ครม.เว้นค่าทางด่วน 11-18 เม.ย.

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/politic/265056

สงกรานต์, เว้นค่าผ่านทาง, ครม., ครม, เว้น, ค่า, ทางด่วน, 1118, เมย, ครมเว้นค่าทางด่วน, 11-18

“ครม.” ผ่อนผันค่าธรรมเนียม แรงงานต่างด้าวเที่ยวสงกรานต์บ้านตัวเอง ครม.เว้นค่าทางด่วน 11-18 เม.ย. หวังลดจราจดแน่นช่วงสงกรานต์บ. หนุนเกษตรกร แปรรูปมันสำปะหลัง

        14 มี.ค. พ.อ.อธิสิทธิ์ ไชยนุวัติ ผู้ช่วยโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี แถลงภายหลังการประชุมร่วมคณะรัฐมนตรี (ครม.)  ที่ประชุมได้อนุมัติให้ผ่อนผันให้แรงงานต่างด้าวสัญชาติกัมพูชา ลาว และเมียนมา เดินทางกลับประเทศตนเองเพื่อร่วมงานประเพณีสงกรานต์ประจำปี 60 ในระหว่างวันที่ 5 – 30 เม.ย. เป็นระยะเวลา 26 วัน โดยได้มอบหมายให้หน่วยงานต่าง ๆ ได้ดำเนินการ โดยให้กระทรวงมหาดไทยออกประกาศยกเว้นค่าธรรมเนียม ทั้งการเดินทางออก และกลับเข้ามาในราชอาณาจักรไทย ให้กระทรวงแรงงานออกหนังสือรับรองให้แรงงานต่างด้าวที่จะเดินทางไปร่วมประเพณีสงกรานต์ ใช้เป็นหลักฐานแสดงต่อเข้าหน้าที่ในการเดินทาง

ให้สำนักงานตำรวจแห่งชาติ ตำรวจตรวจคนเข้าเมืองยกเว้นค่าธรรมเนียม พร้อมให้รายงานผลการเดินทางให้กระทรวงแรงงานทราบ และให้หน่วยงานความมั่นคงแจ้งข้อมูลการดำเนินการให้หน่วยงานในสังกัดทราบและปฏิบัติให้ถูกต้องเหมือนกัน ด้านกระทรวงการต่างประเทศก็ให้ประสานงานกับประเทศเพื่อนบ้าน เพื่อให้การดำเนินกานตามแนวทางนี้เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ และให้กระทรวงสาธารณสุขได้จับตาระวังโรคที่อาจจะติดมากับแรงงานต่างด้าวระหว่างการเดินทางไปและกลับ นอกจากนี้ทั้งนี้นายกฯ ยังได้สั่งการเพิ่มเติมให้ระวังเรื่องเจ้าหน้าที่เรียกผลประโยชน์กับแรงงานต่างด้าวที่เดินทางด้วย

ครม. เว้นค่าทางด่วน 11-18 เม.ย. หวังลดจราจดแน่นช่วงสงกรานต์

พ.อ.อธิสิทธิ์  กล่าวด้วยว่า ครม.มีมติอนุมัติยกเว้นค่าทำเนียมการใช้ยานยนต์บนทางหลวงพิเศษเพื่อให้การจราจรมีความคล่องตัวในช่วงเทศกาลสงกรานต์ โดยเส้นทางที่ละเว้นเก็บค่าธรรมเนียมคือ ทางหลวงพิเศษหมายเลข 7 สายกรุงเทพฯ-บ้านฉาง ตอนกรุงเทพ-เมืองพัทยา และทางหลวงพิเศษหมายเลข 9 สายวงแหวนรอบนอก – กรุงเทพฯ หรือถนนกาญจนาภิเษก ตอนบางปะอิน-บางพลี ระหว่างวันที่ 11-18 เม.ย.

ขณะที่พ.อ.หญิง ทักษดา สังขจันทร์ ผู้ช่วยโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ในที่ประชุม พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และหัวหน้า คสช. ระบุว่า ในช่วงเทศกาลสงกรานต์ มักจะมีอุบัติเหตุเกิดขึ้น จึงสั่งการหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ช่วยกันส่งเสริมวัฒนธรรมแบบไทย ๆ ในการขับรถ ทั้งการเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ ความมีวินัยในการใช้รถใช้ถนน รวมถึงสุขภาพของผู้ขับขี่ต้องแข็งแรง ไม่เป็นโรคที่เป็นอุปสรรคกับการขับรถ อาทิ โรคลมชัก อีกทั้งยังได้เน้นย้ำไปที่ผู้ประกอบการให้ดูแลวินัยตัวเองของผู้ขับขี่รถโดยสารสาธารณะให้ดี เพราะต้องรับผิดชอบชีวิตของผู้โดยสาร นอกจากนี้นายกฯ กล่าวด้วยว่า การติดอุปกรณ์ เช่นการใช้จีพีเอสในการควบคุมจะสามารถช่วยให้ประชาชนรู้สึกปลอดภัย และช่วยลดอุบัติเหตุในช่วงเทศกาลสงกรานต์ได้

“นายกฯได้ทิ้งท้ายไว้ว่า อยากจะกำชับเจ้าหน้าที่ข้าราชการทุกระดับ ทุกภาคส่วน ว่าขอให้ทุกคนช่วยกันทำหน้าที่ของตน อย่าได้นิ่งดูดาย เพราะว่าถ้าแต่ลพคนทำหน้าที่ของตน ประเทศชาติจะดีขึ้นกว่านี้ โดยท่านพูดเล่นคิดตลกนิดนึงว่า ถ้าเราไม่ดูก็จะดายได้ แต่ถ้าเจ้าที่ดูก็จะไม่ดาย เพราะท่านอยากให้ทุกคนจริงจังกับการทำหน้าที่ของตน และช่วยเหลือให้ประชาชนบรรเทาทุกข์ให้ได้มากที่สุด”พ.อ.หญิง ทักษดา กล่าว

 หนุนแปรรูปมันสำปะหลัง นำร่องอบกรอบ-วาฟเฟิล แนะศึกษาปลูกมันเทศแข่งญี่ปุ่น

พ.อ.หญิง ทักษดา กล่าวว่า ในที่ประชุมครม.กระทรวงพาณิชย์ได้เสนอการดำเนินการโครงการแปรรูปมันสำปะหลังและผลิตภัณฑ์สู่การแปรรูปอาหาร เพื่อยกระดับรายได้เกษตรกรชุมชน โดยกระทรวงพาณิชย์ร่วมกับมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ เพื่อคิดค้นนวัตกรรมจากมันสำปะหลัง และแนะนำให้เกษตรการสร้างรายได้เพิ่มเติม นอกเหนือจากการทำแป้งมันสำปะหลังเพียงอย่างเดียว โดยจากการร่วมกันคิดค้นกับคณะอุตสาหกรรมเกษตร มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ได้ผลิตภัณฑ์แปรรูป ประกอบด้วย มันสำปะหลังอบกรอบ มินิวาฟเฟิลมันสำปะหลัง และมันสำปะหลังบอล โดยเมื่อได้ผลิตภัณฑ์ต้นแบบแล้ว ทางกระทรวงพาณิชย์ได้ลงพื้นที่ จ.กาญจนบุรี นครราชสีมา และกำแพงเพชร เพื่อแนะนำทั้งขั้นตอน วิธีการผลิต รวมทั้งส่วนผสม ให้กับเกษตรกร ขณะที่เกษตรกรต่างมีความสนใจ และพร้อมที่จะต่อยอด และปรับปรุงคิดค้นสูตรเองโดยอาศัยข้อมูลพื้นฐานที่ได้

ทั้งนี้ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และหัวหน้า คสช. กล่าวว่า เป็นโครงการนี้เป็นโครงการที่ดี เพราะสอดคล้องกับโครงการประชารัฐของรัฐบาล อีกทั้งเป็นการส่งเสริมเอสเอ็มอีของประชาชน โดยนายกฯสั่งการให้กระทรวงพาณิชย์ช่วยเหลือในทุกจังหวัด โดยเฉพาะจ.ปราจีนบุรี ที่มีการร้องเรียนมาว่ามันสำปะหลังราคาตกต่ำ นอกจากนี้ นายกฯให้คำแนะนำด้วยว่า เดี๋ยวนี้ประชาชนนิยมบริโภคมันเทศญี่ปุ่น จึงอยากให้ไปศึกษาว่าประเทศเราสามารถปลูกมันเทศญี่ปุ่นได้หรือไม่ ถ้าปลูกได้ก็จะเป็นการเพิ่มรายได้ให้เกษตรกร เนื่องจากมีมูลค่าสูงกว่ามันสำปะหลังของไทย

“เสรี”โต้ปชป.ไม่มีนิรโทษกรรมแฝง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/politic/265053

เสรี สุวรรณภานนท์, เสรี, โต้, ปชป, ไม่มี, นิรโทษกรรม, แฝง

“เสรี”โต้ปชป.ไม่มีนิรโทษกรรมแฝง ยันรายงานสปท.การเมือง ยึดหลักการหาทางออกจากปัญหา ไม่ได้พิจารณาตัวบุคคล สุดท้ายจบที่ศาล

      14  มี.ค. — นายเสรี สุวรรณภานนท์ ประธานกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านการเมือง สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ (สปท.) กล่าวถึงกรณีนายวัชระ เพชรทอง อดีตส.ส.บัญชีรายชื่อ  พรรคประชาธิปัตย์ ไม่เห็นด้วยกับรายงานแก้ปัญหาความขัดแย้งและการสร้างความปรองดองทางการเมืองของสปท.การเมือง เนื่องจากมีเนื้อหาไม่ต่างจากการนิรโทษกรรมว่า  ถ้านายวัชระเห็นว่า มีทางออกที่ดีกว่าในเรื่องการสร้างความปรองดองขอให้เสนอแนวทางแก้ปัญหามา  ไม่ใช่คอยวิจารณ์สิ่งที่สปท.การเมืองนำเสนอว่า ไม่ดีหมดในทุกขั้นตอน  ถ้ามัวแต่จับผิดทุกขั้นตอน คงไม่ต้องคุยหรือไม่ต้องทำอะไรกันแล้ว ยืนยันว่า สิ่งที่สปท.การเมืองเสนอ เป็นเจตนาดีในการสร้างกระบวนการปรองดอง ยึดกลไกทางกฎหมายในปัจจุบัน ไม่ใช่การนิรโทษกรรมแฝงแน่นอน                                                               นายเสรี กล่าวถึงกรณีที่บางฝ่าย ยังข้องใจในรายงานการแก้ปัญหาความขัดแย้ง สร้างความปรองดองว่าออกมาเพื่อช่วยเหลือกลุ่มกปปส.หรือไม่ว่า เรื่องนี้อยู่ที่ว่าใครจะมองอย่างไร ถ้าไปถามฝ่ายไหนก็มองอีกข้างหนึ่ง เช่นไปถาม นปช.ก็บอกช่วย กปปส. ถ้าไปถามกปปส. ก็ต้องบอกว่าช่วยนปช. ดังนั้นอยู่ที่ว่าถามใคร ทั้งนี้สปท.การเมือง ยืนยันหลักการไม่ได้มีการพิจารณาตัวบุคคลเลย เป็นเรื่องหลักเท่านั้นเองว่าจะหาทางออกในการแก้ปัญหา มีมาตรการอะไรบ้าง ก็ให้เลือกเอาเราไม่บังคับว่าต้องเป็นอย่างนั้นอย่างนี้ เพราะมีให้เลือกหลายรูปแบบ

         “ มัวแต่คิดกันย่างนี้แล้วจะปรองดองกันอย่างไร ต่างคนต่างไม่ไว้ใจกัน เอาชนะกัน การจะปรองดองได้ต้องไว้เนื้อเชื่อใจ แต่คุณระแวง ค้านทุกเรื่อง แล้วอย่างนี้จะแก้ปัญหาอย่างไร ซึ่งทางเลือกที่เสนอ ถ้าไม่อยากเป็นอย่างนี้ ก็เอาทางถ้าเลือกสุดท้าย คือสู้คดีกันไปโดยให้ศาลตัดสิน ไม่ต้องไปเรียกร้อง ไม่ต้องขอประโยชน์อะไรจากการพิจารณาคดี ซึ่งก็ทำได้ และทางเลือกสุดท้ายก็เป็นไปตามกฎหมายที่ให้ศาลพิจารณาตัดสินคดีไปเท่านั้นเอง”นายเสรี กล่าว

“อภินิหารกฎหมาย!!” เรียกภาษีหุ้นชินฯ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/politic/265051

เรียกภาษี, หุ้นชินฯ, คมชัดลึก, อภินิหาร, กฎหมาย, เรียก, ภาษี, หุ้น, ชิน, อภินิหารกฎหมาย, เรียกภาษีหุ้นชินฯ

งัดอภินิหารกฎหมาย หาทางเรียกภาษีหุ้นชิน ส่งแบบประเมินภาษีไปก่อน ถือว่าอายุความหยุดลง จากนั้นปล่อยไปสู้กันสามศาล

    พล.ท.สรรเสริญ แก้วกำเนิด โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี แถลงภายหลังการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ถึงการเรียกเก็บภาษีหุ้นชินคอร์ปของนายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี 16,000 ล้านบาทว่า ภายหลังการขายหุ้นกรมสรรพากรเคยเรียกนายพานทองแท้ ชินวัตร และน.ส.พินทองทา ชินวัตร บุตรชายและบุตรสาวของนายทักษิณให้มาเสียภาษี แต่ไม่มีความคืบหน้า จากนั้นจึงมีการออกแบบประเมินภาษี แต่ทั้งคู่ก็ยังไม่จ่าย จนกรมสรรพากรฟ้องร้องต่อศาลภาษีอากร ท้ายที่สุดได้ยกฟ้อง เพราะศาลเห็นว่าทั้งคู่เป็นเพียงนอมินี ต้องไปเรียกเก็บภาษีกับนายทักษิณที่เป็นตัวการสำคัญ อย่างไรก็ตาม ส่วนที่มีการเสนอให้ใช้มาตรา 44 ดำเนินการ นายกฯ เคยระบุแล้วว่าจะใช้พร่ำเพรื่อไม่ได้ ต้องใช้ในทางสร้างสรรค์ ต้องไม่ทำให้มาตรการเรียกเก็บภาษีเปลี่ยนแปลงไป

“นายกฯจึงมอบหมายให้นายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี เรียกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องมาหารือเมื่อวันที่13 มี.ค.ที่ผ่านมา โดยให้หลักเกณฑ์ว่า 1.ต้องไม่ใช้มาตรา 44 ให้ใช้กฎหมายปกติ 2.ไม่ขยายอายุความ 3.ยืนอยู่บนหลักนิติธรรม ให้ความเป็นธรรมกับทุกฝ่าย และ4.ต้องดูเจตนาการขายหุ้นดังกล่าวว่าสุจริตหรือไม่ ถ้าสุจริตทุกอย่างจบ ถ้าไม่สุจริตให้ดำเนินการตามสิ่งที่ได้ให้ไว้ การจะดูว่าดำเนินการสุจริตหรือไม่ ได้ข้อสรุปว่าต้องไปฟ้องร้องดำเนินคดีกันในชั้นศาล แต่มีคำถามว่า จะดำเนินการได้ทันก่อนอายุความ 10 ปีที่จะสิ้นสุดในสิ้นเดือนมี.ค.นี้หรือไม่ ที่ประชุมครม.ก็ได้แนวทางสว่างว่า เมื่อปี 55 ศาลภาษีอากรกลางตัดสินไว้ว่า นายพานทองแท้และน.ส.พินทองทา เป็นนอมินีของนายทักษิณ ไม่ใช่ตัวการสำคัญ เพราะตัวการสำคัญคือนายทักษิณ ดังนั้น การออกหมายเรียกทั้งคู่ในตอนนั้นจึงเหมือนเป็นการออกหมายเรียกนายทักษิณแล้ว” พลโทสรรเสริญ กล่าว

พลโทสรรเสริญ กล่าวว่า ขั้นตอนต่อไปคือ การขอประเมินภาษี เพราะออกไปแล้วนายทักษิณคงไม่มาดำเนินการอะไรแน่นอน แล้วเชื่อมั่นว่าภายในระยะเวลา 16 วัน ที่จะออกการประเมินภาษีไปยังนายทักษิณ เขาคงไม่มาเสียภาษีอีก แต่ไม่เป็นไร ในเมื่อขอออกประเมินภาษีไปแล้ว เขาไม่มา ถือว่าระยะเวลาได้หยุดลง ก่อนที่จะครบอายุความ 10 ปี ในวันที่ 31มี.ค.นี้ จากนั้นจะดำเนินการฟ้องร้องต่อไป ข้อสรุปจะเป็นอย่างไรไปสู้กันใน 3 ศาล ผลอออกมาอย่างไรก็อย่างนั้น

พล.ท.สรรเสริญ กล่าวอีกว่า ขอให้สังคมสบายใจได้ว่า รัฐบาลไม่ได้ไปไล่บี้ด้วยปัญหาทางการเมือง ไม่ได้ไปเกี้ยเซี้ยกับคนที่ถูกกล่าวหาว่าเป็นตัวการสำคัญ อยากให้เข้าใจว่าการทำงานของรัฐบาลไม่ใช่เรื่องง่าย ต้องคำนึงถึงวิกฤติศรัทธาประชาชน ข้อกฎหมายและอะไรหลายอย่าง จึงอยากให้เข้าใจว่าทุกเรื่องที่ดำเนินการต้องคำนึงถึงคุณภาพมาตรฐาน จึงจะสามารถนำพาประเทศชาติไปได้

“มันคงเป็นรายละเอียดที่มีกฎหมายเล็กซ่อนอยู่ในกฎหมายใหญ่ โดยที่ประชุมครม.นายวิษณุใช้คำว่า  ทำไม่ได้ แต่ทำได้ด้วยอภินิหารของกฎหมาย เพราะฉะนั้นมุมแบบนี้ คงไม่สามารถคิดออกได้ด้วยใครคนใดคนหนึ่ง แต่การประชุมวงนายวิษณุเมื่อวันที่ 13 มี.ค.ได้เชิญเกจิอาจารย์ที่เกี่ยวข้องกับเรื่องนี้มาจึงคิดออก”พล.ท.สรรเสริญ กล่าว

พลโทสรรเสริญ กล่าวว่า นายกฯได้รับทราบกรณีที่กระทรวงการคลังตั้งคณะกรรมการตรวจสอบบุคคลที่เกี่ยวข้องกับเรื่องดังกล่าวในช่วงเวลาที่ผ่านมาว่าใครผิดหรือไม่อย่างไร ถ้าผิดต้องมีผู้รับผิดชอบเรื่องนี้ และนายกฯ ยังบอกว่าจะไม่ทำอะไรแบบเทาๆ เราจะทำอะไรให้เป็นสีขาว

ประสานเสียงค้านกม.คุมสื่อ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/politic/265052

ปฏิรูปสื่อ, ประสานเสียง, ค้าน, คุม, สื่อ, บทบาทสื่อมวลชนในการปฏิรูปประเทศ

กก.เสียงปฏิรูปจัดเวทีสัมมนา”บทบาทสื่อมวลชนในการปฏิรูปประเทศ” รองปธ.สปท.วอนสื่อเปลี่ยนทัศนคตินำเสนอสิ่งดี เพื่อนำประเทศสู่ความมั่นคง ด้านคนสื่อประสานเสียง

    14 มี.ค. — คณะกรรมการโครงการเสียงปฏิรูปประเทศ  สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ (สปท.) จัดสัมมนาในหัวข้อ “บทบาทสื่อมวลชนในการปฏิรูปประเทศ” เพื่อเสริมสร้างความรู้ ความเข้าใจของสื่อมวลชนในประเด็นที่เกี่ยวข้องกับบทบาทของสื่อมวลชนในยุคของการปฏิรูปประเทศ  โดยนายอลงกรณ์ พลบุตร รองประธาน สปท. คนที่ 1 กล่าวว่า มั่นใจสื่อมวลชนจะมีบทบาทผลักดันและสร้างความเข้าใจต่อการปฏิรูปประเทศ  ท่ามกลางการแข่งขันในกระแสโลกและภูมิภาคอาเซียน เพราะบทบาทหน้าที่ของสื่อมวลชน นอกจากจะให้ความรู้แล้ว ยังเป็นเวทีสะท้อนมุมมองที่หลากหลายในสังคม ทั้งนี้ประเทศไทยเกิดวิกฤตทำให้เกิดการยึดอำนาจซึ่งเป็นครั้งที่ 13 จึงขอให้รัฐประหารครั้งนี้เป็นครั้งสุดท้าย

ดังนั้นปัญหาของประเทศต้องถูกแก้ไข ซึ่งในฐานะที่สปท.เป็นหนึ่งในแม่น้ำ 5 สาย ต้องเน้นการสื่อสารเพื่อให้สังคมเข้าใจในการทำงานเพื่อการปฏิรูปให้มากที่สุด ตนจึงอยากให้สื่อมวลชนเปลี่ยนทัศนคติในการมองโลกในมุมดีบ้าง เหรียญยังมีสองด้าน อย่ามองแค่ด้านเดียว อยากให้สื่ออย่าได้นำเสนอแต่มุมมืด ขอให้นำเสนอด้านที่เราได้นำเสนอสิ่งที่ก้าวหน้าบ้าง นี่คือหน้าที่ของสื่อ ที่จะต้องช่วยและทำให้คนทั่วโลกได้เห็นอีกหลายๆ มุมที่ดีในของประเทศ ทั้งด้านศักยภาพของประเทศและการปฏิรูปประเทศ ความคิดเป็นเรื่องสำคัญที่สุดของการปฏิรูป เปลี่ยนความคิดได้ เราก็พลิกประเทศทันที แต่ต้องไม่ใช่ความคิดที่เป็นไปในทางทำลายลบล้าง เราจะพลิกประเทศไปในทางที่ดีโดยอาศัยสื่อเพื่อพาประเทศไปสู่การเป็นประเทศที่พัฒนาแล้ว เพื่อความมั่นคงมั่งคั่ง และยั่งยืน

พล.ท. วีรชน สุคนธปฏิภาค รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี  กล่าวว่า เวลาที่คนมองประเทศไทยก็ต้องมองผ่านสื่อ สื่อถือเป็นหน้าต่างของประเทศ ดังนั้นสื่อจึงมีความสำคัญต่อการสร้างภาพลักษณ์ของประเทศไทย ขณะที่การปฏิบัติหน้าที่ก็ต้องยอมรับว่าการทำงานหน้าที่ของสื่ออาจส่งผลกระทบ แต่ก็อาจจะเกิดจากความไม่ได้ตั้งใจ ดังนั้นสื่อก็เป็นหนึ่งสาขาอาชีพหนึ่งที่จะต้องปฏิรูปและปรับตัวเองเหมือนกับทุกภาคส่วน

นายโสภณ องค์การณ์ ผู้ดำเนินรายการสถานีโทรทัศน์ ASTV  กล่าวว่า สื่อมีหน้าที่เสนอความจริง โดยไม่เข้าข้างฝ่ายไหนไม่มีหน้าที่เอาใจใคร หากรัฐบาลไม่ดี คอร์ปชั่น สื่อก็มีหน้าที่ขุดคุ้ยนำเสนอข้อมูลต่อสาธารณะ  แต่ขณะนี้รัฐบาลมีความพยามออกกฏหมายคุ้มครองสื่อทั้งที่จริงแล้วเป็นกฎหมายในเชิงควบคุม ขอถามว่า สื่อมีภัยอะไรที่ทำให้ต้องออกกฎหมายมาคุ้มครอง สื่อไม่ได้เรียกร้องให้รัฐคุ้มครอง ดังนั้นรัฐบาลที่ดีไม่ต้องกลัวสื่อ สื่อจะอยู่ไม่ได้เพราะความน่าเชื่อถือ อีกทั้งคนออกกฎหมายก็ไม่ได้จากสื่อมวลชนแต่เป็นคนนอก ซึ่งมันผิดธรรมชาติ

ขณะที่นายมงคล บางประภา เลขาธิการสมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย กล่าวว่า เหตุใด 30 องค์กรสื่อถึงออกมาคัดค้านร่างพ.ร.บ.ร่างกฎหมายคุ้มครองสิทธิเสรีภาพ ส่งเสริมจริยธรรมและมาตรฐานวิชาชีพสื่อมวลชน พ.ศ.…. ฉบับที่ สปท.พยายามจะผลักดัน เพราะทำท่าจะออกมาผิดทาง ซึ่งร่างกฎหมายฉบับนี้มีปัญหาตั้งแต่ชื่อร่างแล้ว โดยพล.อ.อ.คณิต สุวรรณเนตร ประธานคณะกรรมาธิการฯ ระบุว่า สื่อเรียกชื่อผิดว่า เป็นกฎหมายกดหัวสื่อฯ แต่ไม่ว่าชื่อที่ออกมาจะเป็นชื่ออะไรก็ตาม ก็ต้องมองถึงเนื้อหา ซึ่งเนื้อหาไม่ใช่การคุ้มครองหรือส่งเสริมเป็นการควบคุม

ดังนั้นคำว่ากดหัวสื่อฯจึงเป็นสิ่งที่สื่อสำนักต่างๆเห็นพ้องกันเองโดยมิได้นัดหมายกันมาล่วงหน้า ที่ผ่านมา การทำงานของสื่อมีการเรียนรู้และพัฒนาร่วมกันสังคมไทย มีการปฏิรูปตัวเองมาโดยตลอด แต่ปัญหาก็คือ สื่อถูกตั้งประเด็นว่า เป็นส่วนหนึ่งของความขัดแย้ง ซึ่งไม่อาจปฏิเสธได้  แต่สังคมต้องเข้าใจหากย้อนกลับไป 25 ปี นับตั้งแต่ปี 2535  เกิดสื่อในรูปแบบต่างๆทั้งสื่อพลเมือง สื่อวิทยุชุมชน จนถึงสื่อโซเชียลมีเดีย ซึ่งสื่อบางสื่อก็ไม่ใช่สื่อโดยตรงแต่เป็นของนายทุน กลุ่มผู้มีอิทธิพลทางการเมือง ทำให้เกิดสื่อสารการเมือง เกิดการเลือกข้าง  ทั้งหมดจึงเป็นปรากฏการณ์ที่ทำให้คนในสังคมสะท้อนออกมาให้สื่อต้องปรับปรุงตนเองอยู่ตลอด

นายมงคล กล่าวว่า ในร่างกฎหมาย กลายเป็นว่า คนทำหน้าที่สื่อต้องจดทะเบียนเพื่อขอใบอนุญาตวิชาชีพ โดยมีโครงสร้างของคณะกรรมการวิชาชีพสื่อมวลชนแห่งชาติที่มีคนของรัฐระดับปลัดกระทรวงเข้าร่วมเป็นกรรมการด้วย 2 คน และยังมีอำนาจในการให้คุณให้โทษสื่อเป็นรายคนได้ หากวันใดวันหนึ่ง สื่อรายหนึ่งอาจทำหน้าที่ไปวิพากษ์หรือไปตรวจสอบนักการเมืองที่เป็นรัฐมนตรีเดียวกับปลัดกระทรวงที่มีกรรมการวิชาชีพสื่อฯ หากปลัดได้รับกดดันแล้วจะทำอย่างไร สื่อที่เป็นสื่อการเมืองคงไม่เดือดร้อน เพราะสามารถแปลงกาย เปลี่ยนชื่อเมื่อถูกปิด แต่ผู้ที่ทำหน้าที่สื่อจริง ๆ จะทำอย่างไร การตรวจสอบภาครัฐที่มีอำนาจรัฐ และงบประมาณ จะทำได้แค่ไหน จึงอยากให้ช่วยกันคิด

“หากรัฐบาลจะผลักดันต่อไปนั้น อยากให้มองประสบการณ์ในอดีต รัฐบาลประเทศอินโดนีเซีย สมัยประธานาธิบดีซูฮาร์โตที่คุมอำนาจเบ็ดเสร็จแต่หลังจากผลักดันกฎหมายขึ้นทะเบียนสื่อก็ถูกประชาชนโค่นล้มอำนาจ ประเทศไทยก็มีประสบการณ์ไม่นานนี้ที่ผลักดันกฎหมายนิรโทษกรรมสุดซอยที่ทำให้เกิดจุดเปลี่ยนทางเมืองอยากให้ตระหนักว่า กฎหมายฉบับนี้อาจเป็นกฎหมายควบคุมสื่อสุดติ่งที่ไปพลิกกระแสการเมืองในทำนองเดียวกัน”นายมงคล กล่าว

“นายกฯ”ขอเวลาสอบทุจริตสหกรณ์ “คลองจั่นฯ”

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/politic/265024

คมชัดลึก, สหกรณ์เครดิตยูเนี่ยน คลองจั่น, สอบทุจริต, พล.อ.ประยุทธ์  จันทร์โอชา, นายกฯ, ขอเวลา, สอบ, ทุจริต, สหกรณ์, คลอง, จั่น, คลองจั่นฯ, บิ๊กตู่

“บิ๊กตู่” ขอเวลา “ดีเอสไอ” รวบรวมข้อมูลทุจริตสหกรณ์เครดิตยูเนี่ยนคลองจั่น แจงม. 44 อำนาจล้นแต่ไม่ใช้เต็มที่

 พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และหัวหน้าคสช. ให้สัมภาษณ์กรณีที่กรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) กล่าวหาว่าพระทัตตชีโว เกี่ยวข้องกับกลุ่มบุคคลที่นำเช็คสหกรณ์เครดิตยูเนี่ยนคลองจั่น ที่บริจาคให้วัดพระธรรมกายไปเล่นหุ้น ว่า ข้อเท็จจริงเดี่ยวให้เขาพิสูจน์ทราบมา ตอนนี้กระบวนการยุติธรรมกำลังเข้าดำเนินการในทุกกรณี โดยเฉพาะการสอบทุจริตสหกรณ์เครดิตยูเนี่ยนคลองจั่น ซึ่งต้องทำควบคู่ไปกับการฟื้นฟู เพราะยังมีความเดือดร้อนอยู่ นั่นคือเหตุผลที่ต้องตามหาหลักฐานต่างๆ ดังนั้นขอให้อดทนหน่อย

พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวต่อว่า ส่วนกรณีผ่อนปรนการบังคับใช้ม. 44 จริงๆแล้วเขียนคลุมไว้เฉยๆ แม้จะเขียนทำโน้นนี่ได้ แต่ใช่ว่าจะทำได้ทั้งหมด ที่ผ่านมาผ่อนสั้นผ่อนยาวมาตลอด มีอำนาจเยอะแยะยังไม่ทำเลย ขอให้เข้าใจว่าม.44 รัฐกุมครอบคลุมไม่ต้องใช้หลายกฎหมาย แต่ท้ายที่สุดนำไปสู่การใช้กฎหมายปกติ อย่างวันนี้ม. 44 มีไว้เพื่อรักษาพื้นที่ ดูแลพื้นที่ต่างๆให้สามารถทำงานได้อย่างรวดเร็วขึ้น แต่เรื่องคดีก็ต้องนำไปสู่กระบวนการยุติธรรม ฟ้องกันไปมาก็ว่ากันไป เข้าสู่กระบวนการฟ้องร้อง หากเกี่ยวกับเรื่องสงฆ์ก็เป็นเรื่องธรรมวินัย พ.ร.บ.สงฆ์ ซึ่งมีมาตรา 21 อยู่ ก็ต้องไปดู ตนได้ให้สำนักพระพุทธศาสนาแห่งชาติ (พศ.) ประสานมหาเถรสมาคมเกี่ยวกับการปกครองสงฆ์ อยากให้สื่อได้ลองอ่านพ.ร.บ.สงฆ์ดู ตนได้อ่านจบแล้ว จึงได้ปฏิบัติตามขั้นตอน ตนเกาะกฎหมายพ.ร.บ.สงฆ์มาโดยตลอด ตั้งแต่เรื่องสมณศักดิ์ก็อ่านจากพ.ร.บ.สงฆ์ อย่าทำงานโดยคิดเอาเอง  จะวิพากษ์วิจารณ์แล้วคิดเองมันไม่ได้

นายกฯ สั่งเก็บภาษี “หุ้นชินฯ” ก่อน 31 มี.ค.

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/politic/265019

หุ้นชิน, ก่อน 31 มี.ค., คมชัดลึก, นายกฯ, สั่ง, เก็บภาษี, หุ้น, ชิน, ก่อน, มีค, สั่งเก็บภาษี, หุ้นชินฯ, บิ๊กตู่, สรรพากร

“บิ๊กตู่” บี้ “สรรพากร” เก็บภาษีขายหุ้นชินฯ ก่อน 31 มี.ค.นี้ ส่วนจะได้หรือไม่ ให้ไปสู้ชั้นศาล ยันไม่ใช้ม.44 เผยวางแผนถ่ายเงินแยบยล

พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และหัวหน้าคสช. ให้สัมภาษณีที่นายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี เรียกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องประชุมเมื่อวันที่ 13 มีนาคม เพื่อหารือความคืบหน้าการเรียกเก็บภาษีนายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี กรณีขายหุ้นชินคอร์ป เมื่อปี 2549 ว่า ตนไม่ได้นิ่งนอนใจตั้งแต่วันแรกที่ได้ยินกรณีนี้ขึ้นมา ในหลักการสำคัญเรื่องนี้ได้ให้แนวคิดไปว่ารัฐบาลจะต้องไม่ทำขัดกับหลักยุติธรรม และตนจะไม่ใช้มาตรา 44 แก้ปัญหาเรื่องนี้ เดี๋ยวจะหาว่าไปรุกไล่ฝ่ายนั้นฝ่ายนี้ เมื่อวันที่ 13 มี.ค. ตนได้ให้ประชุมร่วมกันของคณะใหญ่ทั้งหมด เกี่ยวกับเรื่องกฎหมาย เช่น สตง. ปปง. และกฤษฎีกา ซึ่งได้ข้อยุติให้ใช้กฎหมายปกติดำเนินการ

“กระทรวงการคลัง โดยกรมสรรพกรจะดำเนินการเรียกภาษี จะได้หรือไม่ต้องไปเข้าสู่กระบวนการยุติธรรม เพื่อให้ทุกฝ่ายมีโอกาสโต้แย้งในชั้นศาล ซึ่งต้องดูความเป็นมาของศาลที่ผ่านมาด้วย ไม่ว่าจะเป็นศาลฎีกา เพราะหลายอย่างมีความซับซ้อน มีการวางแผนแยบยลถ่ายเงินหลายทอด สังคมก็เชื่ออย่างนั้น ผมพยายามแกะมาอาทิตย์กว่าๆแล้ว จนได้ข้อยุติดังกล่าว การที่จะให้ผมมาสั่งโน้นสั่งนี้ บางอย่างผมก็สั่งไม่ได้ เป็นเรื่องของฝ่ายกฎหมายไปพิจารณามา สรุปกรมสรรพากรต้องดำเนินการเรียกเก็บภาษี ถ้าไม่ได้ก็ไปอุทธรณ์ว่ากันไปตามกฎหมาย ซึ่งต้องทันเวลาก่อนวันที่ 31 มีนาคมนี้ด้วย” พล.อ.ประยุทธ์ กล่าว

พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวย้ำว่า การดำเนินการเรื่องนี้เป็นผลมาจากการประชุมของคณะกรรมการร่วมทั้งหมด ซึ่งเป็นไปตามข้อสังเกตของสำนักงานตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) เสนอมา หากรัฐบาลไม่ทำอะไรเลยเดี๋ยวจะเป็นปัญหาอีกเหมือนคดีอื่นๆ ยืนยันว่าไม่ได้รังแกใคร

“ขุนคลัง”หงุดหงิดปัดตอบ”ภาษีหุ้นชินฯ”

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/politic/265005

อภิศักดิ์ ตันติวรวงศ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง, ขุน, คลัง, หงุดหงิด, ปัด, ตอบ, ภาษี, หุ้น, ชิน, ขุนคลัง, ภาษีหุ้นชินฯ, อภิศักดิ์, ประชุมครม, ภาษีหุ้นชินคอร์ป, สตง, ก็ ไปถามคนที่กล่าวอ้าง

“อภิศักดิ์”อารมณ์บูด เจอนักข่าวหลัง “ประชุมครม.” ปัด ตอบ ปมร้อน  “ภาษีหุ้นชินคอร์ป” โยน “สตง.” แจง

         14  มี.ค. — ภายหลังการประชุมคณะรัฐมนตรี นายอภิศักดิ์ ตันติวรวงศ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ปฏิเสธที่จะให้สัมภาษณ์สื่อมวลชนถึงกรณีที่สำนักงานตรวจเงินแผ่นดิน(สตง.) มีความเห็นเรื่องการดำเนินการเรียกเก็บภาษีนายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ว่าสามารถดำเนินการได้ตามมาตรา 61 ของประมวลรัษฎากร ไม่จำเป็นต้องยึดตามมาตรา 19 โดยนายอภิศักดิ์ กล่าวเพียงสั้น ๆ ว่า “ก็ ไปถามคนที่กล่าวอ้าง”

ผู้สื่อข่าวรายงานว่ากระทรวงการคลังรายงานเรื่องดังกล่าวต่อที่ประชุมคณะรัฐมนตรีอย่างไร นายอภิศักดิ์ ไม่ได้ตอบคำถาม แต่เดินขึ้นรถกลับออกจากทำเนียบไปทันทีด้วยสีหน้าเคร่งเครียด

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ในที่ประชุมครม.วันนี้ ผู้เกี่ยวข้องได้รายงานเรื่องดังกล่าวในที่ประชุม ตามข้อสรุปที่นายวิษณุ เครืองาม  รองนายกฯ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องหารือเมื่อวันที่ 13 มี.ค.ที่ผ่านมา โดยให้กระทรวงการคลังและกรมสรรพากรเป็นผู้ดำเนินการเรียกเก็บภาษีดังกลัาวด้วยกฎหมายปกติ

สปท. เขกหัวเด็กเสิรฟ เหตุไม่พอใจถูกเรียก “ป๋า”

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

การเมือง > ข่าวการเมือง  :  13 มี.ค. 2560

คลิปโผล่ “สปท.” ทำร้ายเด็กเสิรฟ เข้าตัวแจงแค่เขกหัวเตือน แจงไม่ได้ทำร้ายเด็กเสริฟ แค่เขกหัวสั่งสอน เพราะไม่ชอบให้เรียกป๋า

 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า จากกรณีที่ผู้โพสต์คลิปในสังคมออนไลน์ ถึงการกระทำของนายอนุสร จิรพงศ์ สมาชิกสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ (สปท.) ที่ใช้กำลังทำร้าย นายชาตอลงกรณ์ นิลยาน อายุ 29 ปี พนักงานเสริฟร้านอาหารแห่งหนึ่งย่านอารีย์ ได้รับบาดเจ็บ ซึ่งเป็นเหตุการณ์เมื่อเวลา 19.48 น. ของวันที่ 10 มี.ค. ซึ่งผู้ถูกทำร้ายได้เข้าแจ้งความไว้ที่ สน.บางซื่อแล้วนั้น

ล่าสุด นายอนุสร ชี้แจงกับสื่อมวลชนถึงกรณีที่เกิดขึ้นว่าโดยยอมรับว่าในวันที่ 10 มี.ค. นั้น ไปรับประทานอาหารที่ร้านอาหารดังกล่าวจริง แต่ไม่ได้ทำร้ายร่างกายบุคคลแต่อย่างใด ส่วนที่มีพนักงานของร้านแจ้งความดำเนินคดีกับตนนั้น ตนเพิ่งรับทราบจากสื่อมวลชน ซึ่งจากนี้คงต้องประสานไปยังร้านอาหารเพื่อขอเจรจาต่อไป

“จากคลิปที่พบเห็นว่าผมยกมือตบหน้าพนักงานเสริฟนั้น ข้อเท็จจริงแล้วผมเพียงใช้มือเขกหัวพนักงานเพื่อตักเตือนเท่านั้น หลังจากที่ผมถูกเด็กเรียกว่า ป๋า ซึ่งเป็นคำที่ผมไม่ชอบ จึงเขกหัวเพื่อตักเตือนเท่านั้น ซึ่งร้านอาหารดังกล่าวผมได้ไปรับประทานอาหารเป็นประจำ” นายอนุสร กล่าว

สปท.แจงแนวทางแก้ปัญหาความขัดแย้ง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/politic/264763

เสรี สุวรรณภานนท์ ประธานกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านการเมือง สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ(สปท.), แจง, แนวทาง, แก้ปัญหา, ความขัดแย้ง

สปท.แจงแนวทางแก้ปัญหาขัดแย้ง-สร้างความปรองดอง  ชงป.ย.ป.ตั้งกก.กลางเป็นเจ้าภาพอย่าศึกเล็งให้อัยการใช้อำนาจสั่งไม่ฟ้อง-ถอนฟ้องคดีจากแรงจูงใจการเมือง

       13 มี.ค. —  นายเสรี สุวรรณภานนท์ ประธานกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านการเมือง สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ(สปท.)  เปิเเผยว่า ขณะนี้สปท.การเมืองอยู่ระหว่างการสรุปรายงานแก้ปัญหาความขัดแย้งและการสร้างความปรองดองทางการเมือง เบื้องต้นได้ข้อสรุปแล้วเกี่ยวกับการอำนวยความสะดวกเพื่อการปรองดอง โดยการให้อภัยและการใช้กระบวนการทางกฎหมายแก้ปัญหาคดีความ  ซึ่งจะเสนอให้มีการตั้งคณะกรรมการกลาง เป็นเจ้าภาพแก้ปัญหาความขัดแย้งผ่านกระบวนการทางกฎหมายทั้งในส่วนของคดีอาญาและคดีแพ่ง  โดยในส่วนคดีอาญาจะมีการกำหนดมาตรการตั้งแต่การค้นหาข้อเท็จจริง การจำแนกประเภทคดีอาญาที่มีมูลเหตุจากแรงจูงใจทางการเมือง  การใช้มาตราจำหน่ายคดีชั่วคราวหรือการพักโทษ

นอกจากนี้จะให้อัยการใช้อำนาจตามมาตรา 21 พ.ร.บ.องค์กรอัยการ และพนักงานอัยการ พ.ศ.2553 ที่กำหนดให้ในกรณีที่หากอัยการเห็นว่า การฟ้องคดีอาญาไม่เป็นประโยชน์ต่อสาธารณชนหรือมีผลกระทบต่อความปลอดภัยหรือความมั่นคงของชาติหรือต่อผลประโยชน์อันสำคัญของประเทศ ให้เสนอต่ออัยการสูงสุดและอัยการสูงสุดมีอำนาจสั่งไม่ฟ้องได้ ซึ่งจะรวมไปถึงคดีที่ยังไม่เข้าสู่การพิจารณาของศาลและคดีที่อยู่ระหว่างการอุทธรณ์ ฎีกา อย่างไรก็ตามมาตรการนี้ยังไม่รวมถึงความผิดมาตรา 112 ตามประมวลกฎหมายอาญา คดีทุจริต

ส่วนคดีแพ่งเบื้องต้นจะให้รัฐจัดงบประมาณเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบจากการชุมนุมทางการเมืองแต่จะดำเนินการอย่างมีเงื่อนไข ขณะเดียวกันกรณีที่มีการฟ้องร้องค่าเสียหายไปแล้ว จะเป็น 2 กรณีคือ 1.กรณีเอกชนฟ้องกลุ่มผู้ชุมนุม และ 2.กรณีรัฐฟ้องกลุ่มผู้ชุมนุม ทั้งสองกรณีจะเสนอให้มีการเจรจาเพื่อประนีประนอมในการเรียกค่าเสียหายก่อน หากเจรจาไม่สำเร็จให้เป็นหน้าที่ของศาลในการชี้ขาดเรื่องค่าเสียหาย เมื่อศาลพิพากษาแล้ว ทุกฝ่ายต้องยอมรับ โดยเฉพาะฝ่ายที่ถูกฟ้องร้องต้องรับสภาพหนี้ที่เกิดขึ้นในการชดใช้ค่าเสียหาย แนวทางทั้งหมดนี้จะเสนอให้ป.ย.ป.รับไปพิจารณาดำเนินการว่า จะทำตามข้อเสนอสปท.การเมืองหรือไม่

สนช.ทอดเวลาส่งกม.ลูก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/politic/264747

กรธ., ทอด, เวลา, ส่ง, ลูก, สนชทอดเวลาส่งกมลูก, มีชัย, สนช, กรธ

 “มีชัย” เผย “สนช.” ประสานทอดเวลาส่ง กม.ลูก หาก รธน.ประกาศใช้ช่วงวันหยุดยาว เชื่อฝ่ายการเมืองเข้าใจ เหตุติดวันหยุด พร้อมร้องขอสิทธิ “กรธ.” แจงสาระร่างกม.ลูกต่อ

         13 มี.ค.  —  นายมีชัย ฤชุพันธุ์ ประธานกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.)  เปิดเผยว่าขณะนี้ได้รับการประสานมาจากสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ต่อประเด็นการรับพิจารณาร่างพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ (พ.ร.ป.)  ซึ่งตามกำหนดเดิม กรธ. จะส่งร่างพ.ร.ป.ว่าด้วยคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) และร่างพ.ร.ป.ว่าด้วยพรรคการเมือง ทันทีหลังจากที่มีรัฐธรรมนูญใหม่ใช้บังคับ เบื้องต้นยังไม่ทราบว่ารัฐธรรมนูญใหม่จะประกาศใช้เมื่อใด  ดังนั้นตามการประสานคือ หากมีรัฐธรรมนูญใหม่ใช้บังคับช่วงเดือนเม.ย.หรือก่อนช่วงหยุดยาวในเทศกาลสงกรานต์ สนช.ร้องขอให้ กรธ. ส่งเนื้อหาหลังจากพ้นช่วงวันหยุด เพื่อไม่ให้มีปัญหาต่อการทำงาน ที่ต้องเริ่มนับหนึ่งหลังจากที่กรธ.ส่งเนื้อหาให้สนช. แต่หากรัฐธรรมนูญใหม่ใช้บังคับหลังเทศกาลหยุดยาวกรธ. จะส่งเนื้อหาให้ สนช.ตามกรอบเวลาเดิมทันที  ซึ่งกรณีของการทอดเวลาส่งร่างกฎหมายลูกให้พ้นช่วงเทศกาลหยุดยาวนั้น เชื่อว่าจะมีฝ่ายการเมืองครหาว่าจงใจยื้อเวลาการเลือกตั้ง เพราะหากจะทอดเวลาคงทำได้เพียงเฉพาะช่วงวันหยุดเท่านั้น

อย่างไรก็ตามมีประเด็นที่ต้องเห็นใจ สนช. คือ การแก้ไขข้อบังคับการประชุมสนช. ที่ต้องปรับปรุงใหม่ให้สอดคล้องร่างรัฐธรรมนูญใหม่  เบื้องต้นยังไม่ทราบว่าจะใช้เวลาพิจารณานานหรือไม่ ซึ่งในส่วนข้อบังคับดังกล่าวนั้นจะกำหนดขั้นตอนว่าด้วยการกำหนดสัดส่วนกรรมาธิการพิจารณาร่างกฎหมายด้วย ดังนั้นกรธ. ได้ร้องขอว่าหากจะตั้ง กรธ.ให้เป็นกมธ. นั้นขอให้มีจำนวนเพียง 1-2 คน เพราะหากตั้งตามสัดส่วนเดิม คือ 1 ใน 5 จะทำให้กรธ.มีปัญหาเพราะคนมีไม่เพียงพอ

“กรธ.คงไม่ต้องรอให้สนช.ปรับปรุงข้อบังคับจนเสร็จ ถึงจะส่งร่างกฎหมายลูกตามกำหนดไว้เดิม แต่ยอมรับว่าในการพิจารณานั้นได้ร้องขอให้ มีตัวแทนของกรธ.เข้าชี้แจงต่อสภาสนช. ในวาระสองของการพิจารณาร่างกฎหมายในสภาด้วย เพื่อให้โอกาสกรธ.ได้ชี้แจงรายละเอียดและเจตนารมณ์ที่เขียนกฎหมายไว้ ซึ่งสิทธิดังกล่าวคงไม่ถึงขั้นให้อำนาจกรธ.ในการลงมติเพื่อคัดค้าน หรือวีโต้รายละเอียด เพราะการตัดสินใจลงมติอย่างไรของสนช. ถือเป็นเอกสิทธิ์” นายมีชัย กล่าว

นายมีชัย กล่าวด้วยว่าสำหรับการพิจารณาร่าง พ.ร.ป.กกต.และร่างพ.ร.ป.ว่าด้วยพรรคการเมือง ยังมีรายละเอียดเล็กน้อยที่ต้องปรับปรุงตามข้อเสนอแนะที่ทยอยส่งมาให้กรธ.แต่ไม่กระทบหลักการที่กรธ.กำหนดไว้ เช่น ทำระบบสมาชิกพรรคการเมือง ส่วนจะขยายเวลาหรือแก้ปัญหาอย่างไรนั้นต้องกลับมาพิจารณากันอีกครั้งเพื่อไม่ให้มีปัญหากับทางปฏิบัติ ซึ่งหากมีข้อเสนอของพรรคการเมืองที่ให้ขยายเวลาปรับปรุง จากเดิมกำหนดไว้ 180 วัน ต้องเข้าใจด้วยว่าการเลือกตั้งต้องเลื่อนออกไป