“นายกฯ”ลั่นท้าทายเผชิญโลกที่เปลี่ยนแปลง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/politic/265714

นายกฯ, ลั่น, ท้าทาย, เผชิญ, โลก, ที่, เปลี่ยนแปลง, บิ๊กตู่

“บิ๊กตู่”ระบุต้องท้าทายเผชิญโลกที่เปลี่ยนแปลง ใช้เทคโนโลยีให้เกิดประโยชน์ “ลั่น” ไม่เคยต่อต้านประชาธิปไตย บอกตัวเองก็เป็นนักปชต. วอนรักใครต้องมีสติใช้สมอง

        17 มี.ค. — พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) เป็นประธานกล่าวปาฐกถาพิเศษ”การขับเคลื่อนThailand 4.0 ด้านเกษตรอาหาร และเทคโนโลยีชีวภาพ” ตอนหนึ่งว่า ทุกวันนี้ไม่ว่าจะจบคณะอะไรมาทุกอย่างต้องทำงานร่วมกัน เพราะอยู่ห่วงโซ่เดียวกัน ไม่ใช่โซ่ ที่กระทรวงยุติธรรมกำลังจะออกมา เพื่อติดตามคนที่กระทำผิด สำหรับประเทศไทยเองนั้น พื้นฐานอาชีพนคือเกษตรกรรม ที่ต้องดูแลมากเป็นพิเศษ ปัจจุบันปัญหาของโลกที่เรายังต้องติตตาม เรื่องสภาพอากาศ โรคระบาดที่เกิดขึ้นใหม่ ที่เกษตรกรต้องรับมือ พร้อมให้กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ไปคิดว่าจะทำอย่างไร ไม่ให้หนอนหัวดำมีที่ยืนในประเทศไทย

พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวว่า วันนี้เราต้องท้าทาย และเผชิญหน้ากับการเปลี่ยนแปลง เทคโนโลยีปัจจุบันมีความทันสมัยมากขึ้น โดยเฉพาะการใช้โทรศัพท์มือถือ ประเทศไทยมีการพัฒนาในการใช้โทรศัพท์ เฟซบุ๊ค เว็ปไซด์ สูงมาก ดังนั้นขอให้ใช้ประโยชน์จากโทรศัพท์ให้มากที่สุด อย่าใช้เพียงเพื่อความบันเทิง หรือใช้เพื่อความขัดแย้ง เราจะต้องไม่หยุดนิ่ง จะดำเนินชีวิตแบบเดิม ๆ ต่อไปไม่ได้อีกแล้ว หลายคนออกมาเรียกร้องให้กลับไปอยู่จุดนั้น ขุดนี้ แล้วทุกคนก็อ้างว่าจะต้องเป็นประชาธิปไตย

“ผมไม่เคยไปต่อต้านพวกท่าน ผมเป็นนักประชาธิปไตยคนหนึ่ง แต่ผมต้องอยู่ในกรอบประชาธิปไตยที่ถูกต้อง ทำอย่างไรประชาธิปไตยจะไม่ถูกบิดเบือน จะต้องไม่ขัดแย้ง ประชาชนจะต้องยืนอยู่ตรงไหน ถือเป็นสิ่งสำคัญของประเทศไทย หลายประเทศทำได้ทั้งหมด มีเพียงประเทศไทยประเทศเดียวที่ทำอะไรไม่ได้สักอย่าง เพราะติดขัดในข้อกฎหมาย ไม่ปฏิบัติตามข้อกฎหมาย คนที่บังคับใช้กฎหมายก็ทำไม่ได้ ล้วนแต่เป็นปัญหาของประเทศ ซึ่งเราต้องร่วมมือกันจัดระเบียบสังคมอีกสักหน่อย แต่ไม่ได้หมายความว่าจะไปละเมิดสิทธิ์ เพียงแต่เราต้องดูว่าเวลาที่คนเหล่านี้ไปละเมิดสิทธิ์ผู้อื่น ทำให้ประชาชนสังคม และประเทศเดือดร้อนแค่ไหน โดยเฉพาะคนบางกลุ่มแล้วดูว่าทำไมพวกผมถึงต้องเข้ามาทำแบบนี้ ยืนยันว่าผมไม่ได้รังแกใคร ผมทำเพื่อทุกคนในประเทศนี้ 70 กว่าล้านคน ยืนยันว่าไม่ได้ทำเพื่อใครคนใดคนหนึ่ง เราไม่สามารถจะอยู่นิ่งได้ ไม่ว่าจะเป็นการใช้ชีวิต การทำธุรกิจ ผมและรัฐมนตรีทุกคนจะต้องเรียนรู้งานทั้งหมด ทั้งในฐานะผู้ปฏิบัติ และผู้กำหนดนโยบาย แต่ทั้งหมดอย่าไปเครียด เราต้องอยู่กับสิ่งที่เป็นปัจจุบันให้ได้ ต้องอยู่กับความขัดแย้งให้ได้ โดยตัวเราจะต้องเป็นผู้ลดความขัดแย้งด้วยตัวเอง ถ้าทุกคนช่วยกันลดความขัดแย้งก็จะลดลง ถ้าทุกคนช่วยกันปรองดองก็จะปรองดองทั้งหมด อย่าไปร่วมขัดแย้งกับใคร ไม่ใช่ใครชวนไปก็ไปกับเขาแล้วเกิดความขัดแย้ง เนื่องจากคนไทยละเอียดอ่อนมีฟิลลิงค์ รักใครก็รักจริง เกลียดใครก็เกลียดจริง เกลียดไม่เลิก เราต้องปรับตัวด้วยเหตุผล จะรักใครต้องรักด้วยเหตุผล เหมือนผู้หญิงรักใครต้องรักด้วยสมอง อย่าใช้แค่ความรู้สึก หรือรูปร่างหน้าตา จะต้องใช้สติปัญญาในการรักคน ผมมีประสบการณ์มาก่อน ต้องใช้สมอง”พล.อ.ประยุทธ์ กล่าว

พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวว่า เราจำเป็นต้องรู้เท่าทัน และเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา เป้าหมายหลักของรัฐบาลคือการนำประเทศ หลุดพ้นจากกับดักรายได้ประเทศปานกลาง กับดักคือหลุมพราง หลอกล่อให้คนเดินเข้าไปมีคนเข้ามาจูงเข้าไปตกหลุมตกร่องตลอดทาง เพราะถ้ารู้ว่าเป็นกับดักก็อย่างหลงเดินเข้าไป หาทางเดินที่ปลอดภัย ประเทศก็เช่นเดียวกันถ้ายังมัวติดกับดักเดิม ๆ ทั้งความขัดแย้ง ความไม่เข้าใจ ประชาธิปไตยที่นอกกรอบมากเกินไป ประชาชนขาดหลักคิดที่ดี การศึกษาที่ไม่ต้องเนื่องไม่เรียนรู้ คิดวิเคราะห์ไม่ได้ ก็จะทำให้ประเทศติดอยู่กับกับดักเดิม ๆ และเกิดปัญหาคนที่จ้องหาผลประโยชน์กับความอ่อนแอต่าง ๆ

ยันไม่ลดสิทธิประโยชน์ประชาชน พ้อแค่แตะขึ้น VAT โดนรุม บอกยังขึ้นไม่ได้ ลั่นทำงานฟังเสียง 70 ล้านคน

พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวต่อว่า ตอนนี้เรามุ่งเน้นแต่ขอให้คนอื่นช่วยจนเป็นบ่อเกิดขอสิ่งเหล่านี้ เราจึงต้องช่วยกันทำความเข้าใจกับสังคม เพื่อให้หลุดจากกับดักประเทศรายได้ปานกลางด้วย และชาวบ้านมีรายได้ต่อหัว 5,000 ดอลล่าห์ต่อปีต่อคน แล้วพอกินหรือไม่ ขณะที่รายได้จากการเกษตรมีน้อยกว่าและการผลิตยังขาดการเชื่อมโยง แต่บางคนยังย่ำอยู่ที่เดิม

“เราต้องทำให้เขามีหลักคิดที่ถูกต้อง คิดอยู่ในหลักก่อนยังไม่ต้องคิดนอกกรอบ หากมีกรอบความคิดของตัวเองหมดก็ทำงานลำบาก ไม่มีใครชอบให้เกิดความขัดแย้ง และตนไม่เคยปิดกั้น แต่ให้สรุปเป็นกลุ่มมาให้ตน เพราะฟังความคิดทุกคนไม่ได้ ทุกวันนี้ก็ฟังอยู่ 70 ล้านคน ผ่านทางสื่อสารมวลชน ตื่นเช้ามาก็หน้างอมทุกวัน ช่วงบ่ายยิ่งงอมหนักขึ้นเพราะต้องทำงาน งานเก่าก็ไม่เสร็จงานใหม่ก็ต้องทำ เพราะปัญหาเข้ามาทุกวัน โลกมีความเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา โดยรัฐบาลไม่เคยหยุดที่จะเปลี่ยนตัวเอง พัฒนาตัวเองให้สอดคล่องกับความเปลี่ยนแปลงของโลก” พล.อ.ประยุทธ์ กล่าว

พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวต่อว่า ตนไม่เคยลดสิทธิประโยชน์ของประชาชน เพียงแต่บอกว่าถ้ามันมีเงินพอก็คงไว้เท่าเดิมก่อน ก็ขออย่าเอาไปพูดอีก วันก่อนตนพูดภาษี VAT เพียงพูดให้ฟังว่าจะดีขึ้นอย่างไรหากร่วมมือกัน แล้วมันทำได้หรือเปล่า ตนก็เห็นใจ เรื่องขึ้นภาษี VAT วันนี้รัฐบาลยังทำไม่ได้ แต่อันไหนทำได้ก็ทำ ถ้ามีความขัดแย้งก็ไม่ทำ ทำที่มีความขัดแย้งน้อยที่สุด อย่าออกกฎหมายเพื่อบังคับใช้อย่างเดียว ต้องดูว่ากฎหมายออกมาแล้วประชาชนจะได้อะไร ตอนนี้ตนรื้อกฎหมายกว่า 3,000 ฉบับมาทบทวน เพราะต้องตามให้ทันโลก

ยันทำงานไม่เอื้อประโยชน์นายทุน ลั่นทหารตายตั้งแต่วันสมัคร ซัดปรองดองคุยกลับไปกลับมา แนะนำปัญหาง่ายมาแก้ก่อน  

พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวอีกว่า การอ่านหนังสือพิมพ์อ่านหน้าใน ๆ จะพบว่ามีประโยชน์ ขอให้อ่านหน้าที่มีสาระวันละครึ่งหน้าก็พอ แล้วจะเห็นว่ารัฐบาลทำอะไรไปบ้าง ตนยืนยันว่าไม่ได้ทำงานเอื้อประโยชน์ให้กลุ่มใด แต่ต้องลากคนมาช่วย เพื่อสร้างรายได้ให้กับผู้มีรายได้น้อย

“วันนี้ผมเข้ามาตักตวงเหรอ ผมไม่สงสารประเทศเหรอ แผ่นดินนี้ที่พวกผมรักษา แล้วให้เหยียบกันอยู่ทุกวัน ตายทับถมกันไปเท่าไร ใครตาย นั่นแหละคือสิ่งที่ผมคิด ผมถึงเข้ามาอยู่ตรงนี้ ผมไม่ได้ทวงบุญคุณกับใครทั้งสิ้น ทหารมันตายตั้งแต่วันแรกที่สมัครเข้ามาเป็นทหารแล้ว เพราะต้องไปรบไปอยู่ชายแดน อย่างน้อยก็รถคว่ำตาย เพราะไปไกลบ้านพอนั่งรถกลับมาก็ตายไปเยอะ เสี่ยงมาถึงวันนี้ได้ก็บุญแล้ว และผมก็ต้องมาเสี่ยงต่ออีก มันควรจะพักผ่อนได้แล้ว” พล.อ.ประยุทธ์ กล่าว

พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวต่อว่า วันนี้เวลาทำอะไรก็ตามถ้าเอาปัญหาทั้งหมดขึ้นมาบนโต๊ะคงทำอะไรไม่ได้ ต้องคัดแยกปัญหาออกมา แล้วทำสิ่งที่ง่ายก่อน ส่วนปัญหายากก็ทำคู่ขนานกันไป วันนี้พอจะเริ่มคุยกันก็เอาสิ่งยากมาก่อน ก็เลยไม่ได้ทำกัน อย่างเรื่องปรองดอง รอดูว่ามันจะได้หรือไม่ ย้อนกลับไปกลับมา ตนแนะนำว่าให้เขาพูดเรื่องวันนี้ วันข้างหน้า ว่าจะอยู่กันอย่างไร ส่วนอย่างอื่นค่อยว่ากันทีหลัง แต่ก็ไม่เอา พูดเรื่องที่มีความขัดแย้ง แล้วประชาชนที่อยู่ตรงกลางได้อะไร เดี๋ยวก็หาว่าตนไปว่าอีก พวกคนดีทั้งหลาย

 แฉผู้หญิงนั่งกินอาหารในโรงแรมกล่าวอ้างรู้จักนายกฯ สั่งข้าวเผื่อ บางคนขับรถผ่านบ้านก็อ้างรู้จัก เผยรองนายกฯ-รมต.โดนหมด ชี้ใครเชื่ออันตราย

“เมื่อวานผมเผลอพูด ผมเป็นมนุษย์ก็เขาเล่าให้ฟังหน่อย บอกว่าประเทศไทยมีปัญหาเรื่องคอร์รัปชั่น แต่มีคำพูดกลับมาว่าปัญหาคอร์รัปชั่นเป็นปัญหาที่ทหารอ้างไว้ปฏิวัติ ดูเขาคิดซิ เฮ้อ…หมดแรงจริงที่ทำงานมาทุกวันนี้ ผมปวดหัวกับเรื่องพวกนี้ ผมยืนยันว่าผมกับรัฐบาลทุกคนพยายามแก้ปัญหานี้ ใครมีความผิดตรงไหรเอามาให้ผมดู หลายคนอ้างผมก็มีผมรู้ แต่ผมไม่เคยรู้จักใคร ไม่เคยมีใครไปหาที่บ้าน รัฐมนตรีก็ไม่พบใคร ผมได้ข้อมูลมาไม่รู้ว่าจริงหรือไม่ เมื่อ 2 วันที่ผ่านมา เขาบอกมีผู้หญิงคนนึง ไปกินข้าวที่โรงแรม ผมยังไม่รู้ว่าเป็นใคร ปรากฎว่ากำลังทานข้าวอยู่ บอกว่าวันนี้เราสั่งอาหารที่นายกฯชอบทั้งนั้นเลย ผมยังไม่รู้ว่าผมชอบอะไร แล้วมันรู้ได้ยังไง แล้วพูดอีกว่านึกถึงนายกฯเขา เขาคงอยากทาน เดี๋ยวโทรไปถามเขาดีกว่าแล้วยกโทรศัพท์ขึ้นมา ฮัลโหลว่าไงค่ะ กำลังทานนี่อยู่ จะทานไม๊ค่ะ แล้วก็วางหู โทรจริงหรือไม่ก็ไม่รู้ แล้วก็บอกในก๊วนว่าเดี๋ยวเราสั่งฝากนายกฯหน่อย แล้วก็เรียกเด็กมาสั่งอาหารใส่กล่องให้นายกฯ คนแบบนี้เยอะเลย ไม่เข้าใจมันเป็นอะไรกัน อ้างนี้อ้างคนโน้นอ้างจนมาเละไปหมด ทำไมเห็นแก่ตัวกันผมไม่เข้าใจ ผมเข้ามาด้วยเหตุ ฉะนั้นจะไม่ทำเรื่องเหล่านี้เด็ดขาด มีทั้งรัฐมนตรีและรองนายกฯโดนหมดทุกคน รู้จักทุกคนสนิททุกคน เป็นสายคนนี้คนโน้นผมไม่เข้าใจ ขับรถผ่านบ้านก็บอกรู้จักกัน แต่ก่อนอ้างเฉพาะเข้าซอยบ้าน วันนี้จอดปากซอยรู้จักแล้ว นายกฯสั่งมาแล้ว ผมไม่อยากว่าคนพวกนี้มากนัก แต่คนที่ไปเชื่อเขาอันตราย อย่าเชื่อใครโดยไม่มีเหตุผล” พล.อ.ประยุทธ์ กล่าว

ลั่นทำงานแบบทหารไม่เสร็จไม่กลับ ขอตายในสนาม เชื่อเอื้อประโยชน์เครือญาตไม่หมดในสังคมไทย บ่นเหลือเพื่อนน้อย

พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวว่า ประเทศไทยระบบเครือญาติยังมีอยู่ แต่จะทำอย่างไรถึงจะไม่ทุจริต ไม่สร้างความเดือดร้อนให้คนอื่น ไม่มีหรอกที่เราจะไม่รู้จักกับใคร ทุกคนมีเพื่อน ดีหรือไม่ดีกก็เพื่อนช่วยมันสักหน่อย คนไทยคิดแบบนี้ วันนี้ตนทำแบบนั้นไม่ได้ วันนี้เพื่อนตนเหลือน้อยที่สุด เหลือที่เป็นรัฐมตรีไม่กี่คน นอกนั้นทิ้งตนหใดแล้ว

วันนี้มันเลือกตั้งได้ เลือกตั้งมีคนเลือกอยู่แล้ว เลือกได้ก็เลือกไป ปัญหาคือจะเลือกแล้วได้คนเดิมหรือไม่ก็ไม่รู้ และที่ผ่านมาประชาธิปไตยเราก็ไม่ได้ล้มเหลว แต่ต้องมาช่วยกันตกแต่ง ตนเป็นคสช.ก็เหมือนช่าง ซึ่งทำคนเดียวไม่ได้อยู่แล้ว

“รัฐธรรมนูญมีอยู่แล้วไม่ใช่เอามาตีกัน  รัฐธรรมนูญถือเป็นกฎหมายหลัก  กฎหมายลูก กฎหมายรองในเชิงบังคับว่ารัฐต้องทำอย่างนี้ ประชาชนต้องทำอย่างนั้น มันมีกฎหมายตัวนี้อยู่ ท่านบอกว่ารัฐธรรมนูญเขียนว่าทุกคนมีสิทธิเสรีภาพแล้วยังไง แล้วคนอื่นเขาเดือดร้อนหรือไม่ วันนี้เดือดร้อนออกมาเป็นกลุ่ม ๆ แต่เมื่อออกมารวมกันมาก ๆประเทศก็เดือดร้อน ฉะนั้นทุกคนต้องสงบตรงนี้ให้ได้ ผมก็แก้ปัญหาทุกจุด ทุกคนก็ต้องรอเวลาบ้าง พูดคุยสอบถามข้อเท็จจริงบ้าง แต่หลายเรื่องเอาความคิดเดิม ๆ ไปต่อต้านทั้งหมดจะเดินไปได้อย่างไร มันไปไม่ได้ก็เจ๊งเหมือนเดิม ทำไปไร้ค่าไร้ประโยชน์ ก็อยากให้สร้างความเข้าใจหน่อย” พล.อ.ประยุทธ์ กล่าว

พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวต่อว่า ตนอาจจะไม่ได้เก่งวิชาการ แต่อาจจะเก่งเรื่องการทำให้เป็นรูปธรรม ทหารทำได้แค่นี้ แต่ตนต้องอ่านหนังสือมากๆ การคิดแบบทหารบางทีก็ทำให้เกิดได้เร็วขึ้น เพราะทหารถ้าทำงานไม่เสร็จกลับบ้านไม่ได้ ถ้าเข้าไปยึดที่หมายไม่ได้ กลับบ้านไม่ได้ ตายอยู่ที่นั่น นี่คือนิสัยทหาร ตนจึงต้องทำทุกอย่างให้เสร็จเดินไปข้างหน้าให้ได้ สู่ที่หมายสุดท้ายคือมั่นคง มั่งคั่ง ยั่งยืน วันนี้ปัญหาข้างทางเยอะต้องกำจัดไปให้ได้ แก้ด้วยความเข้าใจซึ่งกันและกัน

“สุเทพ”ไม่รีบเลือกตั้งขอปฏิรูปประเทศเป็นรูปธรรม

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/politic/265708

พล.อ.ชัยชาญ ช้างมงคล ปลัดกระทรวงกลาโหม, ปรองดอง, สุเทพ, ไม่, รีบ, เลือกตั้ง, ปฏิรูป, ประเทศ, เป็น, รูปธรรม

ผช.โฆษกกห.เผย”สุเทพ”บอก ไม่รีบเลือกตั้ง ขอปฏิรูป ประเทศให้เป็นรูปธรรมก่อน เน้น ปฏิรูป 5 ด้าน พร้อมเสนอ คดีทุริต ไม่มีอายุความ

         18 มี.ค. พล.อ.ชัยชาญ ช้างมงคล ปลัดกระทรวงกลาโหม ในฐานะประธานคณะอนุกรรมการรับฟังความคิดเห็นเพื่อสามัคคีปรองดอง ได้เชิญกลุ่มการเมือง โดยในวันนี้ได้เชิญ กลุ่มคณะกรรมการประชาชนเพื่อการเปลี่ยนแปลงประเทศไทยให้เป็นประชาธิปไตยที่สมบูรณ์อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข (กกปส.) โดยมี นายสุเทพ เทือกสุบรรณ ประธานมูลนิธิกปปส. ,นายสาทิตย์ วงศ์หนองเตย รองประธานกรรมการ ,นายถาวร เสนเนียม รองประธานกรรมการ ,นายชุมพล จุลใส กรรมการ , นายสกลธี ภัททิพญากุล กรรมการ ,นายณัฐพล ทีปสุวรรณ กรรมการและเหรัญญิก ,นายเอกนัฏ พร้อมพันธุ์ โฆษก กกปส. ,นางสาวจิตภัสร์ กฤดากร กรรมการและผู้ช่วงเลขานุการ และนางสาวจุฑาภัตต เหล่าธรรมทัศน์ ผู้ช่วยโฆษก กกปส.

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ก่อนหน้านี้ นายสุเทพ ได้เรียกประชุมแกนนำกกปส. เพื่อเตรียมทบทวน สิ่งที่มวลมหาประชาชน ร่วมกันแสดงความคิดเห็น สร้างความปรองดอง ใน 5 ด้าน อาทิ 1.การปฏิรูปการเมือง พรรคการเมือง การเลือกตั้ง และกกต. ซึ่งต้องทำการเมืองให้เป็นของประชาชนคนไทย  ทำพรรคการเมืองเป็นพรรคการเมืองอย่างแท้จริง  และต้องทำให้การเลือกตั้งเป็นไปอย่างบริสุทธ์ ยุติธรรม  รวมถึงการปรับ อำนาจหน้าที่ของ กกต. ที่ยังไม่เหมาะสม ไม่มีประสิทธิภาพ 2. คือกระบวนการแก้ปัญหาป้องกัน และปราบปรามการทุจริต  ทั้งการปฏิรูปตำรวจ และกระบวนการยุติธรรม ซึ่งตำรวจไม่ใช่กองทัพ จะจัดระบบกำลังอย่างทหารไม่ได้ โดยต้องกระจายอำนาจ  พร้อมเสนอตั้งกองบัญชาการตำรวจ จังหวัด แก้ปัญหาการวิ่งเต้น

และ 3. การแก้ไขปรับปรุงเปลี่ยนแปลง ระบบราชการ  ที่ต้องกระจายอำนาจไปสู่ท้องถิ่น ให้จังหวัดเป็นนิติบุคล โดยจะเสนอให้ นายกรัฐมนตรี แต่งตั้ง ผู้ว่าราชการจังหวัด ด้วยวิธีการสรรหา  ซึ่งต้องได้รับความเห็นชอบจากประชาชน และสภาจังหวัด 4. เป็นข้อที่สำคัญ ที่สุด คือ การปฏิรูปแก้ปัญหาความเหลื่อมล้ำทางสังคม ที่จะทำให้เกิดความสามัคคีปรองดองในวันข้างหน้า โดยต้องเริ่มแก้จากระบบการศึกษา  ที่ต้องรื้อระบบกระทรวง

ทั้งนี้เสนอให้รัฐ ส่งเสริม การศึกษาในระดับอาชีวะ ปวช. และ ปวส. ให้ฟรี  และมีคุณภาพ พร้อมส่งเสริมการเรียนรู้หน้าที่พลเมือง และคุณธรรม และ 5.  การส่งเสริมอาชีพ ยกระดับรายได้ประชาชน รัฐต้องกำหนด เส้นมาตรฐานความพอเพียง ใคร ต่ำ กว่าระดับ รัฐต้องเข้าไปช่วยเหลือ  และเอาจริงเอาจัง พร้อมจัดตั้งชุมชนเศรษฐกิจพอเพียง

จากนั้น พล.อ.ต.รังสรรค์ เยาวรัตน์ ผู้ช่วยโฆษกกระทรวงกลาโหม แถลงข่าวว่า บรรยากาศเป็นไปกันเอง มีการแลกเปลี่ยนข้อมูลมานำเสนอเป็นอย่างดี พร้อมจัดทำเอกสารมามอบให้คณะอนุกรรมการฯ โดยทางกลุ่ม กปปส.โดยนายสุเทพได้เสนอเจตนารมณ์หลัก คือ ปฏิรูปก่อนการเลือกตั้งโดยระบุว่าไม่รีบเลือกตั้ง ควรที่จะปฏิรูปประเทศให้แล้วเสร็จและให้เห็นเป็นรูปธรรมก่อน ก่อนที่จะมีการเลือกตั้ง ได้เสนอให้การปฏิรูปการเมือง จะต้องทำการเมืองให้เป็นของประชาชน โดยประชาชนเพื่อประชาชน รวมถึงการปรับปรุงกฎหมายเลือกตั้ง คณะกรรมการการเลือกตั้ง เพื่อทำให้การเลือกตั้งมีความบริสุทธิ์ ยุติธรรม รวมไปถึงการปฏิรูปกฎหมายที่เกี่ยวกับการปราบปรามการทุจริตคอรัปชั่น เพื่อให้มีประสิทธิภาพรวดเร็ว และเรื่องคดีที่เกี่ยวข้องกับการทุจริตจะต้องไม่มีอายุความ

นอกจากนี้ กกปส.เสนอให้ปฏิรูประบบราชการโดยการ กระจายอำนาจจากส่วนกลางไปสู่ท้องถิ่น และทำจังหวัดให้เป็นนิติบุคคลและทำเป็นยุทธศาสตร์พัฒนาจังหวัดต่างๆ รวมถึงการปฏิรูปเพื่อแก้ไขปัญหาความเหลื่อมล้ำในสังคมโดยเฉพาะในเรื่องของการศึกษา โครงสร้างต่างๆ พร้อมทั้งพัฒนาครูและผู้บริหารการศึกษาควบคู่กันไป นอกจากนี้ กกปส. ยังมองเรื่องการปฏิรูปตำรวจและกระบวนการยุติธรรมเป็นสิ่งที่สำคัญมองว่าในเรื่องของการปฏิรูปตำรวจนั้น จะมาจัดองค์กรแบบทหารคงไม่ได้ เพราะหน้าที่หลักของตำรวจก็คือการรักษากฎหมายและดูแลรักษาความปลอดภัยให้กับประชาชน จึงเห็นควรที่กระจายอำนาจ ไปสู่ในแต่ละจังหวัดและไม่ให้มีการโยกย้ายตํารวจข้ามจังหวัด รวมถึงการเพิ่มเทคโนโลยีที่ช่วยในการสอบสวนเพื่อความรวดเร็ว ในส่วนของการปฏิรูปศาสนานั้น เห็นว่าจะต้องดำเนินการเพื่อให้ศาสนาเป็นศาสนาที่แท้จริง

พล.อ.ต.รังสรรค์ กล่าวอีกว่า การรับฟังความคิดเห็นในส่วนภูมิภาคในระหว่างวันที่ 16 – 17 มีนาคม โดยใน 4 กองทัพภาคได้ดำเนินการรวม 37 จังหวัด แบ่งเป็นกองทัพภาคที่ 1 จำนวน 16 จังหวัดกองทัพภาคที่ 2 จำนวน 13 จังหวัดกองทัพภาคที่ 3จำนวน 3 จังหวัดและกองทัพภาคที่ 4 จำนวน 5 จังหวัด ทั้งนี้การเสนอความคิดเห็นดังกล่าวในแต่ละกองทัพภาคได้จัดทำเป็นกลุ่มเพื่อให้เข้ามาแสดงความคิดเห็นโดยแบ่งเป็น 4 กลุ่มซึ่งในส่วนของแต่ละจังหวัดยังดำเนินการไม่ครบทั้ง 4

พล.อ.ต.รังสรรค์ กล่าวว่า ในที่ 20 มีนาคม นี้จะเป็นในส่วนของภาคประชาสังคม โดยได้เชิญสภาสังคมสงเคราะห์แห่งประเทศไทยสถาบันอนาคตศึกษาเพื่อการพัฒนา ส่วนคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนนั้นถือว่าอยู่ในในรายชื่อที่จะเชิญในลำดับต่อไป

“บุญยอด”สวน”โอ๊ค” บิดคำพิพากษา

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/politic/265694

ทักษิณ, บุญยอด สุขถิ่นไทย, พานทองแท้, บุญยอด, สวน, โอ๊ค, บิด, คำพิพากษา, เอาผิด

“บุญยอด”สวนโอ๊คบิดคำพิพากษาศาล แฉนิติดรรมอำพราง แนะหยุดใช้เรื่องครอบครัวตัวเอง เอี่ยวปรองดอง

          17 มี.ค.  นายบุญยอด สุขถิ่นไทย อดีตส..ระบบบัญชีรายชื่อพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวถึงกรณีที่นายพานทองแท้ ชินวัตร โพสต์เฟซบุ๊ค ตอบโต้รัฐบาลที่ให้กรมสรรพากรเรียกเก็บภาษีหุ้นชินคอร์ปกว่า 1.6 หมื่นล้านว่า ไม่สามารถทำได้เพราะเรื่องจบไปตั้งแต่ 8 ปีที่แล้วว่า ในเนื้อหาโพสต์ดังกล่าวมีการบิดเบือนคำพิพากษาของศาลที่มีการยึดทรัพย์ นายทักษิณ ชินวัตร บิดาของนายพานทองแท้ จำนวน 4.6 หมื่นล้านบาท เนื่องจากร่ำรวยผิดปกติ โดยนายพานทองแท้อ้างว่า กรณีศาลฎีกาฯได้ยึดเงิน 4.6 หมื่นล้านบาทไปแสดงให้เห็นว่า ในแนวทางการวินิจฉัยนั้น สรุปว่ามิได้มีการซื้อขาย ที่เป็นมูลเหตุให้ต้องเสียภาษีเลย ทรัพย์สินก็ถูกยึดไป ตามจำนวนที่ศาลได้พิจารณาว่าเหมาะสมในการ “เอาผิด” แล้ว ทั้ง  ที่ในความเป็นจริงการที่นายทักษิณขายหุ้นให้นายพานทองแท้ตามที่กล่าวอ้างในปี 42 นั้น เป็นการขายบริษัทแอมเพิลริชให้กับนายพานทองแท้และนางสาวพิณทองทา ซึ่งเป็นคนละประเด็นกับการเรียกเก็บภาษีหุ้นชินคอร์ปจากรายได้ที่นายพานทองแท้และนางพิณทองทา ได้จากการซื้อหุ้นในราคา 1 บาทนอกตลาดหลักทรัพย์จากบริษัทแอมเพิลริช เพื่อนำไปขายให้กับกลุ่มทุนเทมาเส็คในตลาดหลักทรัพย์ ซึ่งเป็นการทำนิติกรรมอำพรางเพื่อหลีกเลี่ยงภาษี

            ในคำพิพากษาของศาลฎีกาฯไม่ได้ลงรายละเอียดเกี่ยวกับการทำนิติกรรมอำพรางเพื่อหลีกเลียงภาษีระหว่างนายพานทองแท้ นางสาวพิณทองทากับบริษัทแอมเพิลริชแต่มีคำพิพากษาจากศาลอาญาเมื่อวันที่ 28 ก.ค. 59 ที่นายพานทองแท้ไม่ยอมกล่าวถึง โดยในคำพิพากษาดังกล่าวตัดสินชัดเจนว่า ธุรกรรมจากการที่นายพานทองแท้และนางสาวพิณทองทาที่ซื้อหุ้นราคา 1 บาทจากแอมเพิลริชไปขายเทมาเส็กราคา 49.25 บาท ในตลาดหลักทรัพย์จำนวนกว่า 329 ล้านหุ้นนั้น เป็นเงินได้พึงประเมินตามมาตรา 39 แห่งประมวลรัษฎากร และพิพากษาจำคุกนางเบญจา หลุยเจริญ กับข้าราชการกรมสรรพากรอีก 3 คน เป็นเวลา 2 ปี ไม่รอลงอาญาฐานปฏิบัติหน้าที่มิชอบ จากการวินิจฉัยว่าการซื้อหุ้นชินคอร์ป 1 บาทจากแอมเพิลริชของนายพานทองแท้กับนางสาวพิณทองทา ไม่ต้องเสียภาษีทำให้รัฐเกิดความเสียหาย

            นายบุญยอด กล่าวต่อไปว่า ถ้าคนในครอบครัวของนายทักษิณ ไม่ได้ทำผิดคงไม่มีใครไปเอาผิดได้ และที่นายพานทองแท้ถามว่ารัฐบาลต้องการอะไรจากครอบครัวผมอีกนั้น ตนขอตอบแทนในฐานะ ๆ คนไทยว่า สิ่งที่ต้องการคือนำเงินที่ถูกปล้นไป กลับมาเป็นของแผ่นดิน ทั้งนี้การที่นายพานทองแท้นำเอาการกระทำผิดกฎหมายของคนในครอบครัวตัวเองมาเป็นเครื่องต่อรองกับการปรองดอง เป็นสิ่งที่ไม่ถูกต้อง และยิ่งตอกย้ำถึงสาเหตุที่มีความขัดแย้งกันอยู่ ก็เกิดจากครอบครัวของนายพานทองแท้ไม่เคารพกฎหมายบิดเบือนข้อเท็จจริงเพื่อให้เกิดความแตกแยกและใช้เป็นเครื่องมือเพื่อบีบผู้มีอำนาจไม่ให้ดำเนินคดีกับตัวเอง

ส่งทหารช่าง พัฒนาที่ดินสนับสนุน สปก.

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/politic/265663

คมชัดลึก, สปก., คสช., ส่ง, ทหารช่าง, พัฒนา, ที่ดิน, สนับสนุน, สปก, ส่งทหารช่าง, พัฒนาที่ดินสนับสนุน

ผบ.ทบ.ส่งทหารช่าง 4 ทัพภาค ช่วย สปก. พัฒนาที่ดินกว่า 3 หมื่นไร่ สนับสนุน สปก. เตรียมมอบให้เกษตรกรทำกิน

พ.อ.หญิงศิริจันทร์ งาทอง รองโฆษกคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.)กล่าวว่า ตามที่รัฐบาลมีนโยบายช่วยเหลือเกษตรกรที่มีปัญหาที่ดินทำกินและเป็นการแก้ไขปัญหาการบุกรุกที่สงวนหวงห้ามของภาครัฐ โดยนำแปลงที่ดินที่ได้จากยึดคืนพื้นที่ตามคำสั่งหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ที่ 36/2559 มาดำเนินการ ซึ่งรัฐบาลมอบให้สำนักงานปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม (สปก.) จัดทำเป็น “โครงการจัดที่ดิน เพื่อแก้ไขปัญหาที่ดินทำกินของเกษตรกร” และได้มีการพัฒนาที่ดินดังกล่าวก่อนที่จะจัดสรรให้เกษตรกรต่อไป

พ.อ.หญิงศิริจันทร์ กล่าวว่า ทั้งนี้ สปก. ได้ขอรับการสนับสนุนจากกองทัพบกในการส่งหน่วยทหารช่างเข้าช่วยดำเนินการพัฒนาที่ดินตามโครงการดังกล่าว ซึ่ง  พล.อ.เฉลิมชัย สิทธิสาทผู้บัญชาการทหารบก ได้มอบหมายให้หน่วยทหารช่างของกองทัพภาคที่ 1 – 4 และกรมการทหารช่าง ให้การสนับสนุนโครงการนี้อย่างเต็มที่ โดยลักษณะงานจะเป็นการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน ได้แก่ งานปรับพื้นที่ ปรับปรุงถนน และงานขุดสระเก็บน้ำ จากนั้นจะส่งมอบพื้นที่เพื่อให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องจัดสรรที่ดินให้เกษตรกรเข้าใช้ประโยชน์ต่อไป

พ.อ.หญิงศิริจันทร์ กล่าวต่อว่า สำหรับการดำเนินงานตามโครงการนี้ หน่วยทหารช่างของกองทัพบกได้รับมอบหมายให้รับผิดชอบใน 3แผนงาน ครอบคลุมพื้นที่ 33,415 ไร่ ใน 10 จังหวัด โดยมีรายละเอียด คือ แผนงานที่ 1 เนื้อที่ 1,745 ไร่ ใน จ.นครราชสีมา และ จ.สุราษฎร์ธานี โดยกองพันทหารช่างที่ 202 รับผิดชอบที่ จ.นครราชสีมา และกองพันทหารช่างที่ 402 รับผิดชอบที่ จ.สุราษฎร์ธานี ได้เริ่มงานตั้งแต่ ตุลาคม 2559 ปัจจุบันมีความคืบหน้า ร้อยละ 30

พ.อ.หญิงศิริจันทร์ กล่าวว่า แผนงานที่ 2 ได้เข้าดำเนินการมาตั้งแต่ต้นเดือนมีนาคม มีกำหนดแล้วเสร็จในเดือนเมษายน 2560 ในพื้นที่ 70 แปลง เนื้อที่ 25,255 ไร่ ครอบคลุมใน 7 จังหวัด แบ่งเป็น กองทัพภาคที่ 1 รับผิดชอบ 9 แปลง 1,270 ไร่ ใน จ.ฉะเชิงเทรา จ.สระแก้ว และ จ.กาญจนบุรี, กองทัพภาคที่ 2 รับผิดชอบ 2 แปลง 12,072 ไร่ ใน จ.นครราชสีมา , กองทัพภาคที่ 3 รับผิดชอบ 41 แปลง 6,363ไร่ ใน จ.เชียงใหม่, กองทัพภาคที่ 4 รับผิดชอบ 8 แปลง 7,506 ไร่ ใน จ.สุราษฎร์ธานี และ กรมการทหารช่าง รับผิดชอบ 10 แปลง 5,634 ไร่ ใน จ.ชลบุรี และ จ.สระแก้ว  สำหรับ แผนงานที่ 3 มีเนื้อที่ 6,415 ไร่ ใน จ.ชุมพร ซึ่งอยู่ในความรับผิดชอบของกองทัพภาคที่ 4 ขณะนี้อยู่ระหว่างการประสานงานด้านจัดทำผังและงบประมาณ

พ.อ.หญิงศิริจันทร์ กล่าวว่า อย่างไรก็ตาม การส่งหน่วยทหารช่างเข้าช่วยพัฒนาที่ดินดังกล่าว นอกจากจะเป็นการทำให้เกษตรมีที่ดินทำกินตามนโยบายของรัฐบาลและป้องกันปัญหาการบุกรุกพื้นที่หวงห้ามของทางราชการแล้ว ยังเป็นการใช้ศักยภาพของกองทัพบกในการช่วยพัฒนาคุณภาพชีวิตของประชาชน ให้ดีขึ้นอีกด้วย

ใครต้องยื่นบัญชีทรัพย์สินเพิ่มบ้าง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/politic/265656

คมชัดลึก, ท้องถิ่น, บิ๊ก สตช., รองอธิการบดี, ยื่นบัญชีทรัพย์สิน, ตำแหน่ง, ขยาย, ป.ป.ช., ใคร, ต้อง, ยื่น, บัญชี, ทรัพย์สิน, เพิ่ม, บ้าง, ปปช, บิ๊กสตช-ท้องถิ่น-ผู้บริหารมหาลัยฯ

“ป.ป.ช.” เคาะ ตำแหน่ง จนท.รัฐ ต้องยื่นบัญชีทรัพย์สิน เพิ่ม “บิ๊กสตช.-ท้องถิ่น-ผู้บริหารมหาลัยฯ” เพียบ ขีดเส้น ดำเนินการ ตั้งแต่ 3เม.ย.-2พ.ค.นี้

 ​​นายสรรเสริญ  พลเจียก เลขาธิการคณะกรรมการ ป.ป.ช. แถลงว่า คณะกรรมการ ป.ป.ช. มีมติเห็นชอบให้กำหนดตำแหน่งเจ้าหน้าที่ของรัฐเพิ่มเติม ที่จะต้องมีหน้าที่ยื่นบัญชีแสดงรายการทรัพย์สินและหนี้สิน ตามมาตรา 40 แห่งพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. 2542 และที่แก้ไขเพิ่มเติม ดังนี้ ​​1. สถาบันอุดมศึกษาในสังกัดรัฐ ได้แก่ รองอธิการบดี ​​2. สถาบันอุดมศึกษาในกำกับรัฐ ได้แก่ รองอธิการบดี​ ​​3.องค์การบริหารส่วนจังหวัด ประกอบด้วย ปลัดองค์การบริหารส่วนจังหวัด (นักบริหารงานท้องถิ่น ระดับสูง), ผู้อำนวยการสำนักช่าง (นักบริหารงานช่าง ระดับสูง) ​​4.  เทศบาลนคร ประกอบด้วย ปลัดเทศบาล (นักบริหารงานท้องถิ่น ระดับสูง), ผู้อำนวยการสำนักช่าง (นักบริหารงานช่าง ระดับสูง)

​​5.เทศบาลเมือง ประกอบด้วย ปลัดเทศบาล (นักบริหารงานท้องถิ่น ระดับสูง), ผู้อำนวยการสำนักช่าง (นักบริหารงานท้องถิ่น ระดับสูง)

​​6. เทศบาลตำบล ประกอบด้วย ปลัดเทศบาล (นักบริหารงานท้องถิ่น ระดับสูง), ผู้อำนวยการสำนักช่าง (นักบริหารงานท้องถิ่น ระดับสูง)

นายสรรเสริญ กล่าวว่า ​​7. สำนักงานตำรวจแห่งชาติ ประกอบด้วย จเรตำรวจแห่งชาติ, รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ, ผู้ช่วยผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ, ผู้บัญชาการสำนักงานส่งกำลังบำรุง, ผู้บัญชาการสำนักงานกำลังพล, ผู้บัญชาการสำนักงานกฎหมายและคดี, ผู้บัญชาการสำนักงานตรวจสอบภายใน, ผู้บัญชาการศูนย์ปฏิบัติการตำรวจจังหวัดชายแดนภาคใต้, ผู้บัญชาการตำรวจปราบปรามยาเสพติด, ผู้บัญชาการตำรวจสันติบาล, ผู้บัญชาการตำรวจตระเวนชายแดน, ผู้บัญชาการสำนักงานพิสูจน์หลักฐานตำรวจ, ผู้บัญชาการสำนักงานเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร,             รองผู้บัญชาการสำนักงานส่งกำลังบำรุง, รองผู้บัญชาการสำนักงานกำลังพล, รองผู้บัญชาการสำนักงานกฎหมาย และคดี, รองผู้บัญชาการตำรวจนครบาล, รองผู้บัญชาการตำรวจภูธรภาค 1 – 9, รองผู้บัญชาการศูนย์ปฏิบัติการตำรวจจังหวัดชายแดนภาคใต้, รองผู้บัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง, รองผู้บัญชาการตำรวจปราบปรามยาเสพติด, รองผู้บัญชาการตำรวจสันติบาล, รองผู้บัญชาการสำนักงานตรวจคนเข้าเมือง, รองผู้บัญชาการตำรวจตระเวนชายแดน,   รองผู้บัญชาการสำนักงานพิสูจน์หลักฐานตำรวจ, รองผู้บัญชาการสำนักงานเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร, จเรตำรวจ (สบ 8) (หัวหน้าจเรตำรวจ), นายแพทย์ใหญ่, รองจเรตำรวจ (สบ 7), ผู้บังคับการกองพลาธิการ, ผู้บังคับการกองโยธาธิการ, ผู้บังคับการกองสรรพาวุธ, ผู้บังคับการกองทะเบียนพล, ผู้บังคับการกองสวัสดิการ, ผู้บังคับการ กองคดีอาญา, ผู้บังคับการสืบสวนสอบสวนศูนย์ปฏิบัติการตำรวจชายแดนภาคใต้, ผู้บังคับการตำรวจปราบปราม      ยาเสพติด 1 – 4, ผู้บังคับการข่าวกรองยาเสพติด, ผู้บังคับการสกัดกั้นการลำเลียงยาเสพติด, ผู้บังคับการตำรวจสันติบาล 1 – 4, ผู้บังคับการตำรวจตระเวนชายแดนภาค 1 – 4, ผู้บังคับการตำรวจสื่อสาร

​​นายสรรเสริญ กล่าวว่า การกำหนดตำแหน่งเจ้าหน้าที่ของรัฐ ให้มีหน้าที่ยื่นบัญชีแสดงรายการทรัพย์สินและหนี้สินครั้งนี้ เป็นการกำหนดเพิ่มเติมจากที่กำหนดไว้เดิม โดยอยู่ระหว่างรอประกาศในราชกิจจานุเบกษา ซึ่งคาดว่าจะประกาศ และมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 3 เมษายน 2560 ทั้งนี้ เพื่อให้ผู้ดำรงตำแหน่งดังกล่าว ได้ทราบและเตรียมตัวล่วงหน้าที่จะต้องยื่นบัญชีแสดงรายการทรัพย์สินและหนี้สินต่อคณะกรรมการ ป.ป.ช. ในระหว่างวันที่ 3 เมษายน – 2 พฤษภาคม 2560

“ยิ่งลักษณ์” อยากเห็นความเป็นธรรม ไม่ใช่แค่อภินิหาร

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/politic/265648

ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร, อยากเห็น, ไม่ใช่แค่, คมชัดลึก, ยิ่งลักษณ์, อยาก, เห็น, ความเป็นธรรม, ไม่ใช่, แค่, อภินิหาร, อยากเห็นความเป็นธรรม, ไม่ใช่แค่อภินิหาร, หุ้นชินฯ

“ยิ่งลักษณ์” มึนเรียกเก็บภาษี “หุ้นชินฯ” ชี้อย่าใช้กฎหมายเป็นเครื่องมือไล่ล่า หากยังไม่เสมอภาคจะก้าวข้ามอย่างไร

เมื่อเวลา 09.00 น. น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี จำเลยคดีโครงการจำนำข้าว เดินทางมาศาลร่วมกระบวนพิจารณาไต่สวนพยานจำเลยนัดที่ 11  ที่ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง โดย  น.ส.ยิ่งลักษณ์ ให้สัมภาษณ์ก่อนเข้าห้องพิจารณา ถึงกรณีที่รัฐบาล เตรียมการเรียกจัดเก็บภาษีหุ้นชินคอร์ปอเรชั่นฯ จากนายทักษิณ ชินวัตร  พี่ชาย และอดีตนายกรัฐมนตรี ว่า ศาลฎีกาได้พิพากษายึดทรัพย์ไปแล้ว 46,000 ล้านบาทก็ไม่รู้ว่าตอนนี้เกิดอะไรขึ้น การที่จะเรียกเก็บภาษีทั้งๆ ที่ศาลฎีกาตัดสินไปแล้วหวังว่าจะไม่ใช่การใช้อำนาจหรือกฎหมายที่ตนเองมีอยู่เพื่อประโยชน์ทางการเมืองหรือไล่ล่าฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งขอให้เห็นใจกันเถอะ เพราะขณะนี้ยังไม่รู้ว่ารัฐบาลจะใช้กฎหมายใด วิธีใด หรือรายละเอียดใด ทราบแต่ว่าปลายทางเรื่องราวต่างๆ ผ่านไปมากมายแล้วก็ยังไม่มีที่สิ้นสุด

” ที่สำคัญเหมือนเป็นการไล่ล่าฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง ก็หวังว่ากฎหมายจะคำนึงถึงความยุติธรรม ควรที่จะบังคับใช้กับทุกคนอย่างเสมอภาคเท่าเทียมกัน อย่าให้กฎหมายนั้นเป็นเครื่องมือของฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งเพื่อที่จะไล่ล่า ซึ่งเป็นสิ่งที่หลายคนก็ตั้งความหวังว่า ผู้ที่รักษากติกาจะทำกับทุกคนอย่างเท่าเทียมกัน เพราะมีหลายๆ คดีที่เหมือนกัน อยากให้อำนวยความยุติธรรมเท่าเทียมกัน ”

น.ส.ยิ่งลักษณ์ กล่าวอีกว่า ไม่ใช่แค่ครอบครัวหรือผู้ที่มีผลกระทบเท่านั้น เชื่อว่าประชาชนทุกคนก็คงอยากจะฟังคำชี้แจงจากรัฐบาลอย่างชัดเจน เราคงไม่อยากได้ยินเพียงแค่คำว่าอภินิหารทางกฎหมาย เราอยากเห็นการใช้กฎหมายด้วยความสุจริตและด้วยความเป็นธรรม

เมื่อถามว่า กรณีนี้จะกระทบกับการสร้างความปรองดองหรือไม่  น.ส.ยิ่งลักษณ์ กล่าวว่า กรณีของดิฉันเกิดขึ้นแล้ว ดังที่ได้มีการร้องขอความเป็นธรรมเรื่องจำนำข้าวไปแล้ว และคงจะเกิดขึ้นเรื่อยๆ ถ้ามันเป็นการไล่ล่าฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง ไม่เกิดความเสมอภาค ก็ไม่เห็นว่าอนาคตจะก้าวข้ามไปได้อย่างไร เราเป็นผู้ถูกกระทำอยู่ฝ่ายเดียว ผู้ถือกติกาต้องคำนึงถึงตรงนี้ด้วย ต้องไปถามผู้ที่ถือกติกาว่าความหมายของคำว่าปรองดองคืออะไร ส่วนข้อเสนอการสร้างความปรองดองของพรรคเพื่อไทยนั้น อยากให้ผู้ที่มีความเป็นกลางมาร่วมเป็นกรรมการด้วย เพื่อจะได้ไม่ถูกมองว่ารัฐบาลจะเป็นคู่ขัดแย้งเอง ทุกคนจะเชื่อมั่นว่ากรรมการที่เป็นอิสระและเป็นกลางจะให้ความยุติธรรมกับทุกคน

เมื่อถามถึงกรณีที่สำนักงานตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) จะตรวจสอบเรื่องการเสียภาษีนักการเมือง  น.ส.ยิ่งลักษณ์ กล่าวว่า คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ตรวจสอบบัญชีทรัพย์สินนักการเมืองอยู่แล้ว ยังไม่ทราบว่าทาง สตง. จะดำเนินการอย่างไร ขอทราบรายละเอียดก่อน

เมื่อถามถึงการชี้แจงของรัฐบาลเรื่องสิทธิมนุษยชนที่นครรัฐเจนีวา ที่นานาชาติแสดงความห่วงใยเรื่องการละเมิดสิทธิ  น.ส.ยิ่งลักษณ์ กล่าวว่า เป็นความห่วงใยที่ส่งผ่านมานานแล้ว คงไม่พูดซ้ำ แต่เชื่อว่ารัฐบาลคงทราบว่าจะทำอย่างไรที่จะคืนอำนาจให้ประชาชน อย่าใช้อำนาจที่มีเพื่อฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง ก็จะเกิดความสามัคคีที่แท้จริง

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สำหรับการไต่สวนพยานจำเลยนัดที่ 11 วันนี้ ทนายความเตรียมพยานไต่สวน 3 ปาก โดยช่วงเช้าจะไต่ 2 ปาก ประกอบด้วย นายพิชัย ชุนหวชิร ผู้เชี่ยวชาญด้านการขายข้าว  และอดีตประธานกรรมการบริษัท บางจากปิโตรเลียม จำกัด (มหาชน) , พล.ต.อ.ธนกฤต อ่อนละออ รอง ผกก.สภ.หนองเสือ จ.ปทุมธานี เกี่ยวกับการดำเนินคดี และช่วงบ่าย คือ  ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง อดีตรองนายกฯ ในฐานะประธานคณะกรรมการอำนวยการตรวจสอบเพื่อป้องกันการทุจริตในการรับจำนำข้าว

“สุเทพ”ชี้ ม.112 ต่อรองปรองดองไม่ได้

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/politic/265539

กปปส., สุเทพ, ชี้,  ม112 , ต่อรอง, ปรองดอง, ไม่ได้

“สุเทพ”ชี้เอา ม.112 เป็นข้อต่อรองปรองดองไม่ได้ เพราะเป็นเรื่องความมั่นคง แนะปฏิรูปการศึกษา ลดความเหลื่อมล้ำ

        16 มี.ค. นายสุเทพ เทือกสุบรรณ ประธานมูลนิธิมวลมหาประชาชนเพื่อการปฏิรูปประเทศไทย (มปท.) ได้เผยแพร่ถ่ายทอดสดเฟซบุ๊กไลฟ์ ผ่านเพจ “Suthep Thaugsuban (สุเทพ เทือกสุบรรณ)” ตอนหนึ่งว่า อีก วันกปปส.จะไปพบปลัดกระทรวงกลาโหมแล้ว เพื่อพูดคุยเรื่องกันการปฏิรูปประเทศ เรื่องการปรองดอง พอพูดถึงเรื่องนี้แล้วก็มีความคิดหลากหลาย ทาง กปปส. ก็ตรงไปตรงมาถ้าบ้านเมืองมีกฎเกณฑ์ มีกฎหมายที่ศักดิ์สิทธิ์ ผู้รักษากฎหมายบังคับใช้กฎหมายโดยเสมอภาคเท่าเทียมกัน ทุกอย่างเรียบร้อยไปเอง แต่กฎหมายบางเรื่อง บางประการจะเอามาพูดจาปะปน กับเรื่องปรองดองไม่ได้ เช่น มาตรา 112 เพราะ เป็นเรื่องความมั่นคงของประเทศไทยเราได้รับการปลูกฝังมาว่า ชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์  เป็นสิ่งที่คนไทยจะต้องยึดมั่น เพราะนี่คือความมั่นคงของประเทศไทยขาดสถาบันใดสถาบันหนึ่งเราสูญเสียความเป็นไทย เราเกิดปัญหาทันที

         นายสุเทพ กล่าวอีกว่า เกิดเป็นคนไทยต้องรู้และเข้าใจว่าแผ่นดินไทยนี้มีพระมหากษัตริย์ และเป็นหน้าที่ของคนไทยที่ต้องเคารพเทิดทูน จงรักภักดีต่อสถาบันพระมหากษัตริย์ ตัดเรื่องมาตรา 112 ออกไป ไม่ต้องเอามาต่อรองกัน เพราะในเรื่องที่เราเห็นว่าเป็นต้นเหตุสำคัญ แตกความสามัคคีของคนในชาติ คือเรื่องความเหลื่อมล้ำในทางสังคม ที่เราต้องแก้ให้ได้ เมื่อพูดถึงการแก้ปัญหาความเหลื่อมล้ำในทางสังคม อันแรกคือเรื่องการศึกษา ซึ่งวันนี้เราต้องปฏิรูประบบการศึกษาใหม่ ไม่ใช่สอนแต่เรื่องวิชาการ วิชาชีพ แต่ต้องนำธรรมะมาปลูกฝังให้กับเด็กๆ เยาวชน เราต้องสอนในโรงเรียน ให้นักเรียนได้รู้ว่า เกิดมาเป็นคนไทย มีหน้าที่ต้องปฏิบัติเพื่อชาติ ห้รู้จักหน้าที่ ไม่ใช่รู้จักแต่สิทธิ  หรือรู้จักแต่เรียกร้อง วันนี้ต้องนำเรื่องหน้าที่พลเมืองและศีลธรรม มาบรรจุเป็นหลักสูตร ข้อสำคัญต้องปลูกฝังจิตวิญาณของครู ปฏิรูปครูด้วย นี่เป็นเรื่องใหญ่มาก วันนี้ กปปส.ตั้งวิทยาลัยอาชีวะฯ สอนวิชาชีพควบคู่การสอนธรรมะเป็นรูปแบบที่เราจะทำเพื่อการศึกษา 

           นายสุเทพกล่าวต่อไปว่า ความเหลื่อมล้ำอีกเรื่อง คือด้านเศรษฐกิจ ในหลวงรัชกาลที่ 9 ได้ทรงพระราชทาน แนวปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง วันนี้เราต้องนำมาเป็นส่วนหนึ่งของการปฏิรูปประเทศ ต้องตั้งเป้าว่า คนไทยทุกคนต้องมีชีวิตที่พอเพียง เพราะฉะนั้นต้องมีเส้นมาตรฐานว่าด้วยการดำรงชีวิตอย่างพอเพียงเป็นอย่างไร วันนี้เราจะเข้ายุค 4.0 แล้วและไม่ยากที่เราจะคำนวณว่า คนไทยจะมีชีวิตถ้าอยู่ในเมืองหรือคนในชนบทจะต้องมีรายได้เท่าไรถ้าต่ำกว่ามาตรฐานรัฐบาลต้องเข้าไปดูแลช่วยเหลือเขาอย่างไร เช่นให้แสตมป์อาหาร ช่วยสนับสนุนค่าครองชีพอย่างไร 

            จะต้องทำสำมะโนประชากร สำมะโนเกษตรกรทั่วประเทศ สิ่งเหล่านี้ทำได้ไม่ยาก ทำได้ทันที ใครที่ต่ำกว่ามาตรฐานสังคมดูแลรัฐอุดหนุน ทำให้เขาขึ้นไปสู่ความพอเพียงที่มั่นคง เมื่อเขามีฐานะทางเศรษฐกิจความเป็นอยู่ดีพอที่จะดำรงชีวิตอยู่ได้ ความน้อยเนื้อต่ำใจก็ไม่มี ความที่คิดจะแยกตัวออกไปก็ไม่มีผู้นำในการสร้างความขัดแย้งไม่มีความหมายถ้าไม่มีใครเดินตามนี้เป็นมุมมองของ กปปสที่เราเห็นว่าควรจะต้องทำและเป็นหน้าที่ของประชาชนที่จะต้องให้การสนับสนุนรัฐบาลนี้ ให้เขาทำให้สำเร็จก่อนที่เราจะเริ่มต้นเดินหน้าประเทศต่อไปตามกระบวนการประชาธิปไตย เป้าหมายของเราคือ ประเทศต้องปกครองด้วยประชาธิปไตยอันบริสุทธิ์สมบูรณ์แบบ ที่มีพระมหากษัตริย์เป็นประมุ และเราต้องทำความฝันอันนี้ให้เป็นความจริงให้ได้ ทำใป้ประเทศยืนอยู่รอดปลอดภัย เดินหน้าต่อไป

“ปึ้ง”ร่ายยาว 4 ชม.หนังสือเดินทางทักษิณ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/politic/265513

สุรพงษ์ โตวิจักษ์ชัยกุล, ปปช., สนช., ปึ้ง, ร่ายยาว, หนังสือเดินทาง, ทักษิณ, ปึ้งร่ายยาว

“ปึ้ง”ใช้เวลา 4 ชั่วโมงแก้ข้อกล่าวหา ป.ป.ช.ปมออกหนังสือเดินทางให้”แม้ว”

          ในการประชุมสภานิติบัญญัติแห่งชาติ(สนช.)มีนายสุรชัย เลี้ยงบุญเลิศชัย รองประธานสนช.ทำหน้าที่ประธานการประชุม  เพื่อพิจารณากระบวนการถอดถอน นายสุรพงษ์ โตวิจักษณ์ชัยกุล เมื่อครั้งดำรงตำแหน่งรมว.ต่างประเทศออกจากตำแหน่งกรณีออกหนังสือเดินทาง ให้นายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรีโดยไม่ชอบตามมาตรา 6 วรรสองของรัฐธรรมนูญ (ฉบับชั่วคราว) พ.ศ. 2557 ประกอบมาตรา 64 พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. 2542 โดยเป็นขั้นตอนการเปิดแถลงคดี  ทั้งนี้นายสุรพงษ์ขออนุญาตนำเก้าอี้ส่วนตัวมานั่งในห้องประชุม  โดยอ้างว่ามีอาการกล้ามเนื้อขาอ่อนแรงต้องใช้เก้าอี้พิเศษช่วยเป็นการเฉพาะ ซึ่งนายสุรชัยก็อนุญาตให้นำเข้ามา

จากนั้นน.ส.สุภา  ปิยะจิตติ กรรมการป.ป.ช. เป็นตัวแทนป.ป.ช.แถลงเปิดสำนวนว่า เรื่องดังกล่าวมีที่มาจากการที่นายทักษิณถูกฟ้องต่อศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ในคดีที่ดินรัชดา และถูกห้ามเดินทางออกนอกประเทศ ต่อมานายทักษิณขออนุญาตเดินทางออกนอกประเทศชั่วคราวระหว่างวันที่ 31 มี.ค.-10 ส.ค.2551แต่นายทักษิณไม่เดินทางกลับเมื่อถึงเวลาที่กำหนด ทำให้นายกษิต ภิรมย์ รมว.ต่างประเทศ ขณะนั้นเพิกถอนหนังสือเดินทางนายทักษิณ 2 ฉบับคือ หนังสือเดินทางการทูตในวันที่ 12ธ.ค.2551 และหนังสือเดินทางธรรมดาในวันที่ 12 เม.ย.2552

น.ส.สุภา กล่าวว่า  ต่อมาสมัยนายสุรพงษ์เป็นรมว.ต่างประเทศ  นายทักษิณได้ยื่นคำร้องขอหนังสือเดินทางธรรมดาต่อสถานทูตไทยที่เมืองอาร์ดูอาร์บี ประเทศสหรัฐอาหรับเอมิเรสต์  เมื่อวันที่ 25ต.ค.2554 ซึ่งในวันเดียวกันสถานทูตไทยเมืองอาร์ดูอาร์บี ได้เสนอเรื่องมายังกระทรวงต่างประเทศและนายสุรพงษ์ได้สั่งท้ายหนังสือถึงกรมการกงสุลว่า นโยบายรัฐบาลปัจจุบันเห็นว่า การคงอยู่ต่างประเทศต่อไปของนายทักษิณไม่ก่อให้เกิดความเสียหายต่อประเทศไทย ดังนั้นขอให้ยกเลิกคำสั่งยกเลิกหนังสือเดินทางของนายทักษิณในสมัยรัฐบาลที่แล้ว และให้ออกหนังสือเดินทางธรรมดาคืนแก่นายทักษิณ ในที่สุดกรมการกงสุลจึงคืนหนังสือเดินทางให้นายทักษิณ เมื่อวันที่ 26 ต.ค.2554 ใช้เวลาดำเนินการวันเดียวจบ ป.ป.ช.พิจารณาแล้วเห็นว่า ไม่ปฏิบัติตามระเบียบกระทรวงต่างประเทศว่าด้วยการออกหนังสือเดินทาง ที่ไม่ตรวจสอบความถูกต้องและสถานะผู้ร้องขอหนังสือเดินทาง เพราะนายทักษิณถูกออกหมายจับหลายคดีอาทิ คดีที่ดินรัชดา คดีหวยบนดิน คดีเอ็กซิมแบงก์ คดีแปลงสัญญาณสัมปทานเป็นภาษีสรรพสามิต คดีก่อการร้าย  และจากการตรวจสอบนโยบายรัฐบาลสมัยน.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ไม่พบว่า ในคำแถลงนโยบายต่อรัฐสภามีเรื่องการคืนหนังสือเดินทางแก่นายทักษิณอยู่ในนโยบายรัฐบาล

น.ส.สุภา กล่าวว่า นอกจากนี้ยังพบว่า ไม่มีหน่วยงานใดแจ้งต่อรัฐบาลน.ส.ยิ่งลักษณ์ว่า การที่นายทักษิณอยู่ต่างประเทศจะไม่เป็นอันตรายต่อประเทศไทย ขณะเดียวกันนายทักษิณมีชื่ออยู่ในบัญชีบุคคลที่ต้องตรวจสอบการออกหนังสือเดินทาง ซึ่งเป็นหน้าที่กระทรวงต่างประเทศต้องตรวจสอบให้เรียบร้อยจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง แต่นายสุรพงษ์ กลับออกหนังสือเดินทางให้ภายในวันเดียว จึงขัดต่อระเบียบตามระเบียบข้อบังคับของกระทรวงต่างประเทศว่าด้วยการออกหนังสือเดินทาง ถือเป็นการใช้อำนาจตามอำเภอใจ และปฏิบัติหน้าที่มิชอบตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 157 ทำให้เกิดความเสียหายต่อกระทรวงต่างประเทศและกระบวนการยุติธรรมไทย เป็นการช่วยให้นายทักษิณไม่ยอมเดินทางกลับมาเมืองไทยเพื่อฟังคำพิพากษาคดีต่างๆ

ต่อมานายสุรพงษ์  โตวิจักษณ์ชัยกุล อดีตรมว.ต่างประเทศ  แถลงเปิดสำนวนว่า  ไม่ขอความเห็นใจจากทุกคน เพราะทราบว่าผลจะออกมาเป็นอย่างไร ที่มาชี้แจงเพื่อให้จบตามพิธีกรรมของสนช. ยืนยันว่า ตลอดชีวิตการทำงานยึดมั่นกฎหมาย ระเบียบข้อบังคับ ไม่เคยก้าวก่ายแทรกแซง สั่งการข้าราชการทำสิ่งผิด และการบรรจุวาระถอดถอนตนใช้เวลา 1 เดือน เป็นการเร่งรีบจัดการกับตน จะปฏิเสธว่าไม่มีใบสั่งคงไม่ได้  ทุกคนรู้แก่ใจกันดี   อย่ายัดเยียดความผิดตน เพราะอยู่พรรคเพื่อไทย หรือมีเจ้านายชื่อทักษิณ ทำให้ลืมตัวบทกฎหมาย  หวังจำกัดตนอย่างไม่เป็นธรรม ขอชี้แจงใน 5 ประเด็นอาทิ คำร้องของนายวิรัตน์ กัลยาศิริ อดีตส.ส.ประชาธิปัตย์  ที่เข้าชื่อส.ส.139 คนถอดถอนตน ถือว่าไม่ครบถ้วนตามกฎหมาย เพราะไม่มีการลงลายมือชื่อแนบสำเนาบัตรประชาชนของผู้เข้าชื่อ เอกสารจึงไม่ชอบด้วยกฎหมาย อีกทั้งนายภักดี โพธิศิริ อดีตกรรมการป.ป.ช. ถือว่าขาดคุณสมบัติเป็นกรรมการป.ป.ช. เนื่องจากไม่ได้ลาออกจากการเป็นกรรมการในองค์การเภสัชกรรมเมอริเออร์ชีววัตถุ จำกัด ภายในเวลาที่กำหนด จึงถือว่าไม่มีคุณสมบัติเป็นกรรมการป.ป.ช.ตั้งแต่ต้น

นายสุรพงษ์ กล่าวว่า ส่วนที่ป.ป.ช.ระบุว่า ตนใช้อำนาจหน้าที่โดยมิชอบคืนหนังสือเดินทางให้นายทักษิณ ขอชี้แจงว่า ตามระเบียบกระทรวงต่างประเทศว่าด้วยการออกหนังสือเดินทาง  พ.ศ.2548 ข้อ 48 ระบุว่า ปลัดกระทรวงต่างประเทศเป็นผู้มีหน้าที่โดยตรงในการออกหนังสือเดินทาง มิได้เป็นอำนาจของรมว.ต่างประเทศดำเนินการ  แม้รมว.ต่างประเทศจะให้นโยบายเช่นใด แต่ถือเพียงเป็นข้อพิจารณาเพื่อประกอบการใช้ดุลยพินิจของเจ้าหน้าที่ในการออกหนังสือเดินทางให้ผู้ร้องเท่านั้น

ทั้งนี้บันทึกความเห็นที่เจ้าหน้าที่ผู้เกี่ยวข้องในการออกหนังสือเดินทางอาทิ ปลัดกระทรวงต่างประเทศ อธิบดีกรมการกงสุล อธิบดีกรมสนธิสัญญา ที่ได้พิจารณาคำร้องขอหนังสือเดินทางของนายทักษิณ ส่งมาให้ตนระบุว่า เหตุผลที่นายกษิต ภิรมย์ อดีตรมว.ต่างประเทศ ยกเลิกหนังสือเดินทางของนายทักษิณใช้อำนาจตามข้อ 23(7)ระเบียบกระทรวงต่างประเทศว่าด้วยการออกหนังสือเดินทาง ระบุว่า หากผู้ถือหนังสือเดินทางอยู่ในต่างประเทศอาจก่อให้เกิดความเสียหายต่อประเทศไทย  ซึ่งเหตุผลดังกล่าวไม่ใช่ข้อวินิจฉัยทางกฎหมาย แต่เป็นข้อวินิจฉัยด้านข้อเท็จจริงและการตัดสินใจด้านนโยบายที่อาจเห็นแตกต่างกันได้  หากผู้วินิจฉัยมีความเห็นเป็นอย่างอื่น ตนจึงแสดงความเห็นโดยบริสุทธิ์ใจว่า การอยู่ต่างประเทศของนายทักษิณไม่ก่อให้เกิดความเสียหายต่อประเทศไทย  ให้คืนหนังสือเดินทางแก่นายทักษิณ

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า  นายสุรพงษ์ใช้เวลาแถลงเปิดสำนวนยาวเหยียดยาว ยืนชี้แจงนานถึง 4 ชั่วโมงเต็มตั้งแต่เวลา 11.30 น. ถึง 15.30 น. แม้จะแจ้งว่ามีอาการกล้ามเนื้อขาอ่อนแรง ต้องขอนำเก้าอี้พิเศษส่วนตัวมาใช้ในห้องประชุมก็ตาม แต่นายสุรพงษ์ก็ไม่ได้สั่งเก้าอี้ดังกล่าว  ทั้งนี้หลังจากนี้ป.ป.ช.และนายสุรพงษ์แถลงเปิดสำนวนเสร็จแล้ว ที่ประชุมสนช.ได้ตั้งคณะกรรมาธิการซักถาม จำนวน 7 คน อาทิ พล.ร.อ.ธราธร  ขจิตสุวรรณ นายนิพนธ์ นราพิทักษ์กุล พล.ต.อ.พงศพัศ  พงษ์เจริญ  นายยุทธนา ทัพเจริญ นายวัลลภ ตังคณานุรักษ์   นายวิทยา ฉายสุวรรณ  มาทำหน้าที่ซักถามคู่กรณีทั้งสองฝ่ายให้มาตอบข้อสงสัยจากสมาชิกสนช.ในวันที่ 23 มี.ค.ต่อไป

ตั้งชุดประเมินสำรวจอำเภอเซฟตี้โซน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/politic/265491

ทีมพูดคุยสันติสุขตั้งชุดประเมิน สำรวจอำเภอ เซฟตี้โซน ทดสอบความจริงใจผู้เห็นต่าง ชี้ไม่ปลอดภัย 100 % เหตุมีภัยแทรกซ้อน กำหนดเกิดเหตุ 3 ครั้ง พิสูจน์ผู้ก่อเหตุ

       16  มี.ค. — พล.ต.สิทธิ ตระกูลวงศ์ ผู้ช่วยผู้อำนวยการศูนย์ปฏิบัติการที่ 5 กองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในแห่งราชอาณาจักร (ศปป.5 กอ.รมน.)ในฐานะเลขาคณะพูดคุยสร้างสันติสุขจังหวัดชายแดนภาคใต้ พร้อมด้วย นายฉัตรชัย บางชวด ผู้อำนวยการ ยุทธศาสตร์ความมั่นคงภายในประเทศสำนักงานสภาความมั่นคงแห่งชาติ นายธนชาต บุนนาคและที่ปรึกษาทนาย นายธวัชชัย ฤทธากรณ์ รอง ผขช. ด้านการข่าวกรองและต่อต้านข่าวกรองต่างประเทศ นอ.จักรพงษ์ อภิมหาธรรม ผอ.สนผ.กอ.รมน.ภาค 4 ส่วนหน้า ร่วมกันแถลงความคืบหน้าการพูดคุยสันติสุขในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้

พล.ต.สิทธิ กล่าวว่า การกำหนดพื้นที่เซฟตี้โซน หรือ พื้นที่ปลอดภัย ใช้ตัววัดคือ 1.เป็นพื้นที่มีเหตุการถี่ 2.เป็นพื้นที่ที่ผู้เห็นต่างควบคุมกลุ่มปฏิบัติการในพื้นที่ได้ โดยขณะนี้ตั้งไว้ 5 พื้นที่ และจะจัดตั้งชุดประเมินลงพื้นที่ ประกอบด้วย เจ้าหน้าที่รัฐ ผู้คนต่าง คนในพื้นที่  เพื่อลงประเมินว่าพื้นที่ไหน เหมาะสมที่สุด ที่จะเป็นพื้นที่ปลอดภัย และเสนอคณะพูดคุยฯเพื่อให้เห็นชอบ สำหรับกรอบเวลาในการเลือกพื้นที่นั้นได้กำหนดเอาไว้ 1 เดือน เพื่อสร้างความมั่นใจ เพราะเป็นก้าวแรกในการทำงานร่วมกันระหว่างเจ้าหน้าที่รัฐ ผู้เห็นต่าง และประชาชนในพื้นที่

พล.ต.สิทธิ กล่าวอีกว่า จากนั้นก็จะนำไปสู่การปฏิบัติ ใช้เวลา 6 เดือนแบ่งเป็น 2 เฟส โดยเฟสแรกเป็นการเตรียมพื้นที่ 3 เดือนและในเฟสที่ 2 จะมีการจัดตั้งพื้นที่ปลอดภัยอีก 3 เดือน รวมทั้งการประเมินผลและการทำรูปแบบ จากนั้นคณะกรรมการร่วม จะเปลี่ยนเป็นคณะบริหารพื้นที่ปลอดภัย พร้อมทั้งกำหนด ว่าพื้นที่นั้นจะปลอดภัยอย่างไร และมีการพัฒนาแบบไหนทั้งหมดนี้เป็นการดำเนินการในระยะสั้น ส่วนระยะยาวก็ว่ากันไป

“การกำหนดพื้นที่ปลอดภัย เป็นการทดสอบความไว้วางใจซึ่งกันและกัน ในส่วนของเราจะทดสอบว่า เขาสามารถ ควบคุมกำลังในพื้นที่ ลดเหตุความรุนแรงได้จริงหรือไม่ ในขณะที่ผู้เห็นต่างก็ทดสอบว่าเรามีความจริงใจแค่ไหน ทั้งนี้พื้นที่ปลอดภัย จะไม่ปลอดภัย 100 เปอร์เซ็นต์ เนื่องจากยังมีปัจจัยเรื่องภัยแทรกซ้อน เป็นเรื่องที่ทั้งฝ่ายเรา และฝ่ายผู้เห็นต่าง ยังมีความแครงใจ จึงกำหนดร่วมกัน ว่าสามารถเกิดเหตุได้ 3 ครั้ง และต้องพิสูจน์ ว่าใครเป็นผู้กระทำ หากไม่สามารถพิสูจน์ได้ ก็ให้ยกเลิกพื้นที่เซฟตี้โซน ทั้งนี้ผมไม่สามารถเปิดเผย อำเภอที่เป็นเป้าหมายที่ตั้งเป็นพื้นที่ปลอดภัย เนื่องจากเป็นเรื่องละเอียดอ่อน ขอให้รอชุดประเมิน ได้ลงไปสำรวจพื้นที่”พล.ต.สิทธิ กล่าว

นายพรชาต กล่าวว่า การพูดคุย 2 ปี ที่ผ่านมา ถือเป็นนิมิตหมายที่ดี แสดงให้เห็นว่ารัฐบาล ยึดถือแนวทาง สันติในการแก้ปัญหาและการพูดคุยยังเปิดช่องทาง ให้ทุกภาคส่วนได้มีส่วนร่วม รวมถึงการกำหนดพื้นที่ปลอดภัย ตลอดจนถึงการที่ให้ผู้ที่ก่อความรุนแรง ได้เข้ามามีส่วนร่วม ในการกำหนดพื้นที่ที่จะทำให้ประชาชนเกิดความปลอดภัย เพื่อก้าวไปสู่สันติสุข ตนก็ยังไม่ทราบว่าต้องใช้เวลานานเท่าไร แต่ถือเป็นย่างก้าวที่สำคัญ ที่จะทำให้ประชาชนในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ปลอดภัย

ขณะที่นายธวัชชัย กล่าวเสริมว่า การพูดคุยไม่ได้เป็นปัจจัยในการก่อเหตุรายวันในพื้นที่ 3 จชต.หน่วยงานในพื้นที่ ต้องควบคุมเหตุการณ์ในพื้นที่อย่างเข้มงวดเพื่อสร้างความปลอดภัยในพื้นที่ โดยเฉพาะการปิดช่องโหว่ เพื่อลดการก่อเหตุของผู้เห็นต่าง และหากมีเหตุการณ์เกิดขึ้น จะต้องจับผู้ต้องหามาดำเนินคดีให้ได้

น.อ.จักรพงษ์ กล่าวว่า การก่อเหตุของกลุ่มผู้เห็นต่าง จะไม่เจาะจง ว่าจะก่อเหตุเวลาใดช่วงใด แต่จะดำเนินการเมื่อมีโอกาส นอกจากนี้เหตุการณ์ในพื้นที่ ไม่ได้เกี่ยวข้อง กับเหตุการณ์ไม่สงบเสมอไป อาทิ การลอบยิงนายกอบต. การยิงผช.ผู้ใหญ่บ้าน จากการตรวจสอบเป็นเรื่องความขัดแย้งการเมืองท้องถิ่น

“กก.จริยธรรม” ยังไม่ฟัน “ป๋า”

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/politic/265470

คมชัดลึก, สัปดาห์หน้า, อนุสร จิรพงศ์, สปท., กก.จริยธรรม, เรียก, สอบ, สัปดาห์, หน้า, จริยธรรม, ยัง, ไม่, ฟัน, ป๋า, กกจริยธรรม, ยังไม่ฟัน, วลัยรัตน์, อนุสร

“วลัยรัตน์” รับสอบพฤติกรรม “อนุสร” เหตุมีพฤติกรรมฝ่าฝืนจริยธรรม แง่เป็นแบบอย่างที่ดี พร้อมเตรียมคำถามจะลาออกหรือไม่ ถามเจ้าตัววันมาชี้แจง

   เมื่อเวลา 14.30 น. น.ส.วลัยรัตน์ ศรีอรุณ รองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ (สปท.) คนที่สอง ฐานะประธานคณะกรรมการจริยธรรมสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ  เปิดเผยผลการพิจารณากรณีพฤติกรรมของนายอนุสร จิรพงศ์ ที่ทำร้ายร่างกายพนักงานของร้านอาหารแห่งหนึ่ง ย่านอารีย์ เมื่อวันที่ 10 มี.ค. ว่า ทางกรรมการจริยธรรม มีมติรับเรื่องดังกล่าวไว้ตรวจสอบ เพราะพฤติกรรมของนายอนุสร เข้าข่ายฝ่าฝืนข้อบังคับว่าด้วยประมวลจริยธรรมของสมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติและกรรมาธิการ พ.ศ.2558  ซึ่งสปท.ใช้บังคับด้วย กรณีความประพฤติและปฏิบัติตนที่เป็นแบบอย่างที่ดีแก่ประชาชน และแบบอย่างที่ดีในการรักษาขนบธรรมเนียมประเพณี วัฒนธรรม รวมถึงต้องเคารพกฎหมาย ดำรงตนในกรอบศีลธรรมและจริยธรรม ทั้งนี้ในกระบวนการตรวจสอบจะส่งหนังสือเพื่อขอเอกสารจากทางสถานีตำรวจบางซื่อเพื่อนำมาพิจารณา จากนั้นในวันที่ 21 มี.ค. นี้จะเชิญนายอนุสรเข้าชี้แจงข้อเท็จจริง

“แม้ทางคดีความจะยุติและผู้เสียหายไม่ติดใจเอาความแล้ว แต่ในด้านพฤติกรรมที่สปท. ต้องเป็นแบบอย่างจึงยังยกมาพิจารณาตรวจสอบได้ ส่วนผลจะเป็นอย่างไรนั้นต้องขอตรวจสอบให้รอบด้านก่อน ทั้งนี้ตามประมวลจริยธรรมที่กำหนดไว้เป็นบทลงโทษนั้น จะระบุความผิดไว้เป็น 2 กรณี คือ ความผิดไม่ร้ายแรง จะได้รับโทษ ตักเตือน ตำหนิ หรือ ประณาม หากเป็นความผิดร้ายแรง จะมีกระบวนการที่ต้องส่งให้ผู้ตรวจการแผ่นดินดำเนินการเอาผิดตามจริยธรรมต่อไป ซึ่งกรณีดังกล่าวอาจนำไปสู่การถอดถอน ด้วยการลงมติจากที่ประชุมสปท. ไม่น้อยกว่า 2ใน 3 ของสมาชิก” น.ส.วลัยรัตน์ กล่าว

น.ส.วลัยรัตน์ กล่าวด้วยว่าส่วนประเด็นที่ภาคประชาสังคมเรียกร้องให้นายอนุสร ลาออกจากตำแหน่งนั้น จะเป็น 1 ในข้อมูลที่จะนำไปสอบถามกับนายอนุสร ในวันที่มาชี้แจงเช่นกัน ส่วนนายอนุสรจะตอบหรือจะตัดสินใจอย่างไรเป็นเอกสิทธิส่วนตัว อย่างไรก็ตามตนยอมรับว่าประเด็นพิจารณาสร้างแรงกดดันไม่น้อย แต่จะพยายามทำหน้าที่ให้ถูกต้องและรอบคอบที่สุด โดยคาดว่าภายในเดือนมี.ค. นี้จะได้ข้อสรุปทั้งหมด สำหรับผลการพิจารณาของกรรมการจริยธรรมจะถูกนำไปเป็นบรรทัดฐานให้กับ สมาชิกสปท. หรือไม่นั้น ตนมองว่าต้องพิจารณาพฤติกรรมเป็นรายกรณี และไม่สามารถนำมาเทียบเคียงกันได้ เนื่องจากกรรมการจริยธรรมไม่ใช่ศาล.