เล็งขุดคลองผันน้ำตรัง กรมชลยันช่วยแก้วิกฤติท่วมซ้ำซากระยะยาว

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/254875

วันพฤหัสบดี ที่ 2 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2560, 06.00 น.

นายประเสริฐ วงศ์นราทิพย์ ผู้อำนวยการโครงการชลประทานตรัง กรมชลประทาน เปิดเผยว่า สาเหตุสำคัญที่ทำให้ อ.เมือง จ.ตรัง โดยเฉพาะบริเวณ ต.หนองตรุด ต.นาโต๊ะหมิง และ ต.บางรัก ประสบปัญหาอุทกภัย ที่เกิดขึ้นซ้ำซากทุกปีคือ การไหลบ่าล้นตลิ่งของแม่น้ำตรัง เข้าท่วมพื้นที่บริเวณดังกล่าว เนื่องจากฝนตกหนักในพื้นที่ต้นน้ำที่ อ.ทุ่งสง จ.นครศรีธรรมราช รวมทั้งในพื้นที่ตัวเมืองตรัง ปริมาณน้ำท่าทั้งหมดจะไหลลงสู่แม่น้ำตรังและไหลผ่านมายัง อ.รัษฎา อ.ห้วยยอด อ.วังวิเศษ และอ.เมืองตรัง ตามลำดับจนออกสู่ทะเลที่ อ.กันตังดังนั้นเมื่อมีปริมาณน้ำในแม่น้ำตรังมากเกินไปจึงเกิดน้ำล้นตลิ่งบริเวณ 3 ตำบล ที่กล่าวถึงและขยายออกไปสู่เขตเทศบาลนครตรังด้วย

“แม่น้ำตรังมีความยาวประมาณ 130 กิโลเมตร รับน้ำได้ 430 ลูกบาศก์เมตร (ลบ.ม.) ต่อวินาทีแต่อุทกภัยครั้งล่าสุดเราวัดน้ำที่ไหลผ่านแม่น้ำตรังได้ปริมาณ 530 ลบ.ม.ต่อวินาที จึงทำให้น้ำล้นตลิ่ง” นายประเสริฐกล่าว

สำหรับการแก้ไขปัญหาอย่างถาวรนั้น ขณะนี้กรมชลประทานได้ดำเนินการขุดคลองผันน้ำ(bypass) จาก ต.หนองตรุด ความยาว 7 กิโลเมตร 550 เมตร ความกว้างของท้องคลอง 102 เมตร ความลึก4.50 เมตร อ้อมเมืองตรังไปลงบริเวณก่อนถึงปากอ่าวทะเลกันตัง โดยมีประตูระบายน้ำที่ ต.หนองตรุด ขนาด 8.00 x 6.50 เมตร จำนวน 10 ช่อง และประตูระบายน้ำคลองช้างขนาด 8.00 x 7.00 เมตร จำนวน 10 ช่อง เพื่อบริหารจัดการน้ำ ซึ่งคลอง bypass หนองตรุด-คลองช้าง จะสามารถระบายน้ำได้ 782 ลบ.ม.ต่อวินาที ช่วยตัดยอดน้ำไม่ให้เข้าท่วมพื้นที่ดังกล่าว และยังสามารถกักเก็บน้ำไว้ในลำคลองได้ 3.2 ล้านลบ.ม. ซึ่งน้ำจำนวนนี้จะส่งให้ราษฎรทำการเกษตรได้ประมาณ 5,000 ไร่ อีกทั้งยังช่วยผลักดันน้ำเค็มจากทะเลกันตัง รวมทั้งยังจะใช้เป็นน้ำต้นทุนไว้ใช้ผลิตน้ำประปาอีกด้วย ทั้งคาดว่าจะสามารถก่อสร้างคลองสายนี้แล้วเสร็จภายในปี 2561 แน่นอน แม้ฝนตกหนักทำให้เป็นอุปสรรคต่อการก่อสร้างก็ตาม” นายประเสริฐ กล่าว

ผู้อำนวยการโครงการชลประทานตรัง กล่าวต่อว่า จังหวัดตรังยังมีพื้นที่ที่ประสบปัญหาน้ำท่วมอีกหลายจุด กรมชลประทานได้ทำการศึกษาไว้ในโครงการระบบระบายน้ำแม่น้ำตรัง ซึ่งผลการศึกษาพบว่าการขุดช่องลัดและขุดขยายความกว้างของลำน้ำตรังช่วงล่างต่อจากปลายคลอง Bypass ซึ่งขณะนี้อยู่ระหว่างพิจารณาปรับรูปแบบและขนาดโครงการให้เหมาะเพื่อดำเนินการต่อไป

เผยแพร่นวัตกรรมโคนมครบวงจร อสค.ระดมเทคโนโลยีโชว์งาน‘เทศกาลโคนมแห่งชาติ’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/254877

วันพฤหัสบดี ที่ 2 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2560, 06.00 น.

ดร.ณรงค์ฤทธิ์ วงศ์สุวรรณ ผู้อำนวยการองค์การส่งเสริมกิจการโคนมแห่งประเทศไทย (อ.ส.ค.) เปิดเผยว่า การจัดแสดงองค์ความรู้และการพัฒนาอุตสาหกรรมโคนมไทยทั้งระบบอย่างครบวงจรในงานเทศกาลโคนมแห่งชาติ ประจำปี 2560 ซึ่ง อ.ส.ค.กำหนดจัดขึ้นภายใต้หัวข้อ “ใต้ร่มพระบารมี 55 ปีฟาร์มโคนมไทย-เดนมาร์ค สืบสานอาชีพพระราชทาน” ในระหว่างวันที่ 30 มกราคม – 5กุมภาพันธ์ ที่ อ.ส.ค.มวกเหล็ก จ.สระบุรี ถือเป็นไฮไลท์สำคัญอย่างหนึ่งที่ อ.ส.ค.ได้โชว์ศักยภาพและความก้าวหน้าทางวิทยาการด้านการเลี้ยงโคนมและอุตสาหกรรมนมของประเทศสู่เกษตรกร รวมถึงกลุ่มสมาชิกอาเซียนและนานาชาติ พร้อมเผยแพร่องค์ความรู้ทางวิชาการโคนม นวัตกรรมและเทคโนโลยีสมัยใหม่ไปสู่เกษตรกรผู้เลี้ยงโคนมอย่างแพร่หลายด้วย

งานนี้ อ.ส.ค.ได้ร่วมมือกับหน่วยงานภาครัฐที่เกี่ยวข้อง สถาบันการศึกษา และภาคเอกชน จัดแสดงนิทรรศการวิชาการเกี่ยวกับโคนมอย่างครบวงจร เปิดให้เกษตรกรผู้เลี้ยงโคนมหรือผู้สนใจได้เข้ามาศึกษาเรียนรู้กันเต็มที่ซึ่งมีหลายโซน อาทิ นิทรรศการแสดงความก้าวหน้าและผลงานของ อ.ส.ค.ซึ่งเป็นจุดเริ่มอาชีพการเลี้ยงโคนม ที่พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช รัชกาลที่ 9 ทรงพระราชทานอาชีพแก่เกษตรกรไทย มีหลายเรื่องที่น่าสนใจ เช่น การพัฒนาด้านปรับปรุงพันธุ์โคนม การผลิตน้ำเชื้อแช่แข็งพ่อพันธุ์โคนมที่เหมาะสมกับสภาพแวดล้อม การพัฒนาโรงงานแปรรูปผลิตภัณฑ์นมไทย-เดนมาร์คเพื่อรองรับการขยายตัวของน้ำนมดิบที่เพิ่มขึ้น ทั้งยังมีนิทรรศการศูนย์เรียนรู้การผลิตอาหารทีเอ็มอาร์ (TMR) เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการเลี้ยงโคนมให้กับเกษตรกร ซึ่งจะช่วยลดต้นทุน เพิ่มผลผลิต และได้ผลผลิตน้ำนมดิบที่มีคุณภาพมาตรฐาน

นอกจากนั้น ยังมีนิทรรศการแสดงผลงานวิจัยด้านโคนมที่ อ.ส.ค.ได้ร่วมดำเนินงานวิจัยกับสถาบันการศึกษาต่างๆ รวมถึงความร่วมมือกับต่างประเทศ เช่น นิทรรศการพัฒนาด้านโคนมระหว่างกับ อ.ส.ค.กับประเทศภูฏาน และกลุ่มประเทศสมาชิกอาเซียน พร้อมจัดแสดงนวัตกรรมที่เกี่ยวข้องกับการเลี้ยงโคนม อาทิ เทคโนโลยีเกี่ยวกับเครื่องรีดนม จัดแสดงสายพันธุ์โคนม/ลูกโคที่เกิดจากพ่อพันธุ์เด่นของ อ.ส.ค. และยังมีโซนแสดงนิทรรศการของกรมปศุสัตว์ กรมส่งเสริมสหกรณ์ โครงการสวนจิตรลดา และภาคเอกชน ที่เข้ามาร่วมจัดแสดงด้วย” ผอ.อ.ส.ค.กล่าว

ขณะเดียวกันยังจัดเวทีสัมมนาวิชาการเพื่อสร้างเครือข่ายแลกเปลี่ยนเรียนรู้และประสบการณ์ระหว่างเกษตรกรผู้เลี้ยงโคนมและผู้ที่เกี่ยวข้องในวงการโคนม ทั้งหน่วยงานภาครัฐ นักวิชาการ ภาคเอกชน และผู้บริโภค ซึ่งจะทำให้ได้แนวทางพัฒนาอุตสาหกรรมโคนมไทยในอนาคต มีหัวข้อสำคัญที่น่าสนใจหลายเรื่อง อาทิ วันที่ 30มกราคม 2560 การปาฐกถาพิเศษเรื่อง “ประกาศนโยบายเกษตรแปลงใหญ่ช่วยชาวโคนมไทยได้อย่างไร” โดยรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์, วันที่ 2 กุมภาพันธ์ การเสวนาวิชาการเรื่อง “แนวทางขับเคลื่อนหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงสู่อาชีพพระราชทานการเลี้ยงโคนม” และวันที่ 5 กุมภาพันธ์ มีการบรรยายพิเศษเรื่อง “เกษตรกรผู้เลี้ยงโคนมได้อะไรจากการพัฒนาคุณภาพน้ำนมดิบ”, การสัมมนาเรื่อง “โรคปากและเท้าเปื่อยวาระแห่งชาติ” และเรื่อง “มาตรฐานTMR มาตรฐานนม มาตรฐานฟาร์ม” และยังมีการสาธิตการใช้เครื่องจักรกลการเกษตรขนาดใหญ่ เพื่อการผลิตพืชอาหารสัตว์สำหรับเกษตรแปลงใหญ่ และสาธิตการทำข้าวโพดหมักและหญ้าแห้ง เป็นต้น

“งานเทศกาลโคนมแห่งชาติครั้งนี้ เป็นหนึ่งงานที่เกษตรกรผู้เลี้ยงโคนมไม่ควรพลาด เนื่องจากมีการนำองค์ความรู้ทางวิชาการโคนม นวัตกรรม และเทคโนโลยีที่ทันสมัยมารวมไว้ให้เรียนรู้แบบเบ็ดเสร็จ ณ จุดเดียวและความยิ่งใหญ่การันตีได้ว่า ไม่แพ้ทุกครั้งที่ผ่านมา จึงขอเชิญชวนเกษตรกรผู้เลี้ยงโคนมและผู้ที่สนใจเข้าร่วมชมงานฯในระหว่างวันที่ 30 มกราคม-5 กุมภาพันธ์ 2560 นี้ ที่บริเวณเชิงเขาตาแป้น อ.ส.ค.มวกเหล็ก จังหวัดสระบุรี รับรองว่าไม่ผิดหวังแน่นอน” ดร.ณรงค์ฤทธิ์ กล่าว

รายงานพิเศษ : อุทกภัยบางสะพานครั้งประวัติศาสตร์….มีทางออก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/254741

วันพุธ ที่ 1 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2560, 06.00 น.

เข้าสู่ฤดูแล้งปี 2560 สถานการณ์น้ำของประเทศในภาพรวมทุกภูมิภาค แม้จะมีปริมาณในเขื่อนขนาดใหญ่ทั้ง 33 แห่งทั่วประเทศจะดีกว่าปีที่ผ่านมา แต่ปริมาณก็ยังมีน้ำค่อนข้างน้อย ณ วันที่ 25 มกราคม 2560 มีปริมาณน้ำที่งานได้รวมทั้งสิ้น 24,343 ล้านลบ.ม. หรือเพียงประมาณร้อยละ 52 ของปริมาณการเก็บกักทั้งหมดเท่านั้น และที่สำคัญพื้นที่ชลประทานของเขื่อนขนาดใหญ่อย่างน้อย 10 แห่ง ต้องประกาศขอความร่วมมือให้เกษตรกรงดทำนาปรังอีก 1 ปี เพราะไม่สามารถส่งน้ำสนับสนุนได้

ประกอบด้วยพื้นที่ชลประทานเขื่อนลำตะคอง เขื่อนลำพระเพลิง เขื่อนมูลบน เขื่อนลำแซะ จ.นครราชสีมา เขื่อนปราณบุรี ประจวบคีรีขันธ์ เขื่อนลำนางรอง จ.บุรีรัมย์ เขื่อนศรีนครินทร์ เขื่อนวชิราลงกรณ์ จ.กาญจนบุรี และเขื่อนแก่งกระจาน จ.เพชรบุรี แม้ในพื้นที่ภาคใต้ที่ประสบปัญหาน้ำท่วม แต่ที่เขื่อนบางลาง จ.ยะลา น้ำกลับน้อย ต้องประกาศงดจัดสรรน้ำเพื่อทำนาปรังด้วยเช่นกัน

ส่วนน้ำเพื่อการอุปโภคบริโภค การผลิตน้ำประปา ตลอดจนน้ำเพื่อการรักษาระบบนิเวศน์ และน้ำสำรองเพื่อการปลูกข้าวนาปี ปีนี้ไม่มีปัญหา มีเพียงพอ แต่ขอให้ใช้่น้ำอย่างประหยัดและรู้คุณค่า

อย่างไรก็ตามแม้สถานการณ์น้ำในภาพรวมจะมีปริมาณน้ำต้นทุนที่จะใช้บริหารจัดการในช่วงฤดูแล้งค่อนข้างน้อยก็ตาม แต่พื้นที่ภาคใต้ทั้ง 14 จังหวัดกลับประสบปัญหาอุทกภัยน้ำท่วมอย่างรุนแรง บางพื้นที่ท่วมแล้วท่วมอีก 3-4 รอบ ซึ่งสาเหตุหลักมาจากฝนตกหนักติดต่อกันอย่างต่อเนื่อง และบางพื้นที่มีสิ่งปลูกสร้างขวางทางน้ำ ประกอบกับน้ำทะเลหนุน การระบายน้ำลงทะเลจึงค่อนข้างช้า โดยเฉพาะในพื้นที่ของจ.สุราษฎร์ธานี ตรัง นครศรีธรรมราช พัทลุง รวมทั้ง พื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ สร้างความเสียหายแก่ชีวิตและทรัพย์สินคิดเป็นมูลค่ามหาศาล

นอกจากนี้ยังมีอีกพื้นที่หนึ่งที่ประสบปัญหาน้ำท่วมอย่างรุนแรง และหนักที่สุดในรอบ 50 ปี คือ ที่อำเภอบางสะพาน จ.ประจวบคีรีขันธ์ สร้างความเสียหายจำนวนมาก โดยเฉพาะที่ โรงพยาบาลบางสะพาน จะต้องขนย้ายผู้ป่วยอย่างฉุกเฉิน ปิดการรักษาพยาบาลชั่วคราวทันที

พร้อมๆกับกระแสข่าวออกมาว่า ทำไมไม่มีการแจ้งเตือน!! น้ำท่วมเพราะเขื่อนแตก!!

สำหรับสาเหตุของน้ำท่วมบางสะพานนั้น ได้รับการชี้แจงจากกรมชลประทานว่า เกิดจากปริมาณฝนที่ตกหนักอย่างต่อเนื่องในช่วงวันที่ 8-9 มกราคม 2560 ที่ผ่านมา วัดปริมาณน้ำฝนเฉลี่ยได้ถึง 446 มิลลิเมตร(มม.) และตกเป็นพื้นที่กว้างครอบคลุมลุ่มน้ำคลองบางสะพานทั้งหมดประมาณ 500 ตารางกิโลเมตร จนทำให้มีปริมาณน้ำท่าเกิดขึ้นกว่า 60 ล้านลูกบาศก์เมตร(ลบ.ม.) และไหลลงสู่คลองบางสะพานซึ่งแคบและคดเคี้ยวจนทำให้ล้นตลิ่งไหลเข้าท่วมพื้นที่อ.บางสะพาน ประกอบกับพื้นที่อ.บางสะพาน เองเป็นที่ลุ่มต่ำแอ่งกระทะ เมื่อเกิดฝนตกหนักในพื้นที่หรือพื้นที่ใกล้เคียง น้ำจะไหลมารวมกันและท่วมขังบริเวณนี้เป็นประจำ ครั้งนี้ก็เช่นกัน ฝนที่ตกหนักติดต่อกันถึง 2 วัน ส่งผลให้น้ำท่วมเป็นวงกว้างและรุนแรงสร้างความเสียหายแก่ชีวิต ทรัพย์สิน พืชผลทางการเกษตรจำนวนมากดังกล่าว

ส่วนสาเหตุที่ว่า น้ำท่วมเพราะเขื่อนแตกนั้น จริงๆแล้วเขื่อนไม่ได้แตก เพียงแต่ปริมาณน้ำที่มากทำให้น้ำล้นทางระบายน้ำฉุกเฉิน และไม่ได้ล้นสันเขื่อนอีกด้วย และที่สำคัญหากพิจารณาข้อมูลอย่างเป็นธรรม อย่างเข้าใจแล้วจะรู้ว่า น้ำท่วมบางสะพานครั้งนี้ ไม่ได้มาจากน้ำที่ล้นเขื่อนแต่อย่างใด ในทางตรงข้่ามเขื่อนกลับช่วยลดปริมาณน้ำท่วมในครั้งนี้ด้วยซ้ำไป

สำหรับเขื่อนหรืออ่างเก็บน้ำที่อยู่ในพื้นที่อ.บางสะพานนั้น เป็นอ่างฯขนาดเล็ก 3 แห่ง มีความจุรวมกันไม่ถึง 2 ล้านลบ.ม. ซึ่งอ่างฯทั้ง 3 แห่งมีปริมาณน้ำไหลเข้าจำนวนมากเช่นกัน ถ้าหากนำปริมาณน้ำที่ไหลล้นทางระบายน้ำฉุกเฉิน มาเปรียบเทียบกับปริมาณน้ำท่าที่เกิดขึ้นทั้งลุ่มน้ำคือ 60 ล้านลบ.ม.แล้ว ถือว่าน้อยมาก ดังนั้นน้ำที่ไหลออกจากอ่างฯทั้ง 3 แห่ง จึงไม่ใช่สาเหตุหลักที่ทำให้น้ำท่วม

กรมชลประทานได้ชี้แจงว่า สาเหตุหลักของการเกิดน้ำท่วมครั้งนี้ คือ ฝนตกหนักทั้งลุ่มน้ำคลองบางสะพาน ซึ่งมีลำน้ำสาขาจำนวนมากหลายสิบสาขา ในขณะที่มีลำน้ำสาขาเพียง 3 แห่งเท่านั้นที่มีอ่างเก็บน้ำ และยังเป็นขนาดเล็ก แต่ก็สามารถชะลอและเก็บกักน้ำไม่ให้ไหลลงมาสมทบกับปริมาณน้ำในสาขาอื่นได้ ในขณะที่ลำน้ำสาขาอื่นๆไม่มีแหล่งกักเก็บน้ำเลย ปริมาณท่าที่เกิดขึ้นจำนวนมากจึงไหลลงสู่คลองบางสะพานทั้งหมด จนล้นตลิ่งสร้างความเสียหายดังกล่าว ประกอบกับมีการเปลี่ยนแปลงการใช้ที่ดินและผังเมือง ชุมชนได้เจริญเติบโตขยายตัวเพิ่มขึ้น มีสิ่งปลูกสร้างที่กีดขวางทางน้ำ ความรุนแรง และความเสียหายจึงค่อนข้างมาก

ส่วนประเด็นการแจ้งเตือนนั้น เมื่อตรวจพบว่ามีปริมาณน้ำเกิดขึ้นจำนวนมาก กรมชลประทานได้แจ้งไปยังทางจังหวัด และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้แจ้งเตือนไปยังประชาชนในพื้นที่ ทั้งนี้ในหลายพื้นที่ที่ประชาชนได้รับการแจ้งเตือน ได้ย้ายสิ่งของขึ้นที่สูง และอพยพมาอยู่ในพื้นที่ปลอดภัย แต่ก็ยังมีหลายพื้นที่ที่ยังอยู่ที่เดิมเพราะคิดว่า จะไม่รุนแรงเท่ากับน้ำท่วมใหญ่เมื่อครั้งปี 2548

ประสบการณ์ในอดีตของชาวบ้านคิดว่า “เอาอยู่” การเคลื่อนย้ายของขึ้นที่สูงคิดว่าเพียงพอ เช่นเดียวกับ โรงพยาบาลได้วางกระสอบทรายป้องกันเรียบร้อย แต่ความรุนแรงในครั้งนี้เกินที่คาดการณ์ รุนแรงที่สุดเท่าที่เคยมีมาก็ว่าได้ ถามๆปู่ ย่า ตา ยาย ทุกคนยืนยันเป็นเสียงเดียวกันว่า รุนแรงที่สุด และน้ำมารวดเร็วมาก รถยนต์ที่สัญจรบนถนน โดยเฉพาะถนนเพชรเกษมที่เป็นถนนสายหลักลงสู่ภาคใต้ ถูกพัดเสียหายนับร้อยๆคัน แม้แต่รถบรรทุกขนาดใหญ่ก็ยังไม่สามารถฝ่าความรุนแรงของกระแสน้ำในครั้งนี้ได้

อย่างไรก็ตามหลังจากสถานการณ์น้ำท่วมคลี่คลาย กรมชลประทานได้ส่งเครื่องสูบน้ำ รถขุดตัก รถบรรทุก และเจ้าหน้าที่เข้าช่วยเหลือเพื่อบรรเทาความเดือดร้อนของประชาชน และเข้าตรวจสอบพื้นที่อ่างเก็บน้ำโป่งสามสิบ หมู่ 5 บ้านโป่งสามสิบ ตำบลทองมงคล อำเภอบางสะพาน และอ่างเก็บน้ำคลองลอย หมู่ 8 บ้านคลองลอย ตำบลร่อนทอง อำเภอบางสะพาน เพื่อตรวจสอบสภาพความมั่นคงของตัวอ่างเก็บน้ำและอาคารประกอบพบว่าตัวเขื่อนทางระบายน้ำล้นและอาคารประกอบยังคงมีความมั่นคงแข็งแรง ผิวหน้าคันดินบางส่วนมีความเสียหายบ้างจากน้ำกัดเซาะ ทั้งนี้ กรมชลประทานจะพิจารณาวางแผนซ่อมแซมให้กลับสู่สภาพเดิม และให้ตรงกับความต้องการของประชาชนต่อไป

สำหรับการแก้ไขปัญหาในระยะยาวอย่างถาวรนั้น กรมชลประทานได้น้อมนำแนวทางพระราชดำริของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช รัชกาลที่ 9 มาใช้ในการวางแผนแก้ไขปัญหาทั้งปัญหาน้ำท่วมในช่วงฤดูน้ำหลาก และขาดแคลนน้ำในฤดูแล้ง ซึ่งมีพระราชดำรัส เมื่อปี 2547 โดยสรุปว่า

“…พื้นที่จังหวัดเพชรบุรี จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ จนจรดจังหวัดชุมพรมีปริมาณน้ำในลำห้วยต่างๆเป็นจำนวนมากที่ไหลลงทะเล ให้กรมชลประทานพิจารณาวางแผนสร้างแหล่งเก็บกักน้ำต่างๆตามความเหมาะสมไว้ให้ประโยชน์ให้กับราษฎรและเพิ่มช่องระบายน้ำผ่านถนนและคลองระบายน้ำเพื่อแก้ปัญหาน้ำท่วมโดยด่วนต่อไป…”

นายสมเกียรติ ประจำวงษ์ รองอธิบดีกรมชลประทาน กล่าวว่า กรมชลประทานได้นำแนวพระราชดำริดังกล่าวมาดำเนินโครงการเพิ่มประสิทธิภาพการระบายน้ำเพื่อบรรเทาอุทกภัยพื้นที่บริเวณตัวอำเภอบางสะพาน ซึ่งจากผลการศึกษาพบว่า หากจะให้การแก้ไขปัญหาเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพจะดำเนินโครงการต่างๆดังนี้ ในระยะเร่งด่วน 1-2 ปี ได้ประสานแจ้งกรมทางหลวง กรมทางหลวงชนบท และการรถไฟแห่งประเทศไทยเร่งปรับปรุงแก้ไขสิ่งกีดขวางทางน้ำ สำหรับกรมชลประทานจะดำเนินการปรับปรุงอ่างเก็บน้ำที่มีอยู่ คือ อ่างฯโป่งสามสิบ และอ่างฯบ้านคลองลอย ระยะสั้นจะดำเนินการเพิ่มประสิทธิภาพการระบายน้ำพื้นที่อ.บางสะพาน ซึ่งจะต้องมีการขุดลอกคลองบางสะพาน

ส่วนในระยะกลาง-ยาว พิจารณาขยายคลองระบายน้ำที่อ้อมเมือง เพื่อใช้ระบายน้ำลงสู่ทะเลให้เร็วที่สุด พร้อมกับศึกษาความเหมาะสมการสร้างอ่างฯบ้านไทรทอง และอ่างฯคลองลอยเพิ่มเติม ซึ่งจะต้องดำเนินการศึกษาผลกระทบสิ่งแวดล้อมเบื้องต้น (IEE) และขอใช้พื้นที่จากหน่วยงานที่รับผิดชอบก่อน

หากดำเนินโครงการดังกล่าวสามารถดำเนินการได้ทั้งหมดนั้น จะสามารถทำให้น้ำที่ไหลผ่านเขตเมืองของ อ.บางสะพาน ได้ไม่น้อยกว่า 520 ลบ.ม./วินาที ส่วนการสร้างอ่่างเก็บน้ำจะทำให้มีแหล่งน้ำต้นทุนเพิ่มขึ้นอีกประมาณ 30 ล้าน ลบ.ม. ขยายพื้นที่ชลประทานได้ 15,450 ไร่

โครงการดังกล่าวจะสำเร็จหรือไม่ ขึ้นอยู่กับว่า คนบางสะพานจะเอาหรือไม่?

ศาสตร์พระราชานำพาฝนหลวง 4.0

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/254739

วันพุธ ที่ 1 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2560, 06.00 น.

449007

เรื่องฝนฟ้าอากาศ มีความสำคัญยิ่งต่อภาคการเกษตรและความเป็นอยู่ในชีวิตผู้คนทั้งบ้านทั้งเมืองมาตลอด และนับวันจะยิ่งสำคัญมากขึ้นเรื่อยๆ ท่ามกลางความวิปริตป่วนแปรที่เกิดจากธรรมชาติถูกทำลายอย่างมโหฬาร จนเสียสมดุล โดยเฉพาะสภาวะ “โลกร้อน”

ภัยแล้งและน้ำท่วมซ้ำซาก เป็นหายนะภัยที่เกิดขึ้นปีแล้วปีเล่า โดยเฉพาะช่วงปรากฏการณ์ “เอลนิโญ” หรือ“ลานิญา” ยิ่งทวีความหนักหน่วงรุนแรง เหมือนเช่นช่วง 2-3 ปีมานี้ ที่ไทยต้องเผชิญ“ภัยแล้งแสนสาหัส”จาก“เอลนิโญ”ต่อเนื่องมาจนถึงกลางปี 2559 ครันหมด“เอลนิโญ” ปรากฏการณ์“ลานิญา”เข้ามาแทน เพียงไม่กี่เดือน ก็เกิดน้ำท่วมแสนสาหัสต่อเนื่องหลายระลอกทางภาคใต้จนถึงเวลานี้

“มนุษย์ทำลายธรรมชาติ–ธรรมชาติก็เอาคืนมนุษย์”นั่นเป็น“สัจธรรม” ที่เราได้รับบทเรียนมานักต่อนัก แต่ก็ยังไม่หลาบจำ ใครที่พยายามทำงานปลุกจิตสำนึกรักษาธรรมชาติ ก็ก้มหน้าก้มตาทำไป แต่คนที่บ่อนทำลายธรรมชาติ ก็ไม่หยุดการกระทำ จะอ้างความจำเป็นใดๆ ก็ไม่อาจลบล้างผลที่มันจะเกิดขึ้นกับสังคมโดยส่วนรวม ซึ่งจะย้อนกลับมาเล่นงานเอากับผู้ที่ทำลายธรรมชาตินั้นด้วย

เรื่องร่วมมือแก้ไขปัญหา“โลกร้อน” เพื่อไม่ให้หายนะโดยเร็ว จึงเป็นเรื่องใหญ่ระดับ “โลก” แต่น่าเศร้าที่ข้อตกลงนานาชาติต่างๆ ในเรื่องนี้ ยังคงถูกละเลย เพิกเฉย ยิ่งยุคปัจจุบันที่หลายชาติมหาอำนาจ พากันเลือกผู้นำประเทศประเภท”ชาตินิยม”คิดแต่ผลประโยชน์ของตัวเอง อย่างเช่น กรณีสหรัฐอเมริกา พญาอินทรีมหาอำนาจเบอร์ 1 ซึ่งตอนนี้ได้“โดนัลด์ ทรัมป์”มหาเศรษฐีผู้สุดโต้งมาเป็นประธานาธิบดีคนใหม่ ได้ดำเนินการตามนโยบายที่หาเสียงไว้อย่างไม่แคร์ชาวโลก ซึ่งก็รวมถึงนโยบายที่จะไม่ปฏิบัติตามข้อตกลงลด“โลกร้อน” กลายเป็นตัวเร่งทำให้โลกทั้งใบตกอยู่ในภาวะเสี่ยงสูงขึ้นทุกที จนกลุ่มนักวิทยาศาสตร์ระดับโลกได้เคลื่อนย้ายเวลา“นาฬิกาวันสิ้นโลก”เข้าใกล้เที่ยงคืนมากขึ้น เหลือแค่ 2 นาทีครึ่ง เป็นการส่งสัญญาณเตือนว่า “โลกใกล้จะถึงกาลพินาศมากขึ้นทุกทีแล้ว”

เขียนรำพันมาถึงตรงนี้ อย่างน้อยก็อยากจะให้ทุกคนมีสำนึกกันมากขึ้น ในการที่จะช่วยกันรักษาโลกของเรา เท่าที่มือน้อยๆของแต่ละคนจะทำได้

แต่ถึงแม้ภาวะฝนฟ้าอากาศจะเลวร้ายเพียงใด เราก็ต้องไม่งอมืองอเท้ายอมรับสภาพ โดยไม่ดิ้นรนสู้ให้ได้ เหมือนเช่นที่พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ในหลวงรัชกาลที่ ๙ ได้ทรงศึกษาหาทางแก้ไข จนได้มาเป็นโครงการ “ฝนหลวง” พระราชทานให้พสกนิกรชาวไทย ได้ช่วยบรรเทาความยากแค้น จากภาวะภัยแล้งต่างๆมาจนถึงทุกวันนี้

และหน่วยงานที่มีหน้าที่ทำ“ฝนหลวง”สนองพระราชปณิธานก็คือ กรมฝนหลวงและการบินเกษตร ในสังกัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ซึ่งเพิ่งฉลองครบรอบ 4 ปีการสถาปนาไปเมื่อ 25 ม.ค.ที่ผ่านมานี้ โดยมี“ลูกหม้อ”มากฝีมืออย่างนายสุรสีห์ กิตติมณฑล เป็นอธิบดีคนล่าสุด

อธิบดีสุรสีห์แถลงนโยบายกรมในโอกาสครบรอบ 4 ปีว่า ได้กำหนดวิสัยทัศน์เชิงนโยบายการพัฒนาตามนโยบายประเทศไทย 4.0 ภายใต้แนวคิด “ยุทธศาสตร์ 20 ปีศาสตร์พระราชานำพาฝนหลวง 4.0” ให้กรมฝนหลวงฯเป็น“องค์กรชั้นนำระดับโลกด้านการดัดแปรสภาพอากาศตามศาสตร์ของพระราชา ภายในปี 2579” โดยน้อมนำแนวทางตำราฝนหลวงพระราชทานมาใช้เป็นพื้นฐานภายใต้ 4 ยุทธศาสตร์คือ 1.ยุทธศาสตร์ป้องกันและแก้ปัญหาภัยแล้งและบรรเทาภัยพิบัติ 2.ยุทธศาสตร์การเพิ่มประสิทธิภาพการดัดแปลงสภาพอากาศ 3.ยุทธศาสตร์การบริหารจัดการด้านการบิน และ4.ยุทธศาสตร์การพัฒนาระบบบริหารจัดการภาครัฐ

นอกจากนี้ ยังตั้งเป้าเป็นศูนย์ถ่ายทอดเทคโนโลยีการดัดแปรสภาพอากาศในระดับนานาชาติ เร่งตั้งศูนย์ปฏิบัติการฝนหลวงเพิ่ม 8 แห่งในแต่ละภูมิภาค พัฒนาแต่ละศูนย์ให้เป็นระดับสากล รวมถึงตั้งเป้าหมายแก้ปัญหาพื้นที่ภัยแล้งภายใน 20 ปีให้ได้100% และบรรเทาภัยพิบัติได้ 65%

ทั้งนี้โดยจะพัฒนาองค์กร 4 ด้านได้แก่ 1.พัฒนาบุคลากรให้เป็น smart officer 2.พัฒนาหน่วยงานสำนักงานให้สามารถรองรับเทคโนโลยีความทันสมัย smart office 3.พัฒนาการทำฝนให้ถูกที่ถูกเวลา เชื่อมโยงกับยุทธศาสตร์ป้องกันและแก้ไขภัยแล้งและบรรเทาภัยพิบัติ smart rainmaking service และ 4.พัฒนาการจัดการโดยใช้เทคโนโลยีที่เกี่ยวกับงานวิจัย smart management

ครับ ก็ต้องเอาใช้ช่วย และต้องชมพล.อ.ฉัตรชัย สาริกัลยะ ด้วย ที่เลือกใช้คนถูก มีวิสัยทัศน์ เข้าใจงานฝนหลวง เชื่อว่า ไปโลดแน่

สาโรช  บุญแสง

จัดยิ่งใหญ่เทศกาลโคนมแห่งชาติ n โชว์วิทยาการอาชีพพระราชทาน/30มค.-5กพ.ที่มวกเหล็ก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/254737

วันพุธ ที่ 1 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2560, 06.00 น.

ดร.ณรงค์ฤทธิ์ วงศ์สุวรรณ ผู้อำนวยการองค์การส่งเสริมกิจการโคนมแห่งประเทศไทย (อ.ส.ค.) เปิดเผยว่า อ.ส.ค. เตรียมจัดงานเทศกาลโคนมแห่งชาติ ประจำปี 2560 อย่างยิ่งใหญ่ในระหว่างวันที่ 30 มกราคม – 5 กุมภาพันธ์ ที่บริเวณเชิงเขาตาแป้น อ.มวกเหล็ก จ.สระบุรี ภายใต้หัวข้อ “ใต้ร่มพระบารมี 55 ปีฟาร์มโคนมไทย-เดนมาร์ค สืบสานอาชีพพระราชทาน” เพื่อน้อมรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ที่พระราชทานอาชีพเลี้ยงโคนมให้แก่ชาวไทย และแสดงความก้าวหน้าของวิทยาการด้านการเลี้ยงโคนมและอุตสาหกรรมโคนมของไทย โดยได้รับพระมหากรุณาธิคุณจาก สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เสด็จฯทรงเป็นองค์ประธานเปิดงาน ในวันที่ 30 มกราคม

โดยภายในงานมีกิจกรรมที่สำคัญ อาทิ การสัมมนาวิชาการเครื่องจักรกลทางการเกษตร และปัจจัยขับเคลื่อนความสำเร็จงานการผลิต TMR สู่ฟาร์มโคนมยุคใหม่, การนำเสนอแนวความคิดแผนธุรกิจของนักเรียนนักศึกษาในด้านความยั่งยืนของอาชีพการเลี้ยงโคนม ตลอดจนการประกวดโคนมประเภทต่างๆ พร้อมเยี่ยมชมโรงงานผลิตนมไทย–เดนมาร์ค, การนั่งรถพ่วงชมทิวทัศน์ความสวยงามของฟาร์มโคนมไทย-เดนมาร์ค รวมถึงชมการสาธิตการรีดนมโค การป้อนนมลูกโค การสาธิตทำปุ๋ยนม และการออกร้านจำหน่ายผลิตภัณฑ์นมไทย-เดนมาร์ค และผลิตภัณฑ์นมโคจากหลายหน่วยงาน

ดร.ณรงค์ฤทธิ์ กล่าวต่อว่า เมื่อปี พ.ศ.2503 พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช พร้อม สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ได้เสด็จฯประพาสทวีปยุโรป ทรงสนพระทัยในกิจการฟาร์มโคนมของชาวเดนมาร์ก เนื่องจากทรงเล็งเห็นว่าน่าจะเกิดประโยชน์ต่อเกษตรกรชาวไทย และคนไทยจะได้ดื่มนมที่มีคุณค่าทางโภชนาการ รัฐบาลเดนมาร์กจึงถวายโครงการส่งเสริมการเลี้ยงโคนมเป็นของขวัญแก่ล้นเกล้าทั้ง 2 พระองค์ โดยได้ดำเนินการจัดตั้ง “ฟาร์มโคนม” และ“ศูนย์ฝึกอบรม
การเลี้ยงโคนมไทย-เดนมาร์ค” ขึ้น อ.มวกเหล็ก จ.สระบุรี จากนั้นในวันที่ 16 มกราคม 2505 พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช พร้อมด้วย พระเจ้าเฟรดเดอริกที่ 9 แห่งประเทศเดนมาร์ก ได้เสด็จฯทรงเปิดฟาร์มโคนมแห่งนี้ ต่อมาคณะรัฐมนตรีจึงกำหนดให้วันที่ 17 มกราคมของทุกปี เป็นวันโคนมแห่งชาติ และถือเป็นวันสำคัญยิ่งต่ออาชีพการเลี้ยงโคนมในประเทศไทย

หมอดินเดินหน้า‘ปลูกพืชปุ๋ยสด’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/254735

วันพุธ ที่ 1 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2560, 06.00 น.

นายสุรเดช เตียวตระกูล อธิบดีกรมพัฒนาที่ดิน เปิดเผยว่า ตามที่คณะรัฐมนตรีมีมติเมื่อวันที่ 15 พฤศจิกายน 2559 เห็นชอบโครงการปลูกพืชปุ๋ยสดของกรมพัฒนาที่ดิน พื้นที่เป้าหมาย 200,000 ไร่ แบ่งเป็นปลูกเพื่อผลิตเมล็ดพันธุ์ปุ๋ยพืชสด 50,000 ไร่ และเพื่อไถกลบสำหรับปรับปรุงคุณภาพดิน 150,000 ไร่ ในพื้นที่ 19 จังหวัดลุ่มน้ำเจ้าพระยา ได้แก่ สมุทรปราการ นนทบุรี ปทุมธานี พระนครศรีอยุธยา อ่างทอง ลพบุรี สิงห์บุรี สุพรรณบุรี นครปฐม ชัยนาท สระบุรี นครนายก อุตรดิตถ์ นครสวรรค์ กำแพงเพชร ตาก สุโขทัย พิษณุโลก และพิจิตร โดยกรมพัฒนาที่ดินจะสนับสนุนเมล็ดพันธุ์ต้นทุนให้เกษตรกรที่เข้าร่วมโครงการ ไร่ละ 5 กิโลกรัม รายละไม่เกิน 20 ไร่ และสนับสนุนค่าไถเตรียมดินให้เกษตรกรที่เข้าร่วมโครงการ โดยมีเงื่อนไขตามที่กรมพัฒนาที่ดินกำหนด ไร่ละ 500 บาท ค่าไถ กลบไร่ละ 500 บาท และเกษตรกรต้องปลูกพืชปุ๋ยสดเพื่อเก็บเมล็ดพันธุ์อย่างน้อย 1 ใน 4 ส่วนของพื้นที่ เช่น มีพื้นที่เข้าร่วมโครงการ 20 ไร่ ต้องปลูกเพื่อผลิตเป็นเมล็ดพันธุ์พืชปุ๋ยสด 5 ไร่ และไถกลบ 15 ไร่ เป็นต้น โดยจะรับซื้อเมล็ดพันธุ์คืนจำนวน 6,000 ตัน ในราคากิโลกรัมละ 20 บาท เพื่อนำไปแจกจ่ายให้กับเกษตรกรที่เข้ามาฝึกอบรมในศูนย์เรียนรู้การเพิ่มประสิทธิการผลิตทางการเกษตร (ศพก.) เพื่อให้เกษตรกรนำไปปรับปรุงบำรุงดินในพื้นที่ของตนเอง

“หลังจากที่กรม ได้เปิดรับสมัครเกษตรกรที่มีความประสงค์จะเข้าร่วมโครงการ พบว่า มีเกษตรกรสนใจสมัครเข้าร่วมโครงการ จำนวน 13,957 ราย พื้นที่จำนวน 223,201.32 ไร่ ซึ่งแบ่งออกเป็น 2 ส่วน ได้แก่ ส่วนที่ 1 พื้นที่เป้าหมายเพื่อผลิตเมล็ดพันธุ์พืชปุ๋ยสด เพื่อขายคืนเมล็ดพันธุ์ให้กรม เป้าหมาย 50,000 ไร่ เกษตรกรเข้าร่วมโครงการ จำนวน 56,132.40 ไร่ คิดเป็นร้อยละ 112 และส่วนที่ 2 พื้นที่เป้าหมายปลูกเพื่อไถกลบพืชปุ๋ยสด เป้าหมาย 150,000 ไร่ เกษตรกรเข้าร่วมโครงการ จำนวน 167,068.92 ไร่ คิดเป็นร้อยละ 111 และมีรายชื่อเกษตรกรที่ผ่านการตรวจสอบไม่ซ้ำซ้อนกับโครงการปลูกพืชหลากหลาย และโครงการปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ ทั้งสิ้นจำนวน 12,592 ราย พื้นที่ 196,639.52 ไร่ มีเกษตรกรที่ได้ดำเนินการไปแล้วจำนวน 1,481 ราย รวมเป็นพื้นที่จำนวน 22,343.50 ไร่ เกษตรกรได้ดำเนินการเบิกจ่ายเงินจาก ธ.ก.ส. ไปแล้ว” อธิบดีกรมพัฒนาที่ดิน กล่าว

อากาศเย็น-ฝนตกซ้ำ เตือนเกษตรกรระวัง โรคเหี่ยวถล่ม‘ขมิ้น’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/254733

วันพุธ ที่ 1 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2560, 06.00 น.

กรมวิชาการเกษตรประกาศแจ้งเตือน จากสภาพอากาศเย็นในช่วงกลางคืน ร้อนจัดในช่วงกลางวัน และมีฝนตก จึงขอเตือนเกษตรกรผู้ปลูกขมิ้นให้เฝ้าระวังโรคเหี่ยว ที่สามารถพบได้ทุกระยะการเจริญเติบโต อาการเริ่มแรกใบจะเหี่ยวม้วนเป็นหลอดมีสีเหลือง ลุกลามจากส่วนล่างขึ้นไปยังส่วนปลายยอดจนแห้งตายทั้งต้น โคนต้นและหน่อที่แตกออกมาใหม่มีลักษณะฉ่ำน้ำสีน้ำตาลเข้มถึงดำ เมื่อผ่าลำต้นตามขวางจะพบเมือกแบคทีเรียไหลซึมออกมาเป็นสีขาวขุ่น ลำต้นเน่า และหลุดออกจากเหง้าได้ง่าย

ทั้งนี้หากพบในแปลงปลูกให้ขุดต้นไปเผาทำลายนอกแปลงทันที จากนั้นให้โรยปูนขาวบริเวณหลุมที่ขุด และทำความสะอาดอุปกรณ์การเกษตรที่ใช้กับต้นที่เป็นโรคก่อนนำกลับมาใช้ใหม่ หากจะปลูกขมิ้นในฤดูถัดไป ควรหลีกเลี่ยงการปลูกในพื้นที่ที่เคยมีการระบาด และควรทำแปลงปลูกให้มีการระบายน้ำที่ดี นอกจากนี้ควรเตรียมดิน โดยไถพรวนดินให้ลึกจากผิวดินมากกว่า 20 ซม.ขึ้นไป และตากดินมากกว่า 2 สัปดาห์ ก่อนปลูกให้รมดินฆ่าเชื้อโรคด้วยการโรยยูเรียผสมปูนขาว อัตรา 80:800 กิโลกรัมต่อไร่ จากนั้นไถกลบและรดน้ำให้ดินมีความชื้น ทิ้งไว้ 3 สัปดาห์ จึงเริ่มปลูก และให้เลือกใช้หัวพันธุ์ที่มีคุณภาพดีจากแหล่งปลอดโรค

ผลักดันมังคุดเบตง ติดระบบ‘QR code’ เพิ่มศักยภาพแข่งขัน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/254583

วันอังคาร ที่ 31 มกราคม พ.ศ. 2560, 06.00 น.

นายประพัฒน์ ปัญญาชาติรักษ์ ประธานสภาเกษตรกรแห่งชาติ เปิดเผยว่า มังคุดเป็นผลไม้ที่ได้รับความนิยมในการบริโภคทั้งสดและแปรรูป โดย จ.ยะลา มีพื้นที่ให้ผลผลิตมังคุด 6,933 ไร่ 3,213 ตันต่อปี โดยเฉพาะ อ.เบตง มีพื้นที่ปลูกเป็นลำดับต้นๆของจังหวัด แต่การผลิตยังมีปัญหาคุณภาพและขาดการบริหารจัดการด้านการตลาดทำให้ไม่สามารถแข่งขันในตลาดได้ สภาเกษตรกรฯเล็งเห็นความสำคัญของการสร้างมูลค่าเพิ่ม และการตลาด เน้นกระบวนการผลิตที่มีคุณภาพ เพื่อสร้างแรงจูงใจในการเลือกซื้อ โดยสามารถตรวจสอบข้อมูลย้อนกลับผลผลิตนั้นๆได้อย่างรวดเร็ว โดยติด QR code และการตลาด

นายมะหะหมัดซันโรนิง อามะ ประธานสภาเกษตรกรจังหวัดยะลา กล่าวว่าสภาเกษตรกรจังหวัดยะลา ร่วมกับสถาบันพัฒนาองค์กรเอกชน (องค์กรมหาชน) และธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตรจังหวัดยะลา พัฒนาศักยภาพการแข่งขันมังคุด จ.ยะลา จากการเกษตรแบบดั้งเดิมสู่เชิงพาณิชย์ เกิดระบบตามสอบสินค้าเกษตร (QR code) เพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มด้านราคา การแข่งขัน และการตลาด โดยจัดอบรมให้เกษตรกรเมื่อกลางเดือนมกราคมที่ผ่านมา ซึ่งเชื่อว่าจะเป็นการสร้างงาน สร้างอาชีพให้แก่เกษตรกรตลอดจนพัฒนาชุมชนให้เข้มแข็งอย่างยั่งยืน

รายงานพิเศษ : กรมหมอดินสานต่อโครงการเกษตรทฤษฎีใหม่ เน้นส่งเสริมเกษตรกรปรับปรุงบำรุงดิน-ลดต้นทุนการผลิต

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/254587

วันอังคาร ที่ 31 มกราคม พ.ศ. 2560, 06.00 น.

“หลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง” เป็นแนวทางที่พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชพระราชทานไว้ให้แก่คนไทยทุกคน เพื่อใช้เป็นแนวทางในการดำเนินชีวิตให้อยู่ด้วยความมั่นคงและยั่งยืน ทรงคิดค้น วิจัย และทดลองการทำเกษตรทฤษฎีใหม่ เพื่อหาหนทางแก้ไขปัญหาการทำเกษตรกรรมที่ไม่ได้ผลในเขตแห้งแล้งและขาดแคลนน้ำในการเกษตร โดยเฉพาะการทำการเกษตรที่อาศัยน้ำฝนเป็นหลัก ซึ่งมีความเสี่ยงสูงต่อการขาดแคลนน้ำ กรณีฝนทิ้งช่วงและปริมาณน้ำฝนไม่เพียงพอในการเพาะปลูก

กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ น้อมรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณอันหาที่สุดมิได้ที่ทรงมีต่อปวงชนชาวไทย จึงได้จัดทำโครงการส่งเสริมให้เกษตรกรน้อมนำแนวพระราชดำริหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง การทำเกษตรทฤษฎีใหม่ มาใช้เป็นแนวทางการดำเนินชีวิตให้แก่เกษตรกรที่มีความสมัครใจจาก 882 อำเภอทั่วประเทศ จำนวน 70,000 ราย โดยให้นำหลักการทำเกษตรทฤษฎีใหม่ไปปรับใช้ในพื้นที่ของตนเองอย่างเหมาะสมสอดคล้องกับสภาพพื้นที่ของเกษตรกรตามภูมิสังคม เน้นการปรับปรุงบำรุงดินให้มีความอุดมสมบูรณ์ การจัดการเพาะปลูกพืช และการบริหารจัดการใช้น้ำอย่างรู้คุณค่าและมีประสิทธิภาพ มุ่งหวังที่จะช่วยพัฒนาคุณภาพชีวิตของเกษตรกรในการลดรายจ่าย เพิ่มรายได้แก่ครัวเรือน

นายสุรเดช เตียวตระกูล อธิบดีกรมพัฒนาที่ดิน กล่าวว่า กรมพัฒนาที่ดินเป็นหน่วยงานหนึ่งที่ได้ร่วมดำเนินงานโครงการเกษตรทฤษฎีใหม่ ซึ่งมีพื้นที่เกษตรกรในส่วนความรับผิดชอบของกรมฯ จำนวน 6,292 ราย โดยพร้อมให้การสนับสนุนในด้านการฟื้นฟูและพัฒนาโครงสร้างของดิน ด้านการปรับปรุงบำรุงดินในพื้นที่ของเกษตรกรที่เข้าร่วมโครงการ และต้องการดำรงชีวิตตามหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง เพื่อให้สภาพดินมีความอุดมสมบูรณ์ มีความเหมาะสมในการเพาะปลูกพืชชนิดต่างๆ พร้อมทั้งถ่ายทอดองค์ความรู้และส่งเสริมการใช้เทคโนโลยีชีวภาพด้านการพัฒนาที่ดินของกรมพัฒนาที่ดิน ชนิดต่างๆ ให้เกษตรกรเพื่อใช้ลดต้นทุนในการผลิตและช่วยเพิ่มผลผิต โดยเกษตรกรต้องมีความตั้งใจจริงในการประกอบอาชีพเกษตรกรรมมีความซื่อสัตย์ มีความขยัน มีความอดทน ดังนี้

1.สนับสนุนสารเร่งซุปเปอร์ พด.1 เพื่อทำปุ๋ยหมักสูตรพระราชทาน ซึ่งเป็นปุ๋ยอินทรีย์ที่ได้จากการใช้เศษวัสดุเหลือใช้จากไร่นาเป็นวัตถุดิบในการทำปุ๋ยอินทรีย์ที่มีต้นทุนต่ำ และเกษตรกรสามารถผลิตเองและใช้เองในพื้นที่การเกษตร เพื่อใช้ปรับปรุงโครงสร้างของดิน และเพิ่มความอุดมสมบูรณ์ในดินให้มีความเหมาะสมกับการเจริญเติบโตของพืช

2.สนับสนุนสารเร่งซุปเปอร์ พด.2 สำหรับทำน้ำหมักชีวภาพเพื่อเร่งการเจริญเติบโตของพืช และ พด.7สำหรับทำสารขับไล่แมลงศัตรูพืช พร้อมอุปกรณ์ในการผลิต ได้แก่ ถังหมัก กากน้ำตาล และให้การฝึกอบรมวิธีการทำน้ำหมักชีวภาพโดยใช้เศษวัสดุต่างๆ ในพื้นที่ ซึ่งสารเร่งแต่ละชนิดจะมีประสิทธิภาพในการใช้แตกต่างกันออกไปตามวัตถุประสงค์

3.ส่งเสริมการปรับปรุงพื้นที่ดินกรด ดินเปรี้ยว โดยการจัดหาวัสดุปูนเพื่อการเกษตร (โดโลไมท์) ให้กับเกษตรกรที่เข้าร่วมโครงการ นำไปหว่านในพื้นที่เพื่อช่วยปรับสภาพความเป็นกรดของดิน และให้เกิดความสมดุลของธาตุอาหารต่างๆ ในดิน

“ขอให้ความเชื่อมั่นว่า ในพื้นที่การทำเกษตรทฤษฎีใหม่ของเกษตรกรที่เข้าร่วมโครงการฯ จะได้รับการฟื้นฟูและปรับปรุงบำรุงดินให้มีความอุดมสมบูรณ์ มีความเหมาะสมต่อการเพาะปลูกมากขึ้น สามารปลูกพืชที่มีความหลากหลาย ได้คุณภาพที่ดี จำหน่ายได้ราคาดี มีรายได้หมุนเวียนสม่ำเสมอ คุณภาพชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีขึ้นส่งผลให้เกษตรกรสามารถพึ่งพาตนเองได้อย่างยั่งยืนในที่สุด” อธิบดีกรมพัฒนาที่ดิน กล่าวทิ้งท้าย

สุรเดช เตียวตระกูล

คปพ. หนุนตั้ง “บรรษัทน้ำมันแห่งชาติ”

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/politic/268052

คมชัดลึก, ไม่รับตำแหน่ง, ลั่น, บรรษัทน้ัำมันแห่งชาติ, คปพ., หนุน, ตั้ง, บรรษัท, น้ำมัน, แห่งชาติ, คปพ, หนุนตั้ง, บรรษัทน้ำมันแห่งชาติ, หม่อมอุ๋ย, บิ๊กตู่

คปพ. แถลงโต้ “หม่อมอุ๋ย” ลั่นไม่รับตำแหน่งใดๆใน “บรรษัทน้ำมันแห่งชาติ” ยันประชาชนได้ประโยชน์ แต่ค้าน ร่าง พ.ร.บ.ปิโตรเลียม เตรียมเสนอ “บิ๊กตู่” ใช้ ม.44 ยุต

เครือข่ายประชาชนปฏิรูปพลังงานไทย (คปพ.) นำโดย นางรสนา โตสิตระกูล อดีตสว. นายธีระชัย ภูวนาถนรานุบาล และนายปานเทพ พัวพงษ์พันธ์ พร้อมกลุ่มสหพันธ์แรงงานรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์ หรือ สรส. ร่วมกันแถลงจุดยืนคัดค้านร่างพ.ร.บ.ปิโตรเลียมและร่างพ.ร.บ.ภาษีเงินได้ปิโตรเลียม ที่จะเข้าสู่การพิจารณาของสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ในวันที่ 30 มี.ค.นี้ พร้อมชี้แจงตอบโต้ม.ร.ว.ปรีดิยาธร เทวกุล อดีตรองนายกรัฐมนตรี ด้านเศรษฐกิจ

โดยนายธีระชัย กล่าวถึงกรณีม.ร.ว.ปรีดิยาธร ออกมาคัดค้านการจัดตั้งบรรษัทน้ำมันแห่งชาติ โดยเฉพาะข้อกังวลจะมีกรมทหารเข้ามาบริหารจัดการน้ำมันว่า  เหตุใดจึงไม่ต้องการให้เชื้อเพลิงธรรมชาติมาตกอยู่ในมือของรัฐ เพราะการให้รัฐจัดการ จะทำให้รัฐและประชาชนได้รับผลประโยชน์อย่างแท้จริง 100% จึงไม่อยากให้กังวลว่าทหารจะเข้ามาจัดการ เพราะทหารก็น่าจะนึกถึงประโยชน์ของประเทศเป็นหลัก  การที่กรมพลังงานทหารเข้ามาก็ยิ่งทำให้การจัดตั้งบรรษัทน้ำมันแห่งชาติทำได้ทันที แต่การบริหารขึ้นอยู่กับโมเดล โดยบทบาทบรรษัทสามารถทำเป็นบันได 3 ขั้น ซึ่งขั้นที่ 1 ต้องมี 2 บทบาท คือ ขายปิโตรเลียมแทนเอกชน เพราะหากให้เอกชนมาจัดการ หน่วยงานรัฐไม่สามารถตรวจสอบเอกชนได้ และบทบาทในการถือกรรมสิทธิ์แทนรัฐ เช่น ท่อก๊าซ แท่นขุดเจาะ หากใช้โมเดลแรกก็สามารถตั้งได้ทันที และไม่จำเป็นต้องใช้บุคคลที่มีความรู้ความสามารถทางเศรษฐกิจ และไม่ต้องกังวลว่าจะเป็นการรวมศูนย์อำนาจ หรือการเมืองจะเข้ามาแทรกแซง เพราะทุกอย่างต้องทำอย่างโปร่งใส

นายธีระชัย กล่าวว่า ส่วนบันไดขั้นที่ 2 ต้องมีบุคคลากรที่มีความรู้ ไม่ต่างจากธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) กลต. หรือเอกชน และให้ผลตอบแทนน่าพึงพอใจ ซึ่งบันไดที่ 1-2 สามารถทำได้ โดยไม่ต้องใช้คนมาก สำหรับบันไดขั้นที่ 3 บรรษัททำธุรกิจเองทุกขั้นตอน แต่อยากให้ดูตัวอย่างจากประเทศเม็กซิโก เพื่อดูว่าประเทศไทยพร้อมถึงขั้นนั้นหรือไม่ ถ้าไม่ก็ไม่จำเป็น เป็นงานยาก เราต้องมานั่งประเมินตัวเองว่าพร้อมหรือไม่  ตนคิดว่าขั้นแรกเราสามารถดำเนินการจัดบรรษัท ได้ทันที ใช้เงินไม่มาก บุคลากรไม่มาก ขั้นที่2 เป็นสิทธิกระทรวงพลังงานตัดสินใจ จะโอนงาน กรมเชื้อเพลงธรรมชาติหรือไม่ เพื่อความสะดวก ตนย้ำว่าการมีบรรษัท จะทำให้ผลประโยชน์เบี่ยงแบนไปจากเดิม ที่เคยอยู่ในมือของเอกชนที่ผู้มีสิทธิ์ในขณะนี้ ได้สิทธิในการรับซื้อ ปิโตรเลียม ณ ปากหลุมอยู่คนเดียวเป็นสิทธิผูกขาด จะย้ายมาเป็นสิทธิของบรรษัท และกำไรที่เกิดขึ้น จากการซื้อและขายก๊าซก็จะเป็นของประชาชน

ส่วนที่ม.ร.ว.ปรีดิยากร ยกตัวเองย้อนกลับไปในอดีตว่า ตลาดน้ำมันของประเทศไทย ตลาดที่ครองน้ำมันเป็นหลักเป็นบริษัทต่างชาติ  แล้วการตั้งการปิโตรเลียมแปรรูปมาเป็นปตท. ทำให้ปตท.ประสบความสำเร็จอยู่ระดับที่ใหญ่ เป็นบริษัทต้นๆของโลก สามารถขยายกิจการไปได้ในประเทศเพื่อบ้านได้อย่างดี และในเมื่อมีบริษัทที่ทำหน้าที่รัฐวิสาหกิจดีอยู่แล้ว เราไม่จำเป็นต้องตั้งบรรษัท  ในอนาคตอันใกล้  จะมีการเปลี่ยนแปลงในสถานะการณ์ธุรกิจพลังงานของประเทศไทย ที่ไปจากกระบวนการทำงานเดิม เป็นการเปลี่ยนแปลงใหญ่ จาก 2 ปัจจัย  ปัจจัยที่1 พอเราเปลี่ยนไปใช้ระบบแบ่งปันผลผลิต จะเป็นครั้งแรกที่รัฐมีสิทธิในด้านต่างๆโดยเฉพาะสิทธิในการที่จะขายปิโตรเลียม ปัจจัยที่ 2 สัมปทานที่กำลังจะทยอยหมดอายุ ทำให้รัฐได้รับทรัพย์เข้ามาของรัฐจำนวนมาก จะทำให้เกิด ทรัพยสิทธิ กรรมสิทธิ์หรือสิทธิต่างๆ  ในรูปแบบใหม่ ซึ่งรัฐจำเป็นต้องมีการบริหารจัดการ และเราเอาสิทธิเหล่านี้ไปให้บริษัทเอกชนได้หรือไม่ ทำไม่ได้

“ยกตัวอย่างปตท.ตอนแปรรูปปตท.มีการให้สิทธิในการจองหุ้นกับคนหลายกลุ่ม กลุ่มที่1 กลุ่มผู้บริหารและพนักงานของการปิโตรเลียมแห่งประเทศไทย กลุ่มที่ 2 ผู้มีอุปการะคุณ กลุ่มที่ 3 กลุ่มนักการเมืองหรือสมาชิกรัฐสภาได้รับสิทธิในการซื้อหุ้น และสิทธิในการซื้อหุ้นจากผู้ถือหุ้นต่างชาติ ซึ่งอาจจะเป็นคนที่มี่บัญชีอยู่นอกประเทศเอาสิทธินี้ไปใช้หรือไม่” นายธีระชัย กล่าว

นายธีระชัย กล่าวต่อว่า หากรัฐเอาสิทธินี้ให้กับบริษัท มีผู้ถือหุ้น โดยเฉาพะมีผู้ถือหุ้นต่างประเทศทำให้ประชาชนเสียหาย เป็นการเอาผลประโยชน์ประชาชนทั้งประเทศ ไปให้ประโยชน์ของคนกลุ่มเล็ก หรือให้ต่างชาติ การเอาทรัพยสิทธิ ที่กำลังจะเกิดขึ้น ยกไปให้กับใครก็ตาม ทำให้ประโยชน์ไม่ต้องกับประชาชนร้อยเปอร์เซ็น  ย้ำว่า ทรัพยสิทธิ จำเป็นต้องเอาเข้ามาเป็นกรรมสิทธิของบรรษัทน้ำมันแห่งชาติ  ทั้งนี้หากจัดตั้งและดึงกรรมสิทธิ์มาตั้งรวมศูนย์ จะต้องยุบกิจการขนาดใหญ่หยุดลง อาจเกิดปัญหาวิกฤตทางเศรษฐกิจได้  ตนติดตามการทำงานเห็นว่าหลายบริษัท โฆษณาตัวเองว่ามีธรรมาภิบาลสูง โปร่งใส ผู้บริหารสูงเป็นที่ยอมรับ มีกำไรต่อเนื่อง  จึงอย่าไปกังวลแทนเขา

อย่างไรก็ตามตนเสนอให้สนช. แก้ไขมาตรานี้  ให้มีการจัดตั้งบรรษัททันที  ต้องจัดตั้งก่อนการเปิดประมูลแหล่งเอราวัณ  แหล่งบงกช เพราะจำเป็นที่ต้องให้เปิดผลประโยชน์กับประเทศชาติและประชาชน และการเปิดประมูลให้มีการแข่งขันเต็มที่ ให้สร้างกติกาก่อน ค่อยยืนข้อเสนอ ว่าใครทำอะไร บรรษัทจำเป็นให้เอกชนเห็นก่อนการยื่นข้อเสนอต่างๆ

ด้านน.ส.รสนา กล่าวว่า บรรษัทนำมันแห่งชาติ เป็นผลประโยชน์สำคัญของประเทศ ต้องบอกว่า พรบ.ปิโตรเลียม 2514 ได้บัญญัติ ไว้ว่าจะให้สัมปทานกับเอกชนเพียง2 ครั้ง ในยุคแรก บงกชและเอราวัณ การที่กฎหมายปิโตรเลียมให้ 2 ครั้งแสดงว่ามีเจตนารมณ์ต้องการให้สัมปทานเพื่อให้เอกชนพัฒนาก่อนในยุคแรกและในเวลา 39-50 ปี เพื่อให้คนไทยสามารถเรียนรู้เทคโนโลยีสืบทอดและมาบริหารต่อ การที่รัฐบาลในอดีตมีการตั้งปิโตรเลียมแห่งประเทศไทยและปตท สข. เพื่อถ่ายโอนเทคโนโลยี  แต่ปรากฏว่า ในระยะเวลาที่ผ่านมา นักการเมืองในแต่ละสมัย ก็มีการแปรรูปตั้งแต่ให้เป็นเอกชนที่อยู่ในตลาดหลักทรัพย์  ในระยะเวลาที่ผ่านมารัฐบาลเลยไม่ได้มี บรรษัทน้ำมันแห่ชาติ ซึ่งเป็นในเจตนารมณ์ของพรบ.ปิโตรเลียม 2514  เมื่อให้2 ครั้ง ไม่ให้ต่อสัมปทานอีก หมายถึงให้รัฐกลับมาทำเอง ซึ่งเวลา 39-50 ปี เพียงพอที่คนไทย ทำหน้าที่นี้ต่อไป

ทั้งนี้แหล่งเอราวัณกับแหล่งบงกช กำลังจะหมดอายุสัมปทานในปี 2565 2566  และต่อสัมทปทานไม่ได้ จึงจำเป็นต้องมีการแก้กฎหมายปิโตรเลียม และรัฐมนตรีกระทรวงพลังงานพูดชัดเจน การแก้กฎหมายปิโตรเลียมในครั้งนี้ เพื่อนนำมาจัดการ เอราวัณและบงกช ในเรื่องการต่ออายุ แต่กฎหมายบอกไว้แล้วห้ามต่อสัมทปทานอีก จึงจำเป็นต้องใส่ที่เรียกว่าระบบ แบ่งปันผลผลิตเข้ามา กฎหมายฉบับนี้มี 3 ระบบ แต่ไม่นิยาม ว่าต่างกันอย่างไร  กฎหมายกำลังแก้มี3 ระบบ เรียกว่า จ้างบริการคืออะไร คือรูปแบบสัมปทานเหมือนเดิม เป็นรูปแบบนายหน้า เพราะคนที่ได้สัมปทานไปแล้วก็ไปจ้างคนอื่นมา ถ้าเรามีบรรษัทน้ำมันแห่งชาติขึ้นมา และแหล่งน้ำมันหมดอายุ ก็ตั้งขึ้นมาเป็นของประเทศ  ไม่ต่างจากโทรคมนาคม เวลาหมดสัมปทาน ก็ต้องโอนกลับมาในการบริหารต่อไป จึงจำเป็นที่ต้องมีหน่วยงานรัฐที่รับมอบ

น.ส.รสนา กล่าวว่า บรรษัทจะเป็นตัวสำคัญที่จะมาดูเรื่องของปริมาณและการจัดการส่วนแบ่ง ปตท.พาสื่อไปดูงานความล้มเหลวของเม็กซิโก แต่น่าไปดู ปิโตรนัส เพราะเป็นของรัฐ 100 เปอร์เซ็น แต่ก็ทำสัญญาเอกชนให้เอกชนเข้าประมูล ระบบประมูล จะเป็นระบบที่โปร่งใสที่สุด แต่กฎหมายฉบับนี้เป็นการประกวดความงาม  และที่อ้างว่าจะมีเงินต่างประเทศถึง 5,000 ล้าน หากคิดแล้วเป็นแค่ 1 เปอร์เซ็นที่ได้ใน 1ปีเพราะมีรายได้ถึง 5 แสนล้านบาท  ถ้าเราตั้งบรรษัท ก็ใช้เงินไม่ต้องมาก หลังจากนั้นจะมีเงิน 2แสนล้านบาทเข้ามาจากแหล่งของ เอราวัณและบงกช สมมุติประมูลแล้ว รัฐ60 เอกชน 40 รัฐมีหน้าที่บริหารขาย แต่กฎหมายฉบับนี้ ไม่มีบรรษัท  สมมุติให้คู่สัญญาเป็นผู้ขายและถ้าหากคู่สัญญา ตั้งบริษัทลูกมารับงานเอง

ทั้งนี้สิ่งที่เราคัดค้านเพราะเราไม่ใช้ ระบบแบ่งปันผลผลิตที่เป็นไปตามมาตรฐานที่โลกใช้กันอยู่ เป็นระบบแบ่งปันผลผลิตกำมะลอ แบ่งปันจำแลง เป็นสงครามแย่งชิง การกำหนดกติกา จะมาบริหารทรัพยากรปิโตรเลียมของประเทศ ซึ่งมีมูลค่า4-5 แสนล้านบาท การที่กลุ่มทุนพลังงาน พาสื่อไปดูเขียนข่าวโฆษณาว่า ความล้มเหลวที่เดินตามรอยนั้น เรื่องที่สังคมต้องจับตาดู บรรษัท หัวใจสำคัญของผลประโยชน์กลับมาอยู่ของประเทศชาติหรือผลประโยชน์อยู่ที่ประชาชนต่อไป  การใช้ระบบสัมปทานทำให้เอกชน มาข้อสัมปทานเร่ขายในต่างประเทศได้ ทำกำไรหลายพันล้าน ประเทศไม่ได้อะไร  ถ้าเป็นระบบผลผลิตเอกชนจะไม่สามารถเอาแหล่งปิโตรเลียม ของเราไปขายต่อได้ ไม่สามารถเอาแผ่นดินไปเร่ขายได้  เชื่อว่านายกฯมีเจตนาดีกับบ้านเมืองแต่กลุ่มทุน ราชการ แวดล้อมที่อยู่รอบตัวท่าน ทำให้ท่านไม่ได้ยินเสียงของพวกเรา

ขณะที่นายปานเทพ กล่าวว่า เนื้อหายังแก้ไขไม่ตอบโจทย์ตามที่ประชาชนเรียกร้อง เพราะถึงแม้จะมีการกำหนดให้มีบรรษัทน้ำมันแห่งชาติ มาจัดการเชื้อเพลิงธรรมชาติจริง แต่ไม่ได้กำหนดให้จัดตั้งทันที เท่ากับว่าเป็นการเปิดช่องให้บริษัทรายเดิม ได้ต่อสัมปทานรอบใหม่ อีกทั้งตามระบบแบ่งปันผลผลิตและจ้างผลิตไม่ได้กำหนดให้มีการประมูลอย่างยุติธรรม สุดท้ายจะเกิดช่องว่างการใช้ดุลยพินิจเอื้อประโยชน์ให้เอกชนรายเดิมอยู่ดี   ทั้งนี้ยืนยันว่า คปพ.จะไม่รับตำแหน่งใดๆทั้งสิ้นในบรรษัทน้ำมันแห่งชาติอย่างแน่นอน และในวันที่ 30 มี.ค. เวลา 08.00 น. จะเข้ายื่นหนังสือคัดค้านร่างกฎหมายทั้ง 2 ฉบับ ต่อประธานสนช.และหากสนช. ยังผ่านร่างกม.ดังกล่าว จะยื่นหนังสือให้นายกฯดำเนินการโดยใช้มาตรา 44 เพื่อยุติร่างดังกล่าว แต่หากไม่ได้รับคำชี้แจงจากนายกฯ ก็จะปักหลักชุมนุมบริเวณหน้า กพร. จนกว่ารัฐบาลเลิกกฎหมายดังกล่าว อย่างไรก็ตามตนอยากทราบว่า ภายใต้หน้ากากประยุทธ์จะทำเพื่อกลุ่มทุนหรือทำเพื่อประชาชน