เร่งพัฒนาลุ่มน้ำคลองสวนหมาก ดัน12โครงการสร้างต้นแบบ‘ชลประทานในฝัน’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/255647

วันพุธ ที่ 8 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2560, 06.00 น.

กรมชลประทานสานต่อแนวพระราชดำริเร่งพัฒนาลุ่มน้ำคลองสวนหมาก จ.กำแพงเพชร ให้แล้วเสร็จตามเป้าหมาย 12 โครงการ หวังให้เป็นต้นแบบของ “โครงการชลประทานในฝัน” เผยจะขยายพื้นที่ชลประทานได้อีกกว่า 70,000 ไร่

นายอาจิตร์ สุวานิชวงศ์ ผู้อำนวยการสำนักงานชลประทานที่ 4 กรมชลประทาน เปิดเผยว่า กรมชลประทานได้วางแผนที่จะดำเนินโครงการพัฒนาลุ่มน้ำคลองสวนหมากจังหวัดกำแพงเพชร ให้แล้วเสร็จตามพระราชดำริของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช รัชกาลที่ 9 ซึ่งได้พระราชทานพระราชดำริแก่อธิบดีกรมชลประทานและผู้เกี่ยวข้องเมื่อปี 2536 ณ พระตำหนักภูพิงค์ราชนิเวศน์ จ.เชียงใหม่ ให้พิจารณาวางโครงการและก่อสร้างฝายทดน้ำคลองสวนหมาก อ่างเก็บน้ำคลองไพร ตลอดจนฝายทดน้ำและอ่างเก็บน้ำขนาดเล็กในลุ่มน้ำคลองสวนหมาก เพื่อกักเก็บน้ำและส่งน้ำให้กับพื้นที่การเกษตรของราษฎร

กรมชลประทาน รับสนองพระราชดำริ จัดทำแผนพัฒนาแหล่งน้ำลุ่มน้ำคลองสวนหมาก ซึ่งเป็นสาขาของแม่น้ำปิง ซึ่งดำเนินการเสร็จแล้ว 8 โครงการ จากทั้งหมด 12 โครงการ สามารถเพิ่มพื้นที่ชลประทานได้ 53,000 ไร่ เช่น ฝายคลองสวนหมากฝายบ้านหนองปิ้งไก่ ประตูระบายน้ำฝายท่ากระดาน อ่างเก็บน้ำคลองมดแดง เป็นต้น

สำหรับในปี 2560 กรมชลประทานจะดำเนินการให้แล้วเสร็จอีก 2 โครงการ ประกอบด้วย โครงการก่อสร้างฝายบ้านนาบ่อคำ และโครงการก่อสร้างอ่างเก็บน้ำคลองไพรอันเนื่องมาจากพระราชดำริ ซึ่งทั้ง 2 โครงการจะสามารถเพิ่มพื้นที่ชลประทานได้อีก 10,600 ไร่ ที่เหลือตามแผนงานก่อสร้างจะดำเนินการแล้วเสร็จในปี 2562 คือ โครงการก่อสร้างประตูระบายน้ำวัดพระบรมธาตุและประตูระบายน้ำบ้านสว่างอารมณ์ พื้นที่ชลประทาน 5,000 ไร่ ซึ่งอยู่ระหว่างการก่อสร้าง และอีก 1 โครงการ อยู่ระหว่างการศึกษาความเหมาะสม คือ โครงการอ่างเก็บน้ำคลองสวนหมาก ซึ่งกรมชลประทานได้ศึกษาไว้ 2 ทางเลือก คือ อ่างเก็บน้ำความจุ 39.75 ล้านลูกบาศก์เมตร จะเพิ่มพื้นที่ชลประทานได้ 23,000 ไร่ และทางเลือกที่สองที่ความจุ 171 ล้านลูกบาศก์เมตร สามารถเพิ่มพื้นที่ชลประทานได้ 57,000 ไร่ แต่ทั้งสองทางเลือกนี้ยังจะต้องศึกษาความเหมาะสมและผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมเพื่อประโยชน์สูงสุดต่อไป

“หากการดำเนินโครงการพัฒนาลุ่มน้ำคลองสวนหมากแล้วเสร็จทั้ง 12 โครงการ จังหวัดกำแพงเพชรจะมีพื้นที่ชลประทานเพิ่มขึ้นไม่น้อยกว่า 70,000 ไร่ และจะเป็นต้นแบบของโครงการชลประทานในฝัน นั่นคือ พื้นที่บริเวณต้นน้ำ มีการสร้างอ่างเก็บน้ำคลองไพรเพื่อกักเก็บน้ำและชะลอการไหลหลากในช่วงฤดูฝน และเป็นแหล่งน้ำต้นทุน พร้อมมีระบบส่งน้ำเพื่อกระจายน้ำให้แก่พื้นที่เพาะปลูก บริเวณตอนกลางน้ำ มีประตูระบายน้ำฝายท่ากระดานที่สามารถควบคุมและบริหารจัดการน้ำ มีคันคูน้ำ เพื่อประโยชน์ในด้านการเกษตร และบรรเทาอุทกภัย ส่วนปลายน้ำ มีประตูระบายน้ำวัดพระบรมธาตุและประตูระบายน้ำบ้านสว่างอารมณ์พร้อมสถานีสูบน้ำ คอยควบคุมก่อนที่น้ำจะไหลไปบรรจบกับแม่น้ำปิง และมีสถานีสูบกลับในกรณีที่น้ำในคลองสวนหมากมีน้อย ยังประโยชน์ในด้านการเพาะปลูก และส่งเสริมการท่องเที่ยว ซึ่งบริบทดังกล่าวเป็นไปตามพระบรมราโชวาทของรัชกาลที่ 9 ที่ทรงกล่าวว่า น้ำคือชีวิต ที่ใดมีน้ำที่นั่นมีชีวิต ” ผู้อำนวยการสำนักงานชลประทานที่ 4 กล่าว

‘กรมการข้าว’ร่วม’กรมส่งเสริมสหกรณ์’ เร่งพัฒนาฐานข้อมูลเกษตรกรผู้ปลูกข้าว

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/255574

วันอังคาร ที่ 7 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2560, 12.02 น.

7 ก.พ.60 นายอนันต์ สุวรรณรัตน์ อธิบดีกรมการข้าว พร้อมด้วย นายสมชาย ชาญณรงค์กุล อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร เปิดเผยว่า ขณะนี้ทั้งสองหน่วยงาน ได้ร่วมลงนามบันทึกความร่วมมือด้านความเชื่อมโยงข้อมูลทะเบียนเกษตรกรและข้อมูลสารสนเทศด้านข้าว เพื่ออนุญาตให้ทั้งสองหน่วยงาน สามารถนำข้อมูลการขึ้นทะเบียนของเกษตรที่ได้ขึ้นทะเบียนไว้ ไปใช้พัฒนาระบบการทำการเกษตร การเข้าช่วยเหลือในกรณีเกษตรกรประสบภัยต่างๆ ร่วมถึงการแก้ไขปัญหาด้านการเกษตรที่มีอยู่

ส่วนข้อมูลทะเบียนเกษตรกร ที่กรมส่งเสริมการเกษตร อนุญาตให้สามารถนำมาใช้ได้ เป็นข้อมูลทะเบียนเกษตรกร ผู้ปลูกข้าว ตั้งแต่ปี 2557 ซึ่งจะเป็นข้อมูลพื้นฐานครัวเรือน สมาชิกในครัวเรือน การถือครองที่ดินเพื่อการเกษตร การประกอบกิจกรรมการเกษตร รายได้และหนี้สิน รวมถึงการเข้าร่วมโครงการภาครัฐ ส่วนข้อมูลที่กรมการข้าว ได้นำข้อมูลเตือนภัยธรรมชาติการระบาดของศัตรูข้าวและโรคไหม้ ระบบตรวจสอบรับรองมาตรฐานข้าวและผลิตภัณฑ์ จีเอพี ระบบการพยาการเคลื่อนย้ายเพลี้ยกระโดดสีน้ำตาล และระบบฐานข้อมูลศูนย์ข้าวชุมชน ซึ่งจะเป็นประโยชน์ต่อการนำมาใช้วางแผนการทำนาร่วมกับกรมส่งเสริมการเกษตรได้เป็นอย่างดี

ทั้งนี้ ความร่วมมือในการใช้ข้อมูลทะเบียนเกษตรกรและข้อมูลสารสนเทศด้านข้าว จะมีผลบังคับใช้ทันทีตั้งแต่วันนี้ โดยมีกำหนดระยะเวลา 5 ปี ซึ่งอธิบดีทั้งสองหน่วยงานยืนยันว่า การนำข้อมูลทะเบียนเกษตรกรมาใช้ เพื่อพัฒนาการระบบส่งเสริมการผลิตข้าวอย่างมีระบบ รวมถึงใช้เพื่อวางมาตรการในการช่วยเหลือเกษตรกร ในกรณีเกิดภัยพิบัตทางธรรมชาติให้ทันท่วงที ซึ่งจะไม่ก่อให้เกิดผลกระทบหรือสร้างความเสียหายให้กับเจ้าของข้อมูลอย่างแน่นอนขณะเดียวกันยังจะนำไปสู่การเพิ่มประสิทธิภาพการทำนาเพื่อให้ได้ผลตอบแทนมากที่สุดด้วย

 

ครม.อนุมัติ2.5พันล. ช่วยเหลือเกษตรกร ประสบภัยน้ำท่วมใต้

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/255492

วันอังคาร ที่ 7 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2560, 06.00 น.

พล.อ.ฉัตรชัย สาริกัลยะ รมว.เกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่า คณะรัฐมนตรี (ครม.) มีมติเมื่อวันที่ 31 มกราคม เห็นชอบมาตรการช่วยเหลือเกษตรกรที่ประสบปัญหาน้ำท่วมภาคใต้ 17 โครงการ วงเงินรวม 2,514.77 ล้านบาท ได้แก่ การหยุดยั้งความเสียหาย 4 โครงการ อาทิ การจ้างงานชลประทาน การฝึกอบรม การซ่อมบำรุงเครื่องจักรกลการเกษตร และคลินิกเกษตรเคลื่อนที่, การเสริมสร้างฟื้นฟู 10 โครงการ อาทิ การฟื้นฟูพื้นที่เกษตรโดยปรับปรุงบำรุงดิน การสนับสนุนสารชีวภัณฑ์ป้องกันโรคไม้ยืนต้น การฟื้นฟูเกษตรกรผู้ปลูกส้มโอพันธุ์ทับทิมสยาม โครงการธนาคารโค-กระบือ และการฟื้นฟูการเลี้ยงสัตว์น้ำ

ด้านลดภาระหนี้สิน อาทิ การขยายระยะเวลาชำระหนี้สมาชิกสหกรณ์หรือกลุ่มเกษตรกร 6 เดือน การขยายเวลาการชำระหนี้เพื่อบรรเทาภาระหนี้สินให้กับเกษตรกร ตลอดจนเพิ่มวงเงินสินเชื่อเพื่อฟื้นฟูช่วยเหลือเยียวยาเกษตรกรในเขต ส.ป.ก., ส่วนด้านระบบชลประทาน มีการซ่อมแซมโครงการชลประทาน รวมถึการจัดทำแผนงาน เช่น การพัฒนา Flood Way เป็นต้น

ยกระดับมาตรฐานผลิตน้ำนมดิบ-แปรรูป อสค.หนุนเกษตรกรนำฟาร์มโคนมเข้าสู่ระบบ‘GAP’เพิ่มขึ้น

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/255493

วันอังคาร ที่ 7 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2560, 06.00 น.

ส่งเสริมกิจการโคนมแห่งประเทศไทย (อ.ส.ค.) เปิดเผยว่า อ.ส.ค.ให้ความสำคัญในการควบคุมมาตรการควบคุมคุณภาพผลิตภัณฑ์นมไทย-เดนมาร์ค ตั้งแต่ระดับฟาร์มโคนม ศูนย์รวบรวมน้ำนมดิบ โรงงานแปรรูป กระทั่งการขนส่ง การเก็บรักษาคุณภาพ ไปจนถึงมือผู้บริโภค รวมทั้งเร่งส่งเสริมพัฒนายกระดับฟาร์มโคนมของเกษตรกรจากฟาร์มขนาดเล็ก ซึ่งมีจำนวนแม่โครีดนมไม่เกิน 20 ตัว/ฟาร์ม เพิ่มเป็นฟาร์มขนาดกลาง มีโครีดนม 30-50 ตัว/ฟาร์ม พร้อมส่งเสริมให้เกษตรกรนำฟาร์มเข้าสู่มาตรฐานการผลิตทางการเกษตรอย่างถูกต้องและเหมาะสม (GAP) เพิ่มมากขึ้น ซึ่งขณะนี้มีฟาร์มโคนมได้รับการรับรองมาตรฐานแล้วกว่า 4,025 ฟาร์ม จากทั้งหมด 16,770 ฟาร์มทั่วประเทศ

นอกจากนี้ ในส่วนของโครงการอาหารเสริม (นม) โรงเรียน ที่ผ่านมามิลค์บอร์ดมีแผนเร่งพัฒนายกระดับคุณภาพนม เพื่อส่งเสริมคุณค่าทางโภชนาการนมโรงเรียนให้มีคุณภาพมาตรฐาน รวมทั้งได้เห็นชอบประกาศใช้มาตรฐานการรับซื้อน้ำนมโค ณ ศูนย์รวบรวมน้ำนมดิบ พ.ศ.2559 มีผลบังคับตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2559 เพื่อใช้เป็นเกณฑ์พิจารณาการรับซื้อน้ำนมดิบระหว่างเกษตรกรผู้เลี้ยงโคนมกับศูนย์รวบรวมน้ำนมดิบ ซึ่งจะช่วยสร้างแรงจูงใจให้เกษตรกรหันมาพัฒนายกระดับน้ำนมดิบให้มีคุณภาพ ได้มาตรฐาน และมีความปลอดภัยสูงขึ้น โดยมาตรฐานฉบับใหม่นี้ จะกำหนดราคาซื้อขายตามเกณฑ์คุณภาพองค์ประกอบน้ำนม เช่น ปริมาณไขมัน ปริมาณเนื้อนมไม่รวมมันเนย เชื้อจุลินทรีย์ และจำนวนเม็ดเลือดขาว เป็นต้น สำหรับฟาร์มโคนมที่ผ่านการรับรองมาตรฐานการปฏิบัติทางการเกษตรที่ดีสำหรับฟาร์มโคนม (มกษ.6402) หรือมาตรฐานการผลิตทางการเกษตรอย่างถูกต้องและเหมาะสม (Good Agricultural Practices: GAP) จะได้ราคาบวกเพิ่มไม่น้อยกว่า 0.20 บาท/กิโลกรัม เป็นช่องทางที่จะทำให้เกษตรกรมีรายได้เพิ่มสูงขึ้น

สันนิบาตสหกรณ์ยุคใหม่ขับเคลื่อนยุทธศาสตร์20ปี เน้นสร้างความเข้มแข็งสหกรณ์การเกษตร

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/255494

วันอังคาร ที่ 7 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2560, 06.00 น.

ประธานสันนิบาตสหกรณ์คนใหม่ พร้อมสานต่อนโยบายกรรมการชุดเก่าเพื่อใช้เป็นแนวทางในการขับเคลื่อนเตรียมพร้อมสำหรับการเปลี่ยนแปลงภายใต้ยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี และการพัฒนาประเทศไปสู่ “ประเทศไทย 4.0” เน้นเชื่อมโยงหน่วยงานรัฐเพื่อความคล่องตัวในการขับเคลื่อนขบวนการสหกรณ์ โดยเฉพาะสหกรณ์การเกษตรที่ต้องเร่งช่วยเหลือ เยียวยาจากผลกระทบภาคเกษตร

นายมงคลัตถ์ พุกะนัตถ์ ประธานกรรมการดำเนินการ สันนิบาตสหกรณ์แห่งประเทศไทย (สสท.) กล่าวว่า เดิมเป็นประธานสหกรณ์การเกษตรบางพลี จำกัด แต่ได้รับเลือกจากสหกรณ์ทั่วประเทศให้เป็นประธานกรรมการดำเนินการ สันนิบาตสหกรณ์แห่งประเทศไทย ซึ่งถือเป็นองค์กรสูงสุดในขบวนการสหกรณ์ ก็มีความมุ่งมั่นที่จะพัฒนาขบวนการสหกรณ์ให้มีความเข้มแข็ง ยั่งยืน ซึ่งความจริงก็ไม่ใช่คนใหม่ในสันนิบาตฯ เพราะเคยรับหน้าที่ประธานและผู้ตรวจ มาหลายสมัย จึงค่อนข้างรู้หลักการทำงานของสันนิบาตฯ เป็นอย่างดี ดังนั้น การเข้ามาบริหารงานในครั้งนี้ จึงจะสานต่อนโยบายที่คณะกรรมการชุดเก่าทำไว้ดีอยู่แล้ว โดยเฉพาะแผนยุทธศาสตร์การพัฒนาสันนิบาตสหกรณ์แห่งประเทศไทย 20 ปี (พ.ศ.2560-2579) ซึ่งสันนิบาตสหกรณ์แห่งประเทศไทยในฐานะหัวขบวนการสหกรณ์ทั้ง 7 ประเภท มีทิศทางที่สอดคล้องกับแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ รวมทั้งมียุทธศาสตร์ในการสร้างความมั่นคงด้านการสหกรณ์ เพื่อยกระดับการพัฒนาในด้านองค์ความรู้ เทคโนโลยี นวัตกรรมที่จะช่วยให้การบริหารจัดการ การผลิต การตลาด เป็นปัจจัยสำคัญ จึงเป็นหน้าที่และภารกิจของสันนิบาตสหกรณ์แห่งประเทศไทยที่จะพัฒนาบุคลากร เทคโนโลยี การบริหารจัดการตามหลักธรรมาภิบาล นอกจากนั้น เพื่อเป็นการตอบสนองต่อนโยบายของรัฐบาลในการขับเคลื่อนประเทศไปสู่ประเทศที่มีรายได้สูง และขับเคลื่อนด้วยนวัตกรรมและเทคโนโลยี จึงจำเป็นต้องมีการทบทวนปรับปรุงแผนยุทธศาสตร์การพัฒนาสันนิบาตสหกรณ์ฯ ให้ทันต่อการเปลี่ยนแปลง ตลอดจนตอบสนองนโยบายของรัฐบาลตาม “แผนยุทธศาสตร์การพัฒนาสันนิบาตสหกรณ์แห่งประเทศไทย 20 ปี (พ.ศ.2560-2579)” เพื่อใช้เป็นแนวทางในการขับเคลื่อนไปสู่การปฏิบัติอย่างเป็นรูปธรรม ในการเตรียมพร้อมสาหรับการเปลี่ยนแปลงภายใต้ยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี และการพัฒนาประเทศไปสู่ “ประเทศไทย 4.0” อีกด้วย

สำหรับแนวทางการทำงานจะให้ความสำคัญของสหกรณ์มากกว่าสันนิบาตฯ เนื่องจากสหกรณ์ต่างๆ เป็นตัวขับเคลื่อนสำคัญในขบวนการสหกรณ์ และให้การสนับสนุนการทำงานของสันนิบาตฯ มาโดยตลอด ในขณะที่สันนิบาตฯ โดยภาพรวมถือว่ามีความเข้มแข็งอยู่แล้ว จึงจำเป็นต้องไปช่วยเหลือให้สหกรณ์ต่างๆ ทั้ง 7 ประเภท มีความเข้มแข็งเพื่อเดินไปด้วยกันอย่างยั่งยืน โดยมีนโยบายเร่งด่วนที่ต้องทำคือ ให้การศึกษากับสมาชิกสหกรณ์ทั่วประเทศ ให้มีแนวปฏิบัติตามแนวทางของกรมส่งเสริมสหกรณ์ และกรมตรวจบัญชีสหกรณ์ โดยเฉพาะกรณีที่สมาชิกสหกรณ์ที่จะเป็นผู้ตรวจสอบกิจการต้องผ่านการฝึกอบรมจากกรมตรวจบัญชีสหกรณ์เท่านั้น สันนิบาตฯ จึงได้ทำข้อตกลง (MOU) กับกรมตรวจบัญชีสหกรณ์ เพื่อเป็นผู้จัดฝึกอบรมและออกใบรับรองให้ผู้เข้าอบรมได้เลย เพื่อไม่ให้เกิดความซ้ำซ้อน ต่างคนต่างอบรม เพราะสุดท้ายก็ต้องไปขอการรับรองจากกรมตรวจบัญชีสหกรณ์ และนโยบายที่ต้องเร่งดำเนินการอีกประการคือ เรื่องของ พ.ร.บ.สหกรณ์ที่มีการแก้ไข เช่น เรื่องของภาษีธุรกิจจำเพาะและเรื่องของค่าบำรุงที่จะเกิดขึ้นใหม่ จากเดิม 5% (ไม่เกิน 10,000 บาท) มาเป็น 1% (ไม่เกิน 30,000 บาท)

“การบริหารงานในวาระนี้ จะเน้นไปที่การช่วยเหลือสหกรณ์ด้านการเกษตรเป็นหลัก เพราะเป็นเรื่องของปากท้อง และในช่วงที่ผ่านมาภาคเกษตรได้รับผลกระทบมามาก จึงจำเป็นต้องหาแนวทางให้สันนิบาตฯ เข้าไปมีส่วนร่วมในการเยียวยาและสร้างความเข้มแข็งให้กับสหกรณ์กลุ่มนี้ โดยสันนิบาตฯ จะต้องเชื่อมโยงการทำงานกับกรมส่งเสริมสหกรณ์ให้มากขึ้น ส่วนสหกรณ์ประเภทอื่นส่วนใหญ่ค่อนข้างเข้มแข็งอยู่แล้วและไม่ได้รับผลกระทบมากนัก อาจมีบางสหกรณ์เท่านั้นที่มีปัญหา แต่ก็มีการแก้ไขไปตามระบบ และไม่อยากให้สังคมเหมารวมว่าขบวนการสหกรณ์ไม่ดี ทั้งนี้ อยากขอบคุณสมาชิกสหกรณ์ทุกแห่ง ที่ให้การสนับสนุนสันนิบาตฯ มาโดยตลอด ดังนั้น หากสหกรณ์ต่างๆ จะมีแนวทางหรือข้อเสนอแนะอะไร เพื่อร่วมกันพัฒนาขบวนการสหกรณ์ให้มีความเข้มแข็ง ยั่งยืน สามารถมาหารือกันได้ตลอดเวลา” นายมงคลัตถ์ กล่าว

รักษ์เกษตร : ซ่อมแซมปาล์มน้ำมันหลังน้ำท่วม

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/255490

วันอังคาร ที่ 7 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2560, 06.00 น.

คำถาม ขอทราบวิธีแก้ปัญหาสวนปาล์มน้ำมันหลังน้ำท่วม และวิธีการดูแลสวนปาล์มด้วยครับ

สุข วันทานะ

อ.เมือง จ.สุราษฎร์ธานี

คำตอบ หลังผ่านวิกฤติน้ำท่วม ความเสียหายต่อผลผลิต ก็ขึ้นอยู่กับระดับความเสียหาย ต้นปาล์มต้องสร้างระบบรากและลำต้นให้แข็งแรงเต็มที่ก่อน จึงจะกลับมาให้ผลผลิตได้ตามปกติ หลังจากทำตามขั้นตอนที่แนะนำนี้ ต้องรอให้ต้นปาล์มฟื้นตัวขึ้นตามลำดับ นักวิชาการเกษตรได้แนะนำไว้ดังนี้

ผลกระทบที่เกิดขึ้น จะขึ้นอยู่กับระยะเวลาที่ต้นปาล์มน้ำมันถูกน้ำท่วมขัง ดังนี้

กรณีที่น้ำท่วมขังนาน 0-15 วัน ไม่เกิน 2 สัปดาห์ ในพื้นที่ทั่วไปหากน้ำท่วมระยะสั้นๆ ต้นปาล์มน้ำมัน ไม่มีปัญหาทำให้ยอดเน่า หลังจากชะงักช่วงสั้นๆ ต้นปาล์มจะสามารถฟื้นฟูตัวได้เอง สามารถเจริญเติบโตได้ตามปกติ

กรณีน้ำท่วมขังนาน 15-30 วัน ต้นปาล์มน้ำมัน จะสามารถฟื้นฟูตัวได้ หลังจากน้ำลดแล้ว 30 วัน ทะลายที่ถูกน้ำท่วม จะเน่าเสียหายทั้งหมด ทะลายที่อยู่สูงกว่าระดับน้ำสามารถเก็บเกี่ยวได้ในระยะต่อไป

กรณีน้ำท่วมขังนาน 30-60 วัน ต้นปาล์มน้ำมันมีโอกาสตายสูงมาก จะเริ่มแสดงอาการใบเหลือง เนื่องจากการขาดธาตุอาหาร รากปาล์มน้ำมันบางส่วนเสียหาย ทะลายที่ถูกน้ำท่วมจะเน่าเสียหายทั้งหมด ทะลายที่อยู่สูงกว่าระดับน้ำจะเริ่มฝ่อ และเน่าก่อนที่จะสุกเก็บเกี่ยวได้ จะต้องทำการฟื้นฟูให้ต้นปาล์มน้ำมันแข็งแรง

กรณีน้ำท่วมขังมากกว่า 60 วัน ต้นปาล์มน้ำมันจะทรุดโทรมอย่างมาก ผลิใบใหม่ได้น้อย หรือไม่ผลิใบเพิ่ม ใบจะเหลืองแห้ง ยอดเรียวลง เนื่องจากระบบรากถูกทำลาย ไม่สามารถดูดน้ำ และธาตุอาหารที่จำเป็นได้ ผลผลิตทะลายจะเสียหายเกือบทั้งหมด ต้องระบายน้ำที่ท่วมขังออกก่อน แล้วจึงฟื้นฟูต้นปาล์มน้ำมันให้แข็งแรง และให้ผลผลิตต่อไป

วิธีการฟื้นฟูสวนปาล์มน้ำมันหลังน้ำท่วม

ขั้นแรกควรทำทางระบายน้ำทันที ให้ออกจากบริเวณโคนต้นปาล์มน้ำมันโดยเร็ว โดยรักษาระดับน้ำให้ต่ำกว่าบริเวณโคนต้นปาล์มน้ำมัน 30 เซนติเมตร

ในขณะดินยังมีความชื้นอยู่ ไม่ควรเหยียบย่ำบริเวณโคนต้นปาล์มน้ำมันโดยเด็ดขาด ทั้งคนและสัตว์เลี้ยง หรือนำเครื่องจักรกลเข้าในแปลงปลูก เพราะหน้าดินที่ถูกน้ำขังจะมีโครงสร้างที่ง่ายต่อการถูกทำลาย และเกิดการอัดแน่นของดิน จึงเป็นผลเสียต่อการไหลซึมของน้ำ และการระบายอากาศ รวมทั้งจะกระทบกระเทือนต่อระบบรากพืช อาจทำให้ต้นปาล์มน้ำมันโทรม หรือตายได้

ในสภาพน้ำท่วมที่มีการชะล้างนำเอาหน้าดิน หรือทรายมาทับถมบริเวณโคนต้น  หลังน้ำลดและดินแห้งแล้ว ควรปรับแต่งดินเหล่านั้น ออกจากโคนต้นปาล์มน้ำมัน ถ้าหากพบต้นปาล์มน้ำมันที่ล้มหรือเอนเอียง ควรใช้ไม้ค้ำยันจัดการให้ต้นตั้งตรงเช่นเดิม

ในพื้นที่ที่ใกล้โรงงานอุตสาหกรรม อาจมีสารเคมีแปลกปลอมมากับน้ำด้วย อาจมีสภาพเป็นกรด ความเข้มข้นขึ้นกับปริมาณสารเคมีที่ละลาย หลังน้ำลดต้องรีบใส่ปูนขาวโดยเร็ว ส่วนพื้นที่ที่อาจมีสารเคมีประเภทด่าง ก็ต้องใช้น้ำส้มสายชูละลายน้ำไปรดรอบทรงพุ่ม เป็นต้น พื้นที่ประเภทนี้ ทางที่ดีควรขอให้ทางการช่วยวัดความเป็นกรดเป็นด่างของดินให้ก่อน จะได้ประเมินได้ง่ายขึ้น

หากตรวจพบต้นปาล์มน้ำมันตาย ให้ขุดต้นที่ตายและทำลายทิ้ง ใช้ปูนขาวโรยในหลุมปลูกเพื่อฆ่าเชื้อโรค ทิ้งไว้ประมาณ 1 สัปดาห์ รองก้นหลุมด้วย ร็อกฟอสเฟส 0-3-0 ครึ่งกิโลกรัม แล้วปลูกซ่อมทันที

หลังน้ำลดและดินแห้งแล้ว ให้ใช้ปูนขาวโรยบริเวณรอบโคนต้น เพื่อปรับสภาพดินและฆ่าเชื้อโรคที่มาจากน้ำท่วม และใส่ปุ๋ยคอกหรือปุ๋ยหมัก เพื่อปรับโครงสร้างดินให้ดีขึ้น โดยใช้ปุ๋ยสูตร 0-3-0 เพื่อเร่งการเจริญของระบบราก สำหรับปาล์มต้นเล็กใช้ปริมาณ 500 กรัม และปาล์มต้นใหญ่ใช้ปริมาณ 1.5 กิโลกรัมให้ฉีดพ่นปุ๋ยทางใบด้วย เพื่อช่วยให้ปาล์มน้ำมันฟื้นตัวได้เร็วขึ้น ห้ามใส่ปุ๋ยทางราก เพราะระบบรากพืชยังไม่สามารถทำงานได้อย่างเต็มที่ ต้องให้เกิดรากใหม่ขึ้น โดยใช้ปุ๋ยเกร็ดสูตร 21-21-21 ในปาล์มน้ำมันที่ให้ผลผลิตแล้ว หากน้ำท่วมทะลายเป็นเวลานาน จะทำให้ทะลายเน่า ควรตัดทะลายเน่าทิ้ง

หากปล่อยทิ้งไว้อาจเกิดเชื้อราและแพร่กระจายไปยังทะลายอื่น หรือส่วนอื่นๆ ได้ภายหลังจากน้ำท่วม มักเกิดปัญหาโรคที่เกิดจากเชื้อรา เช่น ยอดเน่า ทะลายเน่า รากเน่าให้ตัดยอดปาล์มน้ำมันที่เน่าทิ้ง หรือส่วนอื่นๆ ที่เน่าออกก่อน แล้วให้ฉีดพ่นสารเคมีป้องกันและกำจัดเชื้อรา

อย่าด่วนสรุปว่าต้นปาล์มจะไม่รอด ให้สังเกตจากใบปาล์มก่อน ถ้าใบแห้งหมดทั้งต้น และโคนต้นเปื่อยหมด อันนี้ถึงรอดก็คงโตช้า ควรจะปลูกทดแทน ถ้าใบแห้งบางส่วน แต่ยังมีใบสีเขียว โคนต้นยังแข็ง ลักษณะนี้ โอกาสรอดสูงมาก ถ้าหากยอดเน่าเปื่อย ให้ตัดยอดที่เน่าออก เอาปูนขาวโรยลงไปในยอด อาจใช้เวลาหลายเดือนกว่ายอดใหม่จะขึ้นมา คงต้องใช้เวลา โอกาสรอดมีครับ

นาย รัตวิ

รายงานพิเศษ : ยกระดับคุณภาพชีวิตชาวเขาด้วยระบบสหกรณ์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/255353

วันจันทร์ ที่ 6 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2560, 06.00 น.

โครงการหลวง (Royal project) เป็นโครงการส่วนพระองค์ในพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ในการส่งเสริมการปลูกพืชเมืองหนาวแก่ชาวเขา เพื่อเป็นการหารายได้ทดแทนการปลูกฝิ่น

ปัจจุบันโครงการหลวง ดำเนินงานใน 8 จังหวัดภาคเหนือ คือ เชียงใหม่ เชียงราย ลำพูน ลำปาง แพร่ น่าน พะเยา และแม่ฮ่องสอน มีสถานีวิจัยหลัก 4 สถานี และสถานีส่งเสริมปลูกพืชทดแทนฝิ่น เรียกว่า ศูนย์พัฒนาโครงการ จำนวน 21 ศูนย์ และหมู่บ้านพัฒนาอีก 6 หมู่บ้าน รวมหมู่บ้านในเขตปฏิบัติการทั้งสิ้น 267 หมู่บ้าน

โดยผลผลิตจากโครงการหลวงในปัจจุบัน ประกอบด้วย ผักปลอดภัยสารพิษ สมุนไพร ถั่วและธัญพืช ผลไม้ เห็ด ดอกไม้เมืองหนาว ผลิตผลปศุสัตว์ ผลิตผลประมง ผลิตผลป่าไม้ ดอกไม้แห้ง ผลิตภัณฑ์จากแฝก ไม้กระถาง และผลิตภัณฑ์แปรรูปในชื่อการค้า โครงการหลวงและดอยคำ

หนึ่งในนั้นคือ ศูนย์พัฒนาโครงการหลวงแม่ปูนหลวง ซึ่งก่อตั้งขึ้นเมื่อปี พ.ศ. 2523 ภายหลังที่พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช เสด็จเยี่ยมราษฎรบ้านแม่ปูนหลวง โดยศูนย์พัฒนาโครงการหลวงแม่ปูนหลวง ครอบคลุมพื้นที่รับผิดชอบ 6 หมู่บ้าน ประกอบด้วยชาวไทยภูเขา เผ่า ลีซอ จีนฮ่อ และมูเซอแดง

นายอติชาต จักรคำปัน หัวหน้าศูนย์พัฒนาโครงการหลวงแม่ปูนหลวง ต.เวียง อ.เวียงป่าเป้า จ.เชียงราย กล่าวว่า แต่เดิมนั้นชาวบ้านมีอาชีพเก็บชาป่าส่งจำหน่ายและปลูกฝิ่น ซึ่งพระองค์ได้รับสั่งให้ผู้อาวุโสหมู่บ้านและชาวเขาที่ตามเสด็จฯให้เลิกปลูกฝิ่นและพระองค์จะจัดหาไม้ผล พืชผักพันธุ์ดี เข้ามาให้ในพื้นที่ มาส่งเสริมให้กับเกษตรกร โดยเริ่มแรกเจ้าหน้าที่ได้นำไม้ผล เช่น บ๋วย พลับ และพีช มาเข้ามาแจกจ่ายให้เกษตรกรปลูก เพื่อไม่ให้เกษตรกรย้ายถิ่นฐานและทำไร่เลื่อนลอย ซึ่งในปัจจุบันพื้นที่ศูนย์พัฒนาโครงการหลวงฯแห่งนี้ เป็นพื้นที่หลักในการส่งเสริมไม้ผล พืชผัก เขตหนาว รวมทั้ง ชาและกาแฟ ปัจจุบันเรามีนักวิชาการเข้ามาส่งเสริมให้ความรู้กับเกษตรกรอย่างต่อเนื่อง มีการร่วมมือกับสหกรณ์การเกษตรโครงการหลวงแม่ปูนหลวง จำกัด โดยทางโครงการหลวงจะส่งเสริมและรับซื้อผลผลิตจากเกษตรกร ส่วนเรื่องปัจจัยการผลิต เช่น สารชีวภัณฑ์ ปุ๋ย โรงเรือน เป็นต้น ทางสหกรณ์การเกษตรโครงการหลวงแม่ปูนหลวง จำกัด จะเป็นผู้สนับสนุน ซึ่งที่ผ่านมาผลผลิตทางการเกษตรของศูนย์พัฒนาโครงการหลวงฯแห่งนี้สามารถสร้างรายได้กว่า 3 ล้านบาทต่อปีเลยทีเดียว

ดังพระราชดำรัสในพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ความว่า “เรื่องที่จะช่วยชาวเขาและโครงการชาวเขานั้นมีประโยชน์โดยตรงกับชาวเขา เพื่อส่งเสริมและสนับสนุนให้ชาวเขามีความเป็นอยู่ดีขึ้น สามารถเพาะปลูกสิ่งที่เป็นประโยชน์และเป็นรายได้กับเขาเอง จุดประสงค์อย่างหนึ่งคือมนุษยธรรม หมายถึงให้ผู้อยู่ในถิ่นทุรกันดารสามารถมีความรู้พยุงตัวให้มีความเจริญได้ อีกอย่างหนึ่งเป็นเรื่องช่วยในทางที่ทุกคนเห็นว่า ควรจะช่วย เพราะเป็นปัญหาใหญ่คือปัญหาเรื่องยาเสพติด ถ้าช่วยชาวเขาปลูกพืชที่เป็นประโยชน์บ้างเขาจะเลิกปลูกยาเสพติด คือ ฝิ่น ทำให้นโยบายการระงับการปราบปรามการสูบฝิ่นและค้าฝิ่นได้ผลดี อันเป็นผลอย่างหนึ่ง”

ปัจจุบันผลผลิตของศูนย์พัฒนาโครงการหลวงแม่ปูนหลวงแห่งนี้เป็นที่ยอมรับในตลาด อีกทั้งสามารถส่งออกผลผลิตได้ตลอดทั้งปี โดยศูนย์พัฒนาโครงการหลวงมีทั้งหมด 39 แห่ง ซึ่งแต่ละแห่งก็จะรับผลิตผลผลิตที่แตกต่างกันไป ทั้งนี้ลูกค้าหลักของโครงการหลวงส่วนใหญ่จะเป็นกลุ่มโมเดิร์นเทรด โรงแรม ร้านอาหาร ศูนย์การค้าและร้านของโครงการหลวงต่างๆ พร้อมกันนี้เกษตรที่เข้าร่วมโครงการหลวงฯ ต่างได้ผ่านการรับรองตามระบบรับรองมาตรฐาน GAP การเพาะปลูกที่ดี อีกทั้งโรงงานของโครงการหลวงฯทั้งหมดก็ผ่านการรับรองมาตรฐานระบบ GMP HACCP แล้วทั้งสิ้น ซึ่งมั่นใจได้ว่าสินค้าที่ออกจากโครงการหลวงฯทั้งหมดนั้นมีคุณภาพและมาตรฐานทุกขั้นตอน

นายสิทธิพล แสงทวีเจริญผล รองประธานสหกรณ์โครงการหลวงแม่ปูนหลวง จำกัด เล่าว่า เดิมพื้นที่แถบนี้ชาวบ้านส่วนใหญ่นิยมปลูกฝิ่นเป็นหลัก แต่หลังจากที่ในหลวง รัชกาลที่ 9 เสด็จฯมาเยี่ยมเมื่อปี 2520 พระองค์ทรงให้ชาวบ้านยกเลิกการปลูกฝิ่น แล้วหาผลไม้ รวมถึงพืชผักเมืองหนาวมาปลูกทดแทน เมื่อชาวบ้านเลิกปลูกฝิ่นมาปลูกไม้ผล และพืชผักเมืองหนาว อย่างเช่น บ๋วย
ท้อ เชอร์รี่ พลับ เป็นต้น ก็ส่งผลชีวิตความเป็นอยู่ดีขึ้น

“ต่อมาได้มีการจัดตั้งสหกรณ์โครงการหลวงแม่ปูนหลวง จำกัด จึงได้มีการเข้าร่วมเป็นสมาชิก และหลังจากเข้าสู่ระบบสหกรณ์อย่างเต็มตัว จากที่เคยเสียค่าเดินทางไปซื้อปัจจัยการผลิตในเมือง ไม่ว่าจะเป็นปุ๋ย และสารชีวภัณฑ์ต่างๆ รวมถึงต้องเสียค่าใช้จ่ายและเสียเวลาในการขนส่งผัก ผลไม้ ไปจำหน่าย เมื่อมีระบบสหกรณ์เข้ามาบริหารจัดการ ก็สามารถช่วยให้ลดต้นทุนการ
ผลิตลงได้มาก เนื่องจากสหกรณ์จะเป็นตัวกลางในการรับซื้อสินค้าทั้งหมดจากสมาชิกเพื่อจำหน่ายให้กับโครงการหลวง ส่วนในเรื่องราคาเป็นไปตามกลไกตลาด ไม่ต้องกังวลว่าจะถูกกดราคา อีกทั้งยังเป็นแหล่งเงินทุนที่ดีให้แก่สมาชิกได้อีกด้วย” นายสิทธิพล กล่าว

เกษตรบูรณาการ : หลอกอีกทีมีโดนแช่ง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/255349

251598

วันจันทร์ ที่ 6 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2560, 06.00 น.

เกษตรบูรณาการฉบับนี้ ติดตามการทำงานในส่วนของกระทรวงเกษตรฯ โดยปลายเดือนที่ผ่านมา ท่านรัฐมนตรี “พลเอกฉัตรชัย สาริกัลยะ” ได้ลงพื้นที่ จังหวัดขอนแก่น เพื่อติดตามผลงานการส่งเสริมการเกษตร ตามแนวนโยบายของรัฐว่า ได้ดั่งเป้าหมายที่วางไว้แค่ไหน พร้อมประชุม ร่วมกับ “ทีมซิงเกิลคอมมาน” ของกระทรวงเกษตรฯ ในพื้นที่ภาคอีสานด้วย

โดยงานนี้ท่านรัฐมนตรี “ฉัตรชัย”ไปพื้นที่แปลงใหญ่  ที่มีการปลูกพืชผัก ว่ากันว่า แปลงใหญ่ที่ไปดู เป็นการรวมกลุ่มปลูกผักเพื่อส่งขายให้กับกลุ่ม ห้างโมเดิร์นเทรดในพื้นที่ที่สร้างรายได้ให้กับชาวบ้านที่ร่วมมือกันทำ นอกจากนั้น ยังไปดูพื้นที่ปลูกมะม่วงเพื่อการส่งออก  ซึ่งงานนี้ท่านรัฐมนตรี “ฉัตรชัย” ชมเปาะว่าแปลงใหญ่ที่ไปดู ถือว่าสำเร็จ ตามเป้าหมายที่กระทรวงเกษตรฯส่งเสริมกันมา แถมท่านยังบอกว่า ครั้งหน้าจะแอบมาดูกันอีกว่า มีอะไรดีขึ้นอีกไหม และมาครั้งหน้าก็หวังเอาว่าจะได้เห็นความเป็นอยู่ที่ดีขึ้นของเกษตรกร และคงเห็นเกษตรกร ใส่ทองเส้นโตแน่ๆ อ้าวยังไงก็ต้องบอกว่าขอให้รวยๆ กันครบถ้วนหน้าดังที่หวังกัน ตามที่ท่านรัฐมนตรี “ฉัตรชัย” หวังไว้นะขอรับ

การลงพื้นที่ตรวจงานแบบแอบไป ไม่มีใครรู้ ผ่านไป มาดูเรื่องการประชุม ซิงเกิลคอมมาน ว่ากันว่า ท่านรัฐมนตรี “ฉัตรชัย” บอกว่า ข้อความตอนหนึ่งในที่ประชุมว่า อยากเห็นความชัดเจนในเรื่องการส่งเสริมการรวมกลุ่มการผลิตสินค้าเกษตรแบบแปลงใหญ่ เหมือนที่ลงไปดู  ซึ่งปี 2559 ที่ผ่านมา ว่ากันว่า มีเป้าหมายส่งเสริมไป 6,000 แปลง แต่จบครบถ้วนที่ 4,000 แปลง ก็ถือว่าสำเร็จ และปีนี้ อยากให้ได้เพิ่มขึ้นอย่างน้อยไม่ต่ำกว่า 2,000 แปลง จะดีเยี่ยม เพราะว่า มีการรายงานจากหน่วยงานที่เขาดูแลรับผิดชอบรายงานท่านรัฐมนตรี “ฉัตรชัย” มาว่าทุกครัวเรือน ที่เข้าโครงการแปลงใหญ่ มีรายได้เพิ่มขึ้น จากเดิมครัวเรือนละกว่า 40,000 บาท  ซึ่งท่านรัฐมนตรี “ฉัตรชัย” บอกว่า เรื่องตัวเลขที่มา 40,000 บาทต่อครัวเรือน เป็นการรายงานจากหน่วยงานที่รับผิดชอบเรื่องแปลงใหญ่ “ส่วนเขาจะโกหกหรือไม่ บอกเลยว่าหากโกหก บาปกรรมก็จะตกอยู่กับเขา ถ้าเขากล้าหลอกแม้กระทั่งผู้บังคับบัญชา ทุกอย่างก็จะตกกับเขาทั้งหมด” ยังไงระวังกันให้ดีนะขอรับ จะรายงานข้อมูลกับรัฐมนตรีต้องตรวจสอบให้ดีระวัง หลอกอีกทีมีโดนแช่งเดี๋ยวจะหาว่าไม่เตือน

มาปิดด้วยเรื่องสุดท้าย และต้องบอกว่าขนลุกกันทั้งกระทรวงฯ ไม่ใช่ว่า จะทำให้ใครปวดท้องหรือท้องเสียหรอกครับแต่มันมีอยู่ว่า มีข้อมูลแว่วมาว่า มีการประเมินการทำงานเบื้องต้นของผู้บริหารกระทรวงเกษตรฯ ตั้งแต่ระดับ 10 จนถึง ระดับ 11 ที่เกี่ยวข้องกับการทำงานที่ประเมินผลสัมฤทธิ์ตามนโยบายรัฐบาลเรื่องการพัฒนาการเกษตรว่าประสบความสำเร็จแค่ไหน และเเข้าใจเข้าถึงประชาชนแค่ไหน วันนี้ต้องบอกว่า ผู้บริหารหลายคนผ่านแบบเส้นยาแดงผ่าแปด และก็มีบางคนต่ำกว่าเกณฑ์ ส่วนใครเป็นใครงานนี้ต้องรอชี้ชะตาอีกครั้ง ในช่วงเดือนมีนาคมที่จะถึงนี้ เพราะงานนี้ ท่านรัฐมนตรี พูดชัดเจนว่า “หากทำงานกันอย่างนี้ ท่านรองฯ และผู้ตรวจราชการทั้งหลายเตรียมพร้อม”

‘ฝนหลวง’พร้อมรับมือภัยแล้ง ดีเดย์เริ่มต้นปฏิบัติการทุกภารกิจทั่วประเทศมีนาคมนี้

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/255352

วันอาทิตย์ ที่ 5 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2560, 17.27 น.

พล.อ.ฉัตรชัย สาริกัลยะ รมว.เกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่า กระทรวงเกษตรฯได้เตรียมความพร้อมในการช่วยเหลือและรับมือภัยแล้ง โดยเฉพาะการปฏิบัติการฝนหลวง ซึ่งมีเป้าหมายดำเนินการ ได้แก่ 1.การปฏิบัติการฝนหลวงเพื่อเติมน้ำในเขื่อนหรืออ่างเก็บน้ำ 2.การปฏิบัติการฝนหลวงในพื้นที่เกษตรกรรมที่ประสบภัยแล้งหรือคาดว่าจะประสบภัยแล้ง และ 3.การเตรียมความพร้อมสำหรับการช่วยเหลือไฟป่า เพื่อเพิ่มความชุ่มชื่นในพื้นที่ป่า ซึ่งมีเป้าหมายดำเนินการในพื้นที่ภาคเหนือ

“ปฏิบัติการฝนหลวง มีพื้นที่เป้าหมาย คือ พื้นที่ภาคอีสาน 5 เขื่อน ได้แก่ เขื่อนลำนำลอง เขื่อนลำตะคอง เขื่อนพระเพลิง เขื่อนมูลบล และเขื่อนลำแซะ ภาคกลาง เขื่อนวชิราลงกรณ์ เขื่อนศรีนครินทร์ และภาคใต้ มีการเฝ้าระวังที่เขื่อนบางลาง ซึ่งขณะนี้ กรมฝนหลวงและการบินเกษตร อยู่ในระหว่างเตรียมความพร้อมของเครื่องบิน รวมทั้งทบทวนและฝึกซ้อมนักบิน โดยเวลานี้มีเครื่องบินที่พร้อมปฏิบัติการ 4 ลำ และหลังจากวันที่ 10 กุมภาพันธ์ เป็นต้นไป จะเพิ่มเติมเครื่องบินเข้าไปอีก เพื่อให้มีความพร้อมอย่างเต็มประสิทธิภาพ สำหรับปฏิบัติการทุกภารกิจตั้งแต่เดือนมีนาคมเป็นต้นไป” พล.อ.ฉัตรชัย กล่าว

ดร.สุรสีห์ กิตติมณฑล อธิบดีกรมฝนหลวงและการบินเกษตร กล่าวเพิ่มเติมว่า กรมฝนหลวงและการบินเกษตรได้มีหน่วยปฏิบัติการเคลื่อนที่เร็ว โดยขณะนี้มี 2 หน่วย ได้แก่ จ.นครสวรรค์ และ จ.นครราชสีมา โดยได้มีการติดตามสภาพอากาศเป็นรายสัปดาห์และขึ้นปฏิบัติการโดยใช้การรายงานสภาพอากาศรายวันด้วย หลังจากวันที่ 10 กุมภาพันธ์ จะเพิ่มหน่วยปฏิบัติการเป็น 3 หน่วยปฏิบัติการ และตั้งแต่วันที่ 22 กุมภาพันธ์ เราก็จะพร้อมทั้งหมด 7 หน่วยปฏิบัติการ และจะเปิดปฏิบัติการฝนหลวงตั้งแต่เดือนมีนาคม ทั้งนี้ ยังได้ขอรับการสนับสนุนจากกองทัพอากาศอีก 3 หน่วยปฏิบัติการ รวมเป็นทั้งสิ้น 10 หน่วยปฏิบัติประจำปีที่จะพร้อมดำเนินการต่อไป

ห่วงอนาคต’ข้าวไทย’ ชี้จุดเสี่ยง!คุณภาพเริ่มตกต่ำ-ต้นทุนสูงสุดในอาเซียน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/255228

วันเสาร์ ที่ 4 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2560, 16.05 น.

4 ก.พ.60 นายบำรุง คะโยธา อดีตแกนนำสมัชชาคนจน ในฐานะคณะกรรมการกำหนดยุทธศาสตร์ข้าวไทย เปิดเผยว่า สถานการณ์ของข้าวไทยน่าห่วง เพราะจากการที่เข้าไปเป็นคณะทำงานปฏิรูปข้าวไทยเพื่อหาแนวทางแก้ไขปัญหา หาทางออกข้าวไทย พบว่า มีประเด็นที่น่าห่วง คือ การผลิตข้าวไทยมีปัญหาเรื่องคุณภาพ และเรื่องต้นทุนการผลิตข้าวไทยในบรรดาอาเซียน ไทยเราสูงที่สุด ผลผลิตเกือบจะต่ำที่สุด คุณภาพมีแนวโน้มจะลดลงเรื่อยๆ ด้วยปัจจัยหลายด้านทั้งสังคมผู้สูงอายุ การใช้เครื่องจักร และการกำหนดทิศทางของเกษตรกรผู้ปลูกข้าวที่ไม่รู้ว่าจะไปทางไหน การใช้สารเคมีอย่างมากมาย เป็นเรื่องที่น่าห่วง ที่ต่อจากนี้หากไม่เร่งแก้ไข การที่ประเทศไทยเป็นผู้ส่งออกข้าวอันดับ 1 ของโลก และเป็นข้าวคุณภาพดี อาจจะเป็นอดีตไป

“ในส่วนของภาคประชาชนยังอ่อนแอ อะไรที่วิ่งเข้ามาต่างก็รับไว้หมด เช่น การผลิตข้าวที่เกี่ยวข้าวด้วยเครื่องจักร แล้วนำข้าวเปลือกสดไปขายให้กับโรงสีโดยไม่ผ่านการตากให้แห้ง ซึ่งทำให้ข้าวมีคุณภาพต่ำ ขณะที่โรงสีนำข้าวไปสีไม่ได้คัดแยกว่าเป็นข้าวประเภทไหน มาจากไหน มาผสมกัน สีข้าวเป็นข้าวสาร ยิ่งด้อยคุณภาพลงไปอีก ฉะนั้น จะต้องเกี่ยวข้องหลายอย่าง ทั้งราชการ สถาบันการศึกษา ภาคประชาชน ต้องมาร่วมกันกำหนดแนวทาง ซึ่งขณะนี้คณะทำงานทุกภาคส่วน โดยมีมหาวิทยาลัยรังสิต เป็นต้นเรื่องที่สนับสนุนให้เกิด ทั้งสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (ทีดีอาร์ไอ) , มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ และหอการค้า เข้ามาร่วมคิดกันเรื่องอนาคตข้าวไทย ที่คาดว่าจะสรุปผลและเสนอต่อผู้เกี่ยวข้องเป็นเวทีใหญ่ในเดือน มิ.ย.นี้” นายบำรุง กล่าว

ทั้งนี้ นายบำรุง กล่าวอีกว่า ในส่วนประเทศไทย 4.0 อยู่ที่ว่าภาคประชาชนจะเข้าถึงหรือไม่ เพราะพูดเรื่องของชนชั้นกลาง ชนชั้นสูงไป ไปพูดเรื่อง 4.0 ชาวบ้านยังไม่รู้ เช่นว่าก่อนการปลูกข้าวต้องฉีดยาฆ่าหญ้าก่อน ไม่มีประเทศไหนทำกัน แต่ตอนนี้ชาวนาไทยกำลังทำ เห็นพรรคพวกทำก็ทำกัน  อีกเรื่องอย่างประเทศญี่ปุ่นกำลังจะเลิกใช้เครื่องอบข้าว เพราะคุณภาพข้าวต่ำ ข้าวไม่อร่อย หันมาตากข้าวด้วยแสงอาทิตย์ แต่ประเทศไทยกำลังจะใช้เครื่องอบตามหลังเขา ชาวนาไทยที่ไม่มีเครื่องอบ ก็ขายข้าวสดให้กับโรงสี ทั้งนี้ ผู้เกี่ยวข้องทั้งหมดต้องเข้ามาเร่งแก้ไข เพราะเป็นเรื่องน่าห่วงมาก