“สพฐ.”เยียวยาค่าทำศพนักเรียนเสียชีวิตเหตุระเบิดใต้

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/241115

สพฐ., สพฐ, เยียวยา, ค่า, ทำศพ, นักเรียน, เสียชีวิต, เหตุ, ระเบิด, ใต้

การศึกษา-สาธารณสุข >ข่าวการศึกษา-สาธารณสุข  : 6 ก.ย. 2559

“สพฐ.”เยียวยาค่าทำศพนักเรียนเสียชีวิตเหตุระเบิดใต้

สพฐ.เยียวยาค่าทำศพนักเรียนเสียชีวิตเหตุระเบิดใต้ ย้ำประสานหน่วยความมั่นคงวางมาตรการเข้มดูแลความปลอดภัยครู-นร.พื้นที่ภาคใต้

          เมื่อวันที่ 6 ก.ย.59 นายบุญรักษ์ ยอดเพชร รองเลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (กพฐ.) กล่าวถึงกรณีเกิดเหตุคนร้ายไม่ทราบชื่อและจำนวนลอบวางระเบิดเจ้าหน้าที่ตำรวจสภ.ตากใบ ขณะอำนวยความสะดวกด้านการจราจรบริเวณหน้าโรงเรียนบ้านตาบา ม.1 ต.เจ๊ะเห อ.ตากใบ จ.นราธิวาส จนเป็นเหตุให้มีเจ้าหน้าที่ตำรวจได้รับบาดเจ็บ 3 นาย มีครูได้รับบาดเจ็บ 1 รายและมีนักเรียนหญิงระดับอนุบาล 1 รายเสียชีวิต ว่า ขณะนี้สถานการณ์ในพื้นที่ภาคใต้ เกิดเหตุความรุนแรงบ่อยครั้ง ที่ผ่านมากระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) ได้ประสานกับศูนย์อำนวยการบริหารจังหวัดชายแดนใต้ วางระบบการดูแลความปลอดภัยให้แก่ครูและนักเรียน ในพื้นที่ภาคใต้ ตั้งแต่เปิดภาคเรียนกำหนดให้การเดินทางไป-กลับโรงเรียน ต้องไปพร้อมกับทหาร กรณีจัดกิจกรรมต่าง ๆ ต้องประสานแจ้งให้ฝ่ายความมั่นคงรับทราบ ขณะเดียวกัน ก็มีการติดตั้งกล้องวงจรปิดด้วย จึงเห็นได้ว่าที่ผ่านมามีความปลอดภัยเกือบ 100%

สำหรับเหตุระเบิดที่เกิดขึ้นนั้น จะต้องลงไปตรวจสอบข้อเท็จจริงก่อน เนื่องจากที่ผ่านมามักไม่ค่อยมีการก่อเหตุบริเวณสถานศึกษา อย่างไรก็ตาม สพฐ.ยังเชื่อมั่นว่ามาตรการที่วางไว้ยังมีความเข้มแข็ง ส่วนการดูแลและเยียวยาครูและบุคลากรทางการศึกษา รวมถึงนักเรียนจากเหตุดังกล่าว หากครูและบุคลากรทางการศึกษา ได้รับบาดเจ็บทาง สพฐ.ก็จะลงไปดูแลเยียวยาเพื่อสร้างขวัญและกำลังใจ กรณีเสียชีวิตจะได้รับเงินค่าจัดการศพและเงินจากหน่วยงานอื่น ๆ รวมประมาณ 1 ล้านบาท ส่วนนักเรียนหากเสียชีวิต ได้รับประมาณ 7 แสนบาท

 

หวั่นคัดเลือกเข้าเรียนอุดมฯโฉมใหม่ เกิดมหกรรมแย่งเด็ก!!

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/241084

มหกรรมแย่งเด็ก, เคลียร์ริ่งเฮาส์, ระบบคัดเลือกเข้ามหาวิทยาลัยใหม่, หวั่น, คัดเลือก, เข้าเรียน, อุดม, โฉมใหม่, เกิด, มหกรรม, แย่ง, เด็ก, เกิดมหกรรมแย่งเด็ก, ปีการศึกษา2561, ศดรสมพงษ์ จิตระดับ, ศดรพงษ์อินทร์ รักอริยะธรรม, ดรเกรียงศักดิ์ โชควรกุล
มหกรรมแย่งเด็ก, เคลียร์ริ่งเฮาส์, ระบบคัดเลือกเข้ามหาวิทยาลัยใหม่, หวั่น, คัดเลือก, เข้าเรียน, อุดม, โฉมใหม่, เกิด, มหกรรม, แย่ง, เด็ก, เกิดมหกรรมแย่งเด็ก, ปีการศึกษา2561, ศดรสมพงษ์ จิตระดับ, ศดรพงษ์อินทร์ รักอริยะธรรม, ดรเกรียงศักดิ์ โชควรกุล

การศึกษา-สาธารณสุข >ข่าวการศึกษา-สาธารณสุข  : 6 ก.ย. 2559

หวั่นคัดเลือกเข้าเรียนอุดมฯโฉมใหม่ เกิดมหกรรมแย่งเด็ก!!

“ระบบการคัดเลือกไม่มีระบบใดที่สมบูรณ์แบบ แต่ระบบใหม่ ไม่ควรเปิดช่องให้มหาวิทยาลัยรับตรง หลังการเคลียริ่งเฮ้าส์อีก”…..: ทีมข่าวการศึกษา

“ปีการศึกษา2561” เตรียมพบกับโฉมใหม่ของระบบการคัดเลือกเด็กเข้าเรียนมหาวิทยาลัย ที่เบื้องต้น กลุ่มที่ประชุมอธิการบดีแห่งประเทศไทย(ทปอ.) ซึ่งประกอบไปด้วยมหาวิทยาลัยรัฐ27แห่ง วางตุ๊กตาคร่าวๆ ไว้ว่า ระบบการคัดเลือกบุคคลเข้าศึกษาต่อในสถาบันอุดมศึกษา จะมี 3ระบบคือ 1.ระบบเคลียริ่งเฮ้าส์2ครั้ง โดยใช้ข้อสอบกลางและสอบเพียง1ครั้ง 2.ระบบโควต้า ที่ต้องไม่ใช่การจัดสอบ แต่เป็นการพิจารณาจากโปรไฟล์ของเด็ก หรือความสามารถด้านอื่นๆ 3.ระบบรับตรง ที่มหาวิทยาลัยดำเนินการได้เอง เพื่อให้ได้เด็กครบตามแผนที่วางไว้ หลังจากระบบเคลียริ่งเฮ้าส์

โดยภายหลังระบบคัดเลือกโฉมใหม่ก่อเกิดขึ้น ก็ทำให้เกิดเสียงวิพากษ์วิจารณ์มากมาย ทั้งดี ไม่ดี เห็นด้วย เห็นต่าง ว่ากันไปตามเหตุและผล “ศ.ดร.สมพงษ์ จิตระดับ” อาจารย์คณะครุศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวว่า แนวคิดของทปอ. น่าจะสามารถแก้ปัญหาที่เกิดขึ้นได้เพียงร้อยละ 60 เท่านั้น และมุ่งลดปัญหาการวิ่งรอกสอบ แต่อาจเกิดปัญหาใหม่ขึ้น โดยเฉพาะการทำให้เกิดความลักลั่นและไม่เป็นธรรม ของมหาวิทยาลัย โดยเฉพาะมหาวิทยาลัยขนาดเล็ก กลุ่มมหาวิทยาลัยราชภัฎ(มรภ.) กลุ่ม มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคล (มทร.)และมหาวิทยาลัยเอกชน

หากมหาวิทยาลัยทุกกลุ่มเข้าร่วมระบบใหม่ ก็ทำให้มหาวิทยาลัยชื่อดังและม.รัฐดึงเด็กเก่งไปก่อน แต่หาก มรภ.,มทร.และม.เอกชนไม่เข้าร่วม ก็จะเกิดมหกรรมการแย่งเด็กกันขึ้น โดยมหาวิทยาลัยสมาชิกของ ทปอ.ก็จะได้เด็กเก่งไปก่อนเช่นกัน ขณะที่การกำหนดให้รับตรงหลังการเคลียริ่งเฮ้าส์ ก็อาจทำให้คณะและมหาวิทยาลัยต่างๆ กำหนดจำนวนรับในระบบเคลียริ่งเฮ้าส์ จำนวนหนึ่ง แล้วค่อยไปเปิดรับตรงภายหลัง ซึ่งจะทำให้การวิ่งรอกสอบกลับมาเช่นเดิม โดยเฉพาะหากคณะหรือมหาวิทยาลัยชื่อดังเปิดรับตรง ก็จะเกิดปัญหาการสละสิทธิ์เพื่อมาเข้าคณะใหม่

“ระบบการคัดเลือกไม่มีระบบใดที่สมบูรณ์แบบ แต่ระบบใหม่ ไม่ควรเปิดช่องให้มหาวิทยาลัยรับตรง หลังการเคลียริ่งเฮ้าส์อีก เพราะเป็นช่องว่างให้มหาวิทยาลัยนำไปเปิดรับตรง ซึ่งเด็กก็เดือดร้อนเหมือนเดิมจากการวิ่งสอบ ขณะที่มหาวิทยาลัยเองพบปัญหาการสละสิทธิ์ก็เดือดร้อนเช่นกัน นอกจากนี้การให้มหาวิทยาลัยเป็นผู้กำหนดองค์ประกอบในการคัดเลือก ซึ่งมีความแตกต่างกันมาก จะส่งผลให้เด็กเครียดมากขึ้น” ศ.ดร.สมพงษ์กล่าว

ปัจจุบัน มีมหาวิทยาลัยที่อยู่ภายใต้สังกัดสำนักงานคณะกรรมการการอุดมศึกษา (สกอ.)ทั้งหมด155แห่ง แบ่งเป็น มหาวิทยาลัยในกำกับของรัฐ19แห่ง มหาวิทยาลัยของรัฐ15แห่งมหาวิทยาลัยราชภัฎ38แห่ง มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคล9แห่ง และมหาวิทยาลัยเอกชน75แห่ง ซึ่งมหาวิทยาลัยเหล่านี้ ส่วนใหญ่เข้าร่วมระบบแอดมิชชั่นส์

“ศ.ดร.พงษ์อินทร์ รักอริยะธรรม” อธิการบดีมหาวิทยาลัยเนชั่น ในฐานะประธานคณะทำงานแอดมินชั่นฟอรั่ม ของที่ประชุมอธิการบดีแห่งประเทศไทย (ทปอ.) กล่าวว่า ในวันที่5ก.ย.นี้ เวลา15 .00น. ทปอ.จะนำข้อเสนอดังกล่าว ไปเสนอต่อ พล.อ.ดาว์พงษ์  รัตนสุวรรณ  รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ(รมว.ศธ.) และกลุ่มที่ประชุมอธิการบดีมหาวิทยาลัยราชภัฎ(ทปอ.มรภ.) กลุ่มที่ประชุมอธิการบดีมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคล (ทปอ.มทร.) และกลุ่มมหาวิทยาลัยเอกชน ซึ่งหากทุกฝ่ายเห็นชอบ ไม่มีการเปลี่ยนแปลงใดแล้ว ทปอ.ก็จะเริ่มดำเนินการในรายละเอียด

“ระบบการคัดเลือกใหม่ซึ่งจะเริ่มใช้ปีการศึกษา2561นั้น จะมีผลกับนักเรียนม.5ปีนี้ อย่างไรก็ตามระบบการคัดเลือกบุคคลเข้าศึกษาต่อในสถาบันอุดมศึกษารูปแบบใหม่นี้ ไม่ใช่การเอ็นทรานส์แบบในอดีต และยังไม่มีชื่อเรียกอย่างเป็นทางการ แต่ได้ถือว่า เป็นการปฏิรูประบบการคัดเลือกนักเรียนเข้าสู่มหาวิทยาลัยทั้งประเทศ”ศ.ดร.พงษ์อินทร์ ระบุ

แม้การจัดระเบียบการคัดเลือกเด็กเข้าอุดมฯ ยกเครื่องใหม่ครั้งนี้ ยังไม่แน่ชัดว่าจะเป็นเช่นใด ได้รับการตอบสนองจากมรภ. ,มทร. หรือม.เอกชน หรือไม่ (ต้องรอ5ก.ย.นี้) แต่เมื่อมติทปอ.ซึ่งมีกลุ่มมหาวิทยาลัยยอดนิยม ที่เด็กอยากเข้าไปเรียน ปักธงชัดว่าต้องวางระบบการคัดเลือกเด็กเข้าเรียนอุดมฯ ต้องเป็นไปตามแนวทางให้เด็กและมหาวิทยาลัยเลือกได้ ไม่วิ่งรอกสอบ ลดค่าใช้จ่าย ไม่เป็นภาระแก่ผู้ปกครอง รวมถึงทปอ.เห็นด้วยกับ พล.อ.ดาว์พงษ์ รัตนสุวรรณ รมว.ศึกษาธิการ ที่จะให้เด็กอยู่ในชั้นเรียนตลอดจนจบการศึกษา แล้วนั้น มหาวิทยาลัยกลุ่มอื่นๆ ก็คงได้แต่แบ่งรับแบ่งสู้ว่าจะตัดสินใจอย่างไร

ดร.เกรียงศักดิ์ โชควรกุล” อาจารย์ประจำคณะรัฐศาสตร์ มรภ. ชัยภูมิ กล่าวว่าระบบรับตรงกลางร่วมกัน เป็นประโยชน์ในภาพรวม แต่กลุ่มมรภ. อาจจะรับเด็กได้น้อยกว่า มหาวิทยาลัยยอดนิยม เพราะเป็นตัวเลือกสุดท้ายของนักเรียน และไม่ได้เด็กหัวกะทิเข้ามาเรียน ขณะที่ปรัชญาของมรภ. เน้นรับเด็กท้องถิ่น ในกลุ่มจังหวัด เนื่องจากรู้จักบริบทของพื้นที่ดี แต่หากใช้วิธีการรับตรงกลางร่วมกัน ก็อาจจะทำให้ได้นักเรียนจากหลายจังหวัด มาเข้าเรียน และบางคนก็อาจไม่ได้อยากเข้าเรียนมรภ.จริง ๆ

อย่างไรก็ตาม ระบบการรับตรงกลางร่วมกันครั้งนี้ ดร.เกรียงศักดิ์ มองว่าถึงเป็นระบบที่ดี แต่อาจไม่เหมาะกับบริบทของมหาวิทยาลัยบางประเภท โดยเฉพาะมหาวิทยาลัยเล็กๆ รวมถึงมรภ. มทร.บางแห่งซึ่งที่ผ่านมาก็ได้รับผลกระทบรับนักเรียนเข้าเรียนได้น้อย เพราะมหาวิทยาลัยใหญ่ ๆ เปิดรับตรงหลายรอบอยู่แล้ว ดังนั้นตนจึงอยากเสนอให้พิจารณา เริ่มต้นใช้เฉพาะมหาวิทยาลัย มรภ. ที่มีความพร้อมก่อน

ถึงจะไม่รู้ว่า ระบบการคัดเลือกเข้าเรียนอุดมศึกษาโฉมใหม่ จะมีมหาวิทยาลัยกลุ่มใดเล่นด้วยบ้าง และไม่รู้ว่ารูปแบบ สัดส่วน เกณฑ์ จะเป็นเช่นใด แต่อย่างน้อยตอนนี้คงส่งผลต่อจิตใจของเหล่าวัยใส วัยเรียน ผู้ที่ต้องมาใช้ระบบดังกล่าวอย่างแน่นอน แถมหากเริ่มใช้แล้วนั้น ผลจะออกหมู่หรือจ่า ลดภาระ วิ่งรอกสอบ และทำให้เด็กได้อยู่ในห้องเรียนตลอดหลักสูตร ไม่เครียดจริงหรือ>>>คงต้องติดตามกันต่อไป

 

มรภ.-มทร.ขอคงสอบรับตรงเอง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/241028

กระทรวงศึกษาธิการ, ทปอ., มทร., มรภ., ปี2561, แอดมิชชั่นส์, รับตรง, มรภม, สอบ, รับ, ตรง, เอง
กระทรวงศึกษาธิการ, ทปอ., มทร., มรภ., ปี2561, แอดมิชชั่นส์, รับตรง, มรภม, สอบ, รับ, ตรง, เอง

การศึกษา-สาธารณสุข >ข่าวการศึกษา-สาธารณสุข  : 5 ก.ย. 2559

มรภ.-มทร.ขอคงสอบรับตรงเอง

ระบบคัดเลือกเด็กเข้าอุดมฯ เสียงแตก มรภ.-มทร.ขอคงรับตรงตามเดิม ชี้บริบทของมหาวิทยาลัย -รับเด็กต่างกัน

เมื่อวันที่5ก.ย.เวลา16.40น. ที่กระทรวงศึกษาธิการ(ศธ.) พล.อ.ดาว์พงษ์ รัตนสุวรรณ รมว.ศึกษาธิการ กล่าวภายหลังประชุมร่วมกับกลุ่มที่ประชุมอธิการบดีแห่งประเทศไทย (ทปอ.) ที่ประชุมอธิการบดีมหาวิทยาลัยราชภัฎ(ทปอ.มรภ.) และที่ประชุมอธิการบดีมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคล(มทร.) เกี่ยวกับการปรับระบบการคัดเลือกบุคคลเข้าศึกษาต่อในอุดมศึกษาว่าที่ประชุมเห็นด้วยในหลักคิดการปรับระบบการคัดเลือกฯ ใหม่ ซึ่งเบื้องต้น มรภ. และมทร. อยากให้คำนึงถึงบริบทของมหาวิทยาลัยที่แตกต่างจาก กลุ่มทปอ. และจะนำข้อเสนอดังกล่าวไปหารือในที่ประชุม ทปอ.ของตนเอง ส่วนเกณฑ์ในการคัดเลือกเด็กว่าจะใช้คะแนนเฉลี่ยสะสมตลอดหลักสูตร (จีแพ็ค) หรือคะแนนการทดสอบทางการศึกษาระดับชาติขั้นพื้นฐาน(โอเน็ต) ขึ้นอยู่กับมหาวิทยาลัย แต่โดยนโยบาย ตนก็ยังคงอยากให้นำคะแนนดังกล่าวมาใช้เป็นองค์ประกอบการในการคัดเลือกฯ ส่วนบางคณะที่มีการใช้ทักษะบางอย่างในการสอบ เช่น การทดสอบระหว่างที่มีการสอบข้อเขียนไปให้ในต้นสังกัด และการสอบทักษะจริงๆ อาจไปอยู่ในรูปแบบการสอบสัมภาษณ์ได้ส่วนการสอบครั้งเดียว จะทำให้เด็กเสียโอกาสนั้น การสอบครั้งเดียวนั้น เพื่อให้เกิดความเท่าเทียมกัน และเด็กจะต้องรู้ว่าและยอมรับในศักยภาพของตัวเอง เพราะไม่ได้ห้ามว่าเด็กไม่สามารถสอบในครั้งต่อไปได้

รศ.ดร.สมบัติ คชสิทธิ์ อธิการบดีมรภ.วไลยอลงกรณ์ฯ ในฐานะประธานทปอ.มรภ. กล่าวว่า ตนจะนำข้อเสนอที่ได้จากการประชุมครั้งนี้ ไปหารือในที่ประชุมทปอ.มรภ. ในวันที่30ก.ย.นี้ เบื้องต้น จากการหารือร่วมกับกลุ่มทปอ.มรภ.ก่อนหน้านี้ อยากขอให้คงการสอบรับตรงของกลุ่มมรภ.ไว้ โดยส่วนใหญ่จะจัดสอบรับตรงในช่วงเดือนมี.ค.ถึงพ.ค.ไว้ เพราะบริบทของมรภ. นั้น เปิดโอกาสให้เด็กในท้องถิ่นเข้าเรียน85%

ผศ.ดร.ประเสริฐ คันธมานนท์ เลขาธิการทปอ. กล่าวว่า ทปอ.ได้นำเสนอแนวทางในการนักเรียนเข้าศึกษาต่อมหาวิทยาลัยจะไม่มีการสอบเข้าใดๆ ทั้งสิ้นก่อนเดือนมีนาคม เพื่อให้นักเรียนจบม.6ก่อนจะมาสอบเข้ามหาวิทยาลัย และ การสอบจะต้องเริ่มขึ้นระหว่างเดือนมีนาคมและเมษายน โดยดำเนินการประมาณในช่วง6สัปดาห์เท่านั้น รวมถึงจะมีการบูรณาการข้อสอบความถนัดทั่วไป (แกต) และความถนัดทางวิชาการ/วิชาชีพ (แพต) และวิชาสามัญ9วิชาใหม่ เพื่อนำไปใช้ในการคัดเลือกระบบใหม่ การสอบกลุ่มสถาบันแพทยศาสตร์แห่งประเทศไทย(กสพท.) และโควต้าของมหาวิทยาลัยด้วย อย่างไรก็ตาม ระบบเคลียร์ริ่งเฮาส์2ครั้งไม่มีความเหมือนกับระบบแอดมิชชั่นส์และเอนทรานซ์อย่างแน่นอน โดยหากทุกฝ่ายเห็นชอบเข้าร่วมระบบดังกล่าว จะจัดวางระบบได้ภายในเดือนธ.ค.2559และจัดทำคู่มือจัดสอบ

ศ.ดร.สมคิด เลิศไพฑูรย์ อธิการบดีมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (มธ.) กล่าวว่าโดยส่วนตัวตนเห็นด้วยกับการปรับระบบคัดเลือกใหม่ฯ เพราะจะทำให้เด็กนักเรียนได้เรียนอยู่ในชั้นเรียนจนจบมัธยมศึกษาปีที่6 และมีการสอบครั้งเดียวเป็นเรื่องที่ดี ทำให้เด็กไม่เครียด และไม่ต้องวิ่งรอกสอบ แต่ทั้งนี้ ไม่ควรมีการกำหนดรายละเอียด หรือสัดส่วนในการใช้คะแนนวิชาต่างๆ หรือเกณฑ์ในการคัดเลือกเด็ก ควรให้มหาวิทยาลัยไปกำหนดเอง ส่วนที่มีกระแสให้ยกเลิกการสอบรับตรงไปเลยนั้น ตนคิดว่าไม่น่าจะกระทำได้ เพราะบางคณะ บางหลักสูตรยังคงจำเป็นที่มหาวิทยาลัยต้องดำเนินการจัดสอบรับตรงเอง เช่น หลักสูตรนานาชาติ หรือการจัดสอบคัดเด็กในแต่ละภูมิภาค หรือโครงการพิเศษต่างๆ ซึ่งวิชาหรือเกณฑ์ที่ใช้ในการคัดเลือกเด็กการใช้ข้อสอบกลางอย่างเดียวอาจไม่เพียงพอ จึงต้องมีการยกเว้นการจัดสอบรับในบางคณะ บางมหาวิทยาลัย

อย่างไรก็ตาม ระบบใหม่มีข้อดีในการลดปัญหาวิ่งรอกสอบ ภาระแก่ผู้ปกครอง และลดการสอบของเด็กลงได้ถึงร้อยละ80-90แต่จะมีปัญหาหากมหาวิทยาลัยทุกแห่งเข้าร่วม เพราะต้องยอมรับว่ามหาวิทยาลัยยอดนิยมก็จะได้เด็กเก่ง ขณะที่มหาวิทยาลัยอื่นๆ ก็อาจจะได้เด็กไม่ตรงกับที่ต้องการ ดังนั้น ไม่ควรล็อคว่าทุกมหาวิทยาลัยจะต้องเข้าร่วมระบบการคัดเลือกนักเรียนเข้าศึกษาต่อในอุดมศึกษาระบบใหม่นี้ ควรจะใช้เฉพาะมหาวิทยาลัยของรัฐเท่านั้น

 

ศธ.ใช้กีฬาฟุตบอลพัฒนาเด็ก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/241001

ใช้, กีฬา, ฟุตบอล, พัฒนา, เด็ก, FIFA 11 for Health

การศึกษา-สาธารณสุข >ข่าวการศึกษา-สาธารณสุข  : 5 ก.ย. 2559

ศธ.ใช้กีฬาฟุตบอลพัฒนาเด็ก

ศธ.ใช้กีฬาฟุตบอลสร้างแรงจูงใจนักเรียนอายุ 11 ปี มีทักษะด้านกีฬาและสร้างนิสัยรักการออกกำลังกายเพื่อรักษาสุขภาพ ตั้งเป้ารุ่นที่ 2-3 ขยายเพิ่มอีกกว่า 300 โรง

ศธ.ใช้กีฬาฟุตบอลสร้างแรงจูงใจนักเรียนอายุ 11 ปี มีทักษะด้านกีฬาและสร้างนิสัยรักการออกกำลังกายเพื่อรักษาสุขภาพ ตั้งเป้ารุ่นที่ 2 ขยายเพิ่มอีก 144 โรง รุ่น 3 จำนวน 288 โรง

เมื่อวันที่ 5 ก.ย.ที่กระทรวงศึกษาธิการ พล.อ.สุรเชษฐ์ ชัยวงศ์ รมช.ศึกษาธิการ กล่าวระหว่างให้โอวาทกับคณะครูและนักเรียนในโครงการ “FIFA 11 for Health”  จำนวน 16 โรงเรียนจากทั่วทุกภูมิภาค ที่ได้รับคัดเลือกเป็นโรงเรียนนำร่อง ว่า ตามที่ FIFA ได้เสนอโครงการ “FIFA 11 for Health” เพื่อสุขภาพเด็กอายุ 11 ปี ศึกษาสุขอนามัยโดยใช้ฟุตบอลเป็นสื่อสำหรับเด็ก โดยมีการฝึกอบรมครูพลศึกษา ในสังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) จำนวน 32 คนจาก 16 โรงเรียน เพื่อให้นำความรู้กลับไปอบรมนักเรียนในโรงเรียน ซึ่งมีนักเรียนเข้าโครงการฯ ทั้งสิ้น 574 คน โดยในวันนี้ทางโครงการได้นำตัวแทนนักเรียนโรงเรียนนำร่อง 16 โรง ๆ ละ 10 คน รวม 160 คน พร้อมครูผู้ดูแล จำนวน 48 คน มาอบรมร่วมกันที่ กทม. ระหว่างวันที่ 4-7 ก.ย.นี้ ซึ่งนักเรียนทุกคนจะได้แลกเปลี่ยนประสบการณ์และได้พบกับเพื่อนใหม่

“โครงการนี้เป็นโครงการต่อเนื่องระยะ 5 ปี โดยปีแรกรุ่นที่ 1 มีโรงเรียนเข้าร่วม 16 โรง และเตรียมขยายไปในรุ่นที่ 2 จะเพิ่มเป็น 144 โรง รุ่นที่ 3 จำนวน 288 โรง และตั้งเป้าจะมีนักเรียนเข้าร่วมโครงการเกือบ 1 ล้านคน เพื่อสร้างนิสัยรักการอ่าน การออกกำลังกาย รู้จักรักษาสุขภาพ ซึ่งคณะกรรมการโครงการฯ ได้มีการประเมินผล พบว่านักเรียนที่เข้าร่วมการฝึกอบรมในโครงการนี้ มีสุขภาพร่างกายแข็งแรงขึ้น มีความรับผิดชอบต่อตนเองมากขึ้น และมีความสนใจและมีทักษะทางด้านกีฬามากขึ้นด้วย ก็ขอให้นักเรียนนำความรู้และประสบการณ์ที่ได้จากโครงการนี้ไปใช้ให้เกิดประโยชน์ต่อไป”รมช.ศึกษาธิการ กล่าวและว่า ทั้งนี้ ในวันที่ 6 ก.ย.นี้ ทางคณะกรรมการฯ จะนำคณะครูและนักเรียนที่เข้าโครงการ ได้มีโอกาสเข้าชมการแข่งขันฟุตบอลโลก รอบคัดเลือก 12 ทีมสุดท้ายโซนเอเชีย ระหว่างทีมชาติไทย กับทีมชาติญี่ปุ่น ณ สนามราชมังคลากีฬาสถาน พร้อมร่วมถ่ายภาพกับนักกีฬาฟุตบอลทีมชาติไทยด้วย

 

กพร.เผยกองทุนพัฒนาฝีมือแรงงานหนุนกลไกรประชารัฐ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/241034

กพร, เผย, กองทุน, พัฒนา, ฝีมือ, แรงงาน, หนุน, ไกร, ประชา, รัฐ

การศึกษา-สาธารณสุข  : 5 ก.ย. 2559

กพร.เผยกองทุนพัฒนาฝีมือแรงงานหนุนกลไกรประชารัฐ

อธิบดี กพร.เผยกองทุนพัฒนาฝีมือแรงงาน ส่งเสริมกลไกลประชารัฐ เชื่อนายจ้าง-ลูกจ้างได้ประโยชน์ถ้วนหน้า

              เมื่อวันที่ 5 ก.ย.นายกรีฑา สพโชค อธิบดีกรมพัฒนาฝีมือแรงงาน (กพร.) เปิดเผยว่า ขอแจ้งให้เจ้าของสถานประกอบกิจการทราบว่า ขณะนี้เป็นโอกาสดี กพร.ได้เปิดให้สามารถยื่นขอกู้ยืมเงินจาก กองทุนพัฒนาฝีมือแรงงาน ไปฝึกอบรม และพัฒนาฝีมือแรงงาน เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพของแรงงาน และลดต้นทุนการผลิตในสถานประกอบกิจการต่างๆ

ทั้งนี้ เงินกู้ดังกล่าวจะเป็นอีกทางเลือกหนึ่งให้กับสถานประกอบกิจการ  กู้เงินไปเป็นทุนหมุนเวียนสำหรับเป็นค่าใช้จ่ายในการส่งเสริม การพัฒนาฝีมือแรงงาน และ เป็นค่าใช้จ่ายฝึกอบรม ฝีมือแรงงาน หรือการทดสอบมาตรฐาน  เพื่อส่งเสริมการพัฒนาฝีมือแรงงานใน 7 สาขาอาชีพ โดยสามารถยื่นกู้ได้ตั้งแต่วันนี้ ถึงวันที่ 12 มกราคม 2560  โดยกู้ได้สูงสุดถึง 1 ล้านบาท ไม่มีดอกเบี้ย และมีระยะเวลาชำระคืนภายใน 12 เดือน

อธิบดีกรมพัฒนาฝีมือแรงงาน กล่าวว่า   นอกจากสถานประกอบกิจการ จะนำเงินส่วนนี้ไปหักเป็นค่าใช้จ่ายในการฝึกอบรมได้เต็มตามจำนวนแล้ว  ยังได้รับการยกเว้นภาษีเงินได้เพิ่มเติมอีกร้อยละร้อย   ขณะเดียวกันจำนวนพนักงาน/ลูกจ้างที่ได้รับการฝึกอบรม หรือทดสอบมาตรฐานฝีมือแรงงาน สามารถนำไปยื่นประเมินเงินสมทบกองทุนพัฒนาฝีมือแรงงานได้อีกด้วย

สำหรับ ขั้นตอนการยื่นเรื่องกู้ก็ไม่ยุ่งยาก และใช้เวลาพิจารณาไม่นาน  เพียงนำหลักฐานของสถานประกอบกิจการ พร้อมคำขอกู้ยืมเงินมายื่นที่สถาบันพัฒนาฝีมือแรงงาน และศูนย์พัฒนาฝีมือแรงงานจังหวัดทั่วประเทศ หรือ ที่กองส่งเสริมการพัฒนาฝีมือแรงงาน กรมพัฒนาฝีมือแรงงาน โทร. 0-2643-6039 หรือ ดาวน์โหลดเอกสารได้ที่ http://www.dsd.go.th/sdpaa

นายกรีฑา กล่าวว่า การส่งเสริมการฝึกอบรมแรงงาน ภายใต้กองทุนพัฒนาฝีมือแรงงาน เป็นอีกหนึ่งกลไกประชารัฐ ที่จะช่วยสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับผู้ประกอบกิจการ  และพัฒนาทักษะฝีมือแรงงานควบคู่กันไป นับเป็นอีกเครื่องมือในการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ตามนโยบายของรัฐบาล เพื่อมุ่งสู่การพัฒนาประเทศไทยให้เป็นประเทศที่มีความมั่นคง  เศรษฐกิจมั่งคั่ง และ มีการพัฒนาประเทศไปสู่ความยั่งยืน

 

“สุเทพ” หนุนองค์การค้าฯมีสถานะนิติบุคคล

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/240965

องค์การค้า สกสค., สุเทพ, หนุน, องค์, การค้า, สถานะ, นิติบุคคล

การศึกษา-สาธารณสุข >ข่าวการศึกษา-สาธารณสุข  : 5 ก.ย. 2559

“สุเทพ” หนุนองค์การค้าฯมีสถานะนิติบุคคล

“สุเทพ” ปฏิบัติหน้าที่ผอ.องค์การค้าฯ เห็นด้วยแก้กฎหมายให้องค์การค้าฯมีเป็นนิติบุคคล ชี้ช่วยบริหารงานคล่องตัว มีอำนาจเบ็ดเสร็จ อยู่ภายใต้กำกับ รมว.ศึกษาธิการ

เมื่อวันที่ 5 ก.ย. ดร.สุเทพ ชิตยวงษ์ รองเลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (กพฐ.) ปฏิบัติหน้าที่ผู้อำนวยการองค์การค้าของ สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมสวัสดิการและสวัสดิภาพครูและบุคลากรทางการศึกษา (สกสค.) เปิดเผยว่า ตามที่ที่ประชุมคณะกรรมการ สกสค.ซึ่งมี พล.อ.ดาว์พงษ์ รัตนสุวรรณ รมว.ศึกษาธิการ เป็นประธาน ได้พิจารณาการปรับปรุงพ.ร.บ.สภาครูและบุคลากรทางการศึกษา พ.ศ.2546 ให้มีความชัดเจน โดยเห็นว่าควรมีการแยกหน่วยงานสกสค. องค์การค้าของ สกสค. และคุรุสภา ออกจากพ.ร.บ.สภาครูฯ เพื่อให้เป็นหน่วยงานที่มีสถานะเป็นนิติบุคคล โดยรมว.ศึกษาธิการ ได้ตั้งคณะทำงานขึ้นมาศึกษากฎหมายที่เกี่ยวข้องนั้น ส่วนตัวเห็นด้วยว่าองค์การค้าฯ ควรมีสถานะเป็นนิติบุคคล ซึ่งจะทำให้การบริหารงานคล่องตัว มีประสิทธิภาพมากขึ้น เพราะปัจจุบันองค์การค้าฯเป็นหน่วยงานภายใต้กำกับดูแลของ สกสค. การจะดำเนินการใด ๆ ต้องได้รับการมอบหมายหรือ ความเห็นชอบจาก สกสค.ก่อน

“รมว.ศึกษาธิการ มีความมุ่งหวังที่จะพัฒนาองค์การค้าฯ ให้เป็นองค์กรที่มีประสิทธิภาพ และเป็นองค์กรที่ทำหน้าที่ในการรักษา ควบคุม ระดับราคากลางของหนังสือเรียน สื่อการเรียนการสอน รวมถึงการพัฒนาสื่อเพื่อการศึกษาของประเทศ จึงได้หารือและเห็นสอดคล้องกันองค์การค้าฯ ควรจะมีสถานะเป็นนิติบุคคล อยู่ในกำกับของ รมว.ศึกษาธิการ โดยตรง เพื่อให้สามารถสั่งการ ตรวจสอบได้ไม่ต้องสั่งผ่าน สกสค. ขณะเดียวกัน ผอ.องค์การค้าฯ ก็จะมีอำนาจเบ็ดเสร็จเด็ดขาดทั้งในเชิงการบริหารงาน การพิจารณา สั่งการ หรือดำเนินการทางกฎหมายในเรื่องต่าง ๆ  ที่เกี่ยวข้อง เป็นการบริหารเองและรับผิดชอบเอง โดยเฉพาะความรับผิดชอบในเชิงธรรมาภิบาล เพราะฉะนั้น ส่วนตัวผมเห็นด้วยที่องค์การค้าฯ จะมีสถานะเป็นนิติบุคคล ไม่ใช่แค่ทำให้การบริหารงานคล่องตัวเท่านั้น แต่ยังเป็นสัญลักษณ์ในเชิงการศึกษาของชาติ เพื่อช่วยเหลือนักเรียน ประชาชนอย่างแท้จริง”ดร.สุเทพ กล่าว

 

พศ.ยันภาพตำรวจหน้าเหมือน “เณรคำ” เป็นภาพตัดต่อ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/240969

ยัน, ภาพ, ตำรวจ, หน้า, เหมือน, เณร, เป็น, ภาพตัดต่อ, เณรคำ, เป็นภาพตัดต่อ

การศึกษา-สาธารณสุข >ข่าวการศึกษา-สาธารณสุข  : 5 ก.ย. 2559

พศ.ยันภาพตำรวจหน้าเหมือน “เณรคำ” เป็นภาพตัดต่อ

พศ.ยันภาพตำรวจหน้าเหมือน “เณรคำ” เป็นภาพตัดต่อ แจงมีการเผยแพร่ในโซเชียลฯมาระยะหนึ่งแล้ว ลั่นเณรคำพ้นสภาพความเป็นพระสงฆ์ ไม่อยู่ในอำนาจของ พศ.อีก

เมื่อวันที่ 5 ก.ย. นายพนม ศรศิลป์ ผอ.สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ (พศ.) กล่าวถึงกรณีมีตำรวจหน้าตาคล้ายเณรคำไปรายงานตัววันแรกที่ศรีสะเกษ ว่า พศ.ได้ให้ทางสำนักงานพระพุทธศานา จังหวัดศรีสะเกษ ตรวจสอบข้อมูลแล้ว ซึ่งทางผอ.พศจ.ศรีสะเกษ ยืนยันว่า เป็นภาพตัดต่อ เป็นภาพเก่าที่แชร์กันในโซเชียสมีเดียมาระยะหนึ่งแล้วนำกลับมาเล่นใหม่ และทราบข่าวว่า เณรคำตัวจริงถูกควบคุมตัวอยู่ที่ประเทศสหรัฐอเมริกาตั้งแต่เดือน ก.ค.ที่ผ่านมา

อย่างไรก็ตาม เณรคำ พ้นจากสภาพความเป็นพระสงฆ์แล้ว ด้วยคำสั่งของเจ้าคณะจังหวัดศรีสะเกษที่ให้เณรคำเป็นปาราชิก สถานะของเณรคำตอนนี้ คิอ หลบหนีการจับกุมจากดีเอสไอ(กรมสอบสวนคดีพิเศษ) เพราะฉะนั้น จึงเป็นไม่ได้อยู่ในอำนาจหรือการติดตามของ พศ.อีกต่อไป

 

สกศ.จับมือ ยูเนสโก-โออีซีดี ทำคัมภีร์รายงานมุมมองการศึกษา

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/240850

รายงานสถานการณ์การศึกษาไทย, สกศ., โออีซีดี, สกศ, จับมือ, ยูเนสโก, ซีดี, คัมภีร์, รายงาน, มุมมอง, การศึกษา, สกศจับมือ, ยูเนสโก-โออีซีดี, Education in Thailand

การศึกษา-สาธารณสุข >ข่าวการศึกษา-สาธารณสุข  : 5 ก.ย. 2559

สกศ.จับมือ ยูเนสโก-โออีซีดี ทำคัมภีร์รายงานมุมมองการศึกษา

สกศ.-ยูเนสโก-โออีซีดี ทำคัมภีร์รายงานมุมมองการศึกษา สังเคราะห์สถานการณ์การศึกษาไทย ข้อเสนอแนะนำเชิงนโยบายพัฒนาการศึกษาเด็กไทยให้มีทักษะศตวรรษที่ 21

ดร.วัฒนาพร  ระงับทุกข์ รองเลขาธิการสภาการศึกษา  เปิดเผยว่า ตามที่สำนักงานเลขาธิการสภาการศึกษา (สกศ.) จัดประชุมระหว่างประเทศข้อเสนอนโยบายด้านการศึกษาของประเทศไทย ร่วมกับองค์การการศึกษา วิทยาศาสตร์และวัฒนธรรมแห่งสหประชาชาติ (ยูเนสโก) และองค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา (โออีซีดี) เมื่อเร็ว ๆ นี้ ได้มีการนำเสนอรายงานมุมมองการศึกษา หรือ Reviews of National Policies for Education หรือ “Education in Thailand”  ภายใต้ความร่วมมือของทั้ง สกศ. ยูเนสโก และโออีซีดี โดยได้จัดทำข้อเสนอแนะเชิงนโยบายจากการสังเคราะห์สถานการณ์การศึกษาไทย 4 ด้าน คือ 1.นโยบายด้านการศึกษา 2.หลักสูตรการเรียนการสอน  3.การผลิตและพัฒนาครู และ4.ระบบเทคโนโลยีสารสนเทศเพื่อการศึกษา เพื่อเป็นแม่แบบให้แก่กระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง แปรนโยบายไปสู่การยกระดับการศึกษาไทยอย่างสอดคล้องกับบริบทสังคมและทิศทางการพัฒนาประเทศ เป้าหมายเพื่อรองรับการพัฒนาผู้เรียนให้มีทักษะในศตวรรษที่ 21 การก้าวเข้าสู่ยุคประเทศไทย 4.0

ด้าน นางเอลิซาเบธ ฟอร์แดม ผู้แทนโออีซีดี กล่าวว่า แนวทางงานวิจัยดังกล่าว กำหนดทิศทางนโยบายเพื่อความเป็นเลิศทางนโยบายสาธารณะด้านการศึกษา สอดคล้องกับ ทิศทางด้านการศึกษาของโลกคือ 1.การพัฒนาผู้เรียนให้มีทักษะในศตวรรษที่ 21และ2.วิเคราะห์แนวโน้มด้านการศึกษาไทยเปรียบเทียบกับนานาชาติ ซึ่งหากดูจากผลการประเมินโครงการประเมินผลนักเรียนร่วมกับนานาชาติ (พิซ่า) ก็มีข้อเสนอว่าประเทศไทยควรต้องปรับสมรรถนะของคนไทยให้สูงขึ้น รวมถึงปรับปรุงนโยบายบางเรื่อง อาทิ เพิ่มการอุดหนุนรายหัวในระดับมัธยมศึกษา เพื่อส่งเสริมคุณภาพผู้เรียนในการต่อยอดไปถึงระดับอาชีวศึกษา ส่งเสริมลงทุนเพิ่มด้านการผลิตและพัฒนาครู ซึ่งส่งผลโดยตรงต่อการสร้างผลสัมฤทธิ์ของผู้เรียน ปรับอัตราค่าตอบแทนครูอย่างเหมาะสม รวมทั้งปรับระบบการจัดสรรครูในสาขาวิชาที่ขาดแคลนทั้งวิชาคณิตศาสตร์ วิทยาศาสตร์ และภาษาต่างประเทศ ฯลฯ เชื่อมั่นว่าประเทศไทยสามารถส่งเสริมพัฒนาผู้เรียนให้มีทักษะในศตวรรษที่ 21ได้อย่างมั่นคงและยั่งยืน

ขณะที่ ดร.กวาง  โจ คิม ผู้อำนวยการยูเนสโกด้านการศึกษา ภูมิภาคเอเชียและแปซิฟิก กล่าวว่า รายงานวิจัยฉบับนี้ได้จัดทำข้อเสนอทางการศึกษา ซึ่งระบุถึงข้อดีและข้อด้อยในระบบการศึกษาไทย เพื่อนำเสนอรัฐบาลไทยดำเนินการยกระดับพัฒนาอย่างสอดคล้องกับการปฏิรูปการศึกษาไทย ยูเนสโกขอชื่นชมความมุ่งมั่นของรัฐบาลไทยตั้งแต่ปี 2533 ที่ พยายามส่งเสริมนโยบายการศึกษาให้ทุกคนมีสิทธิเข้าเรียน ถือเป็นต้นแบบด้านการศึกษาของภูมิภาคอาเซียน โดยเฉพาะนโยบายส่งเสริมเรียนฟรี เรียนดี 15 ปีตั้งแต่ระดับประถมศึกษาจนถึงมัธยมศึกษาและอาชีวศึกษา และการส่งเสริมบุตรแรงงานข้ามชาติให้ได้รับการศึกษาอย่างทั่วถึงสามารถอ่อนออกเขียนได้

นอกจากนี้ ขอชื่นชมพระราชกรณียกิจสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ทรงดำเนินโครงการต่าง ๆ เพื่อช่วยเหลือประชาชนให้มีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีขึ้นมาเป็นเวลานาน ซึ่งไม่จำกัดเฉพาะประชาชนชาวไทย ยังพระราชทานความร่วมมือกับประเทศเพื่อนบ้าน อาทิ ลาว กัมพูชา เมียร์ม่า และเวียดนาม รวมทั้งกลุ่มประเทศเอเชีย โดยมีพระราชประสงค์ส่งเสริมการพัฒนาคุณภาพชีวิตประชาชนในประเทศเหล่านั้นให้มีสุขภาพดี มีชีวิต ความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น

ภาพ : สำนักงานเลขาธิการสภาการศึกษา

 

จัดสอบคัด “ผอ.อาชีวะ” ภาพรวมเรียบร้อยขาดสอบ 1%

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/240865

สอบผู้อำนวยการวิทยาลัยอาชีวศึกษา, สอศ., กลุ่มทั่วไป, กลุ่มประสบการณ์, จัด, สอบ, คัด, อาชีวะ, ภาพรวม, เรียบร้อย, ขาดสอบ, จัดสอบคัด, ผออาชีวะ, ชัยพฤกษ์
สอบผู้อำนวยการวิทยาลัยอาชีวศึกษา, สอศ., กลุ่มทั่วไป, กลุ่มประสบการณ์, จัด, สอบ, คัด, อาชีวะ, ภาพรวม, เรียบร้อย, ขาดสอบ, จัดสอบคัด, ผออาชีวะ, ชัยพฤกษ์

การศึกษา-สาธารณสุข >ข่าวการศึกษา-สาธารณสุข  : 4 ก.ย. 2559

จัดสอบคัด “ผอ.อาชีวะ” ภาพรวมเรียบร้อยขาดสอบ 1%

“ชัยพฤกษ์” เลขาธิการ กอศ.เยี่ยมสนามสอบผอ.สถานศึกษาอาชีวศึกษา กลุ่มทั่วไป ภาพรวมเรียบร้อย ขาดสอบ 1.16% พร้อมประกาศรายชื่อผู้มีสิทธิสอบสัมภาษณ์ 9 ก.ย.นี้

เมื่อวันที่ 4 ก.ย. ที่อิมแพ็คอารีนา เมืองทองธานี  ดร.ชัยพฤกษ์ เสรีรักษ์ เลขาธิการคณะกรรรมการการอาชีวศึกษา เปิดเผยภายหลังจากการตรวจเยี่ยมสนามสอบ การสอบคัดเลือกบุคคลเพื่อบรรจุและแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งผู้อำนวยการสถานศึกษา สังกัดสำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา (สอศ.) ยกเว้นเขตพัฒนาพิเศษเฉพาะกิจจังหวัดชายแดนภาคใต้ จังหวัดยะลา นราธิวาส ปัตตานี และ 4 อำเภอในจังหวัดสงขลา จำนวน 82อัตรา จำแนกเป็นอัตราว่าง 44 อัตรา และแทนอัตราเกษียณอายุราชการในวันที่ 30 กันยายน 2559จำนวน 38 อัตราว่า ในวันนี้เป็นการสอบของกลุ่มทั่วไป มีผู้มีสิทธิ์เข้าสอบทั้งหมด 431 คน มาเข้าสอบ จำนวน 426 คน ขาดสอบ 5 คน คิดเป็น1.16% โดยช่วงเช้าเป็นการสอบภาค ก ความรู้ทั่วไป และกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการปฏิบัติงาน และภาคบ่ายเป็นการสอบความสามารถในการบริหารงานในหน้าที่ ด้วยวิธีการสอบข้อเขียนแบบปรนัย

ทั้งนี้ ภาพรวมของการจัดสอบเป็นไปอย่างเรียบร้อย โดย สอศ.จะตรวจและประกาศรายชื่อผู้มีสิทธิ์เข้ารับการประเมินภาค ข หรือ การสัมภาษณ์ ของทั้งกลุ่มทั่วไปและกลุ่มประสบการณ์ ภายในวันที่ 9 กันยายน 2559 และสอบสัมภาษณ์ (ภาค ข.) วันที่ 18 กันยายน 2559 และประกาศขึ้นบัญชี วันที่่  23 กันยายน 2559 โดยจะบรรจุแต่งตั้ง ในวันที่ 1 ตุลาคม 2559

สำหรับการบรรจุแต่งตั้ง แบ่งสัดส่วน กลุ่มทั่วไป 20%ของตำแหน่งที่เปิดรับและกลุ่มประสบการณ์อีก80%ของตำแหน่งที่เปิดรับ (คิดเป็นสัดส่วน 1 ต่อ 4)โดยการบรรจุจะเรียกกลุ่มประสบการณ์ก่อน 4 คน และกลุ่มทั่วไป 1 คน ตามด้วยกลุ่มประสบการณ์ 4คน สลับกันไปจนครบ ทั้งนี้ สำหรับกลุ่มประสบการณ์ จะใช้วิธีการประเมิน ภาค ก.จากผลการปฏิบัติงาน ประวัติการทำงานที่ผ่านมา เอกสารหลักฐานประกอบการสมัคร ตามตัวชี้วัดและองค์ประกอบการประเมินที่กำหนด โดยไม่มีการสอบข้อเขียน

 

ภาพ : ประชาสัมพันธ์ สอศ.

 

2ผู้ประกันตนเป็นตัวแทนไทยร่วมแข่งขันกีฬาพาราลิมปิก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/240847


บราซิล, กีฬาพาราลิมปิกเกมส์, ประกันสังคม, ประกันตน, ผู้ประกัน, เป็นตัวแทน, ไทย, ร่วม, แข่งขัน, กีฬา, พารา, ลิม, ปิก

การศึกษา-สาธารณสุข >ข่าวการศึกษา-สาธารณสุข  : 4 ก.ย. 2559

2ผู้ประกันตนเป็นตัวแทนไทยร่วมแข่งขันกีฬาพาราลิมปิก

รมว.แรงงานปลื้ม 2 หนุ่มสาวผู้ประกันตนตัวแทนประเทศไทยแข่งกีฬาพาราลิมปิก ครั้งที่ 15 ประเทศบราซิล 7-18 ก.ย.พร้อมเชิญชวนประชาชน ร่วมส่งกำลังใจให้นักกีฬาพาราลิมปิก

นายธีรพล ขุนเมือง ผู้ตรวจราชการกระทรวงแรงงาน (รง.) ในฐานะโฆษก รง. เปิดเผยว่า พลเอก ศิริชัย ดิษฐกุล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน ชื่นชม 2 หนุ่มสาวผู้ประกันตน ซึ่งประสบอันตรายจากการทำงาน และเข้ารับการดูแลจากศูนย์ฟื้นฟูสมรรถภาพคนงาน ซึ่งอยู่ภายใต้การบริหารของสำนักงานประกันสังคม กระทรวงแรงงาน ซึ่งหน้าที่ของศูนย์ฯนี้ คือการดูแลลูกจ้างที่ได้รับอันตรายจากการทำงานที่สูญเสียอวัยวะ พิการ หรือทุพพลภาพด้วยการให้บริการฟื้นฟูสมรรถภาพแบบองค์รวม ประกอบด้วยการฟื้นฟูสมรรถภาพด้านการแพทย์ ด้านอาชีพ ด้านจิตใจและสังคม เพื่อให้กลับสู่สังคมด้วยใจที่มีพลัง พร้อมที่จะทำงานและเป็นแบบอย่างในความมุ่งมั่นไม่ยอมแพ้ต่อชีวิต ซึ่งนอกจากสามารถทำงานได้เช่นคนทั่วไปแล้ว บางรายยังมีความสามารถเป็นนักกีฬาตัวแทนประเทศไทยไปร่วมแข่งขันกีฬาพาราลิมปิก ครั้งที่ 15 ปี 2016 ณ ประเทศบราซิล ระหว่างวันที่ 7-18 ก.ย.นี้ด้วย

นายธีรพล กล่าวต่อไปว่า สำหรับผู้ประกันตน 2 ราย ที่เข้าร่วมการแข่งขันครั้งนี้ ประกอบด้วย นายหาญฤชัย เนตศิริ เป็นผู้ทุพพลภาพ ประสบอันตรายจากสาเหตุรถจักรยายนยนต์ล้มเป็นผลให้เป็นอัมพาตท่อนล่างเข้ารับการฟื้นฟูฯ ที่ศูนย์ฟื้นฟูสมรรถภาพคนงานประจำภาคตะวันออก (จังหวัดระยอง) หวังจะให้ตนเองมีสมรรถภาพร่างกายแข็งแรง และฝึกอาชีพงานสำนักงาน เพื่อจะกลับไปประกอบอาชีพอิสระ เมื่อเข้ารับการฟื้นฟูฯ แล้วได้มีโอกาสฝึกซ้อมกีฬายิงธนูคนพิการ จึงรับรู้ว่าตนเองมีความสามารถด้านการเล่นกีฬายิงธนู ได้รับรางวัลเป็นจำนวนมากจากการเล่นกีฬายิงธนูคนพิการ รางวัลที่เขาภาคภูมิใจ คือ รางวัลจากการแข่งขันกีฬาอาเซียนพาราเกมส์ คือ 2 เหรียญทอง ณ เมืองโซโล ประเทศอินโอนีเซีย ปี 2554 และ 3 เหรียญทอง ณ เมืองเนปิดอร์ ประเทศสหภาพเมียนมาร์ ปี 2557 ปัจจุบันทำงานในตำแหน่งเจ้าหน้าที่บันทึกข้อมูล ศูนย์ฟื้นฟูสมรรถภาพคนงานประจำภาคตะวันออก (จังหวัดระยอง) รับผิดชอบดูแลผู้เข้ารับการฟื้นฟูในส่วนงานกิจกรรมบำบัด กลุ่มงานฟื้นฟูสมรรถภาพด้านการแพทย์

สำหรับอีก 1 ราย คือนางสาวสุรางค์ คำสุข ประสบอันตรายจากสาเหตุเครื่องปั๊มกระป๋องกระแทกทับมือเป็นเหตุให้มือข้างซ้ายขาดถึงใต้ศอก ขณะที่กำลังฟื้นฟูฯ ได้ร่วมกิจกรรมต่าง ๆ ทุกกิจกรรมฯ เล่นกีฬาหลายชนิดที่ศูนย์ฟื้นฟูฯ ได้ค้นพบศักยภาพของตนเองว่ามีความสามารถด้านกีฬา รวมทั้งการพัฒนาและส่งเสริมด้านกีฬาจากศูนย์ฟื้นฟูฯ โดยสามารถเป็นตัวแทนทีมชาติไทยในฐานะนักกีฬาประเภทลานตั้งแต่ปี พ.ศ.2554 จนถึงปัจจุบัน รางวัลที่เธอภาคภูมิใจคือ 1 เหรียญทอง เอเชียนพาราเกมส์ สาธารณรัฐเกาหลี ปี 2557 และเอเชียนพาราเกมส์ สาธารณรัฐสิงคโปร์ ปี 2558 ปัจจุบันปฏิบัติหน้าที่งานธุรการศูนย์ฟื้นฟูสมรรถภาพคนงานประจำภาคกลาง จังหวัดปทุมธานี และได้นำทักษะและประสบการณ์ด้านกีฬาคนพิการมาสอนรุ่นน้องที่รักการเล่นกีฬาต่อไปด้วย

ทั้งนี้ ขอให้ประชาชนชาวไทยเป็นกำลังใจให้นักกีฬา 2 ท่านนี้ พร้อมทั้งคนอื่น ๆ ที่เข้าร่วมการแข่งขันในครั้งนี้ด้วย