“ประวิตร”ลั่นไม่ช่วย”วีระ”หากกัมพูชาจับ!!!

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/politic/267789

วัระ สมความคิด, เรือดำน้ำ, ประวิตร, ลั่น, ไม่, ช่วย, วีระ, หาก, กัมพูชา, จับ, บิ๊กป้อม, โกตี๋, ชี้

“บิ๊กป้อม”ชี้ถนนหน้าบ้านแคบตร.มาดูแลให้ ปัดไม่ทราบเกี่ยวปมลอบทำร้าย ประกาศไม่ช่วย”วีระ”หากถูกทหารกัมพูชาจับ ล้ำเขตแดน

         พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรีฝ่ายความมั่นคงและ รมว.กลาโหม  กล่าวถึง การเพิ่มมาตราการรักษาความปลอดภัยบ้านพักย่านลาดพร้าวซอย 71 ว่า ไม่ได้เพิ่ม ทุกอย่างเหมือนเดิม เพียงแต่ถนนบ้านตนเล็ก มีขนาดเพียง 6 เมตร ไม่ใช่ถนน 4 เลน ไม่มีเกาะกลาง และบ้านตนก็ติดถนนและมีระยะทางเข้าไปนิดเดียว ตำรวจในพื้นที่ก็เข้ามาดูแลให้ ซึ่งตนอยู่บ้านหลังนี้มา 20 กว่าปีแล้ว ถนนก็เป็นแบบนี้ ส่วนสาเหตุที่เพิ่มการดูแลรักษาความปลอดภัยช่วงนี้

“ผมยืนยันว่า ไม่ได้เพิ่ม ตำรวจก็ทำหน้าที่อยู่เดิมแล้ว ก็สื่อขู่ผมทุกวันไง ยังไม่รู้อีกเหรอ ส่วนที่เกี่ยวข้องกับกรณีถูกขู่ถูกลอบทำร้ายหรือนั้น ผมไม่ทราบ เพราะปกติเขาก็ทำหน้าที่อยู่แล้ว” พล.อ.ประวิตร กล่าว

อัดเอ็นจีโอภาคใต้อย่าโวยวายหากไม่เข้าร่วมเวทีพลังงาน

พล.อ.ประวิตร   กล่าวถึง กรณีกลุ่มเอ็นจีโอพื้นที่ภาคใต้ ไม่เข้าร่วมเวที เวทีสร้างความรู้ ความเข้าใจ และรับทราบความคิดเห็นเกี่ยวกับสถานการณ์พลังงานไฟฟ้าในพื้นที่ภาคใต้ ที่จังหวัดกระบี่ จังหวัดสงขลา และจังหวัดสุราษฎร์ธานี เพื่อสร้างความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับสถานการณ์พลังงานไฟฟ้า แก่ประชาชนในพื้นที่ภาคใต้ 14 จังหวัด ว่า เราเปิดเวทีให้เข้ามารับฟังแล้ว หากกลุ่มเอ็นจีโอไม่เข้า ร่วมแล้วจะให้ทำอย่างไร ทั้งนี้มีคนเข้ามาร่วมเป็น 1,000 คน แล้วกลุ่มเอ็นจีโอไม่เข้า แล้วจะมาโวยอะไร และตนก็ไม่ได้ห้ามกลุ่มเอ็นจีโอ

ประกาศไม่ช่วย”วีระ”หากถูกทหารกัมพูชาจับ ล้ำเขตแดน ชี้ทำตัวเอง บอกคนจะไปก็ปล่อยเขา อยากถูกจับ และสร้างประเด็น ชี้ มีวิธีตรวจสอบเยอะแยะ แต่ไม่ใช่วิธีเออเอง คิดเอง

พล.อ.ประวิตร  กล่าวถึง  นายวีระ สมความคิด เลขาธิการเครือข่ายประชาชนต้านคอร์รัปชั่น จะเดินทางลงพื้นที่พิสูจน์การตั้งบ่อนกาสิโน ตรงจุดผ่านแดน ด่านช่องสายตะกู ต.จันทบเพชร อ.บ้านกรวด จ.บุรีรัมย์ ในวันที่ 29 มี.ค.นี้ เพื่อพิสูจย์ว่า อยู่ในพื้นที่กัมพูชาว่า ตนไม่รู้ เป็นเรื่องของเขา เขาไปทำเรื่องส่วนตัวใช่หรือไม่ ส่วนที่บอกว่าจะไปพิสูจน์ว่าพื้นที่ที่ตั้งบ่อนคาสิโนเป็นพื้นที่ทับซ้อน ถ้าเดินล้ำเข้าไปในพื้นที่ของกัมพูชา ตนไม่รู้นะ และไม่รับผิดชอบ ไม่ใช่หน้าที่ที่ตนจะต้องไปคอยคุ้มกัน หากเข้าไปแล้วเสี่ยงโดนจับก็โดนจับไป ตนจะไปรู้ได้อย่างไร

ส่วนจะส่งทหารไปเตือนเพื่อไม่ให้เข้าพื้นที่หรือไม่นั้น พล.อ.ประวิตร กล่าวว่า ในพื้นมีกำลังทหารอยู่แล้ว ส่วนที่นายวีระเลือกลงพื้นที่วันเดียวกับที่ตนจะเดินทาง ไปร่วมประชุมคณะกรรมการชายแดนทั่วไป ( GBC ) ไทย – กัมพูชา ครั้งที่ 12  ณ จังหวัดเสียมราฐ กัมพูชา ระหว่าง  29 – 30 มี.ค.60 นั้น คงไม่เกี่ยวกัน คนละเรื่องกัน

ต่อข้อถามที่ว่าการลงพื้นที่ของนายวีระ จะสร้างเงื่อนไขหรือไม่นั้น พล.อ.ประวิตร กล่าวว่า เขาเป็นคนทำเอง ไม่ใช่ตนทำ และไม่ใช่รัฐบาล เป็นคนคิด เขาไปคิดส่วนตัว ไปคิดเอง เออเองได้ไง เขามีกระบวนการปักปันเขตแดน ทุกอย่างดำเนินการอยู่ และทำแบบ รัฐบาลต่อรัฐบาล แต่กรณีนี้เป็นความคิดของคนเพียงคนเดียว ทำไมต้องไปสนใจ อย่างไรก็ตามทางกัมพูชายังไม่ได้มีการสอบถามถึงประเด็นดังกล่าวมายังไทย

“อยากให้สื่อดูกันเอาเอง การกระทำของนายวีระ และตนก็ไม่ให้ความสำคัญกับคนคนเดียว ซึ่งมันก็มีวิธีหรือช่องทางอื่นที่จะตรวจสอบได้อยู่แล้ว และรัฐบาลก็พยายามทำทุกอย่างอย่างเปิดเผย” พล.อ.ประวิตร กล่าว

ผู้สื่อข่าวถามว่า หากนายวีระถูกทำกัมพูชาจับตัวอีกครั้งจะดำเนินการช่วยเหลือหรือไม่ พล.อ.ประวิตร ย้อนถามว่า ใครเป็นคนทำ ให้เขาโดนจับ ก็ตัวเองทำทั้งนั้น ก็ต้องไปแก้ปัญหาด้วยตัวเอง ส่วนจะห้ามไม่ให้นายวีระเข้าพื้นที่หรือไม่นั้น คนจะไปคน อย่าไปห้ามเขาเลย เขาตั้งใจจะไป ให้ถูกจับ ให้เป็นประเด็น ซึ่งมีวิธีอื่นตั้งเยอะแยะ ในการตรวจสอบ แต่ไม่ใช่วิธีนี้ซึ่งเป็นวิธีที่คิดเองเออเอง

         ไม่หวั่น “โกตี๋”ซุกเวียดนาม บอก คุย รมว.กห.เวียดนามได้ ลั่น หนีไปไหน จะตามตัว 

พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรีฝ่ายความมั่นคงและ รมว.กลาโหม  กล่าวถึง นายวุฒิพงศ์ กชธรรมคุณ หรือ โกตี๋ หนีจากประเทศสาธารณประชาธิปไตยประชาชนลาว ไปประเทศเวียดนาม ว่า ตนยังไม่ทราบ แต่มีชุดติดตามเรื่องนี้อยู่ ซึ่งขณะนี้กำลังตรวจสอบข้อมูลอยู่ว่าเขาอยู่ที่ประเทศเวียดนามจริงหรือไม่ ต้องมีที่ที่เขาอาศัยอยู่แล้ว หากไปจริงก็ต้องรู้และประเทศเวียดนามก็ต้องรู้และตนก็สามารถพูดคุยกับทางเวียดนามได้ รัฐมนตรีกลาโหมของเวียดนาม พึ่งเดินทางมาหาตนเมื่อ 2 วันนี้เอง อยากไปที่ไหนก็ไป ตนตามได้ทั้งนั้น

ต่อข้อถามที่ว่า ลาวได้มีการตอบรับในเรื่องที่เราร้องขอไปอย่างไรบ้าง พล.อ.ประวิตร กล่าวว่า ยังไม่ได้ตอบอะไรมา แต่จากการที่ตนอ่านหนังสือพิมพ์ลาวก็มีการพูดถึงเรื่องของนายโกตี๋

 “ชี้”ซื้อเรือดำน้ำ 2 แถม 1 อยู่ในงบ 3.6 หมื่นล้านบาท

พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรีฝ่ายความมั่นคงและ รมว.กลาโหม กล่าวถึงกรณีที่นายกรัฐมนตรี ระบุซื้อเรือดำน้ำของจีน 2 ลำ แถม 1ลำ ว่า  ก็ราคาเดียวกันจะซื้อ 2 แถม 1 หรือไม่แถม ก็อยู่ในวงเงิน 3.6 หมื่นล้านบาท ส่วนจะเข้าครม.เมื่อไหร่นั้น ถึงเวลาก็เข้าเองไม่ต้องห่วง เพราะยังไงก็ต้องเข้า ครม.อยู่แล้ว ส่วนเหตุผลที่ทำไมต้องซื้อ 2 แถม 1 นั้น แล้วแต่ข้อตกลง เราซื้อเรือดำน้ำของจีนลำละ 1.8 หมื่นล้านบาท ถ้าเราซื้อ 3 ลำ ก็ลดราคาลงเหลือลำละ 1.2 หมื่นล้านบาท

ผู้สื่อข่าวถามว่า เป็นความตั้งใจของจีนที่อยากให้เราซื้อทั้ง 3 ลำหรือไม่ พล.อ.ประวิตร กล่าวว่า คงไม่ใช่ เพราะทุกอย่างขึ้นอยู่กับจำนวนเงินของเรา จะซื้อลำเดียว 2 ลำ หรือ 3 ลำ ก็ไม่ใช่เพราะใครทั้งนั้น แต่อยู่ที่เรา ว่ามีเงินเท่าไรที่จะเป็นตัวกำหนด อย่างไรก็ตามงบประมาณดังกล่าวก็เป็นของกองทัพเรือ โดยการจัดสรรงบประมาณของตัวเองและผูกพันงบประมาณ 10 ปี ในการผ่อนส่ง ไม่ใช่งบกลาง ขอให้เข้าใจตามนี้ และเป็นกองทัพเรือเขาอยากมีเรือดำน้ำ ก็จัดสรรงบประมาณของตัวเองเพื่อจัดซื้อยุทโธปกรณ์ ซึ่งเรือดำน้ำถูกกว่าเรือฟริเกตอีก ต้องเข้าใจ บางคนไม่เข้าใจ

“บิ๊กตู่” ลั่นรัฐบาลต้องไม่ทำผิดก.ม.

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/politic/267785

คมชัดลึก, ต่างประเทศ, คนไทย, นครพนม, อย่าเชื่อ, บิดเบือน, ดำเนินคดี, ความเท่าเทียม, ก.ม., ผิด, นายกฯ, บิ๊ก, ตู่, ลั่น, รัฐบาล, ต้อง, ไม่, ทำผิด, บิ๊กตู่, วันนี้ไม่ได้ซ้อมมา

นายกฯ ยันรัฐบาลนี้ต้องไม่ทำอะไรที่ผิดกฎหมาย ชี้ความเท่าเทียมไม่ว่าใครทำผิดต้องถูกดำเนินคดี ภายใต้ก.ม.เดียวกันหมด ขออย่าเชื่อคำบิดเบือนไปสั่งเล่นงานใคร

          27 มี.ค.60 – เมื่อช่วงเช้าที่ผ่านมา พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) และคณะเดินทางถึงท่าอากาศยานนครพนม จากนั้นออกเดินทางโดยขบวนรถยนต์ ไปยังโรงเรียนบ้านนาโดนใหม่ ต.โคกหินแฮ่ อ.เรณูนคร จ.นครพนม เพื่อพบประชาชนที่มาให้การต้อนรับกว่า 3,000 คน โดยมีนายสมชาย วิทย์ดำรงค์ ผู้ว่าราชการจังหวัดนครพนม ให้การต้อนรับ พร้อมชมการแสดงชุดรำพื้นเมือง จากนักเรียนโรงเรียนเรณูนครวิทยานุกูล จากนั้นนายกฯได้ขึ้นเวทีกล่าวกับประชาชนตอนหนึ่งว่า ทุกคนที่เป็นคนไทยต้องคำนึงถึงภาพรวมของประเทศก่อน ประเทศไทยมีกี่จังหวัด 76 บวก 1 ซึ่งไม่ได้มาบอกหวย เห็นจ้องรถนายกฯ พอไม่ถูกก็บ่นว่านายกฯอีกว่าเอารถอะไรมา ทำไมไม่ถูกหวย ซึ่งเป็นเรื่องของโชคชะตา ขณะที่รัฐบาลทุ่มเทการทำงานเพื่อให้ถึงหมู่บ้านอย่างแท้จริง มีงบประมาณลงไปสู่หมู่บ้าน ตำบล ต่อไปสู่จังหวัด กลุ่มจังหวัด และภูมิภาค

ทั้งนี้ ต้องบริหารราชการแบบภูมิภาค ซึ่งหากมีความเหมือนกันจนเกินไป หรือทุกอย่างยังอยู่แบบเดิมๆ รัฐบาลไม่มีการปรับโครงสร้างเศรษฐกิจใหม่หมดทั้งประเทศ ก็ขายใครไม่ได้ ซึ่งโทษใครไม่ได้ รัฐบาลนี้พยายามแก้ไขปัญหาทั้งหมด ไม่ว่าจะราคาสินค้าเกษตรตกต่ำ ปัญหาน้ำ ปัญหาความมั่นคง การบังคับใช้กฎหมาย ซึ่งเป็นปัญหามาโดยตลอด ไม่ค่อยได้รับการแก้ไข ทุกคนจะกลับมาเดิมๆ แก้แบบเดิมๆมากี่ปีแล้ว ซึ่งก็แก้ไม่ได้ แก้ได้ชั่วครู่ชั่วคราว แล้วปัญหาก็กลับมาใหม่ ไม่มีอะไรแก้สำเร็จไม่ได้สักเรื่องหนึ่ง วันนี้ต้องคิดโครงสร้างการทำงานใหม่ของรัฐบาลของประเทศ มองภาพเดียวกับที่ตนมอง แล้วจะรู้ที่ทำมาทุกวันนี้สอดคล้องกันอย่างไรตรงไหน แบ่งในรูปแบบเชิงการใช้จ่ายงบประมาณ ทำประเทศมีรายได้สูงขึ้นในการพัฒนาประเทศ โดยเฉพาะเออีซีต้องเกิด กลับมายังพื้นที่เขตเศรษฐกิจพิเศษ เกิดการลงทุน ต้องแก้ให้ได้ ไม่อนย่างนั้นจะจมอยู่ที่เดิมๆในสิ่งเหล่านี้ ไม่มีทางดีขึ้น

"บิ๊กตู่" ลั่นรัฐบาลต้องไม่ทำผิดก.ม.

ส่วนเรื่องของภาษีจากผู้ประกอบการ ซึ่งตนไม่ได้มุ่งหวังภาษีจากประชาชน ถ้าท่านยังไงไม่ถึงก็ไม่ถึง คนที่ถึงจะได้มีรายได้มากขึ้น ให้ประเทศมากขึ้น ก็จะย้อนกลับมาสู่ท่านซึ่งเป็นประชาชน ไม่ได้กลับมาสู่รัฐบาล รัฐบาลมีเพียงทำประเทศพ้นกับดักจากประเทศที่มีรายได้ปานกลาง เรามีรายได้ต่อหัวจีดีพีคนละเท่าไหร่ 6 หมื่นกว่าบาทต่อปี แล้วอยู่ได้ไหม ตามมาด้วยหนี้นอกระบบ แล้วใครแก้ รัฐบาลนี้แก้หนี้นอกระบบ แต่ถามว่าแก้ครบหรือยัง ซึ่งยังจนกว่าเจ้าหนี้จะมาขึ้นทะเบียน ถ้าไม่ขึ้นปล่อยกู้เหมือนเดิมติดคุก อย่างนี้พอใจไหม มีใครกล้าทำ แต่ต้องทำ แต่ตนไม่ได้หมายความว่าจะไปปิดกั้น ตนรู้ว่าเขาเป็นธนาคารคนจน แต่เขาเรียกดอกเบี้ยแบบนั้นไม่ได้ แต่ไม่ใช่กู้ไปที่ดินหาย ซึ่งไม่ได้ต้องจดทะเบียน กำหนดอัตราดอกเบี้ย ถ้าทำอย่างนี้พออยู่ได้ เพราะเขาก็มีความเสี่ยง ต้องให้ความเป็นธรรมกับเขานิด และเมื่อยืมก็ต้องใช้หนี้เขา แต่ใช้ในกรอบที่กำหนด นี้คือสิ่งที่ท่านไม่รู้ตัวว่ารัฐบาลทำให้แล้ว

พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวอีกว่า ส่วนที่บอกว่าไม่มีความเป็นธรรม คนจนถูกดำเนินคดีตลอด วันนี้มีกองทุนยุติธรรม ใครไม่มีเงินค่าทนายไปแจ้งผ่านศูนย์ดำรงธรรม แล้วกระทรวงยุติธรรมจะมาดูแลดู ซึ่งมีใครเคยทำให้บ้างไหม ปล่อยติดคุกติดตารางกันไปเรื่อย ซึ่งผิดก็คือผิด แต่ต้องมีกลไกเหล่านี้ ช่วยเหลือเยียวยา นี่คือการช่วยเหลืออย่างแท้จริง ไม่ใช่อะไรก็ให้เอาเงินไปๆกฎหมายไม่ต้อง ผิดกฎหมายก็ได้ รัฐบาลทำแบบนี้ไม่ได้ โดยเฉพาะรัฐบาลนี้ทำไม่ได้ เพราะกฎหมายทำให้เรามีความเท่าเทียมกัน ไม่ว่าจะใคร หรือแม้แต่ตน ผิดกฎหมายเดียวกัน ต้องถูกดำเนินคดีเหมือนกัน นั้นแหละคือสิ่งที่เรียกว่าความเท่าเทียมในโลกใบนี้ เพราะฉะนั้นไม่มีใครอยู่นอกระบบ อย่าไปเชื่อคำบิดเบือนทุกวัน ตามสื่อที่เขียนว่า วันนี้รัฐบาลไปอะไรกับใคร ไม่เคยคิดอย่างนั้น ใครผิดก็ว่ามา แล้วแต่ว่าใครจะผิดหรือถูกไม่ได้รู้ ตนไปสั่งใครไม่ได้

ลั่นไม่แกล้ง-ไม่อยากให้ใครติดคุก แต่ต้องทำตามกระบวนกฎหมาย ไล่ให้ไปสู้คดีในศาล ไม่ขอให้รักแต่ทำให้ดีที่สุดเพื่อปชช. วอนหากพบแอบอ้างให้โทรแจ้ง ยันตัวเองไม่ฟุ่มเฟือยทานข้าวมื้อละร้อย

พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวว่า วันนี้ประเทศไทยมีความขัดแย้งแตกแยก และยังมีคนให้ข้อมูลบิดเบือนจึงไม่สามารถเป็นแกนกลางของอาเซียนได้ จำคำพูดของตนเอาไว้ตนไม่เคยรังเกียจใครทั้งสิ้น ไม่ได้อยากลงโทษใคร ไม่อยากเอาใครมาติดคุกแต่กฎหมายต้องเป็นกฎหมาย ถ้ากระทำความผิดก็ต้องดำเนินคดี จะผิดจะถูกก็ไปสู้คดีเอา หากไม่บังคับใช้กฎหมายใครจะทำอะไรก็ได้หาเงินได้ง่ายๆ วันนี้เงินส่วนหนึ่งมันหายไปเรื่อยๆทำให้ประชาชนไม่มีรายได้ทำให้เศรษฐกิจแย่ลง การลงทุนเกิดขึ้นน้อย ไม่ใช่รัฐบาลนี้เข้ามาทำให้เศรษฐกินนี้เสียหาย ถ้าแก้ให้ถูกวิธีมันเดินหน้าไปมากกว่านี้แล้ว

"บิ๊กตู่" ลั่นรัฐบาลต้องไม่ทำผิดก.ม.

“ผมไม่โทษหรือโยนความผิดให้ใครรัฐบาลนี้ต้องรับผิดชอบในการที่จะไม่ทำให้ล้มละลาย แต่หลายคนก็นำมาโจมตีผม ซึ่งไม่เป็นธรรม เพราะผมไม่เคยทำ ผมใช้แต่กระบวนการยุติธรรม ไม่ได้ดำเนินคดีใหม่สักคดีผมพยายามทำให้มันดีทำให้มันเร็วก็เจอการต่อต้าน แต่ผมไม่ได้สนใจ ผมกังวลแค่ประชาชนจะร่วมมือกับผมหรือไม่ เพราะผมทำให้ประชาชน ไม่ได้ทำให้ใคร” พล.อ.ประยุทธ์ กล่าว

พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวต่อว่า ตนจะทำให้ทุกคนรักคงไม่ได้ แต่ขอทำให้ดีที่สุดเพื่อคนส่วนใหญ่ อะไรที่ไม่ดีประชาชนต้องแยกออกให้ได้ อย่าเอามาเหมารวมทั้งหมด หากพบใครทุจริตให้มาบอกตน มาอ้างตนหรืออ้างรองนายกฯก็ให้มาบอก เพราะตนไม่ใช่คนอย่างนั้น อย่าไปเชื่อนะถ้าเอาไปอ้างให้โทรบอกตนทันที

“ผมไม่ได้ปรึกษาเรื่องเงินเรื่องทองกับใคร ผมทำงานก็ให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเสนอมาไม่เคยคิดให้พรรคพวกเสนอแล้วทำ เพราะตายไปก็เอาไปไม่ได้ ผมเป็นนายกฯก็ทานข้าวมื้อ 100 กว่าบาท จะกินอะไรก็อร่อยเหมือนกัน กินก๋วยเตี๋ยวชามเดียวก็อร่อย” พล.อ.ประยุทธ์ กล่าว

ซัด พวกป่วนอยู่ต่างประเทศ บอกเหนื่อยใจ ขอคนไทยอย่าเชื่อ

นายกฯ กล่าวว่า “ต่างประเทศเวลามาเที่ยวเมืองไทยเขาติดใจไม่อยากกลับ เว้นแต่คนไทยไม่ติดใจประเทศตัวเอง ไม่อยากอยู่ อยากไปอยู่ที่อื่น แปลกดีนะ ไม่ใช่พวกเรานะ มีบางพวกชอบหนีไปอยู่ที่อื่น มันไม่ใช่ มันต้องอยู่ประเทศไทย แผ่นดินไทยเกิดที่นี่ ต้องอยู่ที่นี่ ตายที่นี่ อะไรหนีไปอยู่ที่อื่นแล้วก็ด่าประเทศไทยโครมๆ ท่านยอมหรือ ผมไม่ทำหรอกไอ้แบบนี้ อย่าไปเชื่อเขา ไม่เชื่อผมก็ไม่เป็นไร แต่อย่าไปเชื่อเขาแล้วกัน ผมก็เหนื่อยใจ”

นายกฯ กล่าวว่า ในเรื่องอุตสาหกรรมเราเป็นประตูหลายประตู แต่ชอบปิดประตูเอาไว้ มันต้องเปิดประตูแต่ต้องมีกฎหมายกติกาที่พร้อมกันทั้งสองฝ่าย ไม่ใช่เราเปิดประตูแต่อีกข้างเขายังควบคุมอะไรไม่ได้ เราต้องค่อยๆไล่เรียงไป การเปิดทุกประตูดีอยู่แล้ว แต่เราควบคุมได้หรือไม่ เรามีเจ้าหน้าที่ มีด่านพอหรือยัง ความมั่นคงมันต้องมี จะทำอะไรก็ตามอย่าคิดว่ามันไม่มีอะไรในบ้านเรา โอกาสมันมีทุกประเทศในโลก ดีว่าคนไทยเป็นคนน่ารัก เชื่อใจ เชื่อมั่น มีความรัก ความซื่อสัตย์ กตัญญู ใครให้อะไรก็รับหมด แต่วันนี้ก็แถมสักนิดเวลาใครเขาให้อะไรมา ดูว่าเขาให้ถูกหรือให้ผิด

แฉคนไทยในต่างประเทศจ้องด่ารัฐบาล ลั่นยิ่งไล่ยิ่งอยู่เอาให้รู้กันไป ระบุอย่าหวังให้ทำตามข้อเรียกร้องพวกต้านรัฐบาล แช่งคนด่าขอให้ปวดท้อง

นายกฯ กล่าวว่า อยากให้เกษตรกรลองนำมันญี่ปุ่นมาเพาะปลูกเพราะราคาดีกว่ามันแกว ไม่ใช่มันแกวไม่ดี แต่มันแกวราคาถูกทำให้เกษตรกรรายได้อาจไม่พอ อีกทั้งมันญี่ปุ่นมีรสชาติดี ราคาสูง ประชาชนนิยม แม้เราจะยึดหลักความพอเพียงแต่เราจะต้องนึกถึงความก้าวหน้าของประเทศควบคู่ไปด้วย เราต้องช่วยกันพัฒนาประเทศ ส่วนผลไม้ไทย อาทิ แตงโม ลิ้นจี่หากตลาดประชารัฐเราสามารถส่งออกต่างประเทศได้รับรองว่าคนไทยรวยเละเพราะผลไม้ไทยอร่อย ทั้งนี้ขอให้เกษตรกรลดการใช้สารเคมีและมาใช้เกษตรอินทรีย์แทน

นายกฯ กล่าวต่อว่า เรื่องโรดแมปขอให้ทุกคนอยากกังวล ช่วงระยะเวลา 20 ปีข้างหน้าประเทศจะเดินไปอย่างไรก็ขอให้ทุกคนไปขอจากรัฐบาลหน้า วันนี้ตนวางแผนให้แล้ว และต้องพัฒนาให้ได้ภายใน 5 ปีที่เหมือนกับเด็กต้องเดินให้ได้ หากเดินแล้วล้มนั้นไม่แข็งแรง จึงขอแค่ 5 ปีให้ทุกคนคิดแบบตน รัฐบาลหน้าใครจะทำตนไม่รู้ แต่ขอให้ทำแบบที่ตนคิดไว้ให้ ยืนยันว่าไม่ได้บังคับว่าต้องทำตรงโน้นตรงนี้ก่อนหลัง ตนไม่เขียนแบบนั้นแน่นอน

นายกฯ กล่าวว่า เพียงแค่เขียนไว้ว่ายุทธศาสตร์ที่ 1 คือประเทศชาติต้องมีความมั่นคงด้านต่างๆ ไม่ใช่เพียงความมั่นคงด้านทหารตำรวจเท่านั้น ส่วนความมั่นคงเราต้องสร้างให้คนอื่นเขาเกรงใจ ในเมื่อคนอื่นเขามีแต่เราไม่มีเขาก็ไม่เกรงใจเรา ซึ่งเรียกว่าศักยภาพการรบที่ไม่มีตัวตนยุทธศาสตร์ที่ 2 คือลดความเหลื่อมล้ำของประชาชนโดยประชาชนมีส่วนร่วม เริ่มจากการแก้กฎหมายทั้งหมดก็คงเกือบ 3,000 ฉบับยุทธศาสตร์ที่ 3 คือเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน ยุทธศาสตร์ที่ 4 พัฒนาทรัพยากรมนุษย์ ซึ่งสำคัญที่สุดทุกคนต้องมีหลักคิดที่ถูกต้อง เช่น เป็นประชาธิปไตยแล้วจะเป็นประชาธิปไตยอย่างไรไม่ให้มีการบาดเจ็บและสูญเสีย ไม่มีอันตรายต่อชีวิตและทรัพย์สิน ไม่ใช่คิดว่าไม่ใช่พวกตนก็เอาให้เละไปเลย แบบนี้ไม่ถูกต้อง ประชาธิปไตยไม่ใช่แบบนั้น รัฐบาลประชาธิปไตยจะต้องนำความเห็นที่ต่างมาคิดว่าจะอยู่ร่วมกันอย่างไร หาวิธีการแก้ไข ไม่ใช่ต่อสู้ บิดเบือน ทำผิดกฎหมาย ถามว่ารัฐบาลนี้บังคับหรือไม่ คนที่มานั่งด่าตนโครมๆ ทุกวันตนจะจับก็ได้ ยุทธศาสตร์ที่ 5 ต้องเป็นการพัฒนาที่สร้างความสมดุลยระหว่างมนุษย์กับสิ่งแวดล้อม และยุทธศาสตร์ที่ 6 การบริหารจัดการภาครัฐที่มีประสิทธิภาพ ซึ่งที่ผ่านมาทุกข้อเคยทำมาแล้วแต่ไม่ทำอย่างจริงจัง ตนเพียงแค่เข้ามาจัดกลุ่มให้ชัดเจน

“วันนี้ใครอยากจะด่ารัฐบาลก็ด่าไป ผมก็ไม่ขอรับอะไรทั้งสิ้น เพราะผมไม่ได้ทำ ส่วนไอ้คนด่าก็คงปวดท้องวันนี้ขอว่าอย่าทำให้สังคมเสียหายและอย่าทำให้ต่างประเทศเข้าใจผิดเมื่อเขาไม่เข้าใจเราหรือเข้าใจผิดเขาก็ไม่มา เขาก็ไม่ซื้อสินค้าเรา ผมขอถามว่าผมไปละเมิดสิทธิมนุษยชนตรงไหน ก็มีแต่บางคนเท่านั้นที่จะต่อต้านผมในต่างประเทศ ก็มีแต่คนไทยที่ไปพูดให้ประเทศเสียหายในต่างประเทศ ขอถามจริงๆว่าทำเพื่ออะไร เดี๋ยวผมก็ไปแล้วถึงเวลาเราก็ต้องไป แล้วจะทำไปทำไม ทำแล้วคิดว่าไล่ผมได้หรือ ทำแล้วคิดว่าผมจะไปหรือ ยิ่งทำก็ยิ่งอยู่ เอาให้รู้เรื่องกันไปเลย อยากรู้จริงๆ ว่าพวกคุณทำไปทำไม ขอยืนยันว่าผมจะไม่ทำตามความต้องการของพวกเขาอยู่แล้ว อยากจะพูดอะไรก็พูดไป วันนี้ผมเห็นประชาชนเดือดร้อน ผมอยากช่วยเหลือ ขอบอกไว้เลยถ้าคนไทยไม่พัฒนาขึ้นภายใน 5 ปีอันตราย แต่เมื่อพูดแบบนี้กลับไปก็โดนด่า แต่ในเมื่อคุณว่าผมผมก็จะตอบแบบนี้ เค้ายิ่งไล่ผมก็ยิ่งอยู่ ใครเห็นด้วยขอให้ยกมือ ผมไม่ใช่นักการเมืองคงไม่ต้องหาเสียงแต่อยากถามความคิดเห็นพวกคุณเท่านั้น” นายกฯ กล่าว

จากนั้นนายกฯและคณะได้เยี่ยมชมนิทรรศการผลการดำเนินงานตามนโยบายรัฐบาลของบ้านสวย เมืองสุข และกิจกรรมของศูนย์การเรียนรู้ตามหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง บ้านเนินน้ำคำ ต.โคกหินแฮ่ อ.เรณูนคร จ.นครพนม พร้อมทักทายประชาชนที่มาต้อนรับอย่างเป็นกันเอง และร่วมถ่ายรูปเซลฟี่ด้วย โดยระหว่างเยี่ยมชมนิทรรศการ นายกฯ ได้ร่วมเป่าแคนกับชาวบ้านที่มาต้อนรับ โดยนายกฯ ระบุด้วยว่า “วันนี้ไม่ได้ซ้อมมา” พร้อมได้ปลูกต้นกันเกรา ภายในโรงเรียนบ้านนาโดนใหม่ และเดินทางต่อ ไปยังวัดพระธาตุพนมวรมหาวิหาร ต.ธาตุพนม อ.ธาตุพนม จ.นครพนม ผู้สื่อข่าวรายงานด้วยว่า ตลอดสองข้างทางที่ขบวนรถนายกฯ ผ่าน ได้มีประชาชนออกมายืนโบกมือต้อนรับหน้าบ้านและตามจุดต่างๆ.

มทภ. 3 แจงทหารปฏิบัติตามกฎปะทะ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/politic/267781

รองนายกรัฐมนตรีฝ่ายความมั่นคงและรมว.กลาโหม, มทภ, แจง, ทหาร, ปฏิบัติตาม, ปะทะ, ถ้าเป็นผม จะกดออโต้

รมว.กห.ชี้ มทภ.3 ผ่านสงครามมาเยอะ ปมกดออโต้ นักกิจกรรมลาหู่  ระบุต่างคนต่างคิดไฟเขียวยื่นหนังสือสตง.ตรวจสอบ มทภ. 3 ชี้ ทหารปฏิบัติตาม

         พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรีฝ่ายความมั่นคงและรมว.กลาโหม  กล่าวถึง การเรียกร้องให้เปิดกล้องวงจรปิด ดูภาพในการปฏิบัติหน้าที่ของทหารต่อผู้กระทำผิดตามพ.ร.บ.ยาเสพติด กรณีวิสามัญ นายชัยภูมิ ป่าแส นักเคลื่อนไหวชาติพันธุ์ชาวลาหู่  ที่อำเภอเชียงดาว จังหวัดเชียงใหม่ ว่า กองทัพภาคที่ 3 จะเป็นผู้ดำเนินการ แต่ทุกอย่างก็เดินไปตามกฎหมาย ทั้งนี้ ชุดตรวจสอบมี 4 ฝ่าย ทั้ง ตำรวจ แพทย์ อัยการ ฝ่ายปกครอง ก็ดำเนินการไป เพราะในส่วนของทหารไม่ได้ทําเพียงฝ่ายเดียว

พล.อ.ประวิตร กล่าวว่า ส่วนกรณีที่มีการวิพากษ์วิจารณ์คำพูดของ พล.ท.วิจักขฐ์ สิริบรรสพ แม่ทัพภาคที่ 3 ระบุว่า “ถ้าเป็นผม จะกดออโต้”นั้น เขาก็ผ่านศึกสงครามมาเยอะ ตนก็ไม่ทราบ ต่างคนต่างคิด ส่วนที่จะยื่นหนังสือต่อสำนักงานตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.)เพื่อให้ตรวจสอบแม่ทัพภาคที่ 3 นั้น ก็ทำไป

ผู้สื่อข่าวถามว่า กองทัพจะไม่เข้าไปแทรกแซงใช่หรือไม่ พล.อ.ประวิตร กล่าวว่า ขณะมีหลายหน่วยงานที่เข้าไปตรวจสอบ ไม่ใช่เฉพาะทหารเท่านั้น ซึ่งสามารถยืนยันได้ว่าจะไม่มีการแทรกแซง ต่างฝ่ายต่างมีองค์กรของของตัวเองทั้ง อัยการ ตำรวจ และทหารก็ไม่ได้เข้าไปมีส่วนร่วมในจำนวนนั้นี

พล.ท.วิจักขฐ์  สิริบรรสพ แม่ทัพภาค 3 ระบุว่า ภาพจากกล้องวงจรปิดทางกองทัพได้ส่งมอบให้กับตำรวจเพื่อใช้เป็นพยานในชั้นศาลเรียบร้อยแล้ว จึงไม่สามารถนำมาเผยแพร่ได้ ซึ่งต้องให้ศาลเป็นผู้อนุญาตว่าจะเผยแพร่ได้หรือไม่ เพราะต้องใช้ในการต่อสู้ชั้นศาล อีกทั้งขณะนี้ ตำรวจเป็นโจทก์ยื่นฟ้อง

พล.ท.วิจักขฐ์ ยืนยันว่า กองทัพไม่เคยปิดบัง แต่ต้องขึ้นกับตำรวจและศาลว่าจะอนุญาตให้เผยแพร่หรือไม่ ส่วนที่กลุ่มเอ็นจีโอ ระบุว่าด่วนสรุปผลการตรวขสอบการสิสามัญนายชัยภูมิเร็วเกินไป นั้น นายชัยภูมิ ใช้อาวุธระเบิดปาใส่เจ้าหน้าที่ ซึ่งเจ้าหน้าที่มีสิทธิที่จะป้องกันตัว หากใครเจอภาวะแบบนั้นก็ต้องตัดสินใจที่จะยิงต่อสู้เพื่อป้องกันตัว เพราะหากมองกลับกัน นายชัยภูมิก็ใช้วิธีการขว้างระเบิดใส่เจ้าหน้าที่เพื่อป้องกันตัวเช่นกัน ทหารจึงต้องใช้อาวุธปืน ในการป้องกันตัว ซึ่งไม่มีใครได้เปรียบเสียเปรียบในเหตุการณ์ลักษณะนี้ เพราะถือว่าเสมอตัว

พล.ท.พล.ท.วิจักขฐ์ กล่าวว่า ทหารคนดังกล่าวได้ปฏิบัติตามกฎปะทะที่ได้กำชับมาโดยตลอด 1.หากไม่จำเป็นเจ้าหน้าที่จะไม่ใช้อาวุธ 2.จะใช้อาวุธเมื่อจำเป็นและเพื่อป้องกันตัวเท่านั้น 3.การจะใช้อาวุธต้องมีเป้าหมายที่เจาะจงและชัดเจน โดยไม่ใช้พร่ำเพรื่อ ซึ่งเป็นกฎเหล็กที่ได้ให้ไว้

“ยืนยันว่าพลทหารคนดังกล่าว ปฏิบัติตามกฎการปะทะ และต้องตัดสินใจอย่างรวดเร็วในภาวะวิกฤต และที่สำคัญ พลทหารคนดังกล่าวไม่เคยมีเรื่องบาดหมางใจกับนายชัยภูมิมาก่อน จึงไม่มีเหตุหรือแรงจูงใจ ในการทำร้ายนายชัยภูมิ โดยได้ตั้งข้อสังเกตว่าเหตุใดนายชัยภูมิซึ่งตกเป็นผู้ต้องหาถึงขัดขืนการจับกุม และประทุษร้ายเจ้าหน้าที่” พล.ท.วิจักขฐ์ กล่าว

“บิ๊กป้อม”ถามเพื่อไทยปรองดองเอาอย่างไร

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/politic/267770

น้อย, สมอง, บอก, พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรีฝ่ายความมั่นคงและ รมว.กลาโหม, บิ๊ก, ป้อม, ถาม, เพื่อ, ไทย, ปรองดอง, เอา, อย่างไร, บิ๊กป้อม

“บิ๊กป้อม”ถามเพื่อไทย จะเอาอย่างไร เรื่องปรองดอง บอกตนสมองน้อย จุดอ่อนเยอะ พรรคเพื่อไทย มีแต่คนเก่ง จุดอ่อนน้อย

       พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรีฝ่ายความมั่นคงและรมว.กลาโหม กล่าวถึงความคืบหน้าการรับฟังความคิดเห็นสร้างความปรองดองว่า ก็ไม่มีอะไร ทุกอย่างเรียบร้อยดีส่วนกรณีที่พรรคเพื่อไทยยังออกมาวิพากษ์วิจารณ์นั้น เป็นการพูดเพียงฝ่ายเดียว อีก 60 กว่าพรรคการเมืองไม่เห็นมีอะไร รวมถึง ภาคประชาสังคมต่างๆ และยืนยันว่า กรณีพรรคเพื่อไทยจะไม่เป็นอุปสรรคในการเดินหน้าปรองดอง

พล.อ.ประวิตร กล่าวต่อว่า เมื่อพรรคเพื่อไทยจะพูดจะให้ทำอย่างไร  ในส่วนของเราก็ดำเนินการต่อไป และตนก็บอกมาก่อนหน้านี้แล้ว เรื่องการขอความเห็นในการสร้างความปรองดอง และพรรคเพื่อไทยก็ออกมาตอบรับเช่นกันว่า ดำเนินการเช่นนี้ถูกทางแล้ว

“มาวันนี้เป็นอะไร ผมไม่เข้าใจ ทุกอย่างก็เดินไป ไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลงและที่พรรคเพื่อไทยกล่าวอ้างว่าทางคณะกรรมการไม่มีความเป็นกลางนั้น คณะกรรมการก็ยังไม่ได้ทำอะไรเลยเขาฟังอย่างเดียว ส่งข้อมูลไปให้คณะชุดที่ 2 ก็ทำหน้าที่แค่บูรณาการ และส่งให้คณะชุดที่ 3 เพื่อทำข้อตกลงร่วม เราก็ทำตามทุกอย่างตามข้อเสนอที่ให้มา ไม่ได้ไปทำอะไรนอกเหนือจากนี้เลย ซึ่งพรรคการเมืองก็ตกลงกันเอง ผมก็ไม่ได้ไปตกลงใจด้วย จะมาว่าอะไรผม ก็ไม่เข้าใจ ก็ไม่รู้นะ เพราะผมสมองน้อย สู้เขาไม่ได้ พวกนี้เขาสมองเยอะ จุดอ่อนเขาน้อย ผมจุดอ่อนเยอะ และมีแต่เก่งๆกันทั้งนั้น ผมไม่เก่ง แต่ผมก็ทำตามวิธีการที่กำหนดไว้ แล้วจะเอายังไง” พล.อ.ประวิตร กล่าว

ดารา-เครือข่ายภาคประชาชน วอนสนช.คลอดกฎหมายโค้ดมิลค์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/politic/267610

กฎหมายโค้ดมิลค์, สนช., เครือข่ายครอบครัวนมแม่, ร่างพ.ร.บ.ควบคุมการส่งเสริมการตลาดอาหารสำหรับทารกและเด็กเล็ก พ.ศ....., พรบ.คุมโฆษณานมผง, ดารา, เครือข่าย, ภาค, ประชาชน, วอน, คลอด, กฎหมาย, โค้ด, มิลค์, ทารก

ดารา-เครือข่ายภาคประชาชน วอนสนช.คลอดกฎหมายโค้ดมิลค์ ห้ามโฆษณานมเด็ก คาดเข้าวาระ 3 ปลายเดือนมี.ค. หวังหนุนคุณแม่ไทยให้นมลูก ป้องเด็กตกเป็นเหยื่อธุรกิจนมผง

           น.ส. ศศิธร วัฒนกุล หรือลอร่า ดารา-พิธีกรชื่อดัง ในฐานะสมาชิกครือข่ายครอบครัวนมแม่  กล่าวถึงกรณีที่สมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ(สนช.) ได้พิจาณาร่างพ.ร.บ.ควบคุมการส่งเสริมการตลาดอาหารสำหรับทารกและเด็กเล็ก พ.ศ…..ในชั้นกรรมาธิการเสร็จเรียบร้อยแล้ว และนำจะเข้าสู่การพิจารณาในวาระ3 ภายในสิ้นเดือนมี.ค. นี้ว่า ในฐานนะที่เลี้ยงลูกด้วยนมแม่มาจนครบ 3 ปี ขอยืนยันว่า นมแม่เป็นอาหารที่วิเศษที่สุด ช่วยสร้างภูมิคุ้มกัน สร้างพัฒนาการที่ดีให้ลูก ดังนั้นต้องมองให้ออกว่า เด็กช่วงวัย1-3 ขวบต้องการอาหารประเภทไหน การที่บอกว่านมแม่กินได้แค่ 1ปี หลังจากนั้นนมแม่จะหมดประโยชน์หรือไม่เหมาะสมกับเด็ก ขอยืนยันว่าไม่เป็นความจริง เพราะหลัง 1 ปี เด็กกินอาหารตามวัยเป็นหลัก และกินนมเป็นอาหารเสริม ดังนั้นสารอาหารจากนมแม่ก็ถูกปรับให้เหมาะสมกับเด็กในช่วงวัยนี้ อย่างไรก็ตาม ผู้ใหญ่ในบ้านเมืองต้องปกป้องคุณแม่มือใหม่ ต้องช่วยคนกลุ่มนี้ เด็กแรกเกิด1-3 ขวบ ทุกช่วงวัยสำคัญไม่แพ้กัน เขาค่อนข้างต้องการความปลอดภัย ต้องการความชัดเจน เขาไม่ต้องการอะไรที่มันเป็นสื่อสีเทา มีสิ่งซ้อนเร้นแอบแฝง เชื่อมโยงกับนมผง หรือสร้างความจงรักภักดีกับยี่ห้อนมผง

              “อย่าลืมว่าธุรกิจนมผงมีการตลาดแอบแฝง มีเทคนิคการขายสารพัดรูปแบบ ซึ่งร่างพ.ร.บ.นี้ไม่ได้สุดโต่ง แต่เพื่อช่วยปกป้องคุ้มครองแม่และเด็กที่จำเป็นต้องใช้ผลิตภัณฑ์นมผงจากการส่งเสริมการตลาดที่ขาดจริยธรรม ซึ่งเขาไม่ได้ห้ามขาย แต่ขอแค่ว่าคุณห้ามโฆษณาส่งเสริมการตลาดนมผง หรือควรโฆษณาให้เป็นไปอย่างเฉพาะด้าน กฎหมายนี้มีปัญหาเฉพาะกับคนที่เสียผลประโยชน์เท่านั้น จึงขอฝากความหวังไว้กับสนช.ให้กล้าหาญ เข้มแข็ง เห็นแก่เด็กๆและคุณแม่มือใหม่ ทำให้สังคมไทยเป็นสังคมนมแม่เป็นตัวอย่างให้กับนานาประเทศ โดยดึงให้ภาคธุรกิจอยู่ถูกที่ถูกทาง ถูกเวลา ธุรกิจนมผงต้องทำตามกรอบกติกาที่ถูกต้อง” นางสาวศศิธร กล่าว

        นายอุดม เสถียรภาพงษ์ แกนนำเครือข่ายองค์กรสุขภาวะอย่างยั่งยืน กล่าวว่า ร่างพ.ร.บ.ฉบับนี้จำเป็นต้องออกมาคุ้มครองเด็กๆ ซึ่งไม่ได้ปกป้องเฉพาะการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่เท่านั้น แต่เป็นการคุ้มครองแม่ให้ได้ข้อมูลที่ถูกต้อง ไม่เกินจริง และได้จากบุคลากรทางการแพทย์ที่น่าเชื่อถือ ซึ่งจำเป็นต้องควบคุมโฆษณาและการส่งเสริมการตลาดของนมผสม ดังนั้นแม่ที่จำเป็นก็ยังหาซื้อได้ แต่ต้องมีข้อมูล องค์ความรู้ที่แม่ทั้งหลายควรรู้ เนื่องจาก30-40ปีที่ผ่านมา เราถูกบริษัทนมผงทำให้เกิดความเข้าใจผิด ใช้คนที่มีอิทธิพลทางความคิดเป็นเครื่องมือ เช่น บุคลากรทางการแพทย์ พยาบาล ชักจูงใจแม่ให้คล้อยตาม เปลี่ยนความคิดให้เห็นว่านมผงเป็นนมที่ดีกว่านมแม่ บริษัทนมผงขายได้แต่ต้องไม่เชียร์ ไม่บิดเบือน ไม่โอ้อวด ไม่เกิดจริง ไม่ปิดกั้น ต้องมีข้อมูลที่ถูกต้อง ต้องไม่มีผลประโยชน์แอบแฝง ดังนั้น สนช.ต้องกล้าหาญเดินหน้าร่างพ.ร.บ.ฉบับนี้ เพื่อสะกัดกั้นเด็กไทยตกเป็นเหยื่อนมผง

         น.ส.อัปสร กฤษณะสมิต ประธานสหภาพแรงงานรัฐวิสาหกิจ บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า มีงานวิจัยจากบุคลากรทางการแพทย์ ผู้เชี่ยวชาญ ทั้งในและต่างประเทศ ว่าการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่ไม่มีอะไรมาทดแทนได้ สอดคล้องกับพ.ร.บ.ฉบับนี้จะแยกให้เห็นอย่างชัดเจนว่าทำไมเด็กควรได้รับนมแม่ ความสำคัญในการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่ และจะไม่เอาความเชื่อผิดๆมาใส่หัวคุณแม่ และเพื่อไม่ให้สังคมไทยเกิดความเข้าใจผิดอีกต่อไป อย่างไรก็ตาม หากรัฐบาลและสนช.เห็นคุณค่าของพ.ร.บ.ฉบับนี้ก็ต้องผ่านร่างและนำไปสู่การบังคับใช้โดยเร็ว นี่เป็นโอกาสและของขวัญอันมีค่ายิ่งต่อคนไทยทั้งประเทศ ทั้งนี้ขอฝากถึงธุรกิจนมผง ให้มีจิตสำนึก คำนึงถึงผู้บริโภค เสียสละไม่ใช่กอบโกยจนเกินเหตุ ควรให้ความรู้ที่แท้จริง สร้างศรัทธากลับมา ให้คนรวยคนจนอยู่ร่วมกันได้

           สำหรับสาระสำคัญของร่าง พ.ร.บ.ฉบับนี้ คือ กำหนดดบทนิยามของคำว่า “ทารก” คือ เด็กตั้งแต่แรกเกิดจนถึง 12 เดือน “เด็กเล็ก” คือ เด็กอายุเกิน 12 เดือนจนถึง 3 ขวบ รวมทั้งการกำหนดคำนิยามของอาหารสำหรับทารกและเด็กเล็ก และในส่วนของการควบคุมการส่งเสริมการตลาด จะระบุถึงเรื่องของการห้ามการโฆษณา ห้ามส่งเสริมการตลาด การห้ามจัดหรือให้การสนับสนุนการจัดประชุม จัดอบรม การสัมมนาทางวิชาการ รวมทั้งระบุห้ามในกรณีของการบริจาคอาหารทารกและเด็กเล็ก และมีการกำหนดโทษ เช่น จำคุกไม่เกิน 3 ปี หรือปรับไม่เกิน 3 แสนบาท หรือทั้งจำและปรับ และปรับอีกไม่เกินวันละ 1 แสนบาท ตลอดเวลาที่ยังไม่ปฏิบัติให้ถูกต้อง เป็นต้น

ดุสิตโพล์ 76.33% มองจับอาวุธสงคราม ‘โกตี๋’โยงการเมือง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/politic/267605

ดุสิตโพล์, 7633, มอง, จับอาวุธ, สงคราม, ตี๋, โยง, การเมือง, มองจับอาวุธสงคราม, โกตี๋โยงการเมือง, โกตี๋

ดุสิตโพล์ เผย ผลสำรวจ ประชาชน 76.33% มองจับอาวุธสงคราม ‘โกตี๋’ อาจเอี่ยวการเมือง-ส่วนตัว แต่ไม่แน่ใจลอบฆ่านายกฯ  กระทบปรองดอง สะท้อนสังคมไทยขัดแย้งแบ่งฝ่าย

          สวนดุสิตโพล์ มหาวิทยาลัยสวนดุสิต เผยแพร่ผลสำรวจความคิดเห็นประชาชนเรื่องประชาชนคิดอย่างไร? กรณี จับอาวุธสงคราม “โกตี๋” โดยสำรวจความคิดเห็นประชาชน จำนวนทั้งสิ้น 1,276 คน ระหว่างวันที่ 20-25 มี.ค.2560 โดยสรุปได้ดังนี้  ประชาชนคิดอย่างไรกับกรณีจับอาวุธสงครามโกตี๋ โดยประชาชนร้อยละ 76.3  มองจับอาวุธโกตี๋อาจเกี่ยวข้องการเมือง-เรื่องส่วนตัว  ส่วน ประชาชนร้อยละ 73.35  ขอให้ดำเนินคดีอย่างถึงที่สุดและเป็นไปอย่างถูกต้องยุติธรรม ขณะที่ร้อยละ 67.71 ระบุว่า อาจมีเบื้องหน้าเบื้องหลังมากกว่านี้ ควรเร่งตรวจตรวจสอบที่มาขัดเจน  ร้อยละ 60.27 มองว่าเป็นคดีสำคัญที่ประชาชนสนใจและติดตามข่าวกันมาก อยากรู้ข้อเท็จจริง และร้อยละ 55.25 ระบุ เป็นการตรวจค้นและยึดอาวุธครั้งใหญ่ น่าจะทำเป็นขบวนการ

        เมื่อสอบถามว่า จากกระแสข่าวระบุว่าเป็นการสะสมอาวุธเพื่อลอบสังหารผู้นำประเทศ ประชาชนส่วนใหญ่ร้อยละ 45.69 ไม่แน่ใจว่าเป็นเรื่องจริงหรือไม่เพราะไม่รู้รายละเอียด อาจเป็นไปได้และเป็นไปไม่ได้  รองลงมา ร้อยละ 31.90 เชื่อว่าเป็นเรื่องจริง เพราะต้องการสร้างความวุ่นวายให้กับการเมือง  และร้อยละ 22.41 ไม่เชื่อ โดยระบุว่า เป็นเพียงการสร้างสถานการณ์ต้องการให้เป็นข่าวครึกโครม ทั้งนี้บางกระแสข่าววระบุว่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเป็นการจัดฉากของเจ้าหน้าที่ตำรวจ ประชาชนเชื่อหรือไม่ ปรากฏว่า   ประชาชนร้อยละ 46.63 ไม่แน่ใจว่าควรเชื่อหรือไม่เพราะไม่รู้ที่มาที่ไป  รองลงมา ร้อยละ 36.99 ไม่เชื่อ เพราะเชื่อมั่นในการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่ มีหลักฐานขัดเจน และร้อยละ 16.38 เชื่อเพราะสถานการณ์ความไม่สงบให้เกิดขึ้น         นอกจากนี้ ในกรณีจับอาวุธสงครามของโกตี๋ ประชาชนส่วนใหญ่ 37.62 คิดว่าจะกระทบกับการสร้างความปรองดอง   รองลงมา ร้อยละ 33.15 ไม่กระทบ และร้อยละ 29.23 ไม่แน่ใจ  และคดีดังกล่าวประชาชนร้่อยละ 74.53 ระบุว่า  เป็นคดีที่สะท้อนให้เห็นว่าสังคมไทยมีความขัดแย้งแบ่งฝักแบ่งฝ่ายกันอย่างชัดเจน รองลงมา ขณะที่ร้อยละ 65.28 เห็นว่า ควรมีมาตรการที่เข้มงวดในการควบคุมอาวุธร้ายแรงอาวุธสงคราม, ร้อยละ 59.17 ระบุ ประชาชนไม่มีความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สิน, ร้อยละ 58.31  น่าจะยังมีขบวนการและการซ่องสุมอาวุธอีกจำนวนมากและร้อยละ 53.84 ระบุเป็นการท้าทายอำนาจรัฐ กฎหมายหละหลวม มีช่องโหว่

ดุสิตโพล์  76.33%  มองจับอาวุธสงคราม ‘โกตี๋’โยงการเมือง

 

“อลงกรณ์” ชี ปฏิรูปแก้ความเหลื่อมล้ำคืบหน้า

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/politic/267575

องกรณ์ชี้ปฏิรูปเหลือมล้ำคืบหน้า, อลงกรณ์, ปฏิรูป, แก้, ความเหลื่อมล้ำ, คืบหน้า

“อลงกรณ์” ชี้ ปฏิรูปแก้ความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจและสังคมคืบหน้า หลังสนช. และครม.เห็นชอบกฎหมายสำคัญ 2 ฉบับ  เผย สปท. เตรียมพิจารณาโมเดลปฏิรูปเศรษฐกิจใหม่

                นายอลงกรณ์ พลบุตร รองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ คนที่หนึ่ง (สปท.)  ในฐานะคณะกรรมการเตรียมการปฏิรูป และคณะกรรมการเตรียมการเพื่อสร้างความสามัคคีปรองดองของคณะกรรมการบริหารราชการแผ่นดิน ตามกรอบการปฏิรูปประเทศ ยุทธศาสตร์ชาติ และการสร้างความปรองดอง (ป.ย.ป.) กล่าวถึงความคืบหน้าการปฏิรูป ว่า การแก้ไขปัญหาความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจและสังคม ซึ่งเป็นปัญหาเชิงโครงสร้างและเป็น 1 ใน 6 ของเป้าหมายการปฏิรูปประเทศครั้งนี้มีความคืบหน้า ภายใต้ป.ย.ป.โมเดล ได้แก่  กรณีที่สภานิติบัยญัติแห่งชาติ (สนช.) เห็นชอบเป็นเอกฉันท์ร่างพ.ร.บ.แข่งขันทางการค้าฉบับใหม่เมื่อวันที่ 24 มี.ค.ที่ผ่านมา โดยกฎหมายฉบับนี้ออกมาก็เพื่อสร้างระบบการค้าที่เสรีเป็นธรรมและป้องกันการผูกขาดตัดตอนทางเศรษฐกิจ และกรณีที่คณะรัฐมนตรีเห็นชอบร่างพ.ร.บ.ภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้างเมื่อ 21 มี.ค.เป็นการปฏิรูประบบภาษีและการคลังภายใต้ 27 วาระเร่งด่วนของป.ย.ป. เพื่อกระจายการถือครองที่ดินและสร้างฐานรายได้ของการปกครองท้องถิ่นให้เข้มแข็ง เนื่องจากกลุ่มประชากรชั้นบนร้อยละ 30 ถือครองที่ดินเกินร้อยละ 90 ขณะที่ประชากรที่เหลือร้อยละ70 มีที่ดินรวมกันเพียงร้อยละ 9 เท่านั้นโดยเฉพาะเกษตรกรส่วนใหญ่ไม่มีที่ดินทำกินเป็นของตัวเอง

นายอลงกรณ์ กล่าวว่า นอกจากนี้สปท.ยังได้ผ่านการพิจารณา 3 วาระปฏิรูปเร่งด่วนในด้านการปฏิรูปเครื่องมือพัฒนาฐานรากเพื่อส่งต่อป.ย.ป.ขับเคลื่อนให้เสร็จภายในปีนี้ได้แก่ ธนาคารที่ดิน สถาบันการเงินชุมชนและวิสาหกิจเพื่อสังคมพร้อมพ.ร.บ.3 ฉบับ และในวันจันทร์ที่ 27 มี.ค.ที่สปท.จะมีการประชุม โดยมีวาระพิจารณารายงานการปฏิรูปพลังงาน และวาระเร่งด่วนด้านการปฏิรูปเศรษฐกิจอนาคต ได้แก่ เศรษฐกิจสร้างสรรค์ และวาระการปฏิรูปการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน เพื่อวางรากฐานโมเดลเศรษฐกิจใหม่ให้กับประเทศสู่การยกระดับอัพเกรดเป็นประเทศรายได้สูงหลังจากติดกับประเทศรายได้ปานกลางมา 20  ปี ซึ่งการขับเคลื่อนปฏิรูปประเทศเพื่อคนไทยทุกคนทั้งในวันนี้และวันหน้าต้องทำอย่างต่อเนื่องตามยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี

“ยิ่งคลื่นลมสงบมากเท่าใดการปฏิรูปก็ไปได้เร็วขึ้นเท่านั้น จึงเป็นหน้าที่และความรับผิดชอบของทุกคน โดยเฉพาะฝ่ายการเมืองที่จะทำให้คลื่นลมสงบมากน้อยแค่ไหน ส่วนป.ย.ป.มีหน้าที่ขับเคลื่อนปฏิรูปต่อไปไม่ว่าจะมีคลื่นสูงลมแรงแค่ไหนก็ต้องนำประเทศเดินไปข้างหน้า จะไม่ยอมให้ประเทศถอยหลังหรือกลับไปสู่ปัญหาเก่าๆ” นายอลงกรณ์ กล่าว

คำพูดเป็นพิษ!!! ร้อง ผู้ตรวจฯ สอบแม่ทัพภาค 3 “กดออโต้ลาหู่”

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/politic/267569

#กาสิโน, #บุรีรัมย์, #ลาหู่, #การเมือง, #คมชัดลึก, องค์การ, พิทักษ์, รธน, ผู้ตรวจการ, แผ่นดิน, องค์การพิทักษ์, คำพูด, เป็นพิษ, ร้อง, ผู้ตรวจ, สอบ, แม่ทัพ, ภาค, โต้, หู่, คำพูดเป็นพิษ, ผู้ตรวจฯ, สอบแม่ทัพภาค, กดออโต้ลาหู่, สมาคมองค์การพิทักษ์รัฐธรรมนูญไทย, ผู้ตรวจการแผ่นดิน

“สมาคมองค์การพิทักษ์รัฐธรรมนูญไทย” ร้อง “ผู้ตรวจการแผ่นดิน” จันทร์นี้ 27 มี.ค. สอบแม่ทัพภาค 3 พ่นไฟเคสวิสามัญชาวลาหู่ – วีระ ปูดเปิดบ่อนกาสิโนทับทีอุทยาน

             26 มี.ค.60 – นายศรีสุวรรณ จรรยา เลขาธิการสมาคมองค์การพิทักษ์รัฐธรรมนูญไทย เปิดเผย วันจันทร์ที่ 27 มี.ค.นี้ เวลา 10.00 น จะเดินทางไปสำนักงานผู้ตรวจการแผ่นดิน ชั้น 9 ห้อง 903 ศูนย์ราชการฯ อาคาร B เพื่อร้องเรียนต่อผู้ตรวจการแผ่นดิน ตรวจสอบและเอาผิดต่อผู้ที่เกี่ยวข้องทั้ง 2 กรณี ประกอบด้วย

1.กรณีที่แม่ทัพภาคที่ 3 แถลงข่าวและให้สัมภาษณ์กรณีการวิสามัญฆาตกรรมนายชัยภูมิ ป่าแส นักเคลื่อนไหวชาติพันธุ์ชาวลาหู่ ภายหลังจากนายรัฐมนตรีสั่งให้ตั้งกรรมการสอบสวนหาข้อเท็จจริงว่า “ ถ้าเป็นผมกดออโต้ไปแล้ว ” นั้น เป็นการก้าวล่วงกระบวนการยุติธรรม และขัดต่อระเบียบกระทรวงกลาโหม ว่าด้วยประมวลจริยธรรม 2551 และถือว่าเป็นความผิดทางวินัยทหารโดยชัดแจ้ง

2.กรณีนายวีระ สมความคิด ออกมาเปิดเผยว่า มีการก่อสร้างและตั้งบ่อนกาสิโนขึ้นในบริเวณพื้นที่ทับซ้อนของประเทศไทย-กัมพูชา บริเวณจุดผ่อนปรนการค้าช่องสายตะกู จ.บุรีรัมย์ ซึ่งบุรีรัมย์ ซึ่งทับซ้อนอยู่ในพื้นที่เขตอุทยานแห่งชาติตาพระยา ถือได้ว่าหน่วยงานภาครัฐที่เกี่ยวข้องเป็นการเอื้อประโยชน์ให้มีธุรกิจการพนันอบายมุขขึ้นในพื้นที่ เข้าข่ายการละเลยการปฏิบัติหน้าที่หรือปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบด้วยกฎหมาย ก่อให้เกิดความเสียหายต่อสังคมและประเทศชาติ

” สมาคมองค์การพิทักษ์รัฐธรรมนูญไทย ไม่อาจปล่อยให้ 2 กรณีดังกล่าวเป็นที่เคลือบแคลงสงสัยของสังคมไทย จึงจะนำความไปร้องเรียนต่อ ผู้ตรวจการแผ่นดิน เพื่อตรวจสอบและเอาผิดต่อผู้ที่เกี่ยวข้องทั้ง 2 กรณีต่อไป ”   เลขาธิการสมาคมองค์การพิทักษ์รัฐธรรมนูญไทย ระบุ

“องอาจ” ชื่นชม ป.ป.ช.ชี้มูลความผิด อดีตผู้ว่า ททท.

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/politic/267558

ป.ป.ช.ชี้มูลความผิดผู้ว่าททท., องอาจชื่นชม ป.ป.ช., องอาจ, ชื่นชม, ปปช, ชี้, มูล, ความผิด, อดีต, ผู้ว่า, ททท, ปปชชี้มูลความผิด, อดีตผู้ว่า

“องอาจ” ชื่นชม ป.ป.ช.ชี้มูลความผิด อดีตผู้ว่า ททท. ร่่ำรวยผิดปกติ  จี้สางคดีทุจริตสินบนข้ามชาติ

           นายองอาจ  คล้ามไพบูลย์  รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์  กล่าวถึงกรณีที่คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.)  มีมติชี้มูลความผิด นางจุฑามาศ ศิริวรรณ  อดีตผู้ว่าการการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย(ททท.)ข้อหาร่ำรวยผิดปกติ จากการเรียกรับเงินจากนักธุรกิจชาวสหรัฐอเมริกา เพื่อให้ได้สิทธิจัดงานเทศกาลภาพยนตร์นานาชาติ และส่งเรื่องให้อัยการสูงสุด ขอให้ศาลมีคำสั่งให้ทรัพย์สินตกเป็นของแผ่นดิน ว่า ต้องขอชื่นชม ป.ป.ช.ที่ทำงานอย่างหนักต่อเนื่องจนสามารถชี้มูลความผิดปิดคดีได้ เพราะการจะเสาะแสวงหาข้อมูลเพื่อเอาผิดกับข้าราชการระดับสูง รับสินบนบริษัทต่างประเทศนั้นไม่ใช่เรื่องง่าย โดยเฉพาะอย่างยิ่งมีการยักย้ายถ่ายเททรัพย์สิน เงินฝาก ไปซุกไว้ในบัญชีเงินฝากในชื่อบุตรสาวถึง 5 ประเทศทำให้มีความสลับซับซ้อนมากยิ่งขึ้น จากนี้ไปคงต้องคอยติดตามว่าเมื่ออัยการสูงสุดขอให้ศาลมีคำสั่งยึดทรัพย์และส่งคำสั่งศาลให้สหรัฐอเมริกาคืนทรัพย์สินที่ถูกอายัดไว้ในต่างประเทศกับคืนประเทศไทยได้รวดเร็วหรือไม่อย่างไร

                  นายองอาจ กล่าวว่า  นอกจากนี้ยังมีสินบนข้ามชาติที่ถูกเปิดเผยในต่างประเทศอีกหลายเรื่องที่เกี่ยวพันกับการทุจริตในไทย เช่น กรณีสินบนโรลสรอยส์ ที่ทาง ป.ป.ช. ควรจะเร่งดำเนินการให้รวดเร็วยิ่งขึ้น   เพื่อหาตัวคนผิดมาลงโทษ และยึดทรัพย์สินเงินทองที่ทุจริตกับคืนมาให้ได้ ไม่ว่าจะซุกซ่อนไว้ในที่ไหนก็ตาม ถ้า ป.ป.ช. สามารถทำคดีทุจริตสินบนข้ามชาติ และทุจริตรายใหญ่ โดยใช้เวลาไม่นานนัก ก็จะทำให้ผู้คิดจะทุจริตไม่ว่าจะเป็นนักการเมือง  ข้าราชการ  นักธุรกิจ เกิดความหวาดกลัว  ไม่กล้าทุจริต   เท่ากับเป็นการป้องกันปราบปรามการทุจริตไปอีกทางหนึ่งด้วย

บิ๊กป้อม” เตรียมยกคณะ ถก จีบีซี กัมพูชา 29-30 มี.ค.นี้

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/politic/267553

บิ็กป้อมยกคณะหารือจีบีซี, บิํกป้อม, บิ๊ก, ป้อม, เตรียม, คณะ, บีซี, กัมพูชา, 2930, มีค, นี้, บิ๊กป้อม, เตรียมยกคณะ, จีบีซี, 29-30, มีคนี้

บิ๊กป้อม” เตรียมยกคณะ ถก จีบีซี กัมพูชา 29-30 มี.ค.นี้ หารือพื้นที่เขาพระวิหาร และ กระชับสัมพันธ์

              พล.ต.คงชีพ ตันตระวาณิชย์ โฆษก กห. เปิดเผยว่า พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรีฝ่ายความมั่นคงและรมว.กลาโหม พร้อมคณะ มีกำหนดการเดินทางไปร่วมประชุมคณะกรรมการชายแดนทั่วไป ( GBC ) ไทย – กัมพูชา ครั้งที่ 12  ณ จังหวัดเสียมราฐ กัมพูชา ระหว่าง  29 – 30 มี.ค.60  โดยมีพล.อ.เตียบันห์ รองนายรัฐมนตรีฝ่ายความมั่นคง และรมว.กลาโหม กัมพูชา เป็นประธานร่วม โดยการประชุมดังกล่าว เป็นเวทีให้คณะกรรมการทั้งสองประเทศ ได้พบปะ พูดคุยสรุปความก้าวหน้าและทบทวนการทำงานร่วมกันที่ผ่านมา และร่วมกันพิจารณาเสริมสร้างความร่วมมือในการดูแลความสงบเรียบร้อยและความมั่นคงปลอดภัยในพื้นที่ชายแดน พร้อมทั้งกระชับความสัมพันธ์ระหว่างกองทัพและหน่วยงานความมั่นคงของทั้งสองประเทศให้แน่นแฟ้นยิ่งขึ้นควบคู่กันไป  พล.ต.คงชีพ กล่าวว่า โดยที่ผ่านมา ความร่วมมือด้านความมั่นคงของทั้งสองประเทศได้มีพัฒนาการร่วมกันอย่างแน่นแฟ้น ด้วยมิตรภาพที่มีความใกล้ชิด จริงใจระหว่างกัน ส่งผลให้ชายแดน ไทย – กัมพูชา มีความสงบสุข มั่นคงและได้รับการพัฒนาร่วมกันอย่างเป็นรูปธรรมมากขึ้น