐมนตรีประกาศกำหนด มาตรา 7 (1) ดังนี้ 1.สาขาอาชีพช่างก่อสร้าง 2.สาขาอาชีพช่างอุตสาหการ 3.สาขาอาชีพช่างเครื่องกล 4.สาขาอาชีพช่างไฟฟ้า อิเล็กทรอนิกส์และคอมพิวเตอร์ 5.สาขาอาชีพช่างอุตสาหกรรมศิลป์ 6.สาขาอาชีพเกษตรอุตสาหกรรม และ 7.สาขาอาชีพภาคบริการ โดยภาคบริการนี้ครอบคลุม ทั้งกิจการโรงแรม ร้านอาหาร และโลจิสติกส์ด้วย

นายกรีฑา กล่าวว่า การฝึกอบรมทักษะและพัฒนาฝีมือแรงงานในสถานประกอบกิจการต่าง ๆ เป็นปัจจัยสำคัญในการเพิ่มประสิทธิภาพด้านการผลิต ลดต้นทุน ลดการสูญเสียทรัพยากร รวมทั้งทำให้แรงงานมีศักยภาพเพิ่มขึ้น  ซึ่งในปีงบประมาณ 2559 กพร. ได้พัฒนาทักษะฝีมือแรงงาน และ ทดสอบมาตรฐานฝีมือแรงงาน ไปจำนวน  243,372 คน  สามารถส่งเสริมสถานประกอบกิจการในการพัฒนาทักษะลูกจ้างและนำค่าใช้จ่ายมาลดหย่อนภาษีมากกว่า 8,000 แห่ง  สามารถพัฒนากำลังแรงงานได้กว่า 3.3 ล้านคน

อย่างไรก็ตาม การส่งเสริมการพัฒนาฝีมือแรงงานเป็นบทบาทของ กพร. ตามพ.ร.บ.ส่งเสริมการพัฒนาฝีมือแรงงาน พ.ศ.2545 ซึ่งมีภารกิจสำคัญ 2 ส่วน คือ 1.เก็บเงินสมทบจากสถานประกอบกิจการที่จัดฝึกอบรมพนักงาน/ลูกจ้าง ไม่ถึงร้อยละ 50 ของจำนวนลูกจ้างที่มีอยู่ในแต่ละปีเข้ากองทุนพัฒนาฝีมือแรงงาน และ 2.ให้สถานประกอบกิจการกู้ยืมเงินกองทุนพัฒนาฝีมือแรงงาน เพื่อเป็นค่าใช้จ่ายในการจัดฝึกอบรมหรือทดสอบมาตรฐานฝีมือแรงงานภายในสถานประกอบกิจการนั้น ๆ หรือส่งพนักงาน/ลูกจ้างไปฝึกอบรมกับหน่วยงานภายนอก หรือทดสอบกับศูนย์ทดสอบมาตรฐานฝีมือแรงงานแห่งชาติที่ได้รับการรับรองจาก กพร.

 

หนุนลดแอมเฟตามีนเป็นวัตถุออกฤทธ์ฯประเภท2เปิดทางวงการแพทย์ใช้

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/240035

เมทแอมเฟตามีน, ยาบ้า, หนุน, แอมเฟตามีน, เป็น, วัตถุ, ออก, ธ์ฯประเภท2, เปิดทาง, วงการแพทย์, ใช้

การศึกษา-สาธารณสุข  : 29 ส.ค. 2559

หนุนลดแอมเฟตามีนเป็นวัตถุออกฤทธ์ฯประเภท2เปิดทางวงการแพทย์ใช้

หนุนปรับลดแอมเฟตามีนเป็นวัตถุออกฤทธ์ฯประเภท2 เปิดทางวงการแพทย์ใช้ ระบุทั่วโลกรักษาโรคสมาธิสั้น-สารทดแทนบำบัดกลุ่มติดยาบ้างอมแงม สธ.เร่งเคลียร์ข้อมูลให้ชัด

            เมื่อวันที่ 29 สิงหาคม ที่โรงแรมเมอร์เคียว ฟอร์จูน นพ.โสภณ เมฆธน ปลัดกระทรวงสาธารณสุข(สธ.)  กล่าวภายในงานประชุมเชิงปฏิบัติการ เรื่อง การควบคุม(เมท) แอมเฟตามีนอย่างสร้างสรรค์ และนวตกรรมยุติธรรมตามร่างประมวลกฎหมายยาเสพติด ว่า ประเทศไทยจัดให้เมทแอมเฟตามีน  และกลุ่มแอมเฟตามีน จัดเป็นยาเสพติดให้โทษประเภท 1 ซึ่งไม่มีการนำมาใช้ทางการแพทย์ หากจะนำมาใช้ได้โดยแพทย์จะต้องย้ายกลับมาเป็นวัตถุออกฤทธิ์ต่อจิตประสาทประเภทที่ 2  ซึ่งก็ต้องมาดูว่าจะใช้ในการรักษาหรือไม่ เบื้องต้นทางกระทรวงสาธารณสุขมีการคุยกันแล้วว่า ตัวเมทแอมเฟตามีนอาจไม่ได้ใช้ แต่จะใช้ในตัวแอมเฟตามีนมากกว่า เพราะเมทแอมเฟตามีนเป็นอนุพันธุ์ ซึ่งตัวไหนใช้ทางการแพทย์ก็คงต้องมีการลดระดับมาเป็นวัตถุออกฤทธิ์ต่อจิตประสาทประเภท 2  อย่างไรก็ตาม สำหรับประโยชน์ทางการแพทย์มีการศึกษาอยู่ในเชิงระบบบำบัดรักษาด้านประสาท การกระตุ้นทางจิตประสาท

อย่างไรก็ตาม  จากนี้จะหารือทางการแพทย์เพื่อทำข้อมูลประโยชน์ทางการแพทย์ของแอมเฟตามีนให้ชัดว่ามีการใช้อย่างไรบ้าง

นพ.โสภณ กล่าวอีกว่า สำหรับความพร้อมนั้น มีการประชุมหลายครั้ง แม้สธ.จะเป็นเจ้าภาพ แต่ก็ต้องอาศัยกระทรวงอื่นๆมาร่วมกันทำงาน ไม่ใช่ว่าเราจะทำหมดคงไม่ได้ กระทรวงมหาดไทย ตำรวจ ทหารก็ต้องช่วยกันหมด  เบื้องต้นสธ.มีแบบคัดกรองผู้ป่วย โดยจะมีการอบรมบุคลากรของเราทั้งหมด ซึ่งปัจจุบันโรงพยาบาลระดับอำเภอก็เป็นศูนย์คัดกรองอยู่แล้ว โดยเราจะแบ่งการบำบัดออกเป็นทั้งกลุ่มใช้ กลุ่มเสพ กลุ่มติด โดยจะมีแนวทางการดำเนินการแต่ละกลุ่มอย่างชัดเจน ซึ่งการบำบัดรักษาผู้ป่วยจะมีทั้งรักษาแบบผู้ป่วยนอก และผู้ป่วยใน ก็ต้องประเมินอีกครั้ง  ซึ่งในการคัดกรองให้ผู้เสพเข้าระบบการบำบัดรักษานั้น อาจต้องร่วมกับกระทรวงมหาดไทย และทางตำรวจช่วยด้วย

ผู้สื่อข่าวถามว่า หากมีการลดระดับตัวยาดังกล่าวจริง เพื่อนำมาใช้ประโยชน์ทางการรักษา ทางสธ.พร้อมแล้วหรือไม่ นพ.โสภณ กล่าวว่า หากเป็นนโยบายเพื่อประโยชน์ต่อสังคมก็ควรจะหันมาช่วยกัน และหากมีการแก้ไขในเรื่องผู้เสพให้เป็นผู้ป่วย แทนจะรับโทษเลย ก็จะดึงเข้าสู่ระบบการบำบัดรักษาได้เลย

นพ.วิโรจน์ วีรชัย ผู้อำนวยการสถาบันธัญญารักษ์ กรมการแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข(สธ.) กล่าวว่า ตามปกติการจะใช้ยาอะไรต้องหาที่ปลอดภัยสำหรับผู้ป่วย ต้องมีการชั่งน้ำหนักระหว่างพิษและประโยชน์  ในส่วนของแอมเฟตามีนมีประโยชน์ในทางการแพทย์โดยใช้สำหรับการรักษาโรคสมาธิสั้น ซึ่งปัจจุบันทั่วโลกมีใช้กว่า 10 ยี่ห้อ นอกจากนี้ มีการศึกษาทั้งในสหรัฐอเมริกาและออสเตรเลียว่าสามารถนำมาใช้รักษาผู้ที่ติดยาบ้าในระดับรุนแรงหรือติดงอมแงมได้โดยใช้เป็นสารทดแทนในช่วงรักษาบำบัด 2-3 เดือนแรก แต่ประเทศไทยยังไม่มีการใช้ยานี้ในการรักษาผู้ป่วยสมาธิสั้นและใช้เป็นสารทดแทนในการบำบัดผู้ติดยาบ้าระดับหนักซึ่งมีประมาณ 5-10 %  เนื่องจากแอมเฟตามีนยังจัดเป็นยาเสพติดให้โทษประเภทที่  1 ซึ่งทางการแพทย์ก็ไม่สามารถนำมาใช้ประโยชน์ได้ ส่วนเมทแอมเฟตามีนไม่มีการนำมาใช้ประโยชน์ทางการแพทย์เพราะมีเป็นพิษต่อสมองและระบบประสาท

“ที่ผ่านมามีการจัดแอมเฟตามีนทั้งกลุ่มให้อยู่ในยาเสพติดให้โทษประเทภ 1ทำให้เมืองไทยไม่ได้มีการใช้ประโยชน์แอมเฟตามีนในทางการแพทย์ จึงเห็นด้วยที่จะมีการปรับลดกลุ่มแอมเฟตามีนให้อยู่ในวัตถุออกฤทธิ์ต่อจิตประสาทประเภท 2 ซึ่งจะส่งผลให้แพทย์สามารถนำมาใช้ประโยน์ทางการแพทย์ได้ เพราะแอมเฟตามีนจะมีฤทธิ์ในการติดต่ำ แต่เมทแอมเฟตามีนจะมีฤทธิ์ในการติดสูง”นพ.วิโรจน์กล่าว

อนึ่ง ข้อมูลปัจจุบันพบว่าร้อยละ 90 ของผู้ต้องขังมาจากปัญหาเมทแอมเฟตามีน และร้อยละ 11 ที่เป็นผู้เสพ ส่วนบุคคลที่เข้ามาบำบัดในกระทรวงสาธารณสุขจำนวน 2 แสนราย มีร้อยละ 35 ที่สมัครใจรับการบำบัด