‘บิ๊กฉัตร’ลุยตรวจสวนกล้วยน้ำหว้า พูดคุยกับเกษตรกรโดยตรง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/256057

วันศุกร์ ที่ 10 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2560, 16.07 น.

10 ก.พ.60 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า พล.อ.ฉัตรชัย สาริกัลยะ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เดินทางตรวจเยี่ยมศูนย์เพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อกล้วยน้ำหว้าพันธุ์มะลิอ่อง จ.พิษณุโลก และชมเกษตรแปลงใหญ่ปลูกกล้วยน้ำหว้า 348 ไร่ ในพื้นที่ ส.ป.ก. และสอบถามการปลูกกล้วยให้ได้ผลผลิตดี และแนวนโยบายเกษตรแปลงใหญ่ ทำให้สินค้ามีคุณภาพ ใช้ต้นทุนน้อยลง พัฒนาไปสู่จีเอพี จากเกษตรกรโดยตรง

“มาตรฐานจีเอพีคือสินค้าเกษตรปลอดภัย หรือใส่สารเคมีไม่มากเพราะถ้ามีสารเคมีโอกาสไม่ปลอดภัยก็มาก และรวมกลุ่มแล้วต้องลดต้นทุนให้ได้และเป็นการรวมกลุ่มใหม่ ต้องมีกติกามีมาตรฐานเดียวกัน อย่าดื้อ อย่าเถียง ทำตามผู้นำ อันนี้เป็นปัจจัยสำคัญไม่อย่างนั้นสินค้าเกษตรเราไปไม่ได้ ถ้าทำสินค้าดีมีตลาดต้องการอีกมาก ส่วนที่บอกว่าเคยปลูกข้าวแต่เลิกมาปลูกกล้วย ตนย้ำว่าอย่าเลิกปลูกข้าว ต้องปลูกไว้ด้วยเพื่อไม่ต้องซื้อกิน ปลูกพืชผักปลอดสารพิษ ช่วยกันทำนะ”

ทั้งนี้ เกษตรกรรายหนึ่งกล่าวว่าเลิกปลูกข้าวมาทำแปลงใหญ่ 10 ไร่ ได้กล้วย 100 กว่าโล ขายได้ประมาณแสนกว่าบาท ตัดปีละ2 ครั้งเฉลี่ยเดือนละ2 หมื่นบาท มีรายได้มากกว่าทำนาปรังที่มีต้นทุนสูงและราคาต่ำ

โดย พล.อ.ฉัตรชัย ย้ำให้ปลูกกล้วยให้มีหลายสายพันธุ์ ฝากไว้ให้ไปขยายให้กับสมาชิกอื่นๆ ร่วมกลุ่มช่วยกัน เป็นหลักให้ได้โดยการตั้งสหกรณ์

‘บิ๊กฉัตร’เผย’ร.10’ทรงห่วงใยประชาชน รับสั่งช่วยดูแลเกษตรกรให้มีความสุข

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/256024

วันศุกร์ ที่ 10 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2560, 14.00 น.

||
10 ก.พ. 60 พล.อ.ฉัตรชัย สาริกัลยะ รมว.เกษตรและสหกรณ์ ได้เดินทางตรวจสถานการณ์ภัยแล้งลุ่มน้ำยม ลงดูพื้นที่แก้มลิง “บางระกำโมเดล” และตรวจเยี่ยมพื้นที่แปลงปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์หลังการทำนา จ.พิษณุโลก โดยก่อนหน้านี้ได้แวะสักการะศาลพระนเรศวร ที่วังจันทร์ ร่วมทั้งพบปะพูดคุยกับเกษตรกร ขอให้ชาวนาอ.บางระกำ เลื่อนการทำนาขึ้นมา1 เดือน ในช่วงเดือนเม.ย. เพื่อหลีกเลี่ยงฤดูน้ำหลาก พร้อมกำชับเจ้าหน้าที่ให้แนะนำปลูกพืชใช้น้ำน้อย ได้กล่าวว่าในหลวงร.9 ทรงห่วงเกษตรกรมากและในหลวง ร.10 ทรงมีรับสั่งให้พวกเราทำให้เกษตรกรมีความสุข ให้เขามีรายได้เพียงพอใช้จ่ายในครอบครัว  ซึ่งตนจึงมาเร่งข้าราชการกระทรวงเกษตรฯถ้าไม่ลงพื้นที่ เอาแต่นั่งกินกาแฟ อ่านหนังสือพิมพ์ในสำนักงาน ให้เกษตรกรช่วยให้เป็นสายลับไปถ่ายรูปส่งให้ดู จะจัดการย้ายหมด เพราะรัฐบาลมีแผนเตรียมการณ์รับมือภัยแล้งล่วงหน้า ตนเสนอครม.ไปตั้งแต่ 24 ม.ค. มี 6 มาตรการ 29 แผนงาน ถ้าไม่ร่วมกันเดินตามแผนก็จะเจ๊งอีก ซึ่งนายกรัฐมนตรี ห่วงเรื่องภัยแล้งในลุ่มน้ำยมเพราะไม่มีแหล่งน้ำต้นทุนไว้ใช้ช่วงแล้ง แต่พอน้ำหลากมาเกิดความเสียหายอีก ข้าวจมน้ำต้องพายเรือเกี่ยวข้าว เป็นภาพรันทดใจ จึงขอให้ข้าราชการตั้งใจทำเต็มที่ช่วยประชาชนทุกพื้นที่ด้วย
“ผมและนายกฯไม่ต้องการฐานเสียง ไม่ใช่มาทำการเมือง แต่ห้วงเวลานี้ภาคเกษตรจำเป็นต้องปฎิรูปภาคเกษตร ที่ทำบนความถูกต้อง ในสภาพที่เป็นจริง และพวกผมไม่เล่นการเมืองแน่นอน ถ้าบ้านเมืองกับสู่ปกติ ก็มีรัฐบาลมาจากเลือกตั้ง แต่ตลอดชีวิตผมเป็นทหารมา มันอยู่ในหัวผมตลอดว่าทำไมเกษตรกรถึงยังจน จึงลงมาแก้ไข อยากให้เกษตรกรมาร่วมมือกับภาครัฐอย่างใกล้ชิด “รมว.เกษตรฯ กล่าวและว่าขอความร่วมมือชาวนาบางระกำ เลื่อนทำนาปีขึ้นมา1 เดือนมาปลูกเดือนเม.ย.เพื่อหลีกเลี่ยงน้ำหลาก ทั้งนี้ตนดีใจที่ทราบว่าผู้ว่า ฯ พิษณุโลก มีแผนงานเดินหน้าหมู่บ้านเศรษฐกิจพอเพียง ทำทษฎีใหม่แนวผสมผสาม ซึงสอดคล้องกับตนได้ประกาศทำเกษตรทษฎีใหม่ประเทศ 7 หมื่นแห่ง เพื่อทำถวายในหลวง รัชกาลที่ 9 ที่พระองค์ทรงพระราชทานมาให้คนไทย ตนยืนยันว่าใครทำเรื่องนี้มีล้วนมีความสุขมีชีวิตดีขึ้น เดือนเม.ย.จะเสร็จ 2 หมื่นแห่ง เดือนก.ย.4 หมื่นแห่ง และปลายปี  1 หมื่นแห่ง พวกเราจะเดินตามรอยพระบาทท่านยั่งประโยชน์ให้เกิดกับประชาชนให้ได้
รมว.เกษตรฯ กล่าวว่า ตนดีใจมากที่มาเห็นแก้มลิงบางระกำเก็บน้ำได้ตนมาสั่งการไว้ปีที่แล้ว มาปีนี้มีน้ำใน 3 บึง 27 ล้านลบ.ม.ที่จะจัดสรรน้ำไว้เดือน เม.ย. ขอให้เกษตรกรรับปากกับตนจะเลื่อนทำนามาเดือนเม.ย. เพื่อมีพื้นที่บริหารจัดน้ำในหน้าฝน ซึ่งวัถตุประสงค์หลัก 3 เรื่อง ลดภัยแล้งที่จะเกิดให้ได้ก่อน ในลุ่มน้ำยม ถ้าพวกเราทุกคนร่วมมือกัน ทำให้เกษตรกรลดปัญหานี้ให้ได้ แนะนำเกษตรกรมีทางเลือกประกอบอาชีพช่วงฤดูแล้ง เน้นการวางแผนการเพาะปลูกในพื้นที่นี้อย่างยั่งยืน
พล.อ.ฉัตรชัย กล่าวถึงสถานการณ์แล้งปีนี้ว่าในเขตชลประทานไม่ห่วงเรื่องแล้งเพราะปีนี้มีน้ำมากกว่า3 ปีที่ผ่านมาแต่ยังไม่มากพอที่จะเกิดความยั่งยืนได้ ในขณะที่อ่างเก็บน้ำมีขีดความสามารถเก็บน้ำได้อีกมาก โดยเฉพาะเขื่อนภูมิพล ความจุมีมากแต่ขณะนี้มีน้ำเพียง30% ซี่งต้องสื่อให้ชาวบ้านรู้ ว่าน้ำไม่ได้มีมาก จากนี้ไปต้องบริหารน้ำให้พอใช้ได้อีก 2-3 ปีข้างหน้า เพื่อแก้ไขช่วงเกิดจากบริหารน้ำปี 54 ผิดพลาด มาปี55 ปล่อยน้ำเต็มที่ โดยไม่สนใจอะไรทั้งสิ้น มาปี56-57 น้ำไม่เข้าเขื่อนเลย ส่งผลรุนแรงปี58 น้ำน้อยเป็นประวัติการณ์ ถ้าปีหน้าไม่มีน้ำฝนตกน้อยจะเป็นอย่างไร ถ้าเจอสภาพแล้งเข้าไป ปี62 ตายอีกรอบ
“เรื่องน้ำต้องสื่อให้ชาวบ้านเข้าใจ ถึงความจำเป็นการใช้ในระยะยาว ไม่ใช่ปลูกข้าวนาปรังกันเต็มไปหมด มากกกว่าแผน 2.6 ล้านไร่มีการเพาะปลูกมากกว่าที่คาดคิดจะไปกระทบราคาตก แม้มีแผนบริหารจัดการลดพื้นที่ทำนารอบสอง มีแผนปรับไปเปลี่ยนพืชอื่น ทุกตัวแต่ไม่สามารถจัดการได้สาเหตุจากอะไรก็ตาม ที่ปลูกไปแล้วเราดูแล แต่ทำอย่างไรไม่ให้ปลูกเพิ่มอีก หากข้าราชการกระทรวงเกษตรฯไม่ลงพื้นที่ปล่อยให้ทำเกษตรแบบเดิม เกษตรกรยากจนต่อไป”รมว.เกษตรฯ กล่าว

เลาะรั้วเกษตร : ได้อะไรจากงานเกษตรแฟร์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/255944

281225166

วันศุกร์ ที่ 10 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2560, 06.00 น.

เลิกราไปแล้วสำหรับงาน “เกษตรแฟร์”ประจำปี 2560 ของมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ภายใต้หัวข้อ หรือแนวคิด “ศาสตร์แห่งแผ่นดิน ทำกินตามคำสอนพ่อ”จัดระหว่างวันที่ 27 มกราคม – 4 กุมภาพันธ์ 2560

เกษตรแฟร์ เป็นอีกงานหนึ่งที่ติดตลาด มีผู้คนรอคอยที่จะมาเดินดูสินค้าโดยเฉพาะ สินค้าที่ขึ้นชื่อสำหรับประชาชนทั่วไป เช่น มะขามหวาน หอม กระเทียม ต้นไม้อาจจะแถมด้วย เสื้อผ้า กระเป๋า และรองเท้า สำหรับเกษตรกร อาจรอว่าจะมีพันธุ์ไม้อะไรแปลกใหม่ เครื่องมือ เครื่องจักรกล และอุปกรณ์การเกษตร รวมทั้งเทคโนโลยีการผลิตที่น่าสนใจอะไรบ้าง

เป็นธรรมเนียมของการจัดงานเกษตรแฟร์ ที่มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์จะรวมกิจกรรมหลายๆ อย่างไว้ในช่วงเดียวกัน ได้แก่ การประชุมทางวิชาการ ซึ่งปีนี้จัดขึ้นระหว่างวันที่ 31 มกราคม – 3 กุมภาพันธ์ 2560 มีทั้งการบรรยายพิเศษ การอภิปราย การสัมมนา เสวนา และการนำเสนอผลงานวิจัย ด้านการเกษตรถึง 12 สาขา มีเรื่องราวมานำเสนอสาขาละ 5-7 เรื่องต่อวัน รวมแล้วแต่ละวันมีเรื่องราวทางวิชาการอันเป็นผลงานวิจัยให้ผู้สนใจได้เลือกฟังวันละไม่ต่ำกว่า 60 เรื่อง ส่วนบรรยายพิเศษ อภิปราย เสวนา รวมแล้วมีทั้งหมด 15 เรื่อง

นอกจากนี้ในวันที่ 2 กุมภาพันธ์ ยังมีงานวันสถาปนามหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ครบรอบ 74 ปี ซึ่งมีการวางพวงมาลาคารวะอนุสาวรีย์สามบูรพาจารย์ พิธีรดน้ำคารวะครูบาอาจารย์ และพิธีทางศาสนา ปีนี้มีรายการพิเศษ คือเลือกตั้งนายกสมาคมนิสิตเก่ามหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ในพระบรมราชูปถัมภ์ ผลปรากฏว่าผู้ที่ได้รับเลือกคือ อดีตปลัดกระทรวงอุตสาหกรรม วิฑูรย์ สิมะโชคดี ซึ่งจะอยู่ในวาระ 2 ปี

นี่คือ 3 งานใหญ่ๆ ที่จัดซ้อนกันอยู่ในช่วงของงานเกษตรแฟร์ ลำพังงานเกษตรแฟร์อย่างเดียว กิจกรรมก็หลากหลายนับไม่ถ้วน มีทั้งนิทรรศการ ประกวดสัตว์เลี้ยง และปลาสวยงาม ประกวดแพะ ประกวดไก่พื้นเมืองและไก่แจ้ ประกวดพืช การสาธิตผลงานด้านนวัตกรรม นิทรรศการผลงานวิจัย และที่เป็นจุดขายหลักๆ ที่ทำรายได้ให้กับมหาวิทยาลัยอย่างเป็นกอบเป็นกำ คือ กิจกรรมจำหน่ายสินค้า เพราะทำให้มหาวิทยาลัยมีรายได้จากการให้เช่าพื้นที่ และพื้นที่ของงานนี้ไม่ใช่ว่าใครมีเงินก็จะมาเช่าได้….ต้องจับสลากนะครับ….

การจำหน่ายสินค้าในงานเกษตรแฟร์ปีนี้ แบ่งออกเป็น 15 โซน แต่ละโซนตั้งชื่อดูหรูหรา เดินไล่ไปตั้งแต่ประตู 1 ด้านถนนงามวงศ์วาน พอเข้าประตูมาก็เลี้ยวซ้ายตรงไปเรื่อย โซนแรก คือโซน A ชื่อ เกียรติภูมิแผ่นดินไทย จำหน่าย พันธุ์ไม้และเครื่องจักรกลการเกษตร รวมทั้งอุปกรณ์ เครื่องมือการเกษตรต่างๆ โซนB แผ่นดินถิ่นพอเพียง จำหน่ายต้นไม้อีกเช่นกัน มีทั้งไม้ดอกไม้ประดับ ไม้ผล เครื่องมือ
อุปกรณ์การเกษตร โซน C จำหน่ายสัตว์เลี้ยง ซึ่งมีอยู่ไม่กี่ร้าน ชื่อโซนว่า ร้อยเรียงรักเรา โซนD ข้าวในนาปลาในน้ำ เป็นตลาดน้ำแบบโบราณ จำหน่ายทั้งอาหารและผลิตภัณฑ์ของใช้ต่างๆ

โซน E อร่อยแดนดินถิ่นไทย จำหน่ายผลิตภัณฑ์อาหารจากภาคต่างๆ โซน F ทรัพย์ในดินสินในน้ำ จำหน่ายผักสด ผลไม้ โซนG มะขามหวานไทย ครองใจงานเกษตร ดูจากชื่อโซนก็รู้ว่าจำหน่ายสินค้าอะไร แต่ปีนี้ มะขามหวานไม่มากเท่าไร คุณภาพก็ไม่เท่าไรด้วย โซน H เครื่องเทศถิ่นไทย โซนนี้ไม่บอกอาจจะเข้าใจผิด โซนนี้จำหน่ายหอม กระเทียม พริกแห้ง และข้าวสาร

โซน I ร่มเย็นเป็นสุข ร่มเย็น เพราะเป็นเต็นท์ติดแอร์จำหน่ายผลิตภัณฑ์ผ้าไทย และผลิตภัณฑ์จากมูลนิธิต่างๆ เครื่องหนัง เครื่องประดับ นอกจากนี้ยังมีโซนJ เกษตรศาสตร์ใต้ร่มพระบารมี โซน Kร้อยล้านร้อยความคิด ร้อยชีวิตล้านความฝัน โซน L ล้านคนไทยใจเป็นหนึ่ง โซน M รวมไทยใจเป็นหนึ่ง โซนN สานฝันเศรษฐกิจยุคใหม่ และ โซน O อิ่มอร่อยทั่วไทย ซึ่งการตั้งชื่อดูเหมือนจะแยกประเภทสินค้า แต่เอาเข้าจริง ก็ไม่ได้แยกชัดเจนอะไร สินค้าต่างๆ ก็ปนเปกันไป ผู้คนที่เดินจับจ่ายซื้อของก็ไม่ได้สนใจชื่อโซนที่ตั้งเสียไพเราะสักเท่าไร

ที่น่าเสียดาย คือบนอาคารจักรพันธ์ เพ็ญศิริ ซึ่งจัดแสดงนิทรรศการผลงานวิจัย ที่ปีนี้เงียบเหงากว่าทุกปี อาจเป็นเพราะรูปแบบการจัดที่ไม่น่าสนใจ แม้จะมีเจ้าของผลงานคอยให้ข้อมูล ตัวผลงานได้รับรางวัล แต่การนำเสนอไม่น่าสนใจ คนจึงผ่านเลยมากกว่าซักถาม

ถ้าถามคนที่ไปงานว่าได้อะไรจากงานเกษตรแฟร์ ไม่ต้องแปลกใจถ้าคำตอบที่ได้รับคือ ได้มะขามหวาน หอม กระเทียม ต้นไม้ที่อยากปลูก ส่วนผลผลิตจากไม้ต้นนั้นตรงตามพันธุ์ที่บอกหรือเปล่าต้องคอยลุ้นกันต่อไป

พบกันใหม่เกษตรแฟร์ปี 2561

แว่นขยาย

แจงสี่เบี้ย : พด.ชูระบบรับรองแบบมีส่วนร่วมPGS กลไกขับเคลื่อนมาตรฐานเกษตรอินทรีย์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/255941

227832

วันศุกร์ ที่ 10 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2560, 06.00 น.

ระบบการรับรองแบบมีส่วนร่วม Participatory Guarantee Systems, PGS เป็นระบบการรับรองเกษตรอินทรีย์โดยชุมชน การมีส่วนร่วมอย่างเข้มแข็ง และต่อเนื่องของผู้มีส่วนได้ส่วนเสียของชุมชน ภายใต้หลักการพื้นฐาน “ความไว้วางใจซึ่งกันและกัน การเป็นเครือข่ายทางสังคม และการแลกเปลี่ยนเรียนรู้”

พี จี เอส ส่งเสริมให้เกิดตลาดท้องถิ่นและภายในประเทศ โดยกระตุ้นให้เกิดการพัฒนาการผลิตด้วยการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ เกิดเครือข่ายระหว่างผู้ผลิตและผู้บริโภค มีผลทำให้เกิดการวางแผนการผลิตตามที่ตลาดต้องการ เมื่อเกษตรกรรายย่อยได้รับการรับรองโดย พี จี เอส ทำให้ขยายช่องทางตลาดได้ ผลสุดท้ายทำให้มีการทำเกษตรอินทรีย์เพิ่มขึ้น เกิดความยั่งยืนทั้งต่อรายได้ของเกษตรกร ฟื้นฟูทรัพยากรธรรมชาติสิ่งแวดล้อม สุขภาพของผู้ผลิตและผู้บริโภค และเกิดสังคมเข้มแข็งในที่สุด

ทั้งนี้ กลุ่ม พี จี เอส ที่ได้รับการยอมรับในระดับประเทศและสากล ต้องจัดการกระบวนการกลุ่มภายใต้หลักการ พี จี เอส IFOAM (IFOAM PGS Guidelines, 2008) และใช้มาตรฐานเกษตรอินทรีย์ในการรับรองเป็นที่ยอมรับของประเทศนั้นๆ โดยมีหลักการสำคัญ คือ 1.การแลกเปลี่ยนความคิดเห็น ซึ่งถือเป็นจุดแข็งของกระบวนการ 2.การมีส่วนร่วม บนพื้นฐานของผู้มีส่วนได้ส่วนเสียที่สนับสนุนเป็นเจ้าของโครงการร่วมกัน 3.ความโปร่งใส กลุ่มจะต้องจัดทำระบบรับประกันการผลิต ซึ่งจะต้องวางแผนร่วมกัน 4.ความไว้วางใจ เป็นกระบวนการที่ทำตั้งแต่ ข้อ 1-3 เพื่อเป็นกระบวนการที่มั่นใจว่า ผู้ผลิตแต่ละคนปกป้องธรรมชาติและสุขภาพของผู้บริโภค ด้วยการผลิตตามหลักการเกษตรอินทรีย์ 5.ความสัมพันธ์แบบแนวราบ ผู้มีส่วนได้เสียมีความเสมอภาค ใช้ระบบประชาธิปไตยโดยแลกเปลี่ยนหมุนเวียนความรับผิดชอบ ยินยอมให้คณะตรวจสอบตรวจฟาร์มและยอมรับการตัดสินของคณะกรรมการกลุ่ม 6.กระบวนการเรียนรู้ รูปแบบขั้นตอนการรับรอง และการตรวจเยี่ยมฟาร์มเพื่อน เป็นการประเมินในลักษณะเรียนรู้ร่วมกัน และเป็นการตรวจสอบความเข้าใจในมาตรฐาน ทวนสอบวิธีปฏิบัติในฟาร์ม และให้คำแนะนำ เสนอแนะ แลกเปลี่ยนเรียนรู้กันถึงแนวทางการปฏิบัติตามมาตรฐาน 7.การดำเนินงานในรูปเครือข่าย การขับเคลื่อนระบบนี้จะอยู่ภายใต้การดำเนินงานของเครือข่ายที่หลากหลาย การทำให้ระบบมีความโปร่งใส และเข้าถึงได้ทั้งจากผู้ประกอบการและผู้บริโภคนั้น องค์กรจัดทำระบบต้องพัฒนากลุ่ม และเชื่อมโยงเครือข่ายให้มีกิจกรรมร่วมกันและสามารถทำฐานข้อมูลสมาชิกทั้งหมด รวมทั้งกระบวนการผลิตขึ้นเว็บไซต์ของระบบ พี จี เอส

จับตา‘ราคายาง’พาเหรดลด กยท.ชี้สถานการณ์ปกติเป็นไปตามกลไกตลาด

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/255947

วันศุกร์ ที่ 10 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2560, 06.00 น.

นายธีธัช สุขสะอาด ผู้ว่าการการยางแห่งประเทศไทย (กยท.) เปิดเผยว่า ช่วงที่ผ่านมาราคายางได้ปรับตัวสูงขึ้น ซึ่งเป็นผลมาจากผลผลิตลดลง โดยมีหลายสาเหตุทั้งจากนโยบายชะลอการส่งออกด้วยการควบคุมปริมาณยางของ 3 ประเทศผู้ผลิตยางรายใหญ่ ส่งผลให้มีปริมาณยางหายไปจากตลาดโลกประมาณ 7 แสนตัน ประกอบกับภาวะฝนตกหนักและน้ำท่วมภาคใต้เป็นเวลาเกือบ 2 เดือน ทำให้เกษตรกรไม่สามารถกรีดยาง ต้นยางได้รับความเสียหาย ปริมาณผลผลิตจึงลดลงเหลือ 3-4 แสนตัน นอกจากนี้ช่วงที่ผ่านมายังมีปัจจัยบวก สนับสนุนให้ราคายางพุ่งสูงขึ้นอีกหลายปัจจัย ได้แก่ ประเทศจีนซึ่งเร่งซื้อยางเพื่อนำไปผลิตล้อยางส่งไปสหรัฐ ก่อนที่สหรัฐจะปรับขึ้นภาษีนำเข้าตามนโยบายนายโดนัลด์ ทรัมป์ ซึ่งสภาวะที่ราคายางพุ่งสูงขึ้นอย่างต่อเนื่องและรวดเร็วนี้ถือเป็นภาวะผิดปกติ ดังนั้นเมื่อปัจจัยที่เกี่ยวข้องดังกล่าวกลับเข้าสู่ภาวะปกติ ผลผลิตยางสู่ตลาดเพิ่มขึ้นย่อมส่งผลให้ราคายางมีการปรับตัวลดลงตามกลไกตลาด

“อย่างไรก็ตาม กยท. ได้เร่งแก้ไขปัญหา เพื่อหาแนวทางร่วมกันระหว่างผู้แทนเกษตรกร ผู้ประกอบการ ซึ่งผลการหารือเป็นไปในทิศทางที่น่าพอใจสำหรับทุกฝ่าย โดย กยท.จะจัดตั้งตลาดกลางน้ำ ยางสด เพื่อเพิ่มจุดรับซื้อ ขาย และ สะท้อนราคาในท้องถิ่นที่แท้จริงซึ่งนายกสมาคมผู้ประกอบการน้ำยาง ในท้องถิ่น ยืนยันพร้อมเข้าร่วมสนับสนุน ในขณะเดียวกัน กยท. จะเร่งส่งเสริมด้านแปรรูปยางพาราในพื้นที่ให้เป็นผลิตภัณฑ์เพื่อการใช้งาน โดยริเริ่มโครงการ พี่ช่วยน้อง เพื่อให้กลุ่มเกษตรกรที่เข้มแข็งเป็นพี่เลี้ยง และรับซื้อน้ำยางสดจากกลุ่มเกษตรกรรายย่อย เพื่อไปแปรรูปเป็นสินค้าขั้นกลาง และขั้นปลาย และ กยท.จะสนับสนุนด้านทุน และองค์ความรู้พร้อมทั้งช่วยหาตลาด นอกจากนี้ เกษตรกรต้องปรับเปลี่ยนวิถี การทำงานจากการปลูกพืชเชิงเดี่ยว (ปลูกยางอย่างเดียว) ไปเป็นการปลูกพืชผสมผสาน หารายได้จากผลผลิต ทางการเกษตรอื่นๆ ทดแทนการทำสวนยางเพียงอย่างเดียว และที่สำคัญ ภาคเกษตรกร จะต้องมีการส่งเสริม การประกอบอาชีพเสริมเพิ่มรายได้ เช่น การปลูกพืชผสมผสาน เสริมรายได้ในสวนยาง เป็นต้น สิ่งเหล่านี้ เป็นแนวทางแก้ปัญหาแบบไตรภาคี เพื่อแก้ปัญหาเรื่องนี้เป็นการเร่งด่วน คาดว่าสถานการณ์น่าจะดีขึ้น” นายธีธัช กล่าวทิ้งท้าย

สภาเกษตรฯกรุงเก่าเร่งสางปม เกษตรกรขาดน้ำปลูก‘นาปรัง’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/255942

วันศุกร์ ที่ 10 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2560, 06.00 น.

นายสินสมุทร คงประโยชน์ สมาชิกสภาเกษตรกรจังหวัดพระนครศรีอยุธยา เปิดเผยว่า ที่ผ่านมามักได้รับข้อร้องเรียนความเดือดร้อนของเกษตรกรทำนาจากปัญหาขาดแคลนน้ำ หลังจากที่เริ่มทำนาปรัง เพราะไม่มีการจัดสรรน้ำไปให้ ทำให้ข้าวที่เพาะปลูกได้รับความเสียหาย จึงได้ประสานหน่วยงานภาครัฐเพื่อชี้แจง เมื่อวันที่ 1 กุมภาพันธ์ ณ ที่ว่าการอำเภอภาชี มีเกษตรกรหลายอำเภอมาเข้ารับฟังราว 800 คน

โดยสาระสำคัญจากคำชี้แจงภาครัฐ คือ เกษตรกรต้องมีส่วนร่วมในการช่วยแก้ปัญหาเนื่องจากน้ำต้นทุนมีเท่าเดิม แต่การเพิ่มขึ้นของประชากรนอกภาคการเกษตรมีมากต้องใช้น้ำมาก เกษตรกรควรมีแหล่งน้ำในไร่นาของตนเอง ทำการเกษตรที่ใช้น้ำน้อย สถานการณ์ปัจจุบันชาวนาได้ทำนาปรังมากกว่าพื้นที่จัดสรรน้ำ ขณะที่ในส่วนของเกษตรกรในพื้นที่ ปีนี้ไม่ทราบถึงแผนการจัดสรรน้ำจากภาครัฐ จากเดิมที่คณะกรรมการจัดการชลประทานกลุ่มผู้ใช้น้ำจะมีการประชุมวางแผนการใช้น้ำร่วมกัน แต่ปีนี้ไม่มีการประชุมจึงทำให้เกิดสภาพปัญหาดังกล่าว

สำหรับข้อสรุปคือให้กลุ่มผู้ใช้น้ำสำรวจพื้นที่ทำนาและอายุข้าวขณะนี้ แจ้งให้ชลประทานทราบเพื่อบริหารจัดการน้ำให้บรรเทาความเดือดร้อน และที่สำคัญคือเกษตรกรต้องไม่ทำนาปรังเพิ่มอีก อย่างไรก็ตาม การสนับสนุนการใช้น้ำสำหรับการเพาะปลูกพืชฤดูแล้งของลุ่มน้ำเจ้าพระยา โดยเฉพาะข้าวนาปรังนั้น กรมชลประทาน ได้มอบหมายให้เจ้าหน้าที่เข้าไปควบคุมการส่งน้ำเป็นรอบเวรอย่างใกล้ชิด และเบื้องต้นจะขอรับการจัดสรรน้ำเพิ่มเข้ามาในคลองระพีพัฒน์เป็นช่วงๆ ช่วงละประมาณ 2-3 วัน ในช่วงที่พื้นที่เพาะปลูกเริ่มขาดน้ำ รวมทั้งประสานคณะกรรมการขับเคลื่อนนโยบายกระทรวงเกษตรและสหกรณ์แบบเบ็ดเสร็จ เพื่อขอความร่วมมือไม่ให้เกษตรกรปลูกข้าวเพิ่มขึ้นอีก

เกาะติดต้นทุนผลิตพะเยา สศท.1เปิดข้อมูลสินค้าเศรษฐกิจสำคัญ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/255945

วันศุกร์ ที่ 10 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2560, 06.00 น.

นายคมสัน จำรูญพงษ์ รองเลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) เปิดเผยว่า สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตรที่ 1 จังหวัดเชียงใหม่ (สศท.1)ได้ดำเนินการจัดเก็บข้อมูลต้นทุนการผลิตสินค้าเศรษฐกิจสำคัญปี 2559 จ.พะเยา ได้แก่ ข้าวเหนียวนาปี ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ และถั่วลิสง พบว่า ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์รุ่น 1 พื้นที่เหมาะสมมาก (S1+S2) ผลผลิตเฉลี่ย/ไร่ 1,028 กก. ผลตอบแทนสุทธิ/ไร่ 2,168.70 บาท ผลตอบแทนเงินสด/ไร่ 3,475.22 บาท ส่วนพื้นที่ไม่เหมาะสม (S3+N) ผลผลิตเฉลี่ย/ไร่ 866 กก. ผลตอบแทนสุทธิ/ไร่ 787.49 บาท ผลตอบแทนเงินสด/ไร่ 2,693.28 บาท

ข้าวเหนียวนาปี พื้นที่เหมาะสมมาก ผลผลิตเฉลี่ย/ไร่ 577 กก. ผลตอบแทนสุทธิ/ไร่ 1,325.62 บาท ส่วนพื้นที่ไม่เหมาะสม ผลผลิตเฉลี่ย/ไร่ 465 กก.มีผลตอบแทนสุทธิ/ไร่ 1,466.67 บาท อย่างไรก็ตาม สาเหตุที่ผลตอบแทนพื้นที่เหมาะสมมาก ต่ำกว่าพื้นที่ไม่เหมาะสม เนื่องจากในรอบการผลิตปี 2559 แหล่งผลิตที่เหมาะสมมาก ประสบปัญหาเรื่องโรคแมลงอย่างรุนแรงกว่าทุกๆ ปี จากปริมาณฝนตกที่มากกว่าปีปกติ และการใช้พื้นที่ปลูกข้าวทั้งนาปี และนาปรังอย่างต่อเนื่องทำให้มีการสะสมโรค ผลผลิตที่ได้จึงต่ำกว่าปีปกติ ประกอบกับค่าใช้ที่ดินค่อนข้างสูง ถึงแม้ว่าจะมีผลผลิต/ไร่ที่สูงกว่าพื้นที่ไม่เหมาะสมก็ตาม แต่ต้นทุนการผลิตรวมสูงกว่า ดังนั้นจึงทำให้ผลตอบแทนสุทธิ/ไร่ ต่ำกว่าพื้นที่ไม่เหมาะสม แต่หากเมื่อพิจารณาในเรื่องผลตอบแทนเงินสด/ไร่ จะพบว่า พื้นที่เหมาะสมมากให้ผลตอบแทน 4,790.54 บาท มากกว่าพื้นที่ไม่เหมาะสมที่ให้ผลตอบแทนเงินสด 3,463.95 บาท เนื่องจากต้นทุนเงินสดของพื้นที่เหมาะสมและไม่เหมาะสมอยู่ในระดับใกล้เคียงกันไร่ละ 2,133.46 บาท และ 2,116.05 บาท ในขณะที่รายได้/ไร่ ในพื้นที่เหมาะสมมากอยู่ที่ 6,924 บาท มากกว่าพื้นที่ไม่เหมาะสม ที่มีรายได้/ไร่ อยู่ที่ 5,580 บาท จึงทำให้ผลตอบแทนเงินสดพื้นที่เหมาะสมมากมากกว่าพื้นที่ไม่เหมาะสม

ถั่วลิสง ไม่มีแผนที่ความเหมาะสมตามAgri -Map โดยพบว่า ให้ผลผลิตเฉลี่ย/ไร่ 333 กก.มีผลตอบแทนสุทธิ/ไร่ -1,760 บาท ซึ่งหมายถึงขาดทุน แต่เมื่อพิจารณาในเรื่องผลตอบแทนเงินสด พบว่า มีผลตอบแทน 6,731 บาท/ไร่ เนื่องจากต้นทุนส่วนใหญ่เป็นการใช้แรงงานตนเองและที่ดินที่ทำการผลิตเป็นของตนเอง ไม่มีการเช่าที่ทำกินจึงทำให้ผลตอบแทนเงินสด/ไร่ สูง

เซ็นเด้งผอ.กลุ่มวัตถุมีพิษฯเด็กอธิบดีเก่า หลังขวางการอนุญาตนำเข้าสารเคมีเกษตร

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/255984

วันพฤหัสบดี ที่ 9 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2560, 19.57 น.

||

นายสุวิทย์ ชัยเกียรติยศ อธิบดีกรมวิชาการเกษตร  (ภาพประกอบ)

 

9 ก.พ.รายงานข่าวจากกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่า นายสุวิทย์ ชัยเกียรติยศ อธิบดีกรมวิชาการเกษตร ได้ลงนามคำสั่งย้ายนายธรรมนูญ แก้วคงคา ผอ.กลุ่มวัตถุอันตรายสำนักควบคุมพืชและวัสดุการเกษตร ออกจากตำแหน่งผู้อำนวยการกลุ่มวัตถุมีพิษทางการเกษตร และให้นายศรัญ วัฒนธาดา ผู้เชี่ยวชาญ ด้านการควบคุมพืชและวัสดุทางการเกษตร ขึ้นแทน ซึ่งคำสั่งมีผลในวันนี้ (9 ก.พ.) โดยสาเหตุความขัดแย้ง มาจากที่นายสุวิทย์ หลังจากมาดำรงอธิบดีกรมวิชาการเกษตร ได้เรียกนายธรรมนูญ มาหารือถึงปัญหาการอนุญาตขึ้นทะเบียนสารเคมีวัตถุอันตรายทางการเกษตร ที่ล่าช้า และมีคงค้างมากกว่า 4 พันชนิด โดยกำหนดให้มีการประชุมเพื่อพิจารณาคำขออนุญาตนำเข้าในราชอาณาจักร เดือนละ 2 ครั้ง และเพื่อให้มีการนำคำขออนุญาตสารเคมี เดือนละ 60 รายการ

ซึ่งนายธรรมนูญ ได้ยืนยันว่า ไม่สามารถทำได้ เพราะเอกสารการพิจารณา สารเคมีแต่ละรายการ มีจำนวนมาก และมีหลายขั้นตอน อธิบดีกรมวิชาการเกษตร จึงมีคำสั่งปลด รวมทั้ง นายธรรมนูญ ยังเป็นเด็กของอธิบดีกรมวิชาการเกษตรคนเก่า คือ นายสมชาย ชาญณรงค์กุล ขณะนี้ ได้มาเป็นอธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร ซี่งที่ผ่านมา นายสมชาย ได้มีแนวนโยบายไม่เห็นด้วยกับเพิ่มการอนุญาตนำเข้าสารเคมีวัถตุอันตรายเข้ามาในราชอาณาจักร เอกชนรายใดมาขอก็ได้ แต่ให้ยื่นคำขอไว้เท่านั้น จึงมีรายการสารเคมีคงค้างการพิจารณากว่า 4 พันรายการ

นอกจากนี้ ในการประชุมครั้งล่าสุด เมื่อเดือน ม.ค.ที่ผ่านมา ดร.ภัสชญภณ หมื่นแจ้ง ผู้อำนวยการ กองวิจัยพัฒนาปัจจัยการผลิตทางการเกษตร กรมวิชาการเกษตร ยังได้ออกความเห็นคัดค้านการอนุญาตสารเคมีเข้ามาในราชอาณาจักร เพราะเป็นชนิตเดียวกับที่มีจำหน่ายในไทยแล้ว

แตกใบอ่อน : อยากรบ ก็ได้รบ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/255812

807934531

วันพฤหัสบดี ที่ 9 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2560, 06.00 น.

“ทหารทรยศ”

เสียงบ่นดังๆ ของ “ประสิทธิชัย หนูนวล” ผู้ประสานงานเครือข่ายปกป้องอันดามันจากถ่านหิน ซึ่งฟังดูอาจทำให้รู้สึกไม่รื่นหูและรุนแรงไปสักนิดสำหรับนายทหารบางคน โดยเฉพาะบรรดาแม่ทัพนายกองที่กุมอำนาจอยู่ในรัฐบาลและคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) อยู่ในขณะนี้

แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่า เวลานี้ไม่ได้มีแค่ “ประสิทธิชัย” หรือ “เครือข่ายปกป้องอันดามันจากถ่านหิน” เท่านั้นที่กำลังรู้สึกอย่างนี้กับทหาร

เพราะความจริงในเวลานี้ก็คือ มีประชาชนจำนวนไม่น้อยที่กำลังคิดกันแบบนี้กันจริงๆ

ผมจำได้ว่าตลอดปีเศษๆที่ผ่านมา ผมเคยเตือนไปหลายครั้งหลายหนผ่านคอลัมน์นี้ ขอให้ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ซึ่งเป็นทั้งผู้นำรัฐบาลและผู้นำของคณะนายทหารใน คสช. ให้ระวังท่าทีเกี่ยวกับการสนับสนุนการก่อสร้าง “โรงไฟฟ้าถ่านหิน”ในภาคใต้เอาไว้ให้ดี เพราะโครงการนี้มีประเด็นที่ “อ่อนไหว” ซุกซ่อนอยู่มากมาย ไล่เลียงมาตั้งแต่เหตุผลความจำเป็นในการก่อสร้าง ความเหมาะสม ผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม อาชีพประมงพื้นบ้าน รวมถึงเศรษฐกิจและการท่องเที่ยวในพื้นที่ ซึ่งทุกเรื่องล้วนข้องเกี่ยวกับวิถีชีวิตของประชาชนทั้งสิ้น

โดยตอนแรกก็ดูเหมือนจะดี จากการที่ พล.อ.ประยุทธ์ ตัดสินใจตั้งคณะกรรมการ 3 ฝ่ายขึ้นมาพูดคุยหาทางออก เพราะไม่ว่าผลที่ออกมาจะเป็นอย่างไร หากเกิดขึ้นภายใต้การตัดสินใจเห็นชอบร่วมกันของผู้เกี่ยวข้องไม่ว่าฝ่ายชาวบ้าน รัฐบาล หรือการไฟฟ้า ก็ย่อมเป็นเรื่องที่ทุกคนยอมรับได้

แต่สุดท้ายมันกลับไม่เป็นอย่างนั้น เพราะคล้อยหลังไปเพียงปีเศษๆ ไม่รู้ว่า พล.อ.ประยุทธ์ ไปโดนใครเข้ากล่อมมา ถึงได้มองเห็นคนที่ออกมาคัดค้าน “ไม่เอาถ่านหิน” แต่ขอพลังงานทางเลือก เป็นแค่ “เสียงส่วนน้อย” ไปเสียฉิบ

ที่พูดนี่ไม่ได้ยกเมฆมาจากไหน แต่อ้างเอาจากคำพูดของ “โฆษกรัฐบาล” พล.ท.สรรเสริญ แก้วกำเนิด เมื่อคราวแถลงผลการประชุมคณะรัฐมนตรี 26 มกราคม 2560 ที่ผ่านมา ซึ่งแกบอกเสียงดังฟังชัดว่า พล.อ.ประยุทธ์ ได้ประกาศกลางวงประชุมครม.ว่าภายใน 1 เดือนนี้ โครงการก่อสร้างโรงไฟฟ้าถ่านหินกระบี่และเทพาจะต้องมีความชัดเจนให้ได้ เพราะสถานการณ์และเทคโนโลยีเปลี่ยนแปลงไป ปัญหาข้อกังวลด้านสิ่งแวดล้อมที่มีในอดีตสามารถแก้ไขได้ ส่วนที่มีภาคประชาชนคัดค้านก็ให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องรีบไปชี้แจงว่า ประชาชน “ส่วนใหญ่” ในพื้นที่เขาเห็นด้วยกับการสร้างโรงไฟฟ้าถ่านหิน

ดังนั้น โครงการนี้จึงต้องมีการเดินหน้าสถานเดียว!!

ในเมื่อตั้งธงกันมาขนาดนี้ จึงไม่แปลกที่จะได้ยินเสียงบ่น “ทหารทรยศ” ดังขึ้นมาอย่างเซ็งแซ่ในหมู่ภาคประชาชน ก่อนตามมาด้วยคำถามแรงๆว่า เบื้องหลังการผลักดันเรื่องนี้มีผลประโยชน์ของกลุ่มนายทุน“ถ่านหิน” ยืนค้ำให้ท้ายอยู่หรือไม่ รัฐบาลถึงได้กล้าผลักประชาชนเข้าไปอยู่ในวงจรของความตาย

ถ่านจะหินดีหรือไม่ดี นาทีนี้แทบไม่ต้องมาพูดกันอีก เพราะถ้ามันดีจริงประเทศอื่นเขาก็คงไม่ทยอยยกเลิกการพึ่งพาพลังงานจากถ่านหินกันเป็นแถว แล้วหันมาพัฒนา “พลังงานทางเลือก” เหมือนอย่างที่เป็นอยู่ในทุกวันนี้

แต่ก็เอาล่ะครับ ในเมื่อนายกฯเลือกที่จะทำตามความคิดตัวเอง ไม่สนใจเสียงชาวบ้าน ไม่สนใจภัยที่จะเกิดขึ้นกับสิ่งแวดล้อม ไม่สนใจชีวิตและสุขภาพของคนในท้องถิ่น ท้ายที่สุดชาวบ้านก็คงไม่มีทางเลือกอื่น คือ การเผชิญหน้ากับรัฐ ซึ่งล่าสุดทราบว่า ชาวบ้านเขาก็ประกาศระดมพลกันแล้ว 10.00 น. 17 ก.พ.นี้ที่ทำเนียบรัฐบาล

ในเมื่อนายกฯอยากรบ ก็จะได้รบสมใจ บอกได้คำเดียว ไม่มีใครกลัวใครก็แล้วกัน

มะลิลา

‘หนองคาย’เริ่มหว่านนาปรัง คาดผลผลิตทะลุ3.5หมื่นตัน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/255813

วันพฤหัสบดี ที่ 9 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2560, 06.00 น.

นายคมสัน จำรูญพงษ์ รองเลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) เปิดเผยว่า ช่วงนี้ได้เสร็จสิ้นฤดูการเก็บเกี่ยวผลผลิตข้าวนาปี และหลายพื้นที่เกษตรกรเริ่มทำการปลูกนาปรัง ซึ่ง จ.หนองคาย เป็นหนึ่งในจังหวัดภาคตะวันออกเฉียงเหนือที่มีการเพาะปลูก สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตรที่ 3 จ.อุดรธานี (สศท.3) จึงได้เฝ้าติดตามสถานการณ์ ซึ่งในปีเพาะปลูก 2559 มีพื้นที่เพาะปลูกข้าวนาปรังประมาณ 67,398 ไร่ ผลผลิต 32,623 ตัน และคาดการณ์ว่า ปีเพาะปลูก 2560 จะมีเนื้อที่เพาะปลูกประมาณ 67,993 ไร่ (เพิ่มขึ้นร้อยละ 0.88) เนื่องจากในปีนี้น้ำตามลำห้วยหนองคลองบึงมีปริมาณมากกว่าปีก่อน และหากสภาพอากาศเอื้ออำนวย สภาพอากาศไม่แปรปรวน ไม่มีโรคและแมลงเข้ามารบกวน ผลผลิตข้าวนาปรัง จ.หนองคาย ปีนี้ คาดว่าจะมีประมาณ 35,166 ตัน หรือ เพิ่มขึ้นร้อยละ 7

ทั้งนี้ปีเพาะปลูก 2560 โดยเฉพาะในเขตพื้นที่อำเภอเมือง อำเภอท่าบ่อ และอำเภอโพนพิสัย ซึ่งเป็นแหล่งเพาะปลูกข้าวนาปรังที่สำคัญของจังหวัดหนองคาย พบว่า เกษตรกร ได้ทำการเพาะปลูกแล้วเสร็จ คิดเป็นร้อยละ 100 ส่วนใหญ่จะปลูกพันธุ์ข้าวเหนียว กข10 ซึ่งพื้นที่นาปรังส่วนใหญ่ต้นข้าวอยู่ในระยะ 1 เดือน มีการเจริญเติบโตดี เนื่องจากปีนี้มีน้ำท่าอุดมสมบูรณ์ น้ำตามแหล่งน้ำ ห้วย หนอง คลอง บึง มีปริมาณที่เพียงพอ อีกทั้งยังมีหน่วยงานในท้องถิ่นจัดทำโครงการสูบน้ำด้วยไฟฟ้าให้กับเกษตรกรผู้ทำนาปรังในพื้นที่ ประกอบกับสภาพอากาศปีนี้ยังไม่แปรปรวนเหมือนเมื่อปี่ก่อน โดยเกษตรกรและท่านที่สนใจ สามารถสอบถามข้อมูลการผลิตและการตลาดในพื้นที่จังหวัดเพิ่มเติมได้ที่ สศท.3 โทร. 0-4229-2557-8 อีเมล์ zone3@oae.go.th