ชาวพังงาปิ๊งไอเดียเก๋ปลูกแตงโมรูปหัวใจ เพิ่มมูลค่าให้เกษตรกร

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/255102

วันศุกร์ ที่ 3 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2560, 14.24 น.

3 ก.พ. 60 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นายปริญญา ภูมิพาณิชย์ นายอำเภอคุระบุรี จ.พังงา เปิดเผยว่า  อำเภอคุระบุรีเป็นพื้นที่ที่ปลูกแตงโมมากที่สุดของจังหวัดพังงา จนเรียกกันติดหูว่า “แตงโมนางย่อน” ซึ่งเป็นชื่อเดิมของอำเภอคุระบุรี จุดเด่นของแตงโมที่ปลูกที่นี่จะมีรสชาติหวาน กรอบ อร่อย และปราศจากสารพิษตกค้าง โดยเกษตรกรนิยมปลูกแซมในสวนยางพารา และสวนปาล์มน้ำมัน ที่มีอายุไม่เกิน 3 ปี ในอำเภอคุระบุรี จังหวัดพังงา สำหรับผลผลิตที่ได้จะมีพ่อค้าคนกลางมารับซื้อกิโลกรัมละ 14-16 บาท  จากการสำรวจในปี 2560 พบว่า มีเกษตรกรผู้ปลูกแตงโม จำนวน 75 ราย พื้นที่เพาะปลูก 1,066 ไร่ สร้างรายได้ให้เกษตรกรหลายสิบล้านบาท โดยตลาดส่วนใหญ่เป็นพื้นที่ภาคใต้ ประกอบกับปีที่ผ่านมา ได้เกิดน้ำท่วมส่งผลให้มีผู้ปลูกลดลง ผลผลิตหยุดชะงัก ทางอำเภอ ร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง และเกษตรกรจึงได้ช่วยกันพัฒนารูปแบบ และวิธีการปลูกให้แหวกแนวจากผลผลิตเดิมๆ ด้วยการทดลองปลูกโดยใช้แม่แบบพิมพ์และกลายมาเป็นแตงโมรูปหัวใจเป็นผลสำเร็จ  ซึ่งจะสามารถเพิ่มมูลค่าลูกผลิตจากเดิมผลละ 50-100 บาท เป็น 1,000 บาท โดยล่าสุดได้มีการนำไปประมูลในงานวันแตงโมถึงลูกละ 1 แสนบาท

ด้านนายอุดมศักดิ์  บัญชาเมฆ  เกษตรกรในพื้นที่อำเภอคุระบุรี กล่าวเพิ่มเติมว่า จะปลูกแตงโมเป็นพืชเสริมระหว่างแถวยางพาราและปาล์มน้ำมันที่ปลูกใหม่ ไม่เกิน 3 ปี โดยจะเริ่มปลูกในช่วงเดือนกันยายน-ตุลาคม ของทุกปี เพราะต้องอาศัยน้ำฝน และจะได้ลดต้นทุนการผลิตเรื่องการให้น้ำ ผลผลิตจะออกสู่ตลาดมากที่สุดในช่วงเดือนธันวาคม-มกราคม  ส่วนในฤดูแล้งก็มีการปลูกตั้งแต่เดือนมกราคม-เมษายน มีการปลูกบ้างแต่ไม่มากนัก แตงโมพันธุ์ที่เกษตรกรนิยมปลูกคือ พันธุ์จินตหราเนื้อแดง ตอร์ปิโด ธารโต และพันธุ์อื่นๆ ที่ตลาดต้องการ ในใช้เวลาปลูก และเตรียมดิน ไม่เกิน 90 วัน หรือ 3 เดือน ก็จะได้ผลผลิตแตงโมที่พร้อมนำออกจำหน่ายในท้องตลาดได้แล้ว น้ำหนักเฉลี่ยลูกละ 6-10 กิโลกรัม 1 ไร่ ให้ผลผลิตประมาณ 5-6 ตัน

 

สแกนน้ำทั่วประเทศ เกษตรฯเตรียมพร้อมบริหารจัดการรับภัยแล้ง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/255021

วันศุกร์ ที่ 3 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2560, 06.00 น.

พล.อ.ฉัตรชัย สาริกัลยะ รมว.เกษตรและสหกรณ์เปิดเผยว่า สถานการณ์ในภาพรวมน้ำใช้การได้ใน 34 เขื่อนหลัก ณ วันที่ 30 มกราคม มีน้ำใช้การได้ 23,947 ล้านลูกบาศก์เมตร (ลบ.ม.) มากกว่าปีที่แล้ว 9,269 ล้าน ลบ.ม. ขณะที่ปริมาณน้ำใช้การใน 4 เขื่อนหลักลุ่มเจ้าพระยา 8,252 ล้าน ลบ.ม. มากกว่าปีที่แล้ว 4,795 ล้าน ลบ.ม. ดังนั้นในพื้นที่ลุ่มน้ำเจ้าพระยา 22 จังหวัด จึงไม่น่าจะมีปัญหา แต่อย่างไรก็ตาม ได้สั่งการให้กรมชลประทานติดตามสถานการณ์น้ำ โดยประสานข้อมูลจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องอย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะเขื่อนที่มีน้ำใช้การในปริมาณน้อย

โดยจากข้อมูลสถานการณ์ในอ่างเก็บน้ำหลังสิ้นสุดฤดูฝน และเริ่มเข้าสู่ฤดูแล้ง ณ วันที่ 1 พฤศจิกายน 2559 จากข้อมูลของกรมชลประทาน พบว่า 10 เขื่อนที่มีปริมาณน้ำน้อย แบ่งเป็น 2 กลุ่ม ได้แก่ กลุ่มที่สามารถสนับสนุนน้ำเพื่อการอุปโภคบริโภค และ รักษาระบบนิเวศ แต่ไม่สามารถสนับสนุนน้ำเพื่อการเกษตรได้ มีจำนวน 5 เขื่อน ได้แก่ เขื่อนลําตะคอง เขื่อนลําพระเพลิง เขื่อนมูลบน เขื่อนลําแชะ และ เขื่อนปราณบุรี ส่วนกลุ่มที่ 2 คือ สามารถสนับสนุนน้ำเพื่อการอุปโภคบริโภค รักษาระบบนิเวศ และ พืชไรพืชผักเท่านั้น แต่ไม่สามารถสนับสนุนน้ำเพื่อการปลูกข้าวนาปรังได้ จำนวน 5 เขื่อน ได้แก่ เขื่อนลํานางรอง เขื่อนศรีนครินทร์ เขื่อนวชิราลงกรณ์ เขื่อนแก่งกระจาน และ เขื่อนบางลาง ซึ่งข้อมูลข้างต้นทุกหน่วยงานในสังกัด จะใช้เป็นข้อมูลวางแผนการช่วยเหลือพื้นที่ที่จะได้รับผลกระทบล่วงหน้าและทันต่อสถานการณ์

พล.อ.ฉัตรชัยยังกล่าวเพิ่มเติมถึงสถานการณ์ในเขื่อนลำตะคองว่า คณะกรรมการจัดการชลประทาน (JMC) ได้มีการประชุมเรื่องการจัดสรรน้ำ และการดําเนินการในช่วงฤดูแล้ง ปี 2559/60 มีมติให้ระบายน้ำจากเขื่อนลําตะคองในอัตราไม่เกิน 5 ลบ.ม./วินาที หรือ ไม่เกินวันละ 0.432 ล้าน ลบ.ม. เพื่อจัดสรรน้ำในการอุปโภค-บริโภค การประปา จำนวน 81 แห่ง ซึ่งมีความต้องการใช้น้ำวันละ 0.213 ล้าน ลบ.ม. การรักษาระบบนิเวศ และ คุณภาพน้ำในลําตะคอง/ลําบริบูรณ์ ไม่สามารถสนับสนุนภาคเกษตรได้ โดย ณ วันที่ 30 มกราคม มีปริมาณน้ำใช้การได้เพียง 87 ล้าน ลบ.ม. ระบายน้ำในอัตรา 4 ลบ.ม./วินาที (0.345 ล้าน ลบ.ม./วัน)จะมีน้ำใช้ได้อีก 252 วัน หรือประมาณ 8 เดือนกว่า ดังนั้น จึงมั่นใจว่าจะมีน้ำเพื่อการอุปโภค-บริโภคใช้อย่างเพียงพอจนถึงสิ้นเดือนกรกฎาคม อย่างไรก็ตาม เพื่อให้ปริมาณน้ำใช้การเป็นไปตามแผน ขอให้ทุกส่วนร่วมกันใช้น้ำอย่างประหยัดและเกิดประสิทธิภาพสูงสุด

เตือนลักษณะอากาศแปรปรวน จับตาศัตรูพืชเข้าคิวถล่มแปลง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/255016

วันศุกร์ ที่ 3 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2560, 06.00 น.

นายประสงค์ ประไพตระกูล รองอธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร เปิดเผยว่า เดือนกุมภาพันธ์ เป็นช่วงเปลี่ยนจากฤดูหนาวเข้าสู่ฤดูร้อน ทำให้อากาศเริ่มอุ่นขึ้น แต่ภาคเหนือและภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ยังคงมีอากาศเย็นในตอนเช้ากับมีหมอกหนาในบางพื้นที่ และจะมีอากาศร้อนในตอนกลางวัน ลักษณะอากาศค่อนข้างแปรปรวน ภาคใต้ยังคงมีฝนฟ้าคะนองในบางพื้นที่และอากาศร้อนในบางวัน

ดังนั้น กรมส่งเสริมการเกษตรขอให้เกษตรกรเฝ้าระวังการระบาดศัตรูพืช ดังนี้ 1.เกษตรกรที่ปลูกพืชไร่ พืชผักและไม่ดอกไม้ประดับ ระยะนี้ให้ระวังและป้องกันโรคพืชที่เกิดจากเชื้อรา โดยเฉพาะราน้ำค้าง ราแป้ง และแมลงจำพวกเพลี้ยไฟ แมลงหวี่ขาว ไรแดง และด้วงหมัดผัก 2.เกษตรกรที่ปลูกผัก พืชไร่อื่นๆรวมถึงไม้ผล ให้ระวังโรคพืชที่เกิดจากเชื้อรา และแมลงจำพวกเพลี้ย เช่น เพลี้ยไฟ ไรแดง ไรขาว เพลี้ยจักจั่น เพลี้ยหอย หนอนเจาะ หนอนกระทู้และหนอนชอนใบ สำหรับไม้ผล (ลำไย) ให้ระวังมวนต่างๆ เพลี้ยไฟ เพลี้ยจักจั่น หนอนเจาะ หนอนกระทู้และหนอนชอนใบ

โดยเกษตรกรภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ให้ระวังผลผลิตเนื่องจากการขาดน้ำ ควรมีการสำรองน้ำไว้สำหรับพืช ในระยะเจริญเติบโต และเกษตรกรภาคใต้หากปริมาณฝนลดลง ควรเร่งระบายน้ำในพื้นที่เพาะปลูก อย่าให้มีน้ำท่วมขังรากพืช เนื่องจากอาจทำให้รากพืชเน่าตายได้

ทั้งนี้ สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมที่กองส่งเสริมการอารักขาพืชและจัดการดินปุ๋ย กรมส่งเสริมการเกษตร โทร.0-2940-6180 หรือสำนักงานเกษตรจังหวัด สำนักงานเกษตรอำเภอใกล้บ้าน

ต่อยอดแนวพระราชดำริแก้น้ำท่วม กรมชลยึดโมเดล‘คลองภูมินาถดำริ’สกัดวิกฤติภาคใต้

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/255022

วันศุกร์ ที่ 3 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2560, 06.00 น.

นายสัญชัย เกตุวรชัย อธิบดีกรมชลประทาน เปิดเผยว่า กรมชลประทานและพสกนิกรชาวจังหวัดสงขลา รู้สึกปลาบปลื้มที่ได้รับพระมหากรุณาธิคุณสูงสุด ที่พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช รัชกาลที่ 9ได้พระราชทานชื่อ คลอง ร.1 ว่า “คลองภูมินาถดำริ” มีความหมายคือ คลองระบายน้ำที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงพระราชดำริขุดขึ้น ซึ่งเป็นคลองระบายน้ำ 1 ใน 7 สายที่ดำเนินการภายใต้โครงการบรรเทาอุทกภัยอำเภอหาดใหญ่อันเนื่องมาจากพระราชดำริ

ทั้งนี้ กรมชลประทานได้สนองพระราชดำริ โดยการขุดลอกคลองธรรมชาติในปี พ.ศ.2532 จำนวน 4 สาย เพื่อให้สามารถระบายน้ำเร็วขึ้น อย่างไรก็ตาม ในเดือนพฤศจิกายน พ.ศ.2543 ได้เกิดฝนตกหนักติดต่อกันหลายวันอีกครั้ง ทำให้คลองระบายน้ำธรรมชาติที่ขุดลอกไว้ไม่สามารถรองรับปริมาณน้ำได้จึงทำให้เกิดอุทกภัยบริเวณเทศบาลนครหาดใหญ่ และบริเวณใกล้เคียง สร้างความเสียหายประมาณ 14,000 ล้านบาท ประชาชนเสียชีวิต 30 คนนับเป็นมหาอุทกภัยครั้งใหญ่ที่สุดของจังหวัดสงขลา พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ทรงห่วงใยพสกนิกรผู้ประสบภัยจึงได้เน้นย้ำถึงพระราชดำรัสเมื่อปี 2531 แก่รัฐบาลและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องอีกครั้ง

ต่อมาเมื่อวันที่ 19 ธันวาคม พ.ศ.2543 คณะรัฐมนตรี มีมติให้ดำเนินโครงการบรรเทาอุทกภัยอำเภอหาดใหญ่อันเนื่องมาจากพระราชดำริ ด้วยการขุดคลองระบายน้ำเพิ่มจำนวน 7 สาย โดยมีคลองระบายน้ำที่ 1หรือคลอง ร.1 เป็นคลองสายหลักที่มีความสำคัญอย่างยิ่งในการป้องกันและบรรเทาอุทกภัยเมืองหาดใหญ่ เนื่องจากเป็นคลองที่แบ่งน้ำจากคลองอู่ตะเภา ช่วงก่อนเข้าเมืองหาดใหญ่ เรียกได้ว่าเป็นทางด่วนของน้ำที่มาจากต้นคลองอู่ตะเภา ในพื้นที่อำเภอสะเดาอำเภอหาดใหญ่ตอนบน อำเภอนาหม่อม และน้ำจากเขาคอหงส์บางส่วน ให้ไหลลงสู่ทะเลสาบสงขลา อย่างรวดเร็วแทนการไหลผ่านคลองอู่ตะเภา เพียงอย่างเดียวเหมือนเช่นในอดีต

“หลังจากที่กรมชลประทานดำเนินโครงการบรรเทาอุทกภัยอำเภอหาดใหญ่ อันเนื่องมาจากพระราชดำริแล้วเสร็จ ปรากฏว่าในปีนี้ที่ภาคใต้เกือบทุกจังหวัดประสบปัญหาน้ำท่วม แต่ อำเภอหาดใหญ่ น้ำไม่ท่วมเลย ทั้งๆที่ปริมาณฝนที่ตกลงมานั้น ไม่แตกต่างจากพื้นที่อื่นๆของภาคใต้” นายสัญชัยกล่าว

อธิบดีกรมชลประทาน กล่าวด้วยว่ากรมชลประทาน ได้ขยายผลต่อยอดโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ โดยได้ดำเนินโครงการบรรเทาอุทกภัยอำเภอหาดใหญ่ (ระยะที่ 2) ด้วยการขยายคลอง ร.1 เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการระบายน้ำจากเดิม 465 ลูกบาศก์เมตร (ลบ.ม.) ต่อวินาที ให้ได้ไม่น้อยกว่า 1,200 ลบ.ม.ต่อวินาที ลดความเสียหายจากอุทกภัยช่วงฤดูฝนในพื้นที่เศรษฐกิจของอำเภอหาดใหญ่ และใกล้เคียง รวมถึงเป็นแหล่งเก็บกักน้ำสำรองในช่วงฤดูแล้งอีกด้วย

นอกจากนี้ กรมชลประทาน ยังได้นำแนวพระราชดำริในการแก้ปัญหาน้ำท่วมอำเภอหาดใหญ่ ไปพัฒนาต่อยอดขยายผล ดำเนินโครงการพัฒนาและบรรเทาอุทกภัยเมืองพัทลุง ซึ่งประสบผลสำเร็จสามารถแก้ไขปัญหาน้ำท่วมที่เกิดขึ้นซ้ำซากในอดีตได้อย่างมีประสิทธิภาพ และกรมชลประทานยังมีแผนที่จะนำไปขยายผลดำเนินโครงการแก้ไขปัญหาน้ำท่วมในพื้นที่อื่นๆ อีกด้วย เช่น โครงการระบบระบายน้ำแม่น้ำตรัง จังหวัดตรัง โครงการบรรเทาอุทกภัยและบริหารจัดการน้ำพื้นที่อำเภอบางสะพาน จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ เป็นต้น

สศก.เกาะติดผลผลิตกระเทียม มั่นใจไร้ปัญหาราคาร่วงตกต่ำ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/255018

วันศุกร์ ที่ 3 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2560, 06.00 น.

นางจันทร์ธิดา มีเดช รองเลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.)เปิดเผยว่า สศก. ได้ทำการประเมินสถานการณ์การผลิตกระเทียมปี 2559/60 คาดว่าจะมีผลผลิต 71,184 ตัน เพิ่มขึ้นจากปีที่ผ่านมา ร้อยละ 5 เนื่องจากราคากระเทียมที่เกษตรกรขายได้อยู่ในเกณฑ์ดี จึงจูงใจให้เกษตรกรขยายพื้นที่เพาะปลูกมากขึ้น

สำหรับราคากระเทียมสดคละ และกระเทียมแห้งใหญ่คละที่เกษตรกรขายได้ ปี 2559 เฉลี่ยอยู่ที่กิโลกรัมละ 14.59 บาท และ 77.18 บาท เพิ่มขึ้นร้อยละ 12 และร้อยละ 18 เมื่อเทียบกับปีที่ผ่านมา ตามลำดับ ประกอบกับกรมศุลกากรได้วางมาตรการเข้มงวด ในการป้องกันและปราบปรามการลักลอบนำเข้ากระเทียมจากต่างประเทศ ซึ่งมีราคาถูกกว่าเข้ามาจำหน่ายในประเทศ โดยปี 2559 สามารถจับกุมผู้ที่ลักลอบนำเข้ากระเทียมได้ประมาณ 170 ราย คิดเป็นมูลค่าไม่ต่ำกว่า 12 ล้านบาท ส่งผลให้พ่อค้ามีความมั่นใจในการรับซื้อผลผลิตกระเทียมจากเกษตรกรในราคาที่สูงขึ้น

ด้านการส่งออกกระเทียมและผลิตภัณฑ์ไปต่างประเทศ ส่วนใหญ่จะส่งออกไปจำหน่ายให้แก่ร้านอาหารไทยในต่างประเทศ เช่น ญี่ปุ่น และยุโรป โดยปี 2559 มีการส่งออกกระเทียมและผลิตภัณฑ์ไปต่างประเทศ ปริมาณกว่า 1,300 ตัน มูลค่าประมาณ 60 ล้านบาท

รองเลขาธิการ สศก. กล่าวต่อว่า ขณะนี้ผลผลิตกระเทียมฤดูกาลใหม่เริ่มทยอยออกสู่ตลาดแล้วตั้งแต่ปลายเดือนธันวาคม 2559 และผลผลิตจะออกสู่ตลาดมากในช่วงเดือนกุมภาพันธ์ – มีนาคม 2560 โดยส่วนใหญ่เป็นผลผลิตของอำเภอแม่สรวย จังหวัดเชียงราย อำเภอฝาง อำเภอเวียงแหง และอำเภอเชียงดาว ของจังหวัดเชียงใหม่

อย่างไรก็ตาม ในปีนี้คาดว่าจะไม่มีปัญหาเรื่องราคากระเทียมตกต่ำ ซึ่งสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร จะได้มีการติดตามและเฝ้าระวังสถานการณ์ดังกล่าวอย่างใกล้ชิดต่อไป ทั้งนี้ท่านที่สนใจข้อมูลเพิ่มเติมในส่วนของการผลิตและการตลาดกระเทียม สามารถสอบถามเพิ่มเติมได้ที่ ส่วนวิจัยเศรษฐกิจพืชสวน สำนักวิจัยเศรษฐกิจการเกษตร โทร. 0-2561-4737 หรือ 0-2579-0612 ในวันและเวลาราชการ

เลาะรั้วเกษตร : พิพิธภัณฑ์การเกษตรชี้แจง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/255017

281225166

วันศุกร์ ที่ 3 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2560, 06.00 น.

เมื่อ 2 สัปดาห์ก่อนหน้านี้ ได้เขียนถึงพิพิธภัณฑ์การเกษตรเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ที่อำเภอคลองหลวง จังหวัดปทุมธานี ไปนั้น ผู้อำนวยการสำนักงานพิพิธภัณฑ์การเกษตรเฉลิมพระเกียรติฯจารุรัฐจงพุฒิศิริ ได้มีหนังสือชี้แจงมา เป็นข้อๆรวม 3 ข้อ ตามนี้

1.การจัดงานวันเด็กแห่งชาติประจำปี 2560 ของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้ร่วมจัดงาน ณ สนามเสือป่า ภายใต้แนวคิด “ดินแดนแห่งความสุข ตามรอยศาสตร์ของพระราชา”ซึ่งมีเด็กและเยาวชนเข้ามาร่วมกิจกรรมจำนวนมาก สำหรับการจัดงานวันเด็กแห่งชาติ ประจำปี 2560 ที่ พิพิธภัณฑ์การเกษตรเฉลิมพระเกียรติฯ ที่จัดโดย สำนักงานพิพิธภัณฑ์การเกษตรเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว (องค์การมหาชน) นั้น เป็นการจัดในนามกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ภายใต้แนวคิด “ลูกหลานไทยน้อมใจสืบทอดพระราชปณิธาน” ได้มีการจัดกิจกรรมต่างๆ เพื่อให้เด็กไทยได้เรียนรู้พระอัจฉริยภาพพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 9 และความสำคัญของการเกษตร ซึ่งมีเด็กและเยาวชนเข้ามาร่วมเรียนรู้เป็นจำนวนมาก

2.การจัดแสดงนิทรรศการและกิจกรรมของพิพิธภัณฑ์ในปัจจุบัน ได้มีการปรับปรุงพัฒนานิทรรศการพิพิธภัณฑ์ภายในอาคารต่างๆ ให้มีความทันสมัยทั้งรูปแบบและเนื้อหา ในลักษณะพิพิธภัณฑ์มีชีวิต และมีการปรับปรุงพัฒนาพื้นที่ เป็นพิพิธภัณฑ์กลางแจ้งในลักษณะฐานการเรียนรู้ ต่างๆ ที่เป็นของจริง นอกจากนี้ยังจัดให้มีกิจกรรม และโครงการ การเรียนรู้วิถีเกษตรต่างๆ โดยเน้นกิจกรรมการเกษตรตามแนวทางเศรษฐกิจพอเพียง เพื่อเป็นการเผยแพร่พระเกียรติคุณ และพระอัจฉริยภาพ ตลอดจนเป็นการสืบทอดพระราชปณิธานของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 9 ทำให้มีจำนวนผู้เข้าเยี่ยมชมพิพิธภัณฑ์เพิ่มมากขึ้นตามลำดับ

3.พื้นที่บริเวณด้านหน้าพิพิธภัณฑ์ ที่เดิมมีปัญหาดูไม่สง่างาม มีวินมอเตอร์ไซค์ ป้ายรถเมล์ รวมทั้งเป็นแหล่งขายอาหาร ดูไม่เป็นระเบียบเรียบร้อยนั้น ปัจจุบันได้ดำเนินการแก้ไขปัญหาดังกล่าวแล้ว และได้มีการปรับปรุงพัฒนาพื้นที่บริเวณด้านหน้าพิพิธภัณฑ์ดังกล่าว โดยได้ทำการก่อสร้างอาคาร ที่มีรูปแบบที่ทันสมัย มีการปรับปรุงสภาพภูมิทัศน์ให้ดูเรียบร้อย และสวยงาม โดยได้จัดสร้าง พิพิธภัณฑ์ กษัตริย์เกษตร มีการจัดแสดงพิพิธภัณฑ์เพื่อเผยแพร่พระเกียรติคุณและพระอัจฉริยภาพพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 9 เป็นพื้นที่ประชาสัมพันธ์กิจการของพิพิธภัณฑ์ ตลอดจนสถานที่จำหน่ายสินค้า ผลผลิต ผลิตภัณฑ์ อาหาร และเครื่องดื่มที่เน้นด้านสุขภาพ จากผลผลิตที่ได้จากการทำเกษตรเศรษฐกิจพอเพียง โดยได้ทำพิธีเปิดพื้นที่ดังกล่าวแล้ว เมื่อวันที่ 4 ธันวาคม 2559 ที่ผ่านมา และเป็นพื้นที่ส่วนหนึ่งในการจัดแสดงงานมหกรรม ในหลวงรักเรา เมื่อวันที่ 2-5 ธันวาคม 2559 ที่ผ่านมา

ผู้อำนวยการพิพิธภัณฑ์ฯ ชี้แจงมาอย่างนี้ พร้อมมีภาพยืนยันส่งมาให้ดูด้วย แต่พื้นที่มีไม่เพียงพอที่จะลงภาพให้ จึงขอให้ท่านที่สนใจแวะเวียนเข้าไปเยี่ยมชมกันเอาเอง….

ที่จริงจดหมายชี้แจงนี้ ส่งมาตั้งแต่สัปดาห์ที่แล้ว นับว่าเป็นหน่วยงานที่รวดเร็วในการชี้แจงข่าว ตรงตามนโยบายด้านการประชาสัมพันธ์ของกระทรวงเกษตรฯ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรฯ ชุติมา บุณยประภัศรก็รวดเร็วเช่นกัน ทราบว่าไปเยี่ยมชมพิพิธภัณฑ์ฯ มาแล้ว….ไม่ทราบว่าถ้าท่านขับรถไปเองท่านหาประตูทางเข้าพิพิธภัณฑ์ถูกไหม…

อันที่จริง…ไม่ได้ติดใจเรื่องงานวันเด็กของกระทรวงเกษตรฯ ที่ชี้แจงมาในข้อที่ 1 เพียงแต่ตั้งข้อสังเกตว่า งานวันเด็ก “เด็กไทยหัวใจเกษตร” นั้น กระทรวงเกษตรฯ จัดติดต่อกันมา 13 ปี จนชื่องานและสถานที่จัดงานติดตลาดแล้ว เด็กๆ เฝ้ารอคอย แต่มาปีนี้กระทรวงเกษตรฯ งดจัดทำให้แฟนคลับผิดหวัง…

สำหรับการพัฒนาปรับปรุงพิพิธภัณฑ์ฯในข้อ 2 และ ข้อ 3 ที่ชี้แจงมานั้น ให้ท่านที่สนใจเข้าไปพิสูจน์กันเอง ถ้าท่านที่เป็นผู้หลักผู้ใหญ่ในกระทรวง จะไปพิสูจน์บ้างก็ไปเถอะ..แต่ไปแบบเงียบๆ ไม่ต้องบอกใครล่วงหน้าไปแบบประชาชนคนธรรมดา…..พิพิธภัณฑ์เปิดให้เข้าชมตั้งแต่เวลา 09.00-15.30 น. ทุกวันอังคาร-อาทิตย์ หยุดทุกวันจันทร์ และวันนักขัตฤกษ์

แว่นขยาย

เดินเครื่องยกระดับเกษตรอินทรีย์ พด.ติวเข้มการรับรองแบบมีส่วนร่วม-ผลิตตามมาตรฐาน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/255020

วันศุกร์ ที่ 3 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2560, 06.00 น.

นายเข้มแข็ง ยุติธรรมดำรง รองอธิบดีกรมพัฒนาที่ดิน เปิดเผยว่า ตามที่ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ มีนโยบายกำหนดให้ปี 2560 เป็นปีแห่งการยกระดับมาตรฐานการเกษตรสู่ความยั่งยืน โดยให้ทุกหน่วยงานในสังกัด ขับเคลื่อนงานยกระดับคุณภาพมาตรฐานสินค้าเกษตรและอาหารไทยทั้งระบบ ตั้งแต่ผู้ผลิตถึงผู้บริโภค เพิ่มโอกาสทางการค้าและเพิ่มศักยภาพการแข่งขันในตลาดโลก เน้นที่คุณภาพมาตรฐานของสินค้า ยกระดับการผลิตสินค้าเกษตรไปสู่การผลิตตามมาตรฐานเกษตรอินทรีย์

กรมพัฒนาที่ดิน จึงกำหนดแผนงานตอบสนองนโยบายสนับสนุนการขับเคลื่อนเกษตรอินทรีย์ โดยเน้นกระบวนการรับรองแบบมีส่วนร่วม (Participatory Guarantee Systems,PGS) และประชาสัมพันธ์สร้างความรู้ความเข้าใจแก่ผู้บริโภคและเกษตรกร ซึ่งจะมีรูปแบบการพัฒนาเกษตรอินทรีย์ที่มีความหลากหลายมากขึ้น ดังนั้นเพื่อให้ผู้บริโภคและประชาชนมีความเข้าใจเรื่องเกษตรอินทรีย์ การรับรองแบบมีส่วนร่วมPGS การผลิตเกษตรอินทรีย์ตามมาตรฐาน กรมพัฒนาที่ดิน จึงจัดโครงการฝึกอบรมด้านเกษตรอินทรีย์ หลักสูตร “รอบรู้เกษตรอินทรีย์” จำนวน 6 รุ่นรุ่นละ 50 ราย ได้แก่ รุ่นที่ 1 ระหว่างวันที่ 11-12 กุมภาพันธ์ ที่ โรงแรมคุ้มภูคำ อ. เมือง จ.เชียงใหม่ รุ่นที่ 2 ระหว่างวันที่ 17-18 กุมภาพันธ์ ที่ศูนย์เรียนรู้เกษตรอินทรีย์ PGS ต.น้ำแพร่ อ.พร้าว จ. เชียงใหม่ รุ่นที่ 3 ระหว่างวันที่ 25-26 กุมภาพันธ์ ที่โรงแรมคุ้มภูคำ อ.เมือง จ.เชียงใหม่ ส่วนรุ่นที่ 4-6 อยู่ระหว่างการกำหนดวัน เวลา และสถานที่ฝึกอบรม โดยจะประชาสัมพันธ์ให้ทราบต่อไป ทั้งนี้คาดหวังว่า การอบรมหลักสูตรนี้ จะทำให้ผู้บริโภคมีความเข้าใจเรื่องเกษตรอินทรีย์ และให้การสนับสนุนในการซื้อสินค้าเกษตรอินทรีย์มาบริโภค แม้จะต้องจ่ายในราคาที่แพงกว่าสินค้าทั่วไป แต่ก็คุ้มค่ากับการได้บริโภคอาหารอินทรีย์ที่ปลอดภัย ดีต่อสุขภาพ และเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม

โดยผู้ที่สนใจเข้าร่วมอบรม สามารถดูรายละเอียดและดาวน์โหลดใบสมัครได้ที่ Facebook TOAF PGS Organic หรือสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมที่กลุ่มวิจัยและพัฒนาหมอดินอาสาและบริหารจัดการเครือข่าย โทร.0-2579-4194 หรือ สายด่วนกรมพัฒนาที่ดิน 1760 ต่อ 1340 Email: osbldd@gmail.com

ประมงผลิตพันธุ์ปลา รองรับช่วยเกษตรกร ฟื้นฟูวิกฤติน้ำท่วมใต้

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/254874

วันพฤหัสบดี ที่ 2 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2560, 06.00 น.

นายมีศักดิ์ ภักดีคง รองอธิบดีกรมประมง เปิดเผยว่ากรมประมง ได้ระดมทีมลงพื้นที่สำรวจความเสียหายจากเหตุการณ์น้ำท่วมภาคใต้ โดยเบื้องต้นพบพื้นที่เพาะเลี้ยงประสบภัย 31,022.50 ไร่ เกษตรกรได้รับความเสียหาย 19,989 ราย รวมมูลค่าความเสียหายกว่า 2,001,781,362.53 บาท

ทั้งนี้ กรมประมง ได้เตรียมผลิตลูกพันธุ์ปลาคุณภาพ เพื่อแจกจ่ายให้เกษตรกรตามความต้องการหลังสภาวะน้ำเข้าสู่สถานการณ์ปกติ และยังมีแผนในการฟื้นฟูช่วยเหลือเกษตรกรผู้ประสบอุทกภัยในระยะยาว โดยจัดทำโครงการพลังงานแสงอาทิตย์เป็นพลังงานทดแทนในบ่อกุ้ง โครงการเลี้ยงปลาดุก และกบในกระชังบก พร้อมทั้งผลักดันให้เกษตรกรที่ไม่ได้ขึ้นทะเบียนผู้เพาะเลี้ยงเข้าสู่ระบบให้ถูกต้อง เพื่อประโยชน์ในการแก้ไขปัญหาที่อาจเกิดขึ้นในอนาคตต่อไป ซึ่งจะเป็นแนวทางในการปฏิบัติของจังหวัดต่างๆ ที่ประสบอุทกภัยด้วย ซึ่งหากเกษตรกรที่ประสบปัญหาต้องการความช่วยเหลือ สามารถติดต่อได้ที่สำนักงานประมงอำเภอ สำนักงานประมงจังหวัด ศูนย์วิจัยและพัฒนาประมงในพื้นที่ หรือ กองโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริและกิจกรรมพิเศษ โทร. 0-2558-0218 และ 0-2561-4740

 

งานส่งเสริมเมล็ดพันธุ์หอมมะลิเข้าเป้า สศก.ชี้ช่วยเกษตรกรผลิตพันธุ์คุณภาพดีไว้ใช้เองสำเร็จ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/254878

วันพฤหัสบดี ที่ 2 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2560, 06.00 น.

นางสาวจริยา สุทธิไชยา เลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) เปิดเผยว่า สศก. ได้ติดตามประเมินผลโครงการส่งเสริมสนับสนุนการใช้เมล็ดพันธุ์ข้าวหอมมะลิคุณภาพดี ปี 2559/60 เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตข้าวหอมมะลิในเขตพื้นที่ปลูกข้าวหอมมะลิคุณภาพ โดยสนับสนุนเมล็ดพันธุ์ข้าวใน 21 จังหวัด 1,280 หมู่บ้านๆละ 50 ครัวเรือนๆละไม่เกิน 125 ก.ก. รวม 64,000 ครัวเรือน ในพื้นที่ 480,000 ไร่ ซึ่งได้ดำเนินการแล้วเสร็จตั้งแต่ก่อนฤดูนาปีที่ผ่านมา

ในการนี้ สศก. ได้ลงพื้นที่ 5 จังหวัด ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ พบว่า เกษตรกรได้รับปริมาณเมล็ดพันธุ์เฉลี่ย 119 กก./ราย ใกล้เคียงกับเป้าหมายที่กำหนด ซึ่งส่วนใหญ่ได้รับจำนวนเท่าที่โครงการกำหนด โดยเกษตรกรร้อยละ 70 ได้รับการถ่ายทอดความรู้ในช่วงเวลาสั้นๆในวันที่แจกจ่ายเมล็ดพันธุ์ โดยเฉพาะเรื่องเทคโนโลยีการลดต้นทุนและการผลิตเมล็ดพันธุ์ อัตราการใช้เมล็ดพันธุ์ที่เหมาะสม รวมถึงการคัดเลือกและเก็บรักษาเมล็ดพันธุ์ไว้ใช้

ด้านความพึงพอใจต่อเมล็ดพันธุ์ เกษตรกรมีความพึงพอใจต่อเมล็ดพันธุ์ที่ได้รับในระดับ “มาก” เห็นว่า คุณภาพดีมาก อัตราการงอกสูง ต้นข้าวงาม สม่ำเสมอ โดยนำไปปลูกในพื้นที่เฉลี่ย 6 ไร่/ราย และจากความรู้และคำแนะนำที่ได้รับ เกษตรกรใช้เมล็ดพันธุ์จากโครงการในอัตราลดลงจากก่อนเข้าร่วมโครงการ ประมาณ 2-3 กิโลกรัมต่อไร่ แต่ยังคงสูงกว่าอัตราที่โครงการกำหนด 12.50 กิโลกรัมต่อไร่ อย่างไรก็ตาม เกษตรกรส่วนใหญ่เก็บผลผลิตที่ได้คัดไว้ทำเป็นเมล็ดพันธุ์ใช้ในปีต่อไป โดยมีเกษตรกรบางรายจัดทำแปลงผลิตเมล็ดพันธุ์แยกออกมา

สำหรับผลผลิตซึ่งเก็บเกี่ยวแล้ว ได้รับเฉลี่ยประมาณ 383 กิโลกรัมต่อไร่ สูงกว่าก่อนเข้าร่วมโครงการเล็กน้อย (ปีการผลิต 2558/59) แต่เกษตรกรได้ข้าวที่มีคุณภาพดีกว่ามาก ยกเว้นบางพื้นที่ในช่วงฤดูกาลเก็บเกี่ยวมีปัญหาจากฝนตก น้ำท่วมขังแปลงนา

ทั้งนี้ เกษตรกรยังมีปัญหาและข้อเสนอ ได้แก่ โรคระบาดในช่วงระยะออกรวงทำให้ผลผลิตเสียหาย โดยต้องการให้เจ้าหน้าที่เข้าดูแลแก้ปัญหาอย่างใกล้ชิดมากขึ้น การสนับสนุนแหล่งน้ำเสริม เช่น น้ำบาดาล หรือแหล่งน้ำขนาดเล็กในพื้นที่ เป็นต้น ควรมีมาตรการควบคุมราคาปัจจัยการผลิตไม่ให้สูงเกินไป รวมไปถึงการส่งเสริมการผลิตข้าวแบบอินทรีย์เพื่อลดต้นทุนการผลิต และเสนอมาตรการแก้ไขปัญหาราคาข้าวที่ยั่งยืน ด้วยการส่งเสริมการรวมกลุ่มแบบแปลงใหญ่เพื่อร่วมกันผลิตและขายผลผลิต โดยทราบช่องทางการจำหน่ายก่อนฤดูเก็บเกี่ยวจะทำให้เกษตรกรมีความมั่นใจในการปรับปรุงพัฒนาพันธุ์มากยิ่งขึ้น

แตกใบอ่อน : น้ำท่วมภาคใต้ ใส่ใจปัญหาพืชเศรษฐกิจหลังน้ำลด

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/254876

807934531

วันพฤหัสบดี ที่ 2 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2560, 06.00 น.

ปีนี้พี่น้องชาวใต้ถือว่าเจอศึกหนักตั้งแต่ต้นปีทีเดียว จากอุทกภัยต้อนรับปีไก่ทองหลายระลอกน้ำท่วมครั้งนี้สร้างความเสียหายและหนักสุดในรอบ 20 ปีที่ผ่านมา เริ่มตั้งแต่จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ ชุมพร สุราษฎร์ธานี ลงไปจนถึงพัทลุง และยะลา สร้างความเดือดร้อนให้กับพี่น้องชาวใต้ทั่วทุกหย่อมหญ้า เรียกว่าแทบจะทั่วทั้งด้ามขวานของไทยก็ว่าได้ ซึ่งน่าเห็นใจมากเพราะผู้ประสบภัยเกือบทุกคนต้องเดือดร้อนอย่างหนักหนาสาหัสจากการขาดแคลนสิ่งของเครื่องใช้ที่จำเป็นในชีวิตประจำวัน โดยเฉพาะอาหารการกิน รวมถึงทรัพย์สินมีค่าต่างๆ บางส่วนต้องอันตรธานสูญหายไปกับสายน้ำอย่างยากจะที่ทำใจ สัตว์เลี้ยงก็ไม่เว้นที่จะถูกผลกระทบจากน้ำท่วม ทั้งกระแสน้ำพัดพา ล้มหายตายจากไปเป็นจำนวนมาก ใครที่พอมีกำลังจะส่งสิ่งของเครื่องใช้ไปช่วยเหลือผ่านตามช่องทางต่างๆ ก็จะดีไม่น้อย

อย่างไรก็ตามเหตุการณ์น้ำท่วมในภาคใต้นี้ก็กินระยะเวลามาพอสมควร บางพื้นที่ก็ค่อยๆ คลี่คลายลงไปบ้างแล้ว การดูแลแก้ปัญหาหลังน้ำท่วมก็จัดว่าเป็นเรื่องสำคัญอย่างยิ่ง และไม่ควรมองข้ามอีกเรื่องคือ พื้นที่เพาะปลูกพืชไร่ไม้ผล ในกรณีที่ยังไม่หนักหนาจนเหลือบ่ากว่าแรงที่จะแก้ไขก็ควรที่จะต้องรีบดำเนินการ เช่น พื้นที่สวนยางสวนปาล์ม ไม้ผลไม้ยืนต้นต่างๆ ที่มีน้ำท่วมขังไม่มาก ควรหาจุดที่ต่ำที่สุดในพื้นที่แล้วทำการขุดเป็นสระเพื่อให้น้ำไหลไปรวมอยู่ในจุดเดียว หรือทำคันล้อมแล้ววิดระบายน้ำออกให้ได้โดยเร็วหรือในกรณีที่ระดับน้ำเริ่มเบาบางแล้ว แต่ถ้าน้ำยังขังเยอะอยู่วิธีการนี้ก็จะใช้ไม่ได้ผล

ในส่วนของพื้นที่ที่เริ่มคลี่คลายแล้ว ต้องระมัดระวังอย่ารีบร้อนเข้าไปเหยียบย่ำซ้ำเติมพื้นที่รอบโคนต้นเพราะรากขาดอากาศหายใจมาเป็นระยะเวลานาน ย่อมอ่อนแอ บอบช้ำ ถ้าเรารีบเข้าไปบริหารจัดการ นำคนและเครื่องจักรเข้าไปดูแลแก้ปัญหาในทันที อาจจะทำให้พืชยิ่งได้รับความบอบช้ำมากยิ่งขึ้น จากดินที่ยังเหลวเละ อาจจะส่งผลทำให้รากฉีกขาดแตกหัก จนทำให้ต้นพืชล้มตายเสียหายอย่างไม่ควรจะเป็น เมื่อดินเริ่มแห้งเริ่มหมาดก็อาจจะโรยด้วยปุ๋ยหมักปุ๋ยคอกบางๆ ใต้ทรงพุ่ม เพื่อให้รากฟื้นตัว จะได้ใช้สารอาหารจากปุ๋ยหมักปุ๋ยคอกไปทีละน้อย หากใส่ปุ๋ยเคมีทันทีอาจจะทำให้เกิดการระคายเคืองกับระบบราก ซึ่งเรื่องนี้ควรค่อยๆทำในภายหลังจะดีกว่า ส่วนพืชที่ต้นไม่สูงมากนัก การฉีดพ่นให้ปุ๋ยหรืออาหารเสริมทางใบก็จะช่วยทำให้พืชฟื้นตัวได้เร็วขึ้นเช่นเดียวกัน

ฝากพี่น้องเกษตรกรลองนำไปปรับใช้ โดยเฉพาะผู้ที่ปลูกยางพารา ที่ซึ่งตอนนี้ราคาก็เริ่มดีขึ้นเรื่อยๆ ถึงกิโลกรัมละ70 บาทแล้ว เผื่อว่าจะได้ใช้ประโยชน์จากเรื่องนี้ นำไปดูแลแก้ปัญหาในสวนยาง ให้กลับมามีผลผลิตเพื่อออกจำหน่ายได้เงินมาบรรเทาค่าใช้จ่าย และเลี้ยงครอบครัวได้โดยเร็ว

สำหรับผู้ที่มีข้อสงสัยหรือต้องการคำปรึกษา สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้โดยตรงที่ 0-2986 1680-2

มนตรี บุญจรัส

ชมรมเกษตรปลอดสารพิษ