ครม. เตรียมปูนบำเหน็จ 721 ขรก. ช่วยงาน คสช.

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/politic/272080

การเมือง > ข่าวการเมือง  :  1 วันที่ผ่านมา

ข้าราชการ, ช่วยงาน คสช, คมชัดลึก, ครม, เตรียม, ปูนบำเหน็จ, 721, ขรก, ช่วย, งาน, คสช, เตรียมปูนบำเหน็จ, ช่วยงาน

ครม. เตรียมปูนบำเหน็จ ขึ้นเงินเดือน 2 ขั้น ให้ ขรก. ช่วยงาน คสช. อ้างเป็นขวัญกำลังใจ เปิดปูมเคยทำมาแล้วสองครั้งสมัย คมช.

ผู้สื่อข่าวรายงานว่าในการประชุมคณะรัฐมนตรีในวันนี้ คาดว่าจะมีวาระการพิจารณา เรื่องการเลื่อนขั้นเงินเดือนกรณีพิเศษ 2 ขั้น เพิ่มอีกร้อยละ 3  (นอกเหนือจากโควตาปกติ)  ให้กำลังพลที่ปฏิบัติงานใน คสช.  ที่อยู่ในเกณฑ์สามารถนำมาพิจารณาบำเหน็จประจำปีได้จำนวน 721 คน  โดยให้เหตุผลว่า เพื่อเป็นการสร้างขวัญและกำลังใจที่ปฏิบัติงานด้วยความทุ่มเทและเสียสละ ซึ่งข้าราชการกลุ่มนี้เป็นการขอตัวช่วยราชการจากส่วนราชการต้นสังกัด ทำให้มีโอกาสได้รับการพิจารณาบำเหน็จ (2 ขั้น) จากหน่วยต้นสังกัดเดิมน้อยลง

ทั้งนี้เมือตรวจสอบพบว่า  ก่อนหน้านี้ครม.เคยมีมติการกำหนดโควตาการเลื่อนขั้นเงินเดือนกรณีพิเศษ 2 ขั้น (นอกเหนือโควต้าปกติ) มาแล้ว 2 ครั้ง  ในสมัยที่คณะมนตรีความมั่นคงแห่งชาติ ยังมีอำนาจ โดย เมื่อวันที่ 9 เมษายน 2550 อนุมัติให้กับกำลังพลที่ปฏิบัติงานในคณะมนตรีความมั่นคงแห่งชาติ ในอัตราร้อยละ 15 ของจำนวนผู้มาปฏิบัติงาน โดยให้ดำเนินการตามความเห็นของกระทรวงการคลัง สำนักงาน ก.พ. และคณะกรรมการพิจารณาเงินเดือนแห่งชาติที่ให้ถือปฏิบัติตามมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 31 กรกฎาคม  2544 (เรื่อง การเลื่อนขั้นเงินเดือนข้าราชการผู้ได้รับการพิจารณาบำเหน็จความชอบเป็นกรณีพิเศษนอกเหนือโควตาปกติ) โดยให้ตัดจำนวนคนและอัตราเงินเดือนออกจากการคำนวณโควตาการเลื่อนขั้นเงินเดือนของหน่วยงานต้นสังกัด ผู้ปฏิบัติงานต้องมีระยะเวลาการปฏิบัติงานไม่น้อยกว่า 4 เดือน สำหรับการเลื่อนขั้นเงินเดือนในแต่ละรอบการประเมิน (6 เดือน) และจะได้รับการพิจารณาเลื่อนขั้นเงินเดือนรวมทั้งปีไม่เกิน 2 ขั้น และให้คณะมนตรีความมั่นคงแห่งชาติกำหนดหลักเกณฑ์และวิธีการพิจารณาผลงาน  และผลสัมฤทธิ์ของงานของผู้ปฏิบัติงานให้ชัดเจน

ทั้งนี้เพื่อให้เกิดความโปร่งใสและเป็นธรรม รวมทั้งพิจารณาทบทวนเรื่องนี้เป็นรายปี สำหรับงบประมาณที่จะใช้จ่ายเพื่อการดังกล่าว  ให้ใช้จ่ายจากการปรับแผนการใช้จ่ายงบประมาณประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2550  ของส่วนราชการต้นสังกัดก่อน หากไม่สามารถดำเนินการได้ให้ส่วนราชการต้นสังกัดขอทำความตกลงกับกระทรวงการคลังเพื่อเบิกจ่ายจากงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2550 งบกลาง รายการเงินเลื่อนขั้น เลื่อนอันดับ เงินเดือน และเงินปรับวุฒิข้าราชการต่อไป ตามความเห็นของสำนักงบประมาณ

ต่อมามติอนุมัติการกำหนดโควตาการเลื่อนขั้นเงินเดือนกรณีพิเศษ 2 ขั้น (นอกเหนือโควต้าปกติ) คณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบการกำหนดโควตาการเลื่อนขั้นเงินเดือนประจำปี พ.ศ. 2551 เป็นกรณีพิเศษ 2 ขั้น นอกเหนือโควตาปกติ  ในอัตราร้อยละ 15  ให้แก่กำลังพลที่ปฏิบัติงานในคณะมนตรีความมั่นคงแห่งชาติจำนวน ทั้งสิ้น 442 นาย ในรอบการประเมิน  6  เดือน (เดือนตุลาคม 2550-มีนาคม 2551) โดยให้สำนักงานเลขาธิการคณะมนตรีความมั่นคงแห่งชาติประเมินผลการปฏิบัติงานของกำลังพลก่อน แล้วดำเนินการตามแนวทางนัยมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 3 เมษายน 2550 เรื่อง ขอรับการพิจารณาเลื่อนขั้นเงินเดือนกรณีพิเศษนอกเหนือจากโควตาปกติจากงบส่วนกลาง ต่อไป  ส่วนงบประมาณที่จะใช้เพื่อการดังกล่าวให้ปรับแผนการใช้จ่ายงบประมาณของส่วนราชการต้นสังกัดก่อน  หากไม่สามารถดำเนินการได้ให้ส่วนราชการต้นสังกัดขอทำความตกลงกับกระทรวงการคลังเพื่อเบิกจ่ายจากงบกลาง รายการเงินเลื่อนขั้น  เลื่อนอันดับเงินเดือน  และเงินปรับวุฒิข้าราชการต่อไป ตามความเห็นของสำนักงบประมาณ

ล่าสุด ครม. ไฟเขียว!! ปูนบำเหน็จ ขรก. ช่วยงาน คสช.แล้ว (อ่านต่อ…)

“ผู้เสียหายร้องหมุดคณะราษฎร ต้องเป็นผู้เสียหาย” ศรีวราห์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/politic/271993

แนะ, คณะราษฎร, หาย, ผู้ร้อง, คมชัดลึก, ผู้เสียหาย, ร้อง, หมุด, คณะ, ราษฎร, ต้อง, เป็น, ศรี, วราห์, ต้องเป็นผู้เสียหาย, ศรีวราห์, ผู้เสียหายร้องหมุดคณะราษฎร ต้องเป็นผู้เสียหาย

“ศรีวราห์” ชี้กรณีหมุดคณะราษฎรหาย ผู้ร้องต้องเป็นผู้เสียหาย

          17 เม.ย. 60 – พล.ต.อ.ศรีวราห์ รังสิพราหมณกุล รองผบ.ตร. กล่าวถึงกรณีตัวแทนนักศึกษาและลูกหลานคณะราษฎร เข้าแจ้งความกับ สน.ดุสิต เพื่อขอลงบันทึกประจำวันไว้เป็นหลักฐาน ให้ช่วยติดตามหมุดคณะราษฎรบริเวณลานหน้าพระบรมรูปทรงม้าที่หายไป ว่า ส่วนตัวมองว่า หมุดคณะราษฎรอยู่ในบัญชีทรัพย์สินมรดก ซึ่งตามกฎหมายผู้ร้องทุกข์จะต้องเป็นผู้เสียหาย เป็นเจ้าของทรัพย์มรดก เจ้าหน้าที่ตำรวจจะดำเนินการให้ แต่หากไม่ใช่จะดำเนินการอย่างไร

“ถ้ารับเป็นเจ้าของทรัพย์ ดูด้วยบริเวณนั้นบริเวณอะไร ต้องห้ามรึเปล่า ไปวางไว้ ผมไม่ทราบ เที่ยวไปรุ่มร่ามในเขตบริเวณนั้นจะมีความผิดหรือไม่ แล้วจะให้ดำเนินคดี ไม่รู้จะไปดำเนินกับใคร ทรัพย์สินของใครยังไม่รู้เลย” พล.ต.อ.ศรีวราห์ กล่าว.

ป.ป.ท.ขยายผลเซอร์เวย์เยอร์ม้ามืด

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/politic/271953

พลตอจรัมพร สุระมณี กรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตในภาครัฐ (ปปท), ขยายผล, เซอร์, เวย์, เยอร์, ม้ามืด

ป.ป.ท.จ่อขยายผลเซอร์เวย์เยอร์ม้ามืด ได้สัญญาตรวจคุณภาพข้าวในโครงการรับจำนำเกือบ 100 โกดัง  สั่งเช็คสายสัมพันธ์อาจพบพิรุธให้ได้งานเกินครึ่งของโกดังในมือ

          17 เม.ย.  พล.ต.อ.จรัมพร สุระมณี กรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตในภาครัฐ (ป.ป.ท.) กล่าวถึงการตรวจสอบทุจริตรับฝากในโครงการรับจำนำข้าวจากเกษตรกร ว่า การตรวจสอบข้อมูลย้อนหลังไปถึงการรับฝากข้าวในโครงการรับจำนำพืชผลของรัฐบาลในปี 2551 พบข้อมูลเป็นพิรุธที่เป็นนัยยะสำคัญโดยตั้งแต่ปี 2551 บริษัทผู้รับจ้างตรวจสอบข้าว หรือเซอร์เวย์เยอร์แต่ละแห่งจะรับดูแลข้าวเฉลี่ยอยู่ที่หลัก 10 โกดัง เป็นระบบเจ้าของโกดังรับฝากข้าวแล้วหาเซอร์เวเยอร์เอง ไม่ต้องเช่าโกดัง แต่ในโครงการรับจำนำข้าวปี 2555-2556 มีการปรับเปลี่ยนตามนโยบายการรับฝาก คือหน่วยราชการทำสัญญาเช่าโกดังและจ้างเซอร์เวย์เยอร์ตรวจสอบคุณภาพข้าว โดยอยู่ภายใต้การควบคุมดูแลของหัวหน้าคลัง ซึ่งพบว่าบริษัทแห่งหนึ่งมีสัญญารับผิดชอบดูแลโกดังข้าวเกือบ 100 โกดัง ซึ่งอาจเกินขีดความสามารถในการดูแลข้าวให้มีคุณภาพและมาตรฐานตามที่กำหนดในสัญญาจนเป็นเหตุให้มีปัญหาข้าวเน่า เสื่อมคุณภาพเสียหายจำนวนมาก ดังนั้นจึงเป็นประเด็นที่ต้องขยายผลว่าใครเป็นผู้อยู่เบื้องหลังบริษัทเซอร์เวย์เยอร์ที่ได้รับว่าจ้างจากองค์การคลังสินค้า (อคส.) และองค์การตลาดเพื่อเกษตรกร (อตก.) ให้ดูแลคุณภาพข้าวเกือบ 100 โกดัง ขณะที่อคส.และอตก.ต้องดูแลโกดังข้าวรวม 191 แห่ง เป็นโกดังของอคส. 137 แห่ง และเป็นโกดังของอตก. 54แห่ง

พล.ต.อ.จรัมพร กล่าวอีกว่า เริ่มแรกอตก. อคส.ได้มากล่าวโทษร้องทุกข์ว่า โกดังที่รับฝากกับเซอร์เวย์เยอร์ร่วมกันฉ้อโกง แต่ต่อมาป.ป.ท.กล่าวหาเจ้าหน้าที่อคส.และอตก.ที่ดูแลโกดังมีส่วนกระทำความผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ เนื่องจากมีข้อมูลว่ามีส่วนทำให้ข้าวที่เก็บรักษาในโกดังหรือคลังสินค้าสูญหาย เสื่อมคุณภาพ เช่น การจ้างเก็บรักษาข้าวหอมมะลิแต่เอาข้าวขาว หรือข้าวไม่ได้มาตรฐาน หรือข้าวเสื่อมคุณภาพเข้ามาจัดเก็บแทน ทั้งนี้ อคส.มีเจ้าหน้าที่ 48คน ดูแล 137 โกดัง  ขณะที่อตก.มีเจ้าหน้าที่. 23 คน ดูแล 54โกดัง จากการตรวจสอบพบความผิดปกติมีการมอบเจ้าหน้าที่คลังสินค้าคนเดียวดูแลการจัดเก็บข้าวถึง 30 โกดัง หรืออย่างน้อย 1 คน ต้องดูแลมากกว่า 5 โกดังขึ้นไป ซึ่งตั้งข้อสังเกตว่าเกินขีดความสามารถทำได้หรือไม่ ทั้งนี้ป.ป.ท.กำหนดกรอบเวลาในการไต่สวนคดีทุจริตรับฝากข้าวในโครงการรับจำนำข้าว. 987 สำนวน ให้แล้วเสร็จภายในเดือนมิ.ย.นี้  โดยผู้ที่อยู่ในข่ายกระทำความผิด ได้แก่ หัวหน้าคลังฯ เซอร์เวย์เยอร์ ซึ่งมีรายชื่ออยู่แล้ว

“ปปท.ตรวจสอบเป็นการทุจริตโครงการรับฝากข้าวในโกดัง ซึ่งเป็นการทุจริตขณะขนข้าวเข้าไปจัดเก็บหรือขนข้าวเข้า –ออกจากโกดัง ทำให้รัฐต้องสูญเสียงบประมาณจำนวนมากมาย โดยแต่ละโกดังจะมีค่าฝาก หรือค่าวางข้าวกระสอบละ 2 บาท ต่อเดือน แม้ว่าข้าวที่รับจำนำไว้จะเสื่อมคุณภาพหรือเน่าเสียไปแล้วแต่รัฐยังคงต้องจ่ายค่าจัดเก็บทุกเดือนต่อไป “พล.ต.อ.จรัมพรกล่าว

พ.ท กรทิพย์ ดาโรจน์ รองเลขาธิการสำนักงานป้องกันและปราบปราบการทุจริตในภาครัฐ(ป.ป.ท.) กล่าวว่า ขณะนี้ป.ป.ท.เขตพื้นที่ 1-9 อยู่ระหว่างตรวจสอบการกระทำความผิดของเจ้าหน้าที่ระดับปฎิบัติการที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการดูแลข้าวในโกดัง ซึ่งต้องเร่งรัดให้แล้วเสร็จตามกรอบเวลา  หลังจากนี้จึงจะขยายผลตรวจสอบธุรกรรมการเงินของผู้มีส่วนเกี่ยวข้องกับการทุจริต ในส่วนข้อสังเกตที่พบว่ามีบริษัทเซอร์เวย์เยอร์บางรายได้รับสิทธิเป็นคู่สัญญากับอสค.และอ.ต.ก กว่า 100 โกดังและปรากฎข้อเท็จจริงว่าข้าวของรัฐที่จัดเก็บไว้สูญหายจากโกดังมีคุณภาพไม่ตรงกับที่รับจำนำไว้ และเป็นข้าวเสื่อมคุณภาพ  จะขอให้บอร์ดป.ป.ท.มีมติตั้งอนุกรรมการไต่สวนเพื่อให้ได้ข้อเท็จจริงถึงความเชื่อมโยงและสายสัมพันธ์ของบริษัทดังกล่าว ซึ่งอาจเป็นเหตุผลที่ทำให้ได้รับเลือกเป็นคู่สัญญาตรวจสอบคุณภาพข้าวเป็นจำนวนมาก

กกต.หวั่นใช้ ม.44 พร่ำเพรื่อ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/politic/271939

คมชัดลึก, การเมือง, ทุกคน, บทเฉพาะกาล, องค์กรอิสระ, รธน, เก็บของ, กรรมการ, คุณสมบัติ, ม44, กกต, กกต, หวั่น, ใช้, ม44, พร่ำเพรื่อ, กกตหวั่นใช้, สมชัย

“สมชัย” ระบุเพิ่มคุณสมบัติกรรมการองค์กรอิสระไม่ได้มีเฉพาะ กกต. หากยึดตาม รธน.ใหม่ใครคุณสมบัติไม่ครบต้องไปทุกคน ย้ำพร้อมเก็บของ

          17 เม.ย. 60 – นายสมชัย ศรีสุทธิยากร กกต.ด้านบริหารกลาง กล่าวถึงปัญหาคุณสมบัติของ กกต.ปัจจุบันหลังประกาศใช้รัฐธรรมนูญ ว่า สนช.เตรียมที่จะมีการพิจารณาร่างพ.ร.ป.ว่าด้วยคณะกรรมการการเลือกตั้ง ที่ กรธ.ได้เสนอมา ซึ่งจะมีประเด็นเรื่องการดำรงตำแหน่งของ กกต. และการสรรหา กกต.เพิ่มเติมให้ครบ 7 คนตามรัฐธรรมนูญกำหนด ตนเห็นว่าการที่รัฐธรรมนูญกำหนดคุณสมบัติกรรมการองค์กรอิสระเปลี่ยนแปลงไปจากเดิม เป็นประเด็นสาธารณะที่ไม่ได้มีผลเฉพาะ กกต. แต่ยังกระทบองค์กรอิสระอื่นๆ ด้วย แต่ของ กกต.จะให้อยู่ต่อหรือไม่ก็แล้วแต่ สนช. ใครมีคุณสมบัติครบตามที่รัฐธรรมนูญใหม่กำหนดก็อยู่ต่อ ไม่ครบก็ไป คิดว่าทุกคนพร้อมออก พร้อมเก็บของ

นายสมชัย เผยว่า มีประเด็นที่เห็นว่าน่ากังวลใจในขณะนี้ ไม่ใช่เรื่องคุณสมบัติ แต่เป็นเรื่องบทเฉพาะกาลของร่างพ.ร.ป.กกต.กำหนดไว้ว่า เมื่อกฎหมายมีผลใช้บังคับให้คณะกรรมการสรรหาพิจารณาวินิจฉัยว่า กกต.ปัจจุบันใครขาดคุณสมบัติ ซึ่งเมื่อพบก็ให้พ้นจากตำแหน่ง เป็นการพ้นในทันที เช่น วินิจฉัยวันนี้ก็พ้นจากตำแหน่งในวันต่อไปเลย และคำสั่งถือเป็นที่สุด ตรงนี้จะทำให้เกิดการติดล็อคของระบบการเมืองไทยทั้งประเทศหรือไม่

“สมมุติมีองค์กรอิสระหนึ่ง มีกรรมการที่คุณสมบัติไม่ครบเกินครึ่ง คณะกรรมการสรรหาลงมติวันที่ 31 มีนาคม วันที่ 1 เมษายน ต้องออกทันที ทำให้องค์คณะขององค์กรอิสระนั้นเหลืออยู่ไม่ถึงครึ่ง การจะพิจารณาเรื่องสำคัญก็จะทำไม่ได้ แล้วเมื่อไปดูขั้นตอนการสรรหาคณะกรรมการสรรหาจะใช้เวลา 30 วัน ดำเนินการสรรหากรรมการมาทดแทน หรือเพิ่มเติมในส่วนที่ขาดตามที่กฎหมายกำหนด จากนั้นส่งไปสนช.พิจารณาอีก 30 วัน ถ้าเห็นชอบก็มีขั้นตอนเสนอชื่อโปรดเกล้าฯ รวมเบ็ตเสร็จแล้วใช้เวลาอย่างน้อย 75 วัน หรือ 2 เดือนครึ่ง ก็เป็นช่วงระยะที่องค์กรอิสระนั้น จะไม่สามารถทำงานสำคัญอะไรได้เลย แต่ถ้าหากสนช.ตีกลับรายชื่อที่คณะกรรมการสรรหาเสนอก็จะทำให้เสียเวลาไปอีกระยะหนึ่ง แต่ปัญหาเหล่านี้จะถือเป็นการติดล็อคทางการเมืองหรือไม่ เป็นเรื่องที่ สนช.จะต้องเป็นคนคิด” นายสมชัย กล่าว

นายสมชัย ยังกล่าวว่า ในร่างพ.ร.ป.ว่าด้วย กกต.เขียนไว้แตกต่างจากกฎหมายลูกขององค์กรอิสระอื่น ที่จะให้กรรมการอยู่ทำหน้าที่ต่อไปจนกว่าคนใหม่จะได้รับการแต่งตั้ง แต่ของ กกต.ถ้าคณะกรรมการสรรหาวินิจฉัยว่าขาดคุณสมบัติก็ต้องพ้นทันที สมมุติเหลือ กกต.แค่ 3 คน ก็จะประชุมได้เท่าที่จำเป็น แต่ถ้าเป็นเรื่องใหญ่ที่สำคัญก็ต้องรอกรรมการใหม่ที่จะเข้ามาทดแทน จึงอยากให้ สนช.พิจารณาเรื่องนี้ให้รอบคอบ อยากให้การแก้ไขดังกล่าวแก้ไขได้ในขั้นตอนของการเขียนกฎหมาย มากกว่าต้องมาแก้ไขด้วยการใช้มาตรา 44 ออกคำสั่งอื่น ที่ทำให้ดูเหมือนการเขียนกฎหมายนั้นดำเนินการแบบไม่รอบคอบ.

“อมร” ดักคอ “สนช.” อย่ายื้อกฎหมายลูก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/politic/271928

จนเวลายื้อ, หากแก้กมลูก, ต้องรับผิดชอบ, เวลา, แก้, หาก, รับผิดชอบ, ต้อง, อมร วาณิชวิวัฒน์, อย่ายื้อ, กฎหมายลูก, ึคมชัดลึก, อมร, ดักคอ, อย่า, ยื้อ, กฎหมาย, ลูก, สนช, อย่ายื้อกฎหมายลูก

“อมร” ระบุ พร้อมส่ง ร่าง กม.ลูก 2 ฉบับให้ “สนช.” พรุ่งนี้ ดักคอ “สนช.” แก้สาระ อย่าขัดรธน. หากเกิดปัญหา ต้องรับผิดชอบ

นายอมร วาณิชวิวัฒน์ กรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) ให้สัมภาษณ์ต่อประเด็นที่กรธ. เตรียมยื่นร่างพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ (พ.ร.ป.) ว่าด้วยคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) และ ร่าง พ.ร.ป.ว่าด้วยพรรคการเมือง ให้กับสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) พิจารณาตามกระบวนการที่รัฐธรรมนูญกำหนด ว่า บทบัญญัติของร่างพ.ร.ป.ทั้ง 2 ฉบับที่เตรียมส่งให้สนช. นั้น ไม่มีการปรับหลักการหรือรายละเอียดจากที่ได้นำเสนอในเวทีรับฟังความเห็นของพรรคการเมืองไปก่อนหน้านี้ ซึ่งในประเด็นที่สำคัญและเป็นที่ยอมรับของพรรคการเมืองร่วมกัน คือกรณีที่กำหนดระยะเวลาและเงื่อนไขให้พรรคการเมืองต้องปรับตัว หากมไม่สามารถทำให้แล้วเสร็จตามเวลาจะได้รับโทษคือการยุบพรรค รวมถึงกรณีที่กำหนดให้สมาชิกพรรคชำระค่าบำรุงพรรค อย่างไรก็ตามเนื้อหาที่กรธ. เสนอไปยัง สนช.​นั้นยังสามารถปรับรายละเอียดและปรับปรุงเนื้อหาที่ไม่ใช่สาระสำคัญหลักได้ ส่วนตัวเชื่อว่าประเด็นรายละเอียดนั้นจะไม่ทำให้เกิดปัญหาต่อการยอมรับหรือไม่ยอมรับร่างกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญ

“ผมยืนยันว่ากรธ.จัดทำกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญ โดยยึดกับรัฐธรรมนูญเป็นหลัก ไม่ใช่รับฟังพรรคใหญ่มากกว่าพรรคเล็ก หรือทำเพื่ออุ้มพรรคการเมืองใด และวางหลักการให้พรรคการเมืองสามารถทำประโยชน์ให้กับประเทศและประชาชนได้เป็นหลักสำคัญ แต่ชั้นนี้ยอมรับว่า สนช. ยังมีความเห็นที่แตกต่าง หลากหลาย และมีบางประเด็นที่ไม่เห็นด้วยกับเนื้อหา ซึ่งเป็นเอกสิทธิของสนช.ที่พิจารณาได้ แต่การแก้ไขรายละเอียดต้องคำนึงเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญ รวมถึงการแก้ไขนั้นจะทำให้ขัดกับรัฐธรรมนูญใหม่หรือไม่ และหากสนช. แก้ไข แล้วมีปัญหา หรือทำให้เสียเวลา หรือเวลายืดเยื้อออกไป สนช.ต้องรับผิดชอบ” นายอมร กล่าว.

สนช.เตรียมแก้ข้อบังคับ เพิ่มวันขาดประชุม อ้างให้สอดคล้อง รธน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/politic/271890

คมชัดลึก, สอดคล้อง รธนใหม่, แก้ข้อบังคับ, สนช, เตรียม, แก้, ข้อบังคับ, เพิ่ม, วัน, ขาด, ประชุม, อ้าง, ให้, สอดคล้อง, เพิ่มวันขาดประชุม, อ้างให้สอดคล้อง, รธน, การลงมติ, วันประชุม

สนช. เตรียมแก้ข้อบังคับ เพิ่มวันขาดประชุมให้เป็น 1 ใน 4 จึงจะสิ้นสมาชิกภาพ อ้างทำให้สอดคล้อง รธน. ใหม่ ปัดช่วยใคร

ผู้สื่อข่าวรายงานว่าจากกรณีที่มีการระบุว่า  สนช. เตรียมที่จะแก้ไขข้อบังคับการประชุม สนช. เรื่องการขาดสมาชิกภาพจากวันลา จากเดิมที่ห้ามขาดเกินกว่า 1 ใน 3 ของ “การลงมติ” ในรอบสามเดือน  เปลี่ยนเป็นเป็นห้ามขาดเกินกว่า 1 ใน 4 ของ “วันประชุม” ในรอบสามเดือน ถึงจะพ้นจากสมาชิกภาพ โดยเรื่องดังกล่าว  นายตวง อัณฑะไชย  สนช. กล่าวว่าตามหลักการเมื่อมีรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ประกาศใช้มาแล้ว การทำหน้าที่ของ สนช.  ต้องแก้ไขให้สอดคล้องกับรัฐธรรมนูญ โดยในรัฐธรรมนูญมีหลายประเด้นที่ข้อบังคับปัจจุบันไม่ได้บัญญัติไงว้ โดยในกรณีที่ระบุว่าจะมีการแก้เรื่องการลาประชุม และการสิ้นสมาชิกภาพ กรณีที่ขาดประชุมเกินจำนวนครั้งนั้นเป็นการแก้ไขในหลักการที่สอดคล้องกับบทบัญัติในรัฐธรรมนูญ   ที่ระบุการขาดสมาชิกภาพของสมาชิกรัฐสภาหากขาดประชุมเกินกว่า 1 ใน 4 ของจำนวนวันประชุมในสมัยประชุม (มาตรา 101)

นายตวงระบุว่า การแก้ไขไม่ใช่เพื่อไม่ให้ใครตรวจสอบหรือเอาผิดหรือให้ใครพ้นผิด จากกรณีที่เคยมี สนช. ถูกตรวจสอบและรายงานผ่านสาธารณะว่าไม่ได้เร่วมลงมติเกินจำนวนครั้ง หากสาธารณะอยากตรวจสอบประเด็นนี้สามารถตรวจสอบได้จากการนับองค์ประชุมในการประชุมแต่ละครั้ง

ผู้สื่อข่าวรายงานว่าในวันที่ 19 เม.ย. นายสุรชัย เลี้ยงบุญเลิศชัย  รองประธาน สนช. ในฐานะประธาน กมธ. วิสามัญแก้ไขข้อบังคับการประชุม จะเสนอเรื่องนี้ให้ วิป สนช. พิจารณาและ จากนั้นนายพรเพชร วิชิตชลชัย ประธาน สนช. จะบรรจุไว้ในระเบียบวาระวันที่ 20 เม.ย.

เครือข่ายนักวิชาการฯ จี้เอาผิดคนขโมยหมุดคณะราษฎร

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/politic/271870

คณะราษฎร, คนขโมย, เอาผิด, ออกแถลงการณ์, เครือข่ายนักวิชาการเพื่อสิทธิพลเมือง, เครือข่าย, นักวิชาการ, จี้, เอา, ผิดคน, ขโมย, หมุด, คณะ, ราษฎร, เครือข่ายนักวิชาการฯ, ความนับถือรักใคร่ในพระรัตนตรัย, หน้าใส, ระบอบประชาธิปไตย

เครือข่ายนักวิชาการฯออกแถลงการณ์จี้เอาผิดคนขโมย ครอบครอง หลักหมุดคณะราษฎร พร้อมให้นำกลับไปติดตั้งที่เดิม

เครือข่ายนักวิชาการเพื่อสิทธิพลเมือง ได้ออกแถลงการณ์ ถึงกรณีการเปลี่ยนหลักหมุดคณะราษฎร   โดยระบุว่า แถลงการณ์เรื่อง  การลักทรัพย์สมบัติสาธารณะและฉวยเปลี่ยน “หมุดก่อกำเนิดรัฐธรรมนูญ” อันมีข้อความว่า “ณ ที่นี้ 24 มิถุนายน 2475 เวลาย่ำรุ่ง คณะราษฎรได้ก่อกำเนิดรัฐธรรมนูญ เพื่อความเจริญของชาติ”

ทั้งนี้ในเนื้อความระบุว่า การเปลี่ยนหมุด เป็นการการทำลายความทรงจำร่วมที่มีคุณค่าพร้อมกับสร้างความทรงจำร่วมชุดใหม่ขึ้นมาซึ่งขัดแย้งกันอย่างสิ้นเชิง เพราะข้อความในหมุดใหม่ไม่เพียงแต่ไม่ปรากฏคำว่ารัฐธรรมนูญ หากแต่ยังขัดแย้งกับรัฐธรรมนูญในระดับรากฐาน เช่น “ความนับถือรักใคร่ในพระรัตนตรัย” ไม่ให้ความสำคัญกับศาสนาอื่นอย่างเสมอหน้า และคำว่า “หน้าใส” บ่งถึงความเป็นไพร่และสังคมช่วงชั้นซึ่งขัดหลักความเสมอภาคในระบอบประชาธิปไตย

นอกจากนี้ ยังเป็นการแสดงความไม่เคารพอดีตความเป็นมาของบรรพชนในทุกฝ่าย เนื่องจากอนุสาวรีย์มีไว้เป็นเครื่องเตือนใจให้ระลึกถึงความสำเร็จและความล้มเหลวของบรรพชนในการสถาปนาประชาธิปไตย ซึ่งเป็นเป้าหมายร่วมของสังคมและชาติไทยเฉกเช่นนานาอารยประเทศ

โดย เครือข่ายนักวิชาการเพื่อสิทธิพลเมือง (คนส.) เรียกร้องให้บุคคลและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ได้แก่ นายกรัฐมนตรี ประธานสภานิติบัญญัติแห่งชาติ สำนักเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร กรมศิลปากร และสำนักงานเขตดุสิต แสดงความรับผิดชอบต่อภารกิจในการสร้างสรรค์ประชาธิปไตยและปกปักรักษาสมบัติสาธารณะ ทั้งนี้ ไม่เพียงในทางตัวบทกฎหมาย หากแต่ยังต้องสร้างความทรงจำที่ถูกต้องเกี่ยวกับความเป็นมาของระบอบการเมืองไทยในปัจจุบันว่า หากไม่มีคณะราษฎรเสียแล้ว ราษฎรทั้งหลายรวมทั้งพวกท่านก็ไม่มีสิทธิ เสรีภาพ และอำนาจปกครองตนเองดังในปัจจุบัน โดยให้ดำเนินการเอาผิดทางกฎหมายและลงทัณฑ์ทางสังคมกับผู้ที่ไม่เพียงแต่ขโมย “หมุดก่อกำเนิดรัฐธรรมนูญ” ไปจากสถานที่ทางประวัติศาสตร์ หากแต่ยังนำไปครอบครอง ซ่อนเร้น หรือทำลายสัญลักษณ์แห่งอำนาจอธิปไตยของประชาชน

พร้อมกันนี้ คนส. ขอส่งเสริมและสนับสนุนให้พี่น้องประชาชนร่วมกันเรียกร้องให้นำ “หมุดก่อกำเนิดรัฐธรรมนูญ” กลับไปติดตั้งยังสถานที่ประวัติศาสตร์ชาติดังเดิม เพื่อยืนยันความต้องการของประชาชนที่จะให้ “ระบอบประชาธิปไตย” ที่อำนาจอธิปไตยเป็นของประชาชน และเคารพในสิทธิ เสรีภาพ และความเสมอภาคของประชาชน เกิดขึ้นในสังคมไทยในปัจจุบันให้จงได้ และดำรงอยู่อย่างมั่นคง สืบไปในอนาคต

เชื่อครม.ทำตาม ม.77 ก่อนเสนอกม.ยุทธศาสตร์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/politic/271733

พีระศักดิ์ พอจิต รองประธานสภานิติบัญญัติแห่งชาติ, เชื่อ, ครม, ทำตาม, ม77, ก่อน, เสนอ, ยุทธศาสตร์, เชื่อครมทำตาม, ก่อนเสนอกมยุทธศาสตร์, พีระศักดิ์

“พีระศักดิ์”เชื่อครม.ทำตาม ม.77 ก่อนเสนอกม.พ.ร.บ.ยุทธศาสตร์ชาติ

       15 เม.ย. — นายพีระศักดิ์ พอจิต รองประธานสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) คนที่สองกล่าวถึงการพิจารณาพ.ร.บ.จัดทำยุทธศาสตร์ชาติพ.ศ…. ที่คณะรัฐมนตรี (ครม.) เป็นผู้เสนอว่า กฎหมายดังกล่าวจะเข้าสู่ที่ประชุมสนช.ในวันที่ 20 เมษายนนี้ซึ่งจะต้องจัดทำตามกรอบเวลาที่รัฐธรรมนูญกำหนดคือต้องแล้วเสร็จภายใน 120 วัน นอกจากนี้จะต้องมีการรับฟังความคิดเห็นภาคส่วนที่เกี่ยวข้องหรืออาจได้รับผลกระทบจากกฎหมายตามมาตรา 77

โดยในส่วนนี้ตนเชื่อว่า ครม.ได้จัดทำความเห็นประกอบมาเรียบร้อยแล้วเพราะเป็นหน้าที่ของหน่วยงานผู้ที่เสนอกฎหมายโดยตรงซึ่งจะต้องทำตามที่รัฐธรรมนูญกำหนดดังนั้นเราจึงไม่กังวลทั้งเรื่องกรอบระยะเวลา รายละเอียดของกฎหมายโดยสมาชิกสนช. อาจจะเพิ่มเวลาในการพิจารณาพ.ร.บ.ยุทธศาสตร์ชาติให้มากขึ้นเพราะเราจะต้องทำให้ทันเวลาตามที่รัฐธรรมนูญกำหนด

แนะยุทธศาสตร์ชาตินำผลศึกษาหลายส่วนมารวม!!

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/politic/271694

วิรัตน์ กัลยาศิริ, แนะ, ยุทธศาสตร์, ชาติ, นำผล, ศึกษา, หลาย, ส่วน, มาร, วิรัตน์

“วิรัตน์”แนะทำยุทธศาสตร์ชาติควรเอาผลการศึกษาจากหลายภาคส่วนมาประกอบเผยแพร่ให้ปชช.เข้าใจ ส่วนความขัดแย้งการเมืองต้องชี้ให้เห็นถึงต้นเหตุที่ปชช.จับต้องได้

        15 เม.ย. —  นายวิรัตน์ กัลยาศิริ หัวหน้าทีมกฎหมายพรรคประชาธิปัตย์  กล่าวถึงการร่างพ.ร.บ.จัดทำยุทธศาสตร์ชาติและร่างพ.ร.บ.แผนและขั้นตอนการดำเนินการปฏิรูปประเทศ ที่จะเข้าสู่การพิจารณาของสนช.วันที่ 20 เม.ย.นี้ว่า ในมาตรา 259 รัฐธรรมนูญ 2560 ได้บัญญัติให้ดำเนินการปฏิรูปประเทศตามกฎหมายว่าด้วยแผนและขั้นตอนการปฏิรูป โดยในแผนและขั้นตอนการปฏิรูปประเทศกำหนดแผนการมีส่วนร่วมของภาคประชาชน กำหนดเรื่องการวัดผล กำหนดระยะเวลา และกำหนดว่าจะต้องเริ่มดำเนินการภายใน 120 วันนับแต่วันที่ประกาศใช้รัฐธรรมนูญนี้ ซึ่งสิ่งที่จะเป็นประโยชน์กับประเทศนี้คือใน 14 คนของกรรมการแต่ละด้านควรจะมีผู้เชี่ยวชาญหรือภาคเอกชนที่รู้เรื่องดังกล่าวจริงๆเข้าไปมีส่วนร่วมเกินครึ่ง ส่วนการมีส่วนร่วมของภาคประชาชนที่จะเกิดประโยชน์สูงสุด ควรจะให้แพร่หลายทุกระดับ เช่นนักเรียน นักศึกษา ผู้นำชุมชน ผู้นำท้องถิ่น กลุ่มเอ็นจีโอ กลุ่มสตรี นักธุรกิจ รวมถึงนักการเมืองทุกระดับ

นายวิรัตน์ กล่าวอีกว่า เพื่อไม่ให้เป็นการเสียเวลาในการทำงาน ควรเอาผลการศึกษาของแต่ละสภาไม่ว่าสภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ (สปท.) รวมทั้งสนช.หรือองค์กรใดที่ทำการศึกษาแต่ละเรื่อง รวมทั้งควรจะนำลงเผยแพร่ทางสื่อออนไลน์ ทั้งวิทยุโทรทัศน์ สื่อสิ่งพิมพ์ และทำบทย่อลงในรายการทางไลน์ ทางวิทยุโทรทัศน์ของส่วนราชการ โดยมีระยะเป็นช่วงๆ เพื่อให้พี่น้องประชาชนได้เข้าใจว่าแต่ละสภามีความคิดอย่างไร และประชาชนมีความคิดเห็นเพิ่มเติมอย่างไร เช่นประเด็นความขัดแย้งทางการเมือง ควรระบุให้ชัดว่าความขัดแย้งมีต้นตอมาจากอะไร ทำอย่างไรที่จะไม่ให้เกิดความขัดแย้งนั้นอีก โดยยกตัวอย่างที่จับต้องได้พี่น้องประชาชนเข้าใจ หรือประเด็นการปฏิรูปกระบวนการยุติธรรมควรจะต้องหยิบยกปัญหาในแต่ละกระบวนการยุติธรรมว่ามีปัญหาที่แท้จริงคืออะไรโดยเอาพี่น้องประชาชนเป็นตัวตั้งไม่ใช่เอาส่วนราชการเป็นตัวตั้ง เพราะมีหลายครั้งที่ปฏิรูปเพื่อความสะดวกของส่วนราชการ

“ส่วนการปฏิรูปการบริหารราชการแผ่นดิน ซึ่งแนวโน้มสภาที่มาจากการแต่งตั้งมักจะคิดรวบอำนาจแทนที่จะกระจายอำนาจ ก็ต้องอธิบายว่าการรวบอำนาจหรือกระจายอำนาจอันไหนดีกว่า และปัญหาของการกระจายอำนาจที่ไม่ก้าวหน้าเท่าที่ควรเพราะการทุจริตหรือไม่ ถ้าเกิดขึ้นเพราะการทุจริตก็ต้องแก้ที่ทุจริต คือเอานักการเมืองหรือข้าราชการที่สมคบการทุจริตเข้าคุก ยังรวมถึงการปฏิรูปทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ไม่ใช่ไปยึดที่ชาวบ้านซึ่งเป็นสิทธิของชาวบ้านอยู่ก่อน แต่เป็นเพราะกฎหมายยังมีช่องว่างหรือเจ้าหน้าที่ผู้ทำหน้าที่จงใจแปลความให้เกิดประโยชน์กับตน เมื่อเอาคืนแล้วบอกว่าเป็นความสำเร็จ ซึ่งต้องทบทวนวิธีคิด หรือสภาพความเป็นป่าอยู่แล้ว แต่ไปโค่นทิ้งเป็นร้อยๆไร่แล้วบอกว่าต้องการทวงคืนพื้นป่าซึ่งฟังดูแล้วพิลึกพอสมควร”นายวิรัตน์ กล่าว

กกต. กำหนดยุทธศาสตร์รับเลือกตั้ง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/politic/271671

นวัตกรรม, คมชัดลึก, ประชาชน, ความสะดวก, อำนวย, กกต, กกต, กำหนด, ยุทธศาสตร์, รับ, เลือกตั้ง,  กกต, สมชัย

 “สมชัย” เผยยุทธศาสตร์รับเลือกตั้ง จ่อ เพิ่มนวัตกรรมใหม่-อำนวยความสะดวกปชช.

          15 เม.ย.60 – นายสมชัย ศรีสุทธิยากร กรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ด้านบริหารกลาง ให้สัมภาษณ์ในเรื่องการกำหนดยุทธศาสตร์ 20 ปีของ กกต. ว่า แม้ว่าแผนนั้นจะวางไว้ไกล แต่เราก็ต้องถอดแผนงานออกมาเป็นแผนระยะสั้น 1 ปี และแผนระยะยาวที่เรียกว่าแผน 5 ปี ซึ่งมีความสำคัญอย่างยิ่ง เพราะเป็นการสร้างพื้นฐาน การจะเดินไปสู่ 20 ปี โดย 5 ปีแรกก็ต้องเดินไปในทิศทางที่ถูกต้อง รวมไปถึงการกำหนดแผนงานกิจกรรมต่างๆที่สอดคล้องกัน และกำหนดเป้าหมายในการทำงาน ว่าเมื่อทำงานแล้วสิ่งที่ต้องการให้เกิดความสำเร็จ ในแต่ละขั้นตอนเป็นอย่างไร โดยจะมีตัวชี้วัดจำนวนหนึ่งประมาณ 10 ตัว และหลากหลายออกไป เช่น บางตัวก็อาจจะวัดทุกปี ตั้งแต่วันนี้จะมีการวัดและประเมินผลทุกปีก็เป็นไปได้ หรือบางตัวก็อาจจะเป็นการวัดเมื่อมีกิจกรรมใหญ่ๆ เช่น เมื่อการเลือกตั้งเสร็จสิ้นลง ว่าการเลือกตั้งครั้งใหม่จะต้องมีอะไรเกิดขึ้น และแตกต่างจากการเลือกตั้งครั้งก่อนๆ อย่างไร และบางตัวก็จะเป็นการวัดโดยมองจากเวลาที่กำหนดไว้ภายใต้เงื่อนไขของกฎหมายต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง เช่น เมื่อมีกฎหมายพรรคการเมืองแล้วจะต้องมีระยะเวลาให้พรรคการเมืองทำกิจกรรมในระยะเวลาหนึ่ง และหลังจากนั้นเมื่อครบกำหนดแล้วในช่วงของการทำกิจกรรมต่างๆ ของพรรคการเมือง กกต.ต้องมีบทบาทในการเข้าไปส่งเสริม เพราะฉะนั้นเมื่อครบกำหนดแล้วก็ต้องมาประเมินว่าเกิดความสำเร็จตามนั้นหรือไม่

นอกจากนี้การบริหารจัดการเลือกตั้ง เราก็มีตัวชี้วัดที่จะประเมินว่าในการเลือกตั้งครั้งต่อไป ไม่ว่าจะเกิดขึ้นในปีใดจะต้องมีนวัตกรรมใหม่ๆ เกิดขึ้นอย่างน้อย 11 อย่าง ซึ่งเป็นสิ่งที่เราคิดค้นใหม่ขึ้นมาเพื่อที่อำนวยความสะดวกแก่ประชาชน หรือเพื่อที่จะช่วยทำให้การเลือกตั้งนั้นเป็นไปโดยบริสุทธิ์และเที่ยงธรรมมากขึ้น โดยนวัตกรรมที่ กกต. ได้ทำแล้วคือ การจดทะเบียนผู้มีสิทธิออกเสียงที่ประสงค์ที่จะใช้สิทธิล่วงหน้าในอินเตอร์เน็ต  หรือการรับสมัคร ส.ส.โดยระบบอินเตอร์เน็ตควบคู่กับระบบปกติ เพื่อแก้ไขปัญหาการปิดล้อมหน่วยรับสมัคร การใช้บัตรสมาร์ทการ์ดในการแสดงตนของประชาชน  เพื่อลดขั้นตอนและเวลาในการใช้สิทธิเลือกตั้งล่วงหน้า เพราะปกติแล้วสังเกตได้ว่าเวลามีการเลือกตั้งล่วงหน้าตามที่ต่างๆ ซึ่งบางหน่วยมีจำนวนคนเข้าใช้สิทธิเกือบพันคน แล้วคนที่ตั้งใจจะไปใช้สิทธิ พอรอแถวนานเขาก็ถอดใจเลิกใช้สิทธิ ดังนั้นได้ออกแบบว่าการใช้สิทธิของเขตเลือกตั้งล่วงหน้าสามารถใช้สมาร์ทการ์ดในการแสดงตัวได้ ไปถึงก็เสียบบัตรในอุปกรณ์ที่ทาง กกต.ได้เตรียมไว้ ทั้งนี้ก็ต้องดูว่าเมื่อถึงเวลาเลือกตั้งจริงแล้วจะเกิดอะไรขึ้น

นายสมชัย ยังกล่าวว่า ในเรื่องของการประเมินจำนวนผู้มาใช้สิทธิเลือกตั้ง ต้องดูถึงสถานการณ์ที่เกิดขึ้นจริงในช่วงเวลาดังกล่าวด้วยว่า คนจะมาใช้สิทธิมีความตื่นตัวมากน้อยขนาดไหน อย่างไรก็ตาม กกต. จัดเตรียมกลไกทุกอย่างเพื่ออำนวยความสะดวกกับประชาชนทุกกลุ่มทุกประเภทให้มากที่สุด ดังนั้นการที่จะมีการเลือกตั้งล่วงหน้าให้เพียงพอ ขยายเวลาเลือกตั้งล่วงหน้าให้มากขึ้น การกำหนดเครื่องมือในการอำนวยความสะดวกทุกกลุ่มยกตัวอย่าง เช่น แอพลิเคชั่นในการนำคนไปยังหน่วยเลือกตั้ง ที่เรียกว่าแอพดาวเหนือ หรืออำนวยความสะดวกกับผู้สูงอายุ ถ้าใครต้องการเพิ่มหน่วยเลือกตั้งพิเศษ ก็สามารถแจ้งมาได้ ซึ่ง กกต.พยายามให้ทุกสิทธิทุกเสียงมีความหมาย ยกตัวอย่าง เช่น คนไทยในต่างประเทศ ซึ่งจากเดิมก็จะเอาคะแนนที่นับได้ส่งกลับมาที่ประเทศไทย แต่ถ้าส่งไม่ทันภายในกำหนด คะแนนดังกล่าวก็จะเสียไป เราจึงเปลี่ยนกลไกลใหม่ว่าให้นับคะแนนในสถานทูตแต่ละที่อยู่ประจำประเทศนั้นๆ เลย ภายใน 24 ช.ม. หลังจากที่ประเทศไทยได้ปิดหีบ เมื่อนับคะแนนเสร็จสถานทูตก็จะเป็นผู้ส่งคะแนนทั้งหมดกลับมาที่ประเทศไทย เราก็จะกระจายคะแนนไปยังเขตเลือกตั้งต่างๆ นอกจากนี้ยังมีแนวความคิดสำหรับผู้ที่มาใช้สิทธิไม่ได้ เช่นผู้ป่วย เราจะนำรถเลือกตั้งเคลื่อนที่ไปในโรงพยาบาลที่มีผู้ป่วยที่อยู่ประจำอำนวยความสะดวกให้ ส่วนการคาดการสำหรับผู้ที่จะมาใช้สิทธิ  เราต้องรอผลที่เกิดขึ้นอีกทีหนึ่ง

ทั้งนี้ในส่วนของด้านการมีส่วนร่วมของภาคเอกชนและประชาสังคม ในการสอดส่องดูแลการเลือกตั้ง ยิ่งทำยิ่งลดลง ล่าสุดในการเลือกตั้งเมื่อการเลือกตั้งเมื่อปี 2 กุมภาพันธ์ 2557 มีองค์กรเอกชนเข้าร่วมประมาณ 22 จังหวัด ซึ่งหายไป 55 จังหวัด ฉะนั้นระหว่างการเตรียมการก็ต้องไปสร้างเครือข่ายภาคเอกชน ส่งเสริมองค์กรเหล่านั้นให้เกิดความพร้อม และเมื่อมีการเลือกตั้งเกิดขึ้น ก็จะต้องมีองค์กรเอกชนให้ครบทุกจังหวัด ในขณะเดียวกันจะต้องครอบคลุมในพื้นที่อย่างน้อย 75 เปอร์เซ็นต์ ของหน่วยเลือกตั้งทั้งประเทศ การใช้สิทธิของประชาชนก็จะมาจากการที่ได้รู้ถึงข้อมูลเท็จจริงเกี่ยวกับผู้สมัคร และพรรคการเมือง เพื่อเป็นเกณฑ์ในการเลือกของประชาชน ซึ่งทำให้ได้นักการเมืองที่ดีมาบริหารประเทศ.