ชวนร่วมกิจกรรม‘เพาะรัก’ กับแคมเปญ ‘Siam All in Love’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/lady/256349

วันอังคาร ที่ 14 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2560, 06.00 น.

เพราะมนุษย์ทุกคนล้วนมีความรัก ไม่ว่าจะเป็น ความรักของหนุ่มสาว ความรักต่อบุคคลในครอบครัว ความรักต่อตนเอง หรือความรักที่มีต่อโลกและสิ่งแวดล้อม ทุกนิยามแห่งความรักล้วนมีความหมายและเต็มเปี่ยมด้วยคุณค่า วาเลนไทน์ปีนี้ สยามพิวรรธน์ ผู้บริหารศูนย์การค้าระดับโลกใจกลางกรุงเทพฯ ได้แก่ สยามพารากอนสยามเซ็นเตอร์ และสยามดิสคัฟเวอรี่ ผนึกกำลังรวมเป็นวันสยาม (One Siam) จัดแคมเปญ “Siam All in Love” ฉลองเทศกาลแห่งความรักอุทิศพื้นที่ทั้ง 3 สยามให้เป็นเลิฟเดสติเนชั่นสำหรับทุกๆ คน

เริ่มด้วย สยามดิสคัฟเวอรี่ ดิเอ็กซ์พลอราทอเรี่ยม เนรมิตพื้นที่ทุกอณูให้เต็มไปด้วยบรรยากาศแห่งความรักและความสุข ในงาน “สยามดิสคัฟเวอรี่เลิฟ อีส ออล อะราวนด์” (Siam Discovery Love isall around) วันนี้-12 มีนาคม 2560 ทุกนิยามแห่งความรักล้วนมีความหมายและเต็มเปี่ยมด้วยคุณค่า ตกแต่งบรรยากาศทั้งสยามดิสคัฟเวอรี่ด้วย เลิฟเบิร์ดส์ (Love Birds) เหล่าคาแร็กเตอร์สุดน่ารักที่เป็นสื่อกลางแห่งความรักดุจกามเทพ โดย ศรัณย์ เย็นปัญญา นักออกแบบและนักเล่าเรื่องแห่งโลกร่วมสมัยผู้ให้กำเนิดคาแร็กเตอร์สุดน่ารักนี้ เล่าว่า “เลิฟเบิร์ดส์เป็นก๊วนสัตว์ปีกตัวน้อยที่มีสีสันสดสวย อาศัยตามพื้นที่ที่เต็มไปด้วยความสุข เหล่าเลิฟเบิร์ดส์มักจะคาบดอกไม้นานาพันธุ์ในปากตลอดเวลา เพราะนอกจากจะกินดอกไม้เป็นอาหารแล้ว ยังส่งต่อดอกไม้ให้แก่คนที่กำลังมีรอยยิ้มทุกๆ คน ในช่วงเทศกาลวาเลนไทน์ปีนี้”

อีกทั้งในแต่ละชั้นของสยามดิสคัฟเวอรี่ จะมีดิสเพลย์และกิจกรรมที่เหล่าคู่รักให้เลือกสนุกกับกิจกรรมมากมาย เริ่มด้วย ที่ดิสคัฟเวอรี่พลาซาระหว่างวันที่ 14-28 กุมภาพันธ์ จะเป็นสถานที่ที่ทุกคู่รักต้องมาเช็คอิน เพราะดาษดาแกลลอรี่ทีมออกแบบและจัดสวนพฤกษชาติมากฝีมือ ได้นำดอกไม้ที่คัดสรรพิเศษมาจัดตกแต่งเป็นสวนแห่งความรัก “Nature Lust Garden” พร้อมให้ทุกคู่รักมาถ่ายภาพ เช็คอิน และแชร์แบ่งปันช่วงเวลาแห่งความสุขให้ทุกคน พร้อมไฮไลท์กล้วยไม้สายพันธุ์หายาก“ฟาแลนนอปซิส” ที่ดัดเป็นรูปหัวใจในกระถางสำหรับเป็นของขวัญสุดเก๋ ขณะเดียวกันเชิญร่วมกิจกรรม “เพาะรัก” ชวนทุกคนมารักษ์โลกด้วยการนำเมล็ดพันธุ์พืชนานาชนิดบรรจุในแคปซูล พร้อมให้ทุกคนนำไปเพาะปลูกให้งอกงามรดน้ำด้วยความรัก นอกจากนี้
ยังมีจุดรับบริจาคสมทบทุนให้กับมูลนิธิโลกสีเขียวเพื่อนำรายได้ไปใช้ในกิจกรรมเพื่อสิ่งแวดล้อมต่อไป”

กิจกรรมไฮไลท์ที่น่าสนใจไม่แพ้กัน คือ การประดิษฐ์ของขวัญแบบ DIY ตลอดเดือนนี้ สยามดิสคัฟเวอรี่ ร่วมกับ นิตยสาร Cheeze จัดเวิร์กช็อปให้คนที่ต้องการสร้างสรรค์ของขวัญด้วยตัวเอง“Personalize Your Love by Cheeze” อาทิกระเป๋าคลัตช์คู่รัก, กำไลข้อมือสลักชื่อ, หมวกคู่รักสุดเท่เป็นต้น เป็นของขวัญสุดพิเศษแบบเทเลอร์เมดที่เกิดขึ้นจากการทำงานของสมองและหัวใจ แน่นอนว่าคนที่คุณรักจะได้รับของขวัญที่มีคุณค่าทางจิตใจและเป็นของขวัญชิ้นพิเศษมีเพียงชิ้นเดียวในโลก

ชั้น 3 ที่เป็นครีเอทีฟแล็ป ได้จัดแสดงนิทรรศการกึ่งดิสเพลย์ในธีม “25 Creative Ways to Say I Love You” สนุกอย่างสร้างสรรค์ กับ 25 ไอเดียบอกรัก เพิ่มดีกรีความหวานล้ำไม่ซ้ำแบบใคร กับไอเดียบอกรักสำหรับคนที่ชอบแสดงออกด้วยการกระทำมากกว่าการพูด หนุ่มสาวขี้อายไม่ควรพลาดมาค้นพบและสนุกกับไอเดียในการบอกรักอาทิ การทำขนมปังปิ้งเป็นตัวอักษรแทนความในใจ,ชวนคนรักปลูกต้นไม้พร้อมประดับป้ายคำพูดน่ารักๆ, พับออริกามิรูปหัวใจวางประดับเรียงรายข้างจานดินเนอร์สุดโรแมนติก เป็นต้น

นอกจากนี้ My Kitchen แหล่งแฮงค์เอ้าท์ใหม่ล่าสุดใจกลางสยาม ที่ชั้น 4 สยามดิสคัฟเวอรี่ ในคอนเซ็ปท์ Social Dining Experience เหมาะสำหรับทุกคู่รักมารับประทานอาหารสุดโรแมนติกพร้อมเมนูพิเศษสำหรับช่วงเทศกาลวาเลนไทน์ และยังเปิดเวิร์กช็อป cooking class ทุกๆ วันเปิดให้ทุกคนมาลองฝึกปรุงอาหารหรือครีเอทเมนูพิเศษ เตรียมพร้อมสำหรับปาร์ตี้สุดโรแมนติกในแบบของคุณเอง

สยามเซ็นเตอร์ เมืองแห่งไอเดียที่ล้ำเทรนด์ มีกิจกรรม “12 Lucky Shades 2017” แนะนำสีที่เป็นมงคลและส่งเสริมเรื่องความรักให้สมหวังและหวานชื่นสำหรับทั้ง 12 ราศี โดยจัดเป็นนิทรรศการแสดงการมิกซ์แอนด์แมทช์เครื่องแต่งกายและแอคเซสเซอรี่
สำหรับทุกราศี ณ บริเวณไอเดียอเวนิว วันนี้-12 มีนาคม 2560 ที่พาร์ค พารากอน ศูนย์การค้าสยามพารากอน ยังตกแต่งเป็นสวนแห่งความรักด้วยต้นไม้จัดเรียงเป็นรูปหัวใจ เชิญชวนให้ทุกคู่รักมาเช็คอินและถ่ายภาพแชร์ความหวานให้ทุกๆ คนได้รับรู้

Bangkok Gems & Jewelry Fair ครั้งที่ 59

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/lady/256246

วันจันทร์ ที่ 13 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2560, 15.08 น.

อภิรดี ตันตราภรณ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เป็นประธานแถลงข่าวการจัดงาน Bangkok Gems & Jewelry Fair ครั้งที่ 59 พร้อมเผยว่า ไทยเป็นผู้ผลิตและส่งออกสินค้าอัญมณีและเครื่องประดับอันดับ 10 ของโลก โดย ระหว่างเดือน มกราคม-ธันวาคม 2559 สินค้าอัญมณีและเครื่องประดับนำรายได้เข้าประเทศจากการส่งออกเป็นมูลค่ากว่า 6,970 ล้านเหรียญสหรัฐ และคาดว่าปี 2560 มูลค่าส่งออกสินค้าอัญมณีและเครื่องประดับจะขยายตัว5% คิดเป็นมูลค่าสูงถึง 7,320 ล้านเหรียญสหรัฐ ทั้งนี้ มติคณะรัฐมนตรี (ครม.) เมื่อวันที่ 17 มกราคม ที่ผ่านมาได้เห็นชอบการลดและยกเว้นอากรศุลกากรอัญมณีและเครื่องประดับ (หมวด 71) เพิ่มเติม 32 ประเภทย่อย ทำให้ภาษีขาเข้าอัญมณีและเครื่องประดับของไทยทั้งหมวดกลายเป็นศูนย์ โดยมี
ผลบังคับใช้แล้วตั้งแต่วันที่ 28 มกราคม ที่ผ่านมา นอกจากนี้ ครม. ยังเห็นชอบมาตรการเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของอุตสาหกรรมอัญมณีและเครื่องประดับ อาทิ มาตรการด้านภาษีที่ผู้ประกอบการสามารถหักรายจ่ายได้ เท่าของรายจ่ายประเภทเงินเดือนและค่าจ้างของแรงงาน การจัดทำมาตรฐานสินค้า การพัฒนาและถ่ายทอดองค์ความรู้ด้านกระบวนการผลิตแก่ผู้ประกอบการ ขนาดกลางและขนาดเล็ก (SMEs) มาตรการสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำเพื่อการปรับเปลี่ยนเครื่องจักรและประสิทธิภาพการผลิต ตลอดจนการประชาสัมพันธ์แหล่งท่องเที่ยวในย่านการค้าอัญมณีและเครื่องประดับที่สำคัญ

ด้าน มาลี โชคล้ำเลิศ อธิบดีกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ กล่าวว่า งานครั้งนี้มีผู้ประกอบการต่างประเทศเข้าร่วมจัดแสดงเพิ่มขึ้น18% มีผู้ประกอบการจากทั้งในประเทศและต่างประเทศเข้าร่วมงาน 730 บริษัท รวม 2,011 คูหา จัดแสดงสินค้าอัญมณีและเครื่องประดับครบทุกประเภท โดยในขณะนี้มีผู้นำเข้าจากหลายประเทศได้ตอบรับในการเข้าชมงานแล้ว เช่น สหรัฐอเมริกา จีน ฮ่องกง เยอรมนี สเปน แอฟริกาใต้ เกาหลีใต้ อินเดีย ญี่ปุ่น ซาอุดีอาระเบีย เป็นต้น นอกจากนี้เพื่อนำเสนอเทรนด์และแนวโน้มตลาดโลกที่น่าสนใจและเป็นที่จับตามอง ภายในงานมีการนำเสนอโซนแสดงสินค้าเจาะตลาดเฉพาะกลุ่มที่มีศักยภาพสูงในต่างประเทศ หรือ Niche Market เช่น “60+” จัดแสดงสินค้าอัญมณีและเครื่องประดับสำหรับผู้สูงวัย “The Moment” จัดแสดงสินค้าอัญมณีและเครื่องประดับสำหรับงานแต่งงาน “Metro Men” จัดแสดงสินค้า อัญมณีและเครื่องประดับสำหรับสุภาพบุรุษ “SpiritualPower” จัดแสดงสินค้ากลุ่มเครื่องประดับแนวความเชื่อ/โชคลาง “Culture Club” จัดแสดงสินค้าอัญมณีและเครื่องประดับหัตถศิลป์ร่วมสมัย“Pet Parade” จัดแสดงสินค้าอัญมณีและเครื่องประดับสำหรับสัตว์เลี้ยง

งานแสดงสินค้าอัญมณีและเครื่องประดับจัดขึ้นระหว่างวันที่ 22-26 กุมภาพันธ์ 2560ณ อาคารชาลเลนเจอร์ 1-3 อิมแพค เมืองทองธานี วันเจรจาธุรกิจ ระหว่างวันที่ 22-24 กุมภาพันธ์ เวลา 10.00-18.00 น. เปิดจำหน่ายปลีก ในวันที่ 25 กุมภาพันธ์ เวลา 10.00-18.00 น. และวันที่ 26 กุมภาพันธ์ เวลา 10.00-17.00 น. สอบถามข้อมูลเพิ่มเติม และลงทะเบียนเข้าร่วมงานล่วงหน้าได้ที่ http://www.bkkgems.com หรือ โทร.1169

 

นักวิ่งจากทั่วโลกวิ่งอุ่นใจพร้อมทีมแพทย์พยาบาล

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/lady/256263

วันจันทร์ ที่ 13 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2560, 06.00 น.

นักวิ่ง 60 ประเทศทั่วโลก ร่วมวิ่งมาราธอนนานาชาติ BDMS Bangkok Marathon 2016 วิ่งด้วย ความอุ่นใจไปพร้อมทีมแพทย์และพยาบาล BDMMedical Team 300 คน และ AED Volunteer Bike 14 คัน ช่วยเหลือนักวิ่งตลอดเส้นทาง

บริษัท กรุงเทพดุสิตเวชการ จำกัด (มหาชน) หรือ BDMS ผนึกกำลัง 5 กลุ่มโรงพยาบาลชั้นนำในเครือ  แสดงศักยภาพความพร้อมดูแลนักวิ่ง ในฐานะผู้สนับสนุนหลักการแข่งขันวิ่งมาราธอนประเพณีนานาชาติ “บีดีเอ็มเอสกรุงเทพมาราธอน” (BDMS Bangkok Marathon2016) ครั้งที่ 29 ภายใต้แนวคิด Running is Medicineกีฬาคือยาวิเศษ ชัยชนะของสุขภาพและทุกเป้าหมายชีวิตการแข่งขันครั้งนี้จุดสตาร์ทที่ถนนพิษณุโลก ในบรรยากาศที่อบอุ่นและประสบความสำเร็จไปด้วยดีจากนักวิ่งกว่า 30,000 คน จาก 60 ประเทศทั่วโลก ทั้งนี้ นักวิ่งมาราธอนระยะทาง 42.195 ชาย ผู้ชนะเลิศ ได้แก่  ปีเตอร์ คลิป เลตติ้ง (PETER  KIPLETING) ทำเวลา 2.26.13.5 ชม.จากประเทศเคนยา และ นักวิ่งมาราธอน 42.195 กม.หญิง ผู้ชนะเลิศ ได้แก่ มาเร็ท ชีวองจีซอล (MAHLET SHEWANGIZAW) จากประเทศเอธิโอเปีย ทำเวลา 2.52.42.1 ชม.

ในงาน กอบกาญจน์ วัฒนวรางกูร รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา และ นายแพทย์ ปราเสริฐ ปราสาททองโอสถ ประธานคณะผู้บริหารและกรรมการผู้อำนวยการใหญ่ บริษัท กรุงเทพดุสิตเวชการ จำกัด (มหาชน) ร่วมกับ พลเอกมนัส คล้ายมณี นายกสมาคมนักวิ่งเพื่อสุขภาพแห่งประเทศไทย ร่วมเป็นประธานในการแข่งขันวิ่งมาราธอนนานาชาติ “BDMS Bangkok Marathon 2016” ครั้งที่ 29 แบ่งการแข่งขันออกเป็น 3 ประเภท 1) ประเภทมาราธอน ระยะทาง42.195 กม. 2) ประเภทฮาล์ฟมาราธอน ระยะทาง 21.100 กม. และ 3) ประเภทมินิมาราธอน ระยะทาง 10.550 ซึ่งการแข่งขันครั้งนี้ BDMS เตรียมความพร้อมด้านการรักษาพยาบาลตลอดเส้นทาง มีอาสาสมัครนักวิ่งหรือ BDMS Medical Team จำนวน 300 คน และ จักรยานกู้ชีพ AED Volunteer Bike 14 คัน คอยให้ความช่วยเหลือผู้เข้าร่วมแข่งขันตลอดเส้นทางการแข่งขันในบรรยากาศอบอุ่นและเป็นกันเอง

นาวาอากาศเอก(พิเศษ)นายแพทย์ไพศาล จันทรพิทักษ์ ผู้อำนวยการอาวุโส โรงพยาบาลกรุงเทพ สายกิจกรรมพิเศษ กล่าวว่า งาน “BDMS Bangkok Marathon 2016” ครั้งที่ 29 ถือเป็นปีเริ่มต้นของบีดีเอ็มเอส(BDMS) หรือ บริษัท กรุงเทพดุสิตเวชการ จำกัด (มหาชน) ผู้ประกอบการธุรกิจโรงพยาบาลเอกชนใน 5 เครือข่ายโรงพยาบาลชั้นนำของประเทศไทย ซึ่งประกอบไปด้วย รพ.กรุงเทพ รพ.สมิติเวช รพ.บีเอ็นเอชรพ.พญาไท รพ.เปาโล และ รพ.รอยัล ในประเทศกัมพูชาได้เข้ามาเป็นผู้สนับสนุนอย่างเป็นทางการในปีแรก กับกิจกรรมที่น่าสนใจของนักวิ่งจากทั่วโลก ในงานมีกิจกรรมมากมายด้านการรักษาพยาบาลตลอดเส้นทาง(Medical Support Team) วิ่งด้วยความอุ่นใจและจะปลอดภัยมากขึ้น โดยมีแพทย์ พยาบาล รถพยาบาลแสตนบายกระจาย
หลายจุดจากโรงพยาบาลในเครือข่ายสมาคมโรงพยาบาลเอกชน ร่วมกับโรงพยาบาลของรัฐจำนวน 19 แห่ง อาสา
สมัครนักวิ่งหรือ BDMS Medical Team จำนวน 300 คน คอยให้ความช่วยเหลือผู้เข้าร่วมแข่งขันตลอดเส้นทางการวิ่ง หรือขอความช่วยเหลือกับอาสาวิทยุสมัครเล่นที่ประจำจุดทุกๆ 200 เมตร มีจักรยานกู้ชีพ AED VolunteerBike 14 คัน ตรวจตราดูแลความปลอดภัยของผู้เข้าร่วมแข่งขันทั้งเส้นทาง สามารถให้ความช่วยเหลือได้อย่างทันท่วงทีหากเกิดภาวะฉุกเฉิน พร้อมเตรียมข้อมูลด้านการวิ่ง ภาพจากการวิ่ง กระจายผ่านสื่อเฟซบุ๊ค ในเพจThe Running Experts เพื่ออัพเดทมหกรรมการวิ่งครั้งยิ่งใหญ่นี้อย่างครบครันในทุกมิติ ทั้งนี้สามารถติดตามการวิ่งเพื่อสุขภาพครั้งต่อไปได้ที่ http://www.bkkmarathon.com

ฮานะ ทาจิมะ ฟอร์ ยูนิโคล่ สปริง ซัมเมอร์ 2017

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/lady/256262

วันจันทร์ ที่ 13 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2560, 06.00 น.

ยูนิโคล่เผยโฉม คอลเลคชั่น ฮานะ ทาจิมะ ฟอร์ ยูนิโคล่ สปริง ซัมเมอร์ 2017 คอลเลคชั่นที่ได้รับการต้อนรับและประสบความสำเร็จเป็นอย่างมากในแถบเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ตั้งแต่ปี 2015 คอลเลคชั่นประจำฤดูกาลนี้ ฮานะ ทาจิมะ เน้นเรื่องของการเคลื่อนไหวและความเบาสบาย ภายใต้ธีม “BringingAbstract to Life” จะวางจำหน่ายใน 15 ประเทศทั่วโลก และเป็นครั้งแรกที่จะวางจำหน่ายในประเทศรัสเซียและประเทศแคนาดา

ฮานะ ทาจิมะ เป็นดีไซเนอร์จากประเทศอังกฤษ สไตล์ของเธอคือ การผสมผสานความสง่างามเข้ากับความสบาย เธอได้เปลี่ยนสไตล์การแต่งตัวของสาวๆ ทั่วโลก ด้วยเสื้อผ้าที่ได้แรงบันดาลใจมาจากความเป็นญี่ปุ่นในสายเลือดและการเติบโตในประเทศอังกฤษ เธอมีความทันสมัยและชอบดีไซน์ที่ใช้งานได้จริงมีกลิ่นอายวัฒนธรรม และใช้งานได้หลากหลาย ทำให้ผลงานของเธอเป็นที่สนใจไปทั่วโลก

ฮานะ ทาจิมะ

ด้วยแรงบันดาลใจจากความสัมพันธ์ระหว่างการเคลื่อนไหวและรูปร่างของผู้สวมใส่คอลเลคชั่น ฮานะ ทาจิมะ ฟอร์ ยูนิโคล่ สปริง ซัมเมอร์ 2017 จึงได้นำปรัชญาไลฟ์แวร์ (LifeWear) ของยูนิโคล่ มาผสมผสานความสบายและความสะดวกในการใช้งานเข้ากับสไตล์ที่ทันสมัยและความสง่างามที่สวมใส่ได้ทุกวัน

“คอลเลคชั่นนี้มีการคัดเลือกเนื้อผ้าที่บางเบาและให้ความสำคัญกับรายละเอียดของตัดเย็บ เพื่อให้เข้ากับการเคลื่อนไหวตาม
ธรรมชาติของร่างกายผู้สวมใส่ที่ให้ทั้งความนุ่มและความยืดหยุ่นที่มากขึ้น สำหรับคอลเลคชั่นนี้ฮานะ ทาจิมะ เน้น เดรส ทูนิก และกางเกงขายาวที่เข้ารูปมากขึ้นทั้งหมดนี้เพื่อให้ผู้สวมใส่รู้สึกสบายและดูสง่างามแบบเรียบง่าย”ฮานะ ทาจิมะ กล่าว

คอลเลคชั่นล่าสุดจาก ฮานะ ทาจิมะ ฟอร์ ยูนิโคล่ นี้มีดีไซน์ที่น่าสนใจ เช่นรูปทรงที่บานและรูปทรงสามมิตินอกจากนี้ ยังมีเนื้อผ้าใหม่ๆ เช่นผ้าโปร่ง (sheer) และเท็กซ์เจอร์ที่แปลกใหม่ น้ำหนักเบา รู้สึกนุ่มสบาย ทุกชิ้นได้รับการออกแบบอย่างพิถีพิถันให้มีความพลิ้วไหว คอลเลคชั่นนี้มีทั้งเสื้อผ้าสวมใส่ได้หลายโอกาสอย่าง เสื้อทูนิกแบบมัดได้(Wrap Tunic) กระโปรงยาวปลายบาน และกางเกงห้าส่วน และมีสีสันใหม่ๆ ที่ไม่เคยเลือกใช้มาก่อน ไม่ว่าจะเป็น ม่วง ส้ม และเขียวมะกอก รวมทั้งลายทางที่ช่วยเพิ่มความสดใสให้แก่คอลเลคชั่นนี้

คอลเลคชั่น ฮานะ ทาจิมะ ฟอร์ ยูนิโคล่สปริง ซัมเมอร์ 2017 วางจำหน่ายแล้วที่ยูนิโคล่สาขาเซ็นทรัลเวิลด์ เอ็มควอเทียร์เซ็นทรัลเฟสติวัล หาดใหญ่ และออนไลน์ สโตร์ที่ http://www.uniqlo.com/th

มุมคิด 9 บุคคลสานต่อที่พ่อทำ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/lady/256271

วันจันทร์ ที่ 13 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2560, 06.00 น.

“เวลาที่ผ่านไป ไม่เคยทำให้ความตั้งใจลดน้อยลง” จนถึงวันนี้ เครือข่ายสานต่อที่พ่อทำ ยังคงเดินหน้าเจตนารมณ์ในการถ่ายทอดเรื่องราวเกี่ยวกับพระราชจริยวัตร พระราชกรณียกิจ พระบรมราโชวาท พระราชดำรัส และแนวคิดการทรงงานของ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช เพื่อสร้างแรงบันดาลใจให้ทุกคนได้เรียนรู้ เข้าใจ และนำคำสอนของพระองค์ไปปฏิบัติ เพื่อสานต่อที่พ่อทำไว้ให้คงอยู่ชั่วลูกหลาน

ด้วยปณิธานอันแรงกล้าจึงนำมาซึ่งแนวคิดในการสร้างสรรค์ผลงานภาพยนตร์โฆษณา ชุด “โครงการสานต่อที่พ่อทำ” โดยหยิบยกเรื่องราวของ 9 บุคคลที่ได้น้อมนำแนวทางของพ่อมาสานต่อในสายงานที่ตัวเองถนัด จนสามารถสร้างประโยชน์ต่อตนเองและสังคมส่วนรวม โดยงานนี้ได้ผู้กำกับฝีมือดีระดับแถวหน้าของวงการ มาร่วมถ่ายทอดแง่มุมชีวิตของแต่ละบุคคลได้อย่างน่าสนใจ

เริ่มต้นด้วยภาพยนตร์โฆษณาเรื่องแรก ชื่อ “ธนาคารความดี” ถ่ายทอดเรื่องราวของ “ศิวโรฒ จิตนิยม” ประธานสถาบันการเงินชุมชน ตำบลหนองสาหร่าย จ.กาญจนบุรี ผู้ที่น้อมนำแนวทางของ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช มาปฏิบัติเพื่อสร้างคนดีและความสุขให้กับสังคม ด้วยการก่อตั้งสถาบันการเงินชุมชน เพื่อสนับสนุนให้เพื่อนบ้านทำความดีและนำมาฝากที่ธนาคาร เพื่อใช้ความดีนั้นแลกเป็นเงินกู้ จนนำไปสู่การปลดหนี้นอกระบบได้อย่างเห็นผลจริง ชาวบ้านคืนเงินกู้ตามสัญญา และสามารถทำมาหากินได้อย่างมีความสุข ถือเป็นบทพิสูจน์ว่าทำดีต้องได้ดี สำหรับภาพยนตร์โฆษณาเรื่องนี้ได้ผู้กำกับมือรางวัล อู๊ด วิทิต แห่งฟีโนมีนา มาถ่ายทอดเรื่องราวของชายคนหนึ่งที่มีเพียงจิตใจที่ดี ช่วยคนอื่นกวาดใบไม้ ขุดดินทำสวน ไปวัด และเลิกเหล้า แต่เขาสามารถขอกู้เงินจากธนาคาร แต่เขาสามารถขอกู้เงินได้โดยไม่ต้องใช้ทะเบียนบ้านหรือโฉนดที่ดิน เพราะความดีนั้นเอง ทำให้เขาได้รับอนุมัติจากคนในหมู่บ้านจนสามารถกู้เงินได้ โดยภาพยนตร์โฆษณาเรื่อง “ธนาคารความดี” เริ่มออกอากาศทางสถานีโทรทัศน์ทุกช่อง LINE TV และแฟนเพจ สานต่อที่พ่อทำ ตั้งแต่วันที่ 23 มกราคม 2560 ที่ผ่านมา

ภาพยนตร์โฆษณาเรื่องที่สอง ชื่อ “ครูคุณธรรม” โดยฝีมือการกำกับของ เอ๋-ธีระพล สุเนต์ตา ที่มาถ่ายทอดเรื่องราวของ “ครูโซ่-ยอดหทัย รีศรีคำ” อดีตเด็กเกเรที่พลิกชีวิตมาเป็นครูคณิตศาสตร์ และยังเป็นครูที่เข้าใจนิสัยดื้อดึงของนักเรียนมากที่สุด เพราะครูโซ่ใส่ใจใช้เวลาทำความเข้าใจความสนใจของลูกศิษย์ในแบบที่ไม่เหมือนใคร เนื่องจากเชื่อว่าเด็กดื้อหรือเกเร ถ้าตั้งใจจริงก็สามารถเรียนได้ดี เนื้อหาของภาพยนตร์โฆษณาจึงเปิดเรื่องด้วยการเล่าผ่านเสียงของเด็กนักเรียนที่พูดถึง “ครู” ของพวกเขา ซึ่งเป็นครูที่ดีที่สุด เข้าใจนักเรียน ไม่เห็นแก่อำนาจ จิตใจดี มีความอดทน และบทสรุปให้เห็นว่า “ครู” ใส่ใจ และตั้งใจทำเพื่อนักเรียนมากเพียงใด สามารถรับชมภาพยนตร์โฆษณาเรื่อง “ครูคุณธรรม” ได้ทาง LINE TV และแฟนเพจ สานต่อที่พ่อทำ ตั้งแต่วันที่ 30 มกราคม 2560 ที่ผ่านมา

ภาพยนตร์โฆษณาเรื่องที่สาม ชื่อ “Investment Talk” นำเสนอเรื่องราวของ “พ่อคำเดื่อง ภาษี” เกษตรกรที่เคยล้มเหลวจากการปลูกพืชเชิงเดี่ยว ขาดทุนจนเป็นหนี้นับแสนบาท แต่สามารถตั้งตัวได้อีกครั้งเพราะแนวทางเกษตรทฤษฎีใหม่ของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ทำให้ตัดสินใจซื้อที่ดิน แล้วลงแรงลงใจพัฒนาจนกลายเป็นผืนดินสีเขียว มีทั้งนาข้าว บ่อปลา
และเล้าหมู จนสามารถเลี้ยงดูครอบครัวได้อย่างมีภูมิคุ้มกัน โดยไม่ต้องง้อกระแสหลัก ซึ่งภาพยนตร์โฆษณาเรื่องนี้ได้ผู้กำกับดัง ต้อม-เป็นเอก รัตนเรือง” มาทำหน้าที่ถ่ายทอดเรื่องราวโดยเปรียบเทียบระหว่างโลกกระแสหลักกับโลกที่เงินไม่ใช่พระเจ้าในแบบของพ่อคำเดื่องซึ่งเป็นตัวอย่างของการลงทุนตามแนวทางคำสอนของพ่อ ทำให้สามารถพึ่งพาธรรมชาติจนตั้งตัวได้อีกครั้ง สำหรับภาพยนตร์โฆษณาเรื่อง “Investment Talk” ออกอากาศทาง LINE TV และแฟนเพจ สานต่อที่พ่อทำ ตั้งแต่วันที่ 6 กุมภาพันธ์ 2560 ที่ผ่านมา

ภาพยนตร์โฆษณาเรื่องที่สี่ ชื่อ “ผูกปิ่นโตข้าว” ซึ่งได้ผู้กำกับพันล้าน โต้ง-บรรจง ปิสัญธนะกูล มาถ่ายทอดเรื่องราวของกลุ่มคนยุคใหม่ที่ทำเพจจับคู่เจ้าบ่าวซึ่งเป็นชาวนาอินทรีย์กับเจ้าสาวผู้ซื้อ เพื่อสร้างเครือข่ายความสัมพันธ์ดูแลปากท้องซึ่งกันและกัน เสมือนคนที่เป็นครอบครัวเดียวกัน โดยภาพยนตร์โฆษณาได้เล่าเรื่องราวงานแต่งของเจ้าบ่าวชาวนา ร่างกำยำ ผิวดำ หยาบกร้าน กับบรรดาเจ้าสาวผู้ซื้อที่มีทั้งหญิงสาววัยยี่สิบหน้าตาสวย รวมถึงคุณป้า คุณยาย หญิงสูงวัย และชายร่างใหญ่ในชุดเจ้าสาว ซึ่งโครงการผูกปิ่นโตข้าวเป็นแม่สื่อนำพาพวกเขามาพบกัน และตกลงทำการค้าขายข้าวอินทรีย์ร่วมกัน ตอกย้ำให้เห็นว่าการจับคู่ชาวนากับคนกินข้าวถือเป็นแนวทางการค้าที่สร้างความสุขให้ทั้งผู้ซื้อและผู้ขาย ทำให้ปัจจุบันมีคู่บ่าว-สาวกว่า 4,000 คู่ ได้ตกลงความสัมพันธ์กันอย่างชื่นมื่น สำหรับภาพยนตร์โฆษณาเรื่อง “ผูกปิ่นโตข้าว” เริ่มออกอากาศต้อนรับเดือนแห่งความรัก ตั้งแต่วันที่ 13 กุมภาพันธ์ 2560 เป็นต้นไป ทางสถานีโทรทัศน์ทุกช่อง LINE TV และแฟนเพจ สานต่อที่พ่อทำ

ภาพยนตร์โฆษณาเรื่องที่ห้า ว่าด้วยเรื่อง “ธุรกิจคุณธรรม” นำเสนอเรื่องราวของ “ดร.วัชรมงคล เบญจธนะฉัตร์” ผู้บริหารบริษัท บาธรูม ดีไซน์ จำกัด ที่สามารถฟันฝ่าวิกฤติเศรษฐกิจเมื่อปี 2540 มาได้ ด้วยการใช้ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง ดำเนินธุรกิจอย่างพอเหมาะ มีภูมิคุ้มกันตนเอง และที่สำคัญคือการดูแลพนักงานซึ่งเป็นฟันเฟืองของธุรกิจให้มีความสุข ภาพยนตร์โฆษณาเรื่องนี้มี อั๋น-วุฒิศักดิ์ อนรรฆพร จาก Factory 01 รับหน้าที่ผู้กำกับ เปรียบเทียบการทำธุรกิจเหมือนการแข่งขันพายเรือระหว่างทีมคนเก่งและทีมคนดี ซึ่งทีมคนเก่งจะคิดและวางแผนเพื่อหวังชัยชนะ โดยไม่สนใจกติกาหรือเพื่อนร่วมทีม ในขณะที่ทีมคนดีเลือกที่จะให้ความสำคัญกับเพื่อนร่วมทีม คิด วางแผน และแข่งขันอย่างมีคุณธรรม หนังสรุปให้เห็นว่าการใช้คุณธรรมนำความสามารถ คือ หนึ่งในหนทางสู่เศรษฐกิจพอเพียงและความยั่งยืน โดยภาพยนตร์โฆษณาเรื่อง ว่าด้วยเรื่อง “ธุรกิจคุณธรรม” เริ่มเผยแพร่ทาง LINE TV และแฟนเพจ สานต่อที่พ่อทำ ตั้งแต่วันที่ 20 กุมภาพันธ์ 2560 เป็นต้นไป

ภาพยนตร์โฆษณาเรื่องที่หก ชื่อ ว่าด้วยเรื่อง “พลังงาน” เรื่องราวของ “โกศล แสงทอง” ประธานเครือข่ายรวมใจตามรอยพ่อ เจ้าหน้าที่สถาบันสิ่งแวดล้อมไทยผู้หลงใหลในงานเกษตรกรรม จึงตัดสินใจซื้อที่ดินที่ป่าเด็ง จังหวัดเพชรบุรี พื้นที่ห่างไกลความเจริญ ขาดแคลนน้ำ ไฟ และปัจจัยพื้นฐาน จึงจำเป็นต้องหาทางทำให้ชุมชนพึ่งพาตัวเองให้ได้ จนเกิดเป็นเครือข่ายดูแลกันและกันของคนในพื้นที่ ทั้งในด้านเพาะปลูก เลี้ยงสัตว์ ร่วมทั้งผลักดันการพัฒนานวัตกรรมพลังงานทดแทน สร้างไฟฟ้า แก๊สใช้เองในหมู่บ้าน ช่วยให้ชาวบ้านมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น ภาพยนตร์โฆษณาเรื่องนี้ได้ หนัง พงศ์ไพบูลย์ สิทธิคู จาก Film Factory มาเป็นผู้กำกับ ตีแผ่เรื่องราวการสร้างภูมิคุ้มกันให้ตัวเองของชาวบ้านป่าเด็งที่ดำเนินชีวิตตามแนวทางของพ่อ จนทำให้รอดพ้นจากวิกฤติด้านพลังงาน และสามารถพึ่งพาตนเองด้วยพลังงานทดแทนที่ผลิตขึ้นในครัวเรือน ซึ่งภาพยนตร์โฆษณาเรื่อง ว่าด้วยเรื่อง “พลังงาน” เริ่มเผยแพร่ทาง LINE TV และแฟนเพจ สานต่อที่พ่อทำ ตั้งแต่วันที่ 27 กุมภาพันธ์ 2560 เป็นต้นไป

ภาพยนตร์โฆษณาเรื่องที่เจ็ด ชื่อ ว่าด้วยเรื่อง “การท่องเที่ยว” บอกเล่าเรื่องราวของ “แสงเดือน ชัยเลิศ” ผู้หญิงตัวเล็กๆ ที่มีความประทับใจในวันที่ได้เห็นพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช เสด็จฯ ทรงเยี่ยมเยียนชาวเขา นับเป็นแรงบันดาลใจที่ทำให้เธอตั้งใจทำงานเพื่อช่วยเหลือผู้อื่น โดยก่อตั้ง Elephant Nature Park ศูนย์ช่วยพักพิง พัฒนา อนุรักษ์ และช่วยรักษาสิทธิ์ของช้างที่ถูกกระทำ ซึ่งปัจจุบันได้เปลี่ยนเป็นศูนย์ท่องเที่ยวที่ให้คนไทยและต่างประเทศเข้ามาเป็นอาสาสมัคร สำหรับผู้กำกับภาพยนตร์โฆษณาเรื่องนี้ คือ เปา-ธยา สุนทรวิภาต จาก Film Factory ซึ่งได้ตีความภาพการท่องเที่ยวปางช้างรูปแบบใหม่ที่ไม่มีบริการขี่ช้าง ช้างวาดรูป ลอดท้องช้าง หรือช้างนวดหลัง ซึ่งถูกแทนที่ด้วยกิจกรรมเชิงอนุรักษ์และดูแลช้างให้มีความสุข สร้างสรรค์เป็นสถานที่ท่องเที่ยวที่สานต่อแนวคิดเรื่องความยั่งยืนทางธรรมชาติอย่างแท้จริง สำหรับภาพยนตร์โฆษณา ว่าด้วยเรื่อง “การท่องเที่ยว” เริ่มเผยแพร่ทาง LINE TV และแฟนเพจ สานต่อที่พ่อทำ ตั้งแต่วันที่ 13 มีนาคม 2560 เป็นต้นไป

ภาพยนตร์โฆษณาเรื่องที่แปด ว่าด้วยเรื่อง “โรงพยาบาล” ถ่ายทอดแนวคิดและหลักการทำงานของ “นพ.เกศดา จันทร์สว่าง” รองผู้อำนวยการฝ่ายการแพทย์ โรงพยาบาลชลบุรี แพทย์ผู้ยึดมั่นในความรู้คู่คุณธรรมที่ได้นำน้อมนำแนวพระราชดำริตามโครงการโรงเรียนคุณธรรมของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช มาสานต่อที่พ่อทำสู่การพัฒนาโรงพยาบาลคุณธรรม โดยยึดหลัก “ซื่อสัตย์ รับผิดชอบ และมีน้ำใจ” โดยภาพยนตร์โฆษณาเรื่องนี้ได้ ต้น หับ โห้ หิ้น เป็นผู้กำกับ สะท้อนเรื่องราวของโรงพยาบาลชลบุรี ซึ่งเป็นต้นแบบของโรงพยาบาลคุณธรรม ที่มีการบริหารองค์กรด้วยความโปร่งใส ตลอดจนการให้บริการด้วยจรรยาบรรณแห่งวิชาชีพ โดยบุคลากรทุกคนในโรงพยาบาล ทั้งหมอ พยาบาล แม่บ้าน รปภ. ฯลฯ ล้วนเป็นฟันเฟืองขององค์กรสาธารณสุขที่ทำหน้าที่เดียวกัน คือ การดูแลรักษาสุขภาพของคนในสังคมอย่างเต็มที่ ซึ่งภาพยนตร์โฆษณาว่าด้วยเรื่อง “โรงพยาบาล” เริ่มออกอากาศทางสถานีโทรทัศน์ทุกช่อง LINE TV และแฟนเพจ สานต่อที่พ่อทำ ตั้งแต่วันที่ 20 มีนาคม 2560 เป็นต้นไป

ภาพยนตร์โฆษณาเรื่องที่เก้า ว่าด้วยเรื่อง “Real estate” ซึ่งมีความแตกต่างจากทุกเรื่องที่ผ่านมา เพราะเป็น ภาพยนตร์โฆษณาที่สร้างสรรค์ด้วย ระบบ 3D Walk Through และ CG ที่ล้ำสมัย โดยฝีมือของ ทีม CGA Studio และ ทีม อิ๊กดราซิล บอกเล่าเรื่องราวของ “นคร ลิมปคุปตถาวร” เจ้าของฉายา เจ้าชายผัก ที่เป็นผู้ริเริ่มโครงการสวนผักคนเมือง และก่อตั้งศูนย์เรียนรู้เกษตรในเมือง โดยน้อมนำหลักเศรษฐกิจพอเพียงมาปรับใช้กับเรื่องเกษตรอินทรีย์ที่เหมาะกับวิถีคนเมือง เนื้อหาของภาพยนตร์โฆษณาได้เล่าผ่านการวาดภาพที่อยู่อาศัยทางเลือกใหม่สำหรับคนเมือง ซึ่งได้น้อมนำ “บ้านของพระราชา” และแนวคิดเศรษฐกิจพอเพียง มาผสานการดีไซน์ไว้อย่างลงตัว ทำให้บ้านอุดมสมบูรณ์ไปด้วยอาหารและเจ้าของบ้านสามารถพึ่งพาตนเองได้ ถือเป็นอีกหนึ่งตัวอย่างเรื่องราวของบุคคลสานต่อที่พ่อทำ ที่ตอกย้ำให้เห็นว่าแนวทางของพ่อล้วนก่อให้เกิดความสุขที่ยั่งยืน สามารถรับชมภาพยนตร์โฆษณาว่าด้วยเรื่อง “Real estate” ได้ทาง LINE TV และแฟนเพจ สานต่อที่พ่อทำ ตั้งแต่วันที่ 27 มีนาคม 2560 เป็นต้นไป

ทั้งนี้ ผู้สนใจสามารถติดตามเรื่องราว แนวคิด หลักการดำเนินชีวิตของ 9 บุคคลสานต่อที่พ่อทำได้ทาง http://www.สานต่อที่พ่อทำ.com

ท้องอืด ท้องเสียเรื้อรัง เพราะกลูเตน ทำลำไส้เล็กพัง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/lady/256255

วันจันทร์ ที่ 13 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2560, 06.00 น.

พฤติกรรมคนรุ่นใหม่ที่นิยมบริโภคอาหารประเภทเบเกอรี่ ไม่ว่าจะ เค้ก พาย ขนมปัง ข้าวโอ๊ตซีเรียล ซึ่งในอาหารจำพวกแป้งเหล่านี้จะมีโปรตีนที่เรียกว่า กลูเตน (Gluten) ที่ช่วยทำให้อาหารเหนียว นุ่ม และยังมีประโยชน์ต่อร่างกาย โดยเฉพาะในกลุ่มคนที่รับประทานมังสวิรัติ และอาหารเจ แต่สำหรับผู้ที่แพ้กลูเตนอาจก่อให้เกิดผลเสียต่อร่างกายได้

การแพ้กลูเตน อาจก่อให้เกิดโรคที่เรียกว่า โรคเซลิแอค (Celiac Disease) โดยกลูเตนจะทำให้เกิดภาวะลำไส้อักเสบจากความผิดปกติของระบบภูมิคุ้มกันต่อตัวเอง (Autoimmune Disease) โดยระบบภูมิคุ้มกันของร่างกายจะสร้างแอนติบอดีเข้าไปทำลายเนื้อเยื่อบุเซลล์ที่ลำไส้เล็ก (Microvilli) ส่งผลให้เกิดการอักเสบและฝ่อในที่สุด ไม่สามารถทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ ทำให้การดูดซึมอาหาร เกลือแร่ วิตามิน ได้ไม่เพียงพอ

ณิศรา ตีระวัฒนพงษ์ 

ทั้งนี้ ผู้ป่วยจะมีอาการ ท้องอืด ท้องเสียเรื้อรัง ปวดท้องที่เกิดจากก๊าซในกระเพาะอาหาร โลหิตจาง (Anemia) เนื่องจากดูดกลืนโฟลิค และวิตามิน B12 ได้ไม่เพียงพอ อ่อนเพลีย น้ำหนักตัวลดลง กระดูกพรุน ระบบประสาททำงานผิดปกติ ผิวหนังเป็นผื่นบริเวณข้อศอกและเข่า ปวดตามข้อและกล้ามเนื้อ โกรธง่าย ซึมง่าย ในกรณีที่เกิดในเด็กจะทำให้เด็กโตช้า ตัวเล็กกว่าเด็กปกติทั่วไป ในผู้ป่วยโรคเซลิแอค บางรายจะไม่มีอาการเลยก็ได้แต่โรคดังกล่าวยังคงมีการทำลายลำไส้เล็กอย่างต่อเนื่อง

พบว่าทั่วโลกมีผู้ป่วยโรคเซลิแอคประมาณ 1-2% ประชากรไทยพบโรคนี้ได้ 0.3% พบได้มากในคนผิวขาว เป็นได้ในทุกช่วงอายุ แต่จะพบมากสุดในกลุ่มช่วงอายุ 35 ปีขึ้นไป โดยหากมีพ่อ แม่ พี่น้องในครอบครัวเป็นโรคนี้ จะมีโอกาสที่คนอื่นๆ ในครอบครัวจะเป็นโรคนี้ด้วยถึง 10%

ณิศรา ตีระวัฒนพงษ์ ผู้อำนวยการฝ่ายพัฒนาผลิตภัณฑ์และบริการทางห้องปฏิบัติการทางการแพทย์ เนชั่นแนลเฮลท์แคร์ซิสเท็มส์ หรือ N Health เผยว่า การวินิจฉัยโรคเซลิแอคนั้นทำได้โดยตรวจร่างกาย ตรวจเลือด ส่องกล้องและตัดชิ้นเนื้อในลำไส้เล็กเพื่อตรวจยืนยัน เนื่องจากโรคเซลิแอค จะมีอาการใกล้เคียงกับโรคอื่นๆ ของระบบลำไส้ ซึ่งแพทย์จะรักษาตามอาการ จึงมีคนไข้ที่อาจไม่ได้รับการวินิจฉัยว่าเป็นโรคเซลิแอค หากไม่ได้รับการตรวจเลือดเพื่อวินิจฉัยเบื้องต้นก่อน โดยสามารถตรวจได้ที่ห้องปฏิบัติการทางการแพทย์ของโรงพยาบาลทั่วไป

อย่างไรก็ตาม หากตรวจดูอาการของตนเองแล้วพบว่ามีอาการเข้าข่ายแพ้กลูเตน ควรปรึกษาแพทย์พร้อมประวัติการรักษาเกี่ยวกับโรคที่เกี่ยวกับช่องท้อง เพื่อให้ได้รับการวินิจฉัยโรคที่ถูกต้อง ทั้งนี้ หากตรวจแล้วพบว่าแพ้กลูเตนก็จำเป็นที่จะต้องหลีกเลี่ยงอาหารที่มีกลูเตนเป็นส่วนประกอบ รวมทั้งอาจจะต้องหลีกเลี่ยงการบริโภคนมด้วยเพราะผู้ที่เป็นโรคเซลิแอคจำนวนมากมีอาการแพ้นมเนื่องจากไม่สามารถย่อยแลคโตสได้ นอกจากนี้ ควรได้รับการแนะนำจากนักโภชนาการที่มีประสบการณ์โดยตรงในการจัดอาหารสำหรับผู้ที่เป็นโรคเซลิแอค และควรอ่านฉลากอย่างระมัดระวังก่อนที่จะบริโภคอาหารทุกชนิด

คุณแหน : 13 กุมภาพันธ์ 2560

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/lady/256269

วันจันทร์ ที่ 13 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2560, 06.00 น.

●● พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าโสมสวลี พระวรราชาทินัดดามาตุ เสด็จทรงปล่อยคาราวาน “ผลพลอยพึ่ง (ภาฯ) สินค้าชุมชนที่ประสบภัย” ในกิจกรรมของ มูลนิธิอาสาเพื่อนพึ่ง (ภาฯ) ยามยาก สภากาชาดไทย โดยร้านผลพลอยพอเพียงเพื่อนพึ่ง(ภาฯ)  สนับสนุนนำสินค้าชุมชนที่ประสบอุทกภัยภาคใต้ทั้ง 15 จังหวัด มาวางจำหน่ายที่ ห้างโลตัส, ท็อป, สยามพารากอน, เดอะมอลล์, บิ๊กซี, แม็คโคร, ฟิวเจอร์พาร์ค  ธนาคาร ธ.ก.ส, และ ธนาคาร ธนชาต เพื่อช่วยเหลือพี่น้องเกษตรกร  ตั้งแต่ 16 ก.พ.-19 มี.ค. สะดวกที่ไหนแวะไปนะคะ…

●● ข้าราชการระดับสูงของกระทรวงการพัฒนาสังคมฯ ได้ความรู้เต็มอิ่มกับหลักสูตร “ทิศทางผู้นำและการบริหารคน” โดย วิทยากร รศ.ดร.ศิริยุพา รุ่งเริงสุข ผอ.หลักสูตรการบริหารงานบุคคล แห่งสถาบันศศินทร์  จุฬาฯ  และ พล.ต.อ.อดุลย์ แสงสิงแก้ว รมว.กระทรวงการพัฒนาสังคมฯ ที่เข้าร่วมฟังด้วยได้มอบของที่ระลึกแทนคำขอบคุณ…

●● รพ.วิภาวดี จัดโปรโมชั่นเดือนแห่งความรักให้ทุกคู่รัก ควรไปตรวจสุขภาพเพื่อความแข็งแรง ก่อนเริ่มต้นชีวิตครอบครัว…

●● สุรชัย วิเศษโสภา นายกสมาคมช่างภาพสื่อมวลชนฯ แจ้งยังสมาชิกให้รีบติดต่อขอรับทุนการศึกษาแก่บุตร-ธิดา ประจำปีเพื่อช่วยเหลือค่าใช้จ่ายในครอบครัว ที่ สมาคมฯ ถ.ราชสีมา ถึง 20 มี.ค….

●● สาวสวยใจบุญ ม.ล.ปุญยนุช เกษมสันต์ ดุลยจินดา รองประธานชมรมนักวิชาการช่วยชาติ และประธานพิพิธภัณฑ์พอร์ซเลนฯ ทำบุญต่อเนื่องด้วยการนำแว่นตาใหม่เอี่ยมจำนวนมากมาบริจาคในโครงการ ยิ่งให้..ยิ่งสุข ในโอกาสเข้าสู่ปีที่ 20 ของ TRSC ศูนย์เลสิคนานาชาติ เพื่อส่งต่อแก่ผู้ด้อยโอกาส…

●● กลับมาอีกครั้งสำหรับผู้ที่พลาดชม “ละครลอดลายมังกร เดอะมิวสิคัล” ผลงานการกำกับของ ถกลเกียรติ วีรวรรณ ที่ โรงละครรัชดาลัยเธียเตอร์ แสดงถึง 19 ก.พ. …

●● วันวาเลนไทน์ 14 ก.พ.นี้ คริมา กุญชร ณ อยุธยา ผู้บริหารสาวคนเก่ง บรรจงจัดเมนูดินเนอร์ส่วนตัวหรูเลิศรสทั้งไทยและเวสเทิร์นมาให้เลือกอร่อย คลอเคล้าด้วยเสียงเพลงคลาสสิกโรแมนติกครบทุกบรรยากาศ ริมน้ำเจ้าพระยา ณ ศาลาริมน้ำ โรงแรมมณเฑียร ริเวอร์ไซด์…

●● กระเป๋า 17 ใบ ที่อัดแน่นด้วยเสื้อผ้าที่สร้างความฮือฮาในการใส่ประกวดมิสยูนิเวิร์ส ของ ชลิตา ส่วนเสน่ห์ มิสยูนิเวิร์สไทยแลนด์ พร้อมนำมาให้คนไทยได้ชมอย่างใกล้ชิด ในงาน “Siam Paragon Celebrates The Pride of Thailand 2017” โดยจัดแสดงระหว่าง 10-17 ก.พ.  และ “น้องน้ำตาล” จะมาปรากฏโฉมในชุดประจำชาติให้ได้ยลความงามอย่างใกล้ชิด 14 ก.พ. เวลา 14.30 น. ณ คริสตัล คอร์ท ชั้น M สยามพารากอน…●●

 
คุณแหน

ธ คือ ปราชญ์แห่งแผ่นดิน รำลึก‘พ่อหลวง’ครูผู้ทรงธรรม

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/lady/256265

วันจันทร์ ที่ 13 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2560, 06.00 น.

“เป็นครูใช่ไหม ขอฝากเด็กๆ ด้วยนะ ช่วยสอนให้เขาเป็นคนดี”…

คำตรัสสั้นๆ ที่ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช “ในหลวงรัชกาลที่ 9” พระมหากษัตริย์ผู้เป็นที่รักยิ่งของปวงชนชาวไทย ทรงตรัสกับ “วิทย์ อนันตะ” ข้าราชการครู ที่มีโอกาสได้เข้าเฝ้าฯ รับเสด็จฯ และได้รับพระราชทานเหรียญที่ระลึกจากพระหัตถ์ของพระองค์ท่าน เมื่อครั้งเสด็จฯ ประพาสภาคเหนือเป็นครั้งแรก วันที่ 1 มี.ค.2501 ณ อ.ศรีสำโรง จ.สุโขทัย

ที่ได้กลายเป็นเครื่องยึดเหนี่ยว และ “แรงบันดาลใจ” ให้ครูอีกมากมาย ยังคง “ทำหน้าที่” แม้ต้องไปอยู่ในพื้นที่ลำบาก-ห่างไกล “ทุรกันดาร” ดังเรื่องราวของ “จารุณี สุทธิสวรรค์” ครูโรงเรียนไทยรัฐวิทยา 12 (บ้านเอก) ที่ถูกเปิดเผยในงานนิทรรศการ “ธ คือ ปราชญ์แห่งแผ่นดิน” ณ อาคารเรือนกล้วยไม้ อุทยานหลวงราชพฤกษ์ จ.เชียงใหม่

“แม่พิมพ์ของชาติ” ผู้นี้ กล่าวว่า วันแรกที่เป็นครู รู้ว่าต้องไปประจำที่ “แม่อาย” อำเภอที่อยู่ห่างจากตัวเมืองเชียงใหม่ถึง 173 กิโลเมตร อีกทั้งยังเป็น “ชายแดน” ติดกับประเทศเมียนมา เด็กนักเรียนที่นี่จึงมีทั้ง “กลุ่มชาติพันธุ์” หรือชาวไทยภูเขา รวมถึงเด็กจากฝั่งประเทศเพื่อนบ้านที่อพยพเข้ามาอาศัย “ร่มเงา” แผ่นดินไทย

จารุณี หรือที่เด็กๆ เรียกว่า “ครูแจ๋วแหวว” กล่าวอีกว่า แม้ภารกิจหลักของครูระดับประถมศึกษา คือการสอนให้เด็กๆ “อ่านออก เขียนได้” ใช้ภาษาไทยได้ถูกต้องคล่องแคล่ว แต่การเน้นเพียงสอน “วิชาการ” ด้านหนังสือตำราอย่างเดียวคงไม่ได้ผล เพราะเด็กๆ ยังไม่รู้จักวัฒนธรรมไทย ทำให้อาจจะไม่รู้สึก “ผูกพัน” กับบ้านหลังนี้

“จริงๆ เราจบเอกประถม แต่นาฏศิลป์เป็นความสามารถที่ติดตัวเรามา และเป็นสิ่งที่เรารัก ดังนั้นในฐานะครูจึงมีแนวคิดที่จะนำศาสตร์ด้านนาฏศิลป์ ซึ่งเราเชื่อว่าสามารถสร้างความเป็นมนุษย์ที่สมบูรณ์ให้แก่เด็กๆ ได้ จึงนำเอานาฏศิลป์เข้ามาช่วยกล่อมเกลาเด็กๆ” ครูแจ๋วแหวว กล่าว

“ครูแจ๋วแหวว” กล่าวต่อไปว่า การนำนาฏศิลป์เข้าไปเป็น “กิจกรรมเสริม” นอกเวลาเรียน นอกจากจะทำให้เด็กๆ ผูกพันกับ “ความเป็นไทย” แล้ว ยังทำให้มีนิสัย “ละเอียดอ่อน” และเสริมสร้างพัฒนาการด้วย จากประสบการณ์สอน พบว่า หากนำสิ่งที่เป็น “ศิลปะ” มาหล่อหลอมจิตใจ ผู้เรียนจะสามารถเรียนรู้ในสิ่งที่อยู่ในศาสตร์หรือวิชาอื่นๆ ได้ดีขึ้นด้วย แม้จะเป็น…

“เด็กยากไร้-คนชายขอบ”!!!

ตัวอย่างของการสอน อาทิ การน้อมนำบทพระราชนิพนธ์เรื่อง “พระมหาชนก” ที่มีคติสอนใจคือ “ความเพียร” ให้เด็กเล่านิทานและใช้ภาษาท่าทางประกอบในการเรียนนาฏศิลป์เพื่อ “สื่อสารความหมาย” จนเด็กๆ “ซึมซับ” นำหลักและแนวคิดของท่านไปปรับใช้ในการเรียนหนังสือ และในชีวิตประจำวัน

“เพราะชีวิตของเราทุกคนจะต้องผ่านอุปสรรคและปัญหา แต่ถ้าเรารู้สึกท้อเสียก่อน หรือขาดความเพียรพยายามแล้ว เราอาจจะไม่ประสบความสำเร็จได้” ครูจารุณี ระบุ

หากถามว่าอะไรคือ “แรงบันดาลใจ” ให้ทำหน้าที่มาจนถึงขณะนี้ “ครูจารุณี” ตอบว่า เพราะได้เห็นพระราชกรณียกิจของ “พ่อหลวง” ที่ทรงมุ่งยกระดับคุณภาพชีวิตของคนไทย เสด็จพระราชดำเนินไปแม้ในที่ที่เส้นทาง “ทุรกันดาร” ทำให้รู้สึกมี
ความสุขที่ตนได้ทำให้เด็กกลุ่มนี้ที่ใครๆ มองว่า “ขาดโอกาส” ได้เติบโตแบบไม่น้อยหน้าเด็กในเมือง หรืออย่างน้อยที่สุด คือ “พึ่งพาตนเองได้”

ขณะที่ “อัศวิน เตชะเจริญวิกุล” รองประธานกรรมการมูลนิธิ บีเจซี บิ๊กซี กล่าวว่า นิทรรศการครั้งนี้ เน้นเรื่องราวเกี่ยวกับ “ความเป็นครู” ตั้งแต่การใช้“กล้วยไม้” สัญลักษณ์ประจำ “วันครู” มาประดิษฐ์เป็น “กังหันกล้วยไม้” เพื่อใช้ประดับตรงบริเวณทางเข้าชมนิทรรศการ เพราะครูเปรียบเสมือน “พ่อแม่คนที่สอง”เป็นผู้ให้แสงสว่างในชีวิต เป็นบุคคลสำคัญในการให้การศึกษาเรียนรู้

“กล้วยไม้มีลักษณะและความหมายคล้ายคลึงกับสภาพชีวิตครู เพราะกล้วยไม้ต้องใช้ระยะเวลาในการดูแลเอาใจใส่ จึงจะผลิดอกสวยงามให้ได้ชื่นชม เช่นเดียวกับครูที่ต้องอาศัยเวลาในการปลูกฝังและสั่งสอนลูกศิษย์ให้เจริญเติบโตเป็นบุคลากรที่ดีของชาติต่อไป” รอง ปธ.มูลนิธิ บีเจซีฯ อธิบาย

สำหรับนิทรรศการ “ธ คือ ปราชญ์แห่งแผ่นดิน” จัดแสดงอยู่ในบริเวณอาคารเรือนกล้วยไม้ อุทยานหลวงราชพฤกษ์ จ.เชียงใหม่ และเปิดให้ชมแล้วตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป แบ่งออกเป็น 5 ส่วน ประกอบด้วย…

# พื้นที่ที่ 1 “ความรู้ คือ รากฐาน”…เป็นจุดเริ่มต้นแห่งการบ่มเพาะเมล็ดพันธุ์การศึกษา ความรู้นั้นเปรียบเสมือนรากของต้นไม้ที่ต้องหยั่งลึกอย่างมั่นคง เช่นเดียวกับการสร้างคนที่จะเป็นกำลังสำคัญในการสร้างชาติ โดยจัดแสดงวัตถุจำลองที่เป็นดั่งตัวแทนของความรู้และการศึกษาด้านต่างๆ

# พื้นที่ที่ 2 “ปลูกต้นไม้แห่งปัญญา”…การรดน้ำ พรวนดินและการดูแลรักษา “ต้นไม้แห่งปัญญา” ทั่วประเทศที่ “มหาราชาผู้ทรงเป็นครูแห่งแผ่นดิน” ทรงมอบแด่เหล่าราษฎร เล่าเรื่องผ่านพระราชกรณียกิจด้านการศึกษาที่แตกต่างกันในแต่ละพื้นที่ พร้อมชมวีดิทัศน์ “พระบรมราโชวาท”
ของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ในพิธีพระราชทานปริญญาบัตรแก่บัณฑิตของมหาวิทยาลัย

# พื้นที่ที่ 3 “ผลิดอกผลความยั่งยืน”…จากเมล็ดพันธุ์ที่ทรงปลูกและดูแลได้ผลิดอกผลแห่งความสำเร็จเป็น “ครูต้นแบบ” ในโครงการบีเจซี “ครูไทยของแผ่นดิน” ที่ร่วมดำเนินตามรอยพระบาท น้อมนำปรัชญาของพระองค์มาเป็นแนวทางการปฏิบัติตน เพื่อเสริมสร้างกำลังใจ สร้างคุณประโยชน์ต่อวงการการศึกษาของชาติ

# พื้นที่ที่ 4 “พระบารมีเพื่อปวงประชา”…หลักแนวคิดสำคัญในการทรงงานของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ที่ผู้เข้าชมสามารถน้อมนำพระราชปณิธานและหลักแนวคิดที่เปรียบเสมือน “วิชาอันยิ่งใหญ่” ของพระองค์ไปสานต่อแนวคิดและปรัชญาการดำเนินชีวิตได้อย่างยั่งยืน

# พื้นที่ที่ 5 “มูลนิธิ บีเจซี บิ๊กซี ร่วมสร้างสังคมให้เกิดพลัง…ปัญญา ตามรอยพระบาทยาตรา” กว่า 135 ปีแห่งความมุ่งมั่นพัฒนาของบริษัท เบอร์ลี่ ยุคเกอร์ จำกัด (มหาชน) และ 24 ปี ของบริษัท บิ๊กซี ซูเปอร์เซ็นเตอร์ จำกัด (มหาชน) ได้จัดแสดงประวัติความเป็นมาตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน ที่ได้ดำเนินธุรกิจด้วยความซื่อสัตย์ตามหลักธรรมาภิบาล ภายใต้ร่มพระบรมโพธิสมภาร ยังความตระหนักรู้และให้สำนึกในพระมหากรุณาธิคุณอันล้นพ้นของสถาบันพระมหากษัตริย์ ที่สำหรับ
พสกนิกรชาวไทยแล้วถือเป็น…

“ร่มโพธิ์ร่มไทร” ตลอดมา!!!

พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ทรงมีพระราชดำรัสพระราชทานแก่คณะครูอาวุโส ในโอกาสเข้าเฝ้าฯ ณ พระตำหนักจิตรดารโหฐาน เมื่อวันที่ 21 ต.ค.2521 ความว่า…

“…ถ้าครูไม่ห่วงประโยชน์ที่ควรจะห่วง หันไปห่วงอำนาจ ห่วงตำแหน่ง ห่วงสิทธิ และห่วงรายได้กันมากเข้า แล้วจะเอาจิตใจที่ไหนมาห่วงความรู้ ความดี ความเจริญงอกงามของเด็ก ความห่วงใยในสิ่งเหล่านี้ก็จะค่อยๆ บั่นทอนทำลายความเป็นครูไปจนหมดสิ้น จะไม่มีอะไรเหลือไว้พอที่ตัวเองจะภาคภูมิใจ หรือผูกใจใครไว้ได้ ความเป็นครูก็จะไม่มีค่าเหลืออยู่ให้เป็นที่เคารพบูชา
ต่อไป…”

เป็นภาพสะท้อนว่าพระองค์ท่านทรงให้ความสำคัญกับอาชีพครู ในฐานะ “ผู้สร้างคน” และแม้วันนี้ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช จะเสด็จสวรรคตไปแล้วก็ตาม แต่เชื่อว่าเหล่า “พ่อพิมพ์-แม่พิมพ์ของชาติ” จะยังคง “สานต่อ” งานที่พระองค์ทรงวางรากฐานเป็น “มรดก” นี้ต่อไปอย่างสุดความสามารถ…

 

‘มือเท้าชา’ สัญญาณอันตราย โรคปลายประสาทอักเสบ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/lady/256254

วันจันทร์ ที่ 13 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2560, 06.00 น.

 

หลายๆ คนคงเคยเกิดอาการ “ชาตามปลายมือปลายเท้า” อยู่บ้าง ซึ่งคนส่วนใหญ่ไม่ค่อยใส่ใจกับอาการที่เกิดขึ้น เพราะคิดว่าเป็นอาการที่เกิดขึ้นชั่วคราวและสามารถหายได้เอง แต่หารู้ไม่ว่า “อาการชา” ที่เกิดขึ้นบ่อยๆ อาจเป็นสัญญาณเตือนของโรคปลายประสาทอักเสบ ซึ่งถ้าปล่อยไว้เป็นเวลานานโดยไม่ได้รับการรักษา ก็อาจจะทำให้เกิดอาการกล้ามเนื้ออ่อนแรง กล้ามเนื้อลีบ และความรู้สึกรับรู้ลดลงจนหมดความรู้สึกได้

เกี่ยวกับอาการมือเท้าชา ที่เป็นสาเหตุของของโรคปลายประสาทอักเสบ นี้ นายแพทย์สมชาย โตวณะบุตร แพทย์ทรงคุณวุฒิทางอายุรกรรม สาขาประสาทวิทยา สถาบันประสาทวิทยา ให้ข้อมูลว่า โรคปลายประสาทอักเสบ สามารถเกิดขึ้นได้กับทุกคน เฉลี่ยอายุ 30 ปีขึ้นไป โดยกลุ่มคนที่จัดอยู่ในกลุ่มเสี่ยงต่อโรคนี้ ได้แก่ ผู้ป่วยโรคเบาหวาน คนที่ทำงานหนัก พักผ่อนน้อย คนที่ดื่มแอลกอฮอล์เป็นประจำ คนที่รับประทานอาหารไม่ครบ 5 หมู่ คนที่ร่างกายขาดวิตามินบางชนิด (วิตามิน บี 1 บี 6 บี 12) และคนที่รับประทานยาบางตัวที่มีผลข้างเคียงต่อเส้นประสาท

ระบบประสาทของเราแบ่งออกเป็น 2 ส่วนใหญ่ๆ คือ

1.ระบบประสาทส่วนกลาง ประกอบด้วยสมองและไขสันหลัง ซึ่งมีหน้าที่เป็นศูนย์ควบคุม สั่งการและส่งคำสั่งโดยกระแสประสาท

2.ระบบประสาทส่วนปลาย ทำหน้าที่รับคำสั่งจากระบบประสาทส่วนกลางและส่งต่อคำสั่งไปยังกล้ามเนื้อ ส่งผลให้เราสามารถเคลื่อนไหวและรับรู้ความรู้สึกได้ โดยระบบประสาทส่วนปลายมีเส้นประสาททำหน้าที่เหมือนเป็นสายไฟฟ้าในการนำคำสั่งไปตามอวัยวะต่างๆ ซึ่งเส้นประสาทส่วนปลายที่ออกจากสมอง มีอยู่ทั้งหมด 12 คู่ซ้ายขวา แต่ละคู่ควบคุมการทำงานในแต่ละส่วนของร่างกายที่แตกต่างกันไป โดยเส้นประสาทที่มักพบอาการอักเสบและเห็นความผิดปกติของร่างกายได้ชัด เช่น เส้นประสาทคู่ที่ 7 เป็นเส้นที่เกิดขึ้นบ่อยๆ ถ้าเกิดการอักเสบ ทำให้เกิดโรคหน้าเบี้ยว ใบหน้าอ่อนแรงครึ่งซีก ซึ่งส่วนหนึ่งเกิดจากการติดเชื้อไวรัสในช่วงที่เราทำงานหนัก พักผ่อนน้อย, เส้นประสาทคู่ที่ 8 ถ้าเกิดการอักเสบ ทำให้สูญเสียการทรงตัว เกิดอาการบ้านหมุนตามมา บางรายอาจเกิดเสียงแว่วในหู หรือหูดับ เส้นประสาทคู่ที่ 3, 4, 6 อักเสบ มักจะพบในกลุ่มผู้ป่วยเบาหวาน อาการที่เจอคือ เห็นภาพซ้อนในแนวใดแนวหนึ่ง และเส้นประสาทที่อาจจะพบการอักเสบได้อีก ได้แก่ เส้นที่ 5 จะมีอาการปวดเสียวแปล๊บๆ บนใบหน้า เหมือนไฟฟ้าช็อต มักเกิดซีกใดซีกหนึ่งของหน้า

นายแพทย์สมชาย โตวณะบุตร

ทั้งนี้ เส้นประสาทที่ออกจากไขสันหลังมีหลายสิบคู่ ซึ่งอาจเจอในเรื่องของเส้นประสาทถูกกดทับ หรืออักเสบได้ จากการที่เราใช้อวัยวะ อาทิ คอ มือ เอว ในท่าทางที่ไม่ถูกต้องนานๆ โดยกลุ่มแม่บ้าน คนที่ใช้มือเยอะๆ เช่น คนขี่มอเตอร์ไซค์ คนที่พิมพ์คอมพิวเตอร์นานๆ รวมไปถึงคนที่มีหมอนรองกระดูกเสื่อม อาจจะพบเส้นประสาทถูกกดทับได้มากกว่าคนทั่วไป อาการที่พบคือ ชา ปวดแปล๊บๆ ปวดร้อนๆ ซ่าๆ ตามบริเวณที่ถูกกดทับ หากได้รับการรักษาแต่เนิ่นๆ ก็จะมีโอกาสทุเลาลง หรือหายขาดได้ แต่ถ้าเรานิ่งเฉย ไม่สนใจ และปล่อยให้อาการเหล่านี้เกิดต่อเนื่องเรื่อยๆ และทวีความรุนแรงขึ้น ก็อาจจะส่งผลให้เกิดกล้ามเนื้ออ่อนแรง กล้ามเนื้อลีบเล็กลง หรือเป็นอัมพฤกษ์ อัมพาต จนไม่สามารถเคลื่อนไหวได้ หรือไม่สามารถรับความรู้สึกได้เหมือนเดิม

“การดูแลตัวเองและป้องกันไม่ให้เกิดโรคปลายประสาทอักเสบเป็นสิ่งสำคัญ วิธีการป้องกันสามารถทำได้โดยการพักผ่อนให้เพียงพอ รับประทานอาหารให้ครบ 5 หมู่ เลิกดื่มแอลกอฮอล์ งดสูบบุหรี่ ปรับรูปแบบการใช้ชีวิตประจำวันไม่ให้เส้นประสาทเสี่ยงต่อการถูกกดทับ แต่หากมีอาการที่ใกล้เคียงกับที่กล่าวไปก่อนหน้านี้และสงสัยว่าอาจจะเป็นโรคปลายประสาทอักเสบ สามารถเข้ารับการตรวจคัดกรองเบื้องต้นจากสถานพยาบาลทั่วประเทศ นอกจากนี้ ทางบริษัท เมอร์ค จำกัด ได้จัดกิจกรรม Nerve Clinic Activation โดยให้การสนับสนุนสถานพยาบาลสำหรับเครื่องมือตรวจคัดกรองแบบ Vibrometer โดยเครื่องมือนี้ใช้เทคโนโลยีในการตรวจสอบการรับความรู้สึกที่เท้า โดยวัดความรู้สึกจากแรงสั่นสะเทือนที่เท้า ซึ่งเหมาะสำหรับตรวจคัดกรองเบื้องต้นสำหรับกลุ่มคนที่มีภาวะโรคปลายประสาทอักเสบแอบแฝง ส่วนขั้นตอนในการรักษานั้นแพทย์จะรักษาตามสาเหตุที่ทำให้เกิดโรค เช่น การให้ยาหรือการให้วิตามิน บี 1 บี 6 บี 12 ขนาดที่เหมาะสม รวมถึงการทำกายภาพบำบัดในรายที่กล้ามเนื้ออ่อนแรง

สำหรับผู้ที่สนใจเกี่ยวกับโรคชาปลายประสาทอักเสบ สามารถเข้าร่วมสัมมนาได้ที่งาน “Care your love, care your Nerve” พร้อมกับตรวจคัดกรองเบื้องต้นด้วยเครื่อง Vibrometer ฟรี ในวันเสาร์ที่ 11 มีนาคม 2560 เวลา 06.30-09.30 น. และ 16.00-19.00 น. ณ ศาลาภิรมย์ภักดี สวนลุมพินี สำรองที่นั่งได้ที่ 081-6226444 ไม่มีค่าใช้จ่ายใดๆ (ที่นั่งจำนวนจำกัด)

ของขวัญเพื่อสุขภาพรับวาเลนไทน์ การันตีว่า…‘ดีต่อใจ’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/lady/256257

วันจันทร์ ที่ 13 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2560, 06.00 น.

“วันแห่งความรัก” เทศกาลที่เต็มไปด้วยสัญลักษณ์รูป “หัวใจ” และการให้ของขวัญแทนความรู้สึกที่ขาดไม่ได้อย่างขนมหวานรูปหัวใจ ช็อกโกแลตช่อดอกไม้ หรือการไปดินเนอร์ของคู่รัก นอกจากจะเป็นวันที่หนุ่มสาวได้แสดงความรักต่อกันแล้ว ยังถือเป็นโอกาสดีในการดูแลหัวใจของคนในครอบครัวเพื่อแสดงความรักและความห่วงใยด้วย

บริษัท ออมรอน เฮลธแคร์ (ประเทศไทย) จำกัด ผู้นำด้านผลิตภัณฑ์เพื่อสุขภาพ ขอแนะนำไอเดียทางเลือกในการมอบของขวัญในวันวาเลนไทน์ ที่จะช่วยดูแลสุขภาพหัวใจของคนที่คุณรัก ให้แข็งแรงและอยู่รักกันไปนานๆ ด้วยการป้องกันภาวะความดันโลหิตสูง ที่ซึ่งเป็นปัจจัยเสี่ยงสำคัญที่ก่อให้เกิดโรคทางหลอดเลือดต่างๆ โดยเฉพาะโรคหลอดเลือดหัวใจและสมอง อันเป็นสาเหตุหลักอันดับ 2 ของอัตราการเสียชีวิตในประเทศไทย

ขนมเพื่อสุขภาพ

1.ขนมเพื่อสุขภาพแทนขนมหวานรูปหัวใจ ลองเปลี่ยนจากการซื้อขนมหวานรูปหัวใจมาเป็นการมอบขนมเพื่อสุขภาพแทนความห่วงใย จากการศึกษาพบว่าการรับประทานข้าวขาวหรือแป้งขัดสีที่อยู่ในขนมหวานหรืออาหารเติมน้ำตาลนั้นเสี่ยงต่อการเป็นโรคหัวใจได้ แม้จะไม่เป็นเบาหวานก็ตาม ปัจจุบันมีทางเลือกขนมเพื่อสุขภาพมากมาย ไม่ว่าจะเป็น คุกกี้ไร้เนย บราวนี่ที่ใช้ถั่วแดงแทนแป้ง หรือหากใครที่ยังรู้สึกว่าวันวาเลนไทน์ต้องมาคู่กับช็อกโกแลตแล้วล่ะก็ ลองหาขนมที่ใช้ส่วนผสมของดาร์กช็อกโกแลตที่มีส่วนประกอบของน้ำตาลและไขมันอิ่มตัวน้อยกว่าปกติ จากการศึกษาพบว่าโกโก้ช่วยลดการเกิดโรคหัวใจได้ถึงร้อยละ 75 เพราะโกโก้มีสารจำพวกฟลาวานอยด์ที่ช่วยป้องกันการอุดตันของเส้นเลือดแดงได้ จึงช่วยลดโอกาสเกิดหัวใจวายและเส้นเลือดในสมองแตก นอกจากนี้ ยังมีรายงานว่าดาร์กช็อกโกแลตช่วยลดความดันโลหิตได้อีกด้วย

สมุนไพรไทยแทนช่อดอกไม้

2.สมุนไพรไทยแทนช่อดอกไม้ เลิกยึดติดธรรมเนียมการให้ช่อดอกไม้แบบฝรั่งมาเป็นการดูแลหัวใจแบบไทยๆ ด้วยช่อสมุนไพรไทยที่มีสรรพคุณในการช่วยลดความดันโลหิตสูงอย่าง กระเทียม ขิง ใบกะเพรา มะกรูด กระเจี๊ยบแดง ใบบัวบก ตะไคร้ ขึ้นฉ่าย ฟ้าทะลายโจร เป็นต้น

เครื่องดื่มผักผลไม้สกัดเย็น

3.ชนแก้วด้วยเครื่องดื่มผักผลไม้สกัดเย็น การทานดินเนอร์นับเป็นอีกหนึ่งกิจกรรมฉลองวันวาเลนไทน์ที่โรแมนติกที่สุด ลองเปลี่ยนจากเครื่องดื่มแอลกอฮอล์เป็นเครื่องดื่มผักผลไม้สกัดเย็น ให้คนที่คุณรักได้รับวิตามินเข้าไปเสริมสร้างร่างกายอย่างเต็มที่โดยคุณประโยชน์ไม่สูญเสียไปเพราะความร้อน ควรเลือกเครื่องดื่มที่มีส่วนผสมจากแอปเปิ้ล องุ่น อโวคาโด อัลมอนด์ หรือเมล็ดแฟล็กซีด ซึ่งได้ชื่อว่าอุดมไปด้วยวิตามันซี และบี สารอาหารที่ช่วยลดความเสี่ยงต่อการเกิดโรคหัวใจและหลอดเลือด

เครื่องวัดความดันโลหิตติดบ้าน 

4.เครื่องวัดความดันโลหิตติดบ้าน ดูแลหัวใจของคนที่คุณรักโดยเฉพาะพ่อแม่สูงวัยอย่างเหมาะสมที่สุด ด้วยการติดตามดูแลและควบคุมระดับความดันโลหิตซึ่งเป็นปัจจัยเสี่ยงสำคัญที่ก่อให้เกิดโรคทางหลอดเลือดต่างๆ ให้อยู่ในเกณฑ์ที่เหมาะสม
จากการศึกษาพบว่า การวัดความดันด้วยตนเองที่บ้านทุกวันเป็นวิธีที่ดีที่สุดในการเฝ้าระวังภาวะความดันโลหิตสูงและโรคเกี่ยวกับหัวใจที่อาจจะตามมา

ทั้งนี้ เครื่องวัดความดันของออมรอน รุ่น HEM-7130 มาพร้อมเทคโนโลยี IntelliSense ซึ่งเป็นเอกสิทธิ์ของออมรอนที่ทำให้การวัดความดันโลหิตทำได้อย่างรวดเร็วและแสดงผลแม่นยำที่สุด ด้วยระบบผ้าพันแขนที่บีบต้นแขนน้อยกว่า ลดอาการเจ็บ พร้อมสัญลักษณ์แจ้งการพันปลอกแขนที่ถูกต้องเพื่อประสิทธิผลที่ดีที่สุดในการวัด รวมถึงการตรวจจับและแสดงการเต้นของหัวใจที่ผิดปกติ นอกจากนี้ยังมีฟังก์ชั่นแสดงการเคลื่อนไหวของร่างกายขณะวัดความดัน ตัวเครื่องมาพร้อมหน่วยความจำบันทึกผล 60 ครั้ง พร้อมวันที่และเวลา เพื่อให้แพทย์สามารถนำข้อมูลมาประกอบการรักษาได้อย่างเหมาะสม โดยเวลาเหมาะสมในผู้ใหญ่ คือค่าความดันตัวบน (SYS) ไม่เกิน 135 มิลลิเมตรปรอท และค่าความดันตัวล่าง (DIA) ไม่เกิน 85 มิลลิเมตรปรอท