ยังไม่ถอด’กัญชา’จากบัญชียาเสพติด

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/240832

คมชัดลึก, ปฏิเสธ, อย., สมุนไพร, ยาควบคุม, ประเภท 5, ยัง, ไม่, ถอด, กัญชา, จาก, บัญชี, ยาเสพติด

การศึกษา-สาธารณสุข >ข่าวการศึกษา-สาธารณสุข  : 4 ก.ย. 2559

ยังไม่ถอด’กัญชา’จากบัญชียาเสพติด

อย. ย้ำยังไม่มีการถอดกัญชาออกจากบัญชียาเสพติด และไม่มีการขึ้นทะเบียนเป็นยาสมุนไพร

               จากกระแสข่าวถอดกัญชาออกจากบัญชียาเสพติดประเภท 5 มาเป็นยาสมุนไพร หรือ ยาควบคุมเพื่อใช้รักษามะเร็ง อย. เผยปัจจุบันยังไม่มีการเสนอให้มีการถอดกัญชาจากบัญชียาเสพติดให้โทษในประเภท 5 และยังไม่มีการขึ้นทะเบียนยาจากกัญชาแต่อย่างใด

นายแพทย์บุญชัย สมบูรณ์สุข เลขาธิการคณะกรรมการอาหารและยา เปิดเผยว่า จากกรณีที่มีกระแสข่าวคณะรัฐมนตรีเห็นชอบในหลักการให้แก้ไขกฎหมายว่าด้วยยาเสพติดให้โทษตามที่ อย. เสนอ โดยให้ถอด “กัญชา” ออกจากบัญชียาเสพติดให้โทษในประเภท 5 ที่ห้ามครอบครองมาเป็นยาสมุนไพรหรือ ยาควบคุมให้ใช้ประโยชน์ทางการแพทย์เพื่อใช้รักษามะเร็ง นั้น อย. ขอชี้แจงว่าปัจจุบันกัญชายังจัดอยู่ในกลุ่มยาเสพติดให้โทษในประเภท 5 ตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 ห้ามมิให้ผู้ใดผลิต จำหน่าย นำเข้า ส่งออก หรือมีไว้ในครอบครอง เว้นแต่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุขจะได้อนุญาตโดยความเห็นชอบของคณะกรรมการควบคุมยาเสพติดให้โทษ  และ อย. ยังไม่มีการรับรองให้ใช้กัญชาหรือรับขึ้นทะเบียนยาจากกัญชาแต่อย่างใดเนื่องจากยังไม่มีงานวิจัยทางวิชาการในคนเพียงพอที่จะยืนยันว่าสามารถรักษาโรคมะเร็งได้

ปัจจุบันในต่างประเทศมีการใช้ยาที่ได้จากสารสกัดของกัญชาและที่เป็นสารสังเคราะห์ โดยมีข้อบ่งใช้ของยา ได้แก่ เพื่อบรรเทาอาการคลื่นไส้อาเจียนที่เกิดจากการใช้เคมีบำบัดในผู้ป่วยมะเร็ง เพิ่มความอยากอาหารในผู้ป่วยโรคเอดส์ รักษาภาวะปวดเกร็ง ในผู้ป่วยโรคปลอกประสาทเสื่อมแข็ง รักษาอาการปวดในผู้ป่วยโรคมะเร็ง ส่วนการนำกัญชามาใช้ในการรักษาโรคนั้น ขณะนี้ยังอยู่ในระหว่างการศึกษาวิจัย เช่น การศึกษาวิจัยในการรักษาผู้ป่วยมะเร็งชนิดต่าง ๆ เป็นต้น  ในต่างประเทศ เช่น สหรัฐอเมริกา ยังไม่มีการรับรองให้มีการนำพืชกัญชามาใช้ในการรักษาโรคมะเร็งเนื่องจากยังไม่มีข้อมูลการศึกษาวิจัยทางคลินิกในคนเพียงพอที่จะยืนยันประสิทธิผลและความปลอดภัย ทั้งนี้ อย. ยังคงมุ่งมั่นส่งเสริมให้เกิดการพัฒนายาที่ดี มีประสิทธิภาพในการรักษา และไม่เคยปิดกั้นความก้าวหน้าทางวิชาการแต่อย่างใด

 

คุรุสภาสั่งสอบครูบังคับนร.กินเต้าหู้ไข่

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/240673

คมชัดลึก, เต้าหู้ไข่, หน้าเสาธง, นักเรียน, ก้มกราบ, คุรุสภา, สั่ง, สอบ, ครู, บังคับ, กิน, เต้าหู้, ไข่

การศึกษา-สาธารณสุข  : 2 ก.ย. 2559

คุรุสภาสั่งสอบครูบังคับนร.กินเต้าหู้ไข่

1.7 หมื่นชื่อจี้ ‘คุรุสภา’ ตั้งคณะอนุกรรมการสอบครูบังคับนักเรียนกินเต้าหู้ไข่

           จากกรณีมีการเผยแพร่คลิปเหตุการณ์ครูโรงเรียนบ้านลำหาด ต.ทัพทัน อ.สังขะ จ.สุรินทร์ ให้นักเรียนหญิงชั้น ป.6 กราบขอขมาบริเวณหน้าเสาธง ต่อหน้าเพื่อนนักเรียนหลายคน ภายหลังเกิดเหตุนักเรียนมีอาการป่วยไปเข้ารับการรักษาตัวที่โรงพยาบาลสังขะ ซึ่งแพทย์ได้วินิจฉัยว่าแพ้อาหารกลางวันของโรงเรียน ซึ่งเป็นแกงจืดเต้าหู้ไข่ ต่อมาครูได้ให้เด็กทดลองรับประทานเต้าหู้เพื่อทดสอบว่าแพ้จริงหรือไม่ ซึ่งปรากฏว่าไม่มีอาการแสดงออกที่ผิดปกติ จึงให้เด็กขอโทษจนเกิดเหตุการณ์ดังกล่าว และมีการวิพากษ์วิจารณ์ว่าไม่เหมาะสมโดยเฉพาะการให้เด็กทดลองกิน “เต้าหู้ไข่” ซึ่งอาจจะทำให้เกิดอันตรายต่อเด็กได้นั้น

ความคืบหน้าล่าสุด เมื่อวันที่ 2 ก.ย.59 ดร.ชัยยศ อิ่มสุวรรณ์ รองปลัดกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) ปฏิบัติหน้าที่เลขาธิการคุรุสภา กล่าวว่า ขณะนี้สำนักงานเลขาธิการคุรุสภา ได้ตั้งคณะอนุกรรมการสอบข้อเท็จจริงเกี่ยวกับจรรยาบรรณวิชาชีพ ของคุรุสภา ลงพื้นที่ไปตรวจสอบเรื่องดังกล่าวแล้ว โดยจะมีการสอบถามข้อเท็จจริงจากครู นักเรียน และพยานแวดล้อมโดยรอบเพื่อดูเจตนาของครูที่กระทำด้วย ทั้งนี้ โดยรูปการณ์แล้วเข้าใจว่าครูเองก็ไม่ได้มีเจตนาไม่ดี หรือตั้งใจประจานเด็ก เพียงแต่ในยุคสมัยนี้โลกมีการเปลี่ยนแปลง วิธีการที่ใช้อาจจะไม่เหมาะสม อาทิ การให้ทดสอบให้เด็กกินเต้าหู้ไข่ ก็อาจจะไม่จำเป็นต้องใช้วิธีการนี้ เป็นต้น อย่างไรก็ตาม จะถึงขั้นพักใบอนุญาตประกอบวิชาชีพครูหรือไม่นั้น โดยส่วนตัวมองว่าอาจจะไม่ถึงขั้นนั้น แต่ที่สุดต้องรอผลตรวจข้อเท็จจริงที่คณะอนุกรรมการฯ รายงานเข้ามา ซึ่งตนคาดว่าภายในสัปดาห์หน้าจะได้ข้อสรุป

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า มีการสร้างแคมเปญในเว็บไซต์ Change.org โดยรณรงค์ “เรียกร้องให้คุรุสภาตั้งคณะกรรมการสอบอาจารย์ให้นักเรียนกราบขอขมากรณีแพ้ เต้าหู้ไข่” จนถึงขณะนี้มีผู้ร่วมลงชื่อสนับสนุนแล้ว 17,047 คน

 

 

เกณฑ์ใหม่เฟ้นผอ.ร.ร.ปีแรกตกประเมินต้องกลับมาเป็น”ครู”

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/240657

ระยะเวลาดำรงตำแหน่ง, เกณฑ์ใหม่คัดเลือกผอ., เกณฑ์, ใหม่, เฟ้น, แรก, ประเมิน, ต้อง, กลับมา, เป็น, ครู

การศึกษา-สาธารณสุข >ข่าวการศึกษา-สาธารณสุข  : 2 ก.ย. 2559

เกณฑ์ใหม่เฟ้นผอ.ร.ร.ปีแรกตกประเมินต้องกลับมาเป็น”ครู”

เผยเกณฑ์ใหม่เฟ้นผอ.ร.ร.เน้นประสบการณ์คุณวุฒิวัยเหมาะสม ต้องดำรงตำแหน่งไล่ตามขนาดโรงเรียน โดยร.ร.ขนาดเล็กต้องสอบคัดเลือก ประเมินปีแรกตกถูกลดสถานภาพกลับมาเป็นครู

เมื่อวันที่ 2 ก.ย. รศ.นพ.กำจร  ตติยกวี ปลัดกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) เปิดเผยภายหลังการประชุม เรื่องการเข้าสู่ตำแหน่งผอ.สถานศึกษา ที่มีพล.อ.ดาว์พงษ์  รัตนสุวรรณ รมว.ศึกษาธิการ เป็นประธาน ว่า ที่ประชุมเห็นตามที่สำนักงานคณะกรรมการข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา (ก.ค.ศ.) เสนอปรับปรุงหลักเกณฑ์และวิธีการเข้าสู่ตำแหน่งของรองผู้อำนวยการ (ผอ.)สถานศึกษา และผอ.สถานศึกษาใหม่  โดยหลักเกณฑ์ใหม่ จะต้องให้ได้มาซึ่งผู้ที่มีความเหมาะสม ทั้งวัยวุฒิ คุณวุฒิและประสบการณ์ ผ่านการเป็นครู หรือศึกษานิเทศก์มาไม่น้อยกว่า  10 ปี  มีวาระการดำรงตำแหน่ง คราวละ 4 ปี ต่อเนื่องได้ไม่เกิน 8 ปีหรือ 2 วาระ และการดำรงตำแหน่ง ผอ.สถานศึกษาจะไล่ตามขนาดโรงเรียน  ตั้งแต่ขนาดเล็ก กลาง  ใหญ่ ตามลำดับ เท่ากับว่าผู้ที่จะดำรงตำแหน่ง ผอ.สถานศึกษา ในโรงเรียนขนาดกลาง จะต้องมีประสบการณ์ครูและการบริหารโรงเรียนมาไม่น้อยกว่า 14 ปี  ส่วนโรงเรียนขนาดใหญ่ ไม่น้อยกว่า 18 ปี

รศ.นพ.กำจร กล่าวต่อว่า การสอบคัดเลือกจะดำเนินการเฉพาะ ตำแหน่ง ผอ.โรงเรียนขนาดเล็กเท่านั้น  โดยเปิดโอกาสให้ครู หรือศึกษานิเทศก์ที่มีประสบการสอนมาไม่น้อยกว่า  10 ปี สมัครสอบคัดเลือก เมื่อสอบผ่านความรู้ทั่วไป ภาค ก และรู้เฉพาะตำแหน่งภาค ข จะได้รับการขึ้นบัญชีไว้ที่ส่วนกลาง โดยผู้ที่ได้รับการขึ้นบัญชีสามารถเลือกโรงเรียน ที่ต้องการไปเป็นผู้บริหารได้ 4 อันดับ เพื่อให้ กศจ. ในจังหวัดนั้นๆ ทำการคัดเลือกอีกรอบหนึ่ง หาก กศจ. เห็นว่า ไม่มีผู้เหมาะสม ก็สามารถกลับไปคัดเลือกจากรายชื่อที่ขึ้นบัญชีไว้ในส่วนกลางได้   ทั้งนี้เมื่อเข้าสู่ตำแหน่งผอ.โรงเรียนแล้ว จะมีการประเมินผลการทำงานเป็นรายปี  ซึ่งประเมินโดย ครูในโรงเรียน ผู้ปกครอง คณะกรรมการศึกษาธิการจังหวัด (กศจ.) หากไม่ผ่านประเมินก็อาจถูกลดสถานภาพกลับไปเป็นครูผู้สอนตามเดิม  ส่วนโรงเรียนขนาดกลาง และโรงเรียนขนาดใหญ่ จะเป็นการเข้าสู่ตำแหน่ง  โดยการประเมินผลการทำงาน และเลื่อนไปตามลำดับ

สำหรับระดับรองผอ.โรงเรียนนั้น จะไม่มีการสอบ แต่ให้ผอ.โรงเรียนคัดเลือกครูที่มีประสบการณ์ สอนไม่ต่ำกว่า 6 ปี ในโรงเรียนของตัวเอง มาดำรงตำแหน่ง จากนี้จะต้องนำหลักเกณฑ์ดังกล่าว เข้าสู่การพิจารณาของที่ประชุมก.ค.ศ. เพื่อให้ความเห็นชอบต่อไป

“หลักเกณฑ์การคัดเลือกผอ.โรงเรียนใหม่นี้ จะแก้ปัญหาเรื่องการบริหาร ซึ่งผู้ที่สอบคัดเลือกได้เป็นผอ.โรงเรียน ได้ตั้งแต่อายุน้อย ทำให้ครูที่มีประการณ์ต้องมาคอยสอนงาน สร้างปัญหาให้กับโรงเรียน  โดยต่อไป ผอ.โรงเรียน จะดำรงตำแหน่ง ได้แห่งละไม่เกิน 8 ปี และจะเข้าสู่ตำแหน่งผอ.โรงเรียนขนาดใหญ่ ต้องมีอายุไม่ต่ำกว่า 50 ปี ซึ่งถือว่า โรงเรียนจะได้ผู้ที่มีประสบการณ์บริหารตามลำดับ”รศ.นพ.กำจรกล่าว

 

 

‘กิ๊ก-กานต์-ปาน-โจอี้’รับโล่ทูตคุณธรรม

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/240554

ทูตคุณธรรม, กิ๊ก, กานต์, ปาน, อี้, รับ, โล่, ทูต, คุณธรรม, กิ๊ก-กานต์-ปาน-โจอี้, โจอี้, การขับเคลื่อนแผนแม่บทส่งเสริมคุณธรรมแห่งชาติ

การศึกษา-สาธารณสุข >ข่าวการศึกษา-สาธารณสุข  : 1 ก.ย. 2559

‘กิ๊ก-กานต์-ปาน-โจอี้’รับโล่ทูตคุณธรรม

พลเอกธนะศักดิ์เป็นประธานเปิดงานสมัชชาคุณธรรมแห่งชาติ ‘กิ๊ก-กานต์-ปาน-โจอี้’รับโล่ทูตคุณธรรม

             1ก.ย.2559 ที่เมืองทองธานี จ.นนทบุรี พลเอกธนะศักดิ์ ปฏิมาประกร รองนายกรัฐมนตรี เป็นประธานในพิธีเปิดงานสมัชชาคุณธรรมแห่งชาติ ครั้งที่ 8 ภายใต้แนวคิด “รวมพลังประชารัฐ ขับเคลื่อนสังคมคุณธรรม” จัดโดยศูนย์คุณธรรม ร่วมกับภาครัฐ ภาคเอกชน ภาคประชาสังคม และ ประชาชน เพื่อขับเคลื่อนงานด้านคุณธรรมทั้งระดับนโยบายและระดับปฏิบัติอย่างต่อเนื่อง และเป็นเวทีกลางของเครือข่ายคุณธรรมทุกภาคส่วนมีส่วนร่วมในการแลกเปลี่ยนเรียนรู้การส่งเสริมและพัฒนาคุณธรรม จริยธรรม ของชาติ รวมถึงการสร้างความร่วมมือจากทุกภาคส่วนให้รับรู้ มีความเข้าใจ และสนับสนุนการขับเคลื่อนตามยุทธศาสตร์ของแผนแม่บทส่งเสริมคุณธรรมแห่งชาติ ฉบับที่ 1 พ.ศ.2559-2564 ซึ่งคณะรัฐมนตรีได้ให้ความเห็นชอบแล้ว

‘กิ๊ก-กานต์-ปาน-โจอี้’รับโล่ทูตคุณธรรม

พลเอกธนะศักดิ์ ยังได้มอบโล่รางวัลทูตคุณธรรมประกอบด้วยด้านพอเพียง “กิ๊ก”มยุริญ ผ่องผุดพันธุ์ ด้านวินัยคือ กานต์ เคพีเอ็น ด้านจิตอาสาคือ “ปาน”ธนพร แวดประยูร ด้านสุจริตคือ”โจอี้”อรวิภา กนกนทีสวัสดิ์

‘กิ๊ก-กานต์-ปาน-โจอี้’รับโล่ทูตคุณธรรม

ในการนี้มีการเสวนาเรื่อง “การขับเคลื่อนแผนแม่บทส่งเสริมคุณธรรมแห่งชาติ” ซึ่งมีผู้ร่วมแสดงความเห็นประกอบด้วย พระพรหมบัณฑิต  กรรมการมหาเถรสมาคม เจ้าคณะภาค 2 เจ้าอาวาสวัดประยุรวงศาวาสวรวิหาร อธิการบดีมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย  มุขนายกยอแซฟ ชูศักดิ์ สิริสุทธิ์ เลขาธิการสภาประมุขบาทหลวงคาทอลิกแห่งประเทศไทย อิหม่ามสุธรรม บุญมาเลิศ เลขานุการจุฬาราชมนตรี นายสีมา สีมานันท์ อดีตเลขาธิการ ก.พ.  นายสมพร ใช้บางยาง ประธานสถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน นายเจน นำชัยศิริ ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย นายมานิจ สุขสมจิตร สื่อมวลชนอาวุโส  ร.ศ. น.พ. กำจร ตติยกวี ปลัดกระทรวงศึกษาธิการ ซึ่งมีพลอากาศเอก วีรวิท คงศักดิ์ กรรมการส่งเสริมคุณธรรมแห่งชาติ เป็นผู้ดำเนินรายการ

‘กิ๊ก-กานต์-ปาน-โจอี้’รับโล่ทูตคุณธรรม

‘กิ๊ก-กานต์-ปาน-โจอี้’รับโล่ทูตคุณธรรม

 

ทปอ.ปรับโฉมระบบคัดเด็กเข้ามหา’ลัย คาดปี 61 เลิกแอดมิชชั่นส์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/240553

รับตรง, ระบบคัดเลือกเข้ามหาวิทยาลัยใหม่, เคลียร์ริ่งเฮาส์, ทปอ., เคลียร์, ริ่ง, เฮาส์, โควต้า, เคลียร์ริ่งเฮาส์-โควต้า, ทปอ, ปรับ, โฉม, ระบบ, คัด, เด็ก, เข้า, มหาลัย, คาด, เลิก, แอด, มิช, ชั่นส์, คาดปี, เลิกแอดมิชชั่นส์
รับตรง, ระบบคัดเลือกเข้ามหาวิทยาลัยใหม่, เคลียร์ริ่งเฮาส์, ทปอ., เคลียร์, ริ่ง, เฮาส์, โควต้า, เคลียร์ริ่งเฮาส์-โควต้า, ทปอ, ปรับ, โฉม, ระบบ, คัด, เด็ก, เข้า, มหาลัย, คาด, เลิก, แอด, มิช, ชั่นส์, คาดปี, เลิกแอดมิชชั่นส์

การศึกษา-สาธารณสุข >ข่าวการศึกษา-สาธารณสุข  : 1 ก.ย. 2559

ทปอ.ปรับโฉมระบบคัดเด็กเข้ามหา’ลัย คาดปี 61 เลิกแอดมิชชั่นส์

ทปอ.ฟังธงปรับโฉมระบบการคัดเลือกเข้ามหาวิทยาลัย ชี้เปิดเครียริ่งเฮาส์ 2 ครั้ง โควต้า 1ครั้ง ห้ามจัดสอบเองและใช้เกณฑ์อื่นพิจารณาแทน เสนอรมว.ศธ.พิจารณา 5 ก.ย.นี้

เมื่อวันที่ 1 ก.ย.เวลา17.30น.  ที่โรงแรมสุโกศล  ที่ประชุมอธิการบดีแห่งประเทศ(ทปอ.) ได้ประชุมทปอ.วิสามัญ เกี่ยวกับกรณีที่ พล.อ.ดาว์พงษ์  รัตนสุวรรณ รมว.ศึกษาธิการ  มีแนวคิดที่จะให้มีการปรับระบบการคัดเลือกบุคคลเข้าศึกษาต่อในสถาบันอุดมศึกษา เพื่อลดปัญหาการวิ่งรอกสอบและลดค่าใช้จ่ายของเด็ก ด้วยการเปิดระบบรับตรงกลางร่วมกันโดยใช้ข้อสอบกลาง และสอบเพียงครั้งเดียว ยื่นเคลียริ่งเฮาส์ได้ 2 ครั้ง   ซึ่งที่ประชุมได้ใช้เวลาหารือ ประมาณ  2 ชั่วโมง

จากนั้น  ศ.นพ.อุดม คชินทร อธิการบดีมหาวิทยาลัยมหิดล (มม.)ในฐานะประธาน ทปอ.กล่าวภายหลังการประชุมว่า ที่ประชุมเห็นด้วยโดยหลักการ ที่จะดำเนินการตามโจทย์ที่รมว.ศึกษาธิการให้มา เบื้องต้นการคัดเลือกนักศึกษาฯต้องเป็นไปตามแนวทางให้เด็กและมหาวิทยาลัยเลือกได้ ต้องไม่วิ่งรอกสอบ และลดค่าใช้จ่าย ไม่เป็นภาระแก่ผู้ปกครอง รวมถึงทปอ.เห็นด้วยกับรมว.ศึกษาธิการ ที่จะให้เด็กอยู่ในชั้นเรียนตลอดจนจบการศึกษา ดังนั้น ระบบการคัดเลือกนักเรียนเข้ามหาวิทยาลัยจะไม่มีการสอบก่อนเดือนมี.ค. และทุกมหาวิทยาลัยจะต้องใช้ข้อสอบกลาง ต่อให้มหาวิทยาลัยรับตรงก็ห้ามไปออกข้อสอบเอง ส่วนการคัดเลือกเด็กในระบบโควต้า มหาวิทยาลัยต้องใช้โปรไฟล์ หรือพิจารณาจากความสามารถ เรียนดี แต่จะไม่มีการจัดสอบเอง

ทั้งนี้ ในส่วนของระบบเคลียริ่งเฮาส์ 2 ครั้งนั้น จะเป็นการจัดสอบโดยใช้ข้อสอบกลาง ซึ่งจะจัดสอบเพียงครั้งเดียว และจะพยายามให้จัดสอบดำเนินการให้แล้วเสร็จภายใน 2 เดือน คือ เดือน มี.ค.-เม.ย. โดยทุกมหาวิทยาลัยต้องมาผ่านเคลียริ่งเฮาส์ และเมื่อรับผ่ายเคลียริ่งเฮาส์ ก็จะถูกตัดสิทธิ์ไม่สามารถไปสมัครสอบที่อื่นได้อีก  ส่วนหลักเกณฑ์ในระบบเคลียริ่งเฮาส์ นั้นมหาวิทยาลัยแต่ละแห่งจะไปกำหนดเอง อย่างไรก็ตาม อยากจะย้ำว่าการที่มหาวิทยาลัยเปิดรับตรงนั้น ไม่ใช่เพื่อหารายได้ แต่เพื่อคัดเด็กให้ตรงกับความต้องการของมหาวิทยาลัย

“ทปอ.พยายามไม่ให้เกิดการวิ่งรอกสอบและลดภาระค่าใช้จ่าย ดังนั้น นอกจากระบบเคลียริ่งเฮาส์ 2 รอบ และโควต้า 1 รอบ โดยใช้ข้อสอบกลาง ไม่มีการจัดสอบเอง และทปอ.จะรับสมัครผ่านออนไลน์ ลดค่าใช้จ่าย และจะพัฒนาข้อสอบกลางให้มีความแม่นยำมากขึ้น ส่วนอนาคตจะมีแอดมิชชั่นส์หรือไม่นั้น ถ้ามีระบบเคลียริ่งเฮาส์ด้วยช่วงเวลาอาจจะไม่มีระบบแอดมิชชั่นส์ อย่างไรก็ตาม ข้อสรุปเบื้องต้นนี้ ทปอ.จะนำเสนอรมว.ศึกษาธิการในวันที่ 5 ก.ย.นี้ ซึ่งเป็นการประชุมร่วมกับกลุ่ม ทปอ.มรภ.และ ทปอ.มทร. และหากทุกฝ่ายเห็นพร้อมตรงกันก็คาดว่าจะดำเนินการได้ในปีการศึกษา 2561” ประธานทปอ.กล่าวและว่า การปรับการคัดเลือกนักศึกษาเข้ามหาวิทยาลัยครั้งนี้ อยากให้มหาวิทยาลัยทุกแห่งเข้าร่วม เพื่อจะได้เป็นไปในทิศทางเดียวกัน

 

ครูเทศบาลปราจีนฯ160คนปฏิบัติธรรม3วัน2คืน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/240541

ปฏิบัติธรรม, ครู, เทศบาล, ปราจีน, 160คนปฏิบัติธรรม3วัน2, คืน

การศึกษา-สาธารณสุข >ข่าวการศึกษา-สาธารณสุข  : 1 ก.ย. 2559

ครูเทศบาลปราจีนฯ160คนปฏิบัติธรรม3วัน2คืน

ครูเทศบาลปราจีนฯ160คนปฏิบัติธรรม3วัน2คืน สนองการปฏิรูปการศึกษานำหลักธรรมประยุกต์การเรียนการสอน

               เมื่อเวลา 16.30 น. วันที่  1 กันยายน 2559 พระครูภาวนาธรรมธารี รองเจ้าคณะอำเภอเมืองปราจีนบุรี และเจ้าอาวาสวัดป่ามะไฟ อ.โคกไม้ลายอ.เมืองปราจีนบุรี เป็นประธานพิธีปิดงาน “โครงการประชุมอบรมสัมมนาเชิงปฏิบัติการพัฒนาศักยภาพมนุษย์(อบรมพัฒนาสุขภาพกายและสุขภาพจิตตลอดจนทักษะการอยู่ร่วมกัน) จัดระหว่างวันที่ 30 ส.ค. – 1 ก.ย. 59 ณ วัดวัดป่ามะไฟ จัดอบรมธรรมมะให้กับพนักงานครูสังกัดโรงเรียนเทศบาลเมืองปราจีนบุรี รวม 6 แห่งรวม จำนวน160คน

พระครูภาวนาธรรมธารี กล่าวว่า การที่ทางเทศบาลเมืองปราจีนบุรีจัดอบรมธรรมมะเชิงปฏิบัติการให้กับพนักงานครูทั้ง 6โรงเรียนนับเป็นอีกแนวทางในการตอบสนองการปฏิรูปการศึกษา ที่ครูจะได้นำไปใช้ในชีวิตประจำวัน ใช้ประยุกต์การเรียนการสอนให้นักเรียนได้มีศีล ปฏิบัติสมาธิในการเรียน ให้เกิดปัญญาทั้งทางโลกและทางธรรมไปพร้อม ๆ กัน และเป็นการน้อมนำให้เกิดศรัทธาทางพระพุทธศาสนา เนื่องจากครู-อาจารย์มีเวลามาปฏิบัติธรรมได้น้อย มีประโยชน์โดยตรงกับครูชักนำมาให้เกิดกับนักเรียน ทั้งด้านมารยาทชาวพุทธ ศาสนพิธี และการบริหารจิตเจริญปัญญา”พระครูภาวนา กล่าวในที่สุด

ด้านนายบรรเจิด พฤกษะศรี รองนายกเทศมนตรี รักษาการนายกเทศมนตรีเทศบาลเมืองปราจีนบุรีกล่าวว่า “ การส่งเสริมให้ครูมี ศีล สมาธิ และปัญญา เป็นพื้นฐานในการพัฒนาศักยภาพมนุษย์ให้ครูได้นำความรู้ไปถ่ายทอดให้เด็กได้เป็นคนดี คนเก่ง และอยู่ในสังคมได้อย่างมีความสุขต่อไป ที่ผ่านมาเทศบาลเมืองปราจีนบุรีจัดการศึกษาให้เด็กและชุมชนในท้องถิ่นตั้งแต่ระดับศูนย์พัฒนาเด็กเล็ก,อนุบาล,ประถมศึกษา ถึงมัธยมศึกษาตอนต้น มีนักเรียนกว่า 3,500 คน พนักงานครูกว่า 300 คน ซึ่งยังขาดบุคลากร จำนวนไม่เพียงพอ ทั้งปริมาณและในวิชาเอกตามสาขาที่ต้องการ ทั้งครูคณิตศาสตร์ ,วิทยาศาสตร์ และภาษาอังกฤษ แม้จะมีครูเกษียณอายุราชการไปมากก็ตาม”

 

ผุดร.ร.ดีใกล้บ้านรับเด็กต่อจากร.ร.เล็ก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/240515

ร.ร.ขนาดเล็ก, ร.ร.ดีใกล้บ้าน, ผุด, ใกล้, บ้าน, รับ, เด็ก, ต่อ, จาก, เล็ก

การศึกษา-สาธารณสุข >ข่าวการศึกษา-สาธารณสุข  : 1 ก.ย. 2559

ผุดร.ร.ดีใกล้บ้านรับเด็กต่อจากร.ร.เล็ก

ศธ.ผุดโครงการโรงเรียนดีใกล้บ้าน รองรับเด็กหลังควบรวมร.ร.เล็ก ที่มีเด็กต่ำกว่า 20 คน ตั้งเป้าปี 2560 ต้องทำให้ครบทั้ง 827 โรง จี้ภายใน 2 สัปดาห์ต้องสรุปแผนทำงาน

เมื่อวันที่ 1 ก.ย. พล.อ.ดาว์พงษ์  รัตนสุวรรณ รมว.ศึกษาธิการ เปิดเผยว่า ในการประชุมหารือการบริหารจัดการโรงเรียนขนาดเล็ก เมื่อเร็ว ๆ นี้ที่ประชุมมีมติเห็นชอบดำเนินโครงการโรงเรียนดีใกล้บ้าน  โดยร่วมมือกับภาคเอกชนในประชารัฐ พัฒนาโรงเรียนแม่เหล็ก กว่า 300 โรงเรียน เพื่อรองรับนักเรียนจากโรงเรียนขนาดเล็กที่มีเด็กต่ำกว่า 20 คน  ซึ่งปัจจุบันมีอยู่จำนวน 917 โรงเรียนทั่วประเทศ ในจำนวนนี้มีโรงเรียนขนาดเล็กที่ อยู่ในพื้นที่ห่างไกล บนภูเขาสูงหรือพื้นที่เกาะแก่ง จำนวน 90 โรงเรียน ที่ศธ.จะไม่เข้าไปแตะต้อง แต่จะช่วยสนับสนุนทรัพยากร ทั้งครู และอุปกรณ์การเรียนการสอน เพื่อให้โรงเรียนมีความเข้มแข็ง และสามารถจัดการเรียนการสอนได้อย่างมีคุณภาพ  ส่วนที่เหลืออีก 827 โรงเรียน จะใช้วิธีการบริหารจัดการตามโครงการโรงเรียนดีใกล้บ้าน ในปีการศึกษา 2560 ส่วนโรงเรียนขนาดเล็กที่มีนักเรียนมากกว่า 20 ขึ้นไป ได้เตรียมแผนการดำเนินการไว้แล้ว แต่ขอรอประเมินผลการดำเนินการของโครงการโรงเรียนดีใกล้บ้านก่อนว่า สามารถแก้ปัญหาเรื่องการจัดการศึกษาในโรงเรียนขนาดเล็กได้มากน้อยแค่ไหน

“ปัจจุบันมีโรงเรียนขนาดเล็กอยู่ประมาณ 15,000 โรงเรียนทั่วประเทศ ซึ่งที่ประชุมเห็นว่า การแก้ปัญหาจะเริ่มดำเนินการแก้ไขปัญหาในกลุ่มโรงเรียนขนาดเล็ก ที่มีนักเรียนต่ำกว่า 20 คนก่อน และมอบหมายให้สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน(สพฐ) รวมมือกับภาคเอกชน  สำรวจข้อมูลตัวเลขโรงเรียนแม่เหล็ก และโรงเรียนขนาดเล็กที่เป็นกลุ่มเป้าหมายว่า มีทั้งหมดเท่าไร และจัดทำแผนการดำเนินงาน มานำเสนอภายใน 2 สัปดาห์ ขณะเดียวกันได้กำชับ สพฐ.ขอให้นำงบกระตุ้นเศรษฐกิจ ประจำปีงบประมาณ 2559 ที่ได้รับจำนวน 3,800 ล้านบาทลงไปดูแลโรงเรียนกลุ่มนี้ รวมถึงพัฒนาโรงเรียนแม่เหล็ก ซึ่งไม่ใช่แค่เครื่องมืออุปกรณ์อำนวยความสะดวก แต่ต้องเตรียมความพร้อมของครูและบุคลากรให้พร้อมด้วย”พล.อ.ดาว์พงษ์ กล่าว

 

“เคอร์มินลิฟท์”ของอภ.คว้าเครื่องสำอางสมุนไพรดีเด่นระดับชาติ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/240504

เครื่องสำอางสมุนไพร, อภ., เคอร์, มิน, ลิฟท์, ของ, คว้า, เครื่องสำอาง, สมุนไพร, ดีเด่น, ระดับชาติ, เคอร์มินลิฟท์

การศึกษา-สาธารณสุข  : 1 ก.ย. 2559

“เคอร์มินลิฟท์”ของอภ.คว้าเครื่องสำอางสมุนไพรดีเด่นระดับชาติ

ผลิตภัณฑ์จีพีโอ เคอร์มินลิฟท์ เดย์ครีม และไนท์ครีม ขององค์การเภสัชกรรม ได้รับรางวัลผลิตภัณฑ์เครื่องสำอางสมุนไพรดีเด่นระดับชาติ Prime Minister Herbal Awards

       นพ.นพพร ชื่นกลิ่น ผู้อำนวยการองค์การเภสัชกรรมเปิดเผยว่า องค์การเภสัชกรรม ได้ส่งผลิตภัณฑ์ จีพีโอ เคอร์มิน ลิฟท์ ซึ่งประกอบด้วยCURMIN Lift Anti-aging Day Cream SPF 15และCURMIN Lift Anti-aging Night Creamเข้าร่วมการประกวดรางวัลผลิตภัณฑ์สมุนไพรดีเด่นระดับชาติPrime Minister Herbal Awards(PMHA) ประจำปี 2559ที่กรมพัฒนาการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือกจัดขึ้น เพื่อกระตุ้นให้เกิดกระแสความตื่นตัวด้านสมุนไพร และเพื่อเป็นการสนองต่อนโยบายของรัฐบาลในด้านยุทธศาสตร์การพัฒนาอุตสาหกรรมการผลิตยา ชีววัตถุ และสมุนไพรเพื่อการพึ่งพาตนเองได้อย่างมั่นคงและยั่งยืน รวมถึงเป็นการเปิดโอกาสให้ผู้ประกอบการได้ใช้ความคิดสร้างสรรค์ให้เกิดประโยชน์ในเชิงธุรกิจ ทั้งด้านการพัฒนาผลิตภัณฑ์และ กระบวนการผลิต อีกทั้งยังเป็นการสร้างความเข้มแข็งด้านสมุนไพร เพื่อเตรียมความพร้อมในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศให้ก้าวเข้าสู่การแข่งขันในตลาดเสรีของประชาคมเศรษฐกิจอาเซียนได้อย่างยั่งยืน ซึ่งปรากฏว่าผลิตภัณฑ์ขององค์การเภสัชกรรมได้รับการคัดเลือกให้เป็นผลิตภัณฑ์เครื่องสำอางสมุนไพรดีเด่นระดับชาติ ประจำปี2559

ผู้อำนวยการองค์การเภสัชกรรม กล่าวต่อไปว่า CURMIN Lift Anti-aging Day Cream SPF 15เป็นครีมบำรุงและปกป้องผิวหน้าสำหรับเวลากลางวัน ผสมสารป้องกันแสงแดดSPF 15 และCURMIN Lift Anti-aging Night Creamเป็นครีมบำรุงผิวหน้าที่มีเนื้อครีมเข้มข้นเพื่อให้เหมาะสำหรับการบำรุงผิวในเวลากลางคืนที่มุ่งเน้นให้เนื้อครีมซึมสู่ผิวอย่างล้ำลึกเก็บกักความชุ่มชื้นของผิวหน้าให้ดียิ่งขึ้น โดยผลิตภัณฑ์ดังกล่าว ประกอบด้วยนวัตกรรมสารสกัดจากขมิ้นชัน ซึ่งองค์การเภสัชกรรมได้นำมาพัฒนาให้อยู่ในรูปTHC Liposomeผสานคุณค่ากับวิตามินE Liposomeซึ่งนอกจากช่วยให้สารดังกล่าวดูดซึมสู่ผิวหนังมากขึ้นจากขนาดอนุภาคที่เล็กในระดับนาโนเมตร ยังเป็นการส่งเสริมการทำงานในการต้านการเกิดออกซิเดชั่นที่ช่วยชะลอไม่ให้ผิวแก่ก่อนวัย นอกจากนี้ยังมีสารสกัดจากไหมธรรมชาติ (Sericin) ที่อุดมไปด้วยกรดอะมิโน ช่วยให้ผิวเรียบเนียน และมีส่วนผสมของSodium hyaluronateและCeramideที่เพิ่มความชุ่มชื้น คงความอ่อนเยาว์ให้กับผิว ช่วยให้ผิวกระจ่างใสอย่างเป็นธรรมชาติ และดูอ่อนเยาว์แบบมีสุขภาพดี

“ผลิตภัณฑ์ดังกล่าวเป็นผลิตภัณฑ์ที่องค์การเภสัชกรรมทุ่มเทวิจัยและพัฒนา เพื่อมุ่งสู่ความเป็นเลิศการันตีด้วยการใช้วัตถุดิบสมุนไพรที่มีกระบวนการเก็บเกี่ยวแปรรูปที่สะอาด ปราศจากสิ่งปนเปื้อน มีการควบคุมคุณภาพการผลิตตามมาตรฐานGMPมีคุณภาพมาตรฐาน และผ่านการทดสอบประสิทธิภาพจากอาสาสมัครแล้ว” ผู้อำนวยการฯกล่าว

 

กพร.จับมือมรภ.พระนครพัฒนาแรงงานผ่านระบบดิจิทัล

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/240537

กพร, จับมือ, มรภ, พระนคร, พัฒนา, แรงงาน, ผ่าน, ระบบ, ดิจิทัล

การศึกษา-สาธารณสุข >ข่าวการศึกษา-สาธารณสุข  : 1 ก.ย. 2559

กพร.จับมือมรภ.พระนครพัฒนาแรงงานผ่านระบบดิจิทัล

กพร.จับมือมรภ.พระนครพัฒนาแรงงานผ่านระบบดิจิทัล

             เมื่อวันที่ 1 ก.ย. นายกรีฑา สพโชค อธิบดีกรมพัฒนาฝีมือแรงงาน (กพร.) ให้สัมภาษณ์ว่า เมื่อเร็วๆ นี้ กรมพัฒนาฝีมือแรงงานได้ลงนามความร่วมมือกับรองศาสตราจารย์พงศ์ หรดาล อธิการบดีมหาวิทยาลัยราชภัฏพระนคร ในการพัฒนาแรงงานผ่านระบบดิจิทัล เพื่อเป็นการสานต่อนโยบายของรัฐบาลที่ให้หน่วยงานภาครัฐนำแผนการพัฒนาดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมมาปฏิบัติใช้

โดยมีการกำหนดยุทธศาสตร์ คือ (1) ต้องการปรับเปลี่ยนภาครัฐสู่การเป็นรัฐบาลดิจิทัล (2) พัฒนากำลังคนให้มีความพร้อมเข้าสู่ยุคเศรษฐกิจและสังคมดิจิทัล โดยมีเป้าหมายให้บุคลากรวัยทำงานทุกสาขาต้องมีความรู้และทักษะดิจิทัลทั้งในเชิงปริมาณและคุณภาพ โดยเฉพาะในสาขาอาชีพที่กำลังขาดแคลน ซึ่งจะสอดคล้องกับภารกิจของกรมพัฒนาฝีมือแรงงาน ที่ต้องการพัฒนาและยกระดับฝีมือบุคลากรด้านแรงงานให้มีความรู้และทักษะฝีมือสอดคล้องกับความต้องการของตลาดแรงงาน และเพื่อให้การตอบสนองดังกล่าวประสบผลสำเร็จ

กพร.จึงได้ร่วมกับมหาวิทยาลัยราชภัฏพระนคร ในฐานะสถาบันที่มีชื่อเสียงด้านเทคโนโลยีสารสนเทศ ในการพัฒนาระบบสารสนเทศโดยนำร่องการพัฒนาฝีมือแรงงานด้วยวิธีการอิเล็กทรอนิกส์ (e-Training) ดังนี้  แนวทางที่หนึ่ง ร่วมกันพัฒนาวิธีการทางอิเล็กทรอนิกส์ โดยการเรียนรู้ผ่านอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ เช่น คอมพิวเตอร์ตั้งโต๊ะ(พีซี) คอมพิวเตอร์พกพา (โน๊ตบุ๊ก) สมาร์ทโฟน และอุปกรณ์อื่นๆ โดยนำโมดูลการฝึกเพื่อเสริมความรู้พื้นฐานที่อยู่ในรูปอิเล็กทรอนิกส์หรือมัลติมีเดีย บรรจุในเว็บไซต์แบบออนไลน์และบันทึกในแผ่นซีดีรอม

แนวทางที่สอง ร่วมกันจัดทำโมดูลการฝึกเพื่อเสริมสร้างความรู้พื้นฐานที่อยู่ในรูปอิเล็กทรอนิกส์หรือมัลติมีเดียหลักสูตร e-Training ในสาขาต่างๆ เช่น ช่างก่อสร้าง ช่างอุตสาหกรรมศิลป์ ช่างเชื่อม ช่างเครื่องทำความเย็น ช่างคอมพิวเตอร์ ช่างอิเล็กทรอนิกส์ ช่างซ่อมรถจักรยานยนต์ และเทคโนโลยีสารสนเทศ เป็นต้น  แนวทางที่สาม ร่วมกันพัฒนาระบบเทคโนโลยีสารสนเทศ และนำหลักสูตร e-Training บรรจุในเว็บไซต์ของ กพร. (www.dsd.go.th) เพื่อนำไปใช้ในการฝึกอบรมและเผยแพร่ความรู้ให้แก่กำลังแรงงานและประชาชนทั่วไปได้รับรู้ต่อไป

“ความร่วมมือของทั้งสองหน่วยงานตามแนวทางประชารัฐ ได้สร้างนวัตกรรมในการพัฒนาฝีมือแรงงาน การที่กำลังแรงงานและประชาชนส่วนใหญ่มีคอมพิวเตอร์ สมาร์ทโฟน ทำให้สามารถเข้ารับชมการฝึกอบรมได้ทางอินเทอร์เน็ต สร้างความสะดวกสบายเรียนรู้ได้ทุกที่ทุกเวลา และเป็นการเตรียมความพร้อมในการเป็นประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (AEC) และเข้าสู่ยุคไทยแลนด์ 4.0 ตามนโยบายของรัฐบาลอีกด้วย” นายกรีฑา กล่าวทิ้งท้าย

 

ชู2สมุนไพร“ผักกระชับ”ดีต่อหญิง“ผักปลัง”ดีต่อชาย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/240490

ผักปลัง, ผักกระชับ, 2สมุนไพรผักกระชับดีต่อหญิงผั, ลัง, ต่อ, ชาย

การศึกษา-สาธารณสุข  : 1 ก.ย. 2559

ชู2สมุนไพร“ผักกระชับ”ดีต่อหญิง“ผักปลัง”ดีต่อชาย

ชู “ผักกระชับ” สมุนไพรดีต่อหญิง ช่วยกระชับมดลูก แก้ปวดประจำเดือน “ผักปลัง”ดีต่อชาย เพิ่มกำลัง-ปริมาณน้ำอสุจิ

       เมื่อวันที่1ก.ย. ภายในงานมหกรรมสมุนไพรแห่งชาติ ครั้งที่ 13 จัดขึ้นที่อิมแพค อารีนา เมืองทองธานี ระหว่างวันที่ 31 ส.ค. – 4 ก.ย. 2559 นางจิรัชยา ประมวล เจ้าพนักงานสาธารณสุขชำนาญงาน สำนักงานสาธารณสุขอำเภอ (สสอ.) แกลง จ.ระยอง กล่าวว่า สสอ.แกลง ได้เลือกเอาผักกระชับ มาเป็นตัวชูโรงภายในงานมหกรรมสมุนไพรแห่งชาติครั้งที่ 13 เนื่องจากผักกระชับ หรือ หญ้าผมยุ่งเป็นพืชพื้นบ้านที่เกิดขึ้นตามท้องนา แต่ชาวบ้านชุมชนบ้านทะเลน้อย อ.แกลง สามารถนำมาเพาะจนกลายเป็นผักเศรษฐกิจได้เพียงแห่งเดียวในประเทศไทย ตัวผักกระชับหรือหญ้าผมยุ่งมีสรรพคุณทางยาที่หลากหลาย อาทิ ช่วยกระชับมดลูก แก้ปวดประจำเดือน ขับเหงื่อ ขับปัสสาวะ ระงับประสาท แก้โรคมาลาเรีย ไขข้ออักเสบ กระเพาะอักเสบ แก้ปวดกล้ามเนื้อ ทั้งกล้ามเนื้อเรียบและกล้ามเนื้อลาย

ชู2สมุนไพร“ผักกระชับ”ดีต่อหญิง“ผักปลัง”ดีต่อชาย

      “เมื่อนำใบและลำต้นมาตำให้ละเอียด สามารถใช้พอกแผลปวดบวม แมลงกัดต่อย รักษาโรคหิด หรือนำมาต้มเอาน้ำมาล้างแผลแก้ปวดศีรษะ ปวดหู แก้หวัดได้ด้วย สำหรับเมล็ดแก่ของผักกระชับพบว่า มีงานวิจัยของต่างประเทศว่าอาจช่วยรักษาโรคมะเร็งได้ สอดคล้องกับข้อมูลที่ว่าหมอโบราณใช้เมล็ดแก่ผักกระชับเข้าไปอยู่ในยาตำรับรักษามะเร็ง แต่เรื่องนี้ยังไม่มีข้อมูลการวิจัยที่ชัดเจน ผักกระชับหรือหญ้าผมยุ่งถือเป็นสินค้าโอทอปของ อ.แกลง จะเน้นให้รับประทานเป็นอาหารเป็นหลัก ซึ่งการรับประทานเป็นประจำก็จะช่วยให้ได้สรรพคุณทางยาดังกล่าวด้วย โดยเมื่อนำมาทำเป็นอาหารจะมีลักษณะคล้ายกับต้นอ่อนทานตะวัน เมนูที่แนะนำคือ กินเป็นผักสดกับน้ำพริก เพราะเป็นผักที่มีกลิ่นหอม หรือที่ชาวบ้านนิยมนำมาทำเป็นอาหารคือ แกงส้มผักกระชับ ยำผักกระชับ รวมไปถึงผัดไท และผัดน้ำมันหอย” นางจิรัชยา กล่าว

ชู2สมุนไพร“ผักกระชับ”ดีต่อหญิง“ผักปลัง”ดีต่อชาย

     นพ.สุริยะ วงศ์คงคาเทพ อธิบดีกรมพัฒนาการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก กล่าวว่า สรรพคุณของผักกระชับหรือหญ้าผมยุ่งที่ช่วยกระชับมดลูก แก้ปวดประจำเดือน หรือที่ระบุว่าเมล็ดสามารถใช้เป็นยารักษามะเร็งได้นั้น ยังเป็นเพียงภูมิปัญญาโบราณที่สืบทอดกันมา ซึ่งกรมฯ จะนำผักกระชับมาวิจัยทางวิทยาศาสตร์ต่อว่ามีสารสำคัญใดบ้างและมีสรรพคุณดังกล่าวจริงหรือไม่ แต่ที่แนะนำคือให้รับประทานเป็นอาหาร เพราะถือเป็นผักพื้นบ้านที่ช่วยดูแลสุขภาพ มีกาเพาะปลูกแบบปลอดสารพิษ ไม่มีอันตราย โดยทุกส่วนของผักกระชับสามารถนำมาใช้ได้ทั้งหมด โดยเฉพาะต้นอ่อนที่ใช้เวลาเพาะประมาณ 2-3 สัปดาห์ก็สามารถนำมากินสดๆ เป็นสลัดได้ หรือนำมาทำเป็นแกงส้ม ยำก็ได้ นอกจากนี้ ยังจะศึกษาต่อมน้ำมันที่อยู่ใต้ใบด้วยในการนำมาใช้ทำน้ำมันหอมระเหย

ด้านภญ.สุภาภรณ์ ปิติพร หัวหน้าโครงการสาธิตการพัฒนาผลิตภัณฑ์จากสมุนไพร โรงพยาบาลเจ้าพระยาอภัยภูเบศร จ.ปราจีนบุรี กล่าวว่า ผักปลังที่เป็นผักพื้นบ้านพบได้ในทุกภาคของประเทศ มีสรรพคุณ ช่วยเพิ่มพรีไบโอติกส์ ซึ่งช่วยในเรื่องการขับถ่าย ทำให้การขับถ่ายดีขึ้น กำจัดสารพิษ เหมาะกับการล้างพิษทำดีท็อกซ์แบบธรรมชาติ เพิ่มภูมิคุ้มกัน ปรับปฏิกิริยาภูมิแพ้ ลดคอเลสเตอรอล ช่วยบำรุงร่างกาย ลดความดันโลหิตสูง ทำให้เจริญอาหาร ช่วยรักษามะเร็งลำไส้ เหมาะกับทุกเพศทุกวัย โดยเฉพาะหญิงตั้งครรภ์และทารก ที่มักพบปัญหาท้องผูก ที่สามารถนำมารับประทานเป็นกับข้าวช่วยแก้ปัญหาท้องผูกได้เลย นอกจากนี้ยังใช้เป็นสมุนไพรปกป้องกระเพาะอาหาร ตับและไต ให้พลังหล่อลื่น เนื่องจากมีเมือกลื่นช่วยระบายทำให้มีการนำมาใช้รักษาโรคกระเพาะ เนื่องจากเชื่อว่าจะช่วยเคลือบกระเพาะ มีฤทธิ์ต้านการเป็นพิษต่อไตที่เกิดจากยาปฏิชีวนะกลุ่มอะมิโนไกลโคไซด์ และยาเจนต้าไมซิน ช่วยยับยั้งการเกิดนิ่วจากการตกตะกอนของแคลเซียมออกซาเลต

ชู2สมุนไพร“ผักกระชับ”ดีต่อหญิง“ผักปลัง”ดีต่อชาย

     ภญ.สุภาภรณ์ กล่าวอีกว่า ในประเทศแคเมอรูน มีการศึกษาในหนูทดลอง และมีการนำมาทำเป็นผลิตภัณฑ์ ช่วยเสริมกำลังวังชาทำให้นักกีฬาออกกำลังกายได้นานขึ้น ช่วยเพิ่มฮอร์โมนเพศชายและช่วยเพิ่มปริมาณน้ำอสุจิในเพศชาย นอกจากนี้ยังช่วยในการหล่อลื่น และสมัยก่อนมีการนำเมือกของผักปลังไปใช้ทาบริเวณช่องคลอดให้ผู้หญิงก่อนคลอดลูก ทำให้สามารถคลอดลูกได้ง่ายขึ้น ดังนั้นในอนาคตจะต้องมีการศึกษาสารที่อยู่ในผักปลังเพิ่มขึ้นเพราะคนไทยยังขาดองค์ความรู้เรื่องนี้ ก่อนนำความรู้ที่ได้มาต่อยอดเป็นผลิตภัณฑ์หลายๆชนิด แต่ยังไม่จำกัดรูปแบบ แต่หลักๆจะนำไปใช้ในการแก้ปัญหาท้องผูก ในหญิงตั้งครรภ์และเด็กที่มักมีปัญหาท้องผูก ส่วนอันตรายจากผักปลังยังไม่พบเนื่องจากปกติแล้วเราก็มีการรับประทานเป็นกับข้าวอยู่แล้ว ทั้งนี้อยากให้ทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องของไทยมาร่วมมือกัน ในการศึกษาวิจัยพืชผักสมุนไพรไทย เพื่อสร้างความมั่นใจในเรื่องของความปลอดภัยของสมุนไพรไทย รวมทั้งช่วยกันเก็บรักษาภูมิปัญญาของไทยไว้ และที่สำคัญสมุนไพรเหล่านี้สามารถสร้างรายได้จำนวนมหาศาลให้กับไทยอีกด้วย