Topica Edtech Group สร้างความประทับใจในงาน Thailand Startup Summit 2017

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ข่าวประชาสัมพันธ์ 20 เม.ย. 2560 10:45

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/918072


เมื่อสัปดาห์ที่แล้ว ณ งาน Thailand Startup Summit 2017 ซึ่งจัดขึ้นในกรุงเทพฯ มีผู้ประกอบการ นักลงทุนและผู้สร้างชุมชนจำนวนกว่า 500 รายมาเชื่อมต่อกันผ่านคำปราศรัยประเด็นสำคัญ การอภิปรายของคณะผู้เชี่ยวชาญ และการสร้างเครือข่าย

เควิน เหวียน (Mr. Kevin Nguyen) ผู้อำนวยการจาก Topica Edtech Group ได้กล่าวปราศรัยในการอภิปรายที่หลากหลายร่วมกับ SkillLane Globish สตาร์ทอัพ 3 อันดับแรกในประเทศไทย, Partech Venture Capital และ B Capital จาก Silicon Valley การอภิปรายนั้นกล่าวถึง Edtech ว่าเป็นแรงผลักดันการศึกษาในศตวรรษที่ 21 ผู้ดำเนินการอภิปราย คือ ไมค์ มิคาเลค (Mike Michalec) ผู้ก่อตั้งและ CEO ของ Edtech Asia

นายเหวียน ดำเนินธุรกิจด้านการศึกษาออนไลน์ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ในปีที่ผ่านมา ซึ่งรวมถึงผลิตภัณฑ์ ‘Topica Uni’ ซึ่งเป็นหลักสูตรปริญญาออนไลน์ และหลักสูตรการสอนภาษาอังกฤษออนไลน์ของ Topica Native และ ‘Edumall’ คอร์สเรียนออนไลน์แบบสั้นที่เปิดตัวในปีก่อน

นายเหวียนร่วมอภิปรายเกี่ยวกับลักษณะเฉพาะของตลาดไทยเมื่อพวกเขาขยายตัวธุรกิจมาที่นี่ครั้งแรก “คนไทยส่วนใหญ่สื่อสารผ่านทาง Line ผ่านช่องทางการติดต่อสื่อสารอื่นๆ และประเทศไทยมีวัฒนธรรมที่สวยงาม แต่แตกต่างจากเวียดนามอย่างมาก เราต้องปรับตัวอย่างรวดเร็วให้เข้ากับวัฒนธรรมและการปฏิสัมพันธ์ของไทยที่นุ่มนวลและนี่ทำให้ การเข้าสู่ตลาดของเรามีประสิทธิภาพมากขึ้น”

นอกจากนี้เขายังได้เปิดเผยแผนของ Topica ในการปรับใช้เทคโนโลยีขั้นสูงในผลิตภัณฑ์ เพื่อสร้างประสบการณ์การเรียนรู้และการสอนที่ดีที่สุดสำหรับทั้งนักเรียนและอาจารย์ “ด้วยวิสัยทัศน์ Topica ได้เปิดตัวห้องปฏิบัติการที่เรียกว่า EdtechLab เพื่อมุ่งเน้นการพัฒนาและการนำเทคโนโลยีคลื่นต่อไปมารวมไว้ในกลุ่มผลิตภัณฑ์ของเรา จากการลองผิดลองถูก เราพบว่าการนำ Virtual Assitant/Tutor มาใช้นั้นช่วยยกระดับประสบการณ์การเรียนการสอน โดยเฉพาะอย่างยิ่งช่วยส่งผลต่อประสบการณ์การเรียนรู้” นายเหวียนกล่าว

Mike Michalec ผู้ดำเนินการอภิปราย ได้แสดงความคิดเห็นของเขาเกี่ยวกับแผนการของ Topica

“Edtech lab ที่ Topica ได้เปิดตัวนั้นจะสามารถกระตุ้นคลื่นเทคโนโลยีลูกต่อไป โดนเฉพาะการยกระดับ เนื้อหาการเรียนรู้ที่จะสามารถให้ประโยชน์แก่ผู้เรียนในประเทศอาเซียน ได้เป็นอย่างดี”

เกี่ยวกับ Topica Edtech Group

Topica Edtech Group เป็นผู้นำด้านการศึกษาออนไลน์ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ มีพนักงานเต็มเวลากว่า 1,000 คน และ อาจารย์ 1.800 คน ในสิงคโปร์ อินโดนีเซีย ไทย ฟิลิปปินส์ และเวียดนาม Topica Uni ร่วมมือกับมหาวิทยาลัย 16 แห่ง รวมถึงสถาบันชั้นนำในฟิลิปปินส์ และเวียดนาม เพื่อจัดสอนหลักสูตรปริญญาออนไลน์ที่มีคุณภาพสูง Topica Native เปิดหลักสูตรสนทนาภาษาอังกฤษออนไลน์ในอินโดนีเซีย ไทย และเวียดนาม และเป็นรายแรกในโลกที่เปิดตัวแอปสอนสนทนาภาษาอังกฤษในรูปแบบเสมือนจริง Topica Edumall เป็นผู้นำด้านคอร์สเรียนออนไลน์ทั้งแบบระยะสั้นและระยะยาว และผลิตภัณฑ์จากผู้ผลิตรายอื่น Topica ยังเปิดสอนหลักสูตรสตาร์ทอัพจากซิลิคอน วัลเลย์ในไทยและเวียดนาม Founder Institute ที่มีผู้จบการศึกษาระดุมทุนได้กว่าล้านเหรียญสหรัฐฯ

ปัจจุบัน Topica กำลังเฟ้นหาผู้ที่จะเข้าร่วม “22 Future CEOs” หลักสูตรพัฒนาความสามารถอย่างรวดเร็ว ผู้เข้าแข่งขันจะได้โอกาสในการเก็บประสบการณ์ในการทำงานตำแหน่งผู้จัดการ 3 ตำแหน่งสลับกันไปในระยะเวลา 6 เดือน ใน 5 ประเทศ

 

ทองเปิดตลาดปรับลด 50 รูปพรรณขายออกบาทละ 21,350

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 20 เม.ย. 2560 09:41

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/918012


ทองเปิดตลาด เช้าวันที่ 20 เม.ย. ปรับลด 50 ทองคำแท่ง ขายออกบาทละ 20,850 บาท รูปพรรณขายออกบาทละ 21,350 …

เมื่อเวลา 09.25 น. วันที่ 20 เม.ย. สมาคมค้าทองคำ แจ้งปรับราคาทองคำประจำวันครั้งที่ 1 ลดลง 50 บาท โดยทองคำแท่งรับซื้อบาทละ 20,750 ขายออกบาทละ 20,850 บาท ส่วนทองรูปพรรณรับซื้อบาทละ 20,375.04 บาท ขายออกบาทละ 21,350 บาท.

 

พ.ค.ขึ้นค่าไฟฟ้า 12.52 สต./หน่วย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 20 เม.ย. 2560 07:50

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/917926


กกพ.เคาะขึ้นค่าไฟฟ้า (เอฟที) งวดใหม่เดือน พ.ค.-ส.ค.ขึ้น 12.52 สตางค์ต่อหน่วย ปรับขึ้นครั้งแรกในรอบ 2 ปี 7 เดือน กางตัวเลขต้องขึ้นจริงถึง 17.83 สตางค์ต่อหน่วย แต่ดึงเงินสารพัดช่วยกดลง ชี้ปัจจัยหลักมาจากราคาก๊าซอยู่ในช่วงขาขึ้น ทำใจงวดต่อไปยังขึ้นต่อเนื่อง

คนไทยเตรียมควักกระเป๋าจ่ายค่าไฟเพิ่ม ทั้งนี้ นายวีระพล จิรประดิษฐกุล ในฐานะโฆษกกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (กกพ.) เปิดเผยเมื่อวันที่ 19 เม.ย.ว่า กกพ.ได้พิจารณาปรับขึ้นค่าไฟฟ้าผันแปรอัตโนมัติ (เอฟที) ที่จะเรียกเก็บในบิลค่าไฟฟ้าของประชาชนงวดเดือน พ.ค.-ส.ค. อีก 12.52 สตางค์ต่อหน่วย ส่งผลเฉลี่ยให้ผู้ใช้ไฟฟ้าทุกประเภท จากที่ต้องเสียค่าไฟฟ้าฐานและค่าเอฟทีเดิมรวม 3.3827 บาทต่อหน่วย ปรับขึ้นมาอยู่ที่ 3.5079 บาทต่อหน่วย (ไม่รวมภาษีมูลค่าเพิ่ม) โดยนับเป็นการปรับขึ้นค่าไฟครั้งแรกรอบ 2 ปี 7 เดือนนับตั้งแต่ เดือน ก.ย.2557

นายวีระพลกล่าวว่า ทั้งนี้ จากการคำนวณค่าเอฟทีงวดเดือน พ.ค.-ส.ค. ข้อเท็จจริงต้องปรับขึ้น 17.83 สต.ต่อหน่วย แต่ กกพ.ได้บริหารจัดการเพื่อไม่ให้มีความผันผวน ด้วยการปรับลดค่าเชื้อเพลิง ในช่วงที่แหล่งก๊าซยาดานาหยุดซ่อมบำรุง เมื่อวันที่ 25 มี.ค.-2 เม.ย. เนื่องจากความต้องการใช้ไฟฟ้าที่ลดลง ส่งผลให้สามารถลดค่าเอฟทีลงได้ 1.05 สต.ต่อหน่วย และนำเงินค่าปรับ ค่าชดเชยต่างๆที่ได้จากการบริหารสัญญา จัดหาเชื้อเพลิงและสัญญาซื้อไฟฟ้าต่างๆของโรงไฟฟ้าเอกชนได้อีก 3,000 ล้านบาท มาลดค่าเอฟทีได้อีก 4.26 สต.ต่อหน่วย ค่าเอฟทีในงวดนี้ จึงขึ้นเพียง 12.52 สต.ต่อหน่วย

นายวีระพลกล่าวต่อว่า ค่าเอฟทีที่ปรับขึ้นนี้ หากคำนวณผลกระทบต่อผู้ใช้ไฟประเภทบ้านที่อยู่อาศัย 26.17 ล้านครัวเรือน พบว่าจะมีค่าใช้จ่ายขึ้นไม่มาก โดยครัวเรือนที่ใช้ไฟต่ำกว่า 150 หน่วยต่อเดือน มี 16.7 ล้านครัวเรือน เฉลี่ยใช้ไฟ 37 หน่วยต่อเดือน จะต้องจ่ายค่าไฟเพิ่มขึ้นเดือนละ 4 บาท ขณะที่บ้านพักอาศัยที่ใช้ไฟฟ้าเกิน 150 หน่วยต่อเดือนขึ้นไป มีอยู่ 9.5 ล้านครัวเรือน ใช้ไฟเฉลี่ย 276 หน่วยต่อเดือน จะจ่ายค่าไฟฟ้าเพิ่มขึ้น เดือนละ 16.50 บาทต่อเดือน สำหรับปัจจัยที่ทำให้ค่าเอฟทีงวดเดือน พ.ค.-ส.ค.ปรับขึ้นมาจากราคาก๊าซธรรมชาติที่เป็นเชื้อเพลิงหลักในการผลิตไฟฟ้าสูงขึ้นมาอยู่ที่ 244.58 บาทต่อล้านบีทียู หรือปรับขึ้น 9.35 บาทต่อล้านบีทียู และน้ำมันดีเซลปรับราคาเพิ่มขึ้น 0.09 บาทต่อลิตร และยังคาดว่าความต้องการใช้พลังงานไฟฟ้าระหว่างเดือน พ.ค.-ส.ค.เพิ่มขึ้น

“แนวโน้มค่าเอฟทีงวดเดือน ก.ย.-ธ.ค. ยังคงมีทิศทางปรับขึ้นอีกจากงวดเดือน พ.ค.-ส.ค.นี้ เนื่องจากราคาก๊าซธรรมชาติยังคงเป็นขาขึ้น เพราะราคาก๊าซธรรมชาติจะสะท้อนราคาน้ำมันเตาย้อนหลัง 8-12 เดือน ขณะนี้ราคาน้ำมันตลาดโลกทยอยปรับขึ้น โดยจะเห็นว่าการคำนวณค่าไฟฟ้าที่ผ่านมาได้สะท้อนตามกลไกราคาเชื้อเพลิงมาโดยตลอด เพราะเมื่อราคาน้ำมันปรับลงก็ได้มีการลดค่าไฟฟ้าในช่วงที่ผมเข้ามาเป็นกรรมการ กกพ.ถึง 58 สต.ต่อหน่วย”

อย่างไรก็ตาม ผู้สื่อข่าวได้ยกตัวอย่างการคำนวณ ภาระค่าไฟที่เพิ่มขึ้นจากค่าเอฟทีที่ปรับขึ้นครั้งนี้ เช่น กรณีที่ใช้ไฟเฉลี่ย 37 หน่วยต่อเดือน ราคาเดิมเคยจ่ายหน่วยละ 3.3827 บาท เท่ากับต้องจ่ายค่าไฟ เดือนละ 125.159 บาท บวกภาษีมูลค่าเพิ่ม 7% แต่ค่าไฟอัตราใหม่ที่เพิ่มขึ้นเป็นหน่วยละ 3.5079 บาท ก็จะจ่ายค่าไฟเพิ่มขึ้นเป็น 129.792 บาท บวกภาษีมูลค่าเพิ่ม 7% นั่นหมายถึงว่าจะจ่ายค่าไฟเพิ่มเพียงเดือนละ 4 บาทเท่านั้น หากประชาชนต้องการทราบหรือคำนวณว่าแต่ละเดือนจะต้องเสียค่าไฟเพิ่มขึ้นจากเดิมเท่าไร เพียงเอาค่าเอฟทีที่เพิ่มขึ้น 12.52 สต. คูณด้วยจำนวนหน่วยไฟฟ้าที่ใช้ในแต่ละเดือน

 

“วิรไท” ไม่ชอบเงินร้อนไหลเข้าไทย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 20 เม.ย. 2560 07:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/917836


ธปท.หวั่นค่าเงินบาทผันผวน สั่งสกัดทุกเส้นทางสู้วิกฤติโลก

นายวิรไท สันติประภพ ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) กล่าวว่า ในที่ประชุมผู้ว่าการธนาคารกลางอาเซียน ที่เมืองเซบู ประเทศฟิลิปปินส์ ในสัปดาห์ที่ผ่านมา ผู้ว่าการธนาคารกลางภูมิภาคนี้ได้แสดงความเป็นห่วงการอ่อนค่าของเงินสหรัฐฯ และความผันผวนที่สูงขึ้นของเงินทุนเคลื่อนย้าย โดยมีผลจากความไม่แน่นอนของนโยบายเศรษฐกิจและการเมืองของประเทศหลัก รวมทั้งความเสี่ยงด้านภูมิรัฐศาสตร์ที่เพิ่มขึ้นในภูมิภาคนี้ รวมทั้งนโยบายการเมืองในประเทศยุโรป โดยที่ผ่านมาค่าเงินในภูมิภาคแข็งค่าขึ้นต่อเนื่องเมื่อเทียบกับเงินดอลลาร์สหรัฐฯ

“ค่าเงินบาทที่แข็งค่าขึ้นเป็นผลมาจากค่าเงินดอลลาร์สหรัฐฯ ที่อ่อนค่าลงเป็นหลัก แต่หากเทียบกับค่าเงินในภูมิภาค ค่าเงินบาทยังแข็งค่าขึ้นในระดับกลาง โดยตั้งแต่ต้นปีถึงวันที่ 19 เม.ย.60 ค่าเงินบาทแข็งขึ้น 4.2% เทียบกับเงินดอลลาร์ไต้หวันที่แข็งค่าขึ้น 6.1% ค่าเงินโคเรียน วอนที่แข็งค่าขึ้น 5.1% และค่าเงินรูเปีย อินโดนีเซียแข็งค่าขึ้น 5.1% ทำให้ค่าเงินบาทมีแนวโน้มผันผวนสูงขึ้น และอาจจะเคลื่อนไหวได้ทั้งอ่อนค่าและแข็งค่าตามการไหลเข้า-ออกของเงินทุนระหว่างประเทศที่เข้าเร็วและออกเร็วตามสถานการณ์ต่างประเทศที่คาดเดาได้ยากมากขึ้น”

นายวิรไทกล่าวว่า ธปท.ได้ติดตามดูแลค่าเงินบาทและเงินทุนเคลื่อนย้ายอย่างต่อเนื่อง แต่การดำเนินนโยบายการเงินและอัตราแลกเปลี่ยนนั้น จะต้องไปไม่ทวนกระแส หรือการเปลี่ยนแปลงมุมมองของเศรษฐกิจโลกที่กระทบต่อเงินทุนเคลื่อนย้าย และเมื่อไรการเคลื่อนย้ายเงินทุนดังกล่าวการเคลื่อนไหวผิดปกติหรือมีผลกระทบต่อตลาดการเงินของไทยมากหรือเร็วเกินไป ก็เป็นหน้าที่ของ ธปท.ที่จะเข้าไปดูแลทุนเคลื่อนย้ายเหล่านั้น โดย ธปท.มีเครื่องมือและมาตรการเตรียมไว้ในทุกสถานการณ์ และไม่สามารถบอกล่วงหน้าได้

“ในกรณีเงินทุนบางประเภทที่ไหลเข้าไทยอย่างน่ากังวล ธปท.ได้มีมาตรการออกไปในช่วงก่อนหน้า ด้วยการลดวงเงินการออกพันธบัตร ธปท.ระยะสั้น ในเดือน เม.ย.ลงประมาณ 80,000 ล้านบาท ช่วยลดการเข้ามาของเงินทุนต่างชาติระยะสั้นๆได้บ้าง เพราะเริ่มเห็นการเข้ามาลงทุนในพันธบัตรระยะยาวของ ธปท.เพิ่มขึ้น ซึ่งมาตรการนี้เป็นมาตรการแรกๆ เพราะ ธปท.ยังมีมาตรการเพิ่มขึ้นได้ตามสถานการณ์ความผันผวนของค่าเงิน ถือเป็นการส่งสัญญาณให้ชัดว่า เรา “ไม่ชอบ” โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงที่ดอลลาร์อ่อนค่ามาก จากเหตุการณ์ความไม่แน่นอนของโลก และเห็นว่าไทยเป็นแหล่งหลบภัยของเงินทุน เพราะเงินเหล่านี้สร้างความผันผวน ซึ่งไม่ดีต่อเศรษฐกิจไทย”.

 

ปลด “สระแก้ว” พ้นภัยแล้ง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 20 เม.ย. 2560 06:45

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/917832


พล.อ.ฉัตรชัย สาริกัลยะ รมว.เกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่า สถานการณ์ภัยแล้งปีนี้ถือว่าสิ้นสุดเร็วที่สุดในรอบ 7 ปี และกระทรวงมหาดไทย ได้ประกาศยกเลิกให้จังหวัดสระแก้ว ให้พ้นการเป็นเขตพิบัติภัยแล้ง ตั้งแต่วันที่ 19 เม.ย. สาเหตุหลักที่ทำให้ปีนี้ภัยแล้งรุนแรงน้อยกว่าทุกๆปี ได้แก่ 1.แผนยุทธศาสตร์การบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ ปี 2558-2559 ที่สามารถเพิ่มปริมาณน้ำต้นทุนได้ 2,069 ล้านลูกบาศก์เมตร (ลบ.ม.) ทำให้สามารถเพิ่มพื้นที่ชลประทานได้รวม 1.59 ล้านไร่ และเพิ่มการทำประปาหมู่บ้านได้ 5,911 หมู่บ้าน

2.การบริหารจัดการน้ำ ที่มีประสิทธิภาพ สามารถเก็บน้ำในแหล่งน้ำต่างๆไว้ใช้ในฤดูแล้ง อาทิ การผันน้ำเก็บในแก้มลิงทุ่งทะเลหลวง บึงตะเคร็ง บึงระมาณ จังหวัดพิษณุโลก เป็นต้น 3.การทำฝนหลวง เน้นที่การเติมน้ำต้นทุน ในเขื่อนที่มีน้ำน้อย สามารถสร้างความชุ่มชื้นพื้นที่การเกษตรได้ 4.มาตรการป้องกันและบรรเทาภัยแล้ง ปี 2559/60 จำนวน 6 มาตรการ ที่กระทรวงมหาดไทยได้ลงพื้นที่ติดตามการปฏิบัติงาน ทุกจังหวัดตามมาตรการต่างๆที่ประสบความสำเร็จ อาทิ โครงการปลูกพืชใช้น้ำน้อย และที่ผ่านมามีฝนตกจำนวนมาก ทำให้ภัยแล้งมีความรุนแรงลดลง จึงได้กำชับกรมชลประทานประสานกับกระทรวงมหาดไทย กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เรื่องน้ำบาดาลเพื่อช่วยเหลือประชาชนในทุกพื้นที่

นายสัญชัย เกตุวรชัย อธิบดีกรมชลประทาน กล่าวว่า สถานการณ์อ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่ วันที่ 18 เม.ย.ที่ผ่านมา มีปริมาณน้ำในอ่างรวมกัน 42,295 ล้าน ลบ.ม. คิดเป็น 56% ของความจุอ่างรวมกันทั้งหมด และมีปริมาณมากกว่าปีที่ผ่านมา 7,248 ล้าน ลบ.ม. และกรมฯได้วางแผนจัดสรรน้ำในฤดูฝนปีนี้ เพื่อสนับสนุนการใช้น้ำอุปโภคและบริโภค รักษาระบบนิเวศวันละ 18 ล้าน ลบ.ม. ส่วนที่เหลือจะใช้วางแผนสนับสนุนการเพาะปลูกในลุ่มแม่น้ำเจ้าพระยา.

 

“ซุปเปอร์บอร์ด” วิ่งตามหารถเมล์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 20 เม.ย. 2560 06:30

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/917826


นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ ผู้อำนวยการสำนักงานคณะกรรมการนโยบายรัฐวิสาหกิจ (สคร.) เปิดเผยว่า ที่ประชุมคณะกรรมการนโยบายรัฐวิสาหกิจ (คนร.) หรือซุปเปอร์บอร์ด ได้สั่งการให้องค์การขนส่งมวลชนกรุงเทพ (ขสมก.) เร่งจัดซื้อรถโดยสาร มาให้บริการประชาชน หลังจากที่ได้ยกเลิกการประมูลรถเมล์เอ็นจีวี 489 คัน ซึ่ง ขสมก.ชี้แจงว่า กระบวนการประกวดราคารอบใหม่ จะแล้วเสร็จในเดือน มิ.ย. และส่งมอบรถได้ในเดือน ต.ค.-พ.ย.นี้ ส่วนการประมูลรถเมล์เอ็นจีวีรอบใหม่ ไม่ต้องขอความเห็นชอบจากคณะรัฐมนตรี (ครม.) ขณะที่การจัดซื้อรถเมล์ไฟฟ้า 200 คัน ขสมก.จะเสนอเรื่องให้ ครม.พิจารณาในเร็วๆนี้ คาดว่าปีนี้จะจัดซื้อจัดจ้างและส่งมอบรถเมล์ไฟฟ้าลอตแรกได้ 50 คัน

นายสมศักดิ์ ห่มม่วง รองปลัดกระทรวงคมนาคม กล่าวว่า ตนจะนำเรื่องดังกล่าวรายงานให้ที่ประชุมคณะกรรมการ (บอร์ด) ขสมก.รับทราบในวันที่ 21 เม.ย.นี้ โดยการประมูลรถเมล์เอ็นจีวี ก็อยากให้ผู้ประกอบการคนไทยรวมตัวกันเข้ามาร่วมประมูล เพราะการประมูลครั้งที่ผ่านมามีผู้ประกอบการไทยเข้าร่วมเพียงรายเดียวแต่ตกในเรื่องคุณสมบัติไม่ผ่านเกณฑ์ตามที่กำหนด.

 

หุ้นสหรัฐฯ ปิดผสม ผิดหวังรายได้ IBM-น้ำมันฉุด

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 20 เม.ย. 2560 06:17

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/917897


ดัชนีหุ้นสหรัฐฯ ส่วนใหญ่ลดลงในวันพุธ จากความผิดหวังในผลประกอบการของบริษัท ไอบีเอ็ม และแรงฉุดจากบริษัทกลุ่มปิโตรเลียม หลังราคาน้ำมันดิ่ง…

ตลาดหุ้นสหรัฐฯ ปิดการซื้อขายวันที่ 19 เม.ย. แบบผสมผสาน โดยดัชนีดาวโจนส์ลดลง 118.79 จุด หรือ 0.58% ปิดที่ 20404.49 จุด ส่วนดัชนีเอสแอนด์พี 500 ลดลง 4.02 จุด หรือ 0.17% ปิดที่ 2338.17 จุด ขณะที่ดัชนีแนสแด็กเพิ่มขึ้น 1356 จุด หรือ 0.23% ปิดที่ 5863.03 จุด

เมื่อวันพุธ หุ้นของบริษัท ไอบีเอ็ม ดิ่ง 4.9% หลังรายงานว่ากำไรในช่วงไตรมาสแรกปี 2017 ลดลง 13% และมีรายได้ต่อไตรมาสแบบปีต่อปีลดลงเป็นครั้งที่ 20 ติดต่อกัน ขณะเดียวกันราคาน้ำมันสหรัฐฯ ลดลงอยู่ระดับต่ำสุดในรอบสัปดาห์ หลังมีรายงานว่าสต๊อกน้ำมันดิบสำรองสหรัฐฯ ในสัปดาห์ก่อนลดลงน้อยกว่าที่คาด ส่งผลกระทบต่อหุ้นของบริษัทในกลุ่มปิโตรเลียม

ขณะที่นักวิเคราะห์ระบุด้วยว่า ปัจจัยลบต่อตลาดยังรวมไปถึงความกังวลในสถานการณ์โลก โดยเฉพาะการเลือกตั้งประธานาธิบดีรอบแรกในฝรั่งเศส ซึ่งจะเกิดขึ้นในวันอาทิตย์นี้แล้ว

 

การขนส่งทางบกรั้งท้าย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 20 เม.ย. 2560 06:15

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/917825


ความสามารถแข่งขันคมนาคมไทยสุดห่วย

ท่องเที่ยวยอมรับดับเบิลยูอีเอฟ จัดอันดับความสามารถแข่งขันคมนาคมไทยสุดห่วย ได้ค่าเฉลี่ยต่ำกว่าภูมิภาค คะแนนเทียบเท่าเวียดนามเป็นรองสิงคโปร์กว่าเท่าตัว ชี้ไทยอยู่ระหว่างพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานต้องใช้เวลา พร้อมอำนวยความสะดวกนักท่องเที่ยวที่เดินทางผ่านแดนที่เป็นอุปสรรค

นางกอบกาญจน์ วัฒนวรางกูร รมว.การท่องเที่ยวและกีฬา กล่าวว่า จากการที่เวิลด์ อีโคโนมิค ฟอรั่ม (ดับเบิลยูอีเอฟ) จัดอันดับขีดความสามารถในการแข่งขันด้านการเดินทางและการท่องเที่ยวประจำปี 2560 ซึ่งปรากฎว่าในหมวดการขนส่งทางบกและท่าเรือ ไทย มีคะแนน 3.1 ต่ำกว่าค่าเฉลี่ยในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ซึ่งอยู่ที่ 3.5 และเป็นรองคู่แข่งชั้นนำในภูมิภาคทั้ง สิงคโปร์ ในอันดับ 1 ที่ได้คะแนน 6.1 มากกว่าไทยเท่าตัว และมาเลเซีย มีคะแนน 4.4 นั้น ยอมรับว่าขณะนี้ไทยยังอยู่ในช่วงการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านคมนาคมขนส่ง โดยเฉพาะการวางแผนระบบรางเพื่อเชื่อมโยงภูมิภาคต่างๆที่อยู่ระหว่างดำเนินการทำให้ต้องใช้เวลาในการปรับอันดับในปีต่อไป

ขณะนี้ในเชิงการทำงาน ได้เริ่มบูรณาการร่วมกับกระทรวงคมนาคมมากขึ้น มีการจัดตั้งคณะกรรมการปรับปรุงความสะดวกในการเดินทาง ที่มี ตัวแทนจากหน่วยงานในสังกัดคมนาคมเป็นองค์ประกอบ เพื่อวิเคราะห์ศักยภาพการเติบโตเชิงปริมาณนักท่องเที่ยวในอนาคต และนำไปสู่การวางแผนลงทุนโครงสร้างพื้นฐานที่สอดรับกันแล้ว พร้อมกับทำงานร่วมในการอำนวยความสะดวกการเดินทางผ่านแดนที่ยังเป็นอุปสรรค และมีประเด็นความอ่อนไหวด้านความมั่นคง เช่น ภาคใต้ ซึ่งมีการเข้มงวดกับการเดินรถสาธารณะจากมาเลเซียมากขึ้นนั้น ในการประชุมล่าสุดก็ได้ประสานหารือแล้วว่าจะสามารถผ่อนปรนหรือส่งเสริมภายใต้ขอบเขตที่ยังมั่นใจในระบบรักษาความปลอดภัยได้อย่างไรบ้าง

ด้านนายพงษ์ภาณุ เศวตรุนทร์ ปลัดกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา กล่าวว่า ในการประสานงานร่วมกับคมนาคม มีการวิเคราะห์และคาดการณ์ถึงจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติที่จะเดินทางมาไทยในระยะ 10 ปีข้างหน้า ซึ่งคาดว่าจะมีจำนวนไม่ต่ำกว่า 60 ล้านคน หรือเติบโตราว 1 เท่าตัวเทียบกับปัจจุบัน และทำให้ผู้พัฒนาระบบขนส่งนำตัวเลขดังกล่าวไปเป็นข้อมูลพื้นฐานประกอบการพิจารณาจัดทำแผนการพัฒนาโครงสร้างระยะยาวให้สอดรับกับนักท่องเที่ยว แต่เชื่อว่าด้วยอันดับที่ยังต่ำในภูมิภาคขณะนี้ หากการขนส่งระบบรางเริ่มเป็นรูปธรรมใช้งานได้ในอีก 3-4 ปีข้างหน้า จะทำให้ขีดความสามารถในการแข่งขันและการรองรับของไทยทยอยปรับสูงขึ้นได้ตั้งแต่ช่วงนั้นเป็นต้นไป

ทั้งนี้จากการเปิดเผยของดับเบิลยูอีเอฟ พบว่า คะแนนขีดความสามารถการขนส่งทางบกและท่าเรือของไทยนั้น อยู่ในระดับ 3.1 เท่ากับเวียดนาม และนอกจากต่ำกว่าสิงคโปร์และมาเลเซียแล้ว ยังเป็นรองอินโดนีเซีย ที่ได้ 3.2 คะแนน และประเทศในเอเชียใต้อย่างศรีลังกา ที่ได้ 3.9 คะแนนด้วย ซึ่ง หากเทียบกับอันดับโลก ไทยรั้งอันดับที่ 72 และเมื่อเจาะลึกในรายละเอียดของประเภทโครงสร้างการขนส่งทางบกที่อยู่ในอันดับต่ำที่สุด ได้แก่ คุณภาพของระบบราง ที่อยู่อันดับ 74 ของโลก คิดเป็นคะแนนเพียง 2.5 เท่านั้น

ส่วนขีดความสามารถด้านโครงสร้างขนส่งทางอากาศ มีอันดับสูงที่ 20 ของโลก หรือเฉลี่ย 4.6 คะแนน แต่จุดอ่อนที่ยังอยู่ในอันดับต่ำที่สุดที่ 67 ของโลก คือ ด้านความหนาแน่นของสนามบิน ขณะที่ขีดความสามารถอื่นๆของไทยที่จัดอยู่ในอันดับต่ำกว่า 100 เมื่อเทียบกับทั่วโลก ได้แก่ ความปลอดภัยและมั่นคง ที่ได้อันดับ 118, ความยั่งยืนด้านสิ่งแวดล้อม อันดับ 122 ส่วนขีดความสามารถด้านอื่นๆ ได้แก่ สภาพแวดล้อมการทำธุรกิจ ซึ่งอยู่อันดับ 45 ของโลก, สุขภาพและสุขอนามัย ได้อันดับ 90, ทรัพยากรมนุษย์และตลาดแรงงาน อันดับ 40, ความพร้อมด้านเทคโนโลยีสารสนเทศ อันดับ 58, การให้ความ สำคัญกับการเดินทางและท่องเที่ยว อันดับ 34 เป็นต้น.

 

DITP เปิดเจรจาการค้าสินค้าไลฟ์สไตล์ระดับนานาชาติ “BIG + BIH April 2017”

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ข่าวประชาสัมพันธ์ 20 เม.ย. 2560 06:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/917272


กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์ จับมือสมาพันธ์ผลิตภัณฑ์ไลฟ์สไตล์ไทย และสมาคมผู้ผลิตผลิตภัณฑ์แนวดีไซน์ จัดงานแสดงสินค้าของขวัญและงานแสดงสินค้าของใช้ในบ้านระดับนานาชาติ “BIG + BIH April 2017” อย่างยิ่งใหญ่ ดึงผู้ซื้อขนาดใหญ่ ขนาดกลาง ขนาดเล็ก และผู้ซื้อกลุ่มใหม่ กว่า 45,000 รายจากทั่วโลก มาร่วมเจรจาการค้ากับผู้ประกอบการสินค้าไลฟ์สไตล์ของไทย ตั้งเป้าเงินสะพัดในงานกว่า 800 ล้านบาท มั่นใจสถานการณ์เศรษฐกิจโลกที่มีแนวโน้มขยายตัว จะผลักดันให้มูลค่าการส่งออกสินค้าไลฟ์สไตล์ในปีนี้เติบโตเพิ่มขึ้นไม่ต่ำกว่า 5% โดยได้รับเกียรติจาก นายวินิจฉัย แจ่มแจ้ง ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงพาณิชย์ ให้เกียรติเป็นประธานพิธีเปิดงาน BIG + BIH April 2017

นางมาลี โชคล้ำเลิศ อธิบดีกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า สินค้าไลฟ์สไตล์นับเป็นกลุ่มสินค้าที่มีความสำคัญในภาคการส่งออกของไทย โดยในปีที่ผ่านมา มีมูลค่าการส่งออกรวมกว่า 2,718 ล้านเหรียญสหรัฐฯ โดยมีสินค้าเฟอร์นิเจอร์และชิ้นส่วน เครื่องใช้บนโต๊ะอาหาร ของขวัญของชำร่วยและของตกแต่งบ้าน เคหะสิ่งทอ ของเล่น และเครื่องเขียน โดยประเทศที่มีการนำเข้าสินค้าไลฟ์สไตล์จากไทยสูงสุด ได้แก่ สหรัฐอเมริกา ญี่ปุ่น ออสเตรเลีย จีน สหราชอาณาจักร เวียดนาม เยอรมนี มาเลเซีย อินเดีย และเกาหลีใต้ สำหรับในปีนี้นับว่ามีปัจจัยบวกหลายประการที่จะช่วยผลักดันการส่งออกสินค้าไลฟ์สไตล์ของไทยให้เติบโตขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งปัจจัยเรื่องสถานการณ์เศรษฐกิจโลกที่ประเมินว่าจะมีแนวโน้มดีขึ้น โดยเฉพาะสหรัฐอเมริกา ยุโรป จีน ญี่ปุ่น รวมทั้งกลุ่มประเทศอาเซียน ซึ่งเป็นตลาดที่สำคัญของสินค้าไลฟ์สไตล์ของไทย ขณะเดียวกัน กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศและผู้ประกอบการต่างก็มีความร่วมมือที่จะส่งเสริมและพัฒนาสินค้าไลฟ์สไตล์ให้มีคุณภาพ มีความสวยงามทันสมัย หลากหลาย และตอบสนองความต้องการของผู้ซื้อเพิ่มขึ้น ด้วยเหตุนี้ จึงมั่นใจว่าการส่งออกสินค้าไลฟ์สไตล์ของไทยในปีนี้จะขยายตัวอยู่ที่ 5%

“กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศตั้งเป้าหมายว่างานแสดงสินค้าของขวัญและงานแสดงสินค้าของใช้ในบ้าน เดือนเมษายน 2560 หรือ BIG + BIH April 2017 จะมีส่วนช่วยผลักดันให้มูลค่าการส่งออกสินค้าไลฟ์สไตล์เป็นไปตามเป้าหมายที่ตั้งไว้ ซึ่งมีการประเมินว่าจะเกิดการซื้อขายในงานครั้งนี้ประมาณ 800 ล้านบาท โดยมีผู้ซื้อขนาดใหญ่ ขนาดกลาง และขนาดเล็ก รวมทั้งผู้ซื้อกลุ่มใหม่ เช่น นักออกแบบ มัณฑนากร เดินทางมาจากทั่วโลก อาทิ อเมริกา ญี่ปุ่น จีน ฮ่องกง ไต้หวัน มาเลเซีย สิงคโปร์ เวียดนาม อินโดนีเซีย เกาหลีใต้ เยอรมนี ออสเตรเลีย เพื่อเจรจาการค้ากับผู้ประกอบการไทยที่มีศักยภาพรวม 456 บริษัท ซึ่งได้นำผลงานที่มีความโดดเด่นทางด้านดีไซน์ มีความคิดสร้างสรรค์ และมีคุณภาพมาจัดแสดงอย่างครบครันรวม 1,161 คูหา อาทิ ของขวัญ ของที่ระลึก ของตกแต่งบ้านและงานหัตถกรรม ดอกไม้และต้นไม้ประดิษฐ์ เครื่องหอม เคหะสิ่งทอ เครื่องเขียนและอุปกรณ์สำนักงาน ของเล่น ของใช้ในครัวเรือน และสินค้าสำหรับสัตว์เลี้ยง

นางมาลี โชคล่ำเลิศ กล่าวเพิ่มเติมว่า นอกจากจะมีการจัดแสดงสินค้าไลฟ์สไตล์เพื่อเจรจาการค้าแล้ว กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ ยังจัดให้มีนิทรรศการและผลงานต้นแบบด้านความคิดสร้างสรรค์ที่จะสร้างแรงบันดาลใจให้กับผู้ชมงาน เพื่อนำไปต่อยอดหรือขยายผลในเชิงธุรกิจ อาทิ นิทรรศการ DEmark จัดแสดงผลงานการออกแบบยอดเยี่ยมที่ได้รับรางวัลสินค้าไทยที่มีการออกแบบดีปี 2559, TOP of OTOP Lifestyle Pavilion จัดแสดงสินค้าโอทอปในกลุ่มไลฟ์สไตล์ซึ่งนับเป็นครั้งแรกที่มีการจำหน่ายสินค้ากลุ่มนี้, I+D Style Café ร้านคาเฟ่ต้นแบบที่มีการตกแต่งด้วยสินค้าที่มีนวัตกรรมและอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม รวมทั้งจัดแสดงสินค้าที่ได้รับตราสัญลักษณ์คุณภาพ Thailand Trust Mark (T Mark), นิทรรศการ Pet Parade จัดแสดงสินค้านวัตกรรมและไอเดียใหม่ที่ตอบโจทย์คนรักสัตว์เลี้ยง นิทรรศการ Thai Herbs นำเสนอสมุนไพรไทยและผลิตภัณฑ์ที่มีส่วนผสมสมุนไพรไทยที่ใช้ภูมิปัญญาในการสร้างสรรค์ และนิทรรศการ Mc Smart จัดแสดงผลงานศิลปะ งานออกแบบ และงานแฟชั่น จากเศษผ้ายีนส์และวัสดุเหลือใช้จากการผลิตยีนส์ นอกจากนี้ ยังมีบริการด้านโลจิสติกส์ครบวงจรในโซน DITP Logistics Pavilion ด้วย

ทั้งนี้ งาน BIG + BIH April 2017 จะจัดขึ้นระหว่างวันที่ 19-23 เมษายน 2560 ณ ศูนย์นิทรรศการและการประชุมไบเทค บางนา ฮอลล์ 100-103 วันเจรจาธุรกิจวันที่ 19-21 เมษายน เวลา 10.00-18.00 น. และวันจำหน่ายปลีกวันที่ 22-23 เมษายน เวลา 10.00-21.00 น.

 

ลุ้นไทยขึ้นแท่นอันดับ 2 อาเซียน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 20 เม.ย. 2560 06:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/917822


“วิษณุ” แก้กฎหมายอำนวยความสะดวกนักธุรกิจ

นายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี กล่าวในงาน “การปฏิรูปภาครัฐเพื่ออำนวยความสะดวกในการประกอบธุรกิจ” ว่ารัฐบาลให้ความสำคัญกับการประเมินและจัดอันดับไทยในด้านต่างๆจากหน่วยงานภายนอกโดยเฉพาะ ในการจัดอันดับการอำนวยความสะดวกในการประกอบธุรกิจ (Ease doing business) ของธนาคารโลก ซึ่งเกี่ยวข้องกับการตัดสินใจของนักลงทุนจากทั่วโลกที่จะเข้าไปลงทุนในประเทศต่างๆ โดยในปัจจุบันไทยได้รับการจัดอันดับให้อยู่ที่ 46 จาก 190 ประเทศ เป็นอันดับ 9 ของเอเชีย และเป็นอันดับ 3 ของอาเซียนรองจากสิงคโปร์ และมาเลเซีย ซึ่งไทยได้ตั้งเป้าหมายที่จะขยับอันดับ ให้แซงหน้ามาเลเซียหรือขึ้นไปอยู่ในอันดับที่ 2 ของอาเซียนภายในปี 2563

สำหรับแนวทางในการยกระดับการอำนวยความสะดวกที่ดีขึ้นของไทยที่ได้ดำเนินการแล้วและอยู่ระหว่างดำเนินการแบ่งเป็น 4 ขั้นส่วนสำคัญได้แก่ 1.การออกพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) หลักประกันทางธุรกิจ และ พ.ร.บ.อำนวยความสะดวกในการพิจารณาอนุญาตทางราชการ พ.ศ.2558 ซึ่งทำให้สามารถลดขั้นตอน ต้นทุนและระยะเวลาในการประกอบธุรกิจได้ 2.ในการประเมินของธนาคารโลก ซึ่งจะมีขึ้นในเดือน พ.ค.นี้ หน่วยงานที่เกี่ยวข้องอยู่ระหว่างผลักดันกฎหมายสำคัญตามคำแนะนำของธนาคารโลกได้แก่ ร่างพระราชกฤษฎีกาการกำหนดให้ผู้รับใบอนุญาตชำระค่าธรรมเนียมการต่ออายุใบอนุญาตแทนการยื่นขอใบอนุญาต พ.ศ. …ซึ่งคาดว่าจะเข้าสู่การพิจารณาของคณะรัฐมนตรี (ครม.) ในช่วงต้นเดือน พ.ค.นี้ และเมื่อผ่าน ครม.จะมีผลบังคับใช้ได้ทันทีเนื่องจากเป็นกฎหมายลูกตามมาตรา 12 ของ พ.ร.บ.อำนวยความสะดวกในการพิจารณาอนุญาตทางราชการ พ.ศ.2558

3.การสร้างความเชื่อมโยงข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์เพื่อสนับสนุนการค้า การลงทุน และการอำนวยความสะดวกให้กับภาคธุรกิจ โดยพยายามทำให้การเชื่อมโยงธุรกรรมระหว่างภาครัฐกับเอกชนในด้านต่างๆให้อยู่ในรูปแบบของอิเล็กทรอนิกส์ทั้งหมดตั้งแต่การจดทะเบียนนิติบุคคล การขออนุญาตติดตั้งระบบน้ำประปา ไฟฟ้า และประกันสังคม และ 4.การลดข้อบังคับและกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการขออนุญาตทางราชการ ซึ่งเป็นไปตามแนวทางของกฎหมายในมาตรา 77 ตามบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญฉบับใหม่.