ร่างกฎหมายภาษีที่ดินใหม่ ลดความเหลื่อมล้ำ ??

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/politic/267468

ประชาธิปัตย์, ลด, ภาษีที่ดินใหม่, 6 ข้อด้อย, ชง, ร่างกฎหมาย, ภาษีที่ดิน, ใหม่, ความเหลื่อมล้ำ, ลดความเหลื่อมล้ำ, อรรถวิชช์

“อรรถวิชช์” ชง 6 ข้อด้อยร่างกฎหมายภาษีที่ดินใหม่ ลดความเหลื่อมล้ำได้จริงหรือไม่

          25 มี.ค.60 – นายอรรถวิชช์ สุวรรณภักดี อดีตส.ส.กทม.พรรคประชาธิปัตย์ กล่าวตั้งข้อสังเกตเรื่องภาษีที่ดินใหม่โดนเฉพาะคนรวย เนื่องจากไม่เก็บภาษีบ้านและที่ทำเกษตรต่ำกว่า 50 ล้านบาทจริงหรือไม่ว่า ตนอยากจะฝากพิจารณาถึงจุดอ่อนของร่าง พ.ร.บ.ที่ดินและสิ่งปลูกสร้างก่อนที่จะบังคับใช้จริง ดังนี้ 1.เกษตรกรได้ยกเว้นภาษีแค่แปลงแรก ถ้าแปลงที่ 2 อยู่คนละซอย ก็ไม่นับราคารวมกัน โดนภาษีเต็มๆ เช่น แปลงแรกราคา1ล้าน (ไม่ถึง50ล้าน) ได้ยกเว้นภาษีเฉพาะแปลงแรก ส่วนแปลงที่2 ราคา 1ล้านโดนเก็บภาษีเต็ม 2.ผู้ประกอบการรายย่อย (SME) ไม่มีที่ดิน ต้องเช่าที่สวยๆ ทำธุรกิจ อย่างร้านอาหาร ตลาดนัด จะโดนค่าเช่าหนัก เพราะภาษีที่ดินใหม่คิดจากราคาประเมิน ไม่ได้คิดจากค่าเช่าแบบภาษีโรงเรือนเดิมเช่น ที่ดินและอาคารราคา 100 ล้าน ค่าเช่าปีละ 1 ล้าน เดิมเสียภาษี 12.5% ของค่าเช่า คือ 125,000 บาท แต่ภาษีใหม่คิดเป็นขั้นบันได 0.3 0.5 0.7 จากราคาประเมิน 100 ล้าน โดนภาษีเพิ่มเป็น 560,000 บาท

3.ภาษีใหม่ไม่เอื้อต่อการจัดผังเมือง ไม่มีส่วนลดภาษีให้สิ่งก่อสร้างที่ตรงตามผังเมือง ควรแก้ไขเหตุที่ปัจจุบันผังเมืองถูกเปลี่ยนตามการลงทุน แทนที่การลงทุนจะต้องเป็นไปตามผังเมือง 4.ไม่เอื้อโซนนิ่งพื้นที่การเกษตร ไม่มีส่วนลดภาษีหากปลูกพืชตามความต้องการของรัฐ เช่น มาตรการลดภาษีที่ดินให้หากไม่ปลูกข้าวนาปรังในช่วงภัยแล้ง หรือการลดพื้นที่ปลูกยางพาราก็จะทำไม่ได้ 5.จะเก็บภาษีที่ดินใหม่ได้ ต้องมีการประเมินที่ดินและสิ่งปลูกสร้างก่อน ซึ่งปัจจุบันกรมธนารักษ์ประเมินแค่ที่ดินก็ยังขาดอีก 15 ล้านไร่ โดยสิ่งก่อสร้างยังไม่ได้ประเมิน

6.การบูรณาการใช้แผนที่อัตราสัดส่วนเดียวกันทั้งประเทศเพื่อแสดงการใช้ที่ดินประเภทต่างๆ (Single map) ยังไม่เสร็จ แผนที่แบ่งเขตป่า เขตอุทยาน สปก. ที่เอกชนยังทับซ้อน ไม่เป็นแผนที่เดียวกัน จะมีปัญหาตอนเก็บภาษีจริง ดังนั้นผู้มีอำนาจต้องพิจารณาข้อด้อยเหล่านี้ว่าจะสามารถลดความเหลื่อมล้ำได้จริงหรือไม่ หรือแค่เป็นการทำแบบลูบหน้าปะจมูก สักแต่ว่าทำ.

เพื่อไทย เจอสกัด!!เปิดตัวหนังสือ “ทำลายจำนำข้าว แต่ฆ่าชาวนา”

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/politic/267462

ตร.-ทหาร อ้างคำสั่งหัวหน้าคสช. สั่งห้ามเปิดตัวหนังสือ “ทำลายจำนำข้าว แต่ฆ่าชาวนา” หวั่นสร้างความขัดแย้งในสังคม เพื่อไทย พร้อมร่วมมืองดจัดกิจกรรม

          25 มี.ค. 60 – ที่สวนวชิรเบญจทัศ (สวนรถไฟ) ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เจ้าหน้าที่ตำรวจสถานีตำรวจนครบาลบางซื่อพร้อมด้วยเจ้าหน้าที่ทหารจำนวนหลายนาย ได้เข้าควบคุมพื้นที่บริเวณร้านอาหารพลอยนารี สวนวชิรเบญจทัศ (สวนรถไฟ) ที่จะมีการจัดงานเปิดตัวหนังสือ “ทำลายจำนำข้าว แต่ฆ่าชาวนา” โดยอดีตส.ส.เพื่อไทย ประกอบด้วย นายยุทธพงศ์ จรัสเสถียร อดีตรมช.เกษตรและสหกรณ์ นายสุรสาล ผาสุข อดีต ส.ส.สิงห์บุรี นายสุชาติ ลายน้ำเงิน อดีตส.ส.ลพบุรี นายสมคิด เชื้อคง อดีต ส.ส.อุบลราชธานี และนายนิยม ช่างพินิจ อดีต ส.ส.พิษณุโลก

ทั้งนี้ เจ้าหน้าที่ได้ตั้งจุดตรวจบริเวณทางเข้าสวนรถไฟ เพื่อสกัดการแถลงข่าวเปิดตัวหนังสือดังกล่าว โดยระบุว่าการจัดงานในครั้งนี้ อาจจะเข้าข่ายความผิดตามคำสั่งหัวหน้า คสช.ที่ 3/2558 เนื่องจากเป็นประเด็นทางการเมืองที่มีความหมิ่นเหม่ จึงขอให้ยุติการจัดงานลง

โดยพ.ต.อ.เศกสิทธิ์ สุภาอ้วน ผกก.สน.บางซื่อ กล่าวว่า ไม่สามารถอนุญาตให้จัดการแถลงข่าวได้ เพราะถือเป็นกิจกรรมทางการเมือง และเนื้อหาของหนังสืออาจเกี่ยวข้องกับประเด็นทางการเมืองที่ก่อให้เกิดความขัดแย้งในสังคม

นายสมคิด กล่าวว่า ตนพร้อมปฏิบัติตามคำสั่งของเจ้าหน้าที่ แต่ยืนยันว่าเนื้อหาในหนังสือไม่มีเจตนาสร้างความขัดแย้งในสังคม แต่ต้องการอธิบายประโยชน์ที่ชาวนาจะได้รับจากโครงการรับจำนำข้าว รวมถึงชี้แจงข้อเท็จจริงในโครงการรับจำนำข้าวที่ถูกบิดเบือน ไม่มีเนื้อหากระทบต่อรัฐบาลและคสช. ทั้งนี้ เมื่อเจ้าหน้าที่ขอร้องมา ตนก็พร้อมให้ความร่วมมือ

นายยุทธพงษ์ กล่าวว่า หนังสือดังกล่าวมีเนื้อหา 434 หน้า จำหน่ายในราคา 250 บาท เดิมตั้งใจจะนำหนังสือมาแจกจ่ายต่อสื่อมวลชนเพื่อเป็นการประชาสัมพันธ์ แต่ไม่รู้ว่าเนื้อหาของหนังสือมีส่วนใดที่ขัดต่อคำสั่งหัวหน้าคสช. เพราะเกี่ยวข้องกับความเดือดร้อนของชาวนาโดยตรง พวกตนจึงคิดว่าจะนำเงินจากการขายหนังสือไปช่วยชาวนาที่ได้รับผลกระทบจากราคาข้าวตกต่ำ เพราะวันนี้ชาวนาไม่มีเงินไปจ่าย ธกส. อย่างไรก็ตาม หนังสือเล่มนี้ จะมีวางขายที่งานมหกรรมหนังสือที่ศูนย์ประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ที่จะจัดขึ้นในเร็วๆนี้.

ร้อง ผู้ตรวจฯ สอบรัฐ เอื้อสัมปทานเอกชน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/politic/267319

ก๊าซ, คมชัดลึก, อ่าวไทย, น้ำมัน, พ.ร.บ., เครือข่ายปชช.ปกป้องประเทศ, ประยุทธ์, ปิโตรเลียม, ร้อง, ผู้ตรวจ, สอบ, รัฐ, เอื้อ, สัมปทาน, เอกชน, ผู้ตรวจฯ, สอบรัฐ, เอื้อสัมปทานเอกชน

เครือข่ายปชช.ปกป้องประเทศ ร้อง ผู้ตรวจฯ สอบรัฐ เอื้อประโยชน์สัมปทานบ.เอกชนขุดน้ำมันอ่าวไทย

          24 มี.ค. 60 – นางบุษบามาส รักสยาม ผู้แทนเครือข่ายประชาชนปกป้องประเทศ ยื่นหนังสือต่อผู้ตรวจการแผ่นดิน ขอให้ตรวจสอบการปฏิบัติหน้าที่ของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้ารักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) คณะรัฐมนตรี (ครม.) และสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ที่อาจขัดต่อประมวลจริยธรรม และขัดกฎหมายอาญามาตรา 157 ในการปกปิดเนื้อหาในร่าง พ.ร.บ.ปิโตรเลี่ยม และพ.ร.บ.ภาษีปิโตรเลี่ยม ซึ่งได้ปกปิดข้อมูลไม่ได้เผยแพร่ข้อมูลสู่สาธารณชนได้ทราบ นอกจากนี้ยังได้แก้ไขกฎหมายปิโตรเลี่ยม เพื่อเอื้อประโยชน์ต่อบริษัทเอกชน โดยลดภาษีปิโตรเลี่ยมลง ทั้งที่บริษัทเอกชนต่างๆ มีกำไรมากมาย                       นางบุษบามาส กล่าวว่า ร่างกฎหมายฉบับใหม่ประชาชนเสียเปรียบเป็นอย่างมาก โดยปกติแล้วทรัพยากรของประเทศไหน ประชาชนก็ต้องได้ผลประโยชน์อย่างเต็มที่ แต่ขณะนี้ข้าราชการกำลังปกปิดเรื่อง พ.ร.บ.ปิโตรเลี่ยม เนื่องจากว่าก๊าซและน้ำมันในประเทศไทยมีจำนวนมาก แต่ทางรัฐได้ระบุว่ากระเปราะเล็กขุดยาก แต่ในแหล่งก๊าซธรรมชาติที่ใหญ่ที่สุดในอ่าวไทยคือ แหล่งก๊าซเอราวัณ และบงกช สามารถขุดได้วันละ 136,000 ล้านลิตร และสามารถขุดน้ำมันได้วันละ 10 ล้านลิตร โดยสามารถส่งออกไปต่างประเทศได้ด้วย แต่ทางรัฐได้อ้างว่ามีน้ำมันน้อย ซึ่งตนไม่เชื่อ ซึ่งทางประชาชนได้ส่งตัวแทนเข้าไปในอนุกรรมการพิจารณาร่าง พ.ร.บ. ฉบับนี้ แต่ว่าเป็นเวลา 3 ปีแล้ว ทางรัฐบาลก็ไม่ยอมนำส่วนที่ประชาชนเสนอไปพิจารณา อีกทั้งสัมปทานที่ทางเอกชนกำลังจะหมดในปี 2566 ดังนั้นเราควรนำทรัพยากรธรรมชาติกลับมาเป็นของประเทศไทย ให้คนไทยมาบริหารกันเอง แต่ทางรัฐบาล และกระทรวงพลังงานได้ให้สัมปทานเพิ่ม รวมอายุที่ต่อสัมปทานตั้งแต่ต้นทั้งหมด 39 ปี โดยปกติแล้วสัมปทานจะสามารถต่ออายุได้แค่ครั้งเดียว ทั้งนี้ในวันที่ 30 มี.ค. ตนจะเดินทางไปที่รัฐสภา เพื่อให้สนช.พิจารณายกเลิกร่างกฎหมายฉบับนี้.

ขอให้เปิดใจกว้าง อย่าสร้างความขัดแย้ง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/politic/267285

ความเห็น, สื่อ, โฆษก, สังคม, น่าเชื่อถือ, คมชัดลึก, ่ระมัดระวัง, พรรคการเมือง, ปรองดอง, ขอให้, เปิดใจกว้าง, อย่า, สร้าง, ความขัดแย้ง, ขอให้เปิดใจกว้าง, อย่าสร้างความขัดแย้ง, โฆษกปรองดอง

“โฆษกปรองดอง” ขอพรรคการเมือง ระมัดระวังเสนอความเห็นผ่านสื่อ สร้างความสับสนสังคม ลดความน่าเชื่อถือคณะทำงาน คิวต่อไป องค์กรสื่อ-สสส.-แพทย์ชนบท

          24 มี.ค. 60 – พล.ต.คงชีพ ตันตระวาณิชย์ โฆษกกระทรวงกลาโหม ในฐานะประธานคณะอนุกรรมการด้านการประชาสัมพันธ์เพื่อสร้างความสามัคคีปรองดอง แถลงข่าวภายหลังกลุ่มภาคประชาสังคม ประกอบด้วย สมาคมอนุรักษ์ดินและน้ำแห่งประเทศไทย กลุ่มปฏิรูปพลังงานเพื่อความยั่งยืน สำหรับสมาคมพัฒนาประชากรและชุมชน โดยสถาบันวิจัยเพื่อพัฒนาประเทศไทย หรือ TDRI  ไม่ได้เดินทางมา จากเดิมได้ตอบรับเข้าร่วมเสนอความเห็น แต่ได้แจ้งประสงค์ขอเลื่อนออกไปก่อน ว่า ในเรื่องการปรองดองเห็นว่ารัฐบาลดำเนินการจัดกลุ่มประชาชนในการเข้ามารับฟังความคิดเห็น และใช้ประชาชนเป็นตัวตั้ง เป็นทางออกในการแก้ปัญหา สำหรับเรื่องความขัดแย้งเกิดจากการนำเสนอข้อมูลที่ไม่สอดคล้องกับข้อเท็จจริงมีการป้ายสีทำให้สังคมเข้าใจคลาดเคลื่อนและสื่อขาดการตรวจสอบข้อมูลที่ถูกต้อง นอกจากนี้ในเรื่องของการทุจริตไม่ซื่อสัตย์ในหน้าที่ก็ถือเป็นชนวนความขัดแย้ง

พล.ต.คงชีพ กล่าวว่า สำหรับในเรื่องความเหลื่อมล้ำของสังคมนั้น มีหลายมิติทั้งในเรื่องที่ดินทำกิน การขาดน้ำซึ่งถือเป็นปัจจัยพื้นฐานของประชาชนรัฐบาลจะต้องเข้าไปบริหารจัดการให้ทั่วถึง และต้องมีกติกากฎหมายชัดเจนมารองรับสำหรับเรื่องการแก้ไขปัญหาการทุจริตคอรัปชั่นนั้นจะต้องมีองค์กรที่โปร่งใสเข้ามาแก้ไขปัญหาเหมือนประเทศสากล นอกจากนี้รัฐจะต้องเข้ามาสนับสนุนการศึกษามุ่งสู่การเรียนรู้การประยุกต์ใช้งานได้จริงอยุธยากับหลักคำสอนทางศาสนาให้รู้จักคิดวิเคราะห์รับการทำมากกว่าการพูดและยอมรับความคิดเห็นที่แตกต่างมีสิทธิเสรีภาพและต้องไม่ไปกระทบสิทธิของผู้อื่นตลอดจนถึงความมั่นคงของประเทศชาติ พร้อมทั้งปลูกฝังเรื่องนิติรัฐ นิติธรรมให้กับเยาวชน

พล.ต.คงชีพ กล่าวว่า สำหรับประเด็นเรื่องประชาธิปไตยนั้น มีปัญหาในเรื่องเชิงโครงสร้าง อำนาจทบทวนการตรวจสอบถ่วงดุลจุดอ่อนที่ต้องแก้ไขก็คือการตรวจสอบถ่วงดุลรัฐบาลจะต้องทำให้พรรคการเมืองเป็นพรรคการเมือ งไม่ใช่เป็นพรรคการเมืองเชิงธุรกิจ ตลอดจนถึงการเลือกตั้งจะต้องมีความบริสุทธิ์ยุติธรรมและมีการลงโทษบุคคลที่ซื้อสิทธิ์ขายเสียงรวมถึงผู้ที่อยู่เบื้องหลัง และให้ความรู้กับประชาชนในเรื่องของประชาธิปไตย

พล.ต.คงชีพ กล่าวว่า สำหรับความคืบหน้าการรับฟังข้อเสนอแนะการปรองดองในส่วนของภูมิภาคนั้น มีความคืบหน้าไปมากแล้วและครอบคลุมทุกภาคส่วนกระจายไปในทุกพื้นที่และได้มีการขยายเวลาไปจนถึงวันที่ 5 เมษายนนี้เพื่อเป็นไปตามฉันทามติยึดความต้องการของประชาชน อย่างไรก็ตาม พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณรองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมในฐานะรอง ป.ย.ป. เน้นย้ำคณะทำงานให้ดำเนินการโดยคำนึงถึงประชาชนเป็นตัวตั้ง มีความละเอียดรอบคอบพิจารณา ให้ครบทุกประเด็น และการทำงานของคณะกรรมการมุ่งเน้นการมีส่วนร่วมของประชาชนปฏิบัติทุกกลุ่มเท่าเทียมกัน

พล.ต.คงชีพ กล่าวว่า งานเรื่องความปรองดองไม่ใช่เรื่องใหม่ แต่เป็นการสานต่อการทำงานในช่วงที่ผ่านมาซึ่งได้พิจารณาชายผู้ทรงคุณวุฒิที่มีความรู้ความสามารถมารับฟังข้อคิดเห็นเพื่อกำหนดอนาคตการอยู่ร่วมกันอย่างสงบซึ่งขณะนี้เดินหน้าไปมากแล้วและได้รับการตอบรับจากทุกภาคส่วนของสังคมได้ข้อสรุปที่มีคุณค่าสะท้อนปัญหาในอดีตตลอดจนถึงการอยู่ร่วมกันในอนาคต

“ขณะนี้การรับฟังข้อเสนอ ความคิดเห็น การปรองดอง เดินมาครึ่งทางแล้วขอให้เปิดใจกว้างอย่าสร้างความขัดแย้งและสร้างเงื่อนไข เนื่องจากได้เปิดโอกาสให้ทุกพรรคการเมืองมาเสนอข้อคิดเห็นไปแล้ว การวิพากษ์ข้อเสนอที่อยู่บนพื้นฐานที่มีความรู้จํากัดผ่านสื่อจะสร้างความสับสนให้กับสังคมและลดความน่าเชื่อถือขององค์กรที่ทำอยู่จึงขอให้ระมัดระวังและขอให้เชื่อมั่น คณะกรรมการทุกคณะที่ได้ทำหน้าที่ด้วยความมุ่งมั่นตั้งใจเป็นกลาง และมีความคิดเป็นอิสระ” พล.ต.คงชีพ กล่าว

พล.ต.คงชีพ กล่าวต่อว่า ในวันอังคารที่ 28 มี.ค. จะมีภาคประชาสังคม 11 กลุ่ม เข้าเสนอข้อคิดเห็นการสร้างความปรองดอง ประกอบด้วย สมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์ สภาการหนังสือพิมพ์แห่งชาติสมาคมนักข่าววิทยุและโทรทัศน์ไทย สภาวิชาชีพข่าววิทยุและโทรทัศน์ไทย สมาคมผู้ผลิตข่าวออนไลน์ มูลนิธิสาธารณสุขแห่งชาติสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.)มูลนิธิแพทย์ชนบทสมาคมโรงพยาบาลเอกชนสภาผู้ปกครองและครูแห่งประเทศไทย.

สนช. ผ่าน ร่างพ.ร.บ.การแข่งขันทางการค้า

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/politic/267281

สนช., ร่า พ.ร.บ. แข่งขันทางการค้า, คมชัดลึก, เอกฉันท์, ผ่าน, ร่าง, พรบ, การแข่งขัน, ทางการค้า, สนช

สนช. ถกหนักผ่านร่างพ.ร.บ.การแข่งขันทางการค้า แต่สุดท้ายผ่านเอกฉันท์

ในการประชุมสภานิติบัญญัติแห่งชาติ(สนช.) ซึ่งมีนายพรเพชร วิชิตชลชัย ประธาน สนช.ทำหน้าที่ประธาน  ได้พิจารณาร่างพ.ร.บ.การแข่งขันทางการค้า พ.ศ…ที่คณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาเสร็จแล้ว โดยร่างพ.ร.บ.ดังกล่าวเป็นการปรับปรุงกฎหมายว่าด้วยการแข่งขันทางการค้า  พ.ศ.2542  ที่มีบทบัญญัติบางประการไม่สอดคล้องกับรูปแบบและพฤติกรรมการประกอบธุรกิจที่เปลี่ยนแปลงไป  โดยมีเนื้อหาสำคัญคือ ให้มีคณะกรรมการแข่งขันทางการค้า จำนวน  7 คน  ที่ต้องมีผลงาน ประสบการณ์ มีความเชี่ยวชาญไม่น้อยกว่า 10 ปีในสาขานิติศาสตร์ เศรษฐศาสตร์  การเงิน อุตสาหกรรม การบริหารธุรกิจ การคุ้มครองผู้บริโภค ที่จะเป็นประโยชน์ในการกำกับดูแลการแข่งขันทางการค้า และยังกำหนดคุณสมบัติต้องไม่เป็นผู้ดำรงตำแหน่งใดๆในสถาบันหรือสมาคมซึ่งเป็นการรวมกลุ่มของผู้ประกอบธุรกิจที่มีวัตถุประสงค์หรือประโยชน์ร่วมกันทางการค้า โดยคณะกรรมการจะมีวาระการดำรงตำแหน่ง 4 ปี และดำรงตำแหน่งได้เพียง 2 วาระ

สำหรับอำนาจหน้าที่ของคณะกรรมการฯ เสนอคณะรัฐมนตรีออกกฎกระทรวง ออกระเบียบ กำกับดูแลการประกอบธุรกิจและกำหนเดแนวทางปฏิบัติเพื่อให้มีการแข่งขันทางการค้าอย่างเสรีและเป็นรูปธรรม พิจารณากำหนดโทษปรับทางการปกครอง  เป็นต้น  ที่สำคัญร่างพ.ร.บ.ฉบับนี้ ให้มีการตั้งสำนักงานคณะกรรมการการแช่งขันทางการค้าขึ้นเป็นหน่วยงานของรัฐที่ไม่เป็นส่วนราชการและไม่เป็นรัฐวิสาหกิจและให้มีฐานะเป็นนิติบุคคล จากเดิมสังกัดกรมการค้าภายใน กระทรวงพาณิชย์ ทั้งนี้เพื่อเพิ่มความคล่องตัวในการบริหารงาน นอกจากนี้ยังมีการกำหนดในเรื่องการป้องกันการผูกขาดและการค้าที่ไม่เป็นธรรม ทั้งการกำหนดราคา เงื่อนไขในลักษณะที่ไม่เป็นธรรมกับผู้ประกอบธุรกิจ การแทรกแซง และห้ามไม่ให้ผู้ประกอบธุรกิจกระทำการรวมธุรกิจที่ก่อให้เกิดการผูกขาดหรือลดการแข่งขันอย่างมีนัยสำคัญในตลาด  เว้นแต่ได้รับอนุญาตจากคณะกรรมการ

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สมาชิกในส่วนของสนช.ที่เป็นสายธุรกิจ  ได้แสดงความไม่เห็นด้วยในมาตรา 51 ที่เป็นเรื่องของการควบรวมธุรกิจ ที่คณะกรรมาธิการฯได้เปลี่ยนแปลงเนื้อหาจากเดิม ที่กำหนด มิให้ผู้ประกอบธุรกิจกระทำการรวมธุรกิจอันอาจก่อให้เกิดการผูกขาดหรือลดการแข่งขันอย่างมีนัยสำคัญในตลาด ตามหลักเกณฑ์ที่คณะกรรมการประกาศกำหนด ซึ่งกมธ.ฯได้มีการเติมข้อความตอนท้ายว่า” เว้นแต่จะได้รับอนุญาตจากคณะกรรมการ “ ซึ่งหมายความว่า การรวมธุรกิจที่ทำให้เกิดการผูกขาดหรือลดการแข่งขันทุกประเภทหากจะรวมธุรกิจจะต้องมีการขออนุญาตจากคณะกรรมการก่อน  นอกจากนี้ยังเพิ่มข้อความใหม่อีกหลายวรรคที่เกี่ยวข้องกับการควบรวมธุรกิจ

โดยสมาชิกที่มาจากสายธุรกิจ อาทิ นายสุพันธุ์ มงคลสุธี  อดีตประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย  นายอิสระ ว่องกุศลกิจ  อดีตประธานหอการค้าไทย นางสุวรรณี   สิริเวชชะพันธ์  กรรมการบริหาร บริษัท คอลเกต ปาล์มโอลีฟ (ประเทศไทย) จำกัด นายสาธิต ชาญเชาวน์กุล  อดีตเลขาธิการ สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI)  เห็นว่า การควบรวมธุรกิจเป็นเรื่องปกติเพื่อเพิ่มขีดความสามารถทางการแข่งขั้น แต่กมธ.กลับมีการแก้ไขเปลี่ยนแปลงหลักการจากร่างเดิมที่มาจากคณะรัฐมนตรี ที่เดิมนั้นได้มีการพูดคุยกับผู้ประกอบธุรกิจและคณะกรรมการประสานงานจนลงตัว แต่กมธ.กลับมาแก้ไขเปลี่ยนแปลงให้การควบรวมธุรกิจที่อาจเกิดการผูกขาดหรือลดการแข่งขัน ต้องได้รับอนุญาตจากคณะกรรมการ  และยกเลิกการแจ้งผลการรวมธุรกิจต่อคณะกรรมการภายใน 7 วัน นับแต่วันที่รวมธุรกิจออกไป  ซึ่งการทำแบบนี้ก็เหมือนเป็นการผูกขาดไปในตัวเพราะคณะกรรมการจะเป็นผู้อนุญาตเท่านั้น ซึ่งจะส่งผลให้เกิดความเสียหายจากธุรกิจและหากการไปขออนุญาตซึ่งจะมีการแจ้งข้อมูลต่างๆทางธุรกิจ อาจทำให้ความลับทางการค้าเกิดการรั่วไหล ทำให้คู่แข่งทางการค้ามีการได้เปรียบเสียเปรียบทันทีส่งต่อความเสียหายต่อธุรกิจ หรือทำให้ราคาหุ้นเกิดการเปลี่ยนแปลง

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า   มาตราดังกล่าวได้มีการอภิปรายกันอย่างกว้างขวาง ซึ่งสมาชิกยังคงยืนยันไม่เห็นด้วยกับการแก้ไขของกมธ.ฯทำให้นายพรเพชร ได้ขอพักการประชุมเพื่อให้กมธ.ไปดำเนินการแก้ไขให้สอดคล้องกับการอภิปรายของสมาชิก ซึ่งหากไม่ทบทวนการที่จะผ่านมาตรานี้คงเป็นไปได้ยาก ซึ่งกมธ.ก็ยินยอมไปปรับปรุงมาตราดังกล่าวใหม่ โดยให้สมาชิกที่อภิปรายและกมธ.มาหารือและปรับแก้ไข  ซึ่งภายหลังการหารือนอกรอบ นายศิริพล ยอดเมืองเจริญ ประธานกมธ.ฯ กล่าวว่า หลังจากการหารือ กมธ.ได้แก้ไขมาตา 51  เป็น 2 ส่วนคือ 1.ให้ผู้ประกอบการธุรกิจที่กระทำการรวมธุรกิจที่อาจก่อให้เกิดการลดการแข่งขันอย่างมีนัยสำคัญในตลาดใดตลาดหนึ่งตามหลักเกณฑ์ที่คณะกรรมการประกาศกำหนด ต้องแจ้งผลการรวมธุรกิจต่อคณะกรรมการภายใน 7 วันนับแต่วันที่รวมธุรกิจ และ2. ให้ผู้ประกอบการธุรกิจที่กระทำการรวมธุรกิจที่อาจก่อให้เกิดการผูกขาดอย่างมีนัยสำคัญในตลาดใดตลาดหนึ่งตามหลักเกณฑ์ที่คณะกรรมการประกาศกำหนด  เว้นแต่จะได้รับอนุญาตจากคณะกรรมการ

ด้านนางพรนภา ไทยเจริญ อดีตคณะกรรมการแข่งขันทางการค้า ในฐานะ กมธ.ชี้แจงว่า   กฎหมายการแข่งขันทางการค้าถือเป็นกฎหมายสากลที่ 133 ประเทศใช้บังคับโดยมีหลักการดูแลโครงสร้างและกำกับการควบรวมธุรกิจ เพื่อป้องกันการผูกขาดและลดการแข่งขัน อย่างมีนัยสำคัญเท่านั้นที่จะต้องได้รับอนุญาตจากคณะกรรมการ  ทั้งนี้ในมาตรา 51 ที่มีการปรับปรุงนั้นจะไม่รวมธุรกิจขนาดเล็กและขนาดกลางหรือเอสเอ็มอี ที่จะไม่เข้าเกณฑ์หรืออยู่ในข่าย  หรือธุรกิจเอสเอ็มอีที่มีส่วนแบ่งการตลาด 30 % หรือมียอดขายต่ำกว่า 2,000 ล้านบาท ก็ไม่ต้องทำอะไรและไม่ต้องแจ้งผลการรวมธุรกิจ  แต่ในกรณีธุรกิจขนาดใหญ่เมื่อรวมแล้วเกิดการผูกขาด มีอำนาจเหนือตลาดและส่งผลกระทบต่อตลาดต้องมีการขออนุญาตก่อน

ผู้สื่อข่าวรายงาน หลังจากการปรับแก้ไขมาตรา 51  เรียบร้อยแล้วก็ไม่มีสมาชิกคนใดติดใจอีก จากนั้นก็ได้มีการพิจารณาเรียงลำดับรายมาตราจนเสร็จสิ้นครบ 89 มาตรา ที่ประชุมได้ลงมติในวาระ 2 และลงเห็นชอบในวาระ 3 ด้วยคะแนนเอกฉันท์ 200 เสียง งดออกเสียง 4 เสียง ประกาศใช้เป็นกฎหมายต่อไป

ป.ป.ช. ไล่บี้ยึดทรัพย์อดีตผู้ว่า ททท.

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/politic/267277

คมชัดลึก, ผู้ว่า ททท., จุฑามาศ ศิริวรรณ, ไล่บี้, ป.ป.ช., ปปช, ไล่, บี้, ยึดทรัพย์, อดีต, ผู้ว่า, ททท, จุฑามาศ

“ป.ป.ช.”ชี้มูล “จุฑามาศ” รับสินบนเทศกาลภาพยนตร์ เตรียมไล่ล่ายึดทรัพย์ในต่างประเทศ

24 มี.ค. 2560 –  นายนิติพันธุ์ ประจวบเหมาะ ผู้อำนวยการสำนักการต่างประเทศ สำนักงาน ป.ป.ช. พร้อมคณะทำงาน ร่วมแถลงข่าวว่า ที่ประชุมคณะกรรมการ ป.ป.ช.ได้มีมติชี้มูลความผิดนางจุฑามาศ ศิริวรรณ อดีตผู้ว่าการการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.)ในข้อหาร่ำรวยผิดปกติ โดยมีทรัพย์สินที่ได้มาโดยไม่สมควร จากการเรียกรับเงินจากนักธุรกิจชาวอเมริกัน เพื่อให้สิทธิ์ในการจัดงานเทศกาลภาพยนตร์นานาชาติกรุงเทพฯ ซึ่งเป็นกรณีต่อเนื่องจากคดีอาญาที่ ป.ป..มีมติชี้มูลและส่งเรื่องให้อัยการสูงสุดดำเนินการส่งฟ้องต่อศาลอาญาแล้ว

การดำเนินการรวบรวมพยานหลักฐานในคดีนี้ทางคณะอนุกรรมการไต่สวน ที่มี พล.ต.อ.สถาพร หลาวทอง เป็นประธานฯ ได้รวบรวมพยานหลักฐานทั้งจากในประเทศและต่างประเทศ โดยมีการประสานข้อมูลกับประเทศสหรัฐอเมริกา ซึ่งพบว่านางจุฑามาศมีทรัพย์สินเป็นเงินฝากในต่างประเทศ 6 ประเทศ คือ ประเทศอังกฤษ ไอร์แลนด์ สิงคโปร์ เกาะเจอร์ซีย์ และสวิตเซอร์แลนด์ โดยมีบุตรสาวเป็นผู้ถือครองแทน รวมทรัพย์สินประมาณ 1.8 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือประมาณ 65 ล้านบาท ซึ่งการชี้แจงถึงที่มาของเงินในกรณีนี้ไม่มีน้ำหนักที่จะรับฟังได้ ป.ป.ช.จึงได้ประสานกับทางสหรัฐอเมริกาเพื่ออายัดทรัพย์สินดังกล่าว

“ป.ป.ช.จะประสานให้สหรัฐอเมริกาคืนทรัพย์สินดังกล่าวให้รัฐไทย ตามอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยการต่อต้านการทุจริต ค.ศ.2003 และสนธิสัญญาระหว่างสหรัฐอเมริกากับประเทศไทย โดยหลังจากนี้ ป.ป.ช.จะต้องส่งเรื่องให้อัยการสูงสุดภายใน 30 วันหลังจากคณะกรรมการ ป.ป.ช.มีมติชี้มูลความผิด เพื่อให้อัยการสูงสุดยื่นขอให้ศาลมีคำสั่งให้ทรัพย์สินดังกล่าวตกเป็นของแผ่นดิน ก่อนที่จะส่งคำสั่งศาลให้กับสหรัฐอเมริกาดำเนินการคืนทรัพย์สินให้ตกเป็นของรัฐไทยต่อไป” นายนิติพันธุ์ กล่าว

นายนิติพันธุ์ กล่าวอีกว่า หลังจากนี้คณะกรรมการประสานงานและเร่งรัดการดำเนินคดีทุจริตระหว่างประเทศ ที่มี พล.ต.อ.วัชรพล ประสารราชกิจ ประธาน ป.ป.ช.เป็นประธานจะมีการประชุมเพื่อหารือการดำเนินการเรื่องดังกล่าวต่อไปโดยคดีนี้ถือเป็นคดีแรกที่มีการติดตามทรัพย์สินจากการกระทำผิดที่มีอยู่ในต่างประเทศกลับคืนสู่ประเทศไทย ซึ่งยังไม่สามารถบอกได้ว่าจะใช้ระยะเวลานานเท่าใดในการเรียกคืนทรัพย์สิน เพราะการดำเนินการต้องเป็นไปตามขั้นตอน และเป็นไปตามกฎหมายในประเทศ และกฎหมายระหว่างประเทศ หากการดำเนินการไม่ถูกต้องตามขั้นตอนการติดตามทรัพย์สินคืนก็จะมีปัญหา อย่างไรก็ตามกรณีนี้ถือเป็นกรณีตัวอย่างที่ทำให้นักการเมืองเห็นว่า แม้ทรัพย์สินจากการกระทำผิดจะอยู่ในต่างประเทศก็สามารถดำเนินการติดตามเอาคืนมาได้

“นายกฯ” ไป นครพนม 27 มี.ค.นี้

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/politic/267268

คมชัดลึก, ลงพื้นที่, นายกฯ, นครพนม, มีค, นี้, มีคนี้, บิ๊กตู่

“บิ๊กตู่” ลงพื้นที่นครพนม 27 มี.ค.นี้ เร่งเส้นทางระเบียงเศรษฐกิจ เชื่อมภมิภาคอาเซียน

 พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและคณะประกอบด้วยรัฐมนตรีฝ่ายเศรษฐกิจ มีกำหนดการตรวจราชการจังหวัดนครพนมและหารือร่วมกับคณะกรรมการ กรอ.ส่วนกลาง และคณะกรรมการ กรอ.กลุ่มจังหวัดภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนบน ประกอบด้วยจังหวัดครพนม สกลนคร มุกดาหาร ในวันจันทร์ที่ 27 มีนาคม โดยมีกำหนดการพบปะกับประชาชน ที่โรงเรียนบ้านนาโดนใหม่ ตำบลโคกหินแฮ่ อำเภอเรณูนคร จากนั้นจะเดินทางต่อไปยังวัดพระธาตุพนม เพื่อสักการะองค์พระธาตุพนม และชมนิทรรศการนำเสนอการขอขึ้นทะเบียนพระธาตุพนมเป็นมรดกโลก

โดยในช่วงบ่ายจะเข้าร่วมประชุมหารือกับคณะกรรมการ กรอ.ส่วนกลาง และคณะกรรมการ กรอ.กลุ่มจังหวัดภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ที่หอประชุมศรีโคตรบูรณ์ มหาวิทยาลัยนครพนม ภายหลังเสร็จสิ้นการประชุม นายกรัฐมนตรีและคณะเดินทางไปยังเขตพัฒนาเศรษฐกิจพิเศษนครพนม และเยี่ยมชมบริเวณแลนด์มาร์ค พญาศรีสัตตนาคราช ก่อนเดินทางกลับกรุงเทพมหานครในเวลาประมาณ 16.30 น.

สำหรับการตรวจเยี่ยมจังหวัดนครพนมในครั้งนี้ นายกรัฐมนตรีจะได้พบปะกับประชาชน และติดตามการขับเคลื่อนนโยบายสำคัญของรัฐบาลในพื้นที่ เช่น โครงการบ้านสวย เมืองสุข การพัฒนาเศรษฐกิจชุมชนตามหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง ติดตามความก้าวหน้าเขตพัฒนาเศรษฐกิจพิเศษนครพนม  ซึ่งเป็น 1 ใน 4 จังหวัดที่อยู่ในโครงการระยะ 2 นครพนม เชียงราย กาญจนบุรี และนราธิวาส มีศักยภาพการเชื่อมโยงไปยัง สปป.ลาว ทางสะพานมิตรภาพไทย—สปป.ลาว แห่งที่ 3         (นครพนม – คำม่วน) และตั้งอยู่บนเส้นทางระเบียงเศรษฐกิจ เส้นทางเชื่อมต่อ สอดรับกับยุทธศาสตร์พัฒนาจังหวัดที่เน้นระบบ โลจิสติกส์ และส่งเสริมการท่องเที่ยว

ทั้งนี้การประชุมร่วมกับคณะกรรมการ กรอ.กลุ่มจังหวัดภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนบน 2 ได้แก่ นครพนม สกลนคร และมุกดาหาร นายกรัฐมนตรีจะได้พิจารณาข้อเสนอการพัฒนากลุ่มจังหวัดที่มีการหารือร่วมกัน ซึ่งโครงการที่กลุ่มจังหวัดต้องการผลักดันและรับการสนับสนุน ได้แก่ ด้านการเกษตรและอาหาร ด้านการพัฒนาและส่งเสริมการท่องเที่ยว และด้านการบริหารจัดการน้ำ

สภาเข้มความปลอดภัย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/politic/267052

จนท., กำลัง, เพิ่ม, คมชัดลึก, รักษาความปลอดภ้ย, สภา, เข้ม, ความปลอดภัย, สภาเข้มความปลอดภัย

สภาฯเพิ่มกำลังจนท.รักษาความปลอดภัยเข้ม ป้องกันเหตุร้าย

             23 มี.ค.60 –   ผู้สื่อข่าวรายงานจากสำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎรว่า หลังจากมีเหตุการณ์การก่อการร้ายโจมตีประชาชนบริเวณรัฐสภา ประเทศอังกฤษ ทำให้นายสุรชัย เลี้ยงบุญเลิศชัย รองประธานสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) สั่งให้สำนักรักษาความปลอดภัยเพิ่มความเข้มงวดการรักษาความปลอดภัยบริเวณรอบรัฐสภา ตั้งแต่เมื่อคืนวันที่ 22 มี.ค.ที่ผ่านมา โดยสั่งเพิ่มเจ้าหน้าที่ตำรวจรักษาความปลอดภัยประจำรัฐสภาทุกจุด และให้ลาดตระเวนทุกชั่วโมง จากเดิมทุก 2 ชั่วโมง พร้อมกับประสานไปยังเจ้าหน้าที่ตำรวจสน.ดุสิตให้มาร่วมดูแลความปลอดภัยรอบพื้นที่บริเวณรัฐสภาด้วย โดยเพิ่มความเข้มงวดการรักษาความปลอดภัยไปเรื่อยๆ จนกว่าจะมีการยกเลิกคำสั่ง.

สนช.ซักฟอกถอดถอน “สุรพงษ์” ออกพาสปอร์ตทักษิณ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/politic/267030

สนช.ซักถามคู่กรณีคดี ปมออกพาสสปอร์ต ”แม้ว”  “สุภา” ย้ำ ใช้ดุลพินิจผิดระเบียบ กต.

          23 มี.ค.60 – ในการประชุมสภานิติบัญญัติแห่งชาติ(สนช.) มีนายสุรชัย เลี้ยงบุญเลิศชัย รองประธานสนช. คนที่ 1 ทำหน้าที่ประธานการประชุม เพื่อพิจารณากระบวนการถอดถอนนายสุรพงษ์ โตวิจักษณ์ชัยกุล อดีตรมว.ต่างประเทศ กรณีการออกหนังสือเดินทางให้แก่นายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี โดยมิชอบ โดยเป็นขั้นตอนกระบวนการซักถามของคณะกรรมาธิการซักถาม(กมธ.) ซักถามต่อคู่กรณีคือคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) และนายสุรพงษ์  ซึ่งมีข้อซักถามทั้งหมด 24 คำถาม เป็นการถามป.ป.ช. 18 คำถาม และนายสุรพงษ์ 6 คำถาม โดยในส่วนข้อซักถามที่กมธ.ได้ซักถามป.ป.ช.นั้น ส่วนใหญ่เป็นคำถามเรื่องคุณสมบัติของนายภักดี โพธิศิริ อดีตกรรมการป.ป.ช.ที่มีปัญหาเรื่องการไม่ได้ลาออกจากกรรมการในบริษัทเอกชนภายในเวลา 15 วัน ก่อนเข้ามาเป็นป.ป.ช. จะมีผลทำให้ขาดคุณสมบัติการเป็นป.ป.ช.หรือไม่ รวมถึงการให้ป.ป.ช.ชี้แจงความผิดของนายสุรพงษ์ที่สั่งการให้หนังสือเดินทางแก่นายทักษิณภายในวันเดียว และกรณีที่นายสุรพงษ์อ้างว่า เป็นอำนาจของปลัดกระทรวงต่างประเทศในการพิจารณาออกหนังสือเดินทางให้แก่นายทักษิณ ไม่ใช่เป็นอำนาจของรมว.ต่างประเทศ

ด้านน.ส.สุภา ปิยะจิตติ กรรมการป.ป.ช. กล่าวตอบข้อซักถามของกมธ.ว่า ยืนยันว่า นายภักดีมีคุณสมบัติเป็นกรรมการป.ป.ช.ถูกต้อง การที่นายสุรพงษ์อ้างคำพูดของนายพิศิษฐ์ ลีลาวชิโรภาส ผู้ว่าสตง.ว่า นายภักดีไม่ได้ลาออกจากการเป็นกรรมการบริษัทเอกชนก่อนมารับตำแหน่งป.ป.ช.ภายในเวลาที่กำหนดนั้น คนที่จะชี้ขาดเรื่องนี้มีเพียงศาลรัฐธรรมนูญและวุฒิสภาเท่านั้น ไม่ใช่นายพิศิษฐ์ ซึ่งก่อนหน้านี้วุฒิสภาเคยลงมติไม่ถอดถอนนายภักดีมาแล้ว ป.ป.ช.ยืนยันว่า การที่นายสุรพงษ์ใช้ดุลยพินิจออกหนังสือเดินทางให้นายทักษิณนั้น ทำผิดระเบียบกระทรวงต่างประเทศว่าด้วยการออกหนังสือเดินทางอย่างชัดเจน เพราะมีเงื่อนไขว่า ไม่สามารถออกหนังสือเดินทางแก่ผู้มีคดีก่อการร้ายได้ และนายทักษิณอยู่ในบัญชีรายชื่อห้ามออกหนังสือเดินทาง แต่กลับมีการออกหนังสือเดินทางให้ ใช้เวลาแค่ 1 วัน โดยไม่มีการตรวจสอบข้อมูลจากสำนักงานตำรวจแห่งชาติ(สตช.)และศาลว่า เป็นผู้อยู่ในบัญชีรายชื่อห้ามออกหนังสือเดินทางหรือไม่ การอ้างว่าเป็นอำนาจของปลัดกระทรวงต่างประเทศพิจารณาออกหนังสือเดินทาง ไม่ใช่อำนาจรมว.ต่างประเทศนั้น ป.ป.ช.เห็นว่า นายสุรพงษ์สั่งการในฐานะรมว.ต่างประเทศให้ออกหนังสือเดินทางแก่นายทักษิณ เจ้าหน้าที่จึงไม่สามารถหลีกเลี่ยงได้ เพราะนายสุรพงษ์ไม่ได้สั่งการให้เจ้าหน้าที่ไปพิจารณา แต่สั่งการให้ยกเลิกคำสั่งยกเลิกหนังสือเดินทางของนายทักษิณในสมัยนายกษิต ภิรมย์ เป็นรมว.ต่างประเทศ พร้อมกับสั่งให้ออกหนังสือเดินทางแก่นายทักษิณ เป็นเหตุให้เจ้าหน้าที่ต้องปฏิบัติตามการสั่งการของนายสุรพงษ์

ต่อมากมธ.ซักถามได้ตั้งคำถามนายสุรงพษ์ในฐานะผู้ถูกกล่าวหา ส่วนใหญ่เป็นคำถามเกี่ยวกับการใช้อำนาจรมว.ต่างประเทศออกหนังสือเดินทางแก่นายทักษิณ เป็นการใช้ดุลยพินิจถูกต้องหรือไม่ และเหตุผลการเร่งรัดออกหนังสือเดินทางให้นายทักษิณภายในเวลา 1 วัน โดยไม่มีการตรวจสอบข้อมูลจากสตช.และศาล ซึ่งนายสุรพงษ์ชี้แจงตอบข้อซักถามว่า การสั่งออกหนังสือเดินทางให้นายทักษิณเป็นการวินิจฉัยทางการเมือง ซึ่งสามารถเห็นแตกต่างกันได้ ไม่ใช่การวินิจฉัยทางข้อกฎหมาย เพราะไม่เห็นว่านายทักษิณมีพฤติการณ์เป็นภัยต่อประเทศไทย ส่วนระยะเวลาออกหนังสือเดินทางให้นายทักษิณ ภายในวันเดียวนั้น ปกติขั้นตอนการขอหนังสือเดินทางผ่านกรมการกงสุลต่างประเทศ ใช้วิธีส่งข้อมูลทางอิเลคทรอนิคส์มายังกรมการกงสุลในประเทศไทย หากคำถูกต้องตามหลักเกณฑ์ก็ดำเนินการได้ทันที ดังนั้นกรณีของนายทักษิณจึงสามารถดำเนินการได้ภายใน 1 วัน เป็นขั้นตอนปกติ ส่วนที่ระบุว่า นายทักษิณมีรายชื่อติดแบล็กลิสต์นั้น ก่อนหน้านี้กระทรวงต่างประเทศได้สอบถามข้อมูลไปยังสตช.และศาลแล้ว แต่ไม่เคยมีหนังสือตอบกลับมาว่า ไม่ควรออกหนังสือเดินทางให้นายทักษิณ

นายสุรพงษ์ กล่าวว่า สำหรับกรณีที่ตนเคยให้สัมภาษณ์ว่า จะมอบหนังสือเดินทางแก่นายทักษิณเป็นของขวัญปีใหม่นั้น เป็นแค่มุกในการให้สัมภาษณ์เพราะเป็นช่วงใกล้ปีใหม่เลยพูดเช่นนั้น แต่การดำเนินการของตนไม่ได้ทำอะไรนอกเหนือหลักเกณฑ์ หรือสั่งให้ทำสิ่งผิดกฎหมาย

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า หลังจากที่ป.ป.ช.และนายสุรพงษ์ตอบคำถามจากกมธ.ซักถามครบถ้วนทั้งหมด โดยใช้เวลาประมาณ 2 ชั่วโมง นายพีระศักดิ์ พอจิต รองประธานสนช. ในฐานะประธานที่ประชุมขณะนั้น แจ้งต่อที่ประชุมว่า ได้คู่กรณีทั้งสองฝ่ายมาแถลงปิดคดีในวันที่ 29 มี.ค. และนัดพิจารณาลงมติจะถอดถอนหรือไม่ถอดถอนนายสุรพงษ์ในวันที่ 30 มี.ค.

เพื่อไทยฟ้องอาญา “ประธานป.ป.ช.-พรเพชร”

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/politic/267019

เพื่อไทย, เรืองไกร, ป.ป.ช., สนช., ละเว้น, ปฏิบัติหน้าที่, ม.157, คมชัดลึก, เพื่อ, ไทย, ฟ้อง, อาญา, ประธาน, ปปช, พรเพชร, ประธานปปช-พรเพชร

ทีมกม.เพื่อไทยฟ้องอาญา “ประธานป.ป.ช.และ5 กรรมการ – “พรเพชร” พร้อม24 สมาชิกสนช. ละเว้นปฏิบัติหน้าที่ ม.157 คดีสอย“ประชา ประสพดี “ไร้คำร้อง

          23 มี.ค.60 – นายเรืองไกร ลีกิจวัฒนะ ทีมกฎหมายพรรคเพื่อไทย เปิดเผยว่า ตนได้รับมอบหมายจากนายประชา ประสพดี อดีต ส.ส.พรรคเพื่อไทย และอดีตรมช.มหาดไทย ให้ยื่นฟ้องดำเนินดดีกับ พล.ต.อ.วัชรพล ประสารราชกิจ ประธานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ(ป.ป.ช.) กับพวกรวม 33 คน ในข้อหาฐานเป็นเจ้าพนักงานปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบหรือโดยทุจริตตามมาตรา 157 ประมวลกฎหมายอาญา ประกอบกับมาตรา 123/1 แห่ง พ.ร.บ.ว่าด้วยคณะกรรมการ ป.ป.ช. จากกรณีที่ พล.ต.อ.วัชรพล และกรรมการ ป.ป.ช.รวม 6 คน ประธานสนช. และรองประธานสนช.รวม 3 คน รวมทั้งสมาชิกสนช.จำนวน 24 คน ที่ร่วมดำเนินกระบวนการถอดถอนนายประชา ออกจากตำแหน่ง รมช.มหาดไทย ในข้อหาแทรกแซงการทำงานขององค์การตลาด โดยไม่ชอบ

นายเรืองไกร กล่าวอีกว่า เนื่องจากการยื่นถอดถอนดังกล่าวไม่ได้มีคำร้องประกอบการถอดถอน ทั้งนี้ศาลอาญาได้รับคำฟ้องและนัดไต่สวนสำนวนคดีในวันที่ 22 พ.ค.แล้ว อย่างไรก็ตามจากการพิจารณากระบวนการถอดถอนนายสุรพงษ์ โตวิจักษณ์ชัยกุล อดีตรมว.ต่างประเทศ ออกจากตำแหน่งจากกรณีการออกหนังสือเดินทางให้กับนายทักษิณ ชินวัตร อดีนายกฯ ของที่ประชุมสนช.ขณะนี้ ซึ่งจากการรับฟังการชี้แจงของน.ส.สุภา ปิยะจิตติ กรรมการ ป.ป.ช.ก็คงจะได้ดำเนินการคดีกับคณะกรรมการป.ป.ช. และผู้ร่วมกระบวนการถอดถอนในข้อหาพิจารณาคำร้องถอดถอนที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายต่อไปอีกด้วย.