ลดยอดพิมพ์สลากเหลือ 58 ล้านฉบับคู่

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 6 เม.ย. 2560 06:05

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/906321


พลตรีฉลองรัฐ นาคอาทิตย์ ผู้อำนวยการสำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบาล เปิดเผยว่า ยอดการพิมพ์สลากกินแบ่งรัฐงวดวันที่ 16 เม.ย.2560 สำนักงานสลากฯ จะลดปริมาณการพิมพ์ลงจากเดิมที่มียอดการพิมพ์ 71 ล้านฉบับคู่ หรือ 142 ล้านฉบับ ลดลงเหลือ 58 ล้านฉบับคู่ หรือ 116 ล้านฉบับ หรือลดลง 13 ล้านฉบับคู่ หรือ 18.3% เนื่องจากยอดคำสั่งซื้อผ่านเครื่องเอทีเอ็ม อินเตอร์เน็ตแบงกิ้งและสาขาของธนาคารกรุงไทยต้นเดือน เม.ย.ที่ผ่านมา มียอดการสั่งซื้อลดลง 120,000 ล้านฉบับคู่ แบ่งเป็นยอดจองซื้อ 100,000 ล้านฉบับคู่ และซื้อตรงอีก 20,000 ล้านฉบับคู่

“ยอดการพิมพ์สลากฯ ของสำนักงานสลากฯ ยังคงกำหนดเพดานสูงสุดเอาไว้ไม่เกิน 71 ล้านฉบับคู่ แต่ในระหว่างปีอาจมีการขยับขึ้น-ลงได้ตามความเหมาะสม โดยงวดวันที่ 16 เม.ย.นี้ สำนักงานสลากฯ ลดปริมาณการพิมพ์ลงเหลือ 58 ล้านฉบับคู่ เนื่องจากเดือน เม.ย. และเดือน พ.ค.ของทุกปี ยอดการขายสลากจะไม่ค่อยดี เพราะเป็นเทศกาลสงกรานต์ที่มีวันหยุดหลายวันประชาชนจะต้องเก็บเงินเพื่อเตรียมฉลองเทศกาลสงกรานต์ นอกจากนี้พ่อค้าแม่ค้าสลากที่เดินขายตามท้องถนนก็หยุดกลับบ้านด้วยเช่นกัน ขณะที่ในเดือน พ.ค.ผู้ปกครองต้องเตรียมเงินเอาไว้ใช้จ่ายในเรื่องของค่าเทอมบุตร ค่าหนังสือและอุปกรณ์การเรียนต่างๆ และยังเข้าสู่ฤดูฝนอีกด้วย”

พลตรีฉลองรัฐกล่าวว่า ยอดการพิมพ์สลากจำนวน 58 ล้านฉบับคู่ของปีนี้ ยังสูงกว่าปีที่แล้ว ที่มียอดพิมพ์อยู่ที่ 56 ล้านฉบับคู่ หรือ 112 ล้านฉบับ ซึ่งถือว่าตลาดยังคงมีความต้องการซื้อสลากอย่างต่อเนื่อง ไม่ใช่ลดหายไปอย่างมากมาย ซึ่งปัจจุบันศักยภาพการพิมพ์ของสำนักงานสลากฯ สามารถพิมพ์ได้แบบงวดชนงวด โดยศักยภาพการพิมพ์ 71 ล้านฉบับคู่นั้น สามารถพิมพ์ได้แล้วเสร็จภายใน 3 วัน โดยสลากงวดวันที่ 16 เม.ย.นี้ สำนักงานสลากฯ ได้พิมพ์และส่งไปให้ผู้ค้าสลากทั้ง 58 ล้านฉบับคู่เรียบร้อยแล้ว หากสถานการณ์ตลาดกลับคืนสู่ภาวะปกติ ก็จะพิมพ์สลากเพิ่มขึ้นโดยมีเพดานกำหนดสูงสุดไม่เกิน 71 ล้านฉบับคู่

พลโทอภิรัชต์ คงสมพงษ์ แม่ทัพภาค 1 ในฐานะประธานคณะกรรมการ (บอร์ด) สำนักงานสลากฯ กล่าวว่า ในช่วงปลายเดือน พ.ค.นี้ บอร์ดสำนักงานสลากฯ จะแถลงผลดำเนินงาน และแนวทางการดำเนินนโยบายแก้ไขปัญหาสลากเกินราคาในปีที่ผ่านมา โดยเดือน พ.ค.นี้ เป็นการทำงานครบรอบ 2 ปีของบอร์ดชุดนี้ บอร์ดพอใจกับผลงานของฝ่ายบริหารสำนักงานสลากฯ ที่ปฏิบัติตามนโยบายของบอร์ดได้เป็นอย่างดี โดยราคาขายปลีกสลากในท้องตลาดปัจจุบัน 60-70% ขายสลากไม่เกินคู่ละ 80 บาท ส่วนที่เหลืออีก30% ยอมรับว่ามีการขายสลากเกินราคา ซึ่งส่วนใหญ่เป็นสลากรวบเลขชุด เช่น เลขชุด 3 คู่ หรือ 5 คู่ แต่ไม่มีเลขชุด 10 คู่ หรือ 20 คู่เหมือนในอดีตที่ผ่านมา และที่สำคัญ ยังกวาดล้างพวกแอบอ้างว่ามีเลขเด็ดเลขดัง หรือมีเลขล็อกจากสำนักงานสลากฯ ที่ผ่านมาได้จับกุมคนกลุ่มนี้ ซึ่งมีประมาณ 3-4 แก๊ง รวมแล้ว 10-15 คน โดยในบางคดีที่ศาลตัดสินแล้วมีโทษจำคุกถึง 100 ปี จึงขอยืนยันว่า สำนักงานสลากฯ ไม่มีเลขล็อกตามที่ปรากฏเป็นกระแสข่าวลือแต่อย่างใด.

 

“ประยุทธ์” ดันเต็มสูบ “อีอีซี”

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 6 เม.ย. 2560 06:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/906326


ต้ังเป้าแจ้งเกิดครบทุกภาคเชื่อมประชาคมโลก

“นายกรัฐมนตรี” ประกาศแสนยานุภาพประเทศไทย แจ้งเกิด “อีอีซี” ในภาคตะวันออก เป็นแห่งแรก ก่อนจะขยายการพัฒนาพื้นที่ให้ครอบคลุมครบทุกภาค เพื่อดึงนักลงทุนทั้งจากคนไทยและทั่วโลกให้เข้ามาลงทุน และเชื่อมต่อกับประชาคมโลก เผยประชุมนัดแรกอนุมัติลงทุนเมืองการบินภาคตะวันออก 2 แสนล้านบาท โครงการรถไฟความเร็วสูง เชื่อม 3 สนามบิน 158,000 ล้านบาท

พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี กล่าวภายหลังเป็นประธานการประชุมคณะกรรมการนโยบายการพัฒนาระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก (อีอีซี) ซึ่งเป็นการประชุมครั้งแรก ที่สนามบินอู่ตะเภาว่า รัฐบาลดำเนินการพัฒนาโครงการอีอีซีเพื่อต้องการรองรับอนาคต สร้างฐานการลงทุนขนาดใหญ่และการสร้างเทคโนโลยีให้กับประเทศเพื่ออนาคตของเยาวชนไทย ซึ่งการลงทุนในอีอีซีจะต้องให้ประชาชนในพื้นที่และนอกพื้นที่ได้รับประโยชน์ อีอีซีจะเป็นก้าวแรกที่จะเปลี่ยนประเทศไทยให้มีรายได้สูงขึ้น และในวันข้างหน้าก็จะเกิดระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันตก ภาคเหนือ และภาคใต้ ตามมาครบทุกภาค เชื่อมต่อกับเศรษฐกิจประชาคมโลก ซึ่งถ้าไม่ทำวันนี้อนาคตก็จะไม่มี

นายคณิศ แสงสุพรรณ เลขาธิการคณะกรรมการนโยบายการพัฒนาระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก (อีอีซี) กล่าวว่า นายกรัฐมนตรีได้ยืนยันในที่ประชุมฯ ถึงความตั้งใจที่จะเร่งพัฒนาอีอีซีให้เกิดผลเป็นรูปธรรมโดยเร็ว โดยที่ประชุมฯเห็นชอบตามข้อเสนอของกองทัพเรือ ให้ประกาศพื้นที่ 6,500 ไร่ ของสนามบินอู่ตะเภาเป็นเขตส่งเสริมระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก หรือเรียกว่า เมืองการบินภาคตะวันออก ซึ่งจะระดมการลงทุนดังนี้ คือ เพิ่มทางวิ่ง (รันเวย์) มาตรฐานอีก 1 ทางวิ่ง วงเงิน 8,000 ล้านบาท การลงทุนในกลุ่มอาคารผู้โดยสารและการค้า เพื่อรองรับผู้โดยสารเพิ่มเป็น 15 ล้านคนใน 5 ปี, 30 ล้านคนใน 10 ปี และ 60 ล้านคนใน 15 ปี วงเงินรวม 200,000 ล้านบาท

นอกจากนี้ ยังลงทุนในกลุ่มอุตสาหกรรมอากาศยานในลักษณะเขตการค้าเสรี เพื่อประกอบอุตสาหกรรมและการค้าเชื่อมโยงกับสนามบิน, การลงทุนในกลุ่มขนส่งทางอากาศ ทั้งคาร์โก้ สินค้าทางไปรษณีย์ และคลังสินค้าเทคโนโลยีสูง, การลงทุนในกลุ่มธุรกิจซ่อมเครื่องบิน เพิ่มเติมจากศูนย์ซ่อมการบินไทยในปัจจุบัน และการลงทุนในกลุ่มศูนย์ฝึกอบรมบุคลากรอากาศยานและธุรกิจการบิน ซึ่งในอนาคตอาจจะมีอีก 3 กิจกรรมในพื้นที่ใกล้เคียงคือ กลุ่มธุรกิจท่าเรือพาณิชย์สัตหีบ, ศูนย์การแพทย์เฉพาะด้าน และอุตสาหกรรมเทคโนโลยีป้องกันประเทศ โดยที่ประชุมฯได้เห็นชอบให้มีการศึกษาความเป็นไปได้ให้แล้วเสร็จภายในปี 2560 โดยกองทัพเรือเป็นผู้รับผิดชอบ

ขณะเดียวกันยังเห็นชอบโครงการรถไฟความเร็วสูงเชื่อม 3 สนามบิน คือ สนามบินดอนเมือง สุวรรณภูมิและอู่ตะเภา วงเงิน 158,000 ล้านบาท ซึ่งรัฐบาลเร่งให้เกิดการประมูลให้ได้ภายในปีนี้ เพื่อแก้ปัญหาความแออัดของสนามบินดอนเมืองและสุวรรณภูมิ โดยรถไฟจะมีความเร็ว 250 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ใช้เวลาวิ่งจากสนามบินสุวรรณภูมิถึงอู่ตะเภาประมาณ 45 นาที หรือไม่เกิน 1 ชั่วโมง ซึ่งผู้โดยสารสามารถเดินทางสู่ 3 สนามบินได้โดยไม่ต้องเปลี่ยนขบวนรถไฟฟ้า และเห็นชอบให้การรถไฟแห่งประเทศไทย ศึกษาความเหมาะสมให้รถไฟความเร็วสูงสายตะวันออกสามารถเชื่อมโยง 3 สนามบินโดยเร็ว นอกจากนี้ ยังเห็นชอบแนวทางการพัฒนาของเขตเทคโนโลยีระดับโลกของประเทศไทย 2 แห่ง คือ เขตนวัตกรรมระเบียงเศรษฐกิจภาคตะวันออกพื้นที่ 350 ไร่ ที่วังจันทร์วัลเล่ย์ จ.ระยอง และเขตนวัตกรรมดิจิทัลภาคตะวันออกพื้นที่ 800 ไร่ ที่ อ.ศรีราชา จ.ชลบุรี

นายคณิศยังกล่าวถึงความคืบหน้าของพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) อีอีซีด้วยว่า ขณะนี้ ร่าง พ.ร.บ.ดังกล่าวทางคณะกรรมการกฤษฎีกาตรวจพิจารณาเสร็จแล้ว จะส่งให้คณะรัฐมนตรี (ครม.) พิจารณาในสัปดาห์หน้าและรัฐบาลจะเร่งเข้าสู่กระบวนการพิจารณาของสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) โดยเร็วที่สุด เพื่อให้กฎหมายมีผลบังคับใช้โดยเร็ว

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ได้เป็นประธานในพิธีลงนามการจัดทำบันทึกความเข้าใจว่าด้วยความร่วมมือ (เอ็มโอยู) การพัฒนาอุตสาหกรรมการบินและโลจิสติกส์จำนวน 3 ฉบับ ประกอบด้วย 1.บันทึกความเข้าใจว่าด้วยความร่วมมือด้านการพัฒนาศูนย์ซ่อมบำรุงอากาศยานระยะที่ 1 ระหว่างกองทัพเรือกับบริษัทการบินไทย จำกัด (มหาชน) 2.บันทึกความเข้าใจว่าด้วยความร่วมมือด้านการพัฒนาศูนย์ขนส่งสินค้าทางอากาศและโลจิสติกส์ระยะที่ 1 ระหว่างกองทัพเรือและบริษัทการบินไทย จำกัด (มหาชน) และ 3.บันทึกความเข้าใจว่าด้วยความร่วมมือด้านการพัฒนาศูนย์ฝึกอบรมบุคลากรด้านการบินและอวกาศ ระหว่างกองทัพเรือและสถาบันการบินพลเรือน ขณะที่กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี โดยสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์ และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) ลงนามความร่วมมือสนับสนุนการพัฒนาเขตนวัตกรรมระเบียงเศรษฐกิจภาคตะวันออก (อีอีซีไอ) ร่วมกับภาคเอกชน สถาบันการศึกษาและสถาบันวิจัยทั้งในและต่างประเทศ รวมถึงหน่วยงานภาครัฐที่เกี่ยวข้องทั้งหมด 50 หน่วยงาน.

 

“ออลไทย”สบช่องบริการแท็กซี่วีไอพี

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 6 เม.ย. 2560 05:55

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/906332


นายสุเทพ บุญงอก ผู้จัดการทั่วไป บริษัท ออลไทยแท็กซี่ จำกัด เปิดเผยว่า เพื่อเป็นการยกระดับการให้บริการเดิมภายใต้ชื่อ ออลไทยแท็กซี่ โดยได้ปรับปรุงพัฒนาบริการให้ตรงกับความต้องการของผู้ใช้บริการ ด้วยการนำรถยนต์ที่มีสมรรถนะดีมีคุณภาพระดับพรีเมียมในค่าบริการตามมิเตอร์ปกติ และในปี 60 นี้ จะเพิ่มรถอีก 500 คันเพื่อให้บริการ

นอกจากนั้น ออลไทยแท็กซี่ยังเตรียมงบประมาณกว่า 400 ล้านบาทเปิดรถแท็กซี่วีไอพีให้บริการทั่วกรุงเทพฯ ภายในเดือน มิ.ย.60 นี้ โดยรถแท็กซี่วีไอพีจะให้บริการด้วยรถยนต์หรู สะดวกสบาย มีบริการน้ำดื่มฟรี, หนังสือพิมพ์, ผ้าเย็น, บริการฟรีไว-ไฟ, ที่ชาร์จโทรศัพท์มือถือ, จอทีวีให้ความบันเทิงในรถ ฯลฯ ซึ่งเป็นรถแท็กซี่ที่จดทะเบียนถูกต้องตามกฎหมาย ในราคาค่าโดยสารตามมิเตอร์ปกติ 35 บาท โดยเรียกใช้บริการผ่านแอพพลิเคชั่นและคอลเซ็นเตอร์

อย่างไรก็ตาม นอกจากจะให้บริการรถแท็กซี่วีไอพีในกรุงเทพฯแล้วบริษัทยังมีแผนที่จะเปิดให้บริการในต่างจังหวัดด้วย โดยเฉพาะจังหวัดที่รถโดยสารของนครชัยแอร์วิ่งให้บริการอยู่ โดยจะเริ่มให้บริการรถแท็กซี่วีไอพีที่จังหวัดอุบลราชธานีและขอนแก่นก่อนจังหวัดละ 20 คันก่อน ปัจจุบัน ออลไทยแท็กซี่มีรถให้บริการทั้งหมด 430 คัน สามารถรับผู้โดยสารได้เฉลี่ยวันละ 20 ครั้ง โดยรถ 1 คัน มีรายได้เฉลี่ยวันละ 2,500 บาท ต่อคัน

ทั้งนี้ เพื่อเป็นการตรวจสอบคุณภาพการให้บริการ ออลไทยแท็กซี่ได้เปิดรับความคิดเห็นและเรื่องร้องเรียนทางช่องทางเฟซบุ๊ก และสายคอลเซ็นเตอร์ ผลปรากฏว่าไม่มีปัญหาด้านการบริการทั้งตัวพนักงานขับรถ และสภาพรถ รวมถึงการให้บริการ แต่ได้รับการร้องเรียนเรื่องการมีรถให้ไม่เพียงพอต่อการให้บริการ เพื่อเป็นการยกระดับบริษัทจึงได้พัฒนาระบบแอพพลิเคชั่น ALL THAI TAXI ให้สมบูรณ์และใช้บริการได้ง่ายขึ้น และเพิ่มบริการจองรถล่วงหน้าผ่านแอพพลิชั่นได้นานถึง 30 วัน.

 

พร้อมลงทุนโครงการยักษ์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 6 เม.ย. 2560 05:45

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/906347


16 บริษัทใหญ่หนุน“บิ๊กตู่”สร้างอนาคตชาติ

16 บริษัทชั้นนำไทย-เทศสนใจลงทุนในอีอีซี “หมอเสริฐ” ชี้เงินลงทุนไม่ใช่ปัญหา ธุรกิจแอร์โรสเปซหวั่นเจอคู่แข่งเพียบ อมตะขยายการลงทุนสู่สมาร์ท ซิตี้ ด้าน “เจโทร” บอกยังไม่เข้าใจสิทธิประโยชน์ โดยเฉพาะกองทุนเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน 1 หมื่นล้านบาท

นายไซมอน เชล ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายปฏิบัติการบริษัท ซีเนียร์ แอร์โรสเปซ (ประเทศไทย) จำกัด เปิดเผยว่า ทางบริษัทสนใจลงทุนในเมืองการบินที่อยู่ในโครงการพัฒนาระเบียงเศรษฐกิจภาคตะวันออก (อีอีซี) บริษัทได้ผลิตเครื่องยนต์เครื่องบินส่งให้ทางโรลส์รอยซ์ เพื่อส่งต่อให้อังกฤษอีกทอดหนึ่ง ทางบริษัทได้ลงทุนในไทยมา 10 ปีแล้ว และจากที่รัฐบาลให้สิทธิประโยชน์ในพื้นที่ เชื่อว่าจะดึงดูดนักลงทุนต่างประเทศที่มีศักยภาพ ซึ่งเป็นคู่แข่งของบริษัทเข้ามาเช่นกัน

ทั้งนี้ นับเป็นหนึ่งจาก 16 บริษัท รวม 21 ราย เช่น บีเอ็มดับเบิลยู โตโยต้า ลาซาด้า ไมโครซอฟท์ กูเกิล ดูคาติ มอเตอร์ พีทีทีจีซี ได้ร่วมหารือกับ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ที่การท่าอากาศยานอู่ตะเภา จ.ระยอง โดยนายกฯยืนยันว่ารัฐบาลมีเจตนารมณ์มุ่งมั่นที่จะทำให้พื้นที่อีอีซีเป็นการสร้างอนาคตของประเทศไทย ซึ่งจำเป็นต้องได้รับการสนับสนุนจากภาคเอกชน

นายฮิโรกิ มิทสึมาตะ ประธานองค์การส่งเสริมการค้าต่างประเทศของญี่ปุ่น (เจโทร) กล่าวว่า ขณะนี้นักลงทุนญี่ปุ่นมีความเชื่อมั่นต่อการดำเนินนโยบายของไทยที่มีความชัดเจนมากขึ้น แต่ยังไม่สามารถระบุได้ว่าจะมีการลงทุนจริงในพื้นที่ดังกล่าวเมื่อใด และควรจะมีสิทธิประโยชน์เพิ่มเติมจากที่มีอยู่ปัจจุบัน โดยใช้รูปแบบเดียวกับที่มีในญี่ปุ่น อาทิ การให้สิทธิประโยชน์เฉพาะรายบริการที่นำนวัตกรรมมาพัฒนาอุตสาหกรรม ทั้งรถยนต์ไฟฟ้าแห่งอนาคต สินค้าเกษตรแปรรูป สำหรับ

กองทุนเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน 10,000 ล้านบาทที่เจรจาให้สิทธิประโยชน์เฉพาะราย ทางตนยังไม่ทราบรายละเอียดว่าเป็นอย่างไร นอกจากนี้ อยากให้ยกเลิกการใช้แรงงานต่างชาติต่อแรงงานไทย 1 ต่อ 4 เพื่อเปิดโอกาสให้บุคลากรต่างชาติที่มีความเชี่ยวชาญเข้ามาทำงานในบริษัทไทยที่มีความต้องการโดยตรง นายวิกรม กรมดิษฐ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท อมตะ คอร์ปอเรชัน จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า ปัจจุบันอมตะเตรียมพื้นที่ 10,000 กว่าไร่ในนิคมอุตสาหกรรมอมตะซิตี้ จ.ระยองและอมตะนคร จ.ชลบุรี ซึ่งอยู่ในพื้นที่อีอีซี เพื่อขยายการลงทุนเป็นสมาร์ท ซิตี้ และสมาร์ท แฟคตอรี่ และเตรียมลงทุนและหาผู้ร่วมทุนอีก 10 โครงการ วงเงินลงทุนไม่ต่ำกว่า 10,000 ล้านบาท

“การลงทุนของต่างชาติในประเทศเวียดนามในปีที่แล้วมีมูลค่าสูงมากกว่าไทยถึง 3 เท่า แต่เมื่อรัฐบาลมีนโยบายทำโครงการอีอีซีเชื่อว่าจะช่วยดึงนักลงทุนต่างชาติที่ตั้งใจเข้ามาลงทุนในอาเซียนได้เข้ามาประเทศไทยแทน วันนี้ผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ หรือจีดีพีของไทยขึ้นอยู่กับการส่งออก ถ้ามีการลงทุนในอีอีซีเป็นรูปธรรมมากขึ้น การส่งออกก็จะมากขึ้นและจีดีพีของไทยก็ต้องขยายตัวได้เพิ่มขึ้นด้วยแน่นอน”

ทางด้านนายแพทย์ปราเสริฐ ปราสาททองโอสถ ประธานคณะผู้บริหารกลุ่มและกรรมการผู้อำนวยการใหญ่ บริษัทกรุงเทพดุสิตเวชการ จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า พร้อมเข้ามาลงทุนในเรื่องของโรงพยาบาลในพื้นที่อีอีซีอย่างเต็มที่ เพราะเงินไม่ใช่ปัญหาสำหรับตัวเอง หากรัฐบาลพร้อมที่จะยกเรื่องของเมดิคัลฮับ หรือการผลักดันให้ไทยเป็นศูนย์กลางด้านการแพทย์และการรักษาพยาบาลในภูมิภาคนี้ให้เป็นวาระแห่งชาติ และผลักดันให้เกิดขึ้นอย่างจริงจัง ไม่ใช่มุ่งเน้นเฉพาะเรื่องของอุตสาหกรรมใหม่เท่านั้น เพราะนักลงทุนต่างชาติต่างให้ความสำคัญกับเรื่องของโรงพยาบาลที่มีมาตรฐาน เช่นเดียวกับโครงสร้างพื้นฐานด้านอื่นๆของประเทศ.

 

“จีแลนด์”ฟุ้งนักลงทุนตอบรับ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 6 เม.ย. 2560 05:35

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/906352


กองทรัสต์สิทธิ์การเช่าอสังหา

นางสาวรมณี บุญดีเจริญ กรรมการ และรองกรรมการผู้จัดการ บริษัท แกรนด์ คาแนล แลนด์ จำกัด (มหาชน) หรือ GLAND เปิดเผยว่า จากการเดินสายให้ข้อมูลของกองทรัสต์ GLANDRT ซึ่งเป็นทรัสต์เพื่อการลงทุนในสิทธิ์การเช่าอสังหาริมทรัพย์ อาคารสำนักงาน จีแลนด์ ซึ่งจะเข้าลงทุนในสิทธิการเช่าพื้นที่สำนักงานของอาคาร “เดอะไนน์ ทาวเวอร์ส” และอาคาร “ยูนิลีเวอร์ เฮ้าส์” แก่นักลงทุนสถาบัน ได้รับการตอบรับเป็นอย่างดี โดยจุดเด่นตามประมาณการอัตราค่าเช่าของทั้งสองอาคารนี้ จะมีการปรับขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดย “เดอะไนน์ ทาวเวอร์ส” ในไตรมาสที่ผ่านมามีการปรับขึ้นอัตราค่าเช่าประมาณ 16% และสำนักงาน “ยูนิลีเวอร์ เฮ้าส์” จะมีการเติบโตค่าเช่า 12.5% ทุกๆ 3 ปี ตลอดอายุสัญญาเช่า ซึ่งทั้งสองอาคารจะมีการปรับค่าเช่าใหม่ในเร็วๆนี้

ทั้งนี้ จะเปิดจองซื้อในวันที่ 7 และ 10-11 เม.ย.นี้ แก่นักลงทุนสถาบัน ที่ราคาเสนอขายหน่วยละ 10.00 บาท และจะเข้าลงทุนในทรัพย์สินเป็นมูลค่าสูงสุดไม่เกิน 5,997,686,000 บาท และตามประมาณการมีอัตราเงินคืนผู้ถือหน่วยทรัสต์ที่ไม่ต่ำกว่า 7.20% ทั้งนี้ กลุ่มจีแลนด์จะจองซื้อในสัดส่วนไม่ต่ำกว่า 15%.

 

กรมเชื้อเพลิงพายเรือในอ่าง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 6 เม.ย. 2560 05:25

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/906375


นักวิชาการชี้สัมปทานปิโตรเลียมเหมาะสมสุด

นายวีระศักดิ์ พึ่งรัศมี อธิบดีกรมเชื้อเพลิงธรรมชาติ เปิดเผยภายหลังการประชุมรับฟังความคิดเห็นเรื่องหลักเกณฑ์และวิธีการกำหนดพื้นที่ที่จะดำเนินการสำรวจและผลิตปิโตรเลียม ในรูปแบบของสัมปทาน, สัญญาแบ่งปันผลผลิต (พีเอสซี), สัญญาจ้างบริการ (เอสซี) ว่าการหารือเป็นการประมวลภาพรวมส่วนหนึ่ง ยังไม่มีการกำหนดว่าเป็นการหารือเพื่อใช้ในพื้นที่แหล่งปิโตรเลียม เอราวัณบงกช หรือแหล่งสัมปทานรอบที่ 21 รวมทั้งยังไม่มีข้อสรุปว่าจะใช้รูปแบบใดในการเปิดประมูล เพราะต้องมีการนำมาปรับปรุงแก้ไข ก่อนเสนอให้กระทรวงพลังงานพิจารณา ก่อนเสนอให้คณะรัฐมนตรีพิจารณาต่อไป

นายฐิติศักดิ์ บุญปราโมทย์ หัวหน้าภาควิชาการวิศวกรรมเหมืองแร่และปิโตรเลียม คณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวว่า ในด้านของนักวิชาการมองว่ารูปแบบสัมปทานมีความเหมาะสมที่สุด เนื่องจากทำให้ภาคเอกชนเข้ามาประมูล และได้รับความสะดวก เพราะประมูลได้ ก็มีอำนาจในการตัดสินใจอย่างเต็มที่ ขณะที่หากเปิดประมูลภายใต้ระบบเอสซี หรือพีเอสซี ทุกอย่างจะยังเป็นของรัฐบาล ซึ่งถ้าเอกชนที่ประมูลได้ไป จะทำอะไรก็ต้องมีการขออนุญาตจากภาครัฐ และต้องผ่านกระบวนการหลายขั้นตอน หากภาครัฐไม่อนุมัติให้ดำเนินการในบางขั้นตอน ภาคเอกชนก็ไม่สามารถดำเนินการได้ตามแผนที่กำหนดไว้

“ต้องยอมรับว่าเป็นการตัดสินใจที่ยากพอสมควร หากมีการเข้มงวดกับการปฏิบัติงานต่างๆมากเกินไป แล้วเอกชนไม่สามารถไปดำเนินการได้ ประเทศชาติอาจจะมีปัญหา ขณะเดียวกันถ้าเราเลือกสิ่งที่ดีที่สุดแล้ว เอกชนไปต่อได้ แต่คนในสังคมไม่ยอมรับก็ติดขัดหรือมีความขัดแย้งอีก ซึ่งก็ต้องมาดูว่าความเหมาะสมควรอยู่ในจุดใด”

นายไพโรจน์ กวียานันท์ ประธานกรรมการบริหาร บริษัท เชพรอน ประเทศไทย สำรวจและผลิต จำกัด กล่าวว่า ขณะนี้ยังไม่สามารถระบุได้ว่าจะเข้าร่วมการประมูลในแหล่งปิโตรเลียมที่จะหมดอายุในปี 2565-2566 ทั้ง 2 แหล่งหรือไม่ เนื่องจากต้องรอดูผลสรุปว่าจะประมูลแบบใด ทั้งนี้ จากการหารือเรื่องกำหนดรูปแบบการประมูล คงต้องพูดคุยกันอีกครั้ง เพราะล่าสุดยังไม่มีความชัดเจนในเรื่องดังกล่าว.

 

“ฉัตรชัย” เร่งแก้ปัญหาไอยูยู

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 6 เม.ย. 2560 05:20

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/906295


ตั้งคณะกรรมการลุยทุกด้าน

พล.อ.ฉัตรชัย สาริกัลยะ รมว.เกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่า เมื่อวันที่ 4 เม.ย.60 นายกรัฐมนตรีได้ใช้มาตรา 44 ตามรัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราว ออกคำสั่งที่ 22/2560 เรื่อง การแก้ไขปัญหาการทำประมงผิดกฎหมาย ขาดการรายงาน และไร้การควบคุม (ไอยูยู) เพิ่มเติมครั้งที่ 4 จำนวน 29 ข้อนั้น เพื่อเร่งรัดการทำงานในการแก้ไขปัญหาไอยูยูให้มีความรวดเร็วและมีความชัดเจนมากยิ่งขึ้น เนื่องจากไทยใช้ระยะเวลาแก้ไขปัญหากว่า 2 ปี ซึ่งถือว่านานพอสมควรแล้ว ซึ่งการนำมาตรา 44 มาใช้นั้นหลักสำคัญ คือ การเร่งรัดการดำเนินงานให้เกิดประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น

“การแก้ไขปัญหาปัจจุบันจะมุ่งเน้นประเด็นประมงนอกน่านน้ำขนาดของเรือ เรือสนับสนุนการทำประมง ซึ่งจะต้องสร้างให้เกิดความชัดเจน เพื่อรองรับการที่สหภาพยุโรปหรืออียู จะเดินทางมาตรวจรอบต่อไป อย่างไรก็ตาม ทางรัฐบาลไม่ได้กำหนดห้วงเวลาว่าจะแก้ไขปัญหาไปถึงเมื่อใด แต่จะเร่งดำเนินงานให้เร็วที่สุดเท่าที่จะทำได้ ซึ่งที่ผ่านมากรมประมงใช้อำนาจทางปกครองน้อย และศูนย์รวมอำนาจอยู่ที่อธิบดีกรมประมงเพียงคนเดียว ทำให้งานเกิดความล่าช้า มีงานตกค้างจำนวนมาก ไม่สามารถใช้อำนาจปกครองได้อย่างทันทีทันใด ดังนั้น จึงมีการตั้งคณะกรรมการเพื่อทำงานแก้ไขปัญหาดังกล่าว ซึ่งจะช่วยทำให้เกิดความรวดเร็วในการทำงานและการแก้ไขปัญหาจะมีประสิทธิภาพมากขึ้น”.

 

“กยท.”จับมือแบรนด์“ดีสโตน”

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 6 เม.ย. 2560 05:15

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/906386


ผลิตล้อยางประชารัฐราคาถูก

นายธีธัช สุขสะอาด ผู้ว่าการการยางแห่งประเทศไทย (กยท.) เปิดเผยว่า กยท.ร่วมกับผู้ผลิตยางดีสโตน ซึ่งเป็นแบรนด์ยางล้อของไทยที่ส่งขายทั่วโลก ทั้งในแถบเอเชียและยุโรป ร่วมผลิตยางล้อภายใต้แบรนด์ TH-TYRE (ไทย-ไทเอ่อร์) ยางล้อรถจากวัตถุดิบชั้นเยี่ยมของชาวสวนยางไทย ผลิตจากบริษัทคนไทยที่มีมาตรฐาน คุณภาพสากล และเป็นผลิตภัณฑ์ยางเกิดจากการบูรณาการจากองค์กร 3 ภาคส่วน ได้แก่ ภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคเกษตรกร เบื้องต้นจะใช้ยางสำหรับโครงการนี้ประมาณ 2,800 ตัน จากเป้าหมายรวม 100,000 ตัน

ทั้งนี้ แบรนด์ TH-TYRE จะผลิตล้อยางที่สามารถรองรับความต้องการของผู้ใช้ยานพาหนะ 3 ประเภทประกอบด้วย 1.ยางล้อรถมอเตอร์ไซค์ (2 ล้อ) 2.ยางล้อรถยนต์ ซึ่งตลาดที่รองรับ ได้แก่ รถแท็กซี่ รถตู้ เป็นต้น 3.รถยนต์ทั่วไป (4 ล้อ) จะผลิตยางประเภทละ 2 รุ่น ซึ่งสิ่งสำคัญ คือ ผู้บริโภคที่เลือกใช้ยางแบรนด์ไทย-ไทเอ่อร์จะได้ใช้ยางล้อที่มีคุณภาพตามมาตรฐานสากล และราคาถูกกว่าท้องตลาดทั่วไป เพราะใช้วัตถุดิบและกระบวนการผลิตโดยคนไทยภายในประเทศ ทั้งนี้ผู้สนใจยางแบรนด์ไทย-ไทเอ่อร์ สามารถติดต่อสอบถามข้อมูลได้ที่ กยท.ทุกสาขาทั่วประเทศ และตัวแทนจำหน่ายยางดีสโตนกว่า 400 สาขาทั่วประเทศ

กยท.ได้ริเริ่มโครงการยางล้อประชารัฐ เป็นหนึ่งในโครงการที่จะมีการนำยางไปใช้มากที่สุด เพราะธุรกิจยานยนต์เป็นธุรกิจที่ใช้วัตถุดิบจากยางพาราเป็นจำนวนมาก โดยในช่วง 2 ปีที่ผ่านมา ไทยมีผลผลิตยางประมาณ 4.47 ล้านตัน สามารถนำไปใช้ภายในประเทศประมาณ 0.6 ล้านตัน คิดเป็น 13.42% ของผลผลิตทั้งหมด และยางส่วนใหญ่
ถูกใช้ในการผลิตยางยานพาหนะ 0.34 ล้านตัน คิดเป็น 56.48% ของปริมาณยางทั้งหมด.

 

เผยข้อดีหนี้นอกระบบ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 6 เม.ย. 2560 05:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/906291


นายกฤษฎ์เลิศ สัมพันธารักษ์ นักวิจัยสถาบันสถาบันวิจัยเศรษฐกิจป๋วย อึ๊งภากรณ์ ธนาคารแห่งประเทศไทย เปิดเผยว่า สถาบันฯได้ทำวิจัยเรื่องการศึกษาสภาพครัวเรือน ในชนทบที่ยากจน พบว่าครัวเรือนยากจนมีข้อจำกัดทางการเงินหลายด้าน อาทิ ข้อจำกัดในการบริหารสภาพคล่องและการกระจายความเสี่ยงและพบว่าการบริโภคของครัวเรือนมีความผันผวนน้อยกว่ารายได้ เพราะมีการช่วยเหลือทางการเงิน หรือการให้กู้กันระหว่างกัน เช่น กู้จากญาติ กู้จากครัวเรือนในชุมชน ฯลฯ และแม้ว่านโยบายภาครัฐจะช่วยลดปัญหาเงินกู้นอกระบบ ที่มีทั้งส่วนดีและไม่ดีให้เข้ามาอยู่ในระบบ ก็ไม่ควรปิดช่องทางการกู้นอกระบบไปเสียทั้งหมด เพราะการกู้นอกระบบ มีข้อดีด้านความคล่องตัว กู้ได้ง่ายไม่ต้องดูความเสี่ยง ทำให้การพึ่งพาหนี้นอกระบบ ก็จะยังคงมีอยู่และไม่ได้เป็นปัญหากับระบบไปเสียหมด จึงควรพิจารณาการกู้นอกระบบในบางจุด เพื่อให้ยังมีอยู่ต่อไปก็ไม่เสียหาย

“การช่วยเหลือครัวเรือนที่ยากจน ด้วยการให้คนที่เข้าคุณสมบัติที่จำกัดรายได้และทรัพย์สินตามเงื่อนไขของภาครัฐมาลงทะเบียนคนจน เพื่อให้รัฐช่วยอุดหนุนสวัสดิการต่างๆ หรือการให้เป็นเงินสด จากการสำรวจมีประสิทธิภาพและตรงจุดในระดับหนึ่ง ถือว่ามีส่วนช่วยลดความผันผวนของรายได้ครัวเรือนได้ ทำให้การบริโภคในภาพรวมดีขึ้น สนับสนุนการเติบโตเศรษฐกิจภาพรวม”.

 

‘พาณิชย์’ ทำสมมติฐานรับมือ ‘ทรัมป์’ แก้ปัญหาขาดดุลการค้ากับไทย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 5 เม.ย. 2560 23:45

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/906196


‘สนธิรัตน์’ เผยทีมเศรษฐกิจรัฐบาล ทำสมมติฐานผลกระทบที่จะเกิดขึ้น หากสหรัฐฯ ใช้มาตรการจัดการกับไทยแก้ปัญหาขาดดุล มีทั้งระดับรุนแรง ปานกลาง และไม่รุนแรง แต่เชื่อไม่รุนแรงแน่ เหตุไทยไม่ใช่ประเทศเป้าหมาย ยันถ้าใช้มาตรการไม่เป็นธรรม ไทยมีสิทธิ์ชี้แจง พร้อมเผยกังวลทรัพย์สินทางปัญญา หวั่นมะกันใช้เป็นข้ออ้างหามาตรการซ้ำเติมหนัก

เมื่อวันที่ 5 เม.ย. 60 นายสนธิรัตน์ สนธิจิรวงศ์ รมช.พาณิชย์ เปิดเผยถึงกรณีที่ นายโดนัลด์ ทรัมป์ ลงนามในคำสั่งพิเศษ (Executive Order) เพื่อตรวจสอบหาสาเหตุการขาดดุลการค้ากับ 16 ประเทศ รวมถึงไทยว่า ขณะนี้ ทีมเศรษฐกิจของรัฐบาลได้จัดทำสมมติฐานกรณีที่สหรัฐฯ อาจใช้มาตรการต่างๆ กับไทย เพื่อแก้ปัญหาขาดดุลการค้ากับไทย ซึ่งมีทั้งคาดว่าจะเกิดผลกระทบกับไทยในระดับรุนแรง ปานกลาง และไม่รุนแรง รวมถึงในสัปดาห์หน้า จะหารือกับภาคเอกชนที่ทำการค้า การลงทุนกับสหรัฐฯ เพื่อเตรียมรับมือกับผลกระทบที่จะเกิดขึ้น

“เบื้องต้น คาดว่าสหรัฐฯ น่าจะใช้มาตรการอะไรที่ไม่ก่อให้เกิดผลกระทบกับเศรษฐกิจ การค้า การลงทุนของไทยอย่างรุนแรง เพราะไทยไม่ใช่เป้าหมายที่จะจัดการ อีกทั้ง ทุนสหรัฐฯ ลงทุนในไทยมหาศาล หากรัฐบาลสหรัฐฯ ใช้มาตรการใดๆ กับไทย ก็จะกระทบต่อทุนสหรัฐฯ ในไทยด้วย”

นอกจากนี้ นโยบายของไทยยังไม่เข้าเงื่อนไข ที่สหรัฐฯ กล่าวอ้างกับประเทศอื่นๆ ที่ได้ดุลการค้าสหรัฐฯ โดยเฉพาะนโยบายแทรกแซงค่าเงินให้อ่อนค่า ซึ่งรัฐบาลไทยไม่เคยทำ แต่ปล่อยให้เป็นไปตามกลไก อย่างไรก็ตาม หากสหรัฐฯ ใช้มาตรการใดๆ ก็ตามโดยไม่เป็นธรรม ไทยสามารถเจรจา หรือชี้แจงกับสหรัฐฯ ได้

นายสนธิรัตน์ กล่าวต่อถึงประเด็นปัญหาที่ไทยมีต่อสหรัฐฯ และกังวลว่าสหรัฐฯอาจออกมาตรการมาซ้ำเติมว่า ประเด็นที่กังวลคือ ทรัพย์สินทางปัญญา ที่สหรัฐฯอ้างว่า ไทยยังแก้ปัญหาล่าช้า และไทยเกรงว่า สหรัฐฯ อาจออกมาตรการกีดกันการนำเข้าสินค้าจากไทย ซึ่งที่ผ่านมา การที่สหรัฐฯ จัดให้ไทยอยู่ในกลุ่มประเทศที่ถูกจับตามองเป็นพิเศษ ด้านทรัพย์สินทางปัญญา ตามกฎหมายการค้า มาตรา 301 พิเศษ ทำให้ไทยเดินหน้าป้องกันและปราบปรามการละเมิดอย่างเต็มที่ มีการออกกฎหมาย และแก้ไขกฎหมายหลายฉบับ เพื่อป้องกันการละเมิด จนทำให้การขายสินค้าละเมิดเบาบางลงมาก

“ถ้าการทบทวนสถานะในปีนี้ สหรัฐฯ จะให้ไทยอยู่ในบัญชีพีดับบลิวแอลต่ออีกปีก็ไม่ใช่เรื่องเป็นเรื่องตาย ถ้าเราพัฒนาตัวเองให้ดีขึ้นหลายประเทศ อย่าง จีน ยุโรป ก็ยังมองว่าไทยน่าลงทุน และมีการคุ้มครองทรัพย์สินทางปัญญา”

อย่างไรก็ตาม กรณีการขาดดุลการค้านั้น ยังไม่มีเอกสารอย่างเป็นทางการออกมาจากสหรัฐฯ ว่ามีชื่อของไทยรวมอยู่ในกลุ่มประเทศที่สหรัฐฯ ต้องหาสาเหตุการขาดดุลด้วย เพียงแต่มีรายงานจากสำนักงานผู้แทนการค้าสหรัฐฯ (ยูเอสทีอาร์) เกี่ยวกับการประเมินผลด้านการค้าของสหรัฐฯ ที่เกี่ยวกับการค้าระหว่างประเทศประจำปี 60 (2017 National Trade Estimate Report on Foreign Trade) ที่ระบุว่า ปี 59 สหรัฐฯ ขาดดุลการค้าสินค้ากับไทยมูลค่า 18,900 ล้านเหรียญฯ เพิ่มขึ้น 8.7% หรือ 1,500 ล้านเหรียญฯ จากปี 58.