ศึกล่าภาษีชินคอร์ป คสช.โยนเผือกร้อนพ้นตัว

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

16 มีนาคม 2560 เวลา 10:02 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/politic/485475

ศึกล่าภาษีชินคอร์ป คสช.โยนเผือกร้อนพ้นตัว

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

สถานการณ์ทางการเมืองเวลานี้กำลังกลับมาระอุอีกครั้ง ภายหลังคณะรัฐมนตรี (ครม.) สั่งการให้กรมสรรพากรประเมินเรียกเก็บภาษีจาก “ทักษิณ ชินวัตร” อดีตนายกรัฐมนตรี จากการขายหุ้นชินคอร์ปประมาณ 1.2 หมื่นล้านบาท

กรณีนี้เป็นผลสืบเนื่องมาจากการขายหุ้นชินคอร์ปของครอบครัวชินวัตรให้แก่บริษัท เทมาเสก โฮลดิงส์ ของสิงคโปร์ จำนวน 49.59% ของจำนวนหุ้นทั้งหมด มูลค่าหุ้นละ 49.25 บาท เป็นเงิน 7.32 หมื่นล้านบาท เมื่อปี 2549 ครั้งนั้นนำมาซึ่งความเคลือบแคลงสงสัยหลายประการ โดยเฉพาะประเด็นเกี่ยวกับการเสียภาษี

แต่สุดท้ายก็ลงเอยด้วยการได้คำตอบว่า “ขายหุ้นในตลาดหลักทรัพย์ไม่เสียภาษี”

อย่างไรก็ตาม การขายหุ้นที่เรียกว่า “บิ๊กล็อต” ซึ่งเกิดขึ้นไม่บ่อยครั้งในประเทศไทย ได้ก่อให้เกิดประเด็นต่อยอดในทางกฎหมายมากมาย เช่น จริงอยู่แม้การขายหุ้นในตลาดหลักทรัพย์จะไม่เสียภาษี แต่กระบวนการในการเปลี่ยนมือของผู้ถือครองหุ้นก่อนที่นำมาขายให้กับเทมาเสกนั้นชอบด้วยกฎหมายและเข้าลักษณะเป็นรายได้ที่ต้องนำมาคำนวณเป็นภาษีหรือไม่ เป็นต้น

คำถามดังกล่าวสังคมก็ยังคงไร้คำตอบเหมือนเดิม จนกระทั่งเกิดการรัฐประหารในปี 2549 เพื่อล้มรัฐบาลทักษิณ

คณะมนตรีความมั่นคงแห่งชาติ (คมช.) ผู้มีอำนาจสูงสุดในเวลานั้นดำเนินการตั้งคณะกรรมการตรวจสอบการกระทำที่ก่อให้เกิดความเสียหายแก่รัฐ (คตส.) เพื่อเข้ามาคลี่คลายและหาคำตอบให้ชัดเจนว่าการขายหุ้นบิ๊กล็อตดังกล่าวมีความไม่ชอบมาพากลอย่างไร

คตส.สรุปผลการตรวจสอบว่าหุ้นของชินคอร์ปที่ครอบครัวชินวัตรขายให้กับเทมาเส็กเป็นของ “ทักษิณ” อันเข้าข่ายเป็นความผิดฐานร่ำรวยผิดปกติและความผิดตาม พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) จึงนำมาสู่การอายัดทรัพย์ที่ได้จากขายหุ้นไว้เป็นการชั่วคราว เพื่อนำคดีขึ้นสู่ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง

ในปี 2553 ศาลฎีกาฯ และศาลภาษีวินิจฉัยเป็นที่สุดว่าหุ้นดังกล่าวเป็นของทักษิณ ดังนั้น การจัดเก็บภาษีเกี่ยวกับการขายหุ้นเฉพาะในส่วนก่อนที่จะนำมาขายในตลาดหลักทรัพย์ต้องไปเรียกเก็บกับทักษิณ ไม่สามารถเรียกกับ “พานทองแท้-พินทองทา” ได้

การดำเนินการจัดเก็บภาษีในกรณีดังกล่าว ต้องยอมรับว่ากลับไม่ปรากฏความเคลื่อนไหวกรมสรรพากรในฐานะหน่วยจัดเก็บภาษีแต่อย่างใด เพราะหลังจากปี 2553 เกิดการเปลี่ยนรัฐบาลจากพรรคประชาธิปัตย์มาเป็นพรรคเพื่อไทย จนคดีคาราคาซังมาถึงปัจจุบัน

ช่วงระยะเวลา 7 ปี นับตั้งแต่ปี 2553 ถึงปี 2560 ถือว่ามีความสำคัญอย่างมาก เพราะเวลาที่ล่วงเลยไปได้ทำให้คดีดังกล่าวกำลังจะสิ้นสุดอายุความในวันที่ 31 มี.ค.นี้ ส่งผลให้รัฐบาลต้องเข้ามาดำเนินการ
เป็นการด่วน

ต้องยอมรับว่าการยื่นมือเข้ามาสั่งการให้กรมสรรพากรไปจัดการจัดเก็บภาษีชินคอร์ป แฝงด้วยนัยทางการเมืองอยู่ไม่น้อย

กล่าวคือ ตั้งแต่สำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) ทำหนังสือมายังกรมสรรพากรจนเป็นเรื่องแดงออกมา ปรากฏว่ามีเสียงท้วงติงมายังคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) พอสมควร โดยเฉพาะการตั้งประเด็นชวนสงสัยว่าทำไมไม่เร่งดำเนินการตั้งแต่เข้ามาสู่อำนาจใหม่

แม้กรณีนี้จะไม่เป็นผลมาจาก คสช.โดยตรง เพราะมาจากปัญหาการทำงานของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง แต่เมื่อเรื่องมาแดงในยุค คสช.โดยบังเอิญ จึงทำให้ คสช.อยู่ในสภาพที่ต้องเอาคานมาหามไปโดยปริยาย

เมื่อวันที่ 14 มี.ค. พล.ท.สรรเสริญ แก้วกำเนิด โฆษกรัฐบาล แจกแจงแนวทางการดำเนินการไว้อย่างน่าสนใจว่า

“ครม.ให้แนวทางว่า เมื่อปี 2555 ศาลภาษีอากรกลางตัดสินไว้ว่า นายพานทองแท้ และ น.ส.พินทองทา ชินวัตร เป็นนอมินีของนายทักษิณ ไม่ใช่ตัวการสำคัญ ดังนั้นการออกหมายเรียกทั้งคู่ในตอนนั้นจึงเหมือนเป็นการออกหมายเรียกนายทักษิณแล้ว จึงให้เดินหน้าเรียกเก็บภาษีดังกล่าว ซึ่งเป็นรายละเอียดที่มีกฎหมายเล็กซ่อนอยู่ในกฎหมายใหญ่

เชื่อมั่นว่าภายในระยะเวลา 16 วันที่เหลือ นายทักษิณเขาคงไม่มาเสียภาษีอีก แต่ไม่เป็นไร ในเมื่อเขาไม่มา ถือว่าระยะเวลาได้หยุดลง ก่อนที่จะครบอายุความ 10 ปี ในวันที่ 31 มี.ค.นี้ จากนั้นจะดำเนินการฟ้องร้องต่อไป ข้อสรุปจะเป็นอย่างไรไปสู้กันใน 3 ศาล”

เมื่อพิจารณาจากท่าทีของรัฐบาลผ่านคำแถลงของ พล.ท.สรรเสริญ ถือว่าเป็นการเอาตัวรอดอย่างเห็นได้ชัด เพราะส่วนหนึ่งต้องยอมรับว่าคดีดังกล่าวมีประเด็นที่ยังไม่ได้รับความกระจ่างเท่าไหรนัก คือ อายุความในการดำเนินคดี

ที่ผ่านมากรมสรรพากรในฐานะหน่วยงานที่รับผิดชอบโดยตรงยืนยันมาตลอดว่าคดีหมดอายุความไปแล้วตั้งแต่ปี 2555 แต่เมื่อรัฐบาลยืนยันกลับไปว่าคดียังไม่หมดอายุความ เพราะอภินิหารของกฎหมาย ทำให้กรมสรรพากรต้องก้มหน้ารับคำสั่งของรัฐบาลอย่างไม่อาจหลีกเลี่ยงได้

แสดงให้เห็นว่าความเป็นเอกภาพในทางกฎหมายของรัฐบาลและกรมสรรพากรยังมีไม่มากนัก ซึ่งมองในมุมของรัฐบาลก็ไม่มีทางเลือก นอกจากต้องสั่งให้กรมสรรพากรไปหาช่องทางดำเนินการ

หากรัฐบาลปล่อยให้คดีหมดอายุความตามการตีความของกรมสรรพากร รัฐบาลอาจเสียรังวัดและถูกทำลายความชอบธรรม จึงเลือกที่จะรวบหัวรวบหางและนำคดีขึ้นสู่ศาล

ปล่อยให้ทุกอย่างไปจบที่กระบวนการยุติธรรม ซึ่งดีกว่าให้คดีนี้มาจบด้วยอายุความที่เป็นผลมาจากปัญหาประสิทธิภาพในการทำงานของหน่วยงานรัฐ

 

5 ปมร้อนเสี่ยงฉุดคสช.

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

15 มีนาคม 2560 เวลา 08:54 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/politic/485262

5 ปมร้อนเสี่ยงฉุดคสช.

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

ผ่านมา​กว่า 2 ปี 6 เดือน ​กับการบริหารราชการแผ่นดินภายใต้การนำของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา หัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) “​คะแนนนิยม” และ “ความเชื่อมั่น” มีแนวโน้มลดลงเรื่อยๆ หลังเผชิญมรสุมรุมเร้ารอบด้าน

จากผลสำรวจความคิดเห็นของ “นิด้าโพล” พบว่า คะแนน​ในหลายๆ ด้าน ทั้งความ​พอใจ อุดมการณ์ ​การกล้าตัดสินใจ ​ประสิทธิภาพ และ “ความโปร่งใส” ลดลงอย่างมีนัยสำคัญ

กลายเป็นโจทย์ใหญ่ที่ท้าทายการบริหารราชการแผ่นดินนับจากนี้ ยิ่งเมื่อต้องเผชิญหน้ากับ 5 เรื่องร้อนที่เป็นเสมือนระเบิดเวลาที่ถูกถอดสลักไม่รู้ว่าเมื่อไหร่จะปะทุขึ้นมาสร้างปัญหาซ้ำเติมการบริหารงานในช่วงโค้งสุดท้ายปลายโรดแมป คสช.

​เรื่องแรก​ การดำเนินการติดตามเรียกเก็บภาษีจากการขายหุ้นชิน คอร์ปอเรชั่น วงเงินกว่า 1.6 หมื่นล้านบาท ที่กำลังจะครบกำหนดเส้นตายในวันที่ 31 มี.ค.นี้ ท่ามกลางกระแสเรียกร้องให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเร่งเดินหน้าจัดการเก็บภาษีนำเงินเข้าคลังให้ได้ภายในกำหนดระยะเวลาที่เหลืออยู่ไม่กี่วัน

เรื่องนี้ถือเป็นเรื่องที่ละเอียดอ่อน​ ด้านหนึ่งการดำเนินการจัดกับภาษีในช่วงนี้ อาจถูกมองว่าเป็นการไปไล่บี้จ้องเล่นงาน ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี แต่หากไม่ดำเนินการก็จะเข้าข่ายละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ ซึ่งจะต้องติดตามดูว่าผลสุดท้ายจะออกมาอย่างไร

ล่าสุด พล.อ.ประยุทธ์ ระบุว่า กรมสรรพากรจะดำเนินการเรียกเก็บภาษีเองภายในวันที่ 31 มี.ค.นี้ ซึ่งทั้งหมดเป็นผลจากการประชุมร่วมกันของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง และเป็นไปตามข้อสังเกตของสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) ที่เสนอมา ถ้าไม่ทำอะไรเลยเดี๋ยวเป็นปัญหาเหมือนกับคดีอื่นๆ อีก ไม่ได้เป็นการรังแกใคร แต่ให้ดูคำพิพากษาศาลฎีกาฯ ที่ตัดสินแล้ว พบว่ามีการวางแผนแยบยลหลายทอด เดี๋ยวให้กรมสรรพากรดำเนินการต่อไป​

เรื่องที่สอง ​กรณีการตรวจค้นวัดพระธรรมกาย เพื่อติดตามตัว พระธัมมชโย มาดำเนินคดี ซึ่งหลังจบยกแรก ก็ยังไม่มีความคืบหน้า จากปฏิบัติการที่เจ้าหน้าที่ปักหลักตรึงพื้นที่อยู่หน้าวัดและเข้าไปตรวจค้นสองรอบ แต่ก็ยังคว้าน้ำเหลว แม้อีกด้านจะมองว่าเป็นเรื่องดีที่ยังไม่เกิดการกระทบกระทั่งระหว่างเจ้าหน้าที่และศิษยานุศิษย์ที่ออกมาปักหลักเป็นโล่มนุษย์อยู่ภายในพื้นที่

อย่างไรก็ตาม เรื่องนี้ยังเป็นบทพิสูจน์ความสามารถของเจ้าหน้าที่และพิสูจน์ความศักดิ์สิทธิ์ของกระบวนการยุติธรรมกับการบังคับใช้กฎหมายให้เป็นรูปธรรม ​ที่จะต้องระมัดระวังไม่ให้เกิดการกระทบกระทั่งและบานปลายไปสู่ความรุนแรง ซึ่งจะย้อนกลับมาทำลายความชอบธรรมของรัฐบาล คสช.

นับจากนี้ การติดตามตัวพระธัมมชโยยังเป็นโจทย์ที่ท้าทายความสามารถเจ้าหน้าที่ แต่หากยิ่งนานวันแล้วยังไม่สามารถนำตัวพระธัมมชโยมาดำเนินคดีได้ แรงกดดันย่อมเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ ​

เรื่องที่สาม ​การก่อสร้างโรงไฟฟ้าถ่านหิน จ.กระบี่ ​​ซึ่งมีเหตุให้ต้องหยุดชะงักไปชั่วคราว หลังเกิดกระแสต่อต้านอย่างรุนแรง และขยายวงกว้างมากขึ้นจนเกรงว่าจะบานปลายไปสู่ความรุนแรง ทำให้รัฐบาลต้องตัดสินใจพักเรื่องนี้หลังเดินหน้ามาอย่างต่อเนื่อง พร้อมสั่งให้ยกเลิกผลการวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อม (EIA) และผลการวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อมและสุขภาพ (EHIA) และกลับมาตั้งต้นเริ่มกระบวนการกันใหม่

แน่นอนว่าความพยายา​มก่อสร้างโรงไฟฟ้าถ่านหินยังคงไม่หมดไป เ​มื่อฝ่ายที่สนับสนุนยังหยิบยกเหตุผลเรื่องความมั่นคงด้านพลังงานในพื้นที่ภาคใต้มาอธิบาย ดังนั้นหลังการจัดทำผลการศึกษารอบใหม่สำเร็จ ย่อมต้องกลับมาเป็นประเด็นร้อนที่มีทั้งฝ่ายที่เห็นด้วยและไม่เห็นด้วยกับการก่อสร้างจนยากจะหาข้อสรุปร่วมกัน

เรื่องที่สี่ การจัดซื้อ “เรือดำน้ำ” ที่มีความพยายามมายาวนานนับสิบปี ​และรอบนี้ดูจะมีความชัดเจนมากที่สุด เมื่อ ​พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.กลาโหม นำคณะตรวจเยี่ยมพื้นที่อู่ราชนาวีมหิดลอดุลยเดช ซึ่งเตรียมไว้สำหรับสร้างโรงซ่อมเรือดำน้ำจากจีน 3 ลำ วงเงิน 3.6 หมื่นล้านบาท ที่ผ่านความเห็นชอบจากสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.)

นี่จะเป็นแรงกดดันรอบใหม่ ในภาวะที่บ้านเมืองกำลังประสบปัญหาการเงินการคลัง การใช้งบประมาณหลายหมื่นล้านไปกับยุทโธปกรณ์ที่ยังไม่มีความชัดเจนว่าคุ้มค่ามากน้อย หรือจำเป็นแค่ไหนในสถานการณ์เช่นนี้

เรื่องสุดท้าย ที่ถือเป็นเรื่องใหญ่มีผลกระทบในแทบทุกมิติ คือ เรื่องเศรษฐกิจที่เวลานี้ยังเป็นโจทย์ที่รัฐบาล คสช.ยังแก้ไม่ตก แม้จะอัดฉีดเงินเข้าระบบด้วยนโยบาย ลด แหลก แจก แถม จนถูกค่อนขอดว่าก้ำกึ่งเข้าข่ายประชานิยม​ หรือเดินตามแนวของรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งในอดีต

ปัญหาอยู่ที่หลายนโยบาย หลายมาตรการที่ออกมาอย่างต่อเนื่อง ยังกระตุ้นเศรษฐกิจไม่ได้อย่างที่หวัง วนกลับมาที่ปัญหารายได้ไม่เป็นไปตามเป้า จนต้องออกมาโยนหินเรื่องการเพิ่มภาษีมูลค่าเพิ่ม ที่ถูกถล่มจนเสียหลักและพานกระทบไปถึงการจัดซื้อเรือดำน้ำที่ออกมาในช่วงนี้

ปัจจัยทั้งหลายเหล่านี้ จึงเป็นชนวนร้อนที่รัฐบาล คสช.จะต้องเผชิญ อยู่ที่ว่าจะจัดการกับเรื่องนี้​อย่างไร

 

 

ออกหมายจับ วีระ ได้ไม่คุ้มเสีย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

14 มีนาคม 2560 เวลา 09:05 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/politic/485054

ออกหมายจับ วีระ ได้ไม่คุ้มเสีย

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

กลายเป็นประเด็นร้อนขึ้นมาทันทีเมื่อศาลออกหมายจับ วีระ สมความคิด ประธานกลุ่มพิทักษ์สิทธิเสรีภาพของประชาชน และเลขาธิการเครือข่ายประชาชนต้านคอร์รัปชัน (คปต.) ในข้อหา นำเข้าข้อมูลสู่ระบบคอมพิวเตอร์ซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์ปลอม ไม่ว่าทั้งหมดหรือบางส่วน หรือข้อมูลคอมพิวเตอร์อันเป็นเท็จ โดยประการที่น่าจะเกิดความเสียหายแก่ผู้อื่นหรือประชาชน ตาม พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ พ.ศ. 2550

จากกรณีที่เผยแพร่ผลสำรวจความคิดเห็นของประชาชนลงในเฟซบุ๊ก วีระ สมความคิด ในทำนองประชาชนส่วนใหญ่ไม่เชื่อมั่นต่อรัฐบาล และ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี

ปัญหาอยู่ตรงที่ทางฝ่ายเจ้าหน้าที่รัฐมองว่าเป็นการสร้างความสับสน จนเกิดความเสียหายต่อรัฐบาลและนายกรัฐมนตรีได้ เนื่องจากการจัดทำโพลดังกล่าวนั้นก็เป็นเพียงการจัดทำความเห็นกับกลุ่มคนเพียงกลุ่มเดียว ผลจึงอาจไม่ตรงกับความเป็นจริง

ทำให้ ทางพนักงานสอบสวน กองกำกับการ 3 กองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับอาชญากรรมทางเทคโนโลยี (บก.ปอท.) ​รวบรวมพยานหลักฐานก่อนขอศาลออกหมายจับในที่สุด

สถานการณ์ส่อเค้าบานปลาย กลายเป็นประเด็นใหญ่โตขึ้นเรื่อยๆ เมื่อวีระโพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก Veera Somkwamkid

“ประกาศผ่านสาธารณะ ตำรวจไม่ต้องมาตามจับผมให้เสียเวลา ผมจะไปพบพนักงานสอบสวน บก.ปอท. ในวันพุธที่ 15 มี.ค. 2560 เวลา 13.00 น. คดีนี้แปลกนะ ตำรวจ ปอท.ควรมีหมายเรียกมายังผมก่อนนะ ถ้ามีหมายเรียกมา ผมพร้อมเข้ามอบตัวสู้คดี บอกตรงๆ อยากสู้คดีนี้มาก แต่ที่กลัวคือ กลัวจะยังไม่ทันได้สู้คดี ถ้ามีการมาควบคุมตัวในวันนี้ กลัวมีการใช้อำนาจพิเศษเอาไปขังไว้ก่อน 7 วัน ชัดเจนนะ คนอย่างวีระ สมความคิด ไม่เคยหนีคดี พร้อมสู้คดีเต็มที่ แต่ไม่พร้อมให้ใครมาจับเอาไปฆ่า พนักงานสอบสวนก็เตรียมตอบคำถามผมไว้ให้ดีด้วยนะ ทำไมคดีนี้ไม่มีการออกหมายเรียกตามกฎหมายเสียก่อน มีทหารชื่ออะไรมาบังคับให้พนักงานสอบสวนรีบออกหมายจับ โดยอ้างว่าจะเป็นภัยต่อความมั่นคง”

สถานการณ์ที่เกิดขึ้นถูกวิพากษ์ว่าเป็นการตัดสินใจที่ผิดพลาดของภาครัฐกับการงัดไม้แข็งมาสกัดการเคลื่อนไหวของวีระ ซึ่งอาจสร้างแรงกระเพื่อมย้อนกลับมาเขย่าเสถียรภาพของรัฐบาล คสช.

ประการแรก การเคลื่อนไหวของวีระทั้งในบทบาทของประธานกลุ่มพิทักษ์สิทธิเสรีภาพของประชาชน และเลขาธิการ คปต. แม้จะเป็นหอกข้างแคร่ที่เสียดแทง รัฐบาล คสช. หลายต่อหลายเรื่อง แต่ก็ไม่มีอานุภาพเพียงพอจะ​มาบั่นทอนความเชื่อมั่นรัฐบาลอย่างรุนแรง หรือสามารถจุดกระแสขยายประเด็น

จะเห็นว่าที่ผ่านมา วีระเป็นตัวตั้งตัวตีเกาะติดเรื่องร้อนมาตั้งแต่ “ไมโครโฟนทองคำ” ที่นับเป็นเรื่องฉาวเรื่องแรกๆ ตั้งแต่เริ่มต้นรัฐบาลซึ่งยังหยิบยกมาขยายผลจนถึงปัจจุบัน ต่อด้วยเรื่อง“อุทยานราชภักดิ์” จากที่เคยเป็นคนยื่นเรื่องให้คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) เข้าไปตรวจสอบเรื่องนี้ตั้งแต่ต้นก็ยังเกาะติดเรื่องนี้แบบกัดไม่ปล่อย

​เรื่อยมาจนถึงเรื่องสินบนข้ามชาติ ทั้ง โรลส์-รอยซ์ และ ปตท.ต่อเนื่องมาจนถึงกล้องซีซีทีวีรัฐสภา รวมไปถึงเรื่องการโดดล่มของสมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) และการรับเงินประจำตำแหน่ง ที่นำมาขยายผลในเฟซบุ๊กส่วนตัวซึ่งมีคนติดตามอยู่ไม่มาก

แม้แต่ผลโพลล่าสุดที่เป็นประเด็นสู่การออกหมายจับนั้น เดิมทีก็ไม่ใช่เรื่องใหญ่ที่คนสนใจหรือสื่อกระแสหลักหยิบยกไปนำเสนอข่าว แต่ต่อมากลับกลายเป็นประเด็นใหญ่ ภายหลังการออกหมายจับวีระ ซึ่งปลุกให้สังคมหันมาติดตามเรื่องผลโพลและเรื่องอื่นๆ ที่เผยแพร่ไปก่อนหน้านี้

ในมุมภาครัฐย่อมเห็นว่าการเคลื่อนไหวของวีระขณะนี้อาจกัดกร่อนความเชื่อมั่นของรัฐบาล คสช.ไปเรื่อยๆ หากปล่อยไว้ย่อมไม่เป็นผลดี และยังอาจเกิดการเลียนแบบจากกลุ่มอื่นๆ ให้ออกมาเคลื่อนไหวในช่วงหน้าสิ่วหน้าขวานที่รัฐบาล คสช.กำลังเผชิญกับแรงเสียดทานรอบด้าน

ก่อนหน้านี้จะเห็นรูปแบบการจัดการกลุ่มเคลื่อนไหวคัดค้านต่อต้านรัฐบาล คสช. ด้วยรูปแบบลักษณะเดียวกันนี้ คือการใช้อำนาจข้อกฎหมายเข้าไปดำเนินการเอาผิด ที่เป็นการประกาศเอาจริงกับการป้องปรามแล้ว และยังเป็นการส่งสัญญาณ “เชือดไก่” ไปถึงกลุ่มอื่นๆ ไม่ให้ออกมาเคลื่อนไหวสร้างปัญหาอีกทางหนึ่งด้วย

คล้ายกับกลุ่มอื่นๆ ก่อนหน้านี้ไม่ว่าจะเป็นกลุ่มเสื้อแดงหรือกลุ่มขั้วอำนาจเก่าที่เคยเรียงหน้าออกมาถล่มรัฐบาล ก่อนจะถูกไล่จัดการจนค่อยๆ สงบปากสงบคำไปในที่สุด

แน่นอนว่าการใช้แต่ไม้แข็งย่อมไม่ใช่ผลดี ยิ่งถ้าใช้อย่างต่อเนื่องและพร่ำเพรื่อ เพราะนอกจากจะเกิดการดื้อดึงและขัดขืนการใช้อำนาจแล้ว อีกด้านยังสะสมบ่มเพาะแรงเสียดทานให้มีแนวร่วมเพิ่มมากขึ้น

การเลือกใช้ไม้แข็งสกัดกลุ่มคนที่ออกมาวิพากษ์วิจารณ์ รัฐบาลจึงอาจไม่ใช่ทางออกที่ดีในยุคนี้ แม้วีระ​ซึ่งไม่มีแนวร่วมมากมาย แต่ด้วยสถานะ​เป็นประธานกลุ่มพิทักษ์สิทธิเสรีภาพของประชาชน และเลขาธิการ คปต. ​หากตกเป็นฝ่ายถูกกระทำย่อมเป็นชนวนปลุกให้หลายฝ่ายออกมาเคลื่อนไหวสนับสนุน

นี่จึงอาจเป็นการกระทำของรัฐบาลที่ได้ไม่คุ้มเสีย​ในระยะยาว

 

ศึกรอบด้าน “เพื่อไทย” อาการน่าเป็นห่วง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

13 มีนาคม 2560 เวลา 09:52 น….. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/politic/484880

ศึกรอบด้าน "เพื่อไทย" อาการน่าเป็นห่วง

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

เวลานี้การเมืองไทยกำลังขับเคลื่อนไปในหลายๆ เรื่องพร้อมกัน ทั้งในเรื่องการสร้างความปรองดองการปฏิรูปประเทศ การจัดทำยุทธศาสตร์ชาติ รวมไปถึงการปราบปรามการทุจริต

ลองไล่เรียงมาทีละเรื่องจะพบว่าล้วนมีนัยทางการเมืองแทบทั้งสิ้น

การสร้างความปรองดองกำลังเดินหน้าไปได้ด้วยดี ซึ่งส่วนหนึ่งมาจากพรรคการเมืองใหญ่ได้ทยอยแลกเปลี่ยนความคิดเห็นเป็นไปได้ด้วยดี โดยเฉพาะอย่างยิ่งภาพที่แกนนำระดับสูงของแต่ละพรรคเข้ามาร่วมนั้นเป็นการแสดงให้เห็นว่าพรรคการเมืองพร้อมให้ความร่วมมือกับแนวทางการสร้างความปรองดองของคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.)

ด้านการปฏิรูปประเทศและยุทธศาสตร์ชาติ ก็เป็นอีกเรื่องที่มีการเคลื่อนไหวที่น่าสนใจ ภายหลัง พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้า คสช. แต่งตั้งผู้ทรงคุณวุฒิที่มีชื่อเสียงและเป็นที่ยอมรับของสังคมเข้ามาเป็นที่ปรึกษา ถึงจะมีหน้าที่เป็นแค่ที่ปรึกษา แต่ด้วยชื่อเสียงของผู้ทรงคุณวุฒิเหล่านั้น จะเป็นกำลังสำคัญให้เกิดไอเดียใหม่ๆ ในการสร้างกลไกเพื่อการปฏิรูปประเทศและการออกแบบยุทธศาสตร์ชาติ

นอกเหนือไปจากสามเรื่องข้างต้นแล้ว การปราบปรามการทุจริต นับว่าในทุกๆ ก้าวของเรื่องนี้ล้วนมีนัยทางการเมืองแทบทั้งสิ้น โดยเฉพาะกับคดีล่าสุดที่คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) เพิ่งมีมติตั้งคณะอนุกรรมการไต่สวนคดีจัดซื้อเครื่องบินและเครื่องยนต์โรลส์-รอยซ์ ของบริษัท การบินไทย

เมื่อวันที่ 9 มี.ค.ที่ผ่านมา “สรรเสริญ พลเจียก” เลขาธิการ ป.ป.ช. ระบุว่า “จากการแสวงหาข้อเท็จจริงพบว่ามีการจัดซื้อเครื่องยนต์ใน 3 ระยะ ระหว่างปี 2534-2548 โดยระยะที่ 3 คือ ปี 2547-2548 มีการดำเนินการเสนอราคาส่อเอื้อประโยชน์ช่วยเหลือบริษัท โรลส์-รอยซ์ ให้ได้รับประโยชน์ในการทำสัญญาขายเครื่องยนต์ให้กับบริษัท การบินไทย โดยได้มอบให้คณะกรรมการ ป.ป.ช.ทั้ง 9 คน เป็นองค์คณะไต่สวน”

สำหรับคดีทีแรกดูเหมือนจะไม่มีอะไร แต่เมื่อ ป.ป.ช.สืบค้นข้อมูลในเชิงลึกเกี่ยวกับการจัดซื้อในช่วงปี 2547-2548 พบว่ามีบิ๊กการเมืองฟากรัฐบาลในเวลานั้น คือ พรรคไทยรักไทย เข้าไปมีเอี่ยวในเบื้องต้น

บิ๊กไทยรักไทยในเวลานั้นล้วนเป็นบิ๊กพรรคเพื่อไทยในเวลานี้ แน่นอนว่าย่อมสร้างความหนาวๆ ร้อนๆ กันถ้วนหน้า เพราะ ป.ป.ช.ไม่ได้สอบสวนแค่เรื่องความชอบด้วยกฎหมายในการจัดซื้อเท่านั้น แต่ ป.ป.ช.สาวในเชิงลึกเพื่อค้นหาข้อเท็จจริงเกี่ยวกับการจ่ายสินบนด้วย ซึ่งถือเป็นหัวใจสำคัญของคดีนี้ เพราะโทษสูงสุดทางอาญาของผู้รับสินบน คือ การประหารชีวิต ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 149

แม้คดีดังกล่าวจะใช้เวลาอีกพอสมควรในการไต่สวนและตัดสิน แต่เมื่อเข้าสู่กระบวนการยุติธรรม ย่อมทำให้คนที่มีชื่อปรากฏอยู่ในเอกสารของ ป.ป.ช.หนาวๆ ร้อนๆ กันถ้วนหน้า เหนืออื่นใดมีผลต่อการขับเคลื่อนทางการเมืองของพรรคเพื่อไทยด้วย

ต้องไม่ลืมว่าบรรดาบิ๊กๆ ของพรรคเพื่อไทยล้วนมีคดีเป็นเครื่องประดับกันหลายคน

อย่างในคดีโครงการรับจำนำข้าว ก็อยู่ในการพิจารณาของศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองในเวลานี้ อันจะเห็นได้จาก “ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร” อดีตนายกรัฐมนตรี และ “บุญทรง เตริยาภิรมย์” ทยอยเดินทางมาศาลเป็นงานประจำ

ไม่เพียงเท่านี้ “สมชาย วงศ์สวัสดิ์” อดีตนายกฯ เป็นอีกหนึ่งคนที่ต้องมาศาลฎีกาฯ เป็นเพื่อนกับยิ่งลักษณ์ เพียงแต่เป็นคนละคดีเท่านั้น เพราะคดีของอดีตนายกฯ สมชาย คือ การสลายการชุมนุมของกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย

หรือในปัจจุบันสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ก็กำลังพิจารณาคดีการถอดถอน “สุรพงษ์ โตวิจักษณ์ชัยกุล” อดีต รมว.ต่างประเทศ จากกรณีอนุมัติหนังสือ เดินทางให้กับ “ทักษิณ ชินวัตร” อดีตนายกฯ

ทั้งนี้ วิเคราะห์กันเฉพาะคดีถอดถอน ถ้าดูจากสถิติที่ผ่านมา หากเป็นคนของพรรคเพื่อไทยเดินเข้าสภาสู้คดีถอดถอน มักจะลงเอยด้วยความพ่ายแพ้เกือบทุกครั้งไป

ในภาพรวมจะเห็นได้ว่าพรรคเพื่อไทยกำลังเผชิญกับศึกรอบด้านพอสมควร คดีแต่ละคดีล้วนแทงเข้าไปที่คนสำคัญของพรรคแทบทั้งสิ้น จึงมีผลให้พรรคเพื่อไทยลดวิวาทะกับฝ่ายตรงข้ามลงไปพอสมควร

แม้แต่ละคดีจะยังไม่มีผลตัดสินออกมาเป็นที่สุด แต่ในระหว่างนี้ย่อมเป็นผลต่อการขยับตัวของพรรคเพื่อไทย ซึ่งอาจจะลามไปถึงการเตรียมตัวสำหรับการเลือกตั้งในอนาคตอันใกล้นี้ด้วย

เปิดกฎหมายลูกปปช. ผิดยึดทรัพย์ให้แผ่นดิน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

11 มีนาคม 2560 เวลา 10:28 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/politic/484669

เปิดกฎหมายลูกปปช. ผิดยึดทรัพย์ให้แผ่นดิน

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

เป็นประเด็นที่ต้องจับตาหลังจากที่คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ หรือ ป.ป.ช. ยื่นร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญ ว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ…. ต่อคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) เพื่อประกอบการพิจารณา

ร่างกฎหมายฉบับนี้มีเนื้อหาที่น่าสนใจ ดังนี้  หมวด 1 คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ ส่วนที่ 1 องค์ประกอบ คุณสมบัติ การสรรหา การดำรงตำแหน่งและการตรวจสอบ มาตรา 6 ให้มี
คณะกรรมการ ป.ป.ช. จำนวน 9 คน ซึ่งพระมหากษัตริย์ทรงแต่งตั้งตามคำแนะนำของวุฒิสภาจากผู้ซึ่งได้รับการสรรหาโดยคณะกรรมการสรรหา

โดยมีคุณสมบัติ อาทิ รับราชการหรือเคยรับราชการในตำแหน่งไม่ต่ำกว่าอธิบดีผู้พิพากษา อธิบดีศาลปกครองชั้นต้น ตุลาการพระธรรมนูญหัวหน้าศาลทหารกลาง หรืออธิบดีอัยการมาแล้ว หรือรับราชการ หรือเคยรับราชการในตำแหน่งไม่ต่ำกว่าอธิบดีหรือหัวหน้า ส่วนราชการที่เทียบเท่ามาแล้วไม่น้อยกว่า 5 ปี

ส่วนมาตรา 8 กรรมการ ป.ป.ช. ต้องไม่มีลักษณะต้องห้าม อาทิ เป็นหรือเคยเป็นตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ หรือผู้ดำรงตำแหน่งในองค์กรอิสระใด ต้องคำพิพากษาให้จำคุกและถูกคุมขังอยู่โดยหมายของศาล เคยได้รับโทษจำคุกโดยได้พ้นโทษมายังไม่ถึง 10 ปี นับถึงวันที่ได้รับการเสนอชื่อหรือวันสมัครเข้ารับการสรรหา แล้วแต่กรณี เว้นแต่ในความผิดอันได้กระทำโดยประมาทหรือความผิดลหุโทษ

มาตรา 10 ผู้ได้รับการคัดเลือกหรือสรรหาเพื่อแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งกรรมการ ป.ป.ช. ต้องได้รับความเห็นชอบจากวุฒิสภาด้วยคะแนนเสียงไม่น้อยกว่ากึ่งหนึ่งของจำนวนสมาชิกทั้งหมดเท่าที่มีอยู่ของวุฒิสภา

นอกจากนี้ มาตรา 15 ให้กรรมการ ป.ป.ช. มีหน้าที่ยื่นบัญชีรายการทรัพย์สินและหนี้สินของตน คู่สมรส และบุตรที่ยังไม่บรรลุนิติภาวะ รวมทั้งทรัพย์สินที่มอบหมายให้อยู่ในความครอบครอง หรือดูแลของบุคคลอื่นไม่ว่าโดยทางตรงหรือทางอ้อมต่อประธานวุฒิสภาเมื่อรับเข้าตำแหน่งและพ้นจากตำแหน่ง โดยให้นำบทบัญญัติมาตรา 94-95-98-100 และ 199 มาใช้บังคับด้วยโดยอนุโลม

ส่วนที่ 2 หน้าที่และอำนาจ อาทิ มาตรา 19 คณะกรรมการ ป.ป.ช. มี หน้าที่ไต่สวนและมีความเห็นกรณีมีการกล่าวหาว่าผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ ผู้ดำรงตำแหน่งในองค์กรอิสระ หรือผู้ว่าการตรวจเงินแผ่นดิน ผู้ใดมีพฤติการณ์ร่ำรวยผิดปกติหรือทรัพย์สินเพิ่มขึ้นผิดปกติหรือทุจริตต่อหน้าที่ หรือจงใจปฏิบัติหน้าที่หรือใช้อำนาจขัดต่อบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญ

มาตรา 30 กรณีที่มีเหตุอันควรเชื่อได้ว่าเอกสารหรือข้อมูลข่าวสารอื่นใดที่ส่งทางไปรษณีย์ โทรเลข โทรศัพท์ โทรสาร คอมพิวเตอร์ เครื่องมือ หรืออุปกรณ์ในการสื่อสารสื่ออิเล็กทรอนิกส์ หรือสื่อทางเทคโนโลยีสารสนเทศใด ถูกใช้หรืออาจถูกใช้เพื่อประโยชน์ในการกระทำความผิดที่เป็นความผิดฐานร่ำรวยผิดปกติ

หรือทรัพย์สินเพิ่มขึ้นผิดปกติทุจริตต่อหน้าที่ พนักงานเจ้าหน้าที่ผู้ซึ่งได้รับอนุมัติจากคณะกรรมการ ป.ป.ช. เป็นหนังสือจะยื่นคำขอฝ่ายเดียวต่ออธิบดีผู้พิพากษาศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบ เพื่อมีคำสั่งอนุญาตให้พนักงานเจ้าหน้าที่ได้มาซึ่งข้อมูลข่าวสารดังกล่าวก็ได้

ส่วนที่ 4 การไต่สวนกรณีร่ำรวยผิดปกติ โดยมาตรา 76 การกล่าวหาว่าผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐ ผู้ใดร่ำรวยผิดปกติหรือทรัพย์สินเพิ่มขึ้นผิดปกติ ให้ผู้กล่าวหาดำเนินการกล่าวหาต่อคณะกรรมการ ป.ป.ช. ในขณะที่ผู้ถูกกล่าวหายังดำรงตำแหน่งทางการเมือง หรือเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐหรือพ้นจากตำแหน่งทางการเมืองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐไม่เกิน 5 ปี

“โดยจะต้องระบุพฤติการณ์อันแสดงให้เห็นได้ว่าผู้ถูกกล่าวหาร่ำรวยผิดปกติหรือทรัพย์สินเพิ่มขึ้นผิดปกติ หรือได้ทรัพย์สินมาโดยมิชอบ หรือพิจารณาจากรายได้ประกอบกับทรัพย์สินแล้ว ทำให้เห็นได้ว่าผู้ถูกกล่าวหาร่ำรวยผิดปกติหรือทรัพย์สินเพิ่มขึ้นผิดปกติ ที่จะต้องดำเนินการเพื่อร้องขอให้ทรัพย์สินตกเป็นของแผ่นดินตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญนี้”

ส่วนที่ 3 การดำเนินคดีร้องขอให้ทรัพย์สินตกเป็นของแผ่นดิน มาตรา 120 เมื่ออัยการสูงสุดได้รับสำนวนคดีร้องขอให้ทรัพย์สินตกเป็นของแผ่นดินตามมาตรา 106 (2) ไว้แล้วให้อัยการสูงสุดดำเนินการยื่นคำร้องต่อศาลที่มีเขตอำนาจพิจารณาพิพากษาคดี เพื่อขอให้ทรัพย์สินตกเป็นของแผ่นดินภายใน 90 วัน นับแต่วันที่ได้รับเรื่องจากคณะกรรมการ ป.ป.ช.

ทั้งนี้ ในคดีร้องขอให้ทรัพย์สินตกเป็นของแผ่นดิน ให้ผู้ถูกกล่าวหามีภาระการพิสูจน์ที่ต้องแสดงให้ศาลเห็นว่าทรัพย์สินดังกล่าวมิได้เกิดจากการร่ำรวยผิดปกติหรือทรัพย์สินเพิ่มขึ้นผิดปกติ การดำเนินคดีหรือการร้องขอให้ทรัพย์สินตกเป็นของแผ่นดิน ให้ได้รับการยกเว้นค่าธรรมเนียมศาล

 

เปิดข้อเสนอ 5 พรรคใหญ่ เส้นทางสู่ปรองดอง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

10 มีนาคม 2560 เวลา 09:41 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/politic/484455

เปิดข้อเสนอ 5 พรรคใหญ่ เส้นทางสู่ปรองดอง

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

กระบวนการรับฟังความคิดเห็นปรองดองจากพรรคการเมืองเริ่มต้นอย่างเป็นทางการ เมื่อวันที่ 14 ​ก.พ. ​โดยคณะอนุกรรมการรับฟังความคิดเห็นเพื่อสร้างความสามัคคีปรองดอง ซึ่งมี พล.อ.ชัยชาญ ช้างมงคล ปลัดกระทรวงกลาโหม เป็นประธานเป็นแม่งานในการรับฟังแนวทางสร้างความปรองดอง 10 ประเด็น ที่แต่ละพรรคส่งตัวแทนมาร่วมให้ความเห็น

​พิจารณารายละเอียดความคิดความเห็นของแต่ละพรรคจะพบว่ามีทั้งส่วนที่เหมือนและแตกต่างกัน

​เริ่มจาก พรรคเพื่อไทย ​นำทีมโดย พล.ต.ท.วิโรจน์ เปาอินทร์ รักษาการหัวหน้าพรรคเพื่อไทย คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ แสดงความคิดเห็นหลักการและแนวทางปรองดอง 6  ข้อ อาทิ 1.ปัจจัยที่จะทำให้การปรองดองเกิดความสำเร็จ คือ ความจริงใจของรัฐบาลและ คสช.มีความเป็นกลาง เป็นอิสระ โดยไม่ตกอยู่ภายใต้การชี้นำและสั่งการของฝ่ายใด​​

2.การปรองดองและการอยู่ร่วมกันอย่างสันติต้องอยู่ภายใต้สภาพแวดล้อมทางสังคมยอมรับในกระบวนการยุติธรรมที่จะนำไปสู่ความสมานฉันท์ คือการนำการให้อภัยไปสู่การปฏิบัติต่อไป  3.ต้องค้นหาสาเหตุของความขัดแย้ง  4.การกำหนดคู่ขัดแย้งต้องพิจารณาให้รอบด้าน 5.กระบวนการในการสร้างความปรองดองควรพิจารณาเป็นขั้นตอนดังนี้ พิจารณาและยอมรับในสาเหตุร่วมกัน เยียวยาผู้ได้รับผลกระทบให้เป็นไปตามหลักนิติธรรม โดยสถาปนาหลักนิติธรรมที่แท้จริงขึ้นในกฎหมายและบังคับใช้หลักนิติธรรมอย่างเคร่งครัด

ถัดมา พรรคประชาธิปัตย์​ อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์พร้อมแกนนำพรรค แนวทางปรองดอง ประกอบไปด้วย การเคารพสิทธิของกันและกัน เปิดโอกาสให้ทุกคนมีส่วนร่วม พร้อมทั้งใช้หลักนิติธรรมมาจำกัดการใช้อำนาจของนักการเมืองไม่ให้เกินขอบเขตจนนำไปสู่การเผชิญหน้าทางการเมือง

ทั้งนี้ ทุกอย่างต้องเดินหน้าไปตามกระบวนการยุติธรรมก่อน เพื่อสร้างบรรทัดฐานให้กับสังคม ส่วนกระบวนการลดหย่อนโทษหรืออภัยโทษควรพิจารณาภายหลัง แต่ในฐานความผิดเล็กน้อย เช่น ประชาชนทั่วไปที่มาชุมนุมผิดกฎหมายพิเศษ หรือความผิดเล็กน้อย อย่างการชุมนุมกีดขวางการจราจรก็ให้นิรโทษกรรมได้

ที่สำคัญไม่เห็นด้วยกับการลงนามข้อตกลง หรือ MOU เพราะหากลงนามไปแล้ว ไม่ปฏิบัติตามก็ไม่เกิดประโยชน์และไม่มีใครรับรองอนาคตได้ ไม่ใช่แค่เฉพาะเชิญนักการเมืองเข้ามาให้ข้อคิดเห็น แต่ควรดึงภาคประชาชนเข้ามามีส่วนร่วมด้วยเพื่อสร้างความเข้าใจ ที่จะทำอย่างไรให้สามารถอยู่ร่วมกันบนความคิดเห็นต่างได้ และไม่กลับไปสู่ปมความขัดแย้งอีก

สำหรับ ภูมิใจไทย อนุทิน ชาญวีรกูล หัวหน้าพรรคภูมิใจไทยพร้อมแกนนำ เดินทางมาให้ข้อคิดเห็นโดยเริ่มจากการปฏิรูปการเมือง เศรษฐกิจ สังคม และแก้ปัญหารากเหง้าของปัญหาทั้งหมด คือ ความยากจน ให้หมดไป เพราะจะช่วยลดปัญหาความเหลื่อมล้ำของคนจนกับคนรวยในสังคมไทยให้เกิดความเท่าเทียมกัน

ส่วนการสร้างความปรองดองให้เกิดขึ้นอย่างจริงจังโดยยึดแนวทางตามหลักสากลโลกที่เคยดำเนินการมา โดยเฉพาะ “หลักความยุติธรรมยุคเปลี่ยนผ่าน” อาทิ มีการพูดคุยทำความเข้าใจ เยียวยาผู้เสียหาย พิสูจน์ความจริง รวมทั้งคดีที่อยู่ในชั้นพนักงานสอบสวนและชั้นอัยการก็อาจจะสั่งไม่ฟ้องหรือสั่งถอนฟ้องในคดีที่อยู่ในศาลแล้ว โดยไม่มีการพูดถึงเรื่องการออกกฎหมายนิรโทษกรรมแต่อย่างใด

พรรคชาติพัฒนา ​มีข้อเสนอต่อนักการเมืองและพรรคการเมืองให้ร่วมหารือและทำข้อตกลงร่วมกันภายหลังที่พรรคการเมืองสามารถดำเนินกิจกรรมทางการเมืองได้ ต่อการอยู่ร่วมกัน ไม่สร้างความขัดแย้ง และร่วมมือเพื่อสร้างประโยชน์ให้กับประเทศและประชาชนบนข้อตกลงร่วมกัน 7 ประเด็น คือ

1.ร่วมลงสมัครรับเลือกตั้ง ไม่บอยคอต 2.ปฏิบัติตามกฎหมายเลือกตั้งและระเบียบของ กกต. อย่างเคร่งครัด 3.ร่วมคัดเลือกคนดีมีความรู้ความสามารถ และทำนโยบายที่เป็นประโยชน์ต่อการแข่งขันเลือกตั้ง 4.ยอมรับและเคารพการตัดสินใจของประชาชนต่อการลงคะแนนเลือกตั้ง

5.ภายหลังจัดตั้งรัฐบาล ไม่ว่าพรรคใดจะเป็นรัฐบาลหรือพรรคฝ่ายค้าน ต้องทำงานตามบทบาทของตนเองอย่างสร้างสรรค์ 6.พรรคการเมืองต้องร่วมมือแก้ปัญหาขัดแย้งและไม่ทำการเมืองเข้าสู่ทางตัน 7.กรณีเกิดความขัดแย้งต้องใช้เวทีขอรัฐสภาเพื่อแก้ปัญหา

ด้าน พรรคชาติไทยพัฒนา มองว่ารัฐบาลและ คสช.มีข้อมูลส่วนใหญ่อยู่แล้วและสามารถนำข้อมูลจากการศึกษาของหลายคณะในช่วงที่ผ่านมา โดยนำข้อมูลมาสังเคราะห์ จากนั้นจะเหลือเพียง 4 หลัก คือ 1.หลักนิติธรรม 2.หลักคุณธรรม 3.หลักของความโปร่งใส 4.หลักการของการมีส่วนร่วมของประชาชน  การสร้างความปรองดองจะเกิดขึ้นได้ทุกฝ่ายต้องจริงใจ ที่จะร่วมกันเดินไปสู่จุดที่จะต้องแก้ปัญหา ซึ่งข้อมูลมีอยู่แล้ว แต่ยังไม่ทำให้เกิดผลเป็นรูปธรรม ดังนั้นเมื่อได้พูดคุยกันแล้ว ก็ต้องผลักให้นำเรื่องนี้ไปสู่การปฏิบัติให้ได้ ไม่ใช่มีข้อมูลแล้วเอามาเก็บไว้ก็ไม่เกิดประโยชน์

ทั้งหมดนี้ คสช.จะนำไปสู่การปฏิบัติได้หรือไม่อีกไม่นานรู้กัน

 

‘ปรองดอง’ ผ่านยกแรก ของจริงรออยู่ยกสอง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

10 มีนาคม 2560 เวลา 09:23 น….. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/politic/484452

‘ปรองดอง’ ผ่านยกแรก ของจริงรออยู่ยกสอง

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

 

ภารกิจการสร้างความปรองดองของคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) มีความคืบหน้าขึ้นมาอีกระดับหนึ่งแล้ว หลังจากพรรคการเมืองใหญ่ที่เคยมี สส.ในสภาผู้แทนราษฎรต่างทยอยเข้าไปพบคณะอนุกรรมการรับฟังความคิดเห็นเพื่อสร้างความสามัคคีปรองดองในชุดคณะกรรมการเตรียมการเพื่อสร้างความสามัคคีปรองดอง เพื่อแสงความคิดเห็นจนครบแล้ว

สำหรับข้อเสนอแนะและความคิดเห็นที่พรรคการเมืองดังกล่าวได้เสนอเอาไว้มีสาระน่าสนใจ ดังนี้

พรรคเพื่อไทย มีประเด็นสำคัญอยู่ 3 ประการ ได้แก่ 1.เพื่อให้การดำเนินการได้รับความเชื่อถือและไว้วางใจจากประชาชน เมื่อได้รับฟังข้อมูลจนครบถ้วน ควรจัดตั้ง “คณะกรรมการอิสระ” ที่มาจากทุกภาคส่วนมาเป็นผู้ดำเนินการในกระบวนการปรองดอง

2.ต้องเปิดโอกาสให้ผู้ที่ได้รับผลกระทบจากความขัดแย้งมีโอกาสร่วมเสนอความคิดเห็นในเรื่องนี้ได้อย่างเสรี

3.ผลสรุปของแนวทางการสร้างความปรองดอง ต้องเป็นข้อตกลงร่วมกันบนพื้นฐานของการคำนึงถึงคุณค่า และศักดิ์ศรีของมนุษย์อย่างเท่าเทียม

พรรคประชาธิปัตย์ เป็นข้อเสนอที่เน้นหนักในเรื่องประชาธิปไตยที่ต้องเดินคู่กับหลักนิติธรรมและรัฐบาลต้องมีขอบเขตอำนาจหน้าที่ ไม่ก้าวก่ายแทรกแซงองค์กรอิสระ อีกทั้งต้องมีการปรับปรุงการทุจริตคอร์รัปชั่น เพื่อสร้างการตรวจสอบถ่วงดุลอย่างมีประสิทธิภาพและมีความจำเป็นในการปลูกฝังค่านิยมและสร้างการตระหนักรู้ต่อความเสียหายที่จะเกิดขึ้น

พรรคชาติไทยพัฒนา เสนอหลักการจำนวน 4 ข้อ ประกอบด้วย หลักยุติธรรม หลักคุณธรรม หลักโปร่งใส และหลักการมีส่วนร่วมของประชาชน โดยรัฐบาลต้องมีความจริงใจต่อการทำงานด้วย อย่างไรก็ตามพรรคสนับสนุนต่อแนวทางการสร้างความปรองดองของรัฐบาลและการปฏิรูปด้านต่างๆ ให้สำเร็จเป็นรูปธรรม โดยไม่จำเป็นต้องเร่งรีบให้มีการเลือกตั้ง

พรรคภูมิใจไทย เสนอการสร้างความปรองดองผ่าน “หลักความยุติธรรมยุคเปลี่ยนผ่าน” ไม่ว่าจะเป็นการพูดคุยทำความเข้าใจ เยียวยาผู้เสียหาย พิสูจน์ความจริง รวมทั้งคดีที่อยู่ในชั้นพนักงานสอบสวนและชั้นอัยการก็อาจจะสั่งไม่ฟ้องหรือสั่งถอนฟ้องในคดีที่อยู่ในศาลแล้ว รวมถึงคดีความที่ศาลตัดสินไปแล้ว ก็อาจจะให้มีการนิรโทษกรรมยกเว้นโทษ เพื่อให้บ้านเมืองเกิดความปรองดองได้อย่างแท้จริง

พรรคชาติพัฒนา ประกาศยินดีให้ความร่วมมือเต็มที่พร้อมกับเรียกร้องให้พรรคการเมืองร่วมเข้ากระบวนการสร้างสันติภาพครั้งนี้ผ่านแนวทาง 7 ข้อ อาทิ เมื่อถึงวันเลือกตั้งทุกพรรคต้องร่วมมือกันลงสมัครรับเลือกตั้ง ให้ความร่วมมือในการปฏิบัติตามกฎหมายเลือกตั้งอย่างเคร่งครัด เพื่อนำไปสู่การยอมรับผลการเลือกตั้ง ช่วยนำเสนอนโยบายดีๆ ที่เหมาะสมและยั่งยืนในการพัฒนาประเทศ เป็นต้น

ข้อเสนอของพรรคการเมืองในภาพรวมต้องยอมรับว่าไม่ต่างอะไรกับข้อเสนอของคณะกรรมการอิสระหลายชุดก่อนหน้านี้ โดยเฉพาะการให้ยึดหลักนิติรัฐและนิติธรรมภายใต้ความเท่าเทียม ซึ่งแน่นอนว่าข้อเสนอในเชิงวิชาการลักษณะนี้ต้องอยู่ในบทสรุปของคณะกรรมการบริหารราชการแผ่นดินตามกรอบการปฏิรูปประเทศ ยุทธศาสตร์ชาติ และการสร้างความปรองดอง (ป.ย.ป.)

แต่ที่น่าสนใจในท่าทีของพรรคการเมืองที่ออกมาอยู่ที่การแสดงออกในเชิงปฏิบัติของพรรคการเมืองที่มีต่อ คสช.ในช่วงที่ผ่านมา

ทั้งนี้ สังเกตเห็นได้ว่าบุคคลของพรรคการเมืองที่เข้าไปร่วมแสดงความคิดเห็นนั้น ล้วนเป็นกลุ่มบุคคลที่มีอำนาจในการตัดสินใจได้ระดับหนึ่ง อันเป็นการแสดงออกมาให้เห็นว่าฝ่ายการเมืองใส่ใจกับการทำงานของ คสช.อยู่ไม่น้อย

โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับพรรคเพื่อไทย การปรากฏภาพของ “คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์” “ภูมิธรรม เวชยชัย” หรือแกนนำระดับบิ๊กของพรรคหลายคนที่ไปร่วมโต๊ะแลกเปลี่ยนความคิดเห็นที่กระทรวงกลาโหมเมื่อวันที่ 8 มี.ค. ไม่ต่างอะไรกับสัญลักษณ์ของการจับมือกับ คสช.เพื่อเริ่มต้นการสร้างความปรองดองเพราะถ้าไม่เป็นเช่นนั้น พรรคเพื่อไทยก็คงส่งบุคคลระดับรองมาเป็นตัวแทนเพื่อร่วมพิธีก็พอ

จากภาพที่ปรากฏออกมาย่อมเป็นการสะท้อนว่าการขับเคลื่อนการสร้างความปรองดองกำลังเป็นไปตามแนวทางที่ คสช.วาดฝันเอาไว้

ทีนี้ก็เหลือขั้นตอนของการรับฟังความคิดเห็นจากภาคส่วนอื่นๆ เพื่อมากลั่นเป็นข้อเสนอในช่วงท้ายของโรดแมป

ขั้นตอนนี้เป็นการทำงานที่สำคัญที่สุด เพราะต้องใช้ทั้งศาสตร์และศิลป์ในการประสานประโยชน์ทุกฝ่ายว่าจะทำข้อเสนอออกมาอย่างไรเพื่อให้ทุกฝ่ายได้รับประโยชน์อย่างสมน้ำสมเนื้อหรือเสียประโยชน์น้อยที่สุด

ด้วยเหตุผลดังกล่าวทำไม คสช.ถึงต้องไปดึง “เอนก เหล่าธรรมทัศน์” อดีตประธานคณะกรรมการศึกษาแนวทางสร้างความปรองดอง สภาปฏิรูปแห่งชาติ มาเป็นที่ปรึกษาด้านการสร้างความปรองดอง เพราะ คสช.เองก็รู้อยู่แก่ใจว่าอาจารย์เอนกเป็นหนึ่งในบุคคลที่กลุ่มการเมืองหลากพรรคและหลากสีเสื้อให้การยอมรับในความเป็นกลาง

ดังนั้น ยกแรกที่เพิ่งผ่านไปหลังจากการเปิดโต๊ะรับฟังความคิดเห็น จากนี้ไปจะเริ่มต้นยกสอง ซึ่งเป็นยกสำคัญของการสร้างความปรองดอง เพราะเป็นช่วงเวลาของการปฏิบัติให้เป็นรูปธรรม

แน่นอนว่าสุดท้ายปลายทางของการสร้างความปรองดอง คงหนีไม่พ้นการนิรโทษกรรม เพื่อให้เกิดการจับต้องได้ แต่จะสำเร็จและนำความสงบกลับคืนมาได้หรือไม่ ขึ้นอยู่กับกำลังภายในและความชอบธรรมของ คสช.ในระยะยาว

 

เรือดำน้ำ ฉุด เรือแป๊ะ เกยตื้น

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

09 มีนาคม 2560 เวลา 09:23 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/politic/484266

เรือดำน้ำ ฉุด เรือแป๊ะ เกยตื้น

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

ความพยายามผลักดันการจัดซื้อ “เรือดำน้ำ” เริ่มชัดเจนมากขึ้นเมื่อ ล่าสุด พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณรองนายกรัฐมนตรีและ รมว.กลาโหม พล.อ.อุดมเดช สีตบุตร รมช.กลาโหม พล.อ.สุรพงษ์ สุวรรณอัตถ์ ผบ.สส. พล.อ.เฉลิมชัย สิทธิสาท ผบ.ทบ. เดินทางมาตรวจเยี่ยมหน่วยงานของกองทัพเรือ ที่อู่ราชนาวีมหิดลอดุลยเดช อ.สัตหีบ จ.ชลบุรี ​โดยมี พล.ร.อ.ณะ อารีนิจ ผบ.ทร. ให้การต้อนรับ

ว่ากันว่าเป็นการเดินทางมาตรวจเยี่ยมพื้นที่ซึ่งเตรียมไว้สำหรับสร้างโรงจอดเรือดำน้ำและอู่ซ่อมบำรุง ในพื้นที่ของอู่ราชนาวีมหิดลอดุลยเดช ​พื้นที่ 40.78 ไร่  ​โดย พล.อ.ประวิตร ระบุว่า “กองทัพเรือพร้อมจะมีเรือดำน้ำมานานแล้ว แต่ไม่ได้ซื้อสักที เพราะที่ผ่านมาถูกโจมตีว่าดำไม่ได้ อ่าวไทยตื้น ทร.ชี้แจงไปหมดแล้ว แต่ก็มีบางพวกที่เข้าใจความจำเป็น แต่ก็แกล้งไม่เข้าใจ”

จะเห็นว่าความพยายามจัดซื้อเรือดำน้ำรอบนี้​​เข้าใกล้ความจริงมากขึ้นเรื่อยๆ  ท่ามกลางกระแสคัดค้านต่อต้านที่เห็นว่าสถานการณ์บ้านเมืองและสถานการณ์โลกเวลานี้ ไม่มีความจำเป็นต้องเจียดงบประมาณแผ่นดินก้อนโตไปให้กับเรือดำน้ำ ควรจะเก็บไว้ให้กับโครงการอื่นๆ ที่มีความจำเป็นมากกว่า ในช่วงที่เศรษฐกิจกำลังตกสะเก็ดและยังไม่เห็นสัญญาณที่ดีขึ้น ​​

ก่อนหน้านี้ พล.ร.อ.ไกรสร จันทร์สุวานิชย์ ผบ.ทร.​ (สมัยนั้น) ออกมาชี้แจงว่า จากผลการศึกษา กองทัพเรือมีมติเป็นเอกฉันท์ในการจัดซื้อเรือดำน้ำจากประเทศจีนจำนวน 3 ลำ โดยใช้งบประมาณ 3.6 หมื่นล้านบาท จากที่คณะกรรมการอำนวยการคัดเลือกแบบเดินทางไปดูเรือดำน้ำ 6 ประเทศ

เรือดำน้ำที่จะจัดซื้อนี้เป็นรุ่น S26T Yuan Class ระบบ เอไอพี Air-Independent Propulsion system เป็นระบบที่ทำให้เรืออยู่ใต้น้ำนานถึง 21 วัน ซึ่งราคานี้ จะครอบคลุมการฝึกอบรม อะไหล่เรือดำน้ำจำนวน 8 ปี ​และถูกกว่าตัวเลือกจากประเทศอื่น

แม้ทุกอย่างจะดูเงียบไปแต่ความพยายามจัดซื้อเรือดำน้ำยังคงเดินหน้าต่อไปจนมาถึงการตรวจเยี่ยมพื้นที่ครั้งนี้ ซึ่ง พล.อ.ประวิตร อธิบายว่า เรื่องนี้อยู่ใน พ.ร.บ.งบประมาณ และผ่านสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) เป็นที่เรียบร้อยแล้ว เหลือเพียงแต่จะเสนอ ครม.เมื่อไหร่เท่านั้น ที่สำคัญเวลานี้อยู่ในขั้นตอนการประสานงานกับประเทศที่เราจะซื้อแบบรัฐต่อรัฐ (จีทูจี) ​

ตอกย้ำว่าทุกอย่างก้าวหน้าไปมาก รอแค่ ครม.จะเคาะเมื่อไหร่เท่านั้น สอดรับกับท่าทีของ พล.อ.ประวิตร

“กองทัพเรือมีความพร้อมในการมีเรือดำน้ำเข้าประจำการมานานแล้ว แต่ยังไม่มีการจัดซื้อเสียที เนื่องจากมีการค้านและวิจารณ์ว่าดำไม่ได้บ้าง น้ำตื้นบ้าง ที่ผ่านมาฝั่งอันดามันเราไม่เคยไปดูเลยว่า 200 ไมล์ทะเลมีทรัพยากรธรรมชาติอะไรอยู่บ้าง แต่โดนโจมตีจนไม่ได้ซื้อทุกครั้ง ซึ่งเราทำให้ประเทศในทุกๆ เรื่อง ยืนยันว่าเราพยายามทำทุกอย่างให้ดีที่สุด”

หากย้อนดูงบประมาณปี 2560 วงเงิน 2,733,000 ล้านบาท ที่ สนช.ให้ความเห็นชอบ พบว่า ในส่วนของกระทรวงกลาโหม 214,347.4 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากปี 2559 ถึง 7,886.1 ล้านบาท หรือ 3.8% โดยไม่พบการระบุถึงงบการจัดซื้อเรือดำน้ำโดยตรง

ในส่วนกองทัพเรือ จำนวน 41,321 ล้านบาท มีงบประมาณภายใต้แผนงานพื้นฐานด้านความมั่นคงและการต่างประเทศ เพื่อให้ประเทศมีความมั่นคงปลอดภัยจากภัยคุกคาม จำนวน 19,774 ล้านบาท โครงการเสริมสร้างยุทโธปกรณ์ 838.5 ล้านบาท โครงการเสริมสร้างกำลังกองทัพที่ผูกพันข้ามปีงบประมาณ 6,627 ล้านบาท ค่าใช้จ่ายในการปฏิบัติการตามแผนป้องกันประเทศ 1,870 ล้านบาท

สัญญาณชัดเจน​ พล.ร.อ.จุมพล ลุมพิกานนท์ โฆษก ทร. ออกมาระบุเมื่อต้นปีนี้ว่า ​การจัดซื้อเรือดำน้ำ Yuan Class S26T จากจีน ผ่านความเห็นชอบแล้วจากรัฐบาลและสภานิติบัญญัติ โดยเตรียมจัดซื้อลำแรกปี 2560 ในงบประมาณ 13,500 ล้านบาท ​แพงกว่าซื้อเหมา 3 ลำ ราคาเหมาจ่าย 36,000 ล้านบาท ซึ่งเป็นการซื้อแบบรัฐต่อรัฐ (จีทูจี) เพราะทางกองทัพเรือได้งบประมาณมาเท่านี้

การเดินหน้าโครงการจัดซื้อเรือดำน้ำในเวลานี้จึงเป็นความสุ่มเสี่ยงที่จะซ้ำเติมเสถียรภาพของรัฐบาล และคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.)​ มากขึ้นเรื่อยๆ ท่ามกลางวิกฤตที่กำลังรุมเร้า

เมื่อ​เวลานี้ สถานะการเงินการคลังของประเทศไม่สู้ดีนัก ไหนจะต้องเร่งหาเงินมาดำเนินการก่อสร้างโครงการพื้นฐานตามยุทธศาสตร์ประเทศที่วางแผนไว้ โดยเฉพาะกับโครงสร้างพื้นฐานที่จะวางรากฐานประเทศให้เดินหน้าต่อไปอย่างมั่นคง และมีเสถียรภาพ

ปัญหาอยู่ที่รายได้ที่น้อยกว่ารายจ่ายจนต้องตั้งงบประมาณขาดดุล และถึงขั้นมีข่าวเตรียมยกเลิก ตัดทอนรายจ่ายที่ไม่จำเป็นออก​ไป จนเกิดกระแสต่อต้านจากผู้ที่เกี่ยวข้อง

ขณะที่หลายโครงการช่วยเหลือเยียวยาความเดือดร้อนของเกษตรกรที่ประสบปัญหาราคาสินค้าเกษตรตกต่ำ หรือประสบภัยธรรมชาติน้ำท่วม น้ำแล้ง กลับถูกบ่ายเบี่ยงด้วยข้ออ้างไม่มีเงิน

ยังไม่รวมกับสถานการณ์ที่หลายฝ่ายมองว่าบ้านเมืองไม่ได้มีความสุ่มเสี่ยงด้านความมั่นคงจนต้องมีเรือดำน้ำมาเสริมเขี้ยวเล็บ ที่จะต้องมีงบผูกพันในการซ่อมบำรุงต่อเนื่องไปตลอด

หากลักไก่อาศัยช่วงชุลมุนรีบปิดเกมเช่นนี้ นอกจากจะฉุดให้เรือดำน้ำต้องเกยตื้นแล้ว อาจฉุดให้เรือแป๊ะที่กำลังเผชิญมรสุมเกยตื้น​ไปตามกันด้วย

 

ปฏิรูปกฎหมายอาญา เพิ่มโทษปรับ-คุมเข้มโจร

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

15 เมษายน 2560 เวลา 11:32 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/report/490246

ปฏิรูปกฎหมายอาญา เพิ่มโทษปรับ-คุมเข้มโจร

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

เมื่อไม่นานมานี้ เว็บไซต์ราชกิจจานุเบกษาประกาศเผย พ.ร.บ.แก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมาย (ฉบับที่ 26) พ.ศ. 2560 ซึ่งมีสาระสำคัญคือ การเพิ่มอัตราโทษปรับในกรณีกระทำความผิดทางอาญา จากเดิมทีอัตราโทษปรับในปัจจุบันไม่สอดคล้องกับสภาพเศรษฐกิจและสังคมของประเทศในปัจจุบัน โดยมีการแก้ไขบางประการ ดังนี้

1.ความผิดเกี่ยวกับทรัพย์

มาตรา 334 ความผิดเกี่ยวกับการลักทรัพย์ธรรมดา เดิมมีโทษจำคุกไม่เกิน 3 ปี และปรับไม่เกิน 6,000 บาท เปลี่ยนเป็นจำคุกไม่เกิน 3 ปี และปรับไม่เกิน 6 หมื่นบาท มาตรา 335 เกี่ยวกับการลักทรัพย์เหตุฉกรรจ์ เช่น การลักทรัพย์ในเวลากลางคืน ลักทรัพย์ที่ใช้หรือมีไว้เพื่อสาธารณประโยชน์ เดิมต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่ 1-5 ปี และปรับตั้งแต่ 2,000-1 แสนบาท เปลี่ยนเป็นระวางโทษจำคุกตั้งแต่ 1-5 ปี และปรับตั้งแต่ 2,000-1 แสนบาท

มาตรา 336 ความผิดฐานวิ่งราวทรัพย์ เดิมต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 5 ปี และปรับไม่เกิน 1 หมื่นบาท เปลี่ยนเป็นต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 5 ปี ปรับไม่เกิน 1 แสนบาท ส่วนการวิ่งราวทรัพย์ที่เป็นเหตุให้ผู้อื่นได้รับอันตรายแก่กายหรือจิตใจ ได้เพิ่มโทษปรับเป็นตั้งแต่ 4 หมื่น-1.4 แสนบาท โดยยังคงโทษจำคุกตั้งแต่ 2-7 ปีไว้ตามเดิม

มาตรา 339 ความผิดฐานชิงทรัพย์ ซึ่งเป็นการลักทรัพย์โดยใช้กำลังประทุษร้ายหรือขู่เข็ญว่าทันใดนั้นจะใช้กำลังประทุษร้ายเพื่อให้ความสะดวกแก่การลักทรัพย์ หรือให้พ้นการจับกุม เดิมต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่ 5-10 ปี และปรับตั้งแต่ 1-2 หมื่นบาท เปลี่ยนเป็นต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่ 5-10 ปี และปรับตั้งแต่ 1-2 แสนบาท

มาตรา 340 ความผิดฐานปล้นทรัพย์ ซึ่งเป็นการชิงทรัพย์โดยร่วมกันกระทำความผิดด้วยกันตั้งแต่ 3 คนขึ้นไป เดิมต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่ 10-15 ปี และปรับตั้งแต่ 2-3 หมื่นบาท กฎหมายใหม่แก้เป็นต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่ 10-15 ปี และปรับตั้งแต่ 2-3 แสนบาท และหากการปล้นทรัพย์มีผู้กระทำแม้แต่คนเดียวที่มีอาวุธติดตัวไปด้วย ผู้กระทำต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่ 12-20 ปี และปรับตั้งแต่ 2.4-4 แสนบาท

มาตรา 341 ความผิดฐานฉ้อโกง ซึ่งเป็นการทุจริตหลอกลวงผู้อื่นด้วยการแสดงข้อความอันเป็นเท็จ หรือปกปิดข้อความจริงซึ่งควรบอกให้แจ้ง และโดยการหลอกลวงเช่นว่านั้นได้ไปซึ่งทรัพย์สินจากผู้ถูกหลอกลวง เดิมต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 3 ปี หรือปรับไม่เกิน 6,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ ขณะที่กฎหมายใหม่ยังคงโทษจำคุกไว้เท่าเดิม เพียงแต่กำหนดโทษปรับใหม่เป็น 6 หมื่นบาท

2.ความผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ราชการ

มาตรา 154 ความผิดฐานเป็นเจ้าพนักงานละเว้นไม่เรียกเก็บภาษีอากร ค่าธรรมเนียม หรือกระทำการหรือไม่กระทำการอย่างใดเพื่อให้ผู้มีหน้าที่เสียภาษีอากรหรือค่าธรรมเนียมนั้นไม่ต้องเสีย หรือเสียน้อยกว่าที่จะต้องเสีย เดิมต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่ 5-20 ปี หรือจำคุกตลอดชีวิต และปรับตั้งแต่ 2,000-4 หมื่นบาท ซึ่งกฎหมายใหม่ยังคงโทษจำคุกไว้เท่าเดิม เพียงแต่กำหนดโทษปรับให้สูงขึ้นเป็นปรับตั้งแต่ 1-4 แสนบาท

มาตรา 157 ความผิดฐานเป็นเจ้าพนักงาน ปฏิบัติหรือละเว้นปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ เพื่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้หนึ่งผู้ใด หรือปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยทุจริต กฎหมายเดิมบัญญัติให้ต้องระวางโทษตั้งแต่ 1-10 ปี หรือปรับตั้งแต่ 2,000-2 หมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ อย่างไรก็ตาม กฎหมายใหม่ยังให้คงโทษจำคุกในอัตราเดิม แต่เพิ่มโทษปรับเป็น 2 หมื่น-2 แสนบาท

3.ความผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ในการยุติธรรม

มาตรา 201 ความผิดฐานเป็นเจ้าพนักงานในตำแหน่งตุลาการ พนักงานอัยการ ผู้ว่าคดี หรือพนักงานสอบสวน เรียก รับหรือยอมจะรับทรัพย์สินหรือประโยชน์อื่นใดสำหรับตนเองหรือผู้อื่นโดยมิชอบ เดิมต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่ 5-20 ปี หรือจำคุกตลอดชีวิต และปรับตั้งแต่ 2,000-4 หมื่นบาท หรือประหารชีวิต แต่กฎหมายใหม่ได้กำหนดโทษปรับให้สูงขึ้นเป็นปรับตั้งแต่ 1-4 แสนบาท ส่วนโทษจำคุกและประหารชีวิตยังคงไว้ตามเดิม

4.ความผิดเกี่ยวกับเพศ

มาตรา 280 ความผิดฐานกระทำอนาจารแก่บุคคลอายุไม่เกิน 15 ปี หรือเกินกว่า 15 ปี จนเป็นเหตุให้ผู้ถูกกระทำได้รับอันตรายสาหัส เดิมผู้กระทำต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่ 5-20 ปี และปรับตั้งแต่ 1-4 หมื่นบาท แต่กฎหมายกำหนดโทษปรับเป็น 1-4 แสนบาท ส่วนโทษจำคุกยังคงไว้ตามเดิม

5.ความผิดต่อร่างกาย

มาตรา 297 เดิมทีในกรณีที่ผู้ใดกระทำความผิดฐานทำร้ายร่างกาย จนเป็นเหตุให้ผู้ถูกกระทำได้รับอันตรายสาหัส จะต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่ 6 เดือน-10 ปี โดยไม่มีโทษปรับ แต่กฎหมายได้กำหนดโทษปรับขึ้นมา ซึ่งบัญญัติให้มีโทษปรับตั้งแต่ 1 หมื่น-2 แสนบาท

ทั้งนี้ ต้องรอดูว่าเมื่อมีการประกาศใช้กฎหมายอาญาฉบับใหม่แล้ว จะช่วยให้การก่ออาชญากรรมของประเทศลดลงหรือไม่ต่อไป

 

เปิดปมไทยเสี่ยงติดบ่วง “บัญชี PWL สหรัฐ”

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

15 เมษายน 2560 เวลา 07:46 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/report/490160

เปิดปมไทยเสี่ยงติดบ่วง "บัญชี PWL สหรัฐ"

โดย…อรวรรณ จันทร์ธิวัตรกุล

การลงนามในคำสั่งพิเศษของ โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐ (Executive Order) เพื่อดำเนินการตรวจสอบหาสาเหตุ การขาดดุลการค้าของสหรัฐกับ 16 ประเทศทั่วโลก รวมถึงไทย มีการโยงถึงประเด็นที่สหรัฐแสดงความไม่ความพอใจต่อการแก้ไขปัญหาด้านทรัพย์สินทางปัญญาของไทยที่ยังดีพอ และอาจเป็นมาตรการตอบโต้ทางการค้ากับไทยในระยะต่อจากนี้

ทั้งนี้ ในการจัดสถานะบัญชีประเทศคู่ค้าด้านทรัพย์สินทางปัญญาประจำปี 2560 ตามกฎหมายการค้าสหรัฐ มาตรา 301 พิเศษ ที่สำนักงานผู้แทนการค้าสหรัฐจะประกาศผลสิ้นเดือน เม.ย.นี้ ซึ่งมีความเป็นไปได้สูงว่าไทยจะยังอยู่ในบัญชีจับตามองเป็นพิเศษ (PWL) ต่อเนื่องเป็นปีที่ 10 นับจากปี 2550 ที่ไทยถูกสหรัฐจัดอันดับให้อยู่ในบัญชี PWL นี้

หากไล่เรียงการแก้ไขปัญหาด้านทรัพย์สินทางปัญญาของไทย ที่ถือเป็นการส่งสัญญาณว่าไทยจะยังอยู่ในบัญชี PWL เริ่มตั้งแต่ภาคเอกชนสำคัญของสหรัฐ โดยกลุ่มพันธมิตรต่อต้านการปลอมระหว่างประเทศ (IACC) สมาคมผู้วิจัยและผลิตเภสัชภัณฑ์แห่งสหรัฐ (PhRMA) และองค์กรอุตสาหกรรมเทคโนโลยีชีวภาพ (BIO) ได้เสนอต่อยูเอสทีอาร์ช่วงเดือน ก.พ.ที่ผ่านมา ให้คงสถานะไทยในบัญชี PWL เพื่อให้ไทยยกระดับการคุ้มครองทรัพย์สินทางปัญญาให้สูงขึ้น เช่น การให้ความคุ้มครองสิทธิบัตรที่ครอบคลุมมากขึ้น การให้ความคุ้มครองข้อมูลผลการทดสอบยาอย่างเข้มงวด และการจดทะเบียนทรัพย์สินทางปัญญาให้รวดเร็วขึ้น เป็นต้น

หลังจากนั้น ยูเอสทีอาร์ได้เผยแพร่รายงานประเมินผลด้านการค้าของสหรัฐเกี่ยวกับการค้าระหว่างประเทศประจำปี 2560 (National Trade Estimate Report on Foreign Trade) หรือรายงาน NTE ช่วงวันที่ 31 มี.ค. 2560 โดยระบุว่าในปี 2559 สหรัฐขาดดุลการค้าสินค้ากับไทยมูลค่า 1.89 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ เพิ่มขึ้น 8.7% จากปี 2558 ซึ่งสหรัฐส่งออกสินค้ามาไทยมูลค่า 1.06 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ ลดลง 5.9%

ในรายงาน NTE ปี 2560 ได้ระบุเฉพาะเจาะจงลงไปในประเด็นด้านทรัพย์สินทางปัญญาของไทย มีการอ้างถึงปีที่ผ่านมาแม้สหรัฐจะกำหนดให้มีการทบทวนสถานะบัญชีประเทศคู่ค้าด้านทรัพย์สินทางปัญญามาตรา 301 พิเศษนอกรอบ (Out of Cycle Review) แต่ในพื้นที่สีแดง (Notorious Market) ของไทย ก็ยังพบการวางขายสินค้าละเมิดจำนวนมาก ที่สำคัญพบการละเมิดผ่านเครือข่ายออนไลน์และโทรศัพท์มือถือที่มีจำนวนเพิ่มสูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ รวมถึงความกังวลการแก้ไขปัญหาการจดสิทธิบัตรคั่งค้าง (Backlog) ซึ่งมีจำนวนมาก การละเมิดซอฟต์แวร์เถื่อนในหน่วยงานราชการและเอกชนของไทย และการลักลอบใช้สัญญาณเคเบิลเถื่อน เป็นต้น

ล่าสุดในการประชุมคณะมนตรีภายใต้กรอบความตกลงด้านการค้าและการลงทุนระหว่างไทยและสหรัฐ (TIFA JC) ระดับเจ้าหน้าที่อาวุโส ทางสหรัฐได้ออกมาตอกย้ำประเด็นด้านทรัพย์สินทางปัญญาในที่ประชุม โดยระบุถึงการติดตามความคืบหน้าการดำเนินงานด้านต่างๆของไทยให้ทัดเทียมมาตรฐานสากลในหลายเรื่อง เพราะการแก้ไขปัญหาของไทยในช่วงที่ผ่านมาไม่ได้คืบหน้าเป็นรูปธรรม โดยเฉพาะการปราบปรามการละเมิดทรัพย์สินทางปัญญาและการจดสิทธิบัตรที่ยังล่าช้า

อย่างไรก็ตาม TIFA JC ครั้งนี้เป็นครั้งแรกภายใต้ทีมเศรษฐกิจของรัฐบาลทรัมป์ ไม่มีรายงานออกมาอย่างเป็นทางการ แม้จะมีการหารือในประเด็นการแก้ไขปัญหาละเมิดทรัพย์สินทางปัญญา ซึ่งใช้เวลาพูดคุยยาวนานเป็นครึ่งวันก็ตาม โดยผู้ช่วยผู้แทนการค้าสหรัฐแจ้งว่าจะนำผลการประชุมทั้งหมดไปรายงานต่ประธานาธิบดีสหรัฐด้วย

ด้าน สนธิรัตน์ สนธิจิรวงศ์ รมช.พาณิชย์ ยอมรับว่าแม้ขณะนี้จะยังไม่มีหลักฐานชัดเจนว่าไทยอยู่ในกลุ่มรายชื่อที่ถูกสอบปมขาดดุลของสหรัฐอย่างเป็นทางการ เพราะสหรัฐน่าจะพุ่งเป้าไปที่ จีน เม็กซิโกเป็นหลัก แต่ทีมเศรษฐกิจรัฐบาลก็ต้องเตรียมพร้อมรับมือกับสถานการณ์ดังกล่าว โดยสิ่งที่เป็นห่วงคือประเด็นด้านทรัพย์สินทางปัญญา และการกีดกันนำเข้าสินค้าต่างๆ ซึ่งได้พยายามแก้ไขปัญหาอยู่ โดยเฉพาะการใช้มาตรา 44 มาสะสางสิทธิบัตรที่คั่งค้าง

“หลังจากนี้น่าจะมีคำสั่งมาตรา 44 ออกมาใช้ในการสะสางการยื่นจดสิทธิบัตรคั่งค้าง ซึ่งมี 2 แนวทาง คือ การใช้มาตรา 44 รวมสิทธิบัตรยา หรือแยกสิทธิบัตรยาออกไป แต่ถ้าดำเนินการแล้วยังจัดอันดับให้ไทยอยู่ในบัญชี PWL ก็ไม่ใช่เรื่องเป็นเรื่องตาย เพราะถ้าเราได้ทำให้ทุกอย่างดีขึ้น ประชาคมโลกรับรู้ ก็จะส่งผลดีต่อความเชื่อมั่นในด้านการเข้ามาลงทุน” สนธิรัตน์ กล่าวทิ้งท้าย

จากนี้ไปต้องจับตาดูการจัดอันดับสถานะไทยในบัญชีประเทศคู่ค้าด้านทรัพย์สินทางปัญญาของสหรัฐ ซึ่งน่าติดตามว่าหากไทยยังคงอยู่ในบัญชี PWL ต่อเนื่องเป็นปีที่ 10 แม้ว่าตลอดระยะเวลา 9 ปีที่ไทยอยู่ในบัญชีดังกล่าว สหรัฐจะยังไม่เคยใช้มาตรการตอบโต้ทางการค้ากับไทย แต่ในอนาคตอันใกล้ภายใต้นโยบายการปกป้องผลประโยชน์คนอเมริกันของทรัมป์ ทำให้การติดอยู่ในบัญชี PWL ในปีที่ 10 เป็นเรื่องไม่ค่อยสู้ดีกับไทยนัก

เหตุเพราะว่าสหรัฐสามารถใช้เป็นข้ออ้างในมาตรการตอบโต้ทางการค้ากับประเทศที่คิดว่าเอาเปรียบสหรัฐ ซึ่งมีหลายรูปแบบไม่ว่าจะเป็นการตัดสิทธิพิเศษทางภาษีศุลกากร (จีเอสพี) ที่สินค้าไทยได้รับสิทธิจีเอสพีจากสหรัฐอยู่หลายรายการ รวมถึงการตอบโต้ทางการค้าในรูปแบบ อื่นๆ ทั้งการใช้มาตรการตอบโต้การทุ่มตลาด (เอดี) และมาตรการสุขอนามัยที่จะเข้มงวดมากขึ้น

ไม่รวมถึงประเด็นด้านแรงงานและสิ่งแวดล้อม ที่สหรัฐเข้ามาเข้มงวดในการจัดอันดับไทยอีกครั้ง แม้ว่าในปี 2559 สหรัฐจะประกาศสถานการณ์การค้ามนุษย์ ปรับเพิ่มอันดับให้ไทยอยู่ในสถานะดีขึ้น (เทียร์ 2) “ที่ต้องจับตามอง” หลังจากที่เคยถูกจัดระดับ “เทียร์ 3” ก็อาจเป็นประเด็นที่ถูกหยิบยกขึ้นมาจากการแก้ไขปัญหาหลายๆ ด้านของไทยยังไม่คืบหน้ามากพอ

ทั้งหมดนี้เป็นสิ่งที่รัฐบาลและภาคเอกชนไทยต้องตั้งรับและเตรียมพร้อมกับสถานการณ์กีดกันการค้าที่รุนแรงมากขึ้นภายใต้นโยบายปกป้องประเทศของ “โดนัลด์ ทรัมป์”