แบงก์กรุงไทยเร่งแก้ปัญหาหนี้เน่า

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 20 เม.ย. 2560 05:45

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/917817


ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ธนาคารกรุงไทย แจ้งผลประกอบการในไตรมาสที่ 1 ปี 60 เปรียบเทียบกับไตรมาส 1 ปี 59 ธนาคารและบริษัทย่อยมีกำไรจากการดำเนินงาน 18,403 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 144 ล้านบาท หรือ 0.79% ภายหลังหักสำรองหนี้สูญและภาษีเงินได้ มีกำไรสุทธิส่วนที่เป็นของธนาคาร 8,532 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 992 ล้านบาท หรือ 13.16% ทั้งนี้รายได้หลักยังเติบโตอย่างต่อเนื่อง โดยรายได้ดอกเบี้ยสุทธิเพิ่มขึ้น 479 ล้านบาท และธนาคารมีการบริหารต้นทุนอย่างเหมาะสม โดยเศรษฐกิจไทยในช่วงต้นปี ภาคการส่งออกสินค้าฟื้นตัว การบริโภคภาคเอกชนและการท่องเที่ยวขยายตัว การใช้จ่ายภาครัฐเป็นแรงขับเคลื่อนของเศรษฐกิจ

ทั้งนี้ในไตรมาส 1 ปี 60 ธนาคารและบริษัทย่อยมีเงินให้สินเชื่อ 1.91 ล้านล้านบาท เพิ่มขึ้น 9,198 ล้านบาท จากลูกค้าภาครัฐและธุรกิจขนาดใหญ่ มีเงินฝาก 1.99 ล้านล้านบาท เพิ่มขึ้น 19,040 ล้านบาทจากสิ้นปี 2559 ธนาคารและบริษัทย่อยได้กันสำรองหนี้สูญ และขาดทุนจากการด้อยค่าจำนวน 7,460 ล้านบาท ลดลง 1,163 ล้านบาท และมีอัตราส่วนเงินสำรองค่าเผื่อหนี้สงสัยจะสูญต่อสินเชื่อด้อยคุณภาพ เท่ากับ 112.11% ลดลงจาก 121.57% ณ 31 ธ.ค.59

สำหรับสินเชื่อด้อยคุณภาพ หรือ NPL ณ 31 มี.ค.60 จำนวน 100,382 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 9,254 ล้านบาท หรือ 10.15% จากลูกค้าธุรกิจขนาดใหญ่และลูกค้าวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมในบางอุตสาหกรรม อัตราส่วนสินเชื่อด้อยคุณภาพ NPL Ratio (Net) เท่ากับ 1.94% และ NPL Ratio (Gross) เท่ากับ 4.36% ทั้งนี้ธนาคารได้ดูแลคุณภาพสินทรัพย์อย่างใกล้ชิด มีความระมัดระวังในการพิจารณาสินเชื่อ รวมทั้งให้ความสำคัญในการติดตามหนี้อย่างรวดเร็ว และปรับโครงสร้างหนี้ตามความเหมาะสม.

 

กสทช.เท 3 พันล.ยกเครื่อง 191

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 20 เม.ย. 2560 05:30

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/917812


นายฐากร ตัณฑสิทธิ์ เลขาธิการคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) เปิดเผยว่า ที่ประชุมบอร์ด กสทช.อนุมัติงบประมาณ 3,140 ล้านบาท ให้สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (สตช.) ไปจัดทำระบบร้องเรียนผ่านโทร.191 ให้ประชาชนสามารถโทรศัพท์ร้องเรียนได้ทั่วประเทศ จากปัจจุบันระบบร้องเรียนผ่านโทร.191 รองรับได้เฉพาะพื้นที่ในเขตกรุงเทพมหานครและปริมณฑล

ทั้งนี้ เมื่อ สตช.ปรับปรุงระบบแล้ว จะทำให้ระบบร้องเรียนผ่านโทร.191 เป็นระบบเดียวกัน ซึ่งถือเป็นการบูรณาการข้อมูลร้องเรียนของประเทศ โดย กสทช.จะใช้เงินงบประมาณดังกล่าวจากเงินกองทุนพัฒนากิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคม เพื่อประโยชน์สาธารณะ (กองทุน กทปส.) เป็นระยะเวลา 5 ปี (2560-2564)

สำหรับโครงการปรับปรุงระบบร้องเรียนผ่านโทร.191 ของ สตช.นั้น ทาง สตช.ได้ยื่นเรื่องขออนุมัติงบประมาณจากคณะรัฐมนตรี (ครม.) วงเงิน 6,200 ล้านบาท แต่ ครม.ได้ส่งเรื่องมาสอบถามความเห็นจาก กสทช. ซึ่ง กสทช.ได้พิจารณาแล้ว เห็นควรให้การสนับสนุนเงินงบประมาณแก่ สตช.เพียง. 3,140 ล้านบาทเท่านั้น ส่วนที่เหลือ สตช.ต้องไปขอวงเงินสนับสนุนจากรัฐบาลเอง.

 

ชี้ผู้บริหาร “บจ.” ไทยอาวุโสสุด ต้องพึ่งคนเกษียณช่วยทำงาน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 20 เม.ย. 2560 05:15

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/917802


นางพรอนงค์ บุษราตระกูล หัวหน้าภาควิชาการธนาคารและการเงิน คณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชี จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เปิดเผยงานวิจัย การศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างค่าตอบแทนกรรมการ ระดับของการกำกับดูแลกิจการที่ดี และผลการดำเนินงานของบริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์และตลาดเอ็มเอไอ ว่า ค่าเฉลี่ยอายุของผู้ที่เป็นกรรมการของบริษัทจดทะเบียนไทย (บจ.) หรือบอร์ดอยู่ที่ 67 ปี โดยอายุต่ำสุด 32 ปี และอายุมากสุด 96 ปี ถือเป็นค่าเฉลี่ยสูงสุดในภูมิภาคที่มีค่าเฉลี่ยเพียง 50 ปีกว่าๆ แสดงให้เห็นว่าบริษัทไทยยังต้องพึ่งพาบุคลากรที่เกษียณอายุจากองค์กรต่างๆ เข้ามาช่วยวางนโยบายและวางแผนในการพัฒนา ซึ่งมีทั้งข้อดีและข้อเสียต่อตลาดทุน

“ข้อดีเป็นผู้ที่มีประสบการณ์ในการช่วยพัฒนาองค์กร ข้อเสียคือเรื่องสภาพร่างกาย และไม่สามารถทำงานได้เต็มที่ เหมือนกับบางประเทศที่บอร์ดของบริษัทต้องทำหน้าที่แบบเต็มเวลา ดังนั้น ในอนาคตหากต้องการให้ตลาดทุนและ บจ.มีการพัฒนาสอดคล้องกับระบบการค้าโลกมากขึ้น น่าจะมีบุคคลที่เป็นคนรุ่นใหม่ๆและบุคลากรที่มีความรู้ความสามารถหลากหลายเข้ามาเป็นกรรมการของ บจ.ไทยมากขึ้น”

นอกจากนี้ ยังพบว่าธุรกิจเอสเอ็มอีหาผู้ที่เข้ามาเป็นบอร์ดของบริษัทได้ยากมาก เพราะไม่มีแรงจูงใจเพียงพอทั้งด้านค่าตอบแทน รวมถึงเรื่องของเกียรติยศที่สู้บริษัทใหญ่ไม่ได้ เนื่องจากเอสเอ็มอีหลายบริษัทยังมีความไม่แน่นอนของธุรกิจ จึงทำให้ผู้ที่มีความรู้ความสามารถที่โดดเด่นไม่กล้าที่จะเสี่ยงไปนั่งในตำแหน่งกรรมการ สำหรับค่าตอบแทนกรรมการที่ไม่ได้ควบตำแหน่งผู้บริหารระดับสูงของบริษัทพบว่ามีค่าตอบแทนเฉลี่ยที่ 730,000 บาทต่อปี ซึ่งต่ำกว่าค่าตอบแทนของกรรมการบริษัทที่ควบตำแหน่งผู้บริหารที่มีค่าตอบแทนเฉลี่ย 4,600,000 บาทต่อปี นอกจากนี้ ค่าตอบแทนของกรรมการของ บจ.ไทยก็ยังต่ำกว่าบริษัท บจ.ในหลายๆประเทศด้วย.

 

“โออิชิ” ปรับลุคร้านในเครือใหม่ ส่ง “นิกุยะ” เอาใจคอเนื้อคนไทย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 20 เม.ย. 2560 05:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/917800


นายไพศาล อ่าวสถาพร รองกรรมการผู้จัดการ สายงานธุรกิจอาหาร บริษัท โออิชิ กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า ในปีนี้บริษัทได้เดินหน้าลุย “Brand Revamp” เต็มกำลัง พร้อมปรับภาพลักษณ์ร้านอาหารญี่ปุ่นในเครือโออิชิให้สดใหม่และทันสมัยยิ่งขึ้น โดยล่าสุดได้รุกปรับภาพลักษณ์ร้านปิ้งย่างตามแบบฉบับต้นตำรับโอซากาแท้ๆกับ “นิกุยะ บาย โออิชิ” ยากินิกุตำรับโอซากาแท้ ที่จะมาส่งมอบประสบการณ์ผ่านความอร่อย

สำหรับการปรับภาพลักษณ์ร้านนิกุยะคือจะนำเสนอวัตถุดิบคุณภาพมีทั้ง เนื้อวากิวนำเข้าจากญี่ปุ่น, เนื้อโจ-คารูบิ จากออสเตรเลีย และเนื้อฮารามิ จากสหรัฐอเมริกา เป็นต้น อีกทั้งยังมีหมู ไก่ กุ้ง ปลาแซลมอนนอร์เวย์ และอีกมากมายรวมกว่า 70 รายการ สามารถเลือกอร่อยได้ทั้งแบบ “บุฟเฟ่ต์” แบ่งเป็น 2 ระดับราคา เริ่มต้นที่พรีเมี่ยมบุฟเฟ่ต์ 399++บาท และซุปเปอร์พรีเมี่ยมบุฟเฟ่ต์ 539++บาท (ไม่รวมเครื่องดื่ม) ใช้บริการได้ 2 ชั่วโมงเต็ม หรือแบบ “อา ลา คาร์ท” อร่อยได้ตามชอบกับเมนูอาหารชุดพิเศษ และ “เมนูเดี่ยว”.

 

ยอดคนเดินทางรถไฟช่วงสงกรานต์ 11-18 เม.ย. เกือบ 9 แสนราย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 19 เม.ย. 2560 19:36

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/917562


รฟท.สรุปจำนวนผู้โดยสารช่วงเทศกาลสงกรานต์ ยอดเดินทางหนาแน่นสูงเกือบ 9 แสนคน ลดลงจากปีที่แล้ว 8.6% เนื่องจากประชาชนทยอยเดินทางตั้งแต่ 6 เม.ย….

เมื่อวันที่ 19 เม.ย. นายอานนท์ เหลืองบริบูรณ์ รักษาการผู้ว่าการรถไฟแห่งประเทศไทย กล่าวว่า ช่วงเทศกาลสงกรานต์ได้จัดเดินขบวนรถและพ่วงตู้โดยสารเพิ่มจนเต็มหน่วยลากจูงในขบวนรถที่มีการวิ่งให้บริการเป็นประจำ จำนวน 244 ขบวนต่อวัน นอกจากนี้ ได้มีการเพิ่มขบวนรถพิเศษช่วยการโดยสาร ตั้งแต่วันที่ 11-18 เม.ย. 2560 จำนวน 24 ขบวน เพื่อให้บริการประชาชนที่เดินทางกลับภูมิลำเนาและท่องเที่ยว ซึ่งเพียงพอต่อความต้องการของประชาชน จึงไม่มีปัญหาผู้โดยสารตกค้าง

สำหรับสรุปยอดจำนวนผู้ใช้บริการในช่วง 8 วันที่ผ่านมา (11-18 เม.ย.) มีผู้ใช้บริการรถไฟรวมทั้งสิ้น จำนวน 898,392 คน ซึ่งลดลงจากปีที่แล้ว 8.6% เนื่องจากประชาชนได้มีการทยอยเดินทางตั้งแต่วันที่ 6 เม.ย.เป็นต้นมา สำหรับเส้นทางที่ผู้โดยสารเดินทางมากที่สุดคือ สายตะวันออกเฉียงเหนือ มีผู้โดยสาร จำนวน 281,625 คน ถัดมาคือ สายใต้ สายเหนือ และสายตะวันออก โดยในวันที่ 12 เม.ย. มีผู้โดยสารเดินทางสูงสุด 124,220 คน

ทั้งนี้ ได้รับความร่วมมือจากกองบังคับการตำรวจรถไฟ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ และสารวัตรทหารบกจากกรมทหารราบที่ 11 ในการเพิ่มกำลังเจ้าหน้าที่ตำรวจและทหารประจำสถานีและบนขบวนรถ เพื่อดูแลรักษาความปลอดภัยให้กับประชาชนในสถานีและบนขบวนรถ รวมถึงการจัดระเบียบในการใช้บริการ และร่วมกับมูลนิธิเมาไม่ขับ รณรงค์ให้คนไทยไม่ขับรถเมื่อเมาสุรา มีการตรวจวัดระดับแอลกอฮอล์ในลมหายใจ ตรวจหาสารเสพติดให้กับพนักงานขับรถ เจ้าหน้าที่ประจำขบวนรถ และประจำสถานี ก่อนปฏิบัติหน้าที่ อีกทั้งเพิ่มความเข้มงวดในการห้ามจำหน่ายและดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์และสารเสพติดบนขบวนรถ และบริเวณสถานีรถไฟ ซึ่งไม่พบปัญหาอาชญากรรมเกิดขึ้นในช่วงเทศกาลดังกล่าว

นอกจากนี้ ได้ประสานความร่วมมือกับกรมทางหลวง กรมทางหลวงชนบท และองค์การบริหารส่วนท้องถิ่นต่างๆ จัดเจ้าหน้าที่ปฏิบัติงานเฝ้าระวังป้องกันการเกิดอุบัติเหตุระหว่างจุดตัดเสมอระดับทางรถไฟกับรถยนต์ให้กับประชาชนที่เดินทางสัญจรไปมาให้ได้รับความปลอดภัยมากยิ่งขึ้นอีก โดยสรุปภาพรวมการให้บริการทั้งหมดในปีนี้ถือว่าบรรลุตามเป้าหมายและเป็นที่น่าพอใจ.

 

นบข. ไฟเขียวขายข้าวเสื่อมสต๊อกรัฐ 1.62 ล้านตัน ให้เอกชน 13 ราย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 19 เม.ย. 2560 18:50

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/917542


กรมการค้าต่างประเทศ เผย นบข. ไฟเขียวขายข้าวสต๊อกรัฐ อุตสาหกรรมที่ไม่ใช่คนบริโภค 1.62 ล้านตัน ยันขายตามราคาเสนอซื้อสูงสุด เหมาะสมกับสภาพ พร้อมเปิดประมูลข้าวเสื่อมเข้าสู่อุตสาหกรรมที่ไม่ใช่คน-สัตว์บริโภคอีกล้านตัน 28 เม.ย.

เมื่อวันที่ 19 เม.ย. นางดวงพร รอดพยาธิ์ อธิบดีกรมการค้าต่างประเทศ เปิดเผยว่า คณะกรรมการนโยบายและบริหารจัดการข้าว (นบข.) ได้เห็นชอบอนุมัติขายข้าวสารในสต๊อกรัฐบาลปริมาณ 1.62 ล้านตัน มูลค่าเสนอซื้อ 7,929.58 ล้านบาท ให้กับผู้เสนอซื้อราคาสูงสุด 13 ราย ที่เข้าร่วมการประมูลซื้อข้าวสารในสต๊อกรัฐบาลเข้าสู่อุตสาหกรรมที่ไม่ใช่การบริโภคของคน ครั้งที่ 1/60 เมื่อวันที่ 23 มี.ค.ที่ผ่านมา คิดเป็นสัดส่วน 44.32% ของปริมาณที่นำมาเปิดประมูลทั้งสิ้น 3.66 ล้านตัน

สำหรับราคาที่เสนอซื้อนั้น คณะอนุกรรมการพิจารณาระบายข้าว ที่มีปลัดกระทรวงพาณิชย์เป็นประธาน ได้พิจารณาแล้วเห็นว่า เป็นราคาเสนอซื้อสูงสุด ที่เหมาะสมกับสภาพข้าว โดยใช้เกณฑ์เรื่องภาระค่าใช้จ่ายของรัฐบาลในการเก็บรักษาข้าวหากไม่ขายตามที่มีการเสนอซื้อ รวมถึงผลกระทบต่อตลาดข้าว และธัญพืชอื่นๆ มาพิจารณาประกอบกันด้วย โดยกรมได้มีหนังสือแจ้งให้ผู้ชนะการประมูลมาทำสัญญาซื้อขายข้าวกับองค์การคลังสินค้า (อคส.) และองค์การตลาดเพื่อเกษตรกร (อ.ต.ก.) ภายใน 15 วันทำการแล้ว

ทั้งนี้ ตั้งแต่คณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) บริหารประเทศ สามารถระบายข้าวในสต๊อกรัฐบาลไปได้แล้วกว่า 11 ล้านตัน มูลค่ากว่า 110,000 ล้านบาท จากปริมาณที่รับภาระมาจากรัฐบาลชุดก่อนประมาณ 18 ล้านตัน โดยกระทรวงตั้งเป้าหมายระบายข้าวในสต๊อกให้หมดภายในปีนี้

นอกจากนี้ นบข. ยังได้เห็นชอบให้กรมการค้าต่างประเทศ ในฐานะประธานคณะทำงานพิจารณาการระบายข้าว ออกประกาศการจำหน่ายข้าวสารในสต๊อกของรัฐบาลเข้าสู่อุตสาหกรรมที่ไม่ใช่การบริโภคของคนและสัตว์ ครั้งที่ 1/60 ปริมาณ 1.03 ล้าน โดยเปิดให้ผู้สนใจดูสภาพข้าวในคลังสินค้า วันที่ 19–25 เม.ย.นี้ และเปิดรับฟังการชี้แจงหลักเกณฑ์และเงื่อนไขการออกประกาศประมูล (ทีโออาร์) วันที่ 20 เม.ย. จากนั้นวันที่ 26 เม.ย. จะเปิดให้ผู้สนใจยื่นซองคุณสมบัติ และจะประกาศรายชื่อผู้ผ่านคุณสมบัติ พร้อมเปิดให้ยื่นซองเสนอราคาซื้อวันเดียวกันในวันที่ 28 เม.ย.นี้

“นบข.ให้ความสำคัญกับการจัดระบบมาตรการการตรวจสอบ การกำกับดูแล และการติดตามการนำข้าวดังกล่าวไปใช้ในอุตสาหกรรมที่ไม่ใช่เพื่อการบริโภคของคนและสัตว์อย่างเข้มงวด เพื่อป้องกันไม่ให้ข้าวรั่วไหลเข้าสู่ระบบการค้าปกติ เพราะข้าวลอตนี้ไม่เหมาะกับการบริโภคทั้งของคน และสัตว์”.

 

‘ทอมโชกุน’ จุดประกาย จับตา 4 ธุรกิจเสี่ยง หลังประชาชนแห่ร้องเรียน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 19 เม.ย. 2560 17:53

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/917476


13 หน่วยงานผนึกกำลังร่วมจับตา 4 ธุรกิจเสี่ยง ทั้งขายตรง/การตลาดแบบตรง-ท่องเที่ยว-อีคอมเมิร์ซ-อาหารเสริม หลังพบได้รับการร้องเรียนจากประชาชนจำนวนมาก เตรียมแชร์ข้อมูลกันอย่างใกล้ชิด…

เมื่อวันที่ 19 เม.ย.น.ส.บรรจงจิตต์ อังศุสิงห์ อธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้า เปิดเผยถึงผลการประชุมร่วม 13 หน่วยงานรัฐ เมื่อวันที่ 18 เม.ย. 2560 เพื่อหามาตรการดูแลและป้องกันความเสียหายที่จะเกิดขึ้นกับประชาชน จากการดำเนินธุรกิจของบริษัทต่างๆ หลังจากบริษัท เวลท์ เอเวอร์ จำกัด หลอกลวงประชาชนจำนวนมาก จนได้รับความเดือดร้อนว่า ที่ประชุมเห็นพ้องร่วมกันว่า ควรเชื่อมโยงข้อมูลนิติบุคคลและบุคคลที่ต้องติดตามเฝ้าระวังเป็นพิเศษ (Watch List) โดยจะเน้นในธุรกิจ 4 กลุ่มเป้าหมาย ได้แก่ ธุรกิจขายตรง/การตลาดแบบตรง ธุรกิจท่องเที่ยว ธุรกิจอี-คอมเมิร์ซ และธุรกิจจำหน่ายอาหารเสริม เพราะพบข้อร้องเรียนจากประชาชนเพิ่มมากขึ้น เช่น หลอกขายสินค้า ไม่ได้รับผลประโยชน์อย่างที่ตกลงกันไว้ เป็นต้น รวมทั้งเป็นการนำร่องในการเริ่มต้นบูรณาการการทำงานร่วมกัน โดยดูจากข้อร้องเรียนของประชาชนเป็นหลัก

ทั้งนี้ ขณะนี้แต่ละหน่วยงานมีข้อมูลของ 4 ธุรกิจ ที่ต้องเฝ้าระวังอยู่แล้ว ไม่ว่าจะเป็นกรมพัฒนาธุรกิจการค้า สำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค (สคบ.) กรมการท่องเที่ยว สำนักงานตำรวจแห่งชาติ และกรมการปกครอง ทำให้สามารถเชื่อมโยงและใช้ข้อมูลร่วมกันได้ทันทีก่อนออกใบอนุญาตให้ประกอบธุรกิจ ซึ่งจะช่วยลดความเสี่ยง ป้องกันความเสียหายของประชาชนได้ในระดับหนึ่ง รวมไปถึงสามารถใช้ตรวจสอบนิติบุคคล หรือบุคคลต้องสงสัยที่จะกระทำความผิดในธุรกิจอื่นๆ ได้อีกด้วย

น.ส.บรรจงจิตต์ กล่าวต่อว่า ปัจจุบันมีธุรกิจขายตรง/การตลาดแบบตรง ที่จดทะเบียนนิติบุคคลกับกรมแล้ว 1,150 ราย แต่ขออนุญาตจาก สคบ. เพียง 789 ราย ธุรกิจท่องเที่ยว จดทะเบียนกับกรม 7,114 ราย ขออนุญาตกับกรมการท่องเที่ยว 12,400 ราย ธุรกิจอาหารเสริม ทั้งผู้ผลิตและผู้ค้าปลีก จดทะเบียนกับกรม 4,900 ราย และธุรกิจอี-คอมเมิร์ซจดทะเบียนกับกรม 3,564 ราย ไม่รวมบุคคลที่ค้าขายออนไลน์ผ่านเฟซบุ๊ก อินสตาแกรม และเว็บไซต์อื่นๆ

นอกจากนี้ ที่ประชุมยังเห็นชอบให้จัดตั้งคณะทำงานร่วมเฉพาะกิจในการตรวจสอบเชิงลึกธุรกิจดังกล่าว เพื่อเป็นการป้องกันการหลอกลวงประชาชนที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต โดยคาดว่าจะแต่งตั้งคณะทำงานดังกล่าวได้ภายในสิ้นเดือน เม.ย.นี้ ขณะเดียวกันแต่ละหน่วยงานจะเร่งประชาสัมพันธ์เพื่อสร้างความรับรู้ให้กับประชาชน ตรวจสอบข้อมูลของบริษัทที่จะซื้อสินค้าและบริการ หรือร่วมทำธุรกิจด้วย เช่น ธุรกิจท่องเที่ยว ต้องตรวจสอบการได้รับอนุญาตทำธุรกิจจากกรมการท่องเที่ยว และ ธุรกิจขายตรง ต้องตรวจสอบกับ สคบ. เป็นต้น รวมถึงจะจัดตั้งศูนย์รับเรื่องร้องเรียนที่เป็นหน่วยงานกลาง กรณีที่ประชาชนถูกฉ้อโกงหรือหลอกลวง แต่เบื้องต้นเห็นว่าจะให้ประชาชนร้องเรียนไปที่ศูนย์ดำรงธรรม โทร.สายด่วน 1111 ไปก่อน

อย่างไรก็ตาม กรมฯ จะขยายความร่วมมือในการเชื่อมโยงข้อมูลไปยังหน่วยงานอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องต่อไป เช่น กรมสรรพากร และสำนักงานพัฒนาธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ (องค์การมหาชน) เป็นต้น.

 

ชี้เศรษฐกิจฟื้นตัว “เทสโก้ โลตัส” ระเบิดศึกสินค้ารับเปิดเทอม

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 19 เม.ย. 2560 17:32

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/917442


เทสโก้ โลตัส ขนทัพสินค้าแบ็กทูสกูลหมื่นรายการช่วยผู้ปกครองประหยัดค่าครองชีพ ชี้ปีนี้กำลังซื้อส่อแววคึกคักกว่าปีที่ผ่านมา พร้อมสานต่อโครงการบริจาครองเท้านักเรียน…

น.ส.สลิลลา สีหพันธุ์ รองประธานกรรมการฝ่ายกิจการบริษัท เทสโก้ โลตัส กล่าวว่า ปีนี้เทสโก้ โลตัส จัดแคมเปญต้อนรับเปิดเทอมสำหรับพ่อแม่ผู้ปกครองที่ต้องการซื้อสินค้าประเภทชุดนักเรียน อุปกรณ์การเรียน เครื่องเขียน ฯลฯ มากเป็นประวัติการณ์ โดยขนทัพสินค้ามากกว่า 10,000 รายการ มาจัดรายการภายใต้ธีม สินค้าครบ เยอะ คุ้ม ถูกใจคุณ ซึ่งนับว่า เป็นการขานรับนโยบายภาครัฐ กระทรวงพาณิชย์อย่างต่อเนื่องสำหรับการให้ความช่วยเหลือลดค่าครองชีพช่วงเปิดเทอมแก่ประชาชนชาวไทยที่จะถึงในเดือน พ.ค.นี้

ทั้งนี้ เทสโก้ โลตัส มีความมุ่งเน้นที่จะช่วยเหลือพ่อแม่ผู้ปกครองในการลดค่าครองชีพและประหยัดค่าใช้จ่ายในช่วงเปิดเทอม โดยปีนี้ นำสินค้ากว่า 10,000 รายการ มาจัดโปรโมชั่นลดราคาโดยเฉพาะสินค้าหลักอย่างชุดนักเรียน ราคาเริ่มต้น 59 บาท รองเท้านักเรียนเริ่มต้นที่ 99 บาท ส่วนเครื่องเขียน กระเป๋านักเรียนเริ่มต้นที่ 27 บาท นอกจากนี้ ยังมีสินค้าอื่นๆ ที่จำเป็น เช่น ขนม นม และผงซักฟอก เป็นต้น ก็จัดโปรโมชั่นเสริมจากสินค้าหลัก เพื่อช่วยลดภาระประชาชนด้วย

น.ส.สลิลลา กล่าวต่อว่า สำหรับตลาดสินค้าในช่วงใกล้เปิดเทอมมีแนวโน้มคึกคักจากปัจจัยบวกที่มาจากภาพรวมเศรษฐกิจที่ฟื้นตัวขึ้นประกอบกับดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคที่เพิ่มขึ้น ปีนี้ตลาดมีแนวโน้มการเติบโตที่ดีขึ้น ซึ่งเทสโก้ โลตัสได้วางกลยุทธ์ทางการตลาดทั้งออนไลน์และออฟไลน์ อย่างไรก็ตามสำหรับสินค้าประเภทชุดนักเรียน รองเท้านักเรียน ผู้ปกครองนิยมซื้อในร้าน เพราะต้องการให้บุตรหลานได้ลองสวมใส่เพื่อความพอดี แต่สำหรับสินค้าอุปโภคบริโภคต่างๆ เช่น ขนม นมยูเอชที ลูกค้าบางส่วนสั่งซื้อผ่านทางออนไลน์เนื่องจากสะดวกในการจัดส่งสินค้าถึงบ้าน ดังนั้น โปรโมชั่นต้อนรับเปิดเทอมของเทสโก้ โลตัส จึงครอบคลุมทั้งสองช่องทาง

ขณะเดียวกันนอกจากโปรโมชั่นสินค้าจำเป็นแล้ว ในทุกๆ ปีช่วงก่อนเปิดเทอม เทสโก้ โลตัส ดำเนินโครงการพาน้องไปโรงเรียน โดยปีนี้ เป็นปีที่ 5 เพื่อเชิญชวนให้ลูกค้าบริจาคเงิน 99 บาท หรือตามศรัทธา เพื่อซื้อรองเท้านักเรียนคู่ใหม่ให้น้องๆ ที่ด้อยโอกาสทั่วประเทศ โดยมอบผ่านทางโรงเรียนพระดาบสจังหวัดชายแดนภาคใต้ และโรงเรียนยากไร้ทั่วประเทศ สำหรับปีนี้ ตั้งเป้าบริจาคทั้งหมด 99,999 คู่ โดยในส่วนของเทสโก้ โลตัส เองจะสมทบทุนบริจาครองเท้า 23,000 คู่ พร้อมด้วยถุงเท้าและกระติกน้ำ ลูกค้าและประชาชนที่มีจิตศรัทธาร่วมบริจาคเงินได้ที่แคชเชียร์เทสโก้ โลตัส ทุกสาขาทั่วประเทศ และผ่านช่องทางออนไลน์ที่ https://donation.tescolotus.com.

 

หุ้นไทยปิดตลาดบ่าย ปรับลด 7.23 ดัชนีแตะ 1,567 จุด

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 19 เม.ย. 2560 17:23

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/917497


หุ้นไทยปิดตลาดปรับลดลง 7.23 จุด ดัชนีอยู่ที่ 1,567.19 จุด มูลค่าการซื้อขาย 43,477.81 ล้านบาท

การเคลื่อนไหวของตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ประจำวันที่ 19 เม.ย. 60 พบว่า หุ้นไทยปรับตัวลดลง 7.23 จุด เปลี่ยนแปลง -0.46% ดัชนีอยู่ที่ 1,567.19 จุด มูลค่าการซื้อขาย 43,477.81 ล้านบาท โดยระหว่างวันดัชนีสูงสุดอยู่ที่ 1,575.11 จุด ต่ำสุดอยู่ที่ 1,567.03 จุด

สำหรับหลักทรัพย์ที่มีมูลค่าการซื้อขาย 5 อันดับแรก ได้แก่ 1.ธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) 2. ธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) 3. ธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน) 4. ธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) และ 5. บริษัท ท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน)

 

คริสปี้ ครีม เปิดตัวเซต แมงโก้ โดนัท รับซัมเมอร์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 19 เม.ย. 2560 16:28

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/917432


คริสปี้ ครีม เปิดตัวเซต “คริสปี้ ครีม แมงโก้ โดนัท” อร่อยรับซัมเมอร์ ด้วยโดนัทที่ผสมผสานมะม่วงเข้าไว้ด้วยกัน ตั้งแต่วันนี้ถึงสิ้นเดือน พ.ค.

คริสปี้ ครีม มอบความฟินให้ชุ่มฉ่ำรับซัมเมอร์ กับคอลเลกชั่น “คริสปี้ ครีม แมงโก้ โดนัท” ทั้ง แมงโก้ ครีม เค้ก โดนัทเคลือบครีมมะม่วงเนียนนุ่ม โรยด้วยบิสกิตครัมบ์กรุบกรอบ และอร่อยด้วยมะม่วงเต็มคำพร้อมตกแต่งลวดลายด้วยคัสตาร์ด แมงโก้ ครีม โอริง

โดนัทสูตรออริจินัลที่เพิ่มความมันจากครีมมะม่วงเข้มข้นและเนยครีมชีสพร้อมเนื้อมะม่วงสด และแมงโก้ แพสชัน โดนัทเคลือบด้วยเยลโล่ช็อกโกแลต ท็อปปิ้งด้วยพายชิพพร้อมลวดลายของคัสตาร์ด สอดไส้ด้วยครีมชีสมะม่วง

ลิ้มรสความอร่อยของ คริสปี้ ครีม แมงโก้ โดนัท กับรสชาติมะม่วงสุดฟิน ได้ตั้งแต่วันนี้ – 31 พฤษภาคม ที่ร้านคริสปี้ ครีม ทั้ง 26 สาขา ติดตามความเคลื่อนไหวได้ที่ http://www.krispykreme.co.th