สรุปยอดลงทะเบียนคนจนวันแรกผ่าน 3 ธนาคารรัฐ แตะ 285,848 คน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 3 เม.ย. 2560 18:59

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/903856


ลงทะเบียนคนจนวันแรกสุดคึกคัก ยอดลงทะเบียนผ่านธนาคารัฐทั้ง 3 แห่ง ได้แก่ ออมสิน กรุงไทย ธ.ก.ส. แตะ 285,848 คน ขณะที่ ธ.ก.ส. เผยยังมียอดลงทะเบียนออฟไลน์อีกจำนวนหนึ่ง เตรียมประกาศเพิ่มในวันถัดไป

เมื่อเวลา 16.30 น. วันที่ 3 เม.ย. 60 ธนาคารออมสิน รายงาน มีผู้ลงทะเบียนตามมาตรการเพิ่มรายได้ให้แก่ผู้มีรายได้น้อยในโครงการลงทะเบียนเพื่อสวัสดิการแห่งรัฐ จำนวน 107,371 ราย

ธนาคารกรุงไทย รายงาน ตัวเลขโครงการลงทะเบียนเพื่อสวัสดิการแห่งรัฐ ณ เวลา 17.00 น. มียอดลงทะเบียนกับธนาคาร จำนวน 77,795 ราย

ส่วนธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) รายงานผลการรับลงทะเบียนผู้มีรายได้น้อยตามโครงการลงทะเบียนเพื่อสวัสดิการแห่งรัฐ ปี 2560 ผ่านระบบ ธ.ก.ส. วันที่ 3 เมษายน 2560 เวลา 18.00 น. จำนวน 181,141 ราย

ทั้งนี้ การลงทะเบียนผ่านระบบ ธ.ก.ส. จะมีการบันทึกข้อมูลแบบออนไลน์และออฟไลน์ ตัวเลขที่ปรากฏในเวลาทำการจะเป็นการลงทะเบียนแบบออนไลน์ ส่วนยอดสุทธิในแต่ละวัน โดยเจ้าหน้าที่ ธ.ก.ส. 1,275 สาขาทั่วประเทศ จะทยอยป้อนข้อมูลลงระบบหลังจากที่ธนาคารปิดทำการ ซึ่งจะสามารถประมวลผลการลงทะเบียนได้ในเช้าของวันถัดไป.

 

คลัง คาดลงทะเบียนคนจนรอบ 2 เกิน 10 ล้านราย จ่อ ลดค่าตั๋วบขส.ให้คนตจว.

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 3 เม.ย. 2560 18:13

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/903827


ขุนคลัง คาดเปิดลงทะเบียนคนจนรอบ 2 เกิน 10 ล้านราย จ่อออกบัตรสวัสดิการรับสิทธิประโยชน์ต่างๆ จากรัฐ ได้ส่วนลดค่าน้ำ ค่าไฟ ขึ้นรถเมล์-รถไฟฟรี ส่วนคนตจว. อาจได้ส่วนลดค่าตั๋ว บขส.

เมื่อวันที่ 3 เม.ย. นายอภิศักดิ์ ตันติวรวงศ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เปิดเผยว่า การลงทะเบียนผู้มีรายได้น้อยเพื่อรับสวัสดิการแห่งรัฐ รอบที่ 2 ตั้งแต่วันที่ 3 เม.ย.-15 พ.ค. โดยคาดว่าจะมีผู้มาลงทะเบียนเกิน 10 ล้านราย โดยในครั้งนี้จะมีการออกเป็นบัตรสวัสดิการ เพื่อไว้สำหรับรับสิทธิประโยชน์ต่างๆ จากรัฐบาล ซึ่งในอนาคตบัตรสวัสดิการนี้จะใช้เป็นกระเป๋าเงินอิเล็กทรอนิกส์ (e-Wallet) เพื่อสอดรับกับ e-Payment ด้วย

สำหรับการลงทะเบียนผู้มีรายได้น้อยนี้ รัฐบาลจะมีการทบทวนข้อมูลทุกปี เพื่อตรวจสอบรายได้ของผู้มาลงทะเบียนว่ายังอยู่ในเกณฑ์ที่กำหนดหรือไม่ ส่วนสวัสดิการที่ผู้มีรายได้น้อยจะได้รับในครั้งนี้ เบื้องต้นมีส่วนลดค่าน้ำ ค่าไฟฟ้า การขึ้นรถเมล์ฟรี รถไฟฟรี และยังต้องพิจารณาแพ็กเกจของผู้มีรายได้น้อยที่อยู่ในต่างจังหวัดที่จะแตกต่างจากผู้มีรายได้น้อยที่อยู่ในเมือง เช่น อาจเพิ่มการได้รับส่วนลดตั๋วโดยสารบริษัท ขนส่ง จำกัด (บขส.) และตั๋วรถไฟให้มีราคาถูกลง เป็นต้น เพราะคนในเมืองได้รับการช่วยเหลือด้านค่าเดินทาง รถเมล์ฟรี แต่คนต่างจังหวัดไม่ได้ใช้บริการ จึงเพิ่มเพื่อให้เกิดความสมดุลให้กับคนในเมืองและต่างจังหวัด

ส่วนการช่วยเหลือเรื่องค่าเช่าที่อยู่อาศัย ยังเป็นเพียงแค่แนวคิด เพราะส่วนใหญ่ผู้มีรายได้น้อยจะเช่าบ้านบนที่ดินของเอกชน จึงยังไม่สามารถพิจารณาการช่วยเหลือนี้ได้ เช่นเดียวกับการประกันอุบัติเหตุ 99 บาท ยังเป็นแนวคิดที่ต้องพิจารณาเช่นเดียวกัน ส่วนมาตรการเพิ่มรายได้ให้เกษตรกร ได้สั่งการให้นายสมชัย สัจจพงษ์ ปลัดกระทรวงการคลัง และธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) และสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) ไปคิดหาแนวทางเพื่อช่วยให้เกษตรกรมีรายได้อย่างยั่งยืน และให้มีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น รวมถึงเพื่อทดแทนโครงการที่ออกมาช่วยเหลือในทุกๆ ปี.

 

ทีซีซี ทุ่มทุน 1.2 แสนล้าน เปิดโครงการ ‘วัน แบงค็อก’ ใจกลางกรุง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 3 เม.ย. 2560 17:50

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/903791


ทีซีซี ทุ่มทุนกว่า 1.2 แสนล้าน เปิดโครงการ “วัน แบงค็อก” ใจกลางกรุงย่านสวนลุม พลิกโฉมเป็นเมืองแห่งความครบครัน ก้าวเป็นแลนด์มาร์กระดับโลก บนพื้นที่ 104 ไร่  มีเอกลักษณ์แตกต่าง ผสมผสานกันอย่างลงตัว…

เมื่อวันที่ 3 เม.ย. นายเจริญ สิริวัฒนภักดี ประธานกรรมการ บริษัท ทีซีซี แอสเซ็ท (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวเปิดตัวโครงการวัน แบงค็อก (One Bangkok) มูลค่ากว่า 1.2 แสนล้าน ว่า คาดหวังในการเนรมิตโครงการดังกล่าวเสริมสร้างความเชื่อมั่นที่ทั่วโลกมีต่อประเทศไทยในฐานะเมืองที่เป็นศูนย์กลางของอาเซียนและเป็นเมืองแห่งไลฟ์สไตล์ที่สำคัญของเอเชีย รวมทั้งคาดหวังที่จะนำความรุ่งเรืองที่ยิ่งใหญ่มาสู่ผู้ที่เกี่ยวข้องกับโครงการทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็นผู้เช่า เจ้าของ หรือพันธมิตรทางธุรกิจ ซึ่งเป็นกิจการร่วมทุนระหว่างบริษัท ทีซีซี แอสเซ็ท (ประเทศไทย) จำกัด ถือหุ้น 80.1% กับบริษัท เฟรเซอร์ส พร็อพเพอร์ตี้ โฮลดิ้งส์ (ประเทศไทย) จำกัด (เฟรเซอร์ส พร็อพเพอร์ตี้) ถือหุ้น 19.9%

ทั้งนี้ วัน แบงค็อก พร้อมเปิดโครงการปี 2564 ประกอบไปด้วยอาคารสำนักงานที่ล้ำยุค โรงแรมหรูที่มุ่งเน้นตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ ร้านค้าและพื้นที่ทำกิจกรรม มีเอกลักษณ์แตกต่างแต่ผสมผสานกันอย่างลงตัว มีที่พักอาศัยระดับอัลตราลักชัวรี่ พื้นที่พักผ่อนหย่อนใจมากมายหลายรูปแบบเพื่อการใช้ชีวิตของผู้คน พื้นที่ศิลปะและวัฒนธรรม รวมไปถึงพื้นที่สีเขียวและพื้นที่เปิดโล่งขนาดรวมกัน 50 ไร่ จะเสร็จสมบูรณ์ในปี 2568 จะมีพื้นอาคารรวม ทั้งหมด 1.83 ล้านตารางเมตร โดยโครงการตั้งอยู่บนที่ดินเช่าจากสำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ ในทำเลทองพื้นที่ 104 ไร่ บริเวณหัวมุมถนนวิทยุตัดกับถนนพระราม 4 ติดกับสวนลุมพินี เชื่อมต่อโดยตรงกับระบบขนส่งมวลชน

นอกจากนี้ โครงการมุ่งเน้นให้ความสำคัญใน 3 แนวคิดหลักคือ แนวคิดเรื่องคนเป็นศูนย์กลาง (People-centric) ความยั่งยืน ด้านสิ่งแวดล้อม (Green sustainability) และการใช้ชีวิตเมืองอย่างชาญฉลาด (Smart city living) และสะท้อนความหลากหลายที่เปี่ยมไปด้วยสีสันและมรดกทางวัฒนธรรมที่มีเสน่ห์ของกรุงเทพฯ.

 

หุ้นไทยปิดตลาดปรับขึ้น 5.75 ดัชนียืนที่ 1,580 จุด

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 3 เม.ย. 2560 16:57

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/903786


หุ้นไทยปิดตลาดภาคบ่าย ปรับตัวเพิ่มขึ้น 5.75 จุด ดัชนีอยู่ที่ 1,580.86 จุด มูลค่าการซื้อขาย 31,064.79 ล้านบาท

การเคลื่อนไหวของตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ประจำวันที่ 3 เม.ย. 60 พบว่า หุ้นไทยปรับตัวเพิ่มขึ้น 5.75 จุด เปลี่ยนแปลง 0.36% ดัชนีอยู่ที่ 1,580.86 จุด มูลค่าการซื้อขาย 31,064.79 ล้านบาท โดยระหว่างวันดัชนีสูงสุดอยู่ที่ 1,583.55 จุด ต่ำสุดอยู่ที่ 1,577.78 จุด

สำหรับหลักทรัพย์ที่มีมูลค่าการซื้อขาย 5 อันดับแรก ได้แก่ 1. บริษัท ซีพี ออลล์ จำกัด (มหาชน) 2. บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) 3. บริษัท ปตท. สำรวจและผลิตปิโตรเลียม จำกัด (มหาชน) 4. บริษัท แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส จำกัด (มหาชน) และ 5. บริษัท ทรู คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน).

 

บขส.ยืนยัน กระบวนการสรรหากรรมการผู้จัดการใหญ่คนใหม่ โปร่งใส ตรวจสอบได้

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 3 เม.ย. 2560 16:54

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/903760


บขส. ชี้แจงกรณีการสรรหากรรมการผู้จัดการใหญ่คนใหม่ กำลังอยู่ระหว่างการสรรหาครั้งที่ 4 โดยคณะกรรมการสรรหา ยืนยันว่าดำเนินการตามหลักธรรมาภิบาล กรอบหน้าที่โปร่งใส และสามารถตรวจสอบได้ทุกประการ…

จากกรณีที่ ตามข่าว นายวิลาศ จันทร์พิทักษ์ อดีต ส.ส.พรรคประชาธิปัตย์ เรียกร้องให้ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี เปลี่ยนตัวประธานบอร์ด บขส. ได้แก่ นายอนุสรณ์ แสงนิ่มนวล เพราะปล่อยให้มีการสรรหากรรมการผู้จัดการใหญ่ บขส.ผิดขั้นตอน ตามข่าว ‘วิลาศ’ จี้ปลดเพื่อน วปอ. ‘บิ๊กตู่’ พ้น ปธ.บอร์ด บขส. ที่ได้เสนอไปนั้น

เมื่อวันที่ 3 เม.ย.2560 พลตำรวจเอกอำนาจ อันอาตม์งาม กรรมการบริษัทฯ รักษาการแทนกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ขนส่ง จำกัด (บขส.) กล่าวว่า ตามที่มีการเสนอข่าวการสรรหากรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ขนส่ง จำกัด (บขส.) ไม่เป็นไปตามหลักเกณฑ์ที่กำหนด ซึ่งข่าวดังกล่าวมีข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับองค์กร บขส.นั้น บขส. ได้พิจารณาข้อมูลที่นำเสนอแล้ว ขอเรียนทำความเข้าใจในประเด็นที่เกี่ยวข้องกับองค์กร บขส. ดังต่อไปนี้

1. บขส. ได้จัดตั้งขึ้นตามหนังสือบริคณห์สนธิในนามบริษัท ขนส่ง จำกัด ตั้งแต่วันที่ 3 กรกฎาคม 2473 มีข้อบังคับของบริษัทฯ เป็นกรอบแนวทางในการดำเนินการและการบริหารจัดการ

2. ในการบริหารงานมีคณะกรรมการ โดยมีคณะกรรมการคนหนึ่ง เป็นประธานคณะกรรมการควบคุมการดำเนินกิจการของบริษัทฯ และอยู่ในความควบคุมของที่ประชุมใหญ่ผู้ถือหุ้น ที่ประชุมใหญ่ผู้ถือหุ้นเป็นผู้มีอำนาจแต่งตั้งและถอดถอนกรรมการ

3. ในการบริหารงาน คณะกรรมการจะแต่งตั้งกรรมการผู้จัดการใหญ่ บขส. โดยมอบหมายให้บริหารบริษัทฯ ตามข้อบังคับ คำสั่ง และระเบียบของบริษัทฯ

4. การสรรหากรรมการผู้จัดการใหญ่ของบริษัทฯ ได้ดำเนินการตามพระราชบัญญัติว่าด้วยคุณสมบัติมาตรฐานสำหรับกรรมการและพนักงานรัฐวิสาหกิจ พ.ศ.2518 ให้ไว้ ณ วันที่ 14 มกราคม 2518 และกฎหมายที่มีการแก้ไขเพิ่มเติม

5. สำหรับ บขส. ตำแหน่งกรรมการผู้จัดการใหญ่ ได้ว่างลงตั้งแต่วันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2558 และ บขส.ได้ดำเนินการสรรหากรรมการผู้จัดการใหญ่ โดยมีการแต่งตั้งคณะกรรมการสรรหา เพื่อทำหน้าที่สรรหาบุคคลที่มีความรู้ และความสามารถ ประสบการณ์เหมาะสมที่จะเป็นผู้บริหารรัฐวิสาหกิจ ตามที่กฎหมายกำหนด โดยได้ดำเนินการประกาศรับสมัครและดำเนินการตามกระบวนการสรรหาตามระเบียบฯ มาแล้ว 3 ครั้ง แต่ยังไม่สามารถสรรหาผู้ดำรงตำแหน่งได้ ขณะนี้อยู่ระหว่างการสรรหาครั้งที่ 4 โดยมีการแต่งตั้งคณะกรรมการสรรหา ตามคำสั่งบริษัทฯ ที่ ป.11/2560 ลงวันที่ 27 กุมภาพันธ์ 2560 และอยู่ระหว่างการสรรหาของคณะกรรมการยังไม่เสร็จสิ้น

6. บขส. ขอเรียนว่า บขส.ได้ให้ความสำคัญกับการสรรหาผู้บริหาร เพื่อเข้ามาปฏิบัติงานตามภารกิจขององค์กร แต่มีปัญหาข้อขัดข้องในการสรรหาในแต่ละครั้ง จึงทำให้ยังไม่ได้ตัวผู้บริหารและยังอยู่ระหว่างคณะกรรมการดำเนินการสรรหาต่อไป

พลตำรวจเอกอำนาจ กล่าวด้วยว่า การดำเนินการสรรหาได้ดำเนินการตามที่ระเบียบกฎหมายกำหนด ตามหลักธรรมาภิบาล ตามกรอบอำนาจหน้าที่ มีความโปร่งใสและสามารถตรวจสอบได้ทุกประการ และ บขส. ก็อยู่ภายใต้กระบวนการตรวจสอบทั้งภายใน ภายนอก รวมทั้งผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้อง อย่างไรก็ตาม บขส. จะได้นำข้อคิดเห็น ข้อเสนอแนะที่เป็นประโยชน์เพื่อไปใช้ในการบริหารงานของบริษัทฯ ต่อไป.

 

‘น้ำมัน-ยาสูบ-อาหาร’ ดันเงินเฟ้อเดือน มี.ค. สูงขึ้น 0.76%

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 3 เม.ย. 2560 16:15

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/903555


น้ำมัน-อาหาร ดันเงินเฟ้อ มี.ค. สูงขึ้น 0.76% เพิ่มขึ้นต่อเนื่อง 12 เดือน ทำไตรมาสแรกสูงขึ้นแล้ว 1.25% “พาณิชย์” ปรับคาดการณ์เงินเฟ้อทั้งปี 60 เพิ่มขึ้น 1.5-2.2% จาก 1.5-2.0%

เมื่อวันที่ 3 เม.ย. 60 นางสาวพิมพ์ชนก วอนขอพร ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยถึงดัชนีราคาผู้บริโภคทั่วไปของประเทศ (เงินเฟ้อ) ของไทยว่า ในเดือน มี.ค. 60 ดัชนีเท่ากับ 100.33 สูงขึ้น 0.76% เมื่อเทียบกับเดือน มี.ค. 59 ซึ่งเป็นการสูงขึ้นต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 12 นับจากเดือน เม.ย. 59 ที่สูงขึ้น 0.07% ส่วนเมื่อเทียบกับเดือนก.พ. 60 ลดลง 0.46% ขณะที่เฉลี่ยเดือน ม.ค. – มี.ค. 60 สูงขึ้น 1.25% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน

สำหรับสาเหตุที่ทำให้เงินเฟ้อสูงขึ้น 0.76% เป็นผลจากดัชนีหมวดอื่นๆ ไม่ใช่อาหารและเครื่องดื่มเพิ่มขึ้น 0.83% สินค้าสำคัญที่มีราคาแพงขึ้น เช่น น้ำมันเชื้อเพลิง ยาสูบและเครื่องดื่มมีแอลกอฮอล์ เป็นต้น ส่วนดัชนีหมวดอาหารและเครื่องดื่มไม่มีแอลกอฮอล์ เพิ่มขึ้น 0.68% สินค้าสำคัญที่มีราคาแพงขึ้น เช่น เครื่องประกอบอาหาร อาหารบริโภคนอกบ้าน อาหารบริโภคในบ้าน เนื้อสัตว์ เป็ดไก่และสัตว์น้ำ เครื่องดื่มไม่มีแอลกอฮอล์

อย่างไรก็ตาม เมื่อแยกรายการสินค้า 422 รายการที่ใช้คำนวณเงินเฟ้อ พบว่า สินค้าที่มีราคาสูงขึ้น 123 รายการ เช่น น้ำมันพืช ซีอิ๊ว น้ำปลา กาแฟสำเร็จรูปพร้อมดื่ม ข้าวผัด ค่าเช่าบ้าน ผงซักฟอก น้ำยาล้างจาน ผ้าอนามัย เป็นต้น สินค้าที่มีราคาลดลง 117 รายการ และสินค้าราคาไม่เปลี่ยนแปลง 182 รายการ

นางสาวพิมพ์ชนก กล่าวว่า สำนักงานฯ ได้ปรับคาดการณ์เงินเฟ้อปี 60 ใหม่ จากเดิมขยายตัว 1.5-2.0% เพิ่มเป็น 1.5-2.2% ภายใต้สมมติฐาน คือ การขยายตัวเศรษฐกิจของประเทศเติบโต 3-4% ราคาน้ำมันดิบตลาดดูไบเฉลี่ยทั้งปีที่ 50-60 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรล และอัตราแลกเปลี่ยนเฉลี่ยทั้งปีอยู่ที่ 35.5-37.5 บาต่อเหรียญสหรัฐ ส่วนเงินเฟ้อไตรมาส 2 คาดขยายตัวเฉลี่ย 1% ใกล้เคียงกับฐานปีที่แล้ว

สำหรับดัชนีราคาผู้บริโภคพื้นฐาน มี.ค. 60 หักอาหารสดและพลังงานออกจากการคำนวณ เท่ากับ 101.11 สูงขึ้น 0.62% เทียบกับเดือน มี.ค. 59 และสูงขึ้น 0.04% เทียบกับเดือน ก.พ. 60 ขณะที่เฉลี่ยไตรมาสแรก สูงขึ้น 0.66% เทียบกับช่วงเดียวกันปีที่ผ่านมา

 

ควายทองเปิดตัวรถเมล์ไฟฟ้าแบรนด์ไทย เล็งเข้าร่วมประมูล ขสมก.

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 3 เม.ย. 2560 16:05

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/903700


เปิดตัวรถเมล์ไฟฟ้าแบรนด์คนไทย “ควายทอง” ชู สมรรถนะสูง ประหยัดพลังงาน นำเทคโนโลยีแบตเตอรี่ลิเทียม ไททาเนต มาจากสหรัฐอเมริกา อายุการใช้งาน 10 ปี นั่งได้ 80 คน เริ่มต้นคันละ 15 ล้านบาท หวังร่วมประมูลโครงการรถเมล์ ขสมก. …

เมื่อวันที่ 3 เม.ย. 2560 ควายทอง มอเตอร์ เปิดตัวรถเมล์ไฟฟ้าแบรนด์คนไทย “ควายทอง” โดย นายสัก กอแสงเรือง อดีตนายกสมาคมสภาทนายความ เป็นประธานบริษัท เผยโฉมเป็นครั้งแรกที่วัดไตรมิตรวิทยารามวรวิหาร ทั้งนี้ได้ พระพรหมมังคลาจารย์ หรือ เจ้าคุณธงชัย เจิมรถเมล์ไฟฟ้าด้วย

สำหรับรถเมล์ควายทองผลิตขึ้นในประเทศไทย โดยนำเทคโนโลยีการผลิตมาจากสหรัฐอเมริกา ขับเคลื่อนด้วยแบตเตอรี่ลิเทียม ไททาเนต ที่มีสมรรถนะสูง ประหยัดพลังงาน ใช้ระยะเวลาชาร์จแบบรวดเร็ว หรือ ควิก ชาร์จ 10-15 นาที ขนาดความจุ 116 กิโลวัตต์ต่อชั่วโมง อายุการใช้งานกว่า 10 ปี ชาร์จราว 35,000 ครั้ง รับน้ำหนักได้ 80 คน สนนราคาคันละ 15 ล้านบาท

โดยแบรนด์ “ควายทอง” ตัดสินใจเข้ามาทำตลาดเพราะศึกษาตลาดยานยนต์ไฟฟ้ามาระยะหนึ่งแล้ว มองเห็นโอกาสและการเติบโตในอนาคต ประกอบกับสนใจจะเข้าร่วมการประมูลจัดรถเมล์ไฟฟ้าของ ขสมก. และจำหน่ายผ่านตัวแทนเพื่อใช้ในการพาณิชย์ทั่วไป หรือรถรับ-ส่งพนักงานตามโรงงาน หรือหน่วยราชการต่างๆ ด้วย.

 

อภินิหารทรัมป์! พาณิชย์ถกเอกชน รับมือคำสั่งสอบขาดดุลการค้า 16 ประเทศ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 3 เม.ย. 2560 16:02

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/903656


รมว.พาณิชย์ เผยเตรียมถกผู้ส่งออกสินค้าไปสหรัฐฯ ผู้นำเข้า นักลงทุนไทยในสหรัฐฯ และนักธุรกิจสหรัฐฯ ในไทย ในสัปดาห์นี้รับมือผล กระทบหลัง ‘ทรัมป์’ ลงนามคำสั่งสอบขาดดุลการค้า 16 ประเทศทั่วโลกรวมถึงไทย

เมื่อวันที่ 3 เม.ย. 60 นางอภิรดี ตันตราภรณ์ รมว.พาณิชย์ เปิดเผยว่า สัปดาห์นี้จะเชิญผู้ประกอบการที่ส่งออกสินค้าไปสหรัฐฯ และนำเข้าสินค้าจากสหรัฐฯ รวมถึงภาคเอกชนที่ลงทุนในสหรัฐฯ และนักธุรกิจสหรัฐฯ ที่ลงทุนในไทย มาหารือเพื่อประเมินผลกระทบหลังจากที่นายโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ได้ลงนามในคำสั่งพิเศษประธานาธิบดีสหรัฐฯ (Executive Order) เพื่อดำเนินการตรวจสอบการขาดดุลการค้าของสหรัฐฯ กับ 16 ประเทศทั่วโลก รวมถึงไทย โดยขณะนี้ยังไม่สามารถระบุถึงผลกระทบในระยะยาวได้ ต้องรอการหารือก่อน แต่กระทรวงยังคงยืนยันเป้าหมายมูลค่าการส่งออกสินค้าไทยปี 60 ขยายตัว 5% จากปี 59 ไว้ก่อน

“เราได้รับข้อมูลจากคำสั่ง 2 ฉบับที่ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ลงนาม ซึ่งต้องศึกษารายละเอียดก่อนว่ามีสินค้าอะไรที่ส่งออกไปสหรัฐฯ และนำเข้าจากสหรัฐฯ บ้าง แต่ส่วนใหญ่สินค้าที่ส่งออกจะเป็นขั้นกลาง หรือนำไปผลิตเป็นสินค้าสำเร็จรูปอีกที ซึ่งจะมีการหารือกับสหรัฐฯ อย่างใกล้ชิด โดยในด้านการค้าไทยยืนยันว่า ทำการค้ากับประเทศทั่วโลก ไม่เฉพาะสหรัฐฯ แต่สิ่งที่ชัดเจนสุดคือ ไทยไม่มีการแทรกแซงค่าเงิน ที่ผ่านมา ไทยมักถูกบ่นว่าค่าเงินแข็งค่าสุดในภูมิภาค เป็นเครื่องพิสูจน์ชัดเจนว่าไทยไม่มีการแทรกแซงค่าเงิน”

อย่างไรก็ตาม ไทยและสหรัฐฯ มีความสัมพันธ์แน่นแฟ้นในเรื่องการค้าการลงทุน ซึ่งทั้งสองประเทศมีศักยภาพที่จะร่วมมือด้านพันธมิตรทางการค้า ใช้ความเข้มแข็งที่สหรัฐฯ มีในสาขาวิจัย และพัฒนามาร่วมมือกับไทยและส่งออกไปประเทศที่ 3 และไทยก็สนับสนุนให้คนไทยไปลงทุนในต่างประเทศรวมถึงสหรัฐฯ เช่น อาหาร ซึ่งเครือเจริญโภคภัณฑ์ (ซีพี) ได้ซื้อกิจการอาหารในสหรัฐฯ กระทรวงมองว่าไทยและสหรัฐฯ ยังมีความร่วมมือต่อกันในหลายด้านได้.

 

พาณิชย์กังวล’ทรัมป์’สอบขาดดุลการค้า16 ชาติ ไทยโดนด้วย ซ้ำไม่ปลดบัญชีดำ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 3 เม.ย. 2560 15:41

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/903510


(ภาพ : AP)

พาณิชย์ ยอมรับ กังวล ‘ทรัมป์’ ออกคำสั่งสอบเหตุขาดดุลการค้า 16 ชาติ รวมทั้งไทย เหตุเป็นตลาดใหญ่ เรียกร้องก่อนใช้มาตรการใดๆ ขอให้คำนึงถึงความสัมพันธ์ทุกมิติที่มีอย่างยาวนาน เผยจุดอ่อนไทยมีหลายเรื่อง ทั้งทรัพย์สินทางปัญญา แรงงาน จีเอสพี หวั่นมะกันหาเหตุซ้ำเติม และไม่ปลดจากบัญชีดำ

เมื่อวันที่ 3 เม.ย. 60 นางสาวพิมพ์ชนก วอนขอพร ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า ในฐานะโฆษกกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยถึงกรณีที่นายโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ได้ลงนามในคำสั่งพิเศษประธานาธิบดีสหรัฐฯ (Executive Order) เพื่อดำเนินการตรวจสอบหาสาเหตุการขาดดุลการค้าของสหรัฐฯกับ 16 ประเทศทั่วโลก รวมถึงไทยว่า ไทยอยู่ระหว่างศึกษารายละเอียดของคำสั่งดังกล่าว ซึ่งในเร็วๆ นี้ กระทรวงจะเชิญผู้ประกอบการ และภาคเอกชน ที่อาจได้รับผลกระทบมาหารือเพื่อหาแนวทางการรับมือมาตรการต่างๆ ที่สหรัฐฯอาจนำมาใช้กับไทย

อย่างไรก็ตาม ก่อนที่รัฐบาลสหรัฐฯจะดำเนินมาตรการใดๆ กับไทย ขอเรียกร้องให้คำนึงถึงความสัมพันธ์ระหว่างกันในทุกมิติ ที่มีมาอย่างยาวนาน ทั้งด้านการค้า การลงทุน ความมั่นคง การศึกษา วัฒนธรรม เป็นต้น นอกจากนี้ ไทยยังยืนยันว่า ไม่มีนโยบายปั่นค่าเงิน หรือใช้นโยบายค่าเงินบาทอ่อนค่า เพื่อหวังผลทางการค้ากับสหรัฐฯ แต่ปล่อยให้เป็นไปตามกลไก และตามธรรมชาติ

ขณะเดียวกัน รัฐบาลไทยไม่ได้มีนโยบายดึงดูดการลงทุนจากต่างประเทศเข้ามาในไทยแต่เพียงฝ่ายเดียว แต่มีนโยบายส่งเสริมให้ผู้ประกอบการไทยไปลงทุนในต่างประเทศควบคู่กับการดึงดูดการลงทุนจากต่างประเทศ

“เข้าใจดีกว่า สหรัฐฯอยู่ในช่วงการเปลี่ยนผ่านนโยบายการค้า และนโยบายต่างๆ แต่กระทรวงพาณิชย์ จะประสานงานอย่างใกล้ชิดกับสำนักงานผู้แทนการค้าสหรัฐฯ (USTR) และรัฐบาลสหรัฐฯต่อไป อย่างไรก็ตาม การลงนามคำสั่งของประธานาธิบดี ทำให้ไทยติดร่างแห เพราะไทยได้ดุลการค้าสหรัฐฯเป็นอันดับที่ 11 ซึ่งสร้างความกังวลให้กับไทย เพราะสหรัฐฯเป็นตลาดหลักในการส่งออก”

สำหรับจุดอ่อนของไทย ที่เป็นปัญหากับสหรัฐฯขณะนี้ และสหรัฐฯอาจหยิบยกมากำหนดเป็นมาตรการใช้กับไทย หรือไม่ปลดไทยออกจากการถูกขึ้นบัญชี เช่น การละเมิดทรัพย์สินทางปัญญา การใช้แรงงานผิดกฎหมาย ในสินค้าประมง อ้อย สิ่งทอ การได้รับสิทธิพิเศษทางภาษีศุลกากร (GSP) ที่อาจตัดสิทธิสินค้าไทยบางรายการ สินค้าไทยบางรายการถูกสหรัฐฯใช้มาตรการตอบโต้การทุ่มตลาด และการอุดหนุนการทุ่มตลาด (AD/CVD) เป็นต้น

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อวันที่ 31 มี.ค.60 USTR ได้เผยแพร่รายงานการประเมินผลด้านการค้าของสหรัฐฯที่เกี่ยวกับการค้าระหว่างประเทศประจำปี 60 (2017 National Trade Estimate Report on Foreign Trade) โดยระบุว่า ปี 59 สหรัฐฯขาดดุลการค้าสินค้ากับไทยมูลค่า 18,900 ล้านเหรียญฯ เพิ่มขึ้น 8.7% หรือ 1,500 ล้านเหรียญฯจากปี 58 โดยสหรัฐฯส่งออกสินค้ามาไทยมูลค่า 10,600 ล้านเหรียญฯ ลดลง 5.9% หรือลดลง 658 ล้านเหรียญฯ ขณะที่นำเข้าจากไทย 29,500 ล้านเหรียญฯ เพิ่มขึ้น 3%

 

มหากาพย์รถเมล์ NGV! ขสมก.ถกฝ่ายกฎหมายเครียด จ่อยื่นอุทธรณ์คำสั่งศาล

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 3 เม.ย. 2560 14:45

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/903502


ขสมก.ถกฝ่ายกฎหมายเครียด เตรียมยื่นอุทธรณ์คำสั่งศาล แง้มอาจต้องยอมเซ็นรับรถเมล์เอ็นจีวี ถ้าศาลตัดสิน พร้อมเดินหน้าตามโรดแม็ปบอกเลิกสัญญา ชี้ 11 เม.ย.รู้ผล

จากกรณีที่ศาลปกครองกลางมีคำสั่งคุ้มครองชั่วคราวโดยให้องค์การขนส่งมวลชนกรุงเทพ (ขสมก.) ดำเนินการตรวจรับรถยนต์โดยสารปรับอากาศใช้เชื้อเพลิงธรรมชาติ (เอ็นจีวี) ของบริษัท เบสท์ริน กรุ๊ป จำกัด ที่กรมศุลกากรอนุญาตให้นำออกมาจากท่าเรือแหลมฉบังไว้ชั่วคราว ก่อนศาลมีคำพิพากษาหรือมีคำสั่งเป็นอย่างอื่น และภายหลังการดำเนินการตรวจรับรถยนต์โดยสารตามข้อสัญญาอื่นๆ แล้ว ให้ ขสมก.ดำเนินการตามสัญญาต่อไป

ความคืบหน้าล่าสุดเมื่อวันที่ 3 เม.ย. 60 นายสมศักดิ์ ห่มม่วง รองปลัดกระทรวงคมนาคม ในฐานะรักษาการผู้อำนวยการ ขสมก. เปิดเผยว่า เตรียมเรียกประชุมคณะกรรมการด้านกฎหมายเพื่อพิจารณาแนวทางการเตรียมข้อมูลในการยื่นอุทธรณ์คำสั่งศาลปกครองกลาง และเข้าชี้แจงศาลปกครองสูงสุดภายใน 15 วัน ทั้งนี้ถ้าศาลสูงสุดยังยืนตามศาลชั้นตนคือให้ ขสมก.รับรถเมล์เอ็นจีวี 489 คัน ก็จะต้องปฏิบัติตามคำสั่งดังกล่าว ถึงแม้ว่าทาง ขสมก.จะบอกเลิกสัญญาไปแล้วก็ตาม

ส่วนสาเหตุที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้เซ็นสัญญารับรถเมล์เอ็นจีวี เนื่องจากผู้บริหาร ขสมก. ซึ่งรวมถึงอดีตผู้อำนวยการ ขสมก.ที่ได้เข้าชี้แจงต่อศาลก่อนหน้านี้นั้นระบุไว้สองประเด็นคือ 1.ไม่ได้ชี้ชัดว่าแหล่งกำเนิดรถเมล์เอ็นจีวีเป็นสาระสำคัญเพื่อบอกเลิกสัญญาเบสท์ริน 2.ไม่ได้ชี้ชัดว่าคุณสมบัติของตัวรถเมล์เอ็นจีวีเป็นสาระสำคัญในการบอกเลิกสัญญา แต่อย่างไรก็ตามตนจะเร่งหารือกับฝ่ายกฎหมายเพื่อต่อสู้ต่อไป

“มองว่าท่านอดีต ผอ.สุระชัยเป็นผู้ริเริ่มโครงการนี้จึงพูดได้ไม่เต็มปาก ไม่เหมือนกับผมที่เป็นคนนอกจึงสามารถพูดชี้แจงต่อศาลได้มากกว่า”

เมื่อถูกถามว่า มีผู้มีอำนาจที่อยู่เบื้องหลังเรื่องนี้สามารถสั่งศาลเพื่อบังคับให้ ขสมก.รับรถเมล์เอ็นจีวีหรือไม่ นายสมศักดิ์กล่าวว่า ตนคิดว่าศาลมองตามข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้นจึงทำให้ประเด็นดังกล่าวไม่น่าจะมีมูลความจริง อย่างไรก็ตามทางคณะกรรมการบอร์ด ขสมก.จะได้ข้อสรุปเพื่อจัดการปัญหาของโครงการนี้ในวันที่ 11 เมษายน ตามที่กรอบเวลา 15 วันที่เคยกำหนดไว้ และจะดำเนินการตามมติ ขสมก.ทันทีโดยไม่ยึดโยงคำสั่งศาล.