เชื่อมฐานข้อมูลทะเบียนเกษตรกร ‘กรมส่งเสริม-กรมข้าว’ต่อสายพัฒนาสารสนเทศการเกษตร

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/255816

วันพฤหัสบดี ที่ 9 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2560, 06.00 น.

นายสมชาย ชาญณรงค์กุล อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร เปิดเผยว่า กรมส่งเสริมการเกษตร ร่วมกับ กรมการข้าว ได้ลงนามบันทึกความร่วมมือ (MOU) ด้านความเชื่อมโยงข้อมูลทะเบียนเกษตรกรและข้อมูลสารสนเทศด้านข้าว โดยกรมส่งเสริมการเกษตรจะให้กรมการข้าวเชื่อมโยงข้อมูลที่มีการจัดเก็บและใช้ประโยชน์จากข้อมูลทะเบียนเกษตรกร ตั้งแต่ปี 2557 ถึงปัจจุบัน เพื่อ 1.บูรณาการข้อมูลทะเบียนเกษตรกรของกรมส่งเสริมการเกษตร และข้อมูลทะเบียนในฐานข้อมูลของกรมการข้าว 2.แก้ไขกฎระเบียบต่างๆเพื่อให้บรรลุเป้าประสงค์และทำให้ข้อมูลที่ได้ สอดคล้องไปในทางเดียวกัน และ 3.เชื่อมโยงข้อมูลที่มีการจัดเก็บและใช้ประโยชน์จากข้อมูลทะเบียนเกษตรกร และข้อมูลสารสนเทศอื่นๆ

สำหรับการขึ้นทะเบียนครัวเรือนเกษตรกร กรมส่งเสริมการเกษตร ได้รับมอบหมายภารกิจจากกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ในการจัดเก็บข้อมูลรายครัวเรือนเกษตรกร โดยจัดเก็บข้อมูล ดังนี้ 1.ข้อมูลพื้นฐานครัวเรือน 2.สมาชิกในครัวเรือน และการเป็นสมาชิกองค์กร 3.การถือครองที่ดินเพื่อการเกษตร 4.การประกอบกิจกรรมการเกษตร 5.การเข้าร่วมโครงการภาครัฐ 6.รายได้ 7.หนี้สิน 8.เครื่องจักรกลการเกษตร และ 9.แหล่งน้ำ โดยเริ่มตั้งแต่ปี พ.ศ.2552 และได้ทำการพัฒนาระบบการขึ้นทะเบียนเกษตรกรและถูกนำไปใช้ประโยชน์ตามมาตรการและโครงการช่วยเหลือเกษตรกรมาโดยตลอด อาทิ 1.โครงการสนับสนุนเงินช่วยเหลือต้นทุนการผลิตให้แก่เกษตรกรผู้ปลูกข้าวปีการผลิต 2559/60 2.โครงการประกันภัยข้าวนาปี ปี2559/60 3.โครงการปรับเปลี่ยนพื้นที่ปลูกข้าวไม่เหมาะสมเป็นเกษตรกรรมทางเลือกอื่น 4.โครงการปรับเปลี่ยนการปลูกข้าวไปปลูกพืชที่หลากหลายฤดูนาปรังปี 2560 5.โครงการสินเชื่อเพื่อชะลอการขายข้าวเปลือกและการช่วยเหลือค่าเก็บเกี่ยวและปรับปรุงคุณภาพข้าว 6.มาตรการช่วยเหลือเยียวยาเกษตรกรผู้ประสบอุทกภัยปี 2559/60 (กรณีได้รับผลกระทบ) 7.โครงการให้ความช่วยเหลือเกษตรกรผู้ประสบภัยธรรมชาติ 8.มาตรการเพิ่มรายได้ให้แก่เกษตรกรผู้มีรายได้น้อย ซึ่งโครงการทั้งหลายเหล่านี้ช่วยให้เกษตรกรที่ได้ขึ้นทะเบียนเกษตรกรไว้กับกรมส่งเสริมการเกษตร ได้รับความช่วยเหลือจากทั้งภาครัฐบาลและหน่วยงานต่างๆอย่างทั่วถึง ช่วยบรรเทาความเดือดร้อนให้กับเกษตรกรเป็นอย่างมาก

ด้าน นายอนันต์ สุวรรณรัตน์ อธิบดีกรมการข้าว เปิดเผยว่า ทั้ง 2 หน่วยงานได้ตกลงกันในเรื่องการใช้ประโยชน์จากข้อมูลทั้งสองแหล่ง ตกลงอนุญาตให้แต่ละฝ่ายใช้ประโยชน์ข้อมูลจากฐานข้อมูลต่างๆที่แต่ละฝ่ายมีอยู่ตามความจำเป็น นอกจากนี้ในเรื่องการเข้าถึงเพื่อความปลอดภัยต่อระบบเครือข่ายคอมพิวเตอร์ ระบบคอมพิวเตอร์ ระบบงานคอมพิวเตอร์ ระบบสารสนเทศ และข้อมูลของหน่วยงาน แต่ละฝ่ายกำหนดให้หน่วยงานและเจ้าหน้าที่ที่มีส่วนเกี่ยวข้องรับผิดชอบโดยตรงปฏิบัติงานเท่านั้น และที่สำคัญการเผยแพร่ข้อมูลทั้ง 2 หน่วยงาน จะต้องไม่นำข้อมูลไปใช้ในลักษณะที่ส่งผลกระทบหรือก่อให้เกิดความเสียหายแก่เจ้าของข้อมูล หากฝ่าฝืนหรือเกิดความรับผิดทางแพ่งหรืออาญา ฝ่ายที่นำข้อมูลไปใช้ต้องเป็นผู้รับผิดชอบในฐานะผู้ก่อให้เกิดความเสียหาย

ทั้งนี้ภายหลังการลงนาม กรมส่งเสริมการเกษตร และ กรมการข้าว จะร่วมกันรับผิดชอบข้อมูล รักษาข้อมูลที่เป็นความลับของแต่ละฝ่ายและจะไม่เปิดเผย หรือนำไปเผยแพร่ไม่ว่ากรณีใด เว้นแต่ที่จะได้รับอนุญาตเป็นลายลักษณ์อักษรจากเจ้าของข้อมูลนั้น ถึงแม้บันทึกความร่วมมือนี้สิ้นสุดลงไม่ว่าด้วยเหตุใดก็ตาม โดยบันทึกความร่วมมือนี้จะมีผลบังคับใช้นับตั้งแต่วันลงนามเป็นต้นไป โดยมีกำหนดระยะเวลาความร่วมมือ 5 ปี ตั้งแต่ปี พ.ศ.2560-2565 นับตั้งแต่วันที่ลงนาม

งัด‘Agri Map’พัฒนาแหล่งน้ำ นำร่องโครงการเกษตรใช้น้ำน้อย‘ปักธงชัย’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/255814

วันพฤหัสบดี ที่ 9 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2560, 06.00 น.

นายสมชาย อังศิริลาวัลย์ ผู้อำนวยการโครงการก่อสร้าง สำนักงานชลประทานที่ 8 เปิดเผยว่า กรมชลประทานได้ดำเนินโครงการนำร่องพัฒนาเกษตรใช้น้ำน้อย (Design By Agri Map) ที่สถานีสูบน้ำด้วยไฟฟ้า ต.ตูม อ.ปักธงชัย จ.นครราชสีมา โดยนำแผนที่เกษตรกรรมเพื่อการบริหารจัดการเชิงรุก (Agri Map) มาใช้ดำเนินโครงการดังกล่าวเพื่อเป็นแนวทางปลูกพืชให้สอดคล้องกับพื้นที่ ตามนโยบายของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และ พล.อ.ฉัตรชัย สาริกัลยะ รมว.เกษตรและสหกรณ์

ทั้งนี้หากพิจารณาจากแผนที่ Agri Map จะเห็นว่าพื้นที่ ต.ตูม มีความเหมาะสมที่จะทำเกษตรแบบใช้น้ำน้อยได้ เนื่องจากสภาพภูมิประเทศเป็นที่ดอน ตั้งอยู่ฝั่งขวาของลำน้ำลำพระเพลิง มีพื้นที่จำนวน 1,027 ไร่ ห่างจากอ่างเก็บน้ำลำพระเพลิงประมาณ 18 กิโลเมตร อยู่นอกเขตชลประทาน เกษตรกรปลูกข้าวได้เฉพาะข้าวนาปีเท่านั้น กรมชลประทาน จึงใช้ Agri Map ออกแบบระบบชลประทาน โดยเตรียมการก่อสร้างสถานีสูบน้ำด้วยไฟฟ้าตำบลตูม พร้อมอาคารประกอบ 1 แห่ง ติดตั้งเครื่องสูบน้ำขนาด 132 กิโลวัตต์ วางท่อส่งน้ำ ก่อสร้างคลองส่งน้ำ อาคารท่อส่งน้ำจุดจ่ายน้ำ อาคารบังคับ อาคารควบคุมระบบไฟฟ้า และอื่นๆ โดยใช้งบประมาณ 41.8 ล้านบาท ใช้ระยะเวลาดำเนินการก่อสร้างภายใน 1 ปี

“เมื่อแล้วเสร็จจะได้พื้นที่ชลประทานเพิ่มอีก 1,027 ไร่ โดยจะนำน้ำจากลำห้วยลำพระเพลิงมาใช้ปีละ 1 ล้านลูกบาศก์เมตร มาจัดสรรให้เกษตรกรทำการเกษตรแบบใช้น้ำน้อย การปศุสัตว์ ตลอดจนการอุปโภคบริโภคในพื้นที่ใกล้เคียง เช่น บ้านคลองวัด บ้านหนองปลิง บ้านทุ่งเสาธง และบ้านดอนจันทร์ รวม 532 ครัวเรือน 1,800 คน จำนวน 540,000 ลูกบาศก์เมตร และสนับสนุนน้ำในการอุปโภคบริโภค สถาบันการศึกษาวิทยาลัยเทคนิคปักธงชัยอีกจำนวน 460,000 ลูกบาศก์เมตร” นายสมชายกล่าว

นอกจากนี้ในอนาคต กรมชลประทาน จะนำข้อมูล Agri Map มาใช้ออกแบบงานพัฒนาแหล่งน้ำ ประเภทสถานีสูบน้ำและโครงการพัฒนาแหล่งน้ำขนาดเล็กทั้งหมด เพื่อให้สอดคล้องกับการปลูกพืช หรือกิจกรรมใช้น้ำในพื้นที่นั้นๆ ทำให้สามารถขยายพื้นที่ชลประทานได้มากขึ้นโดยใช้งบประมาณเท่าเดิม

แจงสี่เบีย : กรมพัฒนาที่ดินตั้งเป้าปรับเปลี่ยนพื้นที่3แสนไร่ ด้วยนโยบาย‘Zoning by Agri-Map’ปี2560

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/255815

วันพฤหัสบดี ที่ 9 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2560, 06.00 น.

กรมพัฒนาที่ดินได้เร่งดำเนินงานโครงการบริหารจัดการพื้นที่เกษตรกรรม (Zoning by Agri-Map) ตามนโยบายกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ โดยในปี 2560 ตั้งเป้าปรับเปลี่ยนพื้นที่ให้ได้ 300,000 ไร่ ซึ่งเป็นการดำเนินงานต่อจากปี 2559 ที่ปรับเปลี่ยนพื้นที่ปลูกข้าวตามความต้องการเกษตรกร 49 จังหวัด 150,000 ไร่ และปรับเปลี่ยนพื้นที่ปลูกพืชเศรษฐกิจอื่นๆ 32,617 ไร่ หรือรวมทั้งสิ้น 182,617 ไร่

โดยกรมพัฒนาที่ดิน มีแผนขับเคลื่อนโครงการดังกล่าว ตามแผนยุทธศาสตร์ชาติ ระยะ 20 ปี (2560-2579) มีเป้าหมายการปรับเปลี่ยนกิจกรรมเพาะปลูกในพื้นที่ไม่เหมาะสม (N) 6 ล้านไร่ จากการทำนาข้าวไปเป็นทำการเกษตรอื่นๆที่เหมาะสมกับพื้นที่ อาทิ ปศุสัตว์ ประมง หรือ เกษตรผสมผสาน เกษตรอินทรีย์ โดยมีพื้นที่เป้าหมายตามแผนการปรับเปลี่ยนตามความต้องการของเกษตรกรในปีงบประมาณ 2560 ดังนี้

1.แผนการปรับเปลี่ยนข้าว (N) เป้าหมาย 240,000 ไร่ ปรับเปลี่ยนเป็นเกษตรผสมผสาน เกษตรอินทรีย์ ปลูกไม้ผล พืชเศรษฐกิจ เลี้ยงตัวหม่อนไหม ทำปศุสัตว์ และประมง

2.แผนการปรับเปลี่ยนพืชอื่น (N) ประกอบด้วย พื้นที่ปลูกข้าวโพด ยางพารา มันสำปะหลัง อ้อยโรงงาน ปาล์มน้ำมัน และเกษตรผสมผสาน เป้าหมาย 60,000 ไร่

ทั้งนี้การปรับเปลี่ยนกิจกรรมต่างๆ จะใช้แผนที่เกษตรเพื่อการบริหารจัดการเชิงรุก (Agri-Map) เป็นเครื่องมือบริหารจัดการ โดยบูรณาการร่วมกันระหว่างหน่วยงานในกระทรวงเกษตรฯ ผ่านระบบสั่งการแบบเบ็ดเสร็จ (Single Command) ของแต่ละจังหวัด ไปสู่การปฏิบัติให้เกิดผลงานอย่างเป็นรูปธรรมมากที่สุด

อย่างไรก็ตาม Road Map การปรับเปลี่ยนกิจกรรมการผลิตในพื้นที่ไม่เหมาะสม (N) มีเป้าหมาย เพื่อปรับเปลี่ยนกิจกรรมการผลิตในพื้นที่ไม่เหมาะสม 1.5 ล้านไร่ ระยะเวลา 5 ปี มีตัวชีวัดต่อความสำเร็จในเชิงปริมาณ คือ จำนวนพื้นที่ที่ไม่เหมาะสมได้รับการพัฒนาให้ใช้ประโยชน์อย่างยั่งยืน ในเชิงคุณภาพ เกษตรกรที่ได้รับการพัฒนาศักยภาพการผลิตทางการเกษตรจะต้องมีรายได้เพิ่มขึ้น โดยกรมจะให้การสนับสนุนด้านวิชาการต่างๆ เกี่ยวกับการพัฒนาพื้นที่ ให้คำแนะนำพันธุ์พืชที่จะปลูกและการบริหารจัดการน้ำในพื้นที่ และแจกจ่ายปัจจัยการผลิต สารเร่ง พด. ชนิดต่างๆ ที่จำเป็นให้เกษตรกรทำการปรับปรุงบำรุงดินให้มีความอุดมสมบูรณ์ เพื่อช่วยลดต้นทุน

เตือน2โรครุมสวนแตง กรมวิชาการแนะวิธีจัดการ‘ราน้ำค้าง-ราแป้ง’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/255817

วันพฤหัสบดี ที่ 9 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2560, 06.00 น.

||

กรมวิชาการเกษตร แจ้งเตือนระยะนี้มีอากาศร้อนช่วงกลางวันและอากาศเย็นช่วงกลางคืน จึงขอให้เกษตรกรผู้ปลูกพืชตระกูลแตง อาทิ แตงกวา แตงโม เมล่อน ซูกินี ฟักเขียว มะระจีน และบวบ หมั่นสังเกตอาการของโรคราน้ำค้าง และโรคราแป้ง ซึ่งพบได้ทุกระยะการเจริญเติบโต โดยโรคราน้ำค้างมักพบแผลเหลี่ยมเล็กสีเหลืองบนใบ และเปลี่ยนเป็นสีน้ำตาลเข้มหรือเทาดำ หากพบเริ่มระบาด ให้พ่นสารป้องกันกำจัดโรคพืชแมนโคเซบ+เมทาแลกซิล-เอ็ม 64%+4% WG อัตรา 50 กรัมต่อน้ำ 20 ลิตร หรือสารไซมอกซานิล+ฟามอกซาโดน 30%+22.5% WG อัตรา 10-15 กรัมต่อน้ำ 20 ลิตร หรือสารไดเมโทมอร์ฟ 50% WG อัตรา 10-20 กรัมต่อน้ำ 20 ลิตร หรือสารแมนโคเซบ 80% WG อัตรา 20-30 กรัมต่อน้ำ 20 ลิตร โดยพ่นทุก 5-7 วัน

เกษตรกรควรเลือกใช้เมล็ดพันธุ์จากแหล่งปลอดโรค ก่อนปลูกควรแช่เมล็ดพันธุ์ในน้ำอุ่นอุณหภูมิ 50 องศาเซลเซียส 20-30 นาที หรือคลุกด้วยสารเมทาแลกซิล 35% ดีเอส 7 กรัมต่อเมล็ดพันธุ์ 1 กิโลกรัม รวมถึงให้กำจัดด้วงเต่าแตงที่เป็นพาหะเชื้อรา หรือพ่นสารฆ่าแมลงที่มีประสิทธิภาพป้องกันกำจัดด้วยสารอิมิดาโคลพริด 10% เอสแอล อัตรา 10 มิลลิลิตรต่อน้ำ 20 ลิตร หรือสารฟิโพรนิล 5% เอสซี อัตรา 20 มิลลิลิตรต่อน้ำ 20 ลิตร หรือสารคาร์บาริล 85% ดับเบิ้ลยูพี อัตรา 20-30 กรัมต่อน้ำ 20 ลิตร หรือสารคาร์โบซัลแฟน 20% อีซี อัตรา 50 มิลลิลิตรต่อน้ำ 20 ลิตร

นอกจากนี้ควรเฝ้าระวังโรคราแป้ง มักพบเชื้อราคล้ายผงแป้งสีขาวเป็นหย่อมๆ บนใบส่วนล่างของต้น กรณีโรคจะกระจายทั่วทั้งใบและลุกลามขึ้นไปยังใบส่วนบนของต้น จะเห็นเชื้อราคล้ายผงแป้งสีขาวปกคลุมใบเกือบทั้งต้น หากรุนแรง จะลุกลามไปยังทุกส่วนของพืช ทำให้ต้นแห้งตาย เกษตรกรต้องหมั่นดูแลและบำรุงรักษาต้นให้มีความแข็งแรง สมบูรณ์ และตรวจแปลงปลูกอย่างสม่ำเสมอ หากพบโรค ให้พ่นด้วยสารป้องกันกำจัดโรคพืชเบโนมิล 50% ดับเบิ้ลยูพี อัตรา 15-20 กรัมต่อน้ำ 20 ลิตร หรือสารโพรพิเนบ 70% ดับเบิ้ลยูพี อัตรา 40 กรัมต่อน้ำ 20 ลิตร หรือสารฟลูโอไพแรม+ไตรฟลอกซีสโตรบิน 25% + 25% เอสซี อัตรา 10 มิลลิลิตรต่อน้ำ 20 ลิตร หรือสารเพนทิโอไพแรด 20% เอสซี อัตรา 10-20 มิลลิลิตรต่อน้ำ 20 ลิตร พ่นทุก 5-7 วัน

ชลประทานแจงอย่าตื่นข่าวน้ำแล้ง ชี้เกษตรกรต้องรีเซตการทำเกษตร

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/255722

วันพุธ ที่ 8 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2560, 11.40 น.

||

ผู้อำนวยการสำนักชลประทานภาคกลางฝั่งตะวันตก ออกมาชี้แจงวอนประชาชนอย่าแตกตื่นกับข่าวลือภัยแล้ง และขอร่วมมือให้เริ่มทำตามแผนการจัดการน้ำตั้งแต่วันนี้ ก็จะทำให้แก้ปัญหาน้ำท่วมน้ำแล้งได้ไปถึงอนาคตด้วย

8 ก.พ.60 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า จากที่ก่อนหน้านี้ มีกระแสถึงความตื่นตระหนกของประชนชน ที่กังวลใจว่า ในปีนี้อาจจะเกิดภัยแล้งรุนแรง ไม่น้อยกว่าปี 2559 นั้น ล่าสุด นายสุชาติ เจริญศรี ผู้อำนวยการสำนักชลประทานที่ 12 ชัยนาท ซึ่งรับผิดชอบดูแลการบริหารจัดการน้ำในลุ่มน้ำภาคกลางฝั่งตะวันตก ซึ่งเป็นพื้นที่การเกษตรหลักหรือนาข้าวแหล่งใหญ่ที่สุดของประเทศ ได้ออกมาเปิดเผยว่า ปัจจุบันตัวเลขปริมาณน้ำใน 4 เขื่อนหลักของประเทศอยู่ในเกณฑ์ที่สามารถบริหารจัดการได้เพียงพอต่อความต้องการของประชาชนภายใต้แผนปัจจุบัน คือเขื่อนภูมิพล มีปริมาณน้ำที่ใช้การได้ 3,005 ล้านลูกบาศก์เมตร เขื่อนสิริกิติต์ 4,808 ล้านลูกบาศก์เมตร เขื่อนแควน้อยบำรุงแดน 903 ล้านลูกบาศก์เมตร และเขื่อนป่าสักชลสิทธิ์ 988 ล้านลูกบาศก์เมตร รวมทั้ง 4 เขื่อน 9,704 ล้านลูกบาศก์เมตร ซึ่งจะนำมาจัดสรรเพื่อการอุปโภคบริโภค 1,100 ล้านลูกบาศก์เมตร เพื่อรักษาระบบนิเวศก์ 1,450 ล้านลูกบาศก์เมตร เพื่อพืชสวนพืชต่อเนื่อง 400 ล้านลูกบาศก์เมตร เพื่อการเพาะปลูกพืชทดแทน 3,000 ล้านลูกบาศก์เมตร และน้ำสำรองในฤดูแล้งเดือน พฤษภาคม-กรกฎาคม 2560 อีก 3,754 ล้านลูกบาศก์เมตร

“ดังนั้น เกษตรกรที่จะทำการเพาะปลูกในระยะนี้ ควรเป็นพืชใช้น้ำน้อย ส่วนการทำนาต่อเนื่องควรพิจารณาเรื่องแหล่งน้ำสำรอง เพราะพื้นที่ภาคกลางมีพื้นที่การเกษตรหน้าแล้งตามแผน 2.6 ล้านไร่ แต่มีการปลูกข้าวแล้ว 3.9 ล้านไร่ ซึ่งในส่วนที่เกินแผน จะต้องรับความเสี่ยงที่จะเสียหายเอง แต่หากประชาชนร่วมมือกับทางราชการ ใช้น้ำตามแผนอย่างจริงจัง ก็มั่นใจได้ ว่าจะไม่เกิดภาวะขาดแคลนน้ำ จึงต้องขอความร่วมมืออย่างเข้มข้นเป็นการรีเซ็ตระบบการใช้น้ำให้เข้าที่เข้าทาง โดยในส่วนของนาลุ่ม ขอให้ทำนาตามระบบเดิมคือ เริ่มเพาะปลูกเดือนพฤษภาคม-มิถุนายน เพื่อให้ทันต่อการเก็บเกี่ยวก่อนน้ำหลากที่พื้นที่นาลุ่มจำเป็นต้องใช้เป็นพื้นที่แก้มลิงเก็บน้ำ ส่วนนาดอน ควรเหลื่อมเวลาเพาะปลูกไปหลังพื้นที่นาลุ่ม เพื่อไม่ให้เกิดการแย่งน้ำต้นฤดูกับพื้นที่นาลุ่ม เพราะนาดอนไม่ต้องกังวลกับน้ำหลาก เนื่องจากเป็นพื้นที่น้ำท่วมไม่ถึง และสามารถทำนาปรังต่อเนื่องได้ในช่วงน้ำหลากได้ ซึ่งหากทุกคนร่วมมือกันเคารพกติกาตามแผนการบริหารจัดการน้ำของกรมชลประทาน ในอนาคตจะลดปัญหาเรื่องน้ำท่วมน้ำแล้งลงได้อย่างแน่นอน” นายสุชาติ กล่าว

 

ปลุกกระแสเกษตรอินทรีย์ เกษตรฯเดินหน้ากระตุ้นผู้ผลิต-บริโภคขับเคลื่อนตลาด

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/255644

วันพุธ ที่ 8 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2560, 06.00 น.

น.ส.ชุติมา บุณยประภัศร รมช.เกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่า ปัจจุบันประเทศไทยมีปริมาณการส่งออกสินค้าอินทรีย์มากขึ้น และมีแนวโน้มการส่งออกเพิ่มขึ้นทุกปี รวมทั้งความต้องการของตลาดสินค้าอินทรีย์ในประเทศไทยมีเพิ่มขึ้นตามกระแสการรักสุขภาพ อย่างไรก็ตาม พบว่า ปริมาณสินค้าอินทรีย์นั้นไม่เพียงพอต่อการจำหน่าย และเกษตรกรที่มีผลผลิตเกษตรอินทรีย์นั้น ไม่ทราบช่องทางการจำหน่ายอีกด้วย ในส่วนของผู้บริโภค มีความสับสนและไม่เข้าใจความแตกต่างระหว่าง สินค้าเกษตรอินทรีย์ และสินค้าเกษตรปลอดภัย ดังนั้น กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ โดยกรมวิชาการเกษตร ในฐานะหน่วยงานหลักในการขับเคลื่อนเกษตรอินทรีย์ตามแผนยุทธศาสตร์เกษตรอินทรีย์แห่งชาติ จึงจัดเสวนา “คนธรรมเกษตรอินทรีย์” ขึ้น เพื่อสร้างการรับรู้ถึงความแตกต่างของสินค้าเกษตรอินทรีย์และสินค้าเกษตรทั่วไป และส่งเสริมการขอรับรองมาตรฐานสินค้าเกษตรอินทรีย์อีกทั้ง เพื่อรับทราบความคิดเห็นเกี่ยวกับปัญหาอุปสรรคในด้านการผลิตและการตลาดจากทุกภาคส่วน ทั้งเกษตรกร ภาครัฐ และเอกชน เพื่อนำไปสู่การขับเคลื่อนเกษตรอินทรีย์ของประเทศไทยให้สัมฤทธิผลและเกิดประโยชน์สูงสุดต่อไป

นางสาวเสริมสุข สลักเพ็ชร์ รองอธิบดีกรมวิชาการเกษตร กล่าวเพิ่มเติมว่า กรมวิชาการเกษตรได้ให้ความสำคัญในการแก้ปัญหาดังกล่าวอย่างเป็นรูปธรรม จึงได้จัดการเสวนาครั้งนี้ขึ้นโดยมีผู้เข้าร่วม ประกอบด้วย เกษตรกร กลุ่มเกษตรกร หน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชนสมาคมและองค์กร จำนวน 100 คน ซึ่งผลที่คาดว่าจะได้รับจากการฝึกอบรมในครั้งนี้ คือ การสร้างการตระหนักรู้ถึงความแตกต่างของสินค้าเกษตรอินทรีย์และสินค้าเกษตรทั่วไป เกษตรกรเข้าใจกระบวนการตรวจรับรองมาตรฐานเกษตรอินทรีย์ ทั้งมาตรฐานภาครัฐและเอกชน และสนใจสมัครเข้าสู่มาตรฐานเกษตรอินทรีย์ อีกทั้งสร้างเครือข่ายความร่วมมือด้านเกษตรอินทรีย์ระหว่างเกษตรกร หน่วยงานภาครัฐและภาคเอกชน รวมถึงรับทราบปัญหาและอุปสรรคในด้านการผลิตและการตลาดเกษตรอินทรีย์ และรับทราบข้อเสนอจากภาคสังคมในการพัฒนาแนวนโยบายและการปฏิบัติเพื่อขับเคลื่อนเกษตรอินทรีย์อย่างเป็นรูปธรรม

เร่งช่วยเหลือ-ฟื้นฟูน้ำท่วมภาคใต้ กรมส่งเสริมฯดึง‘อาสาสมัครเกษตรกร’ร่วมขับเคลื่อน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/255649

วันพุธ ที่ 8 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2560, 06.00 น.

||

นายสมชาย ชาญณรงค์กุล อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร เปิดเผยว่า ปัจจุบัน กรมส่งเสริมการเกษตร ได้ส่งความช่วยเหลือถึงเกษตรกรผู้ประสบอุทกภัย ผ่านศูนย์เรียนรู้การเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตสินค้าเกษตร (ศพก.) ใน 12 จังหวัด ได้แก่ ชุมพร ระนอง กระบี่ สุราษฎร์ธานี นครศรีธรรมราช ตรัง พัทลุง สงขลา ปัตตานี ยะลา นราธิวาส และประจวบคีรีขันธ์ นอกจากนี้ ยังได้ขอความร่วมมือกับอาสาสมัครเกษตรกร (อกม.) ภาคใต้ทุกหมู่บ้าน ร่วมเป็นเครือข่ายช่วยเหลือพี่น้องเกษตรกรที่ประสบอุทกภัย โดยการจัดอบรมเพื่อให้ความรู้แก่อกม.เพื่อให้สามารถเข้าให้คำปรึกษาเบื้องต้นกับพี่น้องเกษตรกรได้อย่างทันท่วงที

สำหรับการช่วยเหลือนั้น ประกอบด้วย 1.การช่วยเหลือเร่งด่วนตามมาตรการเยียวยาผู้ประสบอุทกภัยปี 2559/60 ครัวเรือนละ 3,000 บาท 2.การช่วยเหลือผู้ประสบภัยพิบัติการเกษตรตามระเบียบกระทรวงการคลัง พ.ศ.2556 กรณีข้าวเสียหายไร่ละ 1,113 บาท พืชไร่ ไร่ละ 1,148 บาท พืชสวน ไร่ละ 1,690 บาท 3.สำหรับการฟื้นฟูพื้นที่การเกษตรที่ประสบปัญหาอุทกภัยระยะต่อไป กรมส่งเสริมการเกษตร ได้สั่งการให้มีการช่วยเหลือเกษตรกรที่ได้รับผลกระทบในเบื้องต้น เพื่อให้มีอาหารบริโภคในครัวเรือนหลังน้ำลด ลดรายจ่าย และสร้างรายได้ให้กับเกษตรกร ซึ่งกรมส่งเสริมการเกษตรจะสนับสนุนการปลูกผักเพื่อบริโภคและสร้างอาชีพเสริมรายได้ในรูปแบบกลุ่มผ่าน ศพก. 111 แห่ง ครอบคลุมทุกอำเภอที่ประสบภัย โดยจะรับสมัครเกษตรกรเข้าร่วมแห่งละ 4 กลุ่ม กลุ่มละ 20 ไร่ รวมพื้นที่8,880 ไร่ และการดูแลฟื้นฟูพื้นที่การเกษตร โดยเฉพาะ ผู้ปลูกพืชไม้ผล ไม้ยืนต้น พืชสวนอื่นๆ ที่ได้รับผลกระทบจากอุทกภัย แต่ไม่ใช่พื้นที่เสียหายสิ้นเชิง ซึ่งกรมส่งเสริมการเกษตรจะได้สนับสนุนสารชีวภัณฑ์เชื้อราไตรโคเดอร์มา เพื่อป้องกันและกำจัดเชื้อ พร้อมจัดเจ้าหน้าที่ให้ความรู้แก่เกษตรกรที่ได้รับเชื้อราไตรโคเดอร์มา พร้อมทั้งจัดทำประวัติรายบุคคลเพื่อติดตามการเติบโตของต้นพืชต่อไป

นายณัทธร รักษ์สังข์ รักษาการผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมและพัฒนาการเกษตรที่ 8 จ.สุราษฎร์ธานี กล่าวว่า พื้นที่ 5 จังหวัดในความรับผิดชอบของสำนักงานส่งเสริมและพัฒนาการเกษตรที่ 8 ประกอบด้วย กระบี่ ชุมพร นครศรีธรรมราช ระนอง และสุราษฎร์ธานี มีพื้นที่สียหายกว่า 617,814 ไร่เกษตรกร 208,504 ราย โดยมีการเร่งให้ความช่วยเหลือไปแล้ว รวมทั้งยังได้จัดงาน “อกม.รวมน้ำใจฟื้นฟูพื้นที่ประสบภัยภาคใต้”เพื่อให้ความรู้กับอาสาสมัครเกษตรกร (อกม.)อาทิ การดูแลสวนไม้ผล หลังน้ำลด, การดูแลปาล์มหลังน้ำลดเพื่อปฏิบัติหน้าที่การให้ความช่วยเหลือประชาชนต่อไป

แจงสี่เบี้ย : พด.เร่งจัดทำข้อมูลการใช้ดินเขต ส.ป.ก.

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/255641

227832

วันพุธ ที่ 8 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2560, 06.00 น.

ตามที่คณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) มีคำสั่งที่ 36/2559 เรื่องมาตรการในการแก้ไขปัญหาการครอบครองที่ดินในพื้นที่เขตปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม (ส.ป.ก.) โดยมิชอบด้วยกฎหมาย เป้าหมาย 438 แปลง เนื้อที่ 443,501 ไร่ใน 28 จังหวัด ซึ่งผลการดำเนินการยึดคืนเป็นที่ดิน ส.ป.ก. เนื้อที่ 310,167 ไร่ ได้คืนให้ผู้ครอบครองเดิมเนื่องจากมีหลักฐานการครอบครองตามประมวลกฎหมายที่ดิน เช่น น.ส.3,น.ส.3ก เนื้อที่ 126,919 ไร่ และส่งให้สำนักงานกฤษฎีกาพิจารณาให้ความชัดเจนสถานะของที่ดินว่าอยู่ในเขตปฏิรูปที่ดินหรือเขตป่าไม้ 6,415 ไร่ ใน จ.ชุมพร

ทั้งนี้ กรมพัฒนาที่ดิน ได้แต่งตั้งคณะทำงานฯเพื่อจัดเตรียมข้อมูลทรัพยากรดินและข้อมูลที่เกี่ยวข้อง เพื่อวิเคราะห์สภาพปัญหาและแนวทางการจัดการพื้นที่ ในการวางแผนการใช้ที่ดินพื้นที่ ส.ป.ก. โดยใช้แผนที่การบริหารจัดการเชิงรุก (Agri-Map) เมื่อได้รับข้อมูลขอบเขตแปลงที่ยึดคืนจาก ส.ป.ก. และเตรียมข้อมูลดินและแนวทางการใช้ที่ดินจัดส่งรายงานให้ สำนักงานพัฒนาที่ดินเขต (สพข.) จากนั้นสพข.จะทำการตรวจสอบข้อมูลดินและแนวทางการใช้ที่ดินในภาคสนาม เพื่อให้ได้ข้อมูลที่ถูกต้องแล้วส่งรายได้ให้กับสถานีพัฒนาที่ดิน (สพด.) จากนั้นสพด.และสำนักวิศวกรรมเพื่อการพัฒนาที่ดิน (สวพ.) จะตรวจสอบรายงานแล้วส่งให้ ส.ป.ก.จังหวัด และประชุมพิจารณาแผนการใช้ที่ดินกับ คทช.จังหวัด เพื่อสนับสนุนแหล่งน้ำ ด้วยเป้าหมายในการดำเนินงาน 3 เป้าหมายหลักๆ ด้วยกัน ได้แก่

เป้าหมายที่ 1 พื้นที่ตามประกาศ ส.ป.ก. 28 แปลง ที่ไม่ปรากฏผู้ยื่นคัดค้าน เนื้อที่ 29,414.78 ไร่ ใน 6 จังหวัด คือกระบี่ กาญจนบุรี นครราชสีมา สระแก้ว สุราษฎร์ธานี และอุตรดิตถ์

เป้าหมายที่ 2 ต้องเร่งดำเนินการ คือ พื้นที่ส.ป.ก.ยึดคืนได้ล่าสุด และพื้นที่เป้าหมายจัดทำโครงการจัดที่ดินทำกินให้ชุมชนตามนโยบายรัฐบาล จำนวน 36 แปลง เนื้อที่ 34,811.59 ไร่ ในพื้นที่ 10จังหวัด คือ สุราษฎร์ธานี กาญจนบุรี ชลบุรี ฉะเชิงเทรานครราชสีมา สระแก้ว เชียงใหม่ ชุมพร อุตรดิตถ์ กระบี่

เป้าหมายที่ 3 ดำเนินการต่อจากเป้าหมายที่ 2 พื้นที่ตามประกาศ ส.ป.ก. 434 แปลง เนื้อที่ 437,765 ไร่ ใน 27 จังหวัด คือ กำแพงเพชร ตาก เพชรบูรณ์ สุโขทัย อุตรดิตถ์ อุทัยธานี เชียงใหม่ เชียงราย กาฬสินธุ์ ชัยภูมิ นครราชสีมา บุรีรัมย์ อุดรธานี กาญจนบุรี จันทบุรี ฉะเชิงเทรา ชลบุรี ตราด ประจวบคีรีขันธ์ ราชบุรี ลพบุรี สระแก้ว สระบุรี กระบี่ ชุมพร ยะลา และสุราษฎร์ธานี

ขณะนี้กรมพัฒนาที่ดิน ได้เร่งเตรียมความพร้อมแผนดำเนินการที่จะจัดแปลงที่ดินในพื้นที่ ส.ป.ก. ด้วยการวางแผนการใช้ข้อมูลแผนที่ทรัพยากรดินและข้อมูลอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องเพื่อวิเคราะห์สภาพดินปัญหาต่างๆ และวางแนวทางการจัดการพื้นที่ เพื่อการวางแผนการใช้ประโยชน์ที่ดินในพื้นที่ ส.ป.ก. โดยใช้แผนที่เกษตรเพื่อการบริหารจัดการเชิงรุก (Agri-Map) เป็นเครื่องมือบริหารจัดการจัดทำข้อมูลเชิงพื้นที่สำหรับการวางแผนและประเมินผลการปรับเปลี่ยนกิจกรรมการผลิตในพื้นที่ไม่เหมาะสม (N) โดยนำข้อมูลขอบเขตแปลงที่ยึดคืนจาก ส.ป.ก. ไปใช้ในการวางแผนข้อมูลต่อไป

ส่องเกษตร : เยียวยาภาคใต้…อย่าตั้งแง่

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/255646

วันพุธ ที่ 8 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2560, 06.00 น.

449007

ภาคใต้ที่เผชิญกับวิกฤติน้ำท่วมครั้งร้ายแรงที่สุดติดต่อกันถึง 3 รอบ 3 ระลอกมาตั้งแต่ปลายปี 2559 ต่อเนื่องถึงปีใหม่ 2560 ซึ่งส่งผลกระทบเป็นวงกว้างรวม 12 จังหวัด ตอนนี้ถือว่า น้ำลดลงสู่ภาวะปกติจนหมดแล้ว แต่ความเดือดร้อนลำเค็ญยังเป็นประเด็นที่ต้องการความช่วยเหลือเร่งด่วน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในการฟื้นฟูเยียวยาภาคการเกษตรที่เสียหายอย่างยับเยิน

ทั้งนี้ มีตัวเลขโดยคร่าวๆว่า น้ำท่วมภาคใต้ 12 จังหวัด นับตั้งแต่วันที่ 1ธันวาคม 2559 ถึงวันที่ 30 มกราคม 2560 ส่งผลกระทบต่อเกษตรกรในพื้นที่ร่วม 5 แสนราย โดยมีพื้นที่การเกษตรได้รับผลกระทบกว่า 1.11 ล้านไร่ แบ่งเป็นนาข้าวกว่า 2.77 แสนไร่, พืชไร่กว่า 5.5 หมื่นไร่ และพืชสวนและอื่นๆอีก 7.78 แสนไร่

ซึ่งก่อนหน้านี้ พล.อ.ฉัตรชัยสาริกัลยะ รมว.เกษตรและสหกรณ์ได้สั่งการให้ทุกหน่วยงานของกระทรวงเกษตรฯ เร่งฟื้นฟูพื้นที่ประสบอุทกภัยภาคใต้ โดยจัดเป็นแผนงานเร่งด่วน,แผน ระยะกลาง และแผนระยะยาว เพื่อขอรับการสนับสนุนงบประมาณจากงบกลาง จากครม. ใช้ลดความเดือดร้อนของเกษตรกรและประชาชนให้เหลือน้อยที่สุด โดยเฉพาะการฟื้นฟูหลังน้ำลด และการบำบัดน้ำเน่าเสียที่เกิดจากน้ำท่วมขังเป็นระยะเวลานาน

ขณะที่นายธีรภัทร ประยูรสิทธิ ปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์บอกกับสื่อถึงมาตรการเยียวยาเกษตรกรที่ประสบอุทกภัยในครั้งนี้ไว้ว่า เกษตรกรที่ได้รับผลกระทบ(พืช/ยางพารา/ปศุสัตว์/ประมง) จะได้รับเงินช่วยครัวเรือนละ 3,000 บาท ได้ขยายระยะเวลาชำระหนี้ 6 เดือน ลดดอกเบี้ย 3% สำหรับลูกหนี้สมาชิกสหกรณ์ /กลุ่มเกษตรกร/ลูกหนี้กองทุนในสังกัดกระทรวงเกษตรฯ รวม 3.7 แสนราย ส่วนกรณีการชดเชยความเสียหาย ถ้าพื้นที่เสียหายสิ้นเชิง สำหรับนาข้าวจะได้รับเงินชดเชยเยียวยา 1,113-33,350 บาท/ราย,พืชไร่ 1,148-34,440 หมื่นบาท/ราย,ไม้ผล/ปาล์ม 1,690-50,700 บาท/ราย, ยางพาราเสียหายบางส่วนชดเชย 1,690-50,700 บาท และให้ทุนปลูกแทนไร่ละ 1.6 หมื่นบาท ส่วนสัตว์น้ำ ประมง) ปลาทุกชนิดชดเชย 4,224- 21,125 บาทต่อราย กุ้ง/ปู/หอย ชดเชย 1.092-54,600 บาทต่อราย และกระชัง/บ่อ ชดเชย 315 -25,200 บาทต่อราย

ปลัดฯธีรภัทรบอกด้วยว่า นอกจากนี้กระทรวงยังมีโรดแมปการช่วยเหลือฟื้นฟูเกษตรกรที่ประสบอุทกภัยภาคใต้ มีเป้าหมายเพื่อให้การดำรงชีวิตของเกษตรกรกลับสู่ภาวะปกติหรือพัฒนาให้ดีกว่าเดิม โดยจัดเจ้าหน้าที่จากส่วนกลางกว่า 5,470 นาย ลงพื้นที่ไปปฏิบัติงานช่วยเหลือเกษตรกร อาทิ บริการคลินิกเกษตร 5 แสนรายมีทั้งคลินิกพืช สัตวแพทย์และประมง,จัดเจ้าหน้าที่ส่วนกลางเพิ่มเติม 120 นาย เพื่อดูแลสุขภาพสัตว์/ป้องกันโรค และเร่งระบายน้ำออกจากพื้นที่เกษตรลุ่มต่ำ เช่น พื้นที่ปลูกส้มโอทับทิมสยาม และอื่นๆ เป็นต้น โดยจะใช้ทั้งงบปกติและจะขอจากรัฐบาลเพิ่มเติม

ก็ถือว่า กระทรวงเกษตรฯเตรียมมาตรการเยียวยาไว้แล้ว แต่ประสิทธิภาพในการช่วยเหลือเยียวยา ก็ต้องให้มันเร็วไวด้วย เพราะพี่น้องเกษตรกรภาคใต้ทุกข์หนักกับน้ำท่วมมายาวนานพอสมควรแล้ว ย่อมหวังว่า เมื่อน้ำลด จะได้รับการฟื้นฟูให้ทันท่วงที ด้วยที่ผ่านมาไม่เพียงความเสียหายจากน้ำท่วม ยัง“เสียโอกาส”ไปไม่น้อย เช่น ชาวสวนยางพาราที่น้ำท่วมทำเสียโอกาสกับการกรีดยางขายในช่วงที่ยางราคาดียิ่ง เป็นต้น

ส่วนกรณีของชาวนาในสงขลาที่ออกมาเรียกร้องให้รัฐบาลเร่งให้ความช่วยเหลือสนับสนุนเมล็ดพันธุ์ข้าว เพื่อใช้ปลูกข้าวในพื้นนาที่เสียหายจากน้ำท่วมกว่า 1 แสนไร่ โดยมีนักการเมืองอดีตสส.ในพื้นที่ออกมามีส่วนนำชาวนา กระทั่งถูกโฆษกรัฐบาลอย่างพล.อ.สรรเสริญ แก้วกำเนิด ติติง มองการเคลื่อนไหวของนักการเมืองไปในแง่งบนั้น

ผมเองอยากจะให้รัฐบาลเปิดใจกว้างสักนิด ที่ผ่านมาช่วงที่น้ำท่วมอยู่ ทุกภาคส่วนพยายามเข้าไปช่วยเหลือกันคนละไม้คนละมือ นับเป็นเรื่องที่ดี และเมื่อน้ำลดแล้ว แต่ยังต้องการความช่วยเหลืออยู่อีก ซึ่งแน่นอนบทบาทหลักเป็นหน้าที่หน่วยงานรัฐที่รับผิดชอบ เช่น กระทรวงเกษตรฯและหน่วยงานปกครองท้องถิ่นต่างๆ แต่ภาคส่วนอื่นที่เข้ามาช่วยเรียกร้องให้กับเกษตรกร เพื่อเร่งรัดให้การทำหน้าที่ของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง รวดเร็ว ตรงจุดมาก ก็ไม่น่าจะเป็นเรื่องเสียหายอะไร ถ้าไม่ได้ปลุกระดมให้เกิดการเคลื่อนไหวอะไรที่ไม่เหมาะสม ก็ไม่น่าจะต้องมองไปในแง่ร้าย

บ้านเมืองจะปรองดองกันง่ายขึ้น ถ้าลดอคติกันลงเสียบ้าง ผมว่านะ

สาโรช บุญแสง

ชูโมเดลสหกรณ์บ้านหนองครก ต้นแบบช่วยเกษตรกร‘สวนยาง’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/255642

วันพุธ ที่ 8 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2560, 06.00 น.

นายคมสัน จำรูญพงษ์ รองเลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) เปิดเผยว่า สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตรที่ 9 จ.สงขลา (สศท.9) ได้ลงพื้นที่ติดตามสถานการณ์น้ำท่วมในพื้นที่ อ.ห้วยยอด และ อ.รัษฎา จ.ตรัง รวมทั้งได้เข้าเยี่ยมชมผลการดำเนินงานของโรงงานผลิตหมอนที่แปรรูปมาจากยางพารา ของสหกรณ์กองทุนสวนยางบ้านหนองครก ต.หนองปรือ และสหกรณ์จังหวัดตรัง

สำหรับสหกรณ์กองทุนสวนยางบ้านหนองครก เป็น 1 ใน 5 ของสหกรณ์ที่ประสบความสำเร็จในการดำเนินงานและบริหารจัดการ เนื่องจากเป็นโรงงานผลิตหมอนที่แปรรูปมาจากผลิตภัณฑ์ยางพาราที่ใช้วัตถุดิบน้ำยางสดจากเกษตรกรในพื้นที่มาแปรรูปเครื่องจักรสามารถผลิตหมอนได้เต็มประสิทธิภาพวันละ 500 ลูก มีการนำยางพารามาแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์ ก่อให้เกิดการจ้างงานในท้องถิ่น

อย่างไรก็ตาม ในส่วนของโรงงานผลิตหมอนที่แปรรูปมาจากยางพารา ควรมีผลิตภัณฑ์ที่หลากหลายมากขึ้น เช่น หมอนข้าง หรือหมอนรองคอ ที่ประชาชนโดยทั่วไปนิยมใช้เวลาในการเดินทาง หรือผลิตผลิตภัณฑ์แยกตามกลุ่มเป้าหมายให้ชัดเจน หากเป็นหมอนสำหรับเด็กต้องให้ขนาดเล็กลง และมีสรรที่ดึงดูดความสนใจ เป็นต้น เพื่อเป็นการขยายตลาด และนำยางพาราเป็นวัตถุดิบไปใช้ได้มากขึ้น ถือเป็นการช่วยเหลือเกษตรกรโดยตรง และเป็นกลไกที่ตอบสนองนโยบายของรัฐบาลในเรื่องการแปรรูปผลิตภัณฑ์ยางพาราในประเทศให้มากขึ้นอีกด้วย ทั้งนี้ ในส่วนของสถานการณ์น้ำท่วมนั้น ขณะนี้ ภาครัฐทุกหน่วยงาน ไม่ได้นิ่งนอนใจ เร่งให้การช่วยเหลือในเบื้องต้นแล้ว และเร่งให้การเยียวยาและฟื้นฟูหลังน้ำลดอย่างต่อเนื่อง