‘บิล แพ็กซ์ตัน’ดาราชื่อดังยุค90 เสียชีวิตหลังรับการผ่าตัด (ชมคลิป)

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/entertain/258269

วันจันทร์ ที่ 27 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2560, 20.55 น.

บิล แพ็กซ์ตัน นักแสดงชาวอเมริกันผู้โด่งดังจากบทบาทในภาพยนตร์เรื่อง เอเลี่ยน ภาค 2 และคนเหล็กภาคแรก เสียชีวิตแล้วขณะมีอายุ 61 ปี เมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมา

บิล แพ็กซ์ตัน นักแสดงชาวอเมริกัน ซึ่งมีชื่อเสียงโด่งดังในยุคปี 1980-90 โดยเป็นที่รู้จักที่สุดจากภาพยนตร์เรื่อง เอเลี่ยน 2 (Aliens 2) และ ‘คนเหล็ก 2029’ (The Terminator) เสียชีวิตแล้วเมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมาด้วยวัย 61 ปีจากอาการแทรกซ้อนที่เกิดขึ้นหลังเข้ารับการผ่าตัด ครอบครัวของแพ็กซ์ตันระบุในแถลงการณ์ว่า บิล สามีและพ่อที่รัก เริ่มต้นอาชีพในฮอลลีวูดโดยทำงานในแผนกศิลปะ ก่อนจะก้าวหน้าได้มีอาชีพที่เป็นที่รู้จักตลอด 4 ทศวรรษ ในฐานะนักแสดง-ผู้อำนวยการสร้างภาพยนตร์ผู้เป็นที่รักและมีผลงานมากมาย

แถลงการณ์ระบุด้วยว่า ผู้ที่รู้จักบิลสามารถรับรู้ถึงความรู้สึกรักที่เขามีต่อศิลปะได้ รวมทั้งความอบอุ่นและพลังงานที่ไม่มีวันหมดก็ไม่อาจปฏิเสธได้ ครอบครัวขอให้ทุกคนเคารพความปรารถนาของครอบครัวที่ขอความเป็นส่วนตัว ในขณะที่พวกเขากำลังไว้อาลัยกับสูญเสียสามีและพ่อที่เคารพของพวกเขา

ขณะที่บรรดาเพื่อนนักแสดงที่เคยร่วมงานกับแพ็กซ์ตัน ทั้งอาร์โนลด์ ชวาร์เซเนกเกอร์ และเจมี ลี เคอร์ติส จากเรื่องคนเหล็ก ทอม แฮงค์, แพรทริเซีย อาร์เกตต์ และปีเตอร์ ฟอนด้า ต่างทวิตข้อความผ่านบัญชีทวิตเตอร์แสดงความเสียใจต่อการจากไปของนักแสดงมากความสามารถ และเป็นที่รักของทุกคน

ทั้งนี้ นอกจากเรื่อง เอเลี่ยน 2 กับคนเหล็กแล้ว แพ็กซ์ตันยังร่วมแสดงในภาพยนตร์เรื่องดังมากมายทั้ง อพอลโล 13 (Apollo 13), ทรู ไลส์ (True Lies), ไททานิก และ ทวิสเตอร์  (Twister) นอกจากนี้ เขายังเคยได้รับรางวัล เอมมี จากการแสดงมินิซีรีส์ทางโทรทัศน์เรื่อง แฮตฟีลด์ส แอนด์ แม็คคอยส์ (Hatfields and McCoys) และเคยได้รับการเสนอชื่อเข้าชิงรางวัลลูกโลกทองคำถึง 3 ครั้ง

คลิกที่ภาพเพื่อชมคลิป

 

La La Landคว้า6ออสการ์ เจอดราม่าประกาศรางวัลผิด

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/entertain/258268

วันจันทร์ ที่ 27 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2560, 20.49 น.

La La Land ภาพยนตร์เพลงที่ได้รับการเสนอชื่อเข้าชิงทั้งหมด 14 สาขาบนเวทีออสการ์ครั้งที่ 89 คว้ารางวัลไป 6 สาขา จากที่มีการประกาศผลเมื่อค่ำวันอาทิตย์ตามเวลาสหรัฐ ตรงกับเช้าวันนี้ตามเวลาในไทย แต่ไม่วายมีดราม่า หลังมีการประกาศผิดพลาดรางวัลภาพยนตร์ยอดเยี่ยม ทีมงาน La La Land อกหักเพราะประกาศชื่อผิด เจ้าของรางวัลที่แท้จริงคือภาพยนตร์เรื่อง Moonlight

ภาพยนตร์เรื่อง La La Land หรือ นครดารา คว้า 6 รางวัลจากงานประกาศผลรางวัลออสการ์ครั้งที่ 89 ซึ่งจัดขึ้นที่โรงละครดอลบี เธียเตอร์ ในนครลอสแอนเจลิสของสหรัฐ เมื่อค่ำวันอาทิตย์ตามเวลาสหรัฐ ตรงกับเช้าวันนี้ตามเวลาในไทย โดยคว้ารางวัลนักแสดงนำหญิงยอดเยี่ยมโดย เอ็มมา สโตน และรางวัลผู้กำกับยอดเยี่ยมโดย เดเมียน ชาแซลล์ ทั้งยังพ่วงรางวัลกำกับภาพยอดเยี่ยม ดนตรีประกอบภาพยนตร์ยอดเยี่ยม เพลงประกอบยอดเยี่ยมจากเพลง City of Stars และรางวัลออกแบบโปรดักชันยอดเยี่ยม  ส่วนรางวัลภาพยนตร์ยอดเยี่ยมได้แก่ Moonlight ซึ่งเฟย์ ดันนาเวย์ ดาราอาวุโสหญิงวัย 76 ปี ที่ขึ้นไปประกาศรางวัลพร้อมกับวอร์เร็น เบต์ตี ดาราอาวุโสชายวัย 79 ปี ประกาศรางวัลในตอนแรกผิดเป็น La La Land

ด้านเคซีย์ แอฟเฟล็ค วัย 41 ปี น้องชายเบน แอฟเฟล็ค คว้ารางวัลนักแสดงนำชายยอดเยี่ยมจากภาพยนตร์เรื่อง Manchester by the Sea เอาชนะตัวเก็งอย่างแดนเซล วอชิงตัน และไรอัน กอสลิ่ง ส่วน มาเฮอร์ชาลา อาลี วัย 43 ปี คว้ารางวัลสาขานักแสดงสมทบชายยอดเยี่ยม ซึ่งเป็นรางวัลแรกที่ประกาศบนเวทีออสการ์ในปีนี้จากภาพยนตร์เรื่อง Moonlight เขาเพิ่งได้รับการเสนอชื่อเข้าชิงออสการ์เป็นครั้งแรกและเป็นนักแสดงมุสลิมคนแรกที่ได้รับรางวัลออสการ์ ขณะที่วิโอลา เดวิส วัย 51 ปี คว้ารางวัลสาขานักแสดงสมทบหญิงยอดเยี่ยมจากภาพยนตร์เรื่อง Fences ก็คว้าออสการ์เป็นตัวแรกในชีวิตหลังจากได้รับการเสนอชื่อเข้าชิงทั้งหมด 3 ครั้ง
Zootopia คว้ารางวัลภาพยนตร์อนิเมชันตามคาด The Salesman ภาพยนตร์ของผู้กำกับชาวอิหร่านคว้ารางวัลภาพยนตร์ภาษาต่างประเทศ Manchester by the Sea คว้ารางวัลบทภาพยนตร์ดั้งเดิมยอดเยี่ยม Moonlight คว้ารางวัลบทภาพยนตร์ดัดแปลงยอดเยี่ยม Fantastic Beasts and Where to Find Them คว้ารางวัลออกแบบเครื่องแต่งกายยอดเยี่ยม Suicide Squad คว้ารางวัลแต่งหน้าและทำผมยอดเยี่ยม ส่วนรางวัลทางด้านเทคนิคนั้น Arrival คว้ารางวัลตัดต่อเสียงยอดเยี่ยม Hacksaw Ridge คว้ารางวัลผสมเสียงยอดเยี่ยมและรางวัลตัดต่อภาพยอดเยี่ยม The Jungle Book คว้ารางวัลเทคนิคพิเศษด้านภาพยอดเยี่ยม

ขณะที่เบต์ตี ดาราฮอลลีวูดรุ่นลายคราม วัย 79 ปี ชี้แจงสาเหตุที่เกิดความผิดพลาดในการประกาศผลรางวัลภาพยนตร์ยอดเยียม ซึ่งขึ้นไปประกาศรางวัลนี้พร้อมกับเฟย์ ดันนาเวย์ ดาราอาวุโสหญิงวัย 76 ปี ที่แสดงเป็นพระนางคู่กันในภาพยนตร์ประวัติชีวิตอาชญากรชื่อดัง Bonny and Clyde ปี 2510 เขาบอกว่า ความผิดพลาดทั้งหมดเกิดขึ้นเพราะเขาได้รับซองประกาศผลรางวัลผิด เป็นซองรางวัลสาขานักแสดงนำหญิงยอดเยี่ยมที่เพิ่งประกาศไปก่อนสาขาภาพยนตร์ยอดเยี่ยม เขาเปิดซองเห็นชื่อเอ็มม่า สโตน La La Land ก็อึ้งจึงได้หันไปมองดันนาเวย์และคนอื่น ก่อนตัดสินใจส่งซองให้ดันนาเวย์ช่วยดูอีกที ปรากฏว่าเธอประกาศชื่อ La La Land ว่าเป็นภาพยนตร์ยอดเยี่ยมประจำปีนี้ ทั้งนี้ ทีมงาน La La Land ซึ่งเข้าชิงทั้งหมด 14 สาขา ขึ้นไปรับรางวัลนี้ซึ่งจะเป็นรางวัลที่ 7 แต่ในขณะที่พวกเขากำลังกล่าวรับรางวัลนั้น มีการประกาศใหม่ว่า เจ้าของรางวัลที่แท้จริงคือภาพยนตร์เรื่อง Moonlight สร้างความสับสนบนเวทีชั่วขณะ

คลิกที่ภาพเพื่อชมคลิป

 

 

ฟินทั้งงาน’อีจงซอก’จัดหนัก!! ร้อง-เล่น-เต้น-กอด แฟนมีตติ้งครั้งที่2ในไทย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/entertain/258262

วันจันทร์ ที่ 27 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2560, 20.23 น.

27 ก.พ.60 เสิร์ฟความสุขความฟินให้กับแฟนๆ ชาวไทยได้แบบเต็มอิ่มจุใจ สำหรับงานแฟนมีตติ้งของพระเอกหนุ่มสุดฮอต “อีจงซอก” (Lee Jong Suk) ที่บินมาพบปะแฟนๆ ชาวไทยเป็นครั้งที่ 2 ในงาน 2017 LEE JONG SUK FANMEETING “VARIETY” in BANGKOK  โดย ไอมี่ไทยแลนด์ (iME Thailand) ที่จัดขึ้นเมื่อวันเสาร์ที่ 25 ก.พ.ที่ผ่านมา ณ ธันเดอร์โดม เมืองทองธานี

โดยครั้งนี้ หนุ่มจงซอกจัดหนักจัดเต็มไม่แพ้ครั้งแรก ด้วยการโชว์เสียงร้องหวานๆ ให้ฟังถึง 3 เพลง พร้อมโชว์ท่าเต้นสุดน่ารักในเพลง ‘เทลมี’ (Tell me) ของวงวันเดอร์เกิร์ล ที่แฟนๆ ร่วมกันร้อง ต่อด้วยกิจกรรมถามตอบและอัพเดตผลงานล่าสุดให้ได้ติดตามชมกัน ก่อนที่จะเข้าสู่ช่วงไฮไลท์หนุ่มจงซอกได้ร่วมเล่นเกมกับแฟนคลับผู้โชคดี งานนี้เรียกเสียงกริ๊ดได้สนั่นลั่นฮอล เพราะหนุ่มจงซอกแจกกอดแบบถึงเนื้อถึงตัวให้กับแฟนๆ ผู้โชคดีทุกคนแถมมอบของขวัญติดไม้ติดมือกลับบ้านอีกด้วย และในช่วงสุดท้ายของงานแฟนๆ ได้ร่วมกันทำโปรเจคเซอร์ไพรส์พระเอกหนุ่ม ด้วยเอ็มวีสุดพิเศษและชูป้ายสนับสนุนหนุ่มอีจงซอก เรียกได้ว่าสร้างความประทับใจทั้งฮอลล์ เป็นการปิดฉากเอเชียทัวร์ไปอย่างสวยงาม

 

รายงานพิเศษ : พัฒนาหมอดินอาสาสู่‘SMART FARMER’ สร้างเครือข่ายเกษตรกรคุณภาพระดับชุมชน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/256366

วันอังคาร ที่ 14 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2560, 06.00 น.

||

ภาคการเกษตรของประเทศไทยมีบทบาทสำคัญต่อการพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศ แต่ปัจจุบันภาคการเกษตรของไทยต้องเผชิญปัญหาและความท้าทายนานัปการ เช่น การขาดความรู้ของเกษตรกร ผลผลิตล้นตลาด ต้นทุนการผลิตสูง การขาดแคลนน้ำสลับกับปัญหาอุทกภัย ปัญหาทรัพยากรธรรมชาติเสื่อมโทรม เนื่องจากการใช้สารเคมีในภาคเกษตร และการเติบโตของเมือง ปัญหาการแทรกแซงราคาสินค้าเกษตร และความท้าทายจากภายนอก เช่น การเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศ การกีดกันทางการค้าที่รุนแรงขึ้น การเปิดเสรีการค้าสินค้าเกษตร และความเปลี่ยนแปลงของตลาดโลก ปัจจัยต่างๆ ข้างต้นส่งผลกระทบต่อความสามารถในการแข่งขัน ความยากจนของเกษตรกรรายย่อย และนำไปสู่ปัญหาความเหลื่อมล้ำด้านรายได้ในที่สุด

ดังนั้น กระทรวงเกษตรและสหกรณ์จึงมีนโยบายปฏิรูปการเกษตรของประเทศไทย (ปี 2556-2561) เพื่อขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ประเทศ ซึ่งการพัฒนาเกษตรกรเป็นอีกหนึ่งในความสำคัญที่ทุกหน่วยงานในสังกัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ จะต้องร่วมดำเนินการให้บรรลุวัตถุประสงค์ของการขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ในด้านการพัฒนา ทั้งประโยชน์ในการบริหารจัดการด้านการเกษตรและประโยชน์เพื่อเกษตรกร ที่จะได้รับการพัฒนาที่เหมาะสมและสอดคล้องกับความต้องการ ซึ่งจะส่งผลให้เกษตรกรมีรายได้เพิ่มขึ้นและมีคุณภาพชีวิตที่ดีต่อไป เพื่อพาตัวเองก้าวสู่การเป็นเกษตรกรคุณภาพ หรือ Smart Farmer

นายสุรเดช เตียวตระกูล 

นายสุรเดช เตียวตระกูล อธิบดีกรมพัฒนาที่ดิน กล่าวว่า กรมพัฒนาที่ดินได้มีการดำเนินการ เพื่อยกระดับมาตรฐานของเกษตรกรไทย ให้มีคุณภาพชีวิตและมาตรฐานองค์ความรู้มาอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้เกษตรกรทุกคนได้รับการพัฒนา เป็นเกษตรกรที่มีความพร้อมรับกับสถานการณ์ด้านการเกษตรที่มีการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว โดยมุ่งหวังให้เกษตรกรไทยมีความพร้อม มีความรู้ ความเชี่ยวชาญในการประกอบอาชีพการเกษตร โดยมีหมอดินอาสาซึ่งเป็นเกษตรกรเครือข่ายเป็นตัวแทนของกรมพัฒนาที่ดินในระดับหมู่บ้าน ตำบล อำเภอ และทำหน้าเป็นผู้ประสานงานด้านการพัฒนาที่ดิน ตลอดจนให้คำแนะนำแก่เกษตรกรในพื้นที่ ในการจัดการแก้ไขปัญหาความเสื่อมโทรมของดิน โดยหมอดินอาสาจะทำหน้าที่เป็นผู้ประสานงานระหว่างเกษตรกรในหมู่บ้านกับกรมพัฒนาที่ดิน รวมทั้งร่วมดำเนินกิจกรรมต่างๆ ของกรมพัฒนาที่ดิน หมอดินอาสา จึงถือเป็นผู้ที่ทำคุณประโยชน์ให้กับกรมพัฒนาที่ดินและเกษตรกรที่ประกอบอาชีพการเกษตรในชุมชน เป็นผู้ที่ช่วยเหลือ ให้คำแนะนำเรื่องการดูแลและปรับปรุงบำรุงดินให้กับชาวบ้านแทนเจ้าหน้าที่ของกรมพัฒนาที่ดิน การใช้เทคโนโลยีและผลิตภัณฑ์ของกรมพัฒนาที่ดิน และให้คำแนะนำแก่เกษตรกรอื่นๆ ในพื้นที่ใกล้เคียง ซึ่งปัจจุบันมีหมอดินอาสาครอบคลุมทั่วประเทศ 80,000 กว่าราย

“ในแต่ละปีกรมพัฒนาที่ดินจะจัดให้มีหลักสูตรการฝึกอบรมหมอดินอาสาขึ้น เพื่อพัฒนาให้มีความรู้ ความเข้าใจในการใช้แผนที่ข้อมูลกลุ่มชุดดิน หรือข้อมูลแผนที่ความเหมาะสมของดินกับพืชเศรษฐกิจ และสามารถอธิบายให้ผู้อื่นเข้าใจได้ ตลอดจนสามารถเป็นวิทยากรบรรยาย และสาธิตงานด้านการพัฒนาที่ดินประจำศูนย์เรียนรู้และจุดเรียนรู้ด้านการพัฒนาที่ดินได้ สร้างจิตสำนึก รวมทั้งปรับทัศนคติแนวคิดเศรษฐกิจพอเพียง เพื่อประยุกต์ใช้ในการพึ่งตนเองของเกษตรกร โดยหมอดินอาสาที่ผ่านการฝึกอบรม จะได้นำความรู้และประสบการณ์ที่ได้รับจากการฝึกอบรมไปประยุกต์ใช้กับงานที่รับผิดชอบ และสามารถทำหน้าที่เป็นตัวแทนของกรมพัฒนาที่ดิน ช่วยเจ้าหน้าที่ปฏิบัติงานในการให้คำแนะนำเกี่ยวกับการใช้ปุ๋ย การปรับปรุงบำรุงดิน การถ่ายทอดข่าวสารด้านการพัฒนาที่ดินและเทคโนโลยีใหม่ๆ ให้แก่เกษตรกรในพื้นที่ได้ต่อไป” อธิบดีกรมพัฒนาที่ดิน กล่าว

จะเห็นได้ว่า การขับเคลื่อนการพัฒนาเกษตรของประเทศไทยโดยการบูรณการร่วมกับภาคีเครือข่าย เพื่อนำไปสู่เป้าหมายการพัฒนาและส่งเสริมอาชีพด้านการเกษตร โดยยึดเกษตรกรเป็นศูนย์กลางของการพัฒนา บนหลักการการเรียนรู้ตลอดชีวิตการมีส่วนร่วมและการพึ่งพาตนเองได้อย่างยั่งยืน

เตือนเกษตรกรปลูก‘พริกชี้ฟ้า’ จับตาเพลี้ยอ่อน-ไรขาวระบาด

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/256362

วันอังคาร ที่ 14 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2560, 06.00 น.

กรมวิชาการเกษตร แจ้งเตือนเกษตรกรผู้ปลูกพริกชี้ฟ้าในภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนล่าง ให้เฝ้าระวังการระบาดของเพลี้ยอ่อน และไรขาว มักพบการเข้าทำลายในระยะที่ต้นพริกแตกใบอ่อน สำหรับเพลี้ยอ่อน ให้เกษตรกรใช้วิธีเขตกรรมกำจัดวัชพืชในแปลงไปเผาทำลายนอกแปลงปลูก หากพบเพลี้ยอ่อนมีความหนาแน่น 10-20% ของใบทั้งต้นจากจำนวน 10% ของต้นทั้งหมด ให้พ่นด้วยสารฆ่าแมลง อิมิดาโคลพริด 10% เอสแอล อัตรา 10 มิลลิลิตรต่อน้ำ 20 ลิตร หรือสารไดโนทีฟูแรน 10% ดับเบิ้ลยูพี
อัตรา 10 กรัมต่อน้ำ 20 ลิตร หรือสารฟิโพรนิล 5% เอสซี อัตรา 20 มิลลิลิตรต่อน้ำ 20 ลิตร หรือสารอีโทเฟนพร็อกซ์ 20% อีซี อัตรา 30 มิลลิลิตรต่อน้ำ 20 ลิตร หรือสารคาร์โบซัลแฟน 20% อีซี อัตรา 40 มิลลิลิตรต่อน้ำ 20 ลิตร และควรพ่นสารอย่างใดอย่างหนึ่ง

ส่วนไรขาว มักพบตัวอ่อนและตัวเต็มวัยดูดกินน้ำเลี้ยงจากใบอ่อน ยอด และดอก ทำให้ใบและยอดหงิกงอ ขอบใบม้วนงอลงด้านล่าง ใบมีลักษณะเรียวแหลม ก้านใบยาว เปราะหักง่าย หากระบาดรุนแรง ต้นพริกจะแคระแกร็น ไม่เจริญเติบโต มักพบระบาดในช่วงฤดูฝนที่มีอากาศชื้น เกษตรกรควรสุ่มสำรวจต้นพริกทุกสัปดาห์ หากพบให้ใช้สารฆ่าแมลง-ไรที่มีประสิทธิภาพ อาทิ สารอะมิทราซ 20% อีซี อัตรา 40 มิลลิลิตรต่อน้ำ 20 ลิตร หรือสารไพริดาเบน 20% ดับเบิ้ลยูพี อัตรา 10 กรัมต่อน้ำ 20 ลิตร หรือสารอีมาเมกตินเบนโซเอต 1.92% อีซี อัตรา 10 มิลลิลิตรต่อน้ำ 20 ลิตร หรือสารสไปโรมีซิเฟน 24% เอสซี อัตรา 8 มิลลิลิตรต่อน้ำ 20 ลิตร หรือสารกำมะถัน 80% ดับเบิ้ลยูพี อัตรา 60-80 กรัมต่อน้ำ 20 ลิตร โดยสามารถพ่นซ้ำได้ตามการระบาด

กองทุน‘เอฟทีเอ’หนุนงบฯ25ล้าน อุ้มเลี้ยงโคเนื้อเขตปฏิรูปศิลาทอง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/256273

วันจันทร์ ที่ 13 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2560, 06.00 น.

นางจันทร์ธิดา มีเดช รองเลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) เปิดเผยว่า กองทุนปรับโครงสร้างการผลิตภาคเกษตรเพื่อเพิ่มขีดความสามารถการแข่งขันของประเทศ (กองทุน FTA) ได้อนุมัติงบประมาณ 25 ล้านบาท ให้สหกรณ์ผู้เลี้ยงโคขุนในเขตปฏิรูปที่ดินปางศิลาทอง จำกัด ดำเนินโครงการเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตโคเนื้อเพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน โดยจัดอบรมและยกระดับการเลี้ยงสู่มาตรฐาน ระยะเวลาโครงการพฤศจิกายน 2559-พฤศจิกายน 2565

สำหรับการจัดอบรมให้เกษตรกร ได้รับความร่วมมือจากสมาคมโคเนื้อพันธุ์กำแพงแสน มาให้ความรู้ทั้งภาคทฤษฎีและภาคปฏิบัติ โดยได้จัดอบรมจำนวน 3 รุ่น มีผู้ผ่านการอบรมรวม 116 คน ขณะที่ภายหลังการฝึกอบรม กองทุน FTA ได้สนับสนุนเงินยืมปลอดดอกเบี้ยให้กับเกษตรกรในการจัดหาโคสาว รายละ 5 ตัว จำนวน 50 ราย รวม 250 ตัว เพื่อเร่งผลิตโคแม่พันธุ์ และยังได้มีการจัดหาโคเพศผู้ น้ำหนัก 200-250 กิโลกรัม เพื่อเลี้ยงเป็นโคขุน รายละ 8 ตัว จำนวน 50 ราย รวม 400 ตัว นอกจากนี้ สหกรณ์ฯ ยังสนับสนุนการปรับปรุงโรงเรือนของเกษตรกรให้ได้มาตรฐาน ตลอดจนส่งเสริมให้สมาชิกปลูกหญ้าเนเปียร์ เพื่อเป็นพืชอาหารสำหรับเลี้ยงโคในพื้นที่รายละ 1 ไร่ ซึ่งจะสามารถช่วยลดต้นทุนการผลิตลง อีกทั้งในระหว่างดำเนินโครงการ เจ้าหน้าที่จากกรมปศุสัตว์จะคอยติดตามและให้คำแนะนำอย่างต่อเนื่องอีกด้วย

ทั้งนี้ เกษตรกรผู้ผลิตสินค้าเกษตรอื่นๆ ที่ได้รับผลกระทบจากการเปิดเสรีทางการค้า หากประสงค์จะขอรับเงินช่วยเหลือจากกองทุนฯ สามารถจัดทำเป็นโครงการโดยสอบถามเพิ่มเติมได้ที่ สศก. โทร. 0-2561-4727 โทรสาร 0-2561-4726 หรือ www2.oae.go.th/FTAหรือ E-mail : fta@oae.go.th

แจงสี่เบี้ย : พด.เผยระบบการรับรองแบบมีส่วนร่วมพี จี เอส กับลักษณะเฉพาะแต่ละท้องถิ่นที่ไม่มีสูตรสำเร็จ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/256274

วันจันทร์ ที่ 13 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2560, 06.00 น.

227832

พี จี เอส เป็นการจัดระบบการตรวจและรับรองเกษตรอินทรีย์ของสมาชิกกลุ่มเกษตรกรที่เป็นเครือข่าย สามารถรับรองผู้ผลิตได้น่าเชื่อถือไม่ยิ่งหย่อนไปกว่าหน่วยตรวจรับรองภายนอก โดยระบบ พี จี เอส ถูกออกแบบให้เหมาะสมกับท้องถิ่น เปิดโอกาสให้ผู้มีส่วนได้เสีย ได้แก่ ผู้ผลิต ผู้ประกอบการ นักพัฒนา นักวิชาการ และผู้บริโภค มีส่วนร่วมโดยอาศัยกระบวนการทางสังคม บนพื้นฐานความซื่อสัตย์ โปร่งใส สามารถพัฒนาปรับปรุงเปลี่ยนแปลงได้ตลอดเวลา โดยให้มีเอกสารหรือให้เกษตรกรกรอกแบบฟอร์มน้อยที่สุด และร่วมกำหนดกฎเกณฑ์ที่สำคัญ ได้แก่

กำหนดข้อกำหนดเกษตรอินทรีย์ของกลุ่ม จากหลักปรัชญาเกษตรอินทรีย์สากล โดยประยุกต์และอ้างอิงจากมาตรฐานเกษตรอินทรีย์ที่ยอมรับของประเทศ เช่น มกษ.9000 โดยพิจารณาให้เหมาะสมกับลักษณะการผลิตเกษตรอินทรีย์ของกลุ่ม สภาพเศรษฐกิจ สังคม และทรัพยากรในท้องถิ่น

กำหนดวิธีการในการควบคุมตรวจสอบผู้ผลิตให้ปฏิบัติตามกฎเกณฑ์ที่กำหนด ให้สอดคล้องกับสภาพการผลิต ขนาดฟาร์ม และเศรษฐกิจ สังคมของแต่ละท้องถิ่น

กำหนดขั้นตอนกระบวนการให้การรับรอง โดยฝึกปฏิบัติการตรวจฟาร์มให้กับเกษตรกร และในขั้นตอนการตรวจเยี่ยมแปลง อนุญาตให้สมาชิกกลุ่ม ผู้บริโภค ผู้ประกอบการร่วมตรวจและให้คำแนะนำกันได้ ขณะที่การรับรองต้องผ่านที่ประชุมกลุ่มเห็นชอบ และเกษตรกรต้องร่วมกระบวนการกลุ่มตลอดเพื่อพัฒนาจนได้รับการรับรอง

พี จี เอส เป็นกระบวนการที่ไม่มีสูตรสำเร็จ มีความเฉพาะของแต่ละท้องถิ่น ตามทรัพยากรสิ่งแวดล้อมในชุมชน ซึ่งเหมาะสมกับการทำฟาร์มขนาดเล็ก ขายตรง มีการพบปะแลกเปลี่ยนกันเป็นประจำระหว่างผู้ผลิตและผู้บริโภค หรือผู้ประกอบการ ผู้ผลิต พี จี เอส ทุกคนเป็นผู้ปฏิบัติจริงจากจิตวิญญาณ มากกว่าเป็นผู้ผลิตที่ต้องพิสูจน์ให้ผู้ตรวจของหน่วยตรวจรับรองบุคคลที่ 3

เกษตรบูรณาการ : ปากว่าตาขยิบตูดขมิบตามกันไป

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/256275

วันจันทร์ ที่ 13 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2560, 06.00 น.

|251598|

เกษตรบูรณาการสัปดาห์นี้ ต้องบอกว่าเข้มข้นและประกาศศักดาที่ชัดเจนกับการแสดงความกล้าของท่านอธิบดีกรมวิชาการเกษตร “สุวิทย์ ชัยเกียรติยศ” ที่หารกล้า “ปลดฟ้าผ่า” ลงนามคำสั่งย้าย “นายธรรมนูญ แก้วคงคา” ผอ.กลุ่มวัตถุอันตราย สำนักควบคุมพืชและวัสดุการเกษตร ที่ดูแลเรื่องการเร่งการอนุญาตขึ้นทะเบียนสารเคมีวัตถุอันตรายทางการเกษตรที่ล่าช้า ไปนั่งตบยุง และมอบหมายให้ นายศรัญ วัฒนธาดา ผู้เชี่ยวชาญด้านการควบคุมพืชและวัสดุทางการเกษตร ขึ้นแทน แว่วว่างานนี้เป็นการล้างบางพวกขัดคอ หมูจะหามดันเอาคานเข้ามาสอด ไม่ทำตามเป้า เพราะแว่วว่า หลังจากที่ “สุวิทย์” มานั่งตำแหน่งอธิบดี ก็มีความพยายามจะเร่งดำเนินการขึ้นทะเบียนให้จบ ตามคำขอของกลุ่มใครบางคนที่ยังค้างคา

ที่แน่ๆ งานนี้ต้องถือว่า เป็นการเดินเกมส์ประกาศศักดาชัดเจนว่า จะล้างบางคนสายเก่าที่คัดค้านการอนุญาต และก็ไม่ทราบว่าเหตุผลกลใดต้องเร่งขึ้นทะเบียนตามคำขออนุญาต เพราะแว่วกันว่ามีคำสั่งใครบางคน สั่งให้เร่งประชุมเพื่อเร่งอนุญาต ซึ่งนั่นหมายถึงว่าคนที่รับผิดชอบเรื่องนี้ ต้องเร่งประชุม เพื่อให้เอกชนขึ้นทะเบียนให้จบ ทั้งหมดที่ค้างอยู่ 4,000 ชนิด ภายในปี 2560

แม้ว่าใครบางคน จะบอกว่าสื่อต้องทำความเข้าใจเรื่องการตลาด และอย่ามองอย่าง NGO ต้องรู้คำว่าส่วนแบ่งการตลาดและต้องเปิดให้มีการแข่งขัน นั่นก็ต้องบอกว่าเข้าใจ แต่อย่าลืมสิขอรับว่า ทุกประเทศ ที่เราส่งออกสินค้า เขาชัดเจนว่า มีหลักเกณฑ์ที่เขาห้ามนำเข้าสินค้าที่มีสารตกค้าง จากพืชผลทางการเกษตร ที่สำคัญคือเขาเข้มข้นในเรื่องการตรวจสอบ สินค้านำเข้าสักวันจะรู้สึก ซึ่งหากจะยังอ้างหลักการตลาด และไม่สนเรื่องสุขภาพของคนไทย ที่ต้องบริโภคสารพิษที่ตกค้างในพืชผัก ที่ใครบางคนกำลังเข็นให้เอกชนได้ใบอนุญาตขายสารเคมีให้จบ

และที่สำคัญ งานนี้หากยังเดินหน้า คงต้องเปลี่ยนจากปีมาตรฐานสินค้า มาเป็นปีแห่งการเร่งรัดนำเข้าสารพิษ เพื่อให้เกิดการแข่งขันให้เกษตรกรไทยได้นำสารพิษสารเคมี มาใช้ในการผลิตสินค้าเกษตร เพราะไอ้ที่ท่านทำ มันเป็นอย่างนั้นจริงๆ มันช่างขัดกับนโยบายรัฐที่จะลดการใช้สารเคมีหนุนนำแนวทางเศรษฐกิจพอเพียงปลูกพืชตามวิถีชาวบ้านดั้งเดิมลดการใช้สารเคมีให้น้อยที่สุด แต่ที่ทำต้องบอกว่า ปากว่าตาขยิบตูดขมิบตามกันไปจริงๆ

สุดท้ายต้องป้องปาก ตะโกนบอกให้โลกรู้จริงๆว่า ผิดหวังกับใครบางคน ที่มีข่าวว่าจะเข้ามาช่วยคนกระทรวงเกษตรฯดูเรื่องตลาด เพิ่งรู้จริงๆว่า เป็นตลาดสารเคมีวัตถุอันตรายทางการเกษตร ไม่น่าเชื่อว่าเรื่องนี้จะเป็นวาระเร่งด่วนที่กรมวิชาการเกษตรถือเป็นงานสำคัญทั้งที่มีเรื่องอื่นเยอะแยะให้ทำ และที่สำคัญ วันนี้สารเคมีที่อนุญาตไป มีการควบคุมตรวจสอบดีพอหรือยัง ว่าทำตามหลักเกณฑ์เงื่อนไขหรือไม่ และที่ลักลอบขาย แบบผิดกฎหมาย ท่านไปถามพวกท่านเองควบคุมดีพอหรือยัง

ราชดำเนิน

ไทย-แคนาดาขยายความร่วมมือวิชาการ ยกระดับสินค้าปลอดภัย-ต่อยอดการค้าระหว่างประเทศ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/256272

วันจันทร์ ที่ 13 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2560, 06.00 น.

พล.อ.ฉัตรชัย สาริกัลยะ รมว.เกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่า ได้หารือความร่วมมือด้านการเกษตรกับ นางโดนิกา พอตตี เอกอัครราชทูตแคนาดาประจำประเทศไทย โดยมุ่งยกระดับคุณภาพสินค้าเกษตรให้มีความปลอดภัยต่อผู้บริโภค ซึ่งจะทำให้การดำเนินความร่วมมือเป็นไปในทิศทางเดียวกัน อย่างไรก็ตาม เพื่อให้เกิดการขยายความร่วมมือด้านการเกษตรระหว่าง 2 ประเทศมากขึ้น จึงเห็นควรให้ขยายความร่วมมือด้านวิชาการระหว่างกันในสาขาอื่นๆ เพื่อแลกเปลี่ยนประสบการณ์และความรู้ในการเกษตร รวมทั้งช่วยอำนวยความสะดวกในการค้าสินค้าเกษตรระหว่างกันต่อไป

สำหรับประเด็นที่กระทรวงเกษตรและสหกรณ์นำมาหารือกับแคนาดามี 3 ประเด็นหลัก คือ 1.การขยายสินค้าเกษตรโดยการยกระดับความเท่าเทียมในการเป็นคู่ค้าระหว่าง 2 ประเทศ 2.กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้ประกาศให้ปี 2560 เป็นปีแห่งการยกระดับคุณภาพสินค้าเกษตร เช่น รูปแบบแปลงใหญ่ เพื่อให้สามารถผลิตสินค้าเกษตรได้มีคุณภาพ โดยใช้ต้นทุนที่ต่ำลง และ 3.กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ได้ให้ความสำคัญในความปลอดภัยของสินค้าปศุสัตว์ และประมง ซึ่งเป็นนโยบายสำคัญที่อยู่ในระหว่างการขับเคลื่อนของกระทรวงเกษตรฯ ซึ่งแคนาดายินดีจะสนับสนุนความร่วมมือทั้ง 3 ประเด็น นอกจากนี้ ยังมีความประสงค์ที่จะส่งออกเนื้อสุกรและเครื่องในสุกรมายังประเทศไทย ในกรณีที่แคนาดาสามารถพิสูจน์ได้ว่า เนื้อสุกรของแคนาดาปลอดสารเร่งเนื้อแดง ซึ่งกระทรวงเกษตรฯโดยกรมปศุสัตว์อยู่ระหว่างการปรับปรุงข้อกำหนดขั้นตอนการนำเข้าสินค้าสัตว์มีชีวิตและผลิตภัณฑ์สัตว์จากต่างประเทศเข้ามายังไทย

ขณะที่ด้านการค้าระหว่างไทยและแคนาดานั้น แคนาดาเป็นประเทศคู่ค้าสินค้าเกษตรอันดับที่ 19 ของไทย ในระหว่างปี 2556-2558 มีสัดส่วนการค้าสินค้าเกษตรร้อยละ 1.66 ของมูลค่าการค้าสินค้าเกษตรของไทยกับโลก (เฉลี่ยประมาณปีละ 23,555 ล้านบาท) ทั้งนี้ ฝ่ายไทยเป็นฝ่ายได้เปรียบดุลการค้ากับแคนาดามาโดยตลอด โดยสินค้าเกษตรส่งออกไปแคนาดาที่สำคัญ 5 อันดับแรก ได้แก่ 1.ปลาทูน่าปรุงแต่ง 2.ข้าว 3.กุ้งแช่เย็น แช่แข็ง 4.กุ้งปรุงแต่งไม่บรรจุกระป๋อง และ 5.เนื้อไก่ปรุงแต่ง ส่วนสินค้าเกษตรนำเข้าจากแคนาดาที่สำคัญ 5 อันดับแรก ได้แก่ 1.ข้าวสาลีและเมสลิน สำหรับบริโภค 2.ถั่วเหลืองใช้สำหรับบริโภค 3.กากน้ำมัน (ออยล์เค้ก) และกากแข็งอื่นๆ ที่ได้จากน้ำมันของเมล็ดเรปหรือโคลซา 4.กุ้งน้ำเย็นรมควัน และ 5.ปูแช่แข็ง

 

‘บิ๊กฉัตร’สั่งรับมือราคาสินค้าเกษตรตก เคาะแผนยุทธศาสาตร์รักษาเสถียรภาพ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/256189

วันเสาร์ ที่ 11 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2560, 17.12 น.

||

11 ก.พ. 60 พล.อ.ฉัตรชัย สาริกัลยะ รมว.เกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่า ล่าสุดสถานการณ์เพาะปลูกข้าวนาปรังรอบสอง เกินพื้นที่เป้าหมายไปแล้ว 2.8 ล้านไร่ ขณะนี้ปลูก 6.9 ล้านไร่ ซึ่งพื้นที่ปลูกเกินอยู่ลุ่มเจ้าพระยา 22 จังหวัด จากแผนข้าวครบวงจร ปี59/60 กำหนดพื้นที่ปลูก 4 ล้านไร่ จากพื้นที่ปลูกเดิม 9-10 ล้านไร่ ให้ปรับเปลี่ยนปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ 2 ล้านไร่ และพืชอื่น 5 แสนไร่ แต่ไม่เป็นไปตามเป้าหมายซึ่งคาดว่าปีนี้มีอาจเกินจากเป้า 27 ล้านตันข้าวเปลือก

“นายกรัฐมนตรี ได้ให้เร่งทำแผนยุทธศาตร์รักษาเสถียรภาพด้านราคาและรายได้เกษรตรกรมั่นคง ในพืชหลัก 5 ชนิด เช่น ข้าว ยาง มันสำประหลัง ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ ปาล์ม โดยมีปริมาณผลผลิตสินค้าเกษตร ที่สมดุลกับกลไกตลาดภายในประเทศและตลาดโลก ไม่เกิดปัญหาด้านราคา และไม่กระทบรายได้เกษตรกร จึงต้องร่วมมือกันหลายหน่วยงาน ซึ่งพล.อ.ประยุทธ์ ได้ให้กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และกระทรวงพาณิชย์ ไปหารือร่วมกันเพื่อเตรียมมาตรการแก้ไขปัญหาล่วงหน้าโดยนำเสนอแผนทั้งหมดให้นายกฯพิจารณาวันที่ 20มี.ค.นี้ ซึ่งนายกฯอยากให้เป็นมาตรการยั่งยืนเกษตรกรมีความมั่นคงในอาชีพ ไม่ใช่มาตามแก้ทุกฤดูกาล และถ้ามีมาตรการใดจำเป็นต้องใช้มาตร 44 ก็ให้หน่วยงานเสนอมา ซึ่งแผนยุทธศาตร์มีปัจจัยหลายเรื่องที่ต้องมีมาตรครบทุกด้านโดยเฉพาะปัญหาข้าวที่มีการผลิตเกิน การวางแผนหาตลาดส่งออกเพิ่มขึ้นรองรับปริมาณ มาตรการชะลอการขาย มีที่กักเก็บ มาตรการจูงใจเกษตรกร ซี่งภายในสิ้นเดือนนี้ มาตรการชัดเจนจะออกมาเสนอตนก่อนเสนอให้นายกฯ

ด้านพิเชษฐ์ วิริยะพาหะ รองอธิบดีกรมส่งเสริมสหกรณ์ กล่าวว่ารมว.เกษตรฯได้ให้โจทย์ แก้ไขปัญหาพืชเศรษฐกิจ 5 ชนิด โดยมอบให้กระทรวงเกษตรฯดูเรื่องข้าวโพดเลี้ยงสัตว์  ข้าว ยาง ส่วนกระทรวงพาณิชย์ เข้ามาดู ปาล์ม มันสำประหลัง หลังจากที่แผนข้าวครบวงจร ไม่เป็นตามแผน ควบคุมชาวนาไม่ได้ผลผลิตข้าวล้น และพืชหลักอื่นๆด้วย โดยรมว. เกษตร เห็นว่าปัญหานี้ต้องแก้ให้จบให้ไปรื้อทั้งหมด จะทำให้แก้เรื่องเสถียรภาพราคาได้ให้ยั่งยืน ไม่ใช่มาแก้ปีต่อปี

นายพิเชษฐ์ กล่าวว่ารมว.เกษตรฯอยากให้ทำแผนเป็นระบบแท้จริง เป้าหมายให้เกษตรกรมีรายได้มั่นคง ที่ผ่านเกิดปัญหาโทษกันโยนไปมาสองกระทรวง กระทรวงพาณิชย์ โทษกระทรวงเกษตรฯไม่คุมการผลิต หรือกลไกราคาต่ำเพราะมาจากราคาตลาดโลก เกษตรกรทำมากเกินไป ซึ่งเถียงกันมาตลอด ตอนนี้ท่านให้สองกระทรวง คุยให้จบและย้ำให้เอาความจริงมาพูดทั้งหมด โดยเสนอแผนขับเคลื่อนอย่างไร วันที่ 24 ก.พ. ของกระทรวงเกษตรฯและร่วมกระทรวงพาณิชย์ วันที่ 1 มี.ค. ให้กับรมว.เกษตรฯ

“สองกระทรวงมานั่งคุยกันว่าแผนกำหนดมาทิศทางเป็นอย่างไร รวมทั้งเอามาตรการเดิมกำหนดเรื่องลดพื้นที่ปลูก มาถูกทางหรือไม่ มาหารือด้วยติดขัดอะไรไปทำให้ครบ ส่วนกระทรวงพาณิชย์ ที่บอกราคาตลาดโลกคุมไม่ได้ ยาง ข้าว และพืชอื่น ต้องทำแผนมาให้รัฐว่าจะให้เกษตรกรมาปรับตัวอย่างไร มีสิ่งจูงใจ หรือใช้มาตรา44 มาแก้ถ้าติดข้อกฎหมายอะไรก็เสนอมา วิเคาระห์ปัญหาอย่างจริงจัง ข้าวล้นจริงหรือไม่ ไม่งั้นก็โทษกันไปมาทุกปี พ่อค้าก็รวย แต่เกษตรกรยังจนอยู่ต่อไป”นายพิเชษฐ์ กล่าว

รองอธิบดีกรมส่งเสริมสหกรณ์ กล่าวว่าสินค้าเกษตร มีการซื้อขายล่วงหน้าทุกตัว กระทรวงพาณิชย์ มีข้อมูลหมดมีการตกลงซื้อขายออร์เดอร์ล่วงหน้า ราคาตันละเท่าไหร่ตรงนี้ต้องเปิดเผยได้ก่อน เกษตรกรจะได้รู้ว่าทำไมพ่อค้าคนกลางมากดซื้ออีก ทั้งที่ราคาขยับให้ชาวบ้านได้ และรัฐบาลก็จ่ายเงินช่วยอุดหนุนราคาอีก ซึ่งเป็นปัญหาวนซ้ำทุกฤดูกาล หากได้รู้ราคาตลาดโลกเท่าไหร่ เกษตรกรจะได้มาปรับตัว เพิ่มประสิทธิภาพการผลิต ลดการต้นทุนได้อย่างเหมาะสม เกษตรกรอยู่ได้”นายพิเชษฐ์ กล่าวและว่าปัจจุบันนี้ เกษตรกรส่วนใหญ่มีการปรับตัวเองโดยรัฐเข้าไปดูแลส่งเสริมอย่างชาวนาจ.พิจิตร ได้เข้าโครงการเกษตรทษฎีใหม่ เคยทำนา30 ไร่ เป็นหนี้ทุกปี กู้เพิ่มจากธกส.ตลอด ตอนนี้เปลี่ยนที่นาทำเกษตรทษฎีใหม่ 5ไร่ ทำไม้ผล ฝรั่ง ปลูกไผ่ พืชสวนครัว เลี้ยงปลาในร่องสวน มีรายได้ทุกวันปลดหนี้ได้ตอนอายุ60 ปี ปรับชีวิตเขาคิดเองโดยไม่ต้องบังคับ

รายงานข่าวเปิดเผยว่ามีแนวโน้มที่รมว.ฉัตรชัย จะหารือกับรมว.ทรัพย์ฯเพื่อแก้ไขปัญหาข้าวโพดบุกรุกปลูกที่ป่าจนมีสภาพเป็นภูเขาหัวโล้น กว่า4 ล้านไร่ ให้ได้แบบเบ็ดเสร็จ โดยอาจใช้มาตร44 ห้ามผู้ประกอบการซื้อผลผลิตข้าวโพดปลูกบนภูเขาและพื้นที่ป่า รวมทั้งมาตรการให้มาให้ปลูกในพื้นที่ราบตอนล่างเพื่อหยุดยั้งการทำลายผืนป่า