รถไฟฟ้ามาเร็วกว่ากำหนดนะเธอ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 1 เม.ย. 2560 05:45

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/901612


นายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรี กล่าวภายหลังเป็นประธานในพิธีลงนามสัญญาสัมปทานโครงการรถไฟฟ้าสายสีน้ำเงิน ระหว่างการรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย (รฟม.) และบริษัททางด่วนและรถไฟฟ้ากรุงเทพ จำกัด (มหาชน) หรือบีอีเอ็ม ว่าได้ขอให้บีอีเอ็มเร่งรัดการเปิดให้บริการรถไฟฟ้าสายสีน้ำเงินช่วงหัวลำโพง-บางแค ให้เปิดได้ก่อนกำหนดในปี 2562 ส่วนช่วงบางซื่อ-ท่าพระ ให้เร่งรัดเปิดบริการให้ได้ก่อนกำหนดในปี 2563 ด้วย ส่วนโครงการรถไฟฟ้าสายสีชมพู (แคราย-มีนบุรี) และโครงการรถไฟฟ้าสายสีเหลือง (ลาดพร้าว-สำโรง) นั้น คาดว่าจะ เสนอคณะรัฐมนตรี (ครม.) ในเดือน เม.ย. ให้พิจารณาเห็นชอบผลการประมูลและร่างสัญญาร่วมลงทุนกับเอกชน ตามรูปแบบการลงทุนร่วมภาครัฐและเอกชน หรือพีพีพี ส่วนโครงการรถไฟความเร็วสูง กรุงเทพฯ-ระยอง ระยะทาง 193.5 กม. วงเงินลงทุน 152,000 ล้านบาท คาดว่าจะเปิดประมูลได้ภายในปีนี้

ด้านนายอาคม พิทยาไพสิฐ รมว.คมนาคม กล่าวว่า มีความมั่นใจที่รถไฟฟ้าสายสีน้ำเงินช่วงหัวลำโพง-บางแคจะสามารถเปิดให้บริการได้ก่อนเป้าหมายในปี 2562 ทั้งนี้ เมื่อรถไฟฟ้าสายสีน้ำเงินเปิดครบวงจรจะเชื่อมกันเป็นวงกลมจากฝั่งธนบุรีมาฝั่งกรุงเทพมหานคร ส่วนเรื่องค่าโดยสารจะไม่มีค่าแรกเข้าใหม่ แต่จะเป็นระบบเดียวกับที่เริ่มเก็บที่ 16-42 บาท/คน/เที่ยว ซึ่งภายในเดือน มิ.ย.2560 นี้ สำนักงานนโยบายและแผนการขนส่งและจราจร หรือ สนข. จะเริ่มเปิดใช้บัตรแมงมุมกับรถไฟฟ้าสายสีน้ำเงินสายฉลองรัชธรรม (เอ็มอาร์ที) ซึ่งจะทำให้ระบบการขนส่งสามารถเชื่อมต่อกันได้ด้วยบัตรเดียว

“หากเปิดให้บริการรถไฟฟ้าสายสีน้ำเงินครบ 3 ช่วง คือ บางซื่อ-หัวลำโพง, หัวลำโพง-บางแค, บางซื่อ-ท่าพระ จะมีปริมาณผู้โดยสารมาใช้บริการรถไฟฟ้าใต้ดิน เพิ่มขึ้นจากปัจจุบันมีผู้ใช้บริการที่ 300,000 คน/วัน เพิ่มเป็น 800,000 คน/วันทันที ซึ่งหากในอนาคตมีรถไฟฟ้าสายสีม่วงใต้ สายสีส้มตะวันออก และตะวันตก เข้ามาเชื่อมก็จะทำให้ระบบขนส่งมวลชนในกรุงเทพมหานครและปริมณฑลสมบูรณ์มากยิ่งขึ้น”

ด้านนายปลิว ตรีวิศวเวทย์ ประธานกรรมการบริหารบีอีเอ็ม กล่าวว่า บีอีเอ็มจะพยายามเจรจาจัดซื้อรถให้ได้โดยเร็วเพื่อเปิดให้บริการให้ได้เร็วกว่ากำหนด ส่วนความคืบหน้าในการเปิดเดินรถ 1 สถานี ช่วงเตาปูน-บางซื่อนั้นกำลังเร่งรัดการติดตั้งระบบเพื่อให้เปิดเดินรถได้เร็วขึ้น โดยอาจจะเปิดเดินรถได้ก่อนเดือน ส.ค.ตามที่กำหนดไว้.

 

“อาลีบาบา” หยอดคำหวานยันลงทุนในอีอีซี

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 1 เม.ย. 2560 05:30

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/901607


นายอุตตม สาวนายน รมว.อุตสาหกรรม เปิดเผยหลังผู้บริหารระดับสูงของ ลาซาด้า กรุ๊ป ซึ่งเป็นบริษัทในเครืออาลีบาบา ยักษ์ใหญ่ด้านอี-คอมเมิร์ซ จากประเทศจีน เข้าพบหารือ ว่า ลาซาด้าได้ยืนยันความสนใจการเข้ามาลงทุนตั้งเมืองอุตสาหกรรมอี-คอมเมิร์ซ (เจน 5 อี-คอมเมิร์ซ ปาร์ค) ในพื้นที่เขตเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก (อีอีซี) เพื่อใช้ประเทศไทยเป็นศูนย์กลางการลงทุนธุรกิจอี-คอมเมิร์ซ ในภูมิภาคซีแอลเอ็มวี (กัมพูชา พม่า ลาว เวียดนาม) และเป็นจุดเชื่อมต่อตลาดโลก โดยลาซาด้า ยืนยันว่าสนใจที่จะลงทุนอีอีซีจริงๆ เพราะได้ศึกษาแล้วพบว่า การตั้งอี-คอมเมิร์ซ ปาร์คในไทย มีความเหมาะสมที่สุด ทั้งที่ตั้งขนาดของตลาด รวมทั้งสิทธิประโยชน์ที่จะได้รับด้วย

“ขณะนี้ลาซาด้ากำลังหาพื้นที่ในการลงทุนที่มีอยู่ 5 แห่ง ภายในพื้นที่อีอีซี ซึ่งภายในเดือน พ.ค.นี้ จะมีข้อสรุปว่าจะเลือกพื้นที่ใด คาดว่าภายในปีนี้ จะเริ่มทยอยลงทุนและเต็มรูปแบบใน 2-3 ปีข้างหน้า และลาซาด้าได้ยืนยันว่ารูปแบบการลงทุนนั้น ได้ประสบความสำเร็จมาแล้วในจีน และรูปแบบการลงทุนนี้ เป็นคนละรูปแบบกับลงทุนในมาเลเซีย เนื่องจากมาเลเซียเน้นทำในรูปแบบของการเป็นแพลตฟอร์ม จึงทำให้ไม่ทับซ้อนกัน”

ทั้งนี้ ภายในเมืองอุตสาหกรรมอี-คอมเมิร์ซ ปาร์ค จะมีองค์ประกอบครบสมบูรณ์ ที่จะหนุนการเชื่อมโยงผู้ประกอบการเอสเอ็มอีไทย ให้เข้าถึงธุรกิจอี-คอมเมิร์ซ โดยมีทั้งศูนย์แสดงและกระจายสินค้า (ดิสซิบิวชั่น) ศูนย์ฝึกอบรม (เทรนนิ่ง) และอาจมีการผลิตสินค้าบางประเภทเพื่อจำหน่าย ซึ่งลาซาด้ายังจะขยายความร่วมมือในการช่วยฝึกอบรมพัฒนาเอสเอ็มอี ให้เข้าสู่ธุรกิจอี-คอมเมิร์ซมากขึ้นด้วย.

 

“ทุเรียน” ปัง! อัพราคา

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 1 เม.ย. 2560 05:15

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/901605


นายสุวิทย์ ชัยเกียรติยศ อธิบดีกรมวิชาการเกษตร เปิดเผยว่า ทุเรียนนอกฤดูเป็นสินค้าที่มีศักยภาพการผลิตและส่งออกสูง แต่ปีนี้มีปัญหาสภาพอากาศแปรปรวนส่งผลกระทบต่อการออกดอกและติดผลของทุเรียน จึงคาดการณ์ว่าปริมาณผลผลิตทุเรียนนอกฤดูที่ออกสู่ตลาดจะน้อยกว่าปีที่ผ่านมา ทำให้ราคาขยับตัวสูงขึ้นและชาวสวนขายได้ราคาดี ซึ่งขณะนี้เริ่มเปิดตลาดส่งออกทุเรียนนอกฤดูไปต่างประเทศแล้ว โดยช่วงเดือน ม.ค.-ก.พ.2560 ไทยส่งออกทุเรียนสดแล้วกว่า 5,723.8 ตัน มูลค่าประมาณ 155.3 ล้านบาท ส่วนใหญ่ส่งออกไปยังตลาดจีน และเวียดนาม เป็นต้น และคาดว่าจะส่งออกมากในช่วงเดือน เม.ย.นี้

อย่างไรก็ตาม เพื่อเป็นการป้องกันไม่ให้มีศัตรูพืชกัดกินติดไปกับทุเรียนส่งออกและไม่ให้ทุเรียนด้อยคุณภาพหรือไม่ได้มาตรฐาน เช่น ทุเรียนอ่อน หลุดออกไปสู่ประเทศปลายทาง กรมวิชาการเกษตรจึงได้กำหนดมาตรการควบคุม ตรวจสอบ และออกใบรับรองสุขอนามัยพืชสำหรับการส่งออกทุเรียนสดไปต่างประเทศ โดยเบื้องต้นได้สั่งการให้ด่านตรวจพืชดำเนินการตรวจสอบทุเรียนนอกฤดูส่งออกเข้มงวดมากยิ่งขึ้น โดยเฉพาะการตรวจสอบโรงคัดบรรจุที่ได้รับการรับรองและขึ้นทะเบียนมาตรฐานการผลิต (จีเอ็มพี) หากพบไม่ปฏิบัติตามข้อกำหนดจะดำเนินการลงโทษตามลำดับคือ แจ้งเตือน พักใช้ และเพิกถอนใบอนุญาตทันที.

 

ปตท.โชว์ป๋า!ฟิตปั๋งลงทุน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 1 เม.ย. 2560 05:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/901596


นายอรรถพล ฤกษ์พิบูลย์ รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ หน่วยธุรกิจน้ำมัน บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า ในปีนี้ ปตท.ได้เตรียมงบลงทุนในส่วนของธุรกิจน้ำมันไว้วงเงิน 14,000 ล้านบาท โดยในส่วนนี้จะใช้งบประมาณ 5,000 ล้านบาทในการขยายสถานีบริการน้ำมันเพิ่มอีก 130 แห่ง แบ่ง เป็นสถานีบริการน้ำมันขนาดเล็ก 80 แห่ง ขนาดใหญ่ 50 แห่ง ซึ่งขณะนี้ ปตท.มีปั๊มน้ำมันรวมทั้งสิ้น 1,535 แห่ง ส่วนงบที่เหลือจะใช้ในการปรับปรุงและขยายคลังเก็บน้ำมันที่พระโขนง สุราษฎร์ธานี และเชียงใหม่ พร้อมสร้างคลังเก็บน้ำมันใหม่ที่ลำปาง

ขณะที่การปรับโครงสร้างบริษัท โดยการแยกหน่วยธุรกิจน้ำมันและค้าปลีกออกมาให้อยู่ในความดูแลของบริษัทลูก พีทีทีโออาร์ จำกัดนั้น ล่าสุดได้รับความเห็นชอบจากคณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ (กพช.) ให้บรรจุเรื่องดังกล่าวลงในวาระการประชุมผู้ถือหุ้นในวันที่ 28 เม.ย.นี้ เพื่อขอมติของผู้ถือหุ้น ซึ่งการแยกธุรกิจครั้งนี้ ทำให้มีความชัดเจนเรื่องธุรกิจที่ต้องมีการแข่งขัน และการดูแลด้านความมั่นคงของพลังงาน ช่วยให้สามารถขยายธุรกิจไปลงทุนในต่างประเทศได้คล่องตัว และเมื่อแยกออกมาชัดเจนแล้วในส่วนการขายน้ำมันให้หน่วยงานรัฐ ก็จะเป็นการเปิดให้แข่งขันเสรี ช่วยเพิ่มความชัดเจน โปร่งใสในการดำเนินธุรกิจของกลุ่ม ปตท.ในสายตาสาธารณชน ส่วนความคืบหน้าการดำเนินธุรกิจโรงแรมราคาประหยัดภายในปั๊มน้ำมัน ปตท. ขณะนี้อยู่ระหว่างเจรจาเงื่อนไขและรูปแบบธุรกิจ คาดว่าจะได้ข้อสรุปในกลางปีนี้

ด้านนางนันทวัลย์ ศกุนตนาค อธิบดีกรมการค้าภายใน เปิดเผยว่า ในวันที่ 7 เม.ย.นี้ กรมจะนำร่องเปิดร้านหนูณิชย์ พาชิม จำหน่ายอาหารปรุงสำเร็จ ราคาไม่เกินจานละ 35 บาท ในสถานีบริการน้ำมัน ปตท. เพื่อลดภาระค่าครองชีพให้ประชาชน และเพิ่มทางเลือกในการบริโภคอาหารปรุงสำเร็จในราคาประหยัด โดยในเบื้องต้นจะเปิด 158 ร้านในปั๊ม ปตท.ทั่วประเทศ.

 

‘ออฟฟิศเมท’ ตั้งเป้าปีนี้โต 15% รุกขายออนไลน์ ปักธงลุยฐานลูกค้า SME

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 1 เม.ย. 2560 03:31

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/901466


‘ออฟฟิศเมท’ ตั้งเป้าปีนี้โต 15% คิดเป็นมูลค่ายอดขาย 7,500 ล้านบาท รุกขายออนไลน์เพิ่มยอดอีก 50% คิดเป็นมูลค่า 1,200 ล้านบาท ปักธงขายฐานลูกค้า SMEs เพิ่ม

เมื่อวันที่ 31 มี.ค. 60 นายวรวุฒิ อุ่นใจ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารบริษัท ซีโอแอล จำกัด (มหาชน) กล่าววา ภาพรวมธุรกิจปี 2559 ของกลุ่มบริษัทในเครือซีโอแอล มีรายได้รวมทั้งสิ้น 11,000 ล้านบาท เติบโต 9% ซึ่งเป็นผลมาจากการปรับกลยุทธ์การบริหารธุรกิจ รวมถึงการเพิ่มปริมาณสินค้าและบริการให้ตอบโจทย์ความต้องการของลูกค้าทุกกลุ่มเป้าหมาย โดยเฉพาะการปรับปรุงการค้าปลีกและระบบค้าปลีกออนไลน์ ให้มีประสิทธิภาพ

โดยในปี 2560 นี้บริษัทตั้งเป้าเติบโตเพิ่มอีก 10% หรือคิดเป็นรายได้จำนวน 12,000 บาท โดยเตรียมขยายธุรกิจให้เติบโตมากยิ่งขึ้น พร้อมทั้งรักษาตำแหน่งการเป็นผู้นำในตลาดด้านการจำหน่ายอุปกรณ์สำนักงาน สินค้าเพื่อการเรียนรู้และบันเทิง รวมถึงเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญในการพัฒนาธุรกิจออนไลน์ให้แก่กลุ่มธุรกิจเซ็นทรัล

นอกจากนี้บริษัทวางเป้าหมายที่จะขยายสาขาทั้งในประเทศและต่างประเทศ รวมถึงการขยายธุรกิจประเภทอุปกรณ์สำนักงาน ไอที สินค้าสำหรับไลฟ์สไตล์อื่นๆ ไปยังภูมิภาคเอเชีย โดยร้านสาขาแรกได้เปิดดำเนินการแล้วในประเทศเวียดนาม อีกทั้งยังลงทุนในการก่อสร้างคลังสินค้าอัจฉริยะแห่งใหม่ ด้วยงบลงทุนกว่าพันล้านบาท เพื่อยกระดับมาตรฐานการให้บริการด้านโลจิสติกส์ ซึ่งจะทำให้ลูกค้าได้รับสินค้าครบครัน ถูกต้องตามรายการสั่งซื้อ ในเวลาที่รวดเร็วขึ้น

ด้านนางสาววิลาวรรณ ฤกษ์เกรียงไกร กรรมการผู้จัดการใหญ่ ธุรกิจออฟฟิศเมท กล่าวว่า ปีนี้ยอดขายออฟฟิศเมทยังคงสดใส โดยคาดว่าจะติบโตอีก 15% จากปีที่ผ่านมา คิดเป็นมูลค่ายอดขาย 7,500 ล้านบาท และจะเติบโตต่อเนื่องทะลุ 10,000 ล้านบาทภายในปี 2563 โดยปักธงให้ ออฟฟิศเมท เป็น One Stop Business Solutions ที่เดียวครบ ตอบโจทย์ทุกธุรกิจ พร้อมขยายฐานลูกค้าครอบคลุมทุกกลุ่มธุรกิจ และรองรับการขยายเติบโตของ SMEs ในประเทศไทยอีกด้วย

นอกจากนี้ ออฟฟิศเมทได้ปรับโฉมและรูปลักษณ์ของร้านออฟฟิศเมทให้ทันสมัย น่าเดิน มีการจัดวางสินค้าอย่างเป็นระบบและหมวดหมู่ให้ตรงกับความต้องการของลูกค้าทุกกลุ่มธุรกิจ เพื่อเพิ่มความสะดวกสบายและความสุขในการเลือกซื้อสินค้า ขณะเดียวกันการขายสินค้าผ่านช่องทางอีคอมเมิร์ซก็เติบโตกว่า 30% และในปีนี้คาดว่าจะเติบโตราว 50% คิดเป็นมูลค่า 1,200 ล้านบาทอีกด้วย

 

ล้มแผนเลิกขายโซฮอล์ 91 ยังคงมาตรการให้ราคาใกล้เคียงโซฮอล์ 95

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 31 มี.ค. 2560 19:20

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/901345


กรมธุรกิจพลังงาน ยกเลิกแนวคิดเลิกขายโซฮอล์ 91 หลังปริมาณผลิตเอทานอลยังไม่แน่นอน หวั่นกระทบผู้ใช้ พบยอดใช้เบนซินไตรมาสแรกปีนี้ พุ่ง 3.1% อยู่ที่ 29.1 ล้านลิตร/วัน ส่วนดีเซล เพิ่ม 1.3% ที่ 65.3 ล้านลิตร/วัน…

เมื่อวันที่ 31 มี.ค. นายวิฑูรย์ กุลเจริญวิรัตน์ อธิบดีกรมธุรกิจพลังงาน (ธพ.) กล่าวว่า ได้ยกเลิกแนวคิดการออกประกาศเลิกจำหน่ายแก๊สโซฮอล์ 91 ในประเทศ ซึ่งเดิมจะให้มีผลบังคับใช้ต้นปี 61 หลังพบว่าปริมาณการผลิตเอทานอลที่จะนำมาผสมในน้ำมันเบนซินนั้นยังมีความไม่แน่นอน เนื่องจากผู้ค้าเอทานอลหันไปส่งออกวัตถุดิบกากน้ำตาล (โมลาส) ไปต่างประเทศ เพราะได้ราคาดีกว่า โดยไม่สนใจนโยบายรัฐที่ต้องการผลักดันให้เกิดการใช้เอทานอลในประเทศมากขึ้น ดังนั้นหากยกเลิกจำหน่ายแก๊สโซฮอล์ 91 คาดว่าจะมีผลกระทบต่อการใช้น้ำมันของประชาชน เพราะผู้บริโภคจะหันไปใช้แก๊สโซฮอล์ E20 มากขึ้น ส่งผลให้มีการใช้เอทานอลมากขึ้น

เบื้องต้นทางกรมพัฒนาพลังงานทดแทนและอนุรักษ์พลังงาน (พพ. ) เตรียมนัดหารือกับผู้ประกอบการเอทานอลในสัปดาห์หน้า เพื่อวางมาตรการแก้ไขปัญหาปริมาณเอทานอลในอนาคต และเตรียมหามาตรการรองรับปัญหาในช่วงสิ้นเดือน เม.ย.นี้เช่นกัน เนื่องจากเป็นช่วงหมดฤดูหีบอ้อย ปริมาณโมลาสจะน้อยลงอีก

ทั้งนี้ คาดว่าความต้องการใช้เอทานอลของไทยทั้งปีนี้เฉลี่ยอยู่ที่ 4 ล้านลิตร/วัน ขณะที่ไทยมีกำลังการผลิตเอทานอลรวมอยู่ที่ 5.5 ล้านลิตร/วัน แต่การผลิตจริงจะประสบปัญหาหากขาดวัตถุดิบโมลาส เพราะปัจจุบันการผลิตเอทานอลจากโมลาสมีเพียง 3.1 ล้านลิตร/วันเท่านั้น แต่เป็นจังหวะดีที่โรงงานเอทานอลที่ผลิตจากมันสำปะหลังเปิดใหม่ 2 โรงและโรงงานเอทานอลของบริษัทมิตรผลได้เพิ่มกำลังการผลิตขึ้น ทำให้มีปริมาณเอทานอลจากมันสำปะหลังมาเสริมระบบได้อีก 6.3 แสนลิตร/วัน

อย่างไรก็ตาม จะยังคงใช้มาตรการด้านราคาเป็นกลไกให้เกิดการยกเลิกแก๊สโซฮอล์ 91 ในประเทศต่อไป แทนการออกกฎหมาย โดยขณะนี้ได้ขยับราคาแก๊สโซฮอล์ 91 และแก๊สโซฮอล์ 95 ให้มีราคาใกล้เคียงกันมากที่สุด เพื่อให้ผู้บริโภคหันไปใช้แก๊สโซฮอล์ 95 จนนำไปสู่การยกเลิกจำหน่ายแก๊สโซฮอล์ 91 ในที่สุด

สำหรับปัจจุบันราคาแก๊สโซฮอล์ 91 อยู่ที่ 26.28 บาท/ลิตร ส่วนแก๊สโซฮอล์ 95 อยู่ที่ 26.55 บาท/ลิตร และมาตรการต่อไปจะเพิ่มการใช้แก๊สโซฮอล์ E20 แทนการใช้แก๊สโซฮอล์ 95 ด้วยการเพิ่มส่วนต่างราคาของแก๊สโซฮอล์ E20 และแก๊สโซฮอล์ 91 ให้ต่างกันมากกว่า 5% โดยมาตรการด้านราคาดังกล่าวเริ่มเห็นผลแล้ว โดยในไตรมาสแรกของปีนี้ พบว่ายอดใช้แก๊สโซฮอล์ 91 ลดลง 4.2% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน มาอยู่ที่ 10.7 ล้านลิตร/วัน ขณะที่ยอดใช้แก๊สโซฮอล์ 95 เพิ่มขึ้น 9.1% มาอยู่ที่ 11.3 ล้านลิตร/วัน และแนวโน้มการใช้แก๊สโซฮอล์ 91 จะลดลง 10% ต่อเดือน ทำให้เชื่อว่าการใช้กลไกราคาจะเป็นแนวทางที่เหมาะสมสำหรับการยกเลิกจำหน่ายแก๊สโซฮอล์ 91 ต่อไป

ส่วนยอดการใช้น้ำมันช่วงไตรมาสแรกปีนี้ เพิ่มขึ้นเมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน โดยกลุ่มน้ำมันเบนซินใช้เพิ่มขึ้น 3.1% มาอยู่ที่ 29.1 ล้านลิตร/วัน โดยการใช้แก๊สโซฮอล์ E85 เพิ่มถึง 20.7% มาอยู่ที่ 1 ล้านลิตร/วัน เพราะรถยนต์ผลิตใหม่รองรับแก๊สโซฮอล์ E85 เข้าสู่ตลาดมากขึ้น ส่วนการใช้น้ำมันดีเซล เพิ่มขึ้น 1.3% มาอยู่ที่ 65.3 ล้านลิตร/วัน ตามการเติบโตทางเศรษฐกิจและปริมาณรถยนต์ดีเซลมีเพิ่มขึ้น 1% เมื่อเทียบกับปีก่อน

ด้านการใช้ก๊าซปิโตรเลียมเหลว (LPG) พบว่าปรับลดลง 2.1% มาอยู่ที่ 16.1 ล้านกิโลกรัม/วัน โดยเป็นการลดลงในภาคครัวเรือน 0.7% ภาคขนส่งลดลง 8.9% และภาคปิโตรเคมีลดลง 0.4% ยกเว้นภาคอุตสาหกรรมปรับเพิ่มขึ้น 4.1% เพราะรัฐบาลส่งเสริมธุรกิจของผู้ประกอบการขนาดกลางและขนาดย่อม (SME) ซึ่งเป็นกลุ่มที่ใช้ LPG ในการผลิตสินค้าเป็นหลัก ขณะที่ยอดการใช้ก๊าซธรรมชาติสำหรับยานยนต์ (NGV) ลดลง 14.3% เฉลี่ยอยู่ที่ 7 ล้านกิโลกรัม/วัน.

 

พนักงาน ธอส. เฮลั่น! โบนัสปีนี้ ได้ 6 เท่าของเงินเดือน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 31 มี.ค. 2560 19:20

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/901361


พนักงาน ธอส.มีเฮ! โบนัสปีนี้ ได้ 6 เท่าของเงินเดือน ผลประเมินประจำปี 59 ได้คะแนน 4.4810…

เมื่อวันที่ 31 มี.ค. มีรายงานว่า สำนักงานคณะกรรมการนโยบายรัฐวิสาหกิจ กระทรวงการคลัง ได้แจ้งการอนุมัติจัดสรรกำไรสุทธิประจำปี 2559 ธนาคารอาคารสงเคราะห์ (ธอส.) ตามที่คณะกรรมการประเมินผลงานรัฐวิสาหกิจ (PAC) เห็นชอบผลการประเมินประจำปี 2559 ที่ระดับคะแนน 4.4810 ส่งผลให้ธนาคารสามารถจ่ายโบนัสให้พนักงานได้ 6 เท่าของเงินเดือน

ทั้งนี้ธนาคารได้โอนเงินโบนัสประจำปี 2559 เข้าบัญชีเงินเดือนของพนักงานที่ผูกไว้กับบริการพร้อมเพย์ เพื่อเป็นการสนับสนุนยุทธศาสตร์ National e-Payment ของรัฐบาลที่ต้องการผลักดันระบบการชำระเงินแบบอิเล็กทรอนิกส์.

 

ทิ้งท้ายสุดสัปดาห์ หุ้นไทยปิดร่วง 4.77 ดัชนีอยู่ที่ 1,575 จุด

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 31 มี.ค. 2560 17:05

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/901296


ปิดตลาดภาคบ่าย หุ้นไทยปรับตัวลดลง 4.77 จุด ดัชนีอยู่ที่ 1,575.11 จุด มูลค่าการซื้อขาย 38,002.48 ล้านบาท

การเคลื่อนไหวของตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยประจำวันที่ 31 มี.ค. 60 พบว่า หุ้นไทยปรับตัวลดลง 4.77 จุด เปลี่ยนแปลง -0.30% ดัชนีอยู่ที่ 1,575.11 จุด มูลค่าการซื้อขาย 38,002.48 ล้านบาท โดยระหว่างวันดัชนีสูงสุดอยู่ที่ 1,584.96 จุด ต่ำสุดอยู่ที่ 1,574.71 จุด

สำหรับหลักทรัพย์ที่มีมูลค่าการซื้อขาย 5 อันดับแรก ได้แก่ 1. บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) 2. บริษัท เจริญโภคภัณฑ์อาหาร จำกัด (มหาชน) 3. ธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน) 4. บริษัท ทรู คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) และ 5. บริษัท พีทีที โกลบอล เคมิคอล จำกัด (มหาชน).

 

จิตอาสา รวมพลังเสริมสร้างคุณภาพชีวิตเยาวชน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/lady/255603

วันพุธ ที่ 8 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2560, 06.00 น.

 

เลือกดอกไม้วาเลนไทน์ ตามไลฟ์สไตล์แฟนสาว

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/lady/255488

วันอังคาร ที่ 7 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2560, 06.00 น.

ดอกไม้กับผู้หญิงเป็นสิ่งที่เกิดมาคู่กัน ดอกไม้แต่ละดอกมีความสวยงามที่แตกต่างกันไป เปรียบได้กับผู้หญิงแต่ละคนก็มีความงามที่แตกต่างกันไปเช่นกัน ดังนั้นช่วงเวลาดีๆที่จะส่งความรู้สึกดีๆ ให้กับคนพิเศษ หนุ่มๆ ก็มักจะเลือกดอกไม้เพื่อเป็นสื่อกลางแทนใจของความรัก……และสำหรับวาเลนไทน์ปีนี้หนุ่มๆ ที่จะมีเซอร์ไพรส์มอบช่อดอกไม้ให้กับสาวๆ ร้านดอกไม้ Les Fleurs(เล เฟอร์) ชั้น G ไลฟ์เซ็นเตอร์ อาคารคิวเฮ้าส์ ลุมพินี มีข้อแนะนำการเลือกดอกไม้ให้เข้ากับไลฟ์สไตล์ของสาวๆ มาฝาก

สาวแอ๊กทีฟ บุคลิกไม่อยู่นิ่ง มีความกระตือรือร้นอยู่ตลอดเวลา ชอบเติมความสดชื่น ความสดใสให้กับชีวิต เพื่อจะได้มีพลังในการทำกิจกรรมได้หลากหลาย ดอกไม้ที่เหมาะกับสาวแอ๊กทีฟ คือ ดอกกุหลาบคละสี ดอกทิวลิป

สาวเฮลท์ตี้ รักและดูแลสุขภาพเป็นอย่างดี ชอบความเรียบง่าย เป็นธรรมชาติ ไม่ต้องประดิษฐ์มาก แต่ก็ดูดีได้อย่างลงตัว ดอกไม้ที่เหมาะกับสาวเฮลท์ตี้ เช่น ดอกทานตะวัน หรือจะครีเอทนำผักสดมาแซมรวมอยู่ในช่อของดอกไม้ก็ดูอินเทรนด์ไม่เบาเลยทีเดียว

สาวโรแมนติก เป็นสาวโลกสวยที่อยู่ในจินตนาการ ช่างฝัน มีความหวานและอ่อนโยนอยู่ในตัว สาวสไตล์นี้จะชอบโทนสีคลาสสิก ดอกไม้ที่เหมาะกับสาวโรแมนติก คือดอกกุหลาบขาว ดอกไฮเดรนเยีย ดอกลิลลี่

สาวมั่น มีความมั่นใจเป็นตัวของตัวเอง ชอบความโดดเด่น สะดุดตา และความท้าทาย มั่นใจกับสีสดๆ และความโดดเด่นมีเอกลักษณ์ของตัวดอกไม้เอง ดอกไม้ที่เหมาะกับสาวมั่น คือ ช่อดอกกุหลาบแดง ดอกกลาดิโอลัส

สาวนักครีเอท เป็นสาวที่ชอบการ mix & match ไม่เหมือนใคร ชอบความเก๋ไก๋ ดูดีมีดีไซน์ และสร้างสรรค์ ลักษณะการจัดดอกไม้อาจจะไม่เหมือนช่อดอกไม้ทั่วไป เพิ่มลูกเล่นในตัวช่อของดอกไม้หรือภาชนะในรูปแบบอื่น ดอกไม้ที่เหมาะกับสาวนักครีเอท คือ
ดอกจัดอยู่ในโหลแก้ว หรือตะกร้าที่มีรูปแบบแตกต่างจากช่อทั่วไป

นี่เป็นหนึ่งไอเดียในการเลือกดอกไม้ ทั้งนี้ ก็แล้วแต่สาวที่คุณจะมอบให้ว่าชอบดอกไม้ชนิดไหนด้วย แต่ไม่ว่าจะเป็นดอกไม้ช่อเล็ก ช่อใหญ่ หรือแบบไหนก็แล้วแต่การให้ด้วยความจริงใจและตั้งใจมอบให้ ก็ได้ใจไปเต็มๆ แล้วล่ะค่ะ