“ดอน”หวั่นซ้ำรอยหวังวีระไม่ไปดูบ่อน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/politic/268027

วีระ สมความคิด, ดอน, หวั่น, ซ้ำรอย, หวัง, วีระ, ไม่, ไปดู, บ่อน, โกตี๋

“ดอน”ชี้กาสิโนไม่อยู่บนพื้นที่ไทยหวังวีระไม่ไปดูบ่อนจริงหวั่นประวัติศาสตร์ซ้ำรอย ไม่รู้เรื่อง”โกตี๋”ไปเวียดนาม แต่พร้อมให้ความร่วมมือหากฝ่ายความมั่นคงขอมา

        28 มี.ค. — นายดอน ปรมัตถ์วินัย รมว.ต่างประเทศ กล่าวถึงกรณีที่นายวีระ สมความคิด เลขาธิเครือข่ายประชาชนต้านคอรัปชั่น (คปต.) เตรียมเดินทางไปตรวจบ่อนกาสิโน บริเวณด่านช่องสายตะกู จ.บุรีรัมย์ว่า ไม่คิดว่าเป็นปัญหาเพราะจากการตรวจสอบพบว่าบ่อนดังกล่าวไม่ได้อยู่ในพื้นที่ของไทย และไม่ใช่พื่นที่ทับซ้อนระหว่างชายแดนไทย – กัมพูชา โดยเป็นข้อมูลจากนักวิชาการ รวมถึงเจ้าหน้าที่ด้านแผนที่ ซึ่งสามารถเปิดแผนที่ให้เห็นอย่างชัดเจนได้ ได้แต่หวังว่านายวีระ จะไม่เดินทางไปจริง เพราะเกรงว่าจะเกิดปัญหาเหมือนในอดีต ที่ถูกทางการกัมพูชาจับตัวไป อย่างไรก็ตามคงไม่ต้องส่งคนไปสร้างความเข้าใจกับนายวีระแต่อย่างใด

ผู้สื่อข่าวถามว่ากังวลว่าความเคลื่อนไหวของนายวีระจะกระทบกับความสัมพันธ์ระหว่างประเทศหรือไม่ นายดอนกล่าวว่า ต้องรอดูกันต่อไป และข้อเท็จจริงตอนนี้ก็ทีอยู่ชัดเจน ดังนั้นเรื่องนี้จึงไม่ควรที่จะยืดยาว ซึ่งโดยส่วนตัวไม่ทราบว่าเหตุใดนายวีระถึงได้ชูประเด็นนี้ขึ้นมา เนื่องจากไม่สามารถอ่านใจนายวีระได้ ได้แต่หวังว่านายวีระจะไม่ไปเดินสำรวจบริเวณชายแดนอีก เพราะกลัวประวัติศาสตร์จะซ้ำรอย

ไม่รู้เรื่อง “โกตี๋” ไปเวียดนาม แต่พร้อมให้ความร่วมมือหากฝ่ายความมั่นคงขอมา

          นายดอน   กล่าวถึงกรณีการติดตามตัวนายวุฒิพงศ์ กชธรรมคุณ หรือโกตี๋ ซึ่งมีกระแสข่าวว่าหนีจาก สปป.ลาวเข้าไปประเทศเวียดนามว่า หน่วยงานด้านความมั่นคงกำลังติดต่อพูดคุยกันอยู่ ทั้งนี้ตนไม่ทราบว่าโกตี๋ หลบหนีเข้าประเทศเวียดนามแล้ว เพราะกระทรวงการต่างประเทศไม่ได้ติดตามความเคลื่อนไหวของโกตี๋ เพราะเรามีเรื่องอื่นสำคัญกว่า แต่หากหน่วยงานฝ่ายความมั่นคงประสานขอความร่วมมือมา กระทรวงการต่างประเทศ ก็พร้อมให้ความร่วมมือตามขั้นตอน และเชื่อว่าจะไม่เป็นปัญหา เพราะไทยมีความสัมพันธ์ ในด้านความมั่นคงกับต่างประเทศอยู่ และต่างประเทศก็พร้อมให้ความร่วมมือเป็นอย่างดี

สองสมาคมนักข่าว จี้ กสทช. ทบทวนคำสั่งแบนวอยซ์ทีวี

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/politic/268025

สมาคมสื่อ, กสทช., ทบทวนคำสั่ง, วอยซ์ทีวี, คมชัดลึก, สอง, สมาคม, นักข่าว, จี้, กสทช, ทบทวน, คำสั่ง, แบน, วอยซ์, ทีวี, สองสมาคมนักข่าว

สองสมาคมนักข่าว ออกแถลงการณ์จี้ กสทช. ทบทวน คำสั่งแบนวอยซ์ทีวี 7 วัน แนะต้องเป็นอิสระ

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย และสมาคมนักข่าววิทยและโทรทัศน์ไทยออกแถลงการณ์ร่วม เรื่อง ขอเรียกร้องให้ กสทช. ทบทวนคำสั่ง กสท. ที่สั่งพักใบอนุญาต Voice TV

โดยระบุว่า สืบเนื่องจาก กสท. สั่งพักใบอนุญาต Voice TV โดยอ้างเหตุผลว่า Voice TV กระทำผิดซ้ำซาก เพราะมีการออกอากาศรายการที่ขัดต่อประกาศคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ฉบับที่ 97 และ 103  ใน 3 รายการ ยังมีเนื้อหาไม่เหมาะสม ยุยงให้เกิดความแตกแยก ประกอบด้วย  1.รายการใบตองแห้งออกอากาศ เมื่อวันที่ 15 มีนาคม 2560  เรื่องธรรมกายกับรัฐบาล 2.รายการ In Her View ออกอากาศวันที่  20 มีนาคม 2560 เรื่องเครือข่ายโกตี๋กับอาวุธสงคราม และ 3.รายการ Over View ออกอากาศวันที่  20 มีนาคม 2560 เรื่อง การวิสามัญฆาตกรรม นายชัยภูมิ ป่าแส นักกิจกรรมชาวลาหู่ นั้น

สมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย  และ สมาคมนักข่าววิทยุและโทรทัศน์ไทย ขอคัดค้านมติของคณะกรรมการกิจการกระจายเสียงและกิจการโทรทัศน์ (กสท.) ที่สั่งพักใบอนุญาตสถานีโทรทัศน์ Voice TV เป็นระยะเวลา 7 วัน มีผลตั้งแต่วันที่ 28 มี.ค. 2560 ด้วยเหตุผลดังต่อไปนี้

1.การสั่งพักใบอนุญาต ระงับการออกอากาศVoice TV เป็นเวลา 7 วันได้ก่อให้เกิดผลกระทบกับวอยซ์ทีวีในฐานะเป็นองค์กรธุรกิจและองค์กรสื่อ ซึ่งมีคนทำงานอยู่ในหลายส่วนและอาจไม่ได้เกี่ยวข้องกับเนื้อหาของรายการ หรือมีส่วนรับรู้ในการกระทำการของพิธีกรรายการแต่ได้รับผลกระทบไปด้วย เพราะลำพังกสท.ใช้อำนาจสั่งพักรายการบางรายของ Voice TV ซึ่งก่อให้เกิดผลกระทบในการทำหน้าที่ของสื่อโดยตรง แต่การใช้อำนาจพักใบอนุญาต Voice TV ย่อมก่อให้เกิดผลกระทบที่ก่อให้เกิดความเสียหายที่รุนแรงยิ่งกว่า

ดังนั้น กสท.เป็นส่วนหนึ่งคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) ซึ่งเป็นองค์กรอิสระที่ให้ใบอนุญาตกับผู้ประกอบการ และกำกับผู้ได้รับใบอนุญาต หากไม่ระมัดระวังในการใช้อำนาจ  กสทช. จะเป็นองค์กรที่ทำลายเสรีภาพสื่อและองค์กรธุรกิจสื่อเสียเอง

2. กสทช.เป็นองค์กรอิสระมีอำนาจและมีหน้าที่โดยตรงในการป้องกันไม่ให้อำนาจฝ่ายอื่นเข้ามาแทรกแซงความเป็นอิสระในการทำหน้าที่ขององค์การสื่อที่ได้รับใบอนุญาตในการประกอบกิจการ  กรณีที่ กสท. ได้อ้างถึงหนังสือร้องเรียนทางช่อง VoiceTV มาจากคณะกรรมการติดตามสื่อของคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) เข้ามาจำนวน 4 รายการ มีมติพักใบอนุญาตครั้งนี้เท่ากับ กสท.ยอมและเปิดทางให้อำนาจอื่นเข้ามาทำลายความเป็นอิสระของกสทช.โดยตรงเสียเอง

และมีผลกระทบต่อองค์กรสื่อที่อยู่ภายใต้การกำกับของ กสท.โดยตรง รวมทั้งทำลายน่าเชื่อถื่อของ กสท.และส่งผลกระทบต่อความเป็นอิสระในการทำหน้าที่ขององค์กรสื่อมวลชนภายใต้การกำกับของ กสทช.ให้เลวร้ายลงไปอีก รวมถึง ความน่าเชื่อถือของสื่อมวลชนไทยก็ลดลงไปเช่นกัน

3. มติของ กสท. ยังขัดแย้งกับรัฐธรรมนูญทั้งปี 2540 ,2550 และฉบับที่ผ่านประชามติที่ให้การรับรองบุคคลซึ่งประกอบวิชาชีพสื่อมวลชน และใช้เสรีภาพเสนอข่าวสารหรือแสดงความคิดเห็นตามจริยธรรมแห่งวิชาชีพ  การสั่งปิดกิจการหนังสือพิมพ์หรือสื่อมวลชนอื่นเพื่อลิดรอนเสรีภาพจะกระทำมิได้ การให้นำข่าวสารหรือข้อความใดๆที่ผู้ประกอบวิชาชีพสื่อมวลชนจัดทำขึ้นไปให้เจ้าหน้าที่ตรวจก่อนนำไปโฆษณาในหนังสือพิมพ์หรือสื่อใดๆ จะกระทำมิได้เช่นกัน  ดังนั้นมติ กสท. ครั้งนี้เป็นใช้อำนาจที่ขัดแย้งกับหลักการพื้นฐานในการรับรองสิทธิเสรีภาพของประชาชนและสื่อมวลชน  และกระทบต่อสิทธิต่อการรับรู้ข้อมูลข่าวสารของประชาชน ซึ่งบทบัญญัติในรัฐธรรมนูญฉบับต่างๆ กำหนดไว้ว่า  “การสั่งปิดกิจการหนังสือพิมพ์หรือสื่อมวลชนอื่นจะกระทำไม่ได้” ก็เพื่อให้องค์กรสื่อในส่วนที่ไม่ได้สร้างปัญหายังคงทำหน้าที่ต่อไปได้

ในกรณีของ Voice TV หากรายการใดมีปัญหาก็ควรพิจารณาเป็นกรณีไป ไม่ควรใช้อำนาจพักใบอนุญาตทั้งสถานี หรือหากการเสนอเนื้อหาของ Voice TV หรือทีวีช่องใด มีผลกระทบต่อความมั่นคง หรือละเมิดสิทธิบุคคล หมิ่นประมาทบุคคลอื่น ผู้เสียหายหรือผู้มีส่วนได้เสีย ก็ชอบที่จะใช้สิทธิแจ้งความดำเนินคดี หรือฟ้องร้องตามกฎหมายปกติได้อยู่แล้ว และในแง่ของผู้บริโภคข่าวสาร หากสื่อใดนำเสนอรายการที่ไม่มีความรับผิดชอบ หรือละเมิดสิทธิผู้คน กลไกตลาด ผู้บริโภคข่าวสารจะเป็นคนตัดสินสื่อนั้นได้เช่นกัน

ด้วยเหตุผลดังกล่าว สมาคมทั้งสองขอเรียกร้องให้คณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) ทบทวนคำสั่งของ กสท. โดยด่วนและหากรายการใดมีปัญหา  ก็สามารถใช้กฎหมายที่มีอยู่แล้วจัดการได้  แต่ต้องไม่ใช้อำนาจพักใบอนุญาตทั้งสถานี

5 องค์กรสื่อเข้าเสนอปรองดอง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/politic/268020

องค์กรสื่ิ, องค์กร, สื่อ, เข้า, เสนอ, ปรองดอง

“5 องค์กรวิชาชีพสื่อ”เข้าเสนอความเห็นปรองดอง วอนทบทวนออกฎหมายบังคับสื่อหลัก “เทพชัย”เผยสื่อต้องทำหน้าที่ ตรวจสอบ ไม่เลือกข้าง ไม่เห็นด้วยสั่งปิดวอยซ์นาน 7 วัน

       28 มี.ค.  พล.อ.ชัยชาญ ช้างมงคล ปลัดกลาโหม ในฐานะประธานคณะอนุกรรมการรับฟังความคิดเห็นเพื่อสร้างความสามัคคีปรองดอง พร้อมคณะอนุกรรมการฯ  ได้เชิญภาคประชาสังคมเข้าให้ข้อคิดเห็นเสนอเเนวทางสร้างความปรองดอง 10 ประเด็นต่อเนื่อง โดยวันนี้ เป็นในส่วนขอองค์กรวิชาชีพสื่อ  ประกอบด้วย  สมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์ นำโดย นายปรเมศ เหล็กเพ็ชร์ นายกสมาคมฯและนายมงคล บางประภา อุปนายกฯ สภาการหนังสือพิมพ์แห่งชาติ นำโดยนายชวรงค์ ลิมป์ปัทมาปาณี ประธานสภาฯและนายชาย ปถะคามินทร์ เลขาธิการฯ ด้านสมาคมนักข่าววิทยุและโทรทัศน์ไทย นำโดย นายเทพชัย แซ่หย่อง นายกสมาคมฯ นายพีระวัฒน์ โชติธรรมโม เลขาธิการฯ  ด้านสภาวิชาชีพข่าววิทยุและโทรทัศน์ไทย นำโดย นายวิสุทธิ์ คมวัชรพงศ์ ประธานสภาฯ และนายโกศล สงเนียม เลขาธิการฯ และสมาคมผู้ผลิตข่าวออนไลน์ นำโดย นายวิชัย สอนเรือง กรรมการสมาคมฯ และในช่วงบ่ายเป็นองค์กรด้านสาธารณสุข ซึ่งบรรยากาศเป็นไปด้วยความเรียบร้อย

นายเทพชัย หย่อง นายกสมาคมนักข่าววิทยุและโทรทัศน์ไทย กล่าวว่า  ประเด็นสำคัญคือทางสื่อมีความพร้อม ที่จะมีบทบาทในการสะท้อนความเห็น ส่วนต่าง ๆ ของสังคมเพื่อนำไปสู่การปรองดอง แต่ประเด็นที่เกี่ยวข้องกับสื่อโดยตรงคือการตั้งคำถามว่าจะทำอย่างไรให้สื่อไม่ตกเป็นเครื่องมือทางการเมืองในการสร้างความแตกแยก  แต่ทางองค์กรวิชาชีพสื่อเองได้ย้ำว่าที่ผ่านมา สื่อไม่ได้เป็นเครื่องมือสร้างความแตกแยกด้วยตัวสื่อเอง แต่อำนาจทางการเมืองใช้สื่อเป็นเครื่องมือในการสร้างความแตกแยก ซึ่งเป็นสิ่งที่ต้องย้ำ ว่ามีกลุ่มคนที่มีอำนาจในเกือบทุกยุคทุกสมัยที่ใช้สื่อในการเป็นเครื่องมือเพื่อผลประโยชน์ทางการเมือง

ฉะนั้นหากไม่ต้องการให้สื่อตกเป็นเครื่องมือต้องมีการบังคับใช้กฎหมายที่จริงจัง และองค์กรที่กำกับดูแลสื่อ เช่น กสทช. ต้องมีความจริงจังและความเข้มแข็งในการบังคับใช้กฎระเบียบที่มีอยู่  ในความเป็นจริงแล้วในสังคมประชาธิปไตยการมีความเห็นไม่ลงรอยกันคือเรื่องธรรมดา แต่ต้องไม่ใช่ความเห็นที่นำไปสู่การสร้างความเกลียดชังซึ่งกันและกัน  ซึ่งสื่อกระแสหลักคงไม่เห็นด้วยที่สื่อจะมีบทบาทในแง่ของการสร้างความแตกแยก และอีกประเด็นที่ให้ความเห็นตรงกันกับทุกองค์กรคือ เราไม่เห็นด้วยกับร่างพ.ร.บ. คุ้มครองสิทธิเสรีภาพส่งเสริมจริยธรรมและมาตรฐานวิชาชีพสื่อมวลชน เพราะกฎหมายฉบับนี้นำไปสู่กลไกที่เรียกสภาวิชาชีพสื่อมวลชนแห่งชาติ ที่จะถูกอำนาจการเมืองแทรกแซง และตรงนี้จะเป็นการเกิดช่องว่างให้การเมืองมาแทรกแซง จนนำไปสู่การใช้สื่อเป็นเครื่องมือในการสร้างความแตกแยก อีกครั้ง ซึ่งทางสภาได้ยืนยันชัดเจนว่าไม่เห็นด้วย

ผู้สื่อข่าวถามว่า มองสถานการณ์สื่อในการนำเสนอข่าวสารในยุคปัจจุบันอย่างไรบ้าง นายเทพชัย กล่าวว่า ต้องยอมรับว่าในตอนนี้เราอยู่ในสภาวะบ้านเมืองไม่ปกติ  จึงมีกฎกติกา การใช้อำนาจที่ไม่ปกติในการควบคุม กำกับสื่อ อย่างที่เราเห็น เพราะฉะนั้นเราจึงต้องยอมรับว่า ในปัจจุบันเราไม่ได้มีสิทธิเสรีภาพ ในยามปกติ  แต่ผมขอยืนยันว่าสื่อต้องทำหน้าที่ในการตรวจสอบต่อไป  เพราะว่าเราไม่สามารถปฏิเสธบทบาทในการเป็นสื่อ และเป็นปากเสียง แทนสังคมได้

“ผมมองว่าหากทุกฝ่ายมีความจริงใจ มีความตั้งใจ ทุกอย่างย่อมเกิดขึ้นได้แต่แน่นอนว่าต้องมีฝ่ายที่ต้องยอมเสียสละผลประโยชน์ส่วนตัว ยอมที่จะถอยและยอมที่จะพูดในเรื่องที่ตัวเองไม่ได้ประโยชน์  เพราะเป็นทางเดียว หากทุกคนได้ ก็ไม่มีใครที่จะเสียสละ  ก็ไม่มีใครยอมทำในสิ่งที่ไปสู่การปรองดอง” นายเทพชัย กล่าว

นายเทพชัย กล่าวต่อว่า ในเรื่องปัจจัยที่จะส่งผลกระทบต่อการปรองดอง ไม่ว่าจะเป็นการเก็บภาษีของชินคอร์ป นั้นอาจถูกหยิบมาเป็นประเด็น ของบางกลุ่มที่อาจมองว่ากระบวนการเหล่านี้เป็นการเลือกกระทำ ที่รัฐบาลและฝ่ายมีอำนาจต้องทำคือ ทำให้เห็นว่า การปฏิบัติกับทุกกลุ่ม ที่มีปัญหาทางกฎหมายต้องเท่าเทียมกัน ไม่ใช่เลือกปฏิบัติเฉพาะกลุ่มที่เห็นว่าเป็นฝ่ายตรงข้ามกับรัฐบาล

ส่วนมองอย่างไรเกี่ยวกับการระงับการออกอากาศสถานีโทรทัศน์วอยซ์ทีวี 7 วัน นายเทพชัย กล่าวว่า ต้องยอมรับว่าไม่มีสื่อไหนที่สมบูรณ์  100 เปอร์เซ็น อาจมีความผิดพลาด และอาจถูกมองว่าเลือกข้าง  ไม่เป็นกลาง ไม่รอบด้านเท่าที่ควร แต่มันมีกระบวนการที่ปกติในสังคมประชาธิปไตยใช้ คือ การตักเตือน การลงโทษ เฉพาะประเด็นที่ผิดกฎ ระเบียบ กติกา  ซึ่ง กสทช. มีบทบาทในการลงทา แบบนั้นอยู่แล้ว แต่ว่าการสั่งพัก ใบอนุญาตเป็นเวลา 7 วันติดกัน ส่วนตัวคิดว่า สังคมไทยยังไม่อยู่ในภาวะปกติ  ยังมีอำนาจที่ใช้การปิดกั้น ในการแสดงความคิดเห็น ยิ่งอยู่ในยคที่ เราถูกทำให้เชื่อว่าเราจะกลับไปสู่ ความเป็นปกติของบ้านเมืองตามโรดแมพ ที่มีอยู่  จริงๆแล้วบรรยากาศความไปทางนั้นมากกว่า  แต่ว่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น เราก็มีคำถามว่า เราจะกลับไปสู่ความปกติของบ้านเมือง จริงๆหรือไม่

“ผมคิดว่า สื่อในยุคนี้ควรกลับมาทำหน้าที่ของสื่อที่เป็นพื้นฐาน คือการรายงานข่าวอย่างถูกต้อง เป็นธรรม  และรอบด้าน และทำให้คนในสังคมรู้เท่าทัน ความเป็นไปในสังคมและที่สำคัญต้องตรวจสอบทุกภาคส่วน  ไม่ใช่เลือกปฏิบัติ ผมคิดว่าตรงนี้หากสื่อทำหน้าที่ได้อย่างดี  สื่อกระแสหลักก็จะกลับมาเป็นที่ไว้ใจของสังคม  และผมก็เชื่อว่าในช่วงเปลี่ยนผ่าน บทบาทของสื่อกระแสหลักที่น่าเชื่อถือ มีหลักการในการทำงาน  จะมีบทบาทสำคัญมาก เพราะว่า ทุกวันนี้เราเต็มไปด้วยข้อมูลข่าวเท็จบ้าง ข่าวปล่อยบ้างในโลกของการสื่อสารสมัยใหม่  มันจำเป็นต้องมีสื่อกระแสหลักที่มีเสียงที่เป็นเหตุ เป็นผล มีที่มาที่ไป ให้คนในสังคมได้เห็นว่าสิ่งที่เกิดขึ้น สิ่งที่เป็นข่าวมานั้น มีที่มาอย่างไร และมีใครบ้างที่ได้ประโยชน์และเสียประโยชน์  อย่างไร  ทั้งนี้เราต้องแยกแยะให้ได้ระหว่างสื่อสองสื่อนี้ “ นายเทพชัยกล่าว

นายชวรงค์ ลิมป์ปัทมาปาณี ประธานสภาสภาการหนังสือพิมพ์แห่งชาติ กล่าวว่า พวกเราพยายามที่จะชี้ให้อนุกรรมการเห็นถึงความแตกต่างและความสำคัญของสื่อกระแสหลัก ว่ายังมีความจำเป็น เพราะทุกวันนี้มีข่าวที่ยังเป็นข่าวหลอก ในโซเซียลมีเดียเยอะ และทุกวันนี้คนที่ทำหน้าที่พิสูจน์ข้อเท็จจริงของข่าวก็คือสื่อกระแสหลัก  จึงพยายามที่จะบอกว่า ไม่ควรทำอะไรที่เป็นการจำกัดการทำหน้าที่ของสื่อกระแสหลัก ที่มีหน้าที่นำเสนอความจริงแก่สังคม และยิ่งจะออกกฎหมายในการคุมสื่อกระแสหลัก  ก็เป็นเรื่องที่อนุกรรมการควรทบทวนให้ดีว่าสิ่งที่กำลังทำสอดคล้องกับสถานการณ์มากน้อยแค่ไหน

นายมงคล บางประภา อุปนายกฯสมาคมนักข่าว นักหนังสือพิมพ์ กล่าวว่า ตัวแทนองค์กรสื่อทั้ง 5 องค์กรเห็นด้วยกันคือไม่ปรารถนา ที่จะให้มีสถานการณ์ความขัดแย้ง รุนแรงย้อนกลับมาอีกครั้งในสังคม  ดังนั้นอยากให้มีหลักประกันให้สังคมมั่นใจว่าสังคมจะไม่ย้อนกลับไปสู่จุดนั้นอีกครั้ง  เพราะสื่อเองก็ปรารถนาให้สังคมกลับสู่ภาวะปกติอีกครั้ง  และสื่อกระแสหลักเองก็คงต้องไม่ไปแข่งกับสื่อโซเซียลในเรื่องความเร็ว เพราะเขานำเสนอข่าวได้ทุกวินาที แต่สื่อกระแสหลักต้องรักษาจุดยืน ของความเป็นแบบอย่างและการทำหน้าที่สื่อในสังคม ไม่เช่นนั้นสังคมจะมองไม่เห็น ความแตกต่างและการทำหน้าของนักสื่อสารมวลชน

ส่งคำพิพากษาฟ้อง“กี้ร์”ให้ศาลพัทยาอ่าน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/politic/268005

นปช., อริสมันต์, ส่ง, คำพิพากษา, ฟ้อง, กี้, ให้, ศาล, พัทยา, อ่าน, อภิสิทธิ์, กี้ร์ อริสมันต์

ศาลอาญาส่งคำพิพากษาฎีกา“อภิสิทธิ์”ฟ้องหมิ่น“กี้ร์ อริสมันต์”ให้ศาลพัทยาอ่าน หลังถูกคุมขังเรือนจำพัทยาคดีบุกคลีฟบีช

          28 มี.ค. ศาลนัดฟังคำพิพากษาฎีกา คดีหมายเลขดำ อ.4177/2552 ที่นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ อดีตนายกรัฐมนตรี เป็นโจทก์ ยื่นฟ้อง นายอริสมันต์ พงศ์เรืองรอง อดีตแกนนำ นปช. เป็นจำเลย ในความผิดฐานหมิ่นประมาทผู้อื่นโดยการโฆษณา ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 326 , 328 กรณีเมื่อวันที่ 11 ต.ค. 52 และวันที่ 17 ต.ค.52 จำเลยได้ปราศรัยที่ อนุสาวรีย์ประชาธิปไตย และหน้าทำเนียบรัฐบาล ซึ่งมีการถ่ายทอดสด ผ่านช่องพีเพิลแชนแนล กล่าวหา นายอภิสิทธิ์ โจทก์ ทำนองว่า การบริหารงานของรัฐบาลนายอภิสิทธิ์ กู้ยืมเงินมาเพื่อทุจริตคดโกง มีการหยิบยกเรื่องสถาบันมากล่าวอ้าง และกล่าวหาว่าเป็นผู้หน่วงเหนี่ยวคำร้องฎีกาขอพระราชทานอภัยโทษให้ กับนายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ทำให้ล่าช้า รวมถึงสั่งทหารฆ่าประชาชน ปล้นอำนาจจากประชาชน และไม่ดำเนินการตรวจสอบการทุจริตในโครงการต่าง ๆ ซึ่งศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ มีคำพิพากษายืนให้จำคุกนายอริสมันต์ รวม 2 กระทงๆ ละ 6 เดือน เป็นจำคุก 12 เดือน แต่การกระทำนั้นมีเหตุการณ์ที่กล่าวพาดพิงสถาบันด้วยศาล จึงไม่มีเหตุรอการลงโทษ และให้จำเลยลงโฆษณาคำพิพากษาใน นสพ.มติชน กับเดลินิวส์ ติดต่อกัน 7 วันโดยให้จำเลยเป็นผู้ชำระค่าโฆษณา ซึ่งนายอริสมันต์ จำเลย ได้ยื่นฎีกาสู้คดี

โดยวันนี้ เป็นการนัดฟังคำพิพากษาศาลฎีกาครั้งที่ 2 เนื่องจากการนัดครั้งแรก นายอริสมันต์ จำเลย ป่วย รักษาตัวอยู่ที่โรงพยาบาล

อย่างไรก็ดี ขณะนี้นายอริสมันต์ จำเลย ถูกคุมขังอยู่ที่เรือนจำพิเศษพัทยาเนื่องจากไม่ได้รับการประกันตัวคดีที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2  ตัดสินให้จำคุก 4 ปี ชุมนุมบุกเข้าไปในโรงแรมรอยัล คลิฟ บีช รีสอร์ท เมืองพัทยา จ.ชลบุรี

ดังนั้นเมื่อถึงเวลานัด ศาลอาญา จึงมีคำสั่งให้ส่งคำพิพากษาศาลฎีกาคดีนี้ ไปให้ศาลจังหวัดพัทยาเพื่อเบิกตัวนายอริสมันต์ จำเลย มาฟังคำพิพากษาฎีกาต่อไป โดยเมื่อจำเลยได้ฟังคำพิพากษาแล้ว ศาลอาญาจะนัดโจทก์ฟังคำพิพากษาฎีกานี้ต่อไปด้วยในวันที่ 21 เม.ย.นี้ เวลา 09.00 น.

นายศุชัยวุธ ชาวสวนกล้วย ทนายความของนายอริสมันต์ กล่าวว่า วันนี้ศาลอาญา ได้เลื่อนอ่านคำพิพากษาศาลฎีกาออกไปก่อน โดยให้เหตุผลว่าเนื่องจากขณะนี้ตัวจำเลยถูกคุมขังอยู่ที่เรือนจำพิเศษพัทยา จึงให้ส่งคำพิพากษาศาลฎีกาในคดีนี้ไปยังศาลจังหวัดพัทยาเป็นผู้นัดอ่านคำพิพากษาอีกครั้ง ซึ่งคาดว่าศาลจังหวัดพัทยาจะนัดอ่านคำพิพากษาโดยใช้เวลาไม่นานเนื่องจาก ในคำสั่งของศาลอาญาระบุว่าให้ดำเนินการด่วนที่สุด

นายศุชัยวุธ ยังกล่าวถึงการยื่นฎีกาและขอประกันตัวนายอริสมันต์ กับพวก คดีชุมนุมบุกโรงแรมรอยัล คลิฟ บีช ว่า การยื่นฎีกาจะต้องมีผู้พิพากษาที่ร่วมพิจารณาคดี เซ็นรับรองในการยื่นฎีกาเพื่อที่เราจะฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงว่าข้อเท็จจริงตามคำฟ้องยังมีข้อโต้แย้งยังไม่เป็นที่ยุติ ซึ่งเราต้องนำเสนอให้ผู้พิพากษาที่นั่งพิจารณาในคดีได้เห็นว่ายังมีปัญหาข้อสำคัญในคดีเพื่อเซ็นรับรองฎีกา แล้วคดีของนายอริสมันต์กับพวกก็จะได้ขึ้นสู่การวินิจฉัยทั้งในปัญหาข้อเท็จจริงและข้อกฎหมาย โดยถ้าได้ยื่นฎีกาแล้วจึงจะยื่นคำร้องเพื่อขอปล่อยชั่วคราวต่อไป

“คดีนี้เป็นคดีต้องห้ามฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงเนื่องจากศาลชั้นต้นจำคุก 4 ปีและศาลอุทธรณ์พิพากษายืนตามศาลชั้นต้น ตามกฎหมายเมื่อมีโทษจำคุกไม่เกิน 5 ปีหากจำเลยทั้งหมดประสงค์จะฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง ศาลที่นั่งพิจารณาคดีนี้จะต้องรับรองฎีกา ถือเป็นหลักทั่วไปทุกคดีไม่จำเป็นต้องคดีการเมือง หลังจากนี้เราจะทำคำร้องยื่นต่อองค์คณะที่พิจารณาคดีนี้ทุกคน ซึ่งขณะนี้ทีมทนายความ กำลังพิจารณาร่างคำร้องอยู่ เนื่องจากเพิ่งได้รับคำพิพากษาฉบับเต็มมาศึกษา ” นายศุชัยวุธ ทนายความระบุ

กรธ.ส่งก.ม.ลูกให้สนช.หลังรธน.ประกาศใช้

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/politic/267995

ศาลรัฐธรรมนูญ, กรธ., ส่ง, ลูก, ให้, หลัง, รธน, ประกาศใช้, ทวีเกียรติ, อุดม, บทบาทและอำนาจหน้าที่ของศาลรัฐธรรมนูญไทย, ศาลรัฐธรรมนูญ ภายใต้รัฐธรรมนูญฉบับใหม่

“ทวีเกียรติ”บอกสังคมขัดแย้งไม่แปลก เงียบสงบน่ากลัวยิ่งกว่า “อุดม” เผยรธน.ใหม่ให้ความสำคัญอำนาจหน้าที่ศาลรธน.เปิดช่องประชาชนเข้าถึงมากที่สุด

         28 มี.ค. —  สำนักงานศาลรัฐธรรมนูญ จัดพิธีลงนามในบันทึกข้อตกลงความร่วมมือทางวิชาการ (MOU) ระหว่างศาลรัฐธรรมนูญกับมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ซึ่งภายในงานมีการบรรยายพิเศษ เรื่อง “บทบาทและอำนาจหน้าที่ของศาลรัฐธรรมนูญไทย” โดยนายทวีเกียรติ มีนะกนิษฐ ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ ร่วมบรรยายพร้อมกล่าวตอนหนึ่งว่า ศาลรัฐธรรมนูญยึดตามกฎหมาย ไม่ออกนอกกฎหมาย ซึ่งเป็นเรื่องของคอนเซ็ปและความขัดแย้ง ตลอดเวลาช่วง 30 ปีที่ผ่านมา ประเทศไทยเกิดความขัดแย้งมาตลอด ถ้าหากในปัจจุบันจะมีความขัดแย้งเกิดขึ้นก็คงไม่แปลก แต่ถ้าเงียบตนว่าน่ากลัวมากกว่า ขณะเราเรียนรัฐธรรมนูญเราไม่รู้หรอกตัวรัฐธรรมนูญเป็นอย่างไร จะเผด็จการหรือไม่ หน้าที่ศาลรัฐธรรมนูญจึงต้องตีความกฎหมาย ตีความตามตัวอักษร จารีตประเพณี และบทกฎหมายใกล้เคียง หลักกฎหมายทั่วไป ดังนั้น การตีความขัดกฎหมายหรือไม่ จึงจำเป็นต้องมีศาลรัฐธรรมนูญ และศาลยุติธรรมในการใช้ดุลพินิจพิจารณา

“ตัวอย่างเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในบ้านเรา นักกฎหมายมักชอบพูดว่าเป็นการกระทำที่มิชอบด้วยกฎหมาย แต่เรามักจะลืมไปว่าการกระทำที่ชอบด้วยกฎหมาย แต่วิธีการที่ได้มาไม่ชอบก็มี เช่น เรื่องการที่ส.ส.เสียบบัตรแทนกัน โดยหลักหากโหวตเสียงข้างมากก็ชอบด้วยกฎหมาย แต่กระทำให้ได้เสียงข้างมาก ได้มาด้วยการมิชอบด้วยกฎหมาย ถ้าเราวางหลักว่าเรื่องนี้ชอบด้วยกฎหมายต่อไปส.ส.ก็ไม่ต้องมาประชุมกัน เราจึงพิจารณาว่าอะไรเสียหายมากกว่ากัน”นายทวีเกียรติกล่าว

นายทวีเกียรติ กล่าวต่อว่า ในรัฐธรรมนูญเปิดช่องไว้เมื่อไม่มีบทบัญญัติในรัฐธรรมนูญ ก็ต้องวินิจฉัยตามจารีตประเพณี ก็คงไม่มีใครจะตัดสินได้นอกจากศาล ตัวอย่างเช่น คดีสินบนโรลส์รอยซ์  ความอยุติธรรมที่ชอบด้วยกฎหมาย นี่คือนิติรัฐ ใช่หรือไม่ แต่ความเป็นธรรมที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย เรียกว่านิติธรรม หรือไม่ ถ้าเรายืนยันหลักนี้คนที่ทำถูกต้องถามกฎหมายไม่ต้องกลัวหน้าไหนทั้งนั้นจริงหรือ แต่นิติรัฐ นิติธรรม คือ การที่เราคิดระบบขึ้นไว้ เป็นแค่แนวทางในการดำเนินการ แต่ในที่สุดกฎหมายคนเป็นคนเขียนคนสร้างขึ้นมา ในที่สุดกฎหมายเป็นเพียงกฎ แต่คนเป็นผู้ชี้ขาด มันจึงมีข้อถกเถียงได้เสมอ นอกเสียจากว่าหลักนิติธรรมอยู่ในใจของทุกคน ทุกคนรู้หน้าที่ของตนเอง ไม่ต้องให้ใครมาชี้มาตัดสิน

จากนั้นได้มีการอภิปรายเรื่อง “ศาลรัฐธรรมนูญ ภายใต้รัฐธรรมนูญฉบับใหม่” โดยมีนายอุดม รัฐอมฤต คณบดีคณะนิติศาสตร์ มธ.และกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ(กรธ.)กล่าวว่า ก่อนยึดอำนาจ 2557 เราเห็นอำนาจศาลรัฐธรรมนูญเข้าไปชี้ขาด ยุบพรรค เรื่องกฎหมายใดขัดรัฐธรรมนูญ การเลือกตั้งทำได้ ทำไม่ได้ เป็นเรื่องที่เราเห็นความสำคัญของศาลรัฐธรรมนูญ เวลายกร่างฯจึงถูกสนใจหมวดอำนาจหน้าที่ศาลรัฐธรรมนูญค่อนข้างมาก สิ่งเหล่านี้มีมาดั้งเดิม อะไรก็โยนให้ศาลรัฐธรรมนูญกลายจึงถูกมองว่าเป็นเครื่องมือใครหรือไม่ เป็นเรื่องที่เรากังวล จึงให้องค์กรอิสระอื่นมาประชุมกัน ว่าอะไรที่ไม่มีบัญญัติในรัฐธรรมนูญจะเดินอย่างไร เพื่อให้มีทางไป

นายอุดมกล่าวว่า เมื่อไหร่ที่รัฐธรรมนูญเขียนแล้วคนไม่เห็นพ้องด้วย จะเป็นปัญหามาก อยากเขียนรัฐธรรมนูญให้สั้น ทำให้บทบาทผู้ตีความจะมีบทบาทมาก อันนี้เราอยากเห็น แต่ทุกฝ่ายไม่มีใครไว้วางใจใคร ภาพในสังคมก็ไม่อยากให้มีองค์กรใดมาชี้ขาด เพียงองค์กรเดียว ศาลรัฐธรรมนูญก็ถูกตั้งคำถามว่าไว้วางใจได้หรือไม่ จึงมีการกำหนดคุณสมบัติตุลาการ สิ่งที่สำคัญทำอย่างไรให้คนไว้ใจได้ เราเชื่อว่าคือคุณสมบัติที่เข้มข้น เพราะอยากให้คนมั่นใจ เราให้ความสำคัญมาก สำหรับความเปลี่ยนแปลงที่สำคัญของศาลรัฐธรรมนูญคือเรื่องอำนาจที่เราอยากเห็นให้ประชาชนเข้าถึงเรื่องการตรวจสอบตามรัฐธรรมนูญได้ ก่อนหน้านี้ก็มี ถ้าไม่มีทางใดที่จะตรวจสอบได้ ก็ให้มาที่ศาลรัฐธรรมนูญ แต่ต้องมานั่งคิดว่าตรงไหนอย่างไรที่ประชาชนไม่มีทางออก เราไม่เชื่อว่าการที่ศาลฎีกา ศาลปกครองสูงสุดตัดสินแล้ว แต่ยังมีร้องที่ศาลรัฐธรรมนูญก็จะกลายเป็นว่าคดีไม่จบไม่สิ้น

ทั้งนี้ภายในห้องอภิปรายมีการตั้งคำถามถึงที่มาของศาลรัฐธรรมนูญและความเป็นธรรมในการตัดสินคดีเป็นธรรมเป็นกลางหรือไม่ นายอุดมตอบว่า ที่มาของศาลรัฐธรรมนูญมาจาก 40 – 50 ที่เป็นที่ยอมรับ รัฐธรรมนูญนี้มาปรับแก้คุณสมบัติเท่านั้น ส่วนการพิจารณาเป็นธรรมเป็นกลางหรือไม่ ถูกบัญญัติอยู่ในวิธีพิจารณา ซึ่งการทำคำวินิจฉัยส่วนตน ตุลาการต้องรับผิดชอบต่อการพิจารณา ส่วนจะออกคำวินิจฉัยตั้งแต่แรกหรือขั้นตอนไหน จะพยายามทำให้รัดกุมมากขึ้น

ส่วนเรื่องระยะเวลาการพิจารณาคดี คงต้องเอามาพิจารณาเชื่อว่าใช้เวลาน้อยมีหลายกรณี อาจวางกรอบให้ หรือมีทางปฏิบัติที่ผ่านมาทำอย่างไร ถ้าเรื่องเร่งด่วน จะมีวิธีการอย่างไร หรือกำหนดให้กระชับได้หรือไม่ ส่วนเรื่องจะเป็นตุลาการต่อหรือไม่หลังรัฐธรรมนูญประกาศใช้นั้นที่ผ่านมาองค์กรอิสระ ให้เป็นตามคุณสมบัติใหม่ ใครอยู่ได้หรือไม่ได้ ให้คณะกรรมการสรรหาวินิจฉัย ไม่ได้มีธงใครอยู่ได้หรือไม่ได้ และอยู่ที่สนช.กับคณะกรรมการสรรหาตีความว่าจะใช้กับคนที่อยู่เดิมอย่างไรบ้าง

นายปัญญา อุดชาชน ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ กล่าวว่า เรื่องการบริหารจัดการคดี มีระเบียบอยู่ ด่วนที่สุดตามบทบัญญัติของรธน. 30 วัน 60วัน เช่น เรื่องที่เกี่ยวกับบ้านเมือง ขณะนี้เรามองถึง อี-คอร์ท มีอิเล็กทรอนิกส์ต่อไปจะรวดเร็วยิ่งขึ้น ความเป็นธรรมมีอยู่แล้วตามกฎหมาย

   กรธ.เผยส่งก.ม.ลูก 2 ฉบับให้สนช.ได้ทันทีหลังรธน.ประกาศใช้

นายอุดม รัฐอมฤต กรรมการร่างรัฐธรรมนูญ กล่าวถึงความคืบหน้าในการร่างพ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญที่เกี่ยวกับการเลือกตั้งว่า ขณะนี้กรธ.ได้เตรียมทำหนังสือถึงสนช.เพื่อให้พิจารณาร่างพ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยคณะกรรมการเลือกตั้งและร่างพ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมืองไว้เรียบร้อยแล้ว อยู่ระหว่างรอรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ประกาศใช้ อย่างไรก็ตามระหว่างที่รออยู่นี้เราได้มีการทบทวนร่างกฎหมาย รับฟังเสียงท้วงติงจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ภาคประชาชนและนำมาปรับแก้ถ้อยคำให้เข้าใจง่ายไม่สับสน

“สุเทพ”รอดคุกไม่ผิดหมิ่นนปช.เผาเมือง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/politic/267987

กปปส., สุเทพ เทือกสุบรรณ, พรอด, คุก, ไม่ผิด, หมิ่น, นปช, เผา, เมือง

ศาลอาญายกฟ้อง“สุเทพ”ไม่ผิดพ.ร.บ.เลือกตั้ง–สัมฯหมิ่นแกนนำนปช.ก่อนเลือกตั้ง 54 ศาลชี้พูดตามข้อมูลสอบสวนดีเอสไอคดีก่อการร้ายเผาเมือง เจ้าตัวลั่นยังมีคดีชุมนุมจ่อ

           28 มี.ค. ศาลอ่านคำพิพากษาคดีหมายเลขดำ อ.1878/2558 ที่พนักงานอัยการฝ่ายคดีอาญา 10 เป็นโจทก์ ยื่นฟ้อง นายสุเทพ เทือกสุบรรณ อดีตรองนายกรัฐมนตรีฝ่ายความมั่นคง ยุครัฐบาลนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ เป็นจำเลย ในความผิดฐานหมิ่นประมาทผู้อื่นโดยการโฆษณา ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 326 , 328  และกระทำการใดกระทำการอย่างหนึ่งอย่างใดเพื่อจูงใจให้ผู้มีสิทธิเลือกตั้งลงคะแนนเสียงเลือกตั้งให้แก่ตนเอง หรือผู้สมัครอื่น หรือพรรคการเมืองใด หรือให้งดเว้นการลงคะแนนให้แก่ผู้สมัครหรือพรรคการเมืองใด ความผิดตาม พ.ร.บ.ว่าด้วยการเลือกตั้ง ส.ส. และการได้มาซึ่ง ส.ว.พ.ศ.2550 มาตรา 53 , 137

คดีนี้อัยการโจทก์ ยื่นฟ้องเมื่อวันที่ 28 พ.ค.58 บรรยายพฤติการณ์สรุปว่า นายสุเทพ ให้สัมภาษณ์สื่อมวลชนเมื่อวันที่ 22 พ.ค.54 ที่โรงแรมแห่งหนึ่ง เขตหลักสี่ กทม.ในช่วงก่อนการเลือกตั้งปี 2554 พาดพิง นพ.เหวง โตจิราการ, นายจตุพร พรหมพันธุ์ และนายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ แกนนำ นปช. และสมาชิกพรรคเพื่อไทย  ทำนองว่าเป็นผู้ก่อการร้ายเผาบ้านเผาเมือง ซึ่งการกระทำดังกล่าวส่งผลให้ทั้งสามเเละพรรคเพื่อไทยได้รับความเสียหาย เสื่อมเสียชื่อเสียง ซึ่งนายสุเทพ จำเลย ให้การปฏิเสธต่อสู้คดี

ขณะที่วันนี้ นายสุเทพ จำเลย สีหน้ายิ้มแย้ม เดินทางมาศาลพร้อมทนายความ และผู้ใกล้ชิด โดยมีผู้ติดตามด้วย 2-3 คน

ศาลพิเคราะห์พยานหลักฐานของโจทก์และจำเลยแล้วเห็นว่า การที่นายสุเทพ จำเลย ให้สัมภาษณ์ต่อสื่อมวลชนระบุว่าผู้เสียหายทั้งสามมีส่วนร่วมในการเผาบ้านเผาเมืองนั้น ก็ปรากฏว่าขณะเกิดเหตุจำเลยดำรงตำแหน่งรองนายกรัฐมนตรีฝ่ายความมั่นคง และได้รับข้อมูลจากรายงานการสอบสวนของกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) ว่า ในช่วงเหตุการณ์ชุมนุมของ นปช.ในปี 2553 มีการเผาห้างสรรพสินค้าเซ็นทรัลเวิลด์ และศาลากลางจังหวัด 3 แห่ง ซึ่งการกระทำนั้นเป็นขบวนการที่มีนายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี และแกนนำ นปช.อยู่เบื้องหลัง กระทั่ง ศอฉ.ได้สั่งให้ยุติการชุมนุม เมื่อวันที่ 19 พ.ค.53 และวันเดียวกันแกนนำ นปช.ก็ได้เข้ามอบตัว

ดังนั้นจึงมีเหตุให้จำเลยเชื่อโดยสุจริตใจ ไม่มีเหตุว่าเป็นการกล่าวเท็จ และต่อมายังปรากฏว่าดีเอสไอได้สรุปสำนวนส่งอัยการยื่นฟ้องแกนนำ นปช.ในคดีก่อการร้ายต่อศาล ซึ่งขณะนั้นผู้เสียหายใช้เอกสิทธิ์ ส.ส. ขอเลื่อนคดี ดังนั้นสิ่งที่จำเลยกล่าวจึงเป็นข้อเท็จจริงที่มีอยู่และเป็นการกล่าวถึงข้อเท็จจริงตามกรอบกฎหมาย ไม่ได้เป็นการสร้างข้อเท็จจริงขึ้นมาเอง

ส่วนที่จำเลยกล่าวว่า นปช.เกี่ยวพันกับพรรคเพื่อไทยนั้น พบว่านอกจากผู้เสียหายเป็นแกนนำ นปช. แล้ว ยังเป็นสมาชิกพรรคเพื่อไทย และพรรคเพื่อไทยได้ส่งผู้เสียหายทั้งสามรายลงสมัครเป็น ส.ส.บัญชีรายชื่อ โดยนายจตุพรอยู่ลำดับที่ 8 นายณัฐวุฒิลำดับที่ 9 และ นพ.เหวง ลำดับที่ 19 ซึ่งถือเป็นรายชื่อในลำดับต้น ๆ  แสดงให้เห็นว่าพรรคเพื่อไทยให้ความสำคัญ และผู้เสียหายทั้งสามรายยังได้รับเลือกตั้งให้เป็น ส.ส. การกระทำของจำเลยจึงไม่เป็นความผิดตาม พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้งฯ

ดังนั้น การกระทำของจำเลยจึงไม่อาจรับฟังได้ว่าเป็นความเท็จ เป็นการตอบคำถามโดยอาศัยข้อเท็จจริงตามที่ได้ความมา และเป็นการรายงานสถานการณ์ให้ประชาชนทั่วไปได้รับทราบในฐานะที่จำเลยเป็นรองนายกรัฐมนตรีฝ่ายความมั่นคง จึงไม่เป็นความผิดตามคำฟ้อง พิพากษายกฟ้อง

ภายหลังนายสุเทพ กล่าวด้วยสีหน้ายิ้มแย้มว่า ตนได้สู้คดีมานาน 1 ปีกว่า จนวันนี้ศาลพิพากษายกฟ้อง เนื่องจากเห็นว่าตนได้กล่าวตามข้อเท็จจริงที่ได้รับรายงานจากเจ้าหน้าที่ดีเอสไอในฐานะรองนายกรัฐมนตรีฝ่ายความมั่นคง อีกทั้งข้อความดังกล่าวที่ตนพูด สื่อมวลชนหรือสาธารณชนสามารถค้นหาได้ด้วยตนเอง ซึ่งตนยังมีคดีหมิ่นประมาทกับบุคคลอื่นอีก และคดีเกี่ยวกับการชุมนุมที่ถูกกล่าวหาว่าเป็นกบฏก่อการร้ายนั้น ก็ยืนยันว่าจะต่อสู้ตามกระบวนการยุติธรรมถึงที่สุด

ผู้สื่อข่าวถามถึงกรณี กสทช.มีคำสั่งให้สถานีโทรทัศน์วอยซ์ทีวีระงับการออกอากาศชั่วคราว และอ้างเหตุว่านำเสนอไม่เป็นกลาง นายสุเทพ กล่าวว่า ส่วนตัวไม่เคยดูช่องวอยซ์ทีวีเลย เพราะพูดจาอะไรที่ตนไม่ชอบฟัง โดยตนเชื่อว่าวันนี้ คสช.เขามีอำนาจที่จะสั่งการอย่างหนึ่งอย่างใด เพื่อให้บ้านเมืองมีความสงบเรียบร้อย อันนี้เป็นความจำเป็น และเป็นรัฏฐาธิปัตย์ เราก็ต้องให้ความร่วมมือ ตนคงไม่ไปวิจารณ์ว่าใครทำหน้าที่อย่างไร

“ บางครั้งผมเห็นว่าหลายกรณีก็มีการพูดจากกันทางทีวี วิทยุต่างๆ โดยลืมไปว่าช่วงนี้อยู่ในช่วงที่เป็นรัฐบาลพิเศษ ที่มีอำนาจพิเศษ หลายคนคงลืมไป นึกว่าเป็นรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งปกติ ” นายสุเทพ กล่าว

“สุเทพ”ชี้คนลืมคสช.หลังระงับวอยซ์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/politic/267931

วอยซ์ทีวี, คสช., กสทช., สุเทพ, ชี้, ลืม, คสช, หลัง, ระงับ, วอยซ์

“เทพเทือก”ออกตัวแรงคนลืมคสช. รัฎฐาธิปัตย์ อำนาจพิเศษ หลังกสทช.สั่งระงับออกอากาศวอยซ์ทีวี

        28 มี.ค. —  ภายหลังศาลตัดสินยกฟ้องคดีหมิ่นแกนนำนปช. นายสุเทพ เทือกสุบรรณ อดีตแกนนำ กปปส. กล่าวว่าตัวเองยังงถูกฟ้องในคดีหมิ่นประมาทบุคคลอื่นอีกหลายคดี และยังมีคดีสำคัญคือคดีกบฎ ที่อยู่ระหว่างการพิจารณาของศาลโดยยืนยันว่าจะต่อสู้คดีอย่างถึงที่สุด

ส่วนกรณีที่กสทช.มีคำสั่งระงับสัญญาณการออกอากาศสถานีโทรทัศน์ วอยซ์ทีวี ส่วนตัวไม่เคยชมรายการของสถานีนี้เพราะไม่ชอบด้านเนื้อหาที่มีการนำเสนอ แต่ขณะนี้ คสช.มีอำนาจในการทำงานสั่งการด้านต่าง ๆ เพื่อให้บ้านเมืองมีความสงบเรียบร้อย และเป็นรัฏฐาธิปัตย์ ซึ่งต้องให้ความร่วมมือ โดยตนไม่ขอวิจารณ์ว่าใครทำอย่างไร

“บางครั้งผมเห็นว่า มีหลายกรณีที่มีการพูดผ่านรายการโทรทัศน์และวิทยุต่างๆ โดยลืมไปว่าช่วงนี้เป็นรัฐบาลพิเศษ ที่มีอำนาจพิเศษ หลายคนคงลืมไป นึกว่าเป็นรัฐบาลมาจากการเลือกตั้งตามปกติ ”

โปรดฟังอีกครั้ง ! ไม่มีบ่อนกาสิโนในไทย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/politic/267928

เขตแดน, ขัดแย้ง, คมชัดลึก, กัมพูชา, บ่อนกาสิโน, วีระ สมความคิด, มท., อนุพงษ์, โปรด, ฟัง, อีกครั้ง, ไม่มี, บ่อน, กาสิโน, ไทย, โปรดฟังอีกครั้ง, ไม่มีบ่อนกาสิโนในไทย, บิ๊กป๊อก, วีระ

“บิ๊กป๊อก” ยันไม่มีบ่อนกาสิโนในเขตไทย ระบุไม่เข้าใจ “วีระ” พูดให้เกิดปัญหา

          28 มี.ค. 60 – พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย กล่าวถึงกรณีนายวีระ สมความคิด เลขาธิการเครือข่ายประชาชนต้านคอร์รัปชั่น (คปต.) เตรียมเดินทางไปตรวจบ่อนกาสิโน บริเวณด่านช่องสายตะกู จังหวัดบุรีรัมย์ ซึ่งเป็นพื้นที่ทับซ้อนไทย – กัมพูชา ว่า ทางกระทรวงมหาดไทยไม่ได้สั่งการให้ผู้ว่าราชการจังหวัดช่วยทำความเข้าใจในเรื่องดังกล่าว และผู้ว่าฯก็ไม่ได้รายงานใดๆเข้ามา เนื่องจากเรื่องนี้มีฝ่ายความมั่นคงดูแลอยู่แล้ว

เมื่อถามว่ากรณีนี้จะเป็นปัญหาสร้างความขัดแย้งระหว่างทั้งสองประเทศหรือไม่ พล.อ.อนุพงษ์ กล่าวว่า มีหลายช่องทางเพื่อแก้ไขปัญหา ตนขอยืนยันว่าบ่อนไม่ได้อยู่ในบริเวณพื้นที่ของไทย และก็ไม่เข้าใจว่าเหตุใดนายวีระจึงพูดออกมาให้เกิดปัญหา เพราะการแก้ไขปัญหาเขตแดนจะต้องอาศัยความร่วมมือกันของทั้ง 2 ประเทศ.

มท.เตรียมพร้อมเลือกตั้งท้องถิ่น

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/politic/267926

คมชัดลึก, รองรับ, ข้อมูล, ประยุทธ์, นายกฯ, มท., เตรียมพร้อม, เลือกตั้ง, ท้องถิ่น, บิ๊กป๊อก

“บิ๊กป๊อก” เผย มท.เตรียมข้อมูล รองรับเลือกตั้งท้องถิ่นแล้ว

          28 มี.ค. 60 – พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย กล่าวถึงกรณีที่ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกฯและรมว.กลาโหม ระบุอยากให้มีการเลือกตั้งท้องถิ่น ก่อนเลือกตั้งระดับชาติว่า ทางพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯและหัวหน้า คสช. เตรียมพิจารณาเรื่องนี้อยู่แล้ว จึงอยู่ที่นายกฯที่จะพิจารณาเรื่องนี้ ซึ่งกระทรวงหมาดไทยจะจัดเตรียมข้อมูลต่างๆไว้รองรับ โดยจากการสำรวจเบื้องต้นพบว่ามีหลายพันแห่งในองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น(อปท.) ที่จะต้องมีการจัดการเลือกตั้ง.

“หม่อมอุ๋ย” โวย กมธ. ลักไก่ยัดไส้ตั้ง “บรรษัทน้ำมันแห่งชาติ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/politic/267816

คมชัดลึก, สนช., กมธ., 6 ทหาร, หม่อม, อุ๋ย, โวย, กมธ, ลักไก่, ยัด, ไส้, ตั้ง, บรรษัท, น้ำมัน, แห่งชาติ, หม่อมอุ๋ย, ลักไก่ยัดไส้ตั้ง, บรรษัทน้ำมันแห่งชาติ

“หม่อมอุ๋ย” เผย 6 บิ๊กทหาร เบื้องหลังดัน ตั้งบรรษัทน้ำมันแห่งชาติ วอนสนช. ลงมติไม่รับร่างฯ หวั่น ถอยหลัง 50 ปี เตือนระวังเป็นแบบเวเนซุเอลา ปัด ออกหน้าแทนปตท.

 27 มี.ค. 2560 – เมื่อเวลา 13.30 น. ม.ร.ว.ปรีดิยาธร เทวกุล อดีตรองนายกรัฐมนตรีด้านเศรษฐกิจ ได้แถลงข่าวพร้อมทำจดหมายเปิดผนึกถึงสมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.)  เพื่อคัดค้านการจัดตั้งบรรษัทน้ำมันแห่งชาติ (NOC) ก่อนที่สนช.จะมีการพิจารณาร่างพ.ร.บ.ปิโตรเลียม 2 ฉบับ ที่มีการบรรจุเรื่องของการตั้ง NOC ไว้ในบทเฉพาะกาล ในวันที่ 30 มี.ค. 60 นี้ โดยระบุว่า เนื่องจากมีเรื่องไม่ชอบมาพากลเกิดขึ้นเกี่ยวกับการจัดตั้งบรรษัทน้ำมันแห่งชาติเกิดขึ้น  ตนจึงเลือกวิธีการทำจดหมายเปิดผนึกถึงสมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.)

โดยม.ร.ว.ปรีดิยาธร กล่าวว่า เมื่อตนเองพ้นหน้าที่จากคณะรัฐบาลชุดปัจจุบันมาแล้ว มีอยู่เรื่องหนึ่งซึ่งเฝ้าติดตามเรื่อยมา เพราะหากเรื่องนี้เกิดขึ้นจริงจะมีผลเสียต่อประเทศชาติเป็นอย่างมากชนิดที่ว่าจะแก้กลับไม่ได้ ซึ่งมีความพยายามของคนกลุ่มหนึ่งจะเข้ามามีอำนาจเหนือแหล่งพลังงานและกิจการพลังงานของชาติ  เมื่อตอนต้นปี 2558 รัฐบาลในขณะนั้นเห็นว่า แหล่งก๊าซธรรมชาติในอ่าวไทยที่ขุดเจาะใช้อยู่ในปัจจุบันมีปริมาณลดน้อยลง จนอาจจะหมดไปในระยะเวลา 4-5 ปีจำเป็นต้องมีการสำรวจหาแหล่งใหม่ที่ยังมีก๊าซธรรมชาติเพียงพอที่จะเจาะนำขึ้นมาใช้ได้อีกนาน  กระทรวงพลังงานจึงได้ประกาศเชิญชวนให้บริษัทเอกชนที่สนใจยื่นข้อเสนอในการสำรวจแหล่งก๊าซธรรมชาติแหล่งใหม่ โดยจะให้สัมปทานในการขุดเจาะแก่ผู้ที่สำรวจพบและเสนอผลประโยชน์แก่รัฐสูงที่สุด แต่ปรากฏว่ามีผู้ออกมาคัดค้านไม่ควรให้สัมปทานแก่ผู้ที่สำรวจพบ และเสนอแนะใช้ระบบสัญญาแบ่งปันผลผลิต(Production Sharing Contract หรือ PSC) แทน เพราะเชื่อว่าระบบ PSC จะให้ประโยชน์แก่ประเทศมากกว่าระบบสัมปทาน การคัดค้านดังกล่าวทำให้นายกรัฐมนตรีเปลี่ยนใจและหยุดการประกาศเชิญชวนให้สิทธิสัมปทานสำรวจปิโตรเลียมรอบที่ 21ไว้

ทั้งนี้ตนในฐานะรองนายกรัฐมนตรีที่รับผิดชอบดูแลกระทรวงพลังงานจึงเข้าพบนายกรัฐมนตรี เพื่อขอทราบนโยบายว่าจะให้มีการสำรวจหาแหล่งก๊าซธรรมชาติเพิ่มเติมหรือไม่ คำตอบของนายกรัฐมนตรีก็คือ ยืนยันที่จะให้มีการสำรวจ และมอบให้ตนเองมาแก้ไขกฎหมาย (พ.ร.บ.ปิโตรเลียม) เพื่อไม่ให้การสำรวจและการผลิตจำกัดอยู่เฉพาะระบบสัมปทาน ตนเองจึงได้มอบให้เจ้าหน้าที่กระทรวงพลังงานร่างแก้ไขกฎหมายให้เปิดกว้าง โดยให้รวมถึงระบบสัญญาแบ่งปันผลผลิต (PSC) และ ระบบจ้างสำรวจและผลิตด้วย และได้นำเสนอร่างดังกล่าวต่อคณะกรรมการกฤษฎีกาเพื่อพิจารณาปรับปรุงแก้ไขให้สมบูรณ์ในเดือนพฤษภาคม 2558  คณะกรรมการกฤษฎีกาช่วยเร่งพิจารณาให้เสร็จเมื่อต้นเดือนกรกฎาคมแล้วส่งกลับมายังสำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรี  แต่ปรากฏว่า ไม่มีการนำเรื่องเสนอที่ประชุม ครม. และทราบว่าติดอยู่ที่นายกรัฐมนตรี ซึ่งในที่สุดก็ยอมให้นำเรื่องเสนอที่ประชุมคณะรัฐมนตรีในวันที่ 4 สิงหาคม 2558 ซึ่งที่ประชุมมีมติให้นำเสนอต่อสภานิติบัญญัติแห่งชาติเพื่อตราเป็นกฎหมายออกใช้เพื่อที่จะได้สามารถเริ่มการสำรวจก๊าซธรรมชาติได้ทันใช้

ม.ร.ว.ปรีดิยาธร  กล่าวต่อว่า  สิ่งที่น่าแปลกใจคือทันทีที่ ครม.มีมติดังกล่าว นายกฯ ได้บอกตนว่า ก่อนนำเสนอ สนช. ขอให้ตนชี้แจงต่อคณะกรรมาธิการการพลังงานของสนช. ตนได้ปฏิบัติตามโดยเชิญคณะกรรมาธิการดังกล่าวมาสนทนากันที่ทำเนียบรัฐบาลเมื่อวันที่ 14 สิงหาคม ผู้ที่มาพบมีด้วยกัน 7 คน ปรากฏว่า เป็นอดีตนายทหารระดับสูงถึง 6 คน  เมื่อตนชี้แจงแล้วก็ได้รับคำตอบว่า ไม่ขัดข้องที่จะเปิดทางเลือกในการสำรวจและการผลิตให้มีหลายวิธี แล้วเลือกจากวิธีที่ประเทศชาติได้รับประโยชน์สูงสุด แต่เห็นว่าพรบ.ฉบับนี้ยังขาดไปอีก 1 เรื่อง คือเรื่องการจัดตั้งบรรษัทน้ำมันแห่งชาติ ซึ่งทำให้ตนประหลาดใจเป็นอย่างมาก ซึ่งตนได้ชี้แจงกลับทันทีว่าจุดมุ่งหมายของการออกพ.ร.บ.ใหม่ฉบับนี้ก็เพื่อจะเปิดโอกาสให้มีการสำรวจก๊าซธรรมชาติโดยให้ครอบคลุมถึงวิธีการต่างๆให้มากขึ้นกว่าระบบสัมปทานแต่อย่างเดียว ซึ่งเป็นไปตามข้อเรียกร้องของภาคประชาชน ไม่เคยมีใครพูดถึงบรรษัทน้ำมันแห่งชาติ ทางกระทรวงพลังงานก็ไม่มีนโยบายในเรื่องนี้ และเมื่อนายกฯมอบหมายให้ร่างกฎหมายก็ไม่ได้พูดถึงเรื่องบรรษัทน้ำมันแห่งชาติ  แต่ตัวแทนคณะกรรมาธิการดังกล่าวก็ยังยืนยันว่าควรเพิ่มเติมเรื่องการจัดตั้งบรรษัทน้ำมันแห่งชาติเข้าไปด้วย  ซึ่งตนได้แจ้งว่าคงจะเติมให้ไม่ได้เพราะไม่ใช่นโยบายของรัฐบาล และจะขอเสนอร่างไปยังสนช. ตามที่ร่างไว้

ม.ร.ว.ปรีดิยาธร  กล่าวต่อว่า ตนไม่ทันได้เสนอร่างพ.ร.บ.ดังกล่าวเนื่องจากพ้นตำแหน่ง เมื่อวันที่ 19 สิงหาคม 2558 ซึ่งรัฐมนตรีกระทรวงพลังงานคนใหม่ได้นำร่าง พ.ร.บ. ดังกล่าวเสนอต่อ สนช. ตามเนื้อหาที่ร่างไว้เดิม ปรากฏว่าคณะกรรมาธิการการพลังงานได้เสนอร่าง พ.ร.บ. เพิ่มเติมอีกฉบับหนึ่งเพื่อจัดตั้งบรรษัทน้ำมันแห่งชาติ ซึ่งถือเป็นเรื่องใหม่ รัฐบาลจึงส่งร่าง พ.ร.บ.ทั้งสองฉบับไปให้คณะกรรมการกฤษฎีกาพิจารณา หากเห็นด้วยก็อาจรวมเป็นร่างเดียวกันได้  ซึ่งคณะกรรมการกฤษฎีกาได้เชิญรองนายกฯที่คุมงานของกระทรวงพลังงานไปชี้แจง ซึ่งท่านได้ชี้แจงว่า ไม่เห็นด้วยและไม่มีวัตถุประสงค์ที่จะตั้งบรรษัทน้ำมันแห่งชาติ คณะกรรมการกฤษฏีกาจึงได้ปฏิเสธที่จะเพิ่มเติมเรื่องการจัดตั้งบรรษัทน้ำมันแห่งชาติเข้าไปในร่าง พ.ร.บ.ของรัฐบาล และส่งเรื่องกลับไปยังครม. ซึ่งได้มีมติให้ส่งร่างเดิมของรัฐบาลไปยัง สนช. เพื่อพิจารณาออกเป็นกฏหมายต่อไป

อย่างไรก็ตามร่างพ.ร.บ.ดังกล่าว (ที่ไม่มีเรื่องบรรษัทน้ำมันแห่งชาติ) ได้ผ่านการพิจารณาของ สนช. ในวาระหนึ่งและ สนช. ได้ตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญเพื่อพิจารณาในวาระ 2  ปรากฏว่าได้เกิดเหตุการณ์ที่ไม่เคยเกิดขึ้นในประวัติศาสตร์ของสภานิติบัญญัติ ซึ่งคณะกรรมาธิการวิสามัญได้เพิ่มเติมเรื่องใหม่ซึ่งเป็นการแก้ไขหลักการของ พ.ร.บ.โดยเติมมาตราเกี่ยวกับการจัดตั้งบรรษัทน้ำมันแห่งชาติเข้าไปในร่าง ทั้งๆ ที่รัฐบาลผู้เสนอร่างไม่มีนโยบายที่จะทำ และไม่มีการระบุหลักการและเหตุผลที่จำเป็นต้องจัดตั้งบรรษัทน้ำมันแห่งชาติแต่ประการใด การเพิ่มเติมเรื่องใหม่นี้จะทำได้ก็ต่อเมื่อได้รับความยินยอมจากคณะรัฐมนตรี ซึ่งปรากฏว่า มีการขอเพิ่มเติมข้อความในเรื่องนี้กลับไปยังที่ประชุมคณะรัฐมนตรีอย่างเป็นทางการถึงสองครั้ง และที่ประชุมคณะรัฐมนตรีชุดปัจจุบันก็ได้กระทำการที่ไม่เคยมีใครทำมาก่อน โดยการโอนอ่อนผ่อนตามให้มีการเพิ่มมาตราในเรื่องใหม่ดังกล่าว ทั้งที่รัฐบาลยังไม่มีนโยบายที่จะทำ และแม้กระทั่งการศึกษาถึงผลได้ผลเสียตลอดจนความจำเป็นในการจัดตั้งบรรษัทน้ำมันแห่งชาติ รัฐบาลก็ยังไม่เคยทำไว้  ซึ่งควรมีการทำอย่างเปิดเผย ครม.ไม่มีความจำเป็นแต่ประการใดเลยที่จะต้องโอนอ่อนผ่อนตามคำขอที่ไม่ชอบมาพากลของคณะกรรมาธิการฯในเรื่องนี้ นอกเสียจากว่าจะเกรงใจใครบางคนหรือกลุ่มบุคคลบางกลุ่ม ซึ่งมีอิทธิพลอยู่ในครม.ด้วย

ส่วนสาเหตุที่ไม่ควรมีการจัดตั้งบรรษัทน้ำมันแห่งชาตินั้น เนื่องจากตนได้เห็นเนื้อหาในเรื่องการจัดตั้งบรรษัทน้ำมันแห่งชาติ ซึ่งมีมาตราที่เพิ่มเติมใหม่คือ มาตรา 10/1ให้มีการจัดตั้งบรรษัทน้ำมันแห่งชาติเมื่อมีความพร้อม โดยพิจารณาจากผลการศึกษาของหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในรายละเอียดของรูปแบบและวิธีการดำเนินการจัดตั้งบรรษัทน้ำมันแห่งชาติ และพบข้อความในร่างที่มีผู้เตรียมการเพื่อเสนอจัดตั้งบรรษัทน้ำมันแห่งชาติ ซึ่งระบุว่า “บรรษัทน้ำมันแห่งชาติ เป็นผู้ถือสิทธิ์ในทรัพยากรปิโตรเลียมทุกชนิดของประเทศ” และ “ในระยะเริ่มต้นของการดำเนินงาน ให้กรมพลังงานทหารเป็นหน่วยงานที่บริหารบรรษัทน้ำมันแห่งชาติไปก่อน…” ซึ่งกังวลว่ากรมพลังงานทหารอาจไม่มีประสบการณ์เพียงพอที่จะเข้ามาดูแลเรื่องนี้ทั้งหมดได้

ทั้งนี้ตนไม่ได้พูดแทนบริษัทน้ำมัน ตนพูดแทนคนไทย ว่าจะมียักษ์ตัวใหม่ขึ้นมา เพราะบรรษัทน้ำมันจะเป็นผู้ถือสิทธิ์ปิโตรเลียมทุกอย่าง ถ้าฝ่ายการเมืองซึ่งเริ่มแล้วโดยกรมพลังงานทหารเข้าควบคุมบรรษัทน้ำมันแห่งชาติได้ เวลาทำอะไรไม่ชอบมาพากลใครจะแก้ปัญหาได้ ตนเป็นห่วงว่า การที่บรรษัทน้ำมันแห่งชาติเป็นผู้ถือสิทธิ์ในทรัพยากรปิโตรเลียมทุกชนิดของประเทศนั้น หากเกิดความเสียหายเกิดขึ้นเกรงว่าจะไม่สามารถหยุดได้ ซึ่งมีตัวอย่างให้เห็น เช่นที่ประเทศเวเนซุเอล่า ที่ประสบปัญหาจากการตั้งบรรษัทน้ำมันแห่งชาติ

นอกจากนี้ที่ผ่านมาปตท.ในฐานะที่เป็นรัฐวิสาหกิจก็เปรียบเสมือนบรรษัทน้ำมันแห่งชาติอยู่แล้ว และดำเนินกิจการได้ดี หากมีบรรษัทน้ำมันแห่งชาติใหม่เกิดขึ้นมาและใช้อำนาจที่มีกฎหมายรองรับ ดึงกรรมสิทธิ์ของพลังงานทุกชนิดมาอยู่ที่บรรษัทใหม่แห่งนี้ วิสาหกิจและกิจการของบริษัทพลังงานต่างๆ หลายแห่งจะดำเนินอยู่ต่อไปได้อย่างไร กิจการเหล่านี้เป็นกิจการขนาดใหญ่ หากต้องหยุดลง ปัญหาอาจลุกลามจนเป็นวิกฤตทางเศรษฐกิจได้

ม.ร.ว.ปรีดิยาธร กล่าวว่า ตนขอร้องไปยังสนช.ทุกท่านที่จะเข้าประชุมในวันที่ 30 มีนานี้ อยากให้ลงมติรับร่างกฏหมายฉบับนี้โดยตัดตัดมาตรา 10/1 เรื่องการจัดตั้งบรรษัทน้ำมันแห่งชาติออกไป เพราะหากสนช.ลงมติผ่านร่าง พ.ร.บ. ตามที่คณะกรรมการวิสามัญเสนอมาซึ่งรวมมาตรา 10/1เท่ากับว่าสนับสนุนให้เกิดบรรษัทน้ำมันแห่งชาติ ซึ่งจะมีผลเสียต่อความเจริญของประเทศอย่างแน่นอน และจะส่งผลให้กลุ่มบุคคลที่ต้องการให้มีการจัดตั้งบรรษัทน้ำมันแห่งชาติ สามารถเริ่มผลักดันด้วยการเริ่มเตรียมความพร้อมในด้านต่างๆ ซึ่งเชื่อว่าการศึกษาผลดีผลเสียก็คงจะเตรียมกันไว้แล้วในแนวทางที่ต้องการ เพราะหน่วยงานที่เห็นว่ายังไม่มีความพร้อมเพียงพอหรือมองเห็นถึงผลเสียก็คงจะไม่มีน้ำหนักมากพอที่จะคัดค้านได้ และแม้แต่เรื่องที่รัฐบาลไม่เห็นด้วย กลุ่มบุคคลกลุ่มนี้ก็ยังผลักดันให้ออกมาเป็นกฎหมายจนได้ จึงเชื่อว่าต้องมีผู้มีอำนาจหนุนหลังอยู่อย่างแน่นอน

“เพื่อนของผมบอกผมว่า ถึงผมจะอ้อนวอนอย่างไรก็คงไม่สำเร็จเพราะในสภานิติบัญญัติแห่งชาติชุดปัจจุบันมีทหารอยู่มากกว่าครึ่ง ทหารก็คงจะลงมติตามที่กลุ่มทหารเสนอมา ผมตอบเขาไปว่าทหารทุกคนรักชาติไม่แพ้พวกเรา หากไม่มีใครชี้แจงให้เขาเห็นข้อดีข้อเสีย เขาก็จะลงมติตามที่บอกต่อกันมา แต่ถ้าเราชี้แจงให้เขาเห็นอย่างชัดเจนถึงอันตรายที่จะเกิดขึ้นต่อประเทศชาติ เขาก็จะคิดได้และเขาก็มีความเป็นตัวเองที่จะรักษาผลประโยชน์ของประเทศชาติ ผมจึงขอวิงวอนมายังท่านสมาชิกสภานิติบัญญัติทุกท่านได้โปรดได้ดุลยพินิจในการรักษาผลประโยชน์ของชาติด้วยเถิด  ผมอยากเห็นประเทศก้าวไปข้างหน้า ไม่ใช่ถอยหลังกลับไปเหมือน 50 ปี ก่อน “ม.ร.ว.ปรีดิยาธร กล่าว

รายงานข่าวแจ้งว่า จากการตรวจสอบ ร่างพ.ร.บ.ปิโตรเลียมที่จะเข้าสู่ที่ประชุม สนช. ในวันที่ 30 มี.ค. นี้ มีส่วนที่กรรมาธิการจะเพิ่มเติมมาตรา 10/1 โดนระบุให้มีการจัดตั้งบรรษัทน้ำมันแห่งชาติเมื่อมีความพร้อม โดยพิจารณาจากผลการศึกษาของหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในรายละเอียดของรูปแบบและวิธีการดำเนินการจัดตั้งบรรษัทน้ำมันแห่งชาติ