ทองไทยเปิดตลาดร่วง 50 รูปพรรณขายบาทละ 20,800

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 3 เม.ย. 2560 10:30

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/903315


ทองไทยเปิดตลาดร่วง 50 บาท ทองแท่งรับซื้อบาทละ 20,200 ขายบาทละ 20,300 รูปพรรณรับซื้อบาทละ 19,829.28 ขายบาทละ 20,800…

เมื่อวันที่ 3 เม.ย. สมาคมค้าทองคำ รายงานราคาทองเปิดตลาดครั้งที่ 1 ปรับลดลง 50 บาท โดยราคาทองคำแท่งรับซื้อบาทละ 20,200 ขายออกบาทละ 20,300 ส่วนทองรูปพรรณรับซื้อบาทละ 19,829.28 ขายออกบาทละ 20,800.

 

ดีเดย์! ลงทะเบียนทั่วประเทศผู้มีรายได้น้อยรอบสอง ประชาชนทยอยมาแต่เช้า

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 3 เม.ย. 2560 09:29

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/903226


ลงทะเบียนผู้มีรายได้น้อยรอบสอง เพื่อรับสวัสดิการของรัฐคึกคัก คนทยอยเดินทางมาขอลงทะเบียนตั้งแต่ช่วงเช้า ซึ่งสามารถลงทะเบียนได้ตั้งแต่วันนี้ – 15 พ.ค.60


http://www.thairath.co.th/clip/115400

เมื่อวันที่ 3 เมษายน เป็นวันแรกเปิดให้ประชาชนผู้มีรายได้น้อยลงทะเบียนรอบที่สอง เพื่อรับสวัสดิการแห่งรัฐปี 2560 ซึ่งเริ่มตั้งแต่วันนี้ – 15 พฤษภาคม 2560 โดยบรรยากาศทั่วประเทศเป็นไปอย่างคึกคัก มีประชาชนเดินทางมายังธนาคารของรัฐ 3 แห่งที่เปิดรับลงทะเบียน ได้แก่ ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร ธนาคารออมสิน และธนาคารกรุงไทย จำกัด(มหาชน) รวมถึงคลังจังหวัด 76 จังหวัด และที่สำนักงานเขตกรุงเทพมหานคร ทั้ง 50 เขต

ขณะที่ธนาคารออมสิน สำนักงานใหญ่ เจ้าหน้าที่ธนาคารได้จัดเตรียมจุดที่เปิดให้ประชาชนผู้มีรายได้น้อยมาลงทะเบียนเพื่อรับสวัสดิการแห่งรัฐ รอบที่ 2 โดยนำป้ายประชาสัมพันธ์ให้ประชาชนได้รับทราบ เอกสาร และคุณสมบัติผู้มีสิทธิลงทะเบียน ซึ่งก็มีประชาชนทยอยมารอลงทะเบียนตั้งแต่ช่วงเช้า บางคนเก็บเอกสารแบบฟอร์มเพื่อนำไปให้ลูกหลานช่วยกรอกรายละเอียดให้ และจะนำมาส่งอีกทีภายหลัง เพราะสามารถลงทะเบียนได้ตั้งแต่วันนี้ถึงวันที่ 15 พฤษภาคม 2560

นายชาติชาย พยุหนาวีชัย ผู้อำนวยการธนาคารออมสิน คาดว่า ในการเปิดลงทะเบียนรอบ 2 ธนาคารได้จ้างลูกจ้างชั่วคราวเพิ่ม 2,000 คน ประจำตามสาขา 1,070 สาขาทั่วประเทศ เพื่ออำนวยความสะดวกให้ผู้ที่มาลงทะเบียน และไม่กระจุกตัวตามสาขาต่างๆ คาดว่าวันแรกจะมีคนมาลงทะเบียนไม่ต่ำกว่า 1 แสนคน และตลอดการเปิดรับลงทะเบียน 42 วัน จะมีผู้มาลงทะเบียนประมาณ 4-5 ล้านคน เพิ่มขึ้นจากรอบแรกที่มีผู้ลงทะเบียน 2.5 ล้านคน แต่มีผู้ที่ได้รับสวัสดิการ 2.3 ล้านคน

ส่วนผู้ที่ต้องการจะยื่นเพื่อขอแก้หนี้นอกระบบ สามารถแจ้งความจำนงให้เจ้าหน้าที่ บันทึกเป็นข้อมูลมูลหนี้ของผู้มีรายได้น้อยและเข้าไปช่วยเหลือ

ขณะที่นายวิชัย พฤกษ์วัฒนาชัย ผู้ช่วยผู้จัดการ ธ.ก.ส. คาดว่า วันแรกจะมีผู้มาลงทะเบียนประมาณ 3,500 คน จากผู้ที่มีรายชื่อผู้มีรายได้น้อยจากกระทรวงมหาดไทย 15,000-20,000 คน ซึ่งทั้งจังหวัดพระนครศรีอยุธยา 23 ตำบล มีผู้มีรายชื่อ 90,000 คน โดยคาดการณ์ว่าจะมีผู้มาลงทะเบียนกับธ.ก.ส.ทั้งหมด 10-12 ล้านคน แต่ธ.ก.ส.มั่นใจว่าจะรับลงทะเบียนได้ครบในวันที่ 15 พ.ค.นี้ และรวบรวมข้อมูล เพื่อส่งข้อมูลให้กับกระทรวงการคลังตรวจสอบได้ภายในเดือนมิ.ย.โดยผู้ลงทะเบียนจะสามารถตรวจสอบรายได้ว่ามีสิทธิ์รับสวัสดิการหรือไม่ ในวันที่ 1 ส.ค.นี้เป็นต้นไป โดยสามารถตรวจสอบได้ที่ธนาคารที่กำหนด และเทศบาลที่อยู่ แต่ในส่วนของธ.ก.ส.จะให้บริการส่ง SMS แจ้งกับผู้ได้รับสิทธิ์ด้วย

สำหรับคุณสมบัติของผู้มีสิทธิลงทะเบียน ต้องมีรายได้ไม่เกิน 1 แสนบาทต่อปี, มีเงินฝากไม่เกิน 1 แสนบาท, มีที่อยู่อาศัย บ้านพร้อมที่ดิน ทาวน์เฮาส์ไม่เกิน 25 ตารางวา, ห้องชุดไม่เกิน 35 ตารางเมตร, กรณีที่อยู่อาศัยและใช้ประโยชน์จากที่ดินเพื่อการเกษตรต้องไม่เกิน 10 ไร่ และเพื่อการอื่นที่ไม่ใช่การเกษตรไม่เกิน 1 ไร่ ส่วนเอกสารสำคัญที่จะต้องนำมาด้วยคือบัตรประชาชนที่เป็นแบบสมาร์ทการ์ด

ส่วนที่จ.อ่างทองบรรยากาศลงทะเบียนเพื่อสวัสดิการแห่งรัฐคึกคักเช่นกัน โดยบริเวณหน้าธนาคารกรุงไทย สาขาอ่างทอง ต.ตลาดหลวง อ.เมือง จ.อ่างทอง มีประชาชนจำนวนมากมารอเข้าคิวเพื่อลงทะเบียนตั้งแต่เช้าตรู่ ก่อนธนาคารเปิดทำการ และทันทีเมื่อธนาคารเปิดได้มีประชาชนต่างกรูเข้าไปรับบัตรคิวเพื่อรอลงทะเบียน

นอกจากนี้ยังมีกลุ่มแม่ชีได้เดินทางมาลงทะเบียนดังกล่าว แต่ต้องผิดหวังหลังได้รับคำชี้แจงจากเจ้าหน้าที่ว่าผู้ที่ทำการบวชอยู่ในสมณเพศ ไม่สามารถลงทะเบียนได้ แต่หากลาสิกขาแล้วสามารถมายื่นลงทะเบียนตามสิทธิได้.

คลังย้ำความพร้อมเปิดลงทะเบียนคนจนรอบใหม่ อย่าลืม!! 3 เม.ย.-15 พ.ค.

 

ติดเขี้ยวฟันอำนาจเหนือตลาด

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 3 เม.ย. 2560 06:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/903066


กฎหมายแข่งขันการค้าฉบับใหม่ใช้ ก.ย.นี้

“พาณิชย์” คาดกฎหมายแข่งขันทางการค้าฉบับใหม่มีผลบังคับใช้เดือน ก.ย.นี้ หลัง สนช.ผ่านร่าง 3 วาระแล้ว ลั่นเพิ่มเขี้ยวเล็บ บอร์ดแข่งขัน หลังมีอำนาจใช้โทษทางปกครอง หยุดพฤติกรรมแข่งขันไม่เป็นธรรม

น.ส.วิบูลย์ลักษณ์ ร่วมรักษ์ ปลัดกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า ขณะนี้ ร่างปรับปรุงแก้ไข พ.ร.บ.การแข่งขันทางการค้า พ.ศ.2560 ได้ผ่านการพิจารณาจากสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ทั้ง 3 วาระแล้ว คาดว่า ภายในเดือน เม.ย.นี้ สนช.จะส่งร่างแก้ไขกลับมายังคณะรัฐมนตรี (ครม.) ตามขั้นตอนทั้งหมดคาดว่า กฎหมายจะมีผลบังคับใช้ในเดือน ก.ย.60 อย่างไรก็ตาม เตรียมจัดทำกฎหมายลูก ซึ่งจะกำหนดหลักเกณฑ์พฤติกรรมทางการค้า และแยกสำนักงานแข่งขันทางการค้าออกมาเป็นองค์กรอิสระ รวมถึงคัดเลือกคณะกรรมการแข่งขันทางการค้า (บอร์ด) ชุดใหม่ ซึ่งเมื่อได้บอร์ดแล้วจะมีการตั้งคณะกรรมการสรรหาเลขาสำนักงานแข่งขันทางการค้าต่อไป โดยการสรรหาบอร์ดและเลขา ต้องดำเนินการให้แล้วเสร็จภายใน 270 วัน หลังจากกฎหมายมีผลบังคับใช้

สำหรับสาระสำคัญของการปรับปรุงร่างกฎหมายดังกล่าวคือ การแยกสำนักงานแข่งขันทางการค้า ภายใต้กรมการค้าภายใน ออกมาเป็นองค์กรอิสระ โดยรวมหน่วยงานและรัฐวิสาหกิจทั้งหมดเข้ามาอยู่ในความดูแลของกฎหมาย แต่จะยกเว้นการดำเนินการของรัฐวิสาหกิจ ที่ปฏิบัติตามมติ ครม.เพื่อประโยชน์สาธารณชนเท่านั้น

นอกจากนี้ กฎหมายยังได้ปรับปรุง 5 พฤติกรรม ได้แก่ 1.พฤติกรรมการใช้อำนาจเหนือตลาด โดยเกณฑ์ผู้มีอำนาจเหนือตลาดยังใช้เกณฑ์เดิม คือ ธุรกิจ 1 ราย ที่มีส่วนแบ่งตลาดเกิน 50% และยอดขายเกิน 1,000 ล้านบาท และธุรกิจ 3 รายแรกในตลาด มีส่วนแบ่งตลาดเกิน 75% และมียอดขายในตลาดแต่ละรายเกิน 1,000 ล้านบาท จะเป็นผู้มีอำนาจเหนือตลาด หากมีการใช้อำนาจเหนือตลาดกลั่นแกล้งธุรกิจรายอื่น จะมีโทษจำคุก 2 ปี ปรับ 10% ของรายได้ ในปีที่กระทำผิด จากเดิมจำคุก 3 ปี ปรับ 6 ล้านบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

2.พฤติกรรมการควบรวมธุรกิจ กฎหมายใหม่จะกำหนดให้ธุรกิจที่ผูกขาด หรือมีอำนาจเหนือตลาดต้องมาขออนุญาตการควบรวมกิจการจากสำนักงานแข่งขันทางการค้า ไม่เช่นนั้นจะมีโทษทางปกครองคือ ปรับ 0.5% ของมูลค่าธุรกิจ

3.พฤติกรรมการตกลงร่วมกัน แบ่งเป็น 2 กรณี คือ กรณีที่ธุรกิจแข่งขันกันอยู่แล้ว แต่ต่อมากลับไม่แข่งขันกัน และมีการฮั้วกันในด้านต่างๆ ซึ่งกฎหมายใหม่ห้ามคู่แข่งในตลาดตกลงราคา ปริมาณ แบ่งพื้นที่การขาย ยกเว้นธุรกิจในเครือ หากมีพฤติกรรม ดังกล่าว จะมีโทษจำคุก 2 ปี ปรับ 10% ของรายได้ในปีที่กระทำผิด และกรณีที่เป็นคู่ค้ากัน และฮั้วกันจนส่งผลกระทบต่อตลาด จะมีโทษ 10% ของรายได้ในปีที่กระทำผิด

4.พฤติกรรมแข่งขันไม่เป็นธรรม โดยมีพฤติกรรม กีดกันคู่แข่ง ใช้อำนาจต่อรองที่เหนือกว่า กำหนดเงื่อนไขไม่เป็นธรรม จะมีโทษ 10% ของรายได้ในปีที่กระทำผิด และ 5.พฤติกรรมตกลงกับต่างประเทศที่ส่งผลเสียหายอย่างร้ายแรงต่อประเทศ ซึ่งจะพิจารณาจากพฤติกรรม เช่น การตกลงกับต่างประเทศดังกล่าวโดยไม่มีเหตุผลทางธุรกิจ ทำให้เศรษฐกิจเสียหายร้ายแรง ผู้บริโภคโดยรวมเสียประโยชน์ เป็นต้น จะมีโทษปรับ 10% ของรายได้ในปีที่กระทำผิด

“กฎหมายที่ปรับปรุงใหม่ จะส่งผลดีต่อการกำกับดูแลธุรกิจ ให้สอดคล้องกับสถานการณ์การค้าที่เปลี่ยนแปลงไป จากเดิมกฎหมายจะใช้โทษอาญาในการสั่งจำคุก ทำให้การดำเนินการต้องใช้เวลานาน แต่กฎหมายใหม่ได้เพิ่มโทษทางปกครอง ทำให้บอร์ดแข่งขัน มีอำนาจสั่งหยุดพฤติกรรมได้ทันที และสั่งปรับโทษทางปกครอง ซึ่งจะหยุดความเสียหายที่เกิดขึ้น แต่หากธุรกิจไม่เห็นด้วย สามารถฟ้องร้องต่อศาลปกครองได้”.

 

พาณิชย์ขู่! ห้ามขึ้นราคาชุดนักเรียน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 3 เม.ย. 2560 05:45

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/903062


นางนันทวัลย์ ศกุนตนาค อธิบดีกรมการค้าภายใน เปิดเผยว่า ในเร็วๆนี้ กรมจะเชิญผู้ผลิตเครื่องแบบนักเรียน และอุปกรณ์การเรียน มาหารือถึงต้นทุนการผลิต และราคาจำหน่าย รวมถึงขอความร่วมมือในการจัดแคมเปญ แบ็ค ทู สคูล ร่วมกับห้างสรรพสินค้า โดยนำสินค้าดังกล่าวมาขายในราคาประหยัดเพื่อช่วยเหลือลดค่าครองชีพให้ผู้ปกครอง ในช่วงเปิดเทอมการศึกษา ที่จะถึงในเดือน พ.ค.นี้ สำหรับสินค้าเครื่องแบบนักเรียน และอุปกรณ์การเรียน ถือเป็นรายการสินค้าที่ต้องจับตาเป็นพิเศษในเดือน เม.ย.-พ.ค.นี้ เพราะช่วงเปิดเทอม ผู้ปกครอง ต้องซื้อให้บุตรหลาน จึงอาจมีสินค้าบางรายการฉวยโอกาสปรับขึ้นราคาขายได้ แม้ต้นทุนการผลิตไม่ได้ปรับขึ้นก็ตาม อย่างไรก็ตาม จากการตรวจสอบโครงสร้าง ต้นทุนการผลิตชุดนักเรียน รองเท้านักเรียน และอุปกรณ์การเรียนต่างๆ ยังไม่พบสินค้าใดปรับขึ้นราคา นอกจากนี้ ยังได้สั่งการให้เจ้าหน้าที่สำนักงานการค้าภายในจังหวัดทั่วประเทศ ติดตามสถานการณ์ปริมาณผลผลิตและราคาสินค้าเกษตร เพื่อไม่ให้เกิดปัญหาขาดแคลน หรือฉวยโอกาสขายเกินราคา

“ตอนนี้ราคาสินค้าส่วนใหญ่ยังทรงตัว แม้อากาศแปรปรวน แต่ยังไม่กระทบต่อปริมาณผลผลิตเนื้อสัตว์และสินค้าเกษตรหลัก ถือว่าสถานการณ์ยังปกติ สินค้าบางชนิดผลผลิตสูงเกินความต้องการด้วยซ้ำ เช่น เนื้อหมู ไข่ไก่ ส่วนสินค้าที่น่าจะได้รับผลกระทบจากราคาน้ำมันในปีนี้ที่มีแนวโน้มสูงขึ้นกว่าปีที่ผ่านมานั้น กรมจับตาอย่างใกล้ชิด แต่คาดว่าราคาขายไม่น่าปรับขึ้นเพราะราคาน้ำมันที่อาจเพิ่มขึ้นในปีนี้ ยังอยู่ในระดับต่ำกว่าราคาที่เคยปรับขึ้นไปสูงสุดในช่วงหลายปีที่ผ่านมา ประชาชนไม่ต้องเป็นห่วง ราคาสินค้ายังไม่ปรับขึ้นแน่นอน”

นางนันทวัลย์กล่าวต่อถึงกรณีที่สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่ง ชาติ (สปสช.) ขอให้กระทรวงพาณิชย์ ดูแลราคายาที่ให้บริการในโรงพยาบาล ที่พบว่าราคาสูงเกินจริงนั้น กรมได้เคยหารือกับสถานพยาบาลในเรื่องการกำหนดค่าบริการทางการแพทย์ หรือราคายา ซึ่งแต่ละโรงพยาบาลมีต้นทุนต่างกัน จะกำหนดราคาเดียวกันคงไม่ได้ อีกทั้งโรงพยาบาลเอกชน เป็นทางเลือกของประชาชน แต่หากประชาชนไม่ได้รับความเป็นธรรมในการใช้บริการของสถานพยาบาล หรือซื้อยา สามารถร้องมาได้ที่สายด่วนกรมการค้าภายใน 1569 หากพบผิดจริง จะดำเนินการตามกฎหมาย”.

 

ธอส.ขายสลาก 5 หมื่นล้านบาท

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 3 เม.ย. 2560 05:30

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/903060


นายฉัตรชัย ศิริไล กรรมการผู้จัดการธนาคารอาคารสงเคราะห์ (ธอส.) เปิดเผยว่า คณะรัฐมนตรี (ครม.) ได้เห็นชอบแก้ไขร่างพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) ธนาคารอาคารสงเคราะห์ (ฉบับที่..) พ.ศ…. เพื่อขยายขอบเขตการทำธุรกิจและแก้ไขข้อขัดข้องในการดำเนินกิจการของ ธอส. เช่น ธอส.สามารถจำหน่ายสลากออมทรัพย์เหมือนกับธนาคารออมสิน ล่าสุด ธอส.จะทำสลากออมทรัพย์วงเงิน 50,000 ล้านบาท กำหนดขายเป็นหน่วยลงทุนเหมือนกับธนาคารออมสิน จำหน่ายตั้งแต่ราคาหน่วยละ 50 บาท ไปจนถึง 500 บาท มีอายุ 3 ปีและ 5 ปี มีเงินรางวัลสูงสุดถึง 10 ล้านบาท แต่สลาก ธอส.จะมีการเพิ่มลูกเล่น ด้วยการเพิ่มแรงจูงใจจากรางวัล ให้สามารถนำไปลดภาระดอกเบี้ยเงินกู้บ้านได้ เช่น อัตราดอกเบี้ย 0% ในช่วง 5 ปีแรก เป็นต้น ลูกเล่นเหล่านี้ จะออกมาในลักษณะเกี่ยวข้องกับการเพิ่มแรงจูงใจเรื่องของลูกค้า นอกเหนือจากเงินรางวัล

“ธอส.ยังสามารถเข้าไปซื้อหุ้นในธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับอสังหาริมทรัพย์ เช่น การรับจัดทำสัญญา การจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรม การประเมินมูลค่าทรัพย์สิน การประกันวินาศภัย ประกันอัคคีภัย เป็นต้น เพื่อให้ภาระเบี้ยประกันของลูกค้าและค่าบริการถูกลง เพื่อสามารถให้บริการประชาชน ได้อย่างครบวงจร รวมทั้งการให้บริการทางการเงินผ่านระบบอิเล็กทรอนิกส์ เพื่อทำให้ ธอส.เป็นกลไกสนับสนุนให้ประชาชนมีที่อยู่อาศัยได้อย่างทั่วถึง”.

 

คุมพื้นที่สร้างโรงแรมแก้ปมราคาวูบ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 3 เม.ย. 2560 05:15

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/903056


น.ส.ศุภวรรณ ถนอมเกียรติภูมิ นายกสมาคมโรงแรมไทย (ทีเอชเอ) เปิดเผยว่า ภายในเดือน มิ.ย.นี้ สมาคมฯจะเสนอแนวทางการออกกฎหมายหรือกฎระเบียบ การจัดแบ่งพื้นที่ หรือการจัดโซนนิ่งควบคุมการลงทุนสร้างอสังหาริมทรัพย์ ในกลุ่มโรงแรม ให้กระทรวงมหาดไทย ควบคุมเรื่องการออกใบอนุญาตก่อสร้างโรงแรม พิจารณา เนื่องจากพบปัญหาจำนวนห้องพักล้นตลาด และมีโรงแรมผิดกฎหมายเกิดขึ้นเป็นจำนวนมาก โดยปัจจุบันมีโรงแรมถูกกฎหมาย 25% จากจำนวนโรงแรมทั้งหมดในไทย ส่งผลให้เกิดการแข่งขันด้านราคาที่ไม่เป็นธรรม ทำให้ราคาห้องพักตกต่ำลง

สำหรับพื้นที่นำร่องที่จะเสนอให้ทำการจัดโซนนิ่ง คือ กรุงเทพฯ ในทำเลแถบสุขุมวิท และเกาะสมุย จังหวัดสุราษฎร์ธานี โดยในทำเลสุขุมวิท มองว่าเป็นพื้นที่ที่มีการก่อสร้างโรงแรมเป็นจำนวนมากจนล้นตลาด

ขณะที่เกาะสมุยกำลังประสบปัญหาด้านสิ่งแวดล้อมต่างๆ ทั้งเรื่องขยะ เรื่องน้ำเสีย เนื่องจากการก่อสร้างโรงแรมที่ไปขวางทางการบำบัดน้ำเสีย และเรื่องดังกล่าวต้องหารือกับในหลายหน่วยงานของภาครัฐ โดยเฉพาะกระทรวงมหาดไทย ที่มีหน่วยงานในสังกัด คือกรมโยธาธิการและผังเมือง ที่ดูแลเรื่องการก่อสร้างโรงแรม และกระทรวงมหาดไทย เป็นหนึ่งในคณะกรรมการนโยบายท่องเที่ยวแห่งชาติด้วย หากแนวคิดดังกล่าวได้รับการเห็นชอบ ก็ต้องมีการร่างเป็นกฎกระทรวง ที่ใช้เวลาดำเนินการนานพอสมควร จึงไม่กระทบกับกลุ่มนักลงทุน ที่มีแผนลงทุนโรงแรมเดิมอยู่แล้ว

“สมาชิกส่วนใหญ่ของสมาคมฯ ก็เห็นด้วยหากมีการจัดระเบียบเรื่องนี้ เพราะในอนาคตกระแสการท่องเที่ยวเปลี่ยนไป เป็นนักท่องเที่ยวที่เดินทางท่องเที่ยวเองเพิ่มขึ้น มีการหาข้อมูล จองห้องพักเองผ่านเว็บไซต์ ออนไลน์ ทราเวล เอเจนต์ หรือโอทีเอ ซึ่งก็มีโรงแรมผิดกฎหมายอยู่ในลิสต์ของเว็บไซต์ การควบคุมก็เป็นไปได้ยาก”.

 

“ฐากร” จ่อกำกับแอพพลิเคชั่น

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 3 เม.ย. 2560 05:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/903052


บริการซื้อขายสินค้าในไทยต้องจ่ายภาษีมูลค่าเพิ่ม

นายฐากร ตัณฑสิทธิ์ เลขาธิการคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) เปิดเผยว่า กสทช.จะเร่งหารือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อกำหนดแนวทางการกำกับดูแลการประกอบกิจการแอพพลิเคชั่นต่างๆ ที่ให้บริการบนโครงข่ายโทรคมนาคม ซึ่งปัจจุบันกำลังเป็นปัญหาของทั่วโลก เพราะไม่มีการกำกับดูแล ดังนั้นเชื่อว่าทั่วโลก กำลังหาแนวทางในการกำกับดูแลเช่นเดียวกัน ถึงแม้จะไม่ได้นำมาใช้ในเร็วๆนี้ แต่ กสทช.ก็ต้องกำหนดแนวทางกำกับดูแลที่ดี ตามการเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยีและมิให้เกิดปัญหาในอนาคต
ขณะเดียวกัน กสทช.จะต้องรับฟังความคิดเห็นจากผู้ให้ บริการโทรคมนาคมด้วย ว่ามีความเห็นอย่างไร โดยจะเปิดเวทีรับฟัง ความคิดเห็นจากผู้ประกอบการโทรคมนาคมในภูมิภาคอาเซียน 10 ประเทศ ราว 50 บริษัท ซึ่งจะได้กำหนดประชุมร่วมกันในวันที่ 12-13 ก.ย.2560 นี้ ซึ่งประเทศไทยจะเป็นเจ้าภาพการประชุม

“กสทช.คงต้องฟังความเห็นจากผู้ให้บริการโทรคมนาคมว่า มีความเห็นอย่างไร ซึ่งประเทศไทยจะเป็นเจ้าภาพจัดประชุมรับฟังความคิดเห็นผู้ประกอบการในกลุ่มประเทศอาเซียน 10 ประเทศ 50 บริษัท ในวันที่ 12-13 ก.ย.60 นี้ แต่ในมุมมองของผม เมื่อธุรกิจแอพพลิเคชั่นนั้นๆ เปิดบริการขายสินค้าในไทย ก็ควรเสียภาษีในประเทศ โดยเฉพาะภาษีมูลค่าเพิ่ม (แวต) ซึ่งต้องหารือกับธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เพื่อให้มีการจัดเก็บภาษีมูลค่าเพิ่มทุกครั้ง เมื่อมีการซื้อขายสินค้าในไทยผ่านบัตรเครดิต ซึ่งผมไม่สนใจว่าบริษัทนั้นจะจดทะเบียนอยู่ที่ไหน หรือจะมีผลประกอบการขาดทุน แต่เมื่อให้บริการซื้อขายในไทยแล้ว ก็ควรต้องจ่ายภาษีให้กับประเทศ เหมือนกับการซื้อขายสินค้าอื่นๆ ซึ่งวิธีนี้น่าจะทำให้รัฐมีรายได้เพิ่มขึ้น และเป็นการจัดระเบียบค้าขายออนไลน์ด้วย”

อย่างไรก็ตาม การจัดเก็บภาษีมูลค่าเพิ่มในธุรกิจแอพพลิเคชั่นนั้น ต้องพิจารณาด้วยความรอบคอบและเหมาะสมด้วย ว่าเมื่อมีการจัดเก็บแล้ว ผู้ค้าจะผลักภาระให้ผู้บริโภคหรือไม่ ซึ่งต้องมีการศึกษากันอย่างละเอียดและรอบคอบ แต่หากไม่จัดเก็บ ธุรกิจแอพพลิเคชั่น ซึ่งส่วนใหญ่เป็นคนต่างชาติ ก็ต้องนำเงินออกนอกประเทศ ดังนั้น ทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องต้องช่วยกันหาแนวทางในการกำกับดูแลธุรกิจแอพพลิเคชั่น เพื่อความเหมาะสมต่อไป.

 

กยท. แจง ระบายยางในสต๊อกรัฐ ยัน ไม่กระทบราคาในตลาดมากเกินไป

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 2 เม.ย. 2560 23:45

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/902937


กยท. แจง การระบายยางในสต๊อกของรัฐบาลยันไม่กระทบราคายางในตลาดมากจนเกินไป  ชี้ แนวโน้มราคายางเดือนเมษายน 2560 มั่นใจรักษาระดับไว้ได้ที่ กก.ละ 60-70 บาท

วันที่ 2 เม.ย. ดร.ธีธัช สุขสะอาด ผู้ว่าการการยางแห่งประเทศไทย (กยท.) กล่าวว่า การระบายยางในโครงการของรัฐบาล เป็นยางเก่ามาจากการรับซื้อจากเกษตรกร และสถาบันเกษตรกรจำนวน ประมาณ 3.1 แสนตัน ในโครงการพัฒนาศักยภาพสถาบันเกษตรกรฯ และโครงการสร้างมูลภัณฑ์กันชนฯ ด้วยใช้วิธีการประมูลขายผ่านทางระบบอิเล็กทรอนิกส์แบบ Auction Forward และการกำหนดราคาทุกครั้งจะอ้างอิงจากราคาตลาดในช่วงที่มีการประมูล และหักด้วยค่าเสื่อมสภาพ และค่าดำเนินการอื่นๆ ซึ่งยางในโครงการของรัฐบาลเป็นยางเก่า จึงนำไปเปรียบเทียบราคาและคุณภาพกับยางที่ออกมาใหม่ของเกษตรกรไม่ได้ โดยการขายแต่ละครั้งจะคำนึงถึงช่วงที่เหมาะสม เช่น เดือนมกราคม เป็นช่วงที่ภาคใต้น้ำท่วม จึงทำให้ปริมาณผลผลิตยางลดลง และช่วงเดือนกุมภาพันธ์-เมษายน เป็นฤดูกาลปิดกรีดยาง และ มีแนวโน้มผลผลิตออกสู่ตลาดลดลง ทั้งนี้ เมื่อพิจารณาข้อมูลพบว่า หากจัดการปัญหายางค้างสต็อกได้ ก็จะช่วยแก้ปัญหาการกดดันราคาและการเก็งกำไรในตลาดซื้อขายล่วงหน้า รวมทั้งทำให้การซื้อขายยางในอนาคตเป็นไปตามกลไกตลาดมากขึ้น ขณะเดียวกัน รัฐบาลจะไม่ต้องแบกรับภาระค่าใช้จ่ายในการเก็บรักษายางพาราในโครงการ ซึ่งเป็นมูลค่ามหาศาลอีกด้วย

ทั้งนี้ ในการประมูลยางทุกครั้ง จะดำเนินการตามกระบวนการซื้อขายที่โปร่งใส โดยมีมีตัวแทนเกษตรกร ตัวแทนกระทรวงการคลัง ตัวแทนกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กระทรวงพาณิชย์ และจากสำนักงานอัยการสูงสุด ร่วมเป็นคณะกรรมการฯ เพื่อให้การดำเนินการทั้งหมดเสร็จสิ้นภายในเดือนพฤษภาคม ตามที่รัฐบาลมอบหมายภารกิจ

ดร.ธีธัช กล่าวเพิ่มเติมว่า ในขณะที่แนวโน้มราคายางพาราเดือนมีนาคม – เมษายน 2560 มีผลจากปัจจัยพื้นฐานเศรษฐกิจของจีนซึ่งเป็นประเทศผู้ซื้อยางรายใหญ่ของโลกที่ขยายตัวในอัตราคงที่ และเป็นช่วง low session ของการนำเข้ายางของจีนซึ่งสอดรับกับเป็นช่วงฤดูกาลปิดกรีดของประเทศไทย ประกอบกับราคาน้ำมันที่มีแนวโน้มปรับตัวลดลงและอัตราแลกเปลี่ยนที่คาดว่าจะแข็งค่าขึ้น ดังนั้น คาดว่า ราคายางในเดือนหน้า จะมีแนวโน้มปรับตัวเล็กน้อย แต่อย่างไรก็ตาม ยังคงรักษาระดับราคายางไว้ที่ 60 – 70 บาท/กก. ซึ่งเป็นราคายางที่สูงกว่าต้นทุนการผลิตของเกษตรกร ส่วนปัจจัยในเรื่องมาตรการระบายสต็อกยางของรัฐบาล ที่ส่งผลให้ลดแรงกดดันด้านราคายางในระยะยาว

“เมื่อเปรียบเทียบราคายางแผ่นดิบในช่วงเดือนมกราคม – มีนาคม ปี 2560 ซึ่งเป็นช่วงที่ กยท.มีการระบายยางในสต๊อกกับราคายางแผ่นดิบในช่วงเดือนเดียวกันในปี 2558 และ 2559 จะเห็นได้ชัดเจนว่า ราคายางในของปี 2560 มีราคาสูงกว่าช่วงเวลาเดียวกันในปีที่ผ่านมา เป็นการแสดงให้เห็นว่าแม้การระบายสต๊อกยางจะมีผลต่อราคายางบ้างแต่ก็ไม่ทำให้ราคายางตกต่ำไปกว่าอดีตที่ผ่านมา และราคายางยังคงรักษาระดับไม่ต่ำกว่า 60 – 70 บาท/กิโลกรัม”
 

เตะตัดขาเก็งกำไรค่าบาท

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 1 เม.ย. 2560 06:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/901616


ธปท.งัดมาตรการสกัดเงินร้อนต่างประเทศ

ธปท.ออกมาตรการสกัดเงินร้อนจากต่างประเทศหวังเก็งกำไรค่าบาท ประกาศลดวงเงินออกพันธบัตร ธปท.ระยะสั้น 3 เดือน และ 6 เดือน ลงประเภทละ 10,000 ล้านบาท คุยลั่นทุ่ง! ยังมีเครื่องมืออีกเพียบ พร้อมงัดมาใช้เมื่อเหมาะสม

นายดอน นาครทรรพ ผู้อำนวยการอาวุโส ฝ่ายนโยบายเศรษฐกิจการเงิน ธนาคารแห่งประเทศ ไทย (ธปท.) กล่าวว่า ภาวะเศรษฐกิจไทยในเดือน ก.พ.ขยายตัวในอัตราที่ชะลอตัวลงเล็กน้อยเมื่อเทียบกับเดือน ม.ค. แต่ข้อดีของเศรษฐกิจในเดือน ก.พ.คือ มีความชัดเจนของแนวโน้มการขยายตัวของการส่งออก ซึ่งมาจากการฟื้นตัวของการค้าโลก ซึ่งในปีนี้กลับมาขยายตัวสูงสุดนับตั้งแต่ปี 2553 เป็นต้นมา และเห็นได้ชัดว่า การส่งออกของไทยดีขึ้นในทุกหมวด โดยเฉพาะสินค้าเกษตรที่ขยายตัวเพิ่มขึ้น 26.6% ทำให้เริ่มเห็นแนวโน้มการส่งออกที่จะดีขึ้นต่อเนื่องในปีนี้ ขณะที่การนำเข้าเดือน ก.พ.ปรับตัวดีขึ้นเช่นกัน โดยในเดือน ก.พ.ขยายตัวเพิ่มขึ้น 13.4% และเริ่มเห็นการนำเข้าที่เพิ่มขึ้นในสินค้าวัตถุดิบและสินค้าทุน

สำหรับภาคการผลิตอุตสาหกรรมในเดือน ก.พ.ที่ผ่านมา ยังคงไม่ได้รับอานิสงส์จากการส่งออกที่เพิ่มขึ้นมากนัก เนื่องจากผู้ผลิตส่วนใหญ่ใช้วิธีส่งสินค้าจากสต๊อกที่มีอยู่ก่อน ทำให้ดัชนีการผลิตภาคอุตสาหกรรมเดือน ก.พ.ขยายตัวติดลบ 1.5% แต่คาดว่าในช่วงต่อไปจะเริ่มเห็นการผลิตสินค้ากลับมาเพิ่มขึ้น ส่วนการบริโภคภาคเอกชนในเดือน ก.พ.ก็ปรับตัวดีขึ้น โดยดัชนีการอุปโภคบริโภคภาคเอกชนขยายตัวเพิ่มขึ้น 4% และเริ่มเห็นการขยายตัวของสินค้าคงทนต่อเนื่องจากเดือนที่ผ่านมา รวมทั้งเห็นการซื้อสินค้ากึ่งคงทนอีกครั้งหลังชะลอไปในเดือนที่ผ่านมาหลังจากหมดมาตรการช็อปช่วยชาติ

“รายได้เกษตรกรในเดือน ก.พ.ขยายตัวเพิ่มขึ้น 21.8% ดีต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 2 ของปี แต่รายได้ของเกษตรกรที่เพิ่มขึ้นยังไม่กระจายตัวมากนัก เพราะเป็นการเพิ่มจากราคายางที่เพิ่มขึ้นเป็นหลัก ราคาข้าวแม้ผลผลิตดีขึ้นแต่ราคายังไม่ขึ้น แต่ยังเชื่อว่าจะช่วยขับเคลื่อนการใช้จ่ายของประเทศในอนาคตได้ ประกอบกับตัวเลขหนี้ครัวเรือนต่อผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (จีดีพี) เริ่มทรงตัว โดยล่าสุดลดลงมาที่ 79% ในไตรมาสที่ 4 ของปีที่ผ่านมา ลดลงจาก 83% ในไตรมาสที่ 3 ถือว่าหนี้ครัวเรือนยังสูงอยู่ แต่เริ่มปรับตัวในทิศทางที่ดีขึ้น”

นายดอน กล่าวต่อว่า ส่วนที่ ธปท.ยังคงเป็นห่วงคือ การลงทุนภาคเอกชนที่ยังขยายตัวติดลบ 0.5% กลับมาขยายตัวลดลงเป็นเดือนที่ 2 ในปีนี้ หลังจากดีขึ้นเล็กน้อยในช่วงสิ้นปีที่ผ่านมา อย่างไร ก็ตาม คาดว่าเมื่อเศรษฐกิจไทยเริ่มขยายตัวได้ดีขึ้นจากการส่งออก และการบริโภคในครึ่งหลังของปี ประกอบกับการลงทุนภาครัฐที่จะเห็นเม็ดเงินลงไปเพิ่มขึ้นในครึ่งหลังของปีเช่นกัน จะทำให้การลงทุนภาคเอกชนเริ่มขยายตัวเพิ่มขึ้นได้

ขณะที่ภาวะตลาดการเงินของประเทศนั้นพบว่ามีเงินทุนไหลเข้าประเทศไทยอย่างต่อเนื่องในเดือน ก.พ.และ มี.ค.2560 โดยเกินดุลบัญชีเดิน สะพัด 5,700 ล้านเหรียญสหรัฐฯ ในเดือน ก.พ. มาจากดุลการค้าที่เกินดุล 4,000 ล้านเหรียญฯ และดุลบริการบริจาคที่เกินดุล 1,700 ล้านเหรียญฯ ซึ่ง ธปท.ประมาณการว่า ทั้งปีนี้จะมีการเกินดุลบัญชีเดินสะพัดสูงถึง 36,900 ล้านเหรียญฯ ซึ่งเงินส่วนนี้จะกดดันต่อค่าเงินบาทในระยะต่อไป นอกจากนั้น ในระยะหลังนักลงทุนต่างประเทศได้ให้ความสนใจลงทุนในตลาดการเงินของไทยอย่างต่อเนื่อง โดย 2 เดือนแรกของปีนี้ มีเงินทุนจากต่างประเทศเข้ามาลงทุนในพันธบัตรไทย 1,790 ล้านเหรียญฯ ถือว่าสูงเมื่อเทียบกับตัวเลข 2,503 ล้านเหรียญฯในครึ่งปีแรกของปีที่ผ่านมา ส่งผลให้ค่าเงินบาทของไทยมีแนวโน้มแข็งค่าขึ้นได้อีก

ทั้งนี้ เพื่อลดแรงกดดันต่อค่าเงินบาท และลดโอกาส และแรงจูงใจการเข้าเก็งกำไรค่าเงินของนักลงทุนต่างชาติ ที่เอาเงินระยะสั้นเข้ามาพักในตลาดพันธบัตรระยะสั้นของไทย นายดอนกล่าวว่า ธปท.โดยฝ่ายตลาดการเงิน ได้ปรับลดวงเงินการออกพันธบัตรระยะสั้นของ ธปท.ในเดือน เม.ย.อายุ 3 เดือน และ 6 เดือนลง โดยจากเดิมจะมีการออกพันธบัตร ธปท.อายุ 3 เดือน และ 6 เดือน ในวงเงินประเภทละ 40,000 ล้านบาท ลดลงประเภทละ 10,000 ล้านบาท เหลือวงเงินการออกพันธบัตร ธปท.อายุ 3 เดือน 30,000 ล้านบาท พันธบัตรอายุ 6 เดือน 30,000 ล้านบาท เพื่อเป็นการลดสินค้าในตลาดเงินระยะสั้นของไทยลง ซึ่งจะช่วยลดเงินระยะสั้นจากต่างประเทศที่เข้ามาพักในตลาดการเงินไทยได้ทางหนึ่ง ทั้งนี้ ธปท.จะจับตาทิศทางของค่าเงินบาทต่อเนื่องเพื่อไม่ให้กระทบต่อการส่งออก โดยยังมีเครื่องมือที่สามารถนำมาใช้ดูแลความผันผวนของค่าเงินบาทอีกหลายเครื่องมือ และพร้อมที่จะปรับเปลี่ยนนำมาใช้ในเวลาที่เหมาะสม.

 

กฟน.จัดพิธีประกาศผลและมอบรางวัลการจัดทำมาตรฐานสถานศึกษาดีเด่น ด้านพลังงาน Energy Mind Award 2016

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย Advertorial 1 เม.ย. 2560 06:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/900935



http://www.thairath.co.th/clip/114615

เมื่อวันที่ 29 มีนาคม 2560 นายรุจ เหราบัตย์ รองผู้ว่าการการไฟฟ้านครหลวง (กฟน.) เป็นประธานในพิธีประกาศผลและมอบรางวัลการจัดทำมาตรฐานสถานศึกษาดีเด่น ด้านพลังงาน ประจำปี 2559 Energy Mind Award 2016 แก่โรงเรียนที่ผ่านเกณฑ์มาตรฐานในระดับ 1 – 5 ดาว รวมทั้งรางวัลบุคลากรดีเด่นด้านพลังงาน Energy Master Award นักเรียนแกนนำดีเด่นด้านพลังงาน Young Energy Master Award และ Energy Mind Team Award สำหรับคณะทำงานดีเด่นด้านพลังงาน โดยมีคณะผู้บริหาร กฟน. ร่วมเป็นเกียรติในพิธี ณ ห้องคอนเวนชั่น A-D โรงแรมแอมบาสซาเดอร์ กรุงเทพฯ

รองผู้ว่าการการไฟฟ้านครหลวง กล่าวว่า การจัดทำมาตรฐานสถานศึกษาดีเด่น ด้านพลังงาน เป็นการดำเนินงานภายใต้โครงการ Energy Mind Award ที่การไฟฟ้านครหลวงดำเนินการอย่างต่อเนื่องมาเป็นปีที่ 10 ด้วยความตระหนักถึงแนวทางการใช้พลังงานของประเทศ ที่มีแนวโน้มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่องจนเป็นปัจจัยสำคัญที่ส่งผลกระทบต่อภาวะโลกร้อน โดยการบูรณาการเพื่อสร้างแนวทางการป้องกันและบรรเทาปัญหาอย่างยั่งยืน ด้วยการปลูกจิตสำนึก สร้างความรู้ความเข้าใจ ให้เยาวชนมีทัศนคติที่มุ่งมั่นในการอนุรักษ์พลังงานและสิ่งแวดล้อม และปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพ โดยเน้นการมีส่วนร่วมของบุคลากรในสถานศึกษา ซึ่งนอกจากจะส่งผลโดยตรงต่อการลดภาวะโลกร้อนแล้ว สิ่งที่เกิดขึ้นอย่างชัดเจนคือค่าไฟฟ้าในสถานศึกษาที่เข้าร่วมโครงการลดลง แสดงให้เห็นว่านักเรียนและบุคลากรทางการศึกษามีการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมการใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพเพิ่มขึ้นอย่างชัดเจน

รองผู้ว่าการการไฟฟ้านครหลวง กล่าวต่อไปว่า จากความสำเร็จของโครงการ Energy Mind Award ตลอด 10 ปี ที่ผ่านมา มีโรงเรียนในพื้นที่จำหน่ายเข้าร่วมโครงการฯ แล้วทั้งสิ้น 200 โรงเรียน จำนวนนักเรียนที่เข้าร่วมโครงการ 435,097 คน บุคลากรทางการศึกษา 19,659 คน โดยมีสถานศึกษาที่สามารถเป็นสถานศึกษาดีเด่น ด้านพลังงานในระดับ 5 ดาว จำนวน 43 โรงเรียน นอกจากนี้ กฟน. ยังได้ขยายขอบเขตการดำเนินงานของโครงการ โดยกำหนดกลุ่มเป้าหมายเป็นสถานศึกษาตั้งแต่ระดับประถมศึกษาขึ้นไปทุกโรงเรียนในเขตกรุงเทพมหานคร นนทบุรี สมุทรปราการ และส่งเสริมให้มีการบูรณาการเข้ากับหลักสูตรการเรียนการสอนของแต่ละสถาบันในการก้าวสู่ความเป็นเลิศของการเป็นสถานศึกษาดีเด่นด้านพลังงาน ซึ่งจะเป็นตัวเร่งในการพัฒนาโครงการผ่านนโยบายของโรงเรียน ตลอดจนการหล่อหลอมเยาวชนนักอนุรักษ์พลังงาน เพื่อสร้างความเคยชินแก่เยาวชนที่จะกลายเป็นผู้นำด้านการอนุรักษ์พลังงานในโรงเรียน ขยายสู่บ้านเรือน ชุมชน และสังคม ได้อย่างยั่งยืนถาวรสืบต่อไป

ในปี 2559 ที่ผ่านมา โครงการ Energy Mind Award มีโรงเรียนในเขตพื้นที่จำหน่ายของการไฟฟ้านครหลวง เข้าร่วมโครงการทั้งสิ้น 93 โรงเรียน ซึ่งมีโรงเรียนที่ได้รับรางวัลมาตรฐานสถานศึกษาดีเด่น ด้านพลังงาน รางวัล Energy Mind Award มีทั้งสิ้น 55 โรงเรียน โดยแบ่งออกเป็น 5 ระดับ คือ ระดับ 1 – 5 ดาว ซึ่งโรงเรียนที่ได้มาตรฐานฯ ระดับ 2 – 5 ดาว จะได้รับเงินรางวัลพร้อมใบประกาศและโล่เกียรติคุณ ส่วนโรงเรียนที่ได้มาตรฐานฯ ระดับ 1 ดาว จะได้ใบประกาศและโล่เกียรติคุณ และมีการมอบรางวัล Energy Master Award จำนวน 6 โรงเรียน และ Young Energy Master Award จำนวน 10 โรงเรียน ให้แก่อาจารย์และนักเรียนที่มีความโดดเด่นด้านการอนุรักษ์พลังงานและสิ่งแวดล้อม มีการดำเนินกิจกรรมเพื่ออนุรักษ์พลังงานและสิ่งแวดล้อมอย่างดีเยี่ยม โดยในปีนี้ได้มีการมอบรางวัล Energy Mind Team Award สำหรับคณะทำงานดีเด่นด้านพลังงานในสถานศึกษาอีกด้วย

สำหรับโรงเรียนที่ได้รับรางวัลมาตรฐานสถานศึกษาดีเด่น ด้านพลังงาน รางวัล Energy Mind Award ระดับ 5 ดาว ประจำปี 2559 มีทั้งสิ้น 9 โรงเรียน ได้แก่ โรงเรียนเกษมพิทยา, ประภามนตรี 2, มหาภาพกระจาดทองอุปถัมภ์, ซางตาครู้สคอนแวนท์, บางประกอกวิทยาคม, อัสสัมชัญศึกษา, นนทบุรีวิทยาลัย, บ้านหนองบอน (นัยนานนท์อนุสรณ์) และแจงร้อนวิทยาคม

นอกจากนี้ ภายในงานยังมีการจัดกิจกรรม “แลกเปลี่ยนเรียนรู้ ก้าวสู่การอนุรักษ์พลังงาน” โดยคุณครู Energy Master Award และเยาวชน Young Energy Master Award เพื่อให้ความรู้และสร้างความตระหนักเกี่ยวกับการอนุรักษ์พลังงาน รวมถึงแนวทางการดำเนินงานด้านการอนุรักษ์พลังงานในโรงเรียนของตนเองไปจนถึงในชีวิตประจำวัน ให้แก่ผู้ที่มาร่วมงานอีกด้วย

โครงการ Energy Mind Award ได้ดำเนินงานเข้าสู่ปีที่ 10 โดยในปี 2559 มีโรงเรียนเข้าร่วมโครงการฯ 93 โรงเรียน ซึ่งมากที่สุดตั้งแต่ดำเนินโครงการฯ มา โดยในปีนี้ได้นำโรงเรียนที่เข้าร่วมโครงการฯ ไปเรียนรู้เรื่องการอนุรักษ์พลังงานและสิ่งแวดล้อมที่ศูนย์รวมตะวัน จ.กาญจนบุรี เหมือนที่ผ่านมา และในช่วงเดือนสิงหาคมซึ่งเป็นช่วงสัปดาห์วิทยาศาสตร์ ได้มีหลายโรงเรียนแจ้งความประสงค์ขอให้ไปจัดกิจกรรมให้ความรู้เรื่องการอนุรักษ์พลังงานและสิ่งแวดล้อม ซึ่งในปีนี้เป็นปีแรกที่ทางโครงการฯ ได้นำวิทยากรอาสา EMA เข้าไปดำเนินกิจกรรมในโรงเรียนต่างๆ ที่แจ้งความประสงค์มา ซึ่งเป็นการสร้างภาพลักษณ์ที่ดีขององค์กรในด้านความห่วงใยสังคมและเป็นการนำพนักงาน กฟน. ที่ได้รับการอบรมเพื่อเป็นวิทยากร มาให้ความรู้แก่บุคคลภายนอกและชุมชน นอกจากนี้ สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา 1 (สพม.) ได้ให้ความสนใจเกี่ยวกับโครงการฯ จึงได้ขอให้การไฟฟ้านครหลวง โครงการ Energy Mind Award จัดการบรรยายให้ความรู้เรื่องพลังงานและแนะนำโครงการฯ ให้แก่โรงเรียนในพื้นที่ สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา เขต 1 จำนวน 67 โรงเรียน อีกด้วย

สำหรับสถานศึกษาใดสนใจเข้าร่วมโครงการ Energy Mind Award 2017 สามารถดูรายละเอียดและสมัครได้ทาง www.energymindaward.com จนถึงวันที่ 31 มีนาคม 2560 (รับสมัครจำนวนจำกัด) สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ ฝ่ายกิจการสังคมและสิ่งแวดล้อม การไฟฟ้านครหลวง 30 ซอยชิดลม ถนนเพลินจิต แขวงลุมพินี เขตปทุมวัน กรุงเทพฯ โทร 0-2254-9550 ต่อ 3944 หรือ 4592