แรงบันดาลใจจากธรรมชาติ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 28 เม.ย. 2560 11:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/924766


จัดมาเป็นครั้งที่ 15 แล้วสำหรับเทศกาลออกแบบตัดแต่งทรงผมนานาชาติคริสตัล แองเจิล (International Crystal Angel Festival of Hairdressing) จัดขึ้นช่วงกลางเดือน เม.ย.ที่ผ่านมา ณ กรุงเคียฟ เมืองหลวงของประเทศยูเครน เป็นงานที่มีสีสันฉูดฉาดกับศิลปะทรงผมและการลงสีลวดลายบนร่างกายเปลือยเปล่าของนางแบบ ให้บรรยากาศของแฟนตาซีอย่างน่าตื่นตะลึง ซึ่งมีนักออกแบบจากหลายประเทศเข้าร่วมแข่งขันทั้งชาวยูเครน ฝรั่งเศส อิตาลี กรีซ ตุรกี และประเทศอื่นๆอีกมากมาย.

 

ผลสำรวจโพลชี้ มาครงทิ้งห่างเลอเปนขึ้นแท่นประธานาธิบดีฝรั่งเศส

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 28 เม.ย. 2560 07:00

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/925282


เมื่อวันพฤหัสบดีที่ 27 เมษายน สำนักงาน Harris Interactive-Indeed ได้เปิดเผยผลการสำรวจที่จัดทำให้กับสถานีโทรทัศน์รัฐสภาฝรั่งเศส (LCP) ว่า นายเอมมานูเอล มาครง จะได้รับเลือกเป็นประธานาธิบดีฝรั่งเศสในวันอาทิตย์ที่ 7 พฤษภาคม ทิ้งห่างนางมารีน เลอแปนหลายช่วงตัวเลยทีเดียว

ผู้รับสมัครกลุ่มอิสระ อองมาร์ช (En Marche) จะได้รับการลงคะแนนถึง 61% ขณะที่ผู้สมัครจากฟรองท์นาซิอองแนล (Front national) จะได้แนนเสียงเพียง 39% เป็นการสำรวจระหว่างวันที่ 25-27 เมษายน 2017 ขณะที่การสำรวจของสำนักงาน Harris Interactive-Indeed เมื่อคืนวันอาทิตย์ที่ผ่านมาภายหลังการประกาศผลการลงคะแนนรอบแรก นายเอมมานูเอล มาครง มีผู้ตั้งใจจะลงคะแนนให้ถึง 64% ในรอบที่สอง ขณะที่นางมารีน เลอแปน ได้รับคะแนนเสียงเพียง 36% เท่านั้น

การสำรวจเปิดเผยว่า นายมาครงจะได้รับคะแนนถึง 69% จากผู้ที่เลือกนายเบอนัวร์ อามง มี 5% ที่ตั้งใจเลือกนางเลอแปน ขณะที่อีก 26% ยังไม่ได้ตัดสินใจว่าจะเลือกใคร นางมารีน เลอแปนจะได้รับคะแนนอีก 13% จากผู้ที่เลือกนายฌอง-ลุค เมลองชง และอีก 28% จากผู้ที่เลือกนายฟรองซัวส์ ฟิยง โดยนายมาครงจะได้ 45% จากผู้ที่เลือกนายฌอง-ลุค เมลองชง และอีก 42% จากผู้ที่เลือกนายฟรองซัวส์ ฟิยง โดยอีก 42% ของกลุ่มแรก และ 30% ของกลุ่มที่สองจะกาไม่เลือกใคร ปล่อยบัตรขาว หรือไม่ไปลงคะแนน

การสำรวจในครั้งนี้ทำการสำรวจชาวฝรั่งเศสผู้มีสิทธิลงคะแนนเลือกตั้งจำนวน 1,016 คน อายุ 18 ปีขึ้นไป โดยมีการสุ่มจากรายชื่อผู้ลงคะแนนเสียงเลือกตั้งจำนวน 940 คน หลักการจัดสรรโควต้าและการคัดเลือกผู้ตอบคำถามมีการนำตัวแปรต่อไปนี้มาพิจารณาคือ : เพศ อายุ สถานะทางสังคม การประกอบอาชีพ และภูมิภาคของผู้ที่ออกไปเสียงลงคะแนนในรอบแรก การสอบถามความตั้งใจสำหรับการลงคะแนนเสียงรองที่สอง อาจจะมีความคลาดเคลื่อน 3% ผลการสำรวจความตั้งใจที่จะลงคะแนนเสียงให้ใคร ไม่ใช่การทำนายผลการเลือกตั้งแต่อย่างใด เป็นเพียงข้อบ่งชี้ของความกระตือรือร้นและความเคลื่อนไหวของผู้มีสิทธิลงคะแนนในวันที่ดำเนินการสำรวจเท่านั้น

 

วัดแสนยานุภาพกองทัพโสมแดง-มะกัน ใครได้เปรียบหากเกิดสงคราม

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 28 เม.ย. 2560 06:30

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/925273


สถานการณ์โลกโดยเฉพาะที่คาบสมุทรเกาหลีกำลังตึงเครียด หลังจากรัฐบาลสหรัฐฯ ภายใต้การนำของประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ เริ่มแสดงท่าทีไม่อยากใช้ไม้อ่อนอย่างการคว่ำบาตรเพื่อลงโทษเกาหลีเหนือ ที่ยังคงสานต่อความทะเยอทะยานในโครงการนิวเคลียร์และขีปนาวุธ ฝ่าฝืนมติสหประชาชาติและไม่สนเสียงเตือนของนานาประเทศ อีกต่อไป

ทั้งการขู่ว่า การใช้กำลังทหารเป็นหนึ่งในเรื่องที่พวกเขากำลังพิจารณาก็ดี หรือการส่งกองเรือรบนำโดยเรือบรรทุกเครื่องบินและเรือดำน้ำไปยังคาบสมุทรเกาหลีก็ดี ยิ่งทำให้เกิดความวิตกกังวลว่าจะเกิดสงครามขึ้นในภูมิภาคแห่งนี้หรือไม่ แม้หากคิดตามหลักเหตุผลแล้ว ทรัมป์ ไม่น่าที่จะเปิดฉากโจมตีเกาหลีเหนือจริงๆ ก็ตาม แต่ด้วยความที่เขาเป็นคนที่คาดเดาไม่ได้ ทำให้อะไรๆ ก็ไม่แน่นอน

แต่ในกรณีที่เกิดสงครามขึ้นมาจริงๆ ไม่ว่าใครก็คงเดาได้ว่า สหรัฐฯ ซึ่งเป็นประเทศที่ลงทุนงบประมาณทางทหารมากที่สุดในโลก ชนิดที่งบประมาณกองทัพของ 9 ในจาก 10 ประเทศอันดับท็อปรวมกันยังไม่เท่าสหรัฐฯ เลย แล้วเกาหลีเหนือจะเอาอะไรไปสู้ ซึ่งในวันนี้ไทยรัฐออนไลน์ จะพาท่านผู้อ่านไปดูว่า กองทัพเกาหลีเหนือและสหรัฐฯ ดีอะไรบ้าง

กองทัพเกาหลีเหนือ

กองทัพเกาหลีเหนือมีชื่อว่า กองทัพประชาชนเกาหลี (เคพีเอ) มี คิม จอง-อึน เป็นผู้บัญชาการสูงสุดและประธานคณะกรรมาธิการทหารกลาง แบ่งออกเป็น 4 เหล่าทัพคือ กองทัพบก, กองทัพเรือ, กองทัพอากาศ, กองทัพยุทธศาสตร์ขีปนาวุธ มีทหารประจำการทั้งสิ้นประมาณ 1,190,000 นาย มากเป็นอันดับ 4 ของโลก รองจากจีน, สหรัฐอเมริกา และอินเดีย แต่ยังมี กองกำลังเรดการ์ด (Red Guards) กองกำลังกึ่งทหาร ที่มีกำลังพลมากสุดในโลกที่ 5,889,000 คน หรือเกิน 20% ของประชากรทั้งประเทศ

ตามรายงานประจำเป็นเกี่ยวกับขีดความสามารถทางทหารเกาหลีเหนือของกระทรวงกลาโหมสหรัฐฯ ระบุว่า กองทัพบกของเกาหลีเหนือมีรถถัง 4,200 คัน, รถหุ้มเกราะ 2,200 คัน, ปืนใหญ่ 8,600 กระบอก, ปืนครกประมาณ 10,000 กระบอก และเครื่องยิงจรวดแบบหลายลำกล้องอีกมากกว่า 4,800 เครื่อง

ปัจจุบัน เกาหลีเหนือมีรถถังหลักในครอบครองนับสิบรุ่น โดยส่วนใหญ่ผลิตโดยอดีตสหภาพโซเวียตและจีน เช่นรุ่น ไทป์ 59 และ ที-55 ที่มีประจำการกว่า 2,000 คัน แต่ก็มีรถถังหลักที่ดัดแปลงและพัฒนาเองเช่นรถถัง ชอนมา-โฮ ซึ่งผลิตมาประมาณ 1,000 คัน และรถถัง ป็อคปุง-โฮ ซึ่งใช้งานจนถึงปี 2010 นอกจากนี้ ยังมีรถถังเบาอีกอย่างน้อย 3 รุ่น คือ พีที-76, ไทป์ 63 และ พีที-85 กองทัพบกยังมีอาวุธต่อต้านรถถังและอากาศยานอีกหลายรุ่น เช่น เครื่องยิงจรวดอาร์พีจี 2, อาร์พีจี 7, มิซไซล์นำวิถึต่อต้านรถถึง เอที-1 ถึง เอที-5 และเอที-7, ปืนใหญ่ต่อต้านอากาศยาน ซีเอสยู-57-2 เป็นต้น แต่ไม่มีใครทราบจำนวนที่แน่ชัด

ส่วนกองทัพเรือ ตามข้อมูลที่มีการเปิดเผยออกมาในปี 2008 กองทัพเรือเกาหลีเหนือมีเรือประมาณ 810 ลำ แบ่งเป็นเรือยกพลขึ้นบกหลากหลายประเภทจำนวน 456 ลำ เรือฟริเกต 3 ลำ, เรือคอร์เวตต์ 4 ลำ, เรือต่อต้านทุ่นระเบิด 30 ลำ, เรือมิสไซล์ต่อต้านเรือรบ 30 ลำ, เรือตอร์ปีโด 247 ลำ และเรือลาดตระเวนอีก 191 ลำ เกาหลีเหนือยังมีเรือดำน้ำอีกประมาณ 70 ลำ เป็น เรือดำน้ำชั้นโรมีโอ (หนัก 1,800 ตัน) 20 ลำ, เรือดำน้ำชั้น ซัง-โอ (300 ตัน) 40 ลด และเรือดำน้ำขนาดเล็กหนักราว 100 ตัน อีก 10 ลำ

อย่างไรก็ตาม หลังจากเกิดอุบัติเหตุระหว่างการซ้อมรบในทะเลญี่ปุ่นเมื่อปี 2013 เกาหลีเหนือก็พยายามพัฒนาแสนยานุภาพทางทะเลของพวกเขา โดยหลักฐานจากภาพถ่ายดาวเทียมต่างๆ จนถึงตอนนี้ แสดงให้เห็นว่า เกาหลีเหนือมีเรือชั้นใหม่ๆ ปรากฏออกมามากมาย แต่ไม่มีการยืนยันจากทางรัฐบาลเปียงยาง ขณะที่เกาหลีใต้ ซึ่งยังคงอยู่ในภาวะสงครามกับเกาหลีเหนือ ระบุว่า ประเทศปิดแห่งนี้ได้สร้างเรือยกพลขึ้นบกความเร็วสูงชื่อว่า วีเอสวี (Very Slender Vessel) ขึ้นมา โดยมีความเร็วสูงถึง 96 กม./ชม.

ยิ่งกว่านั้น เกาหลีเหนือยังอัพเกรดอาวุธบนเรือของพวกเขา เช่นในปี 2014 รัฐบาลเปียงยางเผยแพร่วิดีโอการยิงจรวดร่อน เคเอช-35 ของรัสเซีย จากเรือลาดตระเวณ เอสอีเอส ของพวกเขาด้วย ในปีเดียวกัน ภาพถ่ายดาวเทียมยังเผยให้เห็นเรือดำน้ำชั้น นงโก ที่มีความยาวถึง 67 ม. ยาวที่สุดที่เกาหลีเหนือเคยสร้างขึ้นมา เรือลำนี้ยังถูกใช้ในการสังเกตการณ์การทดสอบมิสไซล์ เคเอ็น-11 ในทะเลเมื่อปี 2015 ด้วย

กองทัพอากาศเป็นเหล่าทัพที่มีขนาดใหญ่ที่สุดเป็นอันดับ 2 ของเกาหลีเหนือรองจากกองทัพบก มีอากาศยานรุ่นต่างๆ ประจำการประมาณ 1,059 ลำ แบ่งเป็น เครื่องบินรบ 661 ลำ, เครื่องบินลำเลียง 1 ลำ (อันโตนอฟ เอเอ็น-2), เฮลิคอปเตอร์ 232 ลำ เครื่องบินฝึกซ้อม 165 ลำ ส่วนใหญ่ผลิตหรือมีต้นแบบมาจากจีนและโซเวียต พวกเขายังมีโดรนสอดแนมอีกกว่า 300 ลำ และโดรนโจมตีอีก 10 ลำด้วย แต่สื่อเกาหลีใต้รายงานว่า รัฐบาลเปียงยางยังไม่เชี่ยวชาญเทคโนโลยีการติดตั้งอาวุธบนโดรน

ในส่วนของยุทโธปกรณ์ มิสไซล์บนเครื่องบินของเกาหลีเหนือทั้งหมดที่ต้นกำเนิดจากโซเวียต โดยมีมิสไซล์อากาศสู่อากาศนับพันลูก ส่วนใหญ่เป็น เค-13 มิสไซลระยะใกล้นำวิถึด้วยอินฟาเรดของโซเวียต และมิสไซล์ระยะกลาง อาร์-23 ซึ่งศักยภาพใกล้เคียงกับมิสไซล์ เอไอเอ็ม-7 สแปร์โรว์ ของสหรัฐฯ เกาหลีเหนือยังมีจรวดภาคพื้นสู่อากาศ (แซม) เป็นจำนวนมาก โดยเฉพาะ เครื่องยิงจรวดประทับบ่า เอสเอ-7 มีถึง 4,000 เครื่อง และมิสไซล์ระบบป้องกันทางอากาศพิสัยสูง เอส-27 ดีวินา ของโซเวียต อีก 1,950 ลูก

ด้านขีปนาวุธและนิวเคลียร์ของเกาหลีเหนือ พวกเขาใช้ขีปนาวุธภาคพื้นสู่ภาคพื้นที่ออกแบบโดยโซเวียตและจีน รวมทั้งที่ผลิตขึ้นเองภายในประเทศ เกาหลีเหนือมีขีดความสามารถในการยิงขีปนาวุธจาก 4 สถานที่คือ จากไซโล, จากแท่นยิง, จากเครื่องยิงเคลื่อนที่ และจากเรือหรือเรือดำน้ำ ขีปนาวุธที่เกาหลีเหนือครอบครองส่วนใหญ่เป็นขีปนาวุธพิสัยใกล้ แต่ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา เกาหลีเหนือทดสอบยิงขีปนาวุธมากมาย รวมทั้งขีปนาวุธ โรดอง ที่พัฒนามาจากจรวดสกั๊ด มีพิสัยทำการราว 900-1,500 กม.

คาดกันว่าในเกาหลีเหนือมีขีปนาวุธ โรดอง ประมาณ 50-200 ลูก โดย โรดอง เป็นขีปนาวุธที่ผู้เชี่ยวชาญหลายคนระบุว่า เป็นจรวดชนิดเดียวของเกาหลีเหนือ ที่สามารถติดตั้งหัวรบนิวเคลียร์ได้ (หากมีจริง) เนื่องจากประสบความสำเร็จในการทดสอบยิงหลายครั้ง ส่วนขีปนาวุธพิสัยไกล แทโพดอง 1 และ 2 ซึ่งมีพิสัยทำการ 2,500 กม. และ 6,000-10,000 กม. ยังอยู่ในขั้นของการจัดแสดงเทคโนโลยี ยังไม่มีการนำมาใช้จริงหรือประจำการในกองทัพ นอกจากนี้ ยังมีความเป็นไปได้ว่า เกาหลีเหนือครอบครองอาวุธเคมีเอาไว้เป็นจำนวนมาก รวมทั้งสารอันตรายอย่าง แก๊สซาริน และแก๊ซวีเอ็กซ์ แต่ไม่มีใครรู้ข้อมูลในเรื่องนี้มากนัก

กองทัพสหรัฐฯ

กองทัพสหรัฐฯ ชาติมหาอำนาจเศรษฐกิจใหญ่ที่สุดในโลก แบ่งเป็น 5 หน่วยงานคือ กองทัพบก, กองทัพเรือ, กองทัพอากาศ, นาวิกโยธิน และหน่วยยามฝั่ง มีทหารประจำการทั้งหมด 1,301,300 นาย มากเป็นอันดับ 2 ของโลก และมีกำลังสำรองอีกกว่า 800,000 นาย มีฐานทัพอยู่ในประเทศต่างๆ มากว่า 800 แห่งกองทัพสหรัฐฯ ยังมีกองทัพอากาศที่ใหญ่ที่สุดในโลก ส่วนกองทัพอากาศที่ใหญ่ที่สุดลำดับ 2 ของโลกคือกองกำลังทางอากาศของกองทัพเรือสหรัฐฯ และนาวิกโยธินสหรัฐฯ รวมกัน

สหรัฐฯ มีรถถังหลักที่ยังใช้อยู่ในทุกหน่วยประมาณ 8,848 คัน โดยเป็นรถถัง ‘เอ็ม 1 อับรามส์’ รุ่นต่างๆ ขณะที่มีรถหุ้มเกราะหนักราวๆ 41,062 คัน ส่วนรถหุ้มเกราะเบาเช่นรถฮัมวีมีมากกว่า 260,000 คัน มีปืนใหญ่เคลื่อนที่ ประมาณ 2,341 คัน มีเครื่องยิงจรวดต่อต้านอากาศยานเคลื่อนที่ราว 2,130 เครื่องในจำนวนนี้เป็นระบบต่อต้านอากาศพิกัดสูงหรือ ทาด (THAAD) แบบที่ส่งไปเกาหลีใต้ 24 เครื่อง นอกจากนี้ยังมียานพาหนะอื่นๆ เช่นยานพาหนะต่อสู้ไรัพลขับอีกหลายแบบด้วย

ส่วนขุมกำลังทางน้ำ สหรัฐฯ มีเรือรบมากกว่า 440 ลำ ในจำนวนนี้เป็นเรือบรรทุกเครื่องบินชั้น นิมิตซ์ 10 ลำ ส่วนเรือบรรทุกเครื่องบินชั้น เจอรัลด์ อาร์. ฟอร์ด 1 ลำกำลังรอประจำการ อีก 2 ลำกำลังอยู่ระหว่างการสร้าง และมีแผนสร้างเพิ่มอีก 10 ลำในอนาคต นอกจากนี้ยังมีเรือครุยเซอร์ 22 ลำ เรือพิฆาต 63 ลำ ขณะที่มีเรือดำน้ำชั้นต่างๆ อีก 73 ลำ ในจำนวนนี้ 14 ลำเป็นเรือดำน้ำติดตั้งขีปนาวุธ

ด้านแสนยานุภาพทางอากาศของสหรัฐฯ ตามข้อมูลที่สหรัฐฯ เปิดเผยออกมาในปี 2015 พวกเขามีเครื่องบินรถประจำการอยู่มากกว่า 5,137 ลำ ซึ่งรวมไปถึง เครื่องบินจู่โจมภาคพื้น เอ-10ซี (291 ลำ) ซึ่งจะถูกแทนที่ด้วยเครื่องบิน เอฟ-35 ในปี 2028, เครื่องบินทิ้งระเบิด บี-1บี แลนเซอร์ หรือ บี-52เอช สตราโตฟอร์เทรส และเครื่องบินขับไล่ เอฟ-16 (957 ลำ มากที่สุดในกองทัพอากาศสหรัฐฯ) เป็นต้น

นอกจากนั้น สหรัฐฯ ยังมีขีปนาวุธข้ามทวีป 406 ลูก โดยมีขีปนาวุธชื่อว่า ‘แอลจีเอ็ม-30 มินิทแมน’ ( LGM-30 Minuteman) ซึ่งมีขีดความสามารถในการบรรทุกหัวรบนิวเคลียร์ได้ถึง 3 ลูก และยิงได้ไกลถึง 13,000 กม. เป็นขีปนาวุธยิงจากฐานภาถพื้นเพียงชนิดเดียวของประเทศ สหรัฐฯ ยังมีดาวเทียมทหารอีก 63 ดวงด้วย

สงครามจะเกิดจริงหรือ?

ข้อมูลข้างต้นเป็นเพียงข้อมูลคร่าวๆ ไม่มีการเจาะลึกไปยังรายละเอียดด้านขีดความสามารถของอาวุธยุทโธปกรณ์ แต่เพียงตัวเลขจำนวนอาวุธ ก็เห็นได้ชัดแล้วว่า สหรัฐฯ มีความพร้อมกว่ามากหากเกิดสงครามขึ้นจริงๆ อย่างไรก็ดี ผู้เชี่ยวชาญหลายคนเชื่อว่าทั้งเกาหลีเหนือ และสหรัฐฯ หรืออย่างน้อยก็ประธานาธิบดีทรัมป์ ไม่ต้องการให้เกิดสงครามขึ้นจริงๆ เนื่องจากประเทศที่จะได้รับผลกระทบโดยตรงหาใช่สหรัฐฯ แต่เป็นเกาหลีใต้และญี่ปุ่นต่างหาก ทั้งยังจะทำให้ความสัมพันธ์กับจีนและรัสเซียที่ปกติก็ไม่ลงรอยกันอยู่แล้ว เลวร้ายลงไปอีก ไม่ต้องพูดถึงเรื่องปัญหาเศรษฐกิจโลกที่จะเกิดขึ้นตามมา หากญี่ปุ่นเกาหลีใต้ ถูกโจมตีด้วย

ทรัมป์พลิกไม่ถอนตัว NAFTA จี้เจรจาใหม่

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 28 เม.ย. 2560 06:00

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/925241


เมื่อ 26 เม.ย. ทรัมป์เผยกับผู้นำแคนาดาและเม็กซิโกว่า จะไม่ทำลายสนธิสัญญาความตกลงการค้าเสรีอเมริกาเหนือ (NAFTA) ในเวลานี้ แต่จะเร่งให้มีการเจรจากันใหม่ หลังทรัมป์กับทีมที่ปรึกษาเตรียมพิจารณาออกคำสั่งพิเศษถอนตัวจากการเป็นสมาชิก NAFTA

ขณะเดียวกัน นายสตีเฟน มนูชิน รัฐมนตรีคลังของสหรัฐฯ กับนายแกรี คอห์น ประธานฝ่ายที่ปรึกษาด้านเศรษฐกิจสหรัฐฯ ร่วมกันแถลงถึงแผนกระตุ้นเศรษฐกิจที่เรียกว่าเป็นการปฏิรูปภาษีครั้งสำคัญสุดนับแต่ปี 2529 และเป็นอีกหนึ่งการลดภาษีครั้งใหญ่สุดในประวัติศาสตร์ชาติสหรัฐฯ โดยตั้งเป้าว่าจะทำให้การเติบโตทางเศรษฐกิจปีละ 3% แม้ยังขาดเรื่องรายละเอียดที่อาจถูก คัดค้านจาก ส.ส.ในสภา ซึ่งรวมไปถึงสมาชิกพรรครีพับลิกัน ก่อนถึงครบ 100 วัน การดำรงตำแหน่งของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ในวันที่ 28 เม.ย.นี้

ทั้งนี้ แผนการปฏิรูปภาษี หนึ่งในนโยบายหาเสียงของ ปธน.ทรัมป์ ทางรัฐบาลจะลดการจัดเก็บภาษีนิติบุคคลจากปัจจุบัน 35% เหลือเป็น 15% และภาษีรายได้บุคคลธรรมดาจาก 7% เป็น 3% กับการแบ่งจัดเก็บภาษี 10%, 25% และ 35% จากปัจจุบันที่เรียกเก็บสูงสุด 39.6% ขณะที่นักวิเคราะห์มองว่า วิธีลดการจัดเก็บภาษีรายได้นิติบุคคลอาจทำให้รัฐขาดดุลงบประมาณ.

 

หมากลับฝ่าดงศัตรู! เรือดำน้ำอาวุธพิฆาตสหรัฐฯ แผนสยบอหังการเกาหลีเหนือ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 28 เม.ย. 2560 05:30

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/924796


ศักยภาพของ เรือดำน้ำ คือ อาวุธในเชิงลับ เมื่อลงมือแล้วไม่มีใครเค้าบอกกันหรอกว่า จะไปทำภารกิจที่ไหน อย่างไร หรือไปบอกใครว่าเป็นคนทำ เพราะเมื่อทำแล้วก็จะหลบหนีไปแบบไร้ร่องรอย หรือหากคิดจะหายตัวไปเมื่อไหร่ ก็ย่อมทำได้…

เพราะนี่คือ….ยุทธิวิธีของเรือดำน้ำ

ยุทธการ Trump’s attack ที่ได้เริ่มเปิดฉากมา นับตั้งแต่การสั่งยิงโทมาฮอว์กถล่มซีเรีย ในระหว่างดินเนอร์กับประธานาธิบดีสี จิ้นผิง ของจีน และตามมาด้วยการสั่งกองเรือ ที่นำโดย เรือบรรทุกเครื่องบิน USS Carl Vinson มุ่งหน้าไปยังคาบสมุทรเกาหลี และการทิ้งระเบิดอภิมหายักษ์ Mother of all Bomb อวดกล้ามโตๆ ในอัฟกานิสถาน รวมถึงมีการส่ง รองประธานาธิบดี Mike Pence เดินสายทัวร์ขอความร่วมมือจากประเทศพันธมิตร เช่น เกาหลีใต้ ญี่ปุ่น อินโดนีเซีย ก่อนหล่นวาทะอันหน้าเกรงขามที่ว่า…

The Era of Strategic Patience Is Over
ยุคสมัยแห่งการอดกลั้นทางยุทธศาสตร์ได้สิ้นสุดลงแล้ว

ยิงนัดเดียวได้นก 4 ตัว กดดัน รัสเซีย ซีเรีย จีน และ เกาหลีเหนือ อวดชาวโลก (แต่เอากันจริงๆ ที่ถูกบีบหน้าเขียวหน้าเหลืองในขณะนี้ น่าจะเป็นแค่ จีน และ เกาหลีเหนือ)

และล่าสุด ปฏิบัติการ Trump’s attack ได้ดำเนินมาถึงจุดเปราะบางที่สุด สำหรับการที่จะเข้าสู่เงื่อนไขการก่อสงครามเต็มรูปแบบ หรืออาจจะถึงสงครามนิวเคลียร์ แต่ไม่เพราะการมุ่งหน้าไปสู่คาบสมุทรเกาหลี ของกองเรือที่นำโดย เรือบรรทุกเครื่องบินยักษ์ USS Carl Vinson ที่พรั่งพร้อมไปด้วยเครื่องบินรบ 60 ลำ และ เรือคุ้มกันอีก 3 ลำ ประกอบด้วย 1. USS wayne E.Meyer 2. USS Lake Champlain และ 3. USS Michael Murphy

แต่มันเป็นเพราะ …การปรากฏตัวของ เรือดำน้ำ USS Michigan เรือดำน้ำติดหัวรบนิวเคลียร์ และ ขีปนาวุธโทมาฮอว์ก 154 ลูก ที่จู่ๆ ก็โผล่พรวดเดียวมาถึงฐานทัพเรือในเมืองปูซาน ประเทศเกาหลีใต้ จ่อคอหอยชาวโสมแดงอยู่ในเวลานี้!

ท่ามกลางความงุนงงของทั้งชาวโลกและฝ่ายตรงกันข้าม ที่กำลังมะงุมมะงาหรา เงี่ยหูรอฟังการเดินทางของ กองเรือบรรทุกเครื่องบินยักษ์ อย่างใจจดใจจ่อว่า ตกลงแล้วจะมาถึงคาบสมุทรเกาหลีจริงหรือไม่ และเมื่อไหร่กันแน่?

หมากตัวเดียว ที่กำลังเปลี่ยนโฉมเกมยุทธศาสตร์ต่างๆ ที่ทั้ง 3 ประเทศมหาอำนาจ และชาติผู้ร่วมชะตากรรม กำลังเดินอยู่บนเส้นด้ายแห่งการก่อสงครามในคาบสมุทรเกาหลี

วิเคราะห์ยุทธศาสตร์ การเดินหมาก ‘เรือดำน้ำติดอาวุธนิวเคลียร์’ กดดัน ‘ผู้นำโสมแดง’

ในวันนี้ ทีมข่าวเฉพาะกิจไทยรัฐออนไลน์ จะเชิญผู้เชี่ยวชาญมาวิเคราะห์ หมากลับ ทางยุทธศาสตร์ บนกระดานแห่งอำนาจของสหรัฐอเมริกากันว่า ที่สุดแล้ว “หมากลึกลับ” ตัวนี้ จะสามารถกดดันให้ ประธานาธิบดีคิม จอง อึน ของเกาหลีเหนือ ลดความก้าวร้าว หรือยุติความพยายามในการพัฒนาอาวุธนิวเคลียร์ ที่ทำให้ลูกพี่ใหญ่อย่าง พญามังกรจีน ต้องพลอยฟ้าพลอยฝนเดือดเนื้อร้อนใจ กับการรุกคืบเข้ามาของ คาวบอยโดนัลด์ ทรัมป์ ได้หรือไม่?

พล.ร.อ.จุมพล ลุมพิกานนท์ โฆษกกองทัพเรือ ในฐานะผู้ติดตามสถานการณ์ความมั่นคงทางทะเล ให้ความเห็นกับ ทีมข่าวเฉพาะกิจไทยรัฐออนไลน์ ในประเด็นที่ชาวโลกกำลังร้อนๆ หนาวๆ อยู่ในเวลานี้ ว่า …

การปรากฏตัวของ เรือดำน้ำ USS Michigan ที่ฐานทัพเรือเมืองปูซาน ประเทศเกาหลีใต้ จ่อคอหอยเกาหลีเหนือแบบเซอร์ไพรส์นั้น เบื้องต้น จากข้อมูล เรือดำน้ำลำนี้ มีขีดความสามารถยิงขีปนาวุธโทมาฮอว์ก ได้ถึง 154 ลูก และที่สำคัญไปกว่านั้นคือ มันติดหัวรบนิวเคลียร์ได้นับสิบลูก

แต่จุดที่น่าสนใจของมันในเชิงยุทธศาสตร์ก็คือ มันดันเป็นการปรากฏตัวชนิดโลกตะลึง ในขณะที่ฝ่ายตรงข้ามกำลังมัวแต่จับตา และสนใจการปล่อยข่าวเรื่องการเดินทางของ กองเรือที่นำโดย USS Carl Vinson ว่า จะไปถึงคาบสมุทรเกาหลี เมื่อไหร่กันแน่? แต่แล้วจู่ๆ เรือดำน้ำ USS Michigan ที่ไม่รู้มาจากไหน ก็ดำน้ำไปโผล่พรวดเดียวถึง ฐานทัพเรือที่ปูซาน ของเกาหลีใต้

ในเชิงการทหาร เป็นเรื่องที่น่าศึกษาการทำยุทธวิธีการใช้เรือดำน้ำ ในเชิงการเตรียมพร้อมโจมตีและป้องปราบ เป็นอย่างยิ่ง

เพราะมันเป็นเหมือนการส่งสัญญาณคำขู่ ที่แรง ตรง และชัด ไปถึงเกาหลีเหนือว่า

“ฉันมาถึงแล้วนะ และหากฉันหายไปจากท่าเรือ ก็อาจจะไปโผล่โจมตีด้วยอาวุธนิวเคลียร์ถึงประเทศของคุณ เมื่อไหร่ก็ย่อมทำได้!”

หรือเอาง่ายๆ จอดลอยลำอยู่ที่ท่าเรือปูซาน แล้วเปิดท่อยิงถล่มก็ยังได้ เพราะมันอยู่ใกล้เกาหลีเหนือแค่นิดเดียว ในขณะที่อาวุธที่ขนมาด้วย มีอานุภาพการทำลายและระยะยิงหวังผลเหลือเฟือ

เพราะเรือดำน้ำชั้นนี้ของสหรัฐอเมริกา ถือได้ว่าเป็นหนึ่งในเรือดำน้ำชั้นมหากาฬที่สุด สำหรับการโจมตีด้วยอาวุธนิวเคลียร์ แล้ว!

เอาล่ะ ประเด็นการปรากฏตัวของ เรือดำน้ำ USS Michigan ก็น่าห่วงแล้ว แต่ที่น่าห่วงกว่า ก็คือ … การออกปฏิบัติการของเรือดำน้ำของ กองทัพเรือเกาหลีเหนือ ที่ว่ากันว่ามีมากถึง 70 ลำ!

เรือดำน้ำเกาหลีเหนือ 70 ลำ เพ่นพ่านทั่วคาบสมุทรเกาหลี สุดสุ่มเสี่ยงโลกเกิดสงคราม 

วิเคราะห์ ขีดความสามารถของ กองทัพเรือเกาหลีเหนือ

พล.ร.อ.จุมพล กล่าวยอมรับกับทีมข่าวฯ ในประเด็นนี้ว่า “วิเคราะห์ได้ยาก!”

เพราะข้อมูลอะไรก็ตามที่เกี่ยวข้องกับประเทศเกาหลีเหนือ ไม่ค่อยออกมาสู่โลกภายนอกมากนัก แต่การแสดงแสนยานุภาพของอาวุธนานาชนิด ที่ขนออกมาโชว์ในงานเดินพาเหรด วัน DAY OF THE SUN ทั่วกรุงเปียงยาง เมื่อเร็วๆ นี้ ก็น่าจะพอบอกโลกตะวันตกได้แล้วว่า

“พวกเค้าก็ไม่ธรรมดาเช่นกัน”

โดยเฉพาะข่าวล่าสุดที่ออกมาว่า เรือดำน้ำของกองทัพเรือเกาหลีเหนือ ที่มีมากถึง 70 ลำนั้น ปัจจุบันได้หายออกไปจากฐานทัพแล้ว ซึ่งประเด็นนี้เป็นที่น่ากังวลต่อสถานการณ์ความอ่อนไหวบนคาบสมุทรเกาหลีเป็นอย่างยิ่ง!

เพราะเป็นที่ทราบกันดีว่า เรือดำน้ำ นั้น คาดเดาการเคลื่อนไหวได้ยาก และมักจะไปโผล่ในจุดที่อยากจะโผล่อยู่เสมอๆ ซึ่งไอ้จุดที่ว่านี้ก็มักจะเป็นจุดที่เสี่ยงต่อการปะทะเสียด้วย ที่สำคัญ โดยปกติการเข้าโจมตีของเรือดำน้ำ มักจะไม่เปิดเผยตัวตน เมื่อโจมตีเสร็จก็หลบหนี พูดง่ายๆ คือ จับมือใครดมได้ยาก

เช่นนั้นแล้ว หากจู่ๆ กองเรือของกองทัพสหรัฐฯ เกิดถูกโจมตี แม้จะไม่แน่ชัดว่าเป็นฝีมือของเรือดำน้ำเกาหลีเหนือ หรือไม่?

แต่นั่น อาจเป็นเหตุให้ กองทัพสหรัฐฯ เปิดฉากทำสงครามกับเกาหลีเหนือได้เลย โดยใช้ข้ออ้างที่ว่า ต้องป้องกันตัวเองเนื่องจากถูกโจมตีก่อน

เรือดำน้ำเกาหลีเหนือ มีขีดความสามารถถึงขนาดติดหัวรบนิวเคลียร์ ได้แล้วหรือยัง? 

โฆษกกองทัพเรือ ซึ่งติดตามประเด็นร้อนบนคาบสมุทรเกาหลีมาโดยตลอด ตอบคำถามนี้ของทีมข่าวฯ ว่า …จากข้อมูลล่าสุด ยังไม่มีความชัดเจนว่า เรือดำน้ำเกาหลีเหนือ มีขีดความสามารถถึงขนาดติดหัวรบนิวเคลียร์ได้แล้วหรือไม่

แต่ที่แน่ๆ ในการทดสอบอาวุธเมื่อไม่นานมานี้ เกาหลีเหนือ แสดงให้เห็นแล้วว่า มีอาวุธนำวิถีจากใต้น้ำสู่ผิวน้ำแล้ว ส่วนจะมีติดตั้งในเรือดำน้ำแล้วกี่ลำ ข้อมูลในจุดนี้ยังไม่มีความชัดเจน

วิเคราะห์หมากพญาอินทรี ไฉน ต้องส่งกองเรือรบมุ่งหน้าไปคาบสมุทรเกาหลี

การเคลื่อนกองเรือ ที่นำโดย เรือบรรทุกเครื่องบิน USS Carl Vinson ไปยังคาบสมุทรเกาหลีนั้น ส่วนตัวมองว่าเป็นหนึ่งในความพยายามต้องการแสดงกำลังอำนาจของกองทัพสหรัฐฯ เหมือนทุกครั้งที่เกิดวิกฤติการณ์อย่างหนึ่งอย่างใดบนโลก ก็มักจะมีการสั่งกองเรือบรรทุกเครื่องบิน ที่ประกอบด้วย เรือบรรทุกเครื่องบิน และ เรือเรือคุ้มกัน 2-3 ลำ ไปยังจุดที่กำลังเกิดวิกฤติการณ์ เพื่อแสดงให้ชาวโลกและฝ่ายตรงข้ามได้เห็นถึงอำนาจของตำรวจโลกอย่างสหรัฐอเมริกา ว่า

“อย่านะ หากคิดจะทำอะไรจงคิดดูให้ดีเสียก่อน เพราะฝ่ายฉันพร้อมรบ และเอาจริงนะ”

เปรียบเทียบภาพให้เห็นชัดขึ้นก็คือ โจรจะมาปล้นบ้านใช่ไหม? ก็เอากำลังตำรวจไปตรวจตราเสียหน่อย ซึ่งเป็นวิถีปกติที่ประเทศมหาอำนาจอย่าง สหรัฐอเมริกา รัสเซีย และ จีน มักจะนำมาใช้ในการปกป้องผลประโยชน์ของตัวเอง ในภูมิภาคต่างๆ ของโลก

เรือแค่ 4 ลำ มันจะมีอิทธิฤทธิ์อะไรมากมายถึงเพียงไหน?

พูดกันแบบตรงไปตรงมา หมู่กองทัพเรือของกองทัพสหรัฐฯ ที่นำโดยเรือบรรทุกเครื่องบิน USS Carl Vinson ซึ่งกำลังมุ่งหน้าไปคาบสมุทรเกาหลีในเวลานี้ มีขีดความสามารถที่จะบุกเข้ายึดประเทศขนาดเล็กได้เลยด้วยซ้ำไป! โฆษก ทร.ตอบแบบเสียงดังฟังชัด

ประเทศเล็กๆ ยึดได้ แต่ เกาหลีเหนือ มีอาวุธและกำลังทหาร ไม่เป็นรองใครในโลก?

ใช่ เค้าไปน่ะ 4 ลำจริง! ….แต่ที่มีอยู่แล้ว ทั้งที่ ฐานทัพเรือในญี่ปุ่น และ เกาหลีใต้ อีกล่ะ หากเกิดอะไรขึ้นกับหมู่เรือที่นำโดย USS Carl Vinson พักเดียวเท่านั้นแหละ กำลังเรือรบที่อยู่ในบริเวณนั้นก็ออกมาเต็มทะเลหมดแล้ว

คำขู่เกาหลีเหนือ ขีดเส้น RED LINE หากกองเรือสหรัฐฯ ที่นำโดย USS Carl Vinson เข้ามาในคาบสมุทรเกาหลี โดนโจมตีแน่!

พล.ร.อ.จุมพล ถอนหายใจ ก่อนตอบคำถามนี้ว่า สำหรับประเด็นนี้ อยากวิเคราะห์ว่า ในเมื่อมีการปล่อยข่าวของกองทัพสหรัฐอเมริกา ออกมาล่วงหน้าตั้งนานแล้วว่า กองเรือดังกล่าวกำลังมุ่งหน้าไปคาบสมุทรเกาหลี ซึ่งจะเท่ากับเป็นการคุกคามโดยตรงต่อเกาหลีเหนือ แต่ปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นตามมาก็คือ รัสเซีย ได้สั่งให้มีการซ้อมรบในบริเวณใกล้เคียง ในขณะที่ จีน ส่งกำลังทหารเข้าประชิดพรมแดนของเกาหลีเหนือ เพื่อเป็นการแสดงออกเชิงสัญลักษณ์ให้สหรัฐอเมริกา ได้เห็นว่า อย่านะ เรายังสนับสนุนเกาหลีเหนืออยู่นะ

ฉะนั้น กองเรือที่นำโดย USS Carl Vinson จะเข้าจริงหรือไม่ หรือไปแล้ว ไปได้ใกล้สุดแค่ไหน จุดนี้ต้องอยู่ที่มหาอำนาจทั้งสามประเทศ เค้าจะ BALANCE OF POWER กันเอง

ยุทธการ Trump’s attack ส่งเรือดำน้ำบุก คราวนี้แค่ขู่ หรือ มะกันเอาจริงแล้ว!

ตอบยาก แต่ทั้งหมดนี้มันก็ขึ้นอยู่กับตัวละครเพียงสองคน นั่นก็คือ ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐอเมริกา และ ประธานาธิบดีคิม จอง อึน ของเกาหลีเหนือ ว่าจะตัดสินใจอย่างไร?

แต่ส่วนตัว มีความรู้สึกว่า … ทั้งประธานาธิบดีทรัมป์ และ ผู้นำเกาหลีเหนือ ไม่ธรรมดาทั้งคู่ เพราะค่อนข้างเดาใจได้ยาก และที่สำคัญ มักพร้อมที่จะแสดงอะไรออกมาแบบ น่าประหลาดใจ ได้เสมอ! พล.ร.อ.จุมพล กล่าวสรุป

ทีมข่าวเฉพาะกิจไทยรัฐออนไลน์ รายงาน

 

อินเดียแบน 22 สื่อสังคมออนไลน์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 28 เม.ย. 2560 05:20

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/925240


เมื่อ 26 เม.ย. รัฐบาลเวียดนามเผยว่า ทางเฟซบุ๊กจะร่วมมือกับรัฐบาลป้องกันเนื้อหาที่เข้าข่ายละเมิดกฎหมายเวียดนามที่ปรากฏบนเฟซบุ๊ก หลังเมื่อเดือน ก.พ.ที่ผ่านมา รัฐบาลเวียดนามติติงเนื้อหารุนแรงและบทความต่อต้านรัฐบาลบนเว็บไซต์ ทั้งเฟซบุ๊กและยูทูบของกูเกิล ว่าเป็น “สารพิษ” พร้อมกดดันให้เอกชนท้องถิ่นภายในประเทศถอนโฆษณาออกจากเว็บจนกว่าสองสื่อโซเชียลมีเดียจะหาวิธีแก้ไขปัญหา ขณะที่รัฐบาลอินเดียแบนสื่อสังคมออนไลน์ 22 เว็บไซต์รวมเฟซบุ๊ก ทวิตเตอร์ และวอทส์แอพ เป็นเวลา 1 เดือน หลังมีคลิปความรุนแรง มีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 9 ราย จากเหตุปะทะกับเจ้าหน้าที่ในแคว้นแคชเมียร์

ขณะเดียวกัน ตำรวจแคนาดาเข้าสืบสวนสอบสวนคลิปวีดิโอทุบตีผู้หญิงคนหนึ่งที่เผยแพร่ในเว็บไซต์เฟซบุ๊ก สื่อสังคมออนไลน์ ซึ่งอาจเชื่อมโยงถึงเหตุฆาตกรรมหญิงสาวอายุ 19 ปี ในเขตพื้นที่แซ็กคีน เฟิร์ส เนชั่น ในรัฐมานิโตบาเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมาหรือไม่ ซึ่งต่อมาเจ้าหน้าที่ตั้งข้อหาเจตนาฆ่ากับหญิง 2 คน วัย 16 และ 17 ปี โดยคลิปดังกล่าวเห็นคนหนึ่งเตะบริเวณใบหน้าของเหยื่อสาว ส่วนอีกคนจับล็อกแขนเธอไว้ข้างหลังป้องกันการดิ้นรนขัดขืน และมีการเผยแพร่โดยตรงกับกลุ่มคนในเฟซบุ๊ก ไม่ได้โพสต์ให้สาธารณะเห็น ถือเป็นอีกหนึ่งปัญหาของทางเฟซบุ๊ก หลังเกิดเหตุในเมืองไทย พ่อฆ่าลูกวัย 11 เดือนของตัวเองออกอากาศสดผ่านเฟซบุ๊ก และอยู่บนแพลตฟอร์มนาน 24 ชม. ก่อนถูกลบทิ้ง.

 

มาครงหรือเลอ แปน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย นิติการุณย์ มิ่งรุจิราลัย 28 เม.ย. 2560 05:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/924298


พฤหัสบดีเมื่อวาน ร.ต.อ.ดร.นิติภูมิธณัฐ มิ่งรุจิราลัย พูดที่ปทุมธานี 2 รอบ 6 ชั่วโมง เช้า-บ่าย ส่วน 13.00-16.00 น. ของศุกร์วันนี้ กรมส่งเสริมการเกษตร กระทรวงเกษตรฯ เชิญพูด “ผู้นำการเปลี่ยนแปลง : คุณลักษณะที่พึงประสงค์” รับใช้ประธาน ศพก. 159 คน ที่โรงแรมเนวาด้า คอนเวนชั่น อ.เมือง จ.อุบลราชธานี

สำหรับคอการเมืองระหว่างประเทศ ขณะนี้ไม่มีอะไรน่าสนใจเท่ากับการหาเสียงเลือกตั้งประธานาธิบดีฝรั่งเศสรอบที่สองแล้วครับ การเลือกตั้งครั้งนี้ นักการเมืองจากพรรคหลักๆ ร่วงกันตั้งแต่รอบแรกอย่างไม่น่าเชื่อ อดีตที่ผ่านมา คนฝรั่งเศสจะไว้เนื้อเชื่อใจพรรคเก่าแก่อย่างพรรคสังคมนิยม ที่แรกเริ่มเดิมทีเป็นองค์การกรรมกรสากลสาขาฝรั่งเศส ก่อตั้งตั้งแต่ พ.ศ.2448 และมาเปลี่ยนเป็นพรรคสังคมนิยมตั้งแต่ พ.ศ.2512

ผู้อ่านท่านจำนายฟร็องซัว มิตเตร็อง ที่ชนะเป็นประธานาธิบดีฝรั่งเศสถึง 2 สมัยได้นะครับ ท่านผู้นี้มาจากพรรคสังคมนิยม หรืออย่างประธานาธิบดีฟร็องซัว โอลล็องด์ ก็มาจากพรรคสังคมนิยมเหมือนกัน แต่การเลือกตั้งรอบแรกเมื่อ 23 เมษายน 2560 นายเบอนัว อามง ผู้สมัครพรรคสังคมนิยม มือไม่ถึง ก็จึงตกรอบไป

พรรคซ้ายในฝรั่งเศส นอกจากจะมีพรรคคอมมิวนิสต์ฝรั่งเศสและพรรคสังคมนิยมแล้ว ยังมีพรรคพลังสาธารณรัฐและพลเมือง พรรคสีเขียว ฯลฯ

ส่วนพรรคฝ่ายขวาในฝรั่งเศส ก็มีพรรคยูดีเอฟ ผู้สมัครจากพรรคนี้ที่เคยได้รับเลือกตั้งเป็นประธานาธิบดีก็คือนายวาเลรี ชิสการ์ เดสแต็ง นอกจากนั้น ยังมีพรรครวมพลังมวลชนของอดีตประธานาธิบดีชัก ชีรักและอดีตประธานาธิบดีนิโกลา ซาร์โกซี และพรรคพลังเพื่อฝรั่งเศส

พรรคของพวกขวาจัดก็มีพรรคพลังสาธารณรัฐแห่งชาติ และพรรคแนวร่วมแห่งชาติ ที่ตั้งเมื่อ พ.ศ.2515 โดยนายช็อง-มารี เลอ แปน พ่อของนางมารีน เลอ แปน คนที่ได้ที่สองในการเลือกตั้งรอบแรก และมีสิทธิ์ไปชิงชัยในรอบที่ 2 ในวันที่ 7 พฤษภาคม 2560

ก่อนที่ผมจะกดแป้นคอมพิวเตอร์เขียนคอลัมน์วันนี้ นางมารีน เลอ แปน ประกาศพักตำแหน่งผู้นำพรรคชาตินิยมขวาจัดแนวร่วมแห่งชาติแล้วครับ เธอต้องการชูภาพลักษณ์ไม่ฝักใฝ่ฝ่ายใด เพื่อต้องการคะแนนไหลมาจากฝ่ายต่างๆ ที่ไม่ใช่พวกขวาจัด การลาออกจากตำแหน่งหัวหน้าพรรค ทำให้นางเลอ แปน สามารถเปลี่ยนนโยบายและแคมเปญการหาเสียงได้อย่างอิสระไม่ต้องอิงตามนโยบายพรรค

ถ้าไม่พักตำแหน่งหัวหน้าพรรคแนวร่วมแห่งชาติ ผมว่านางเลอ แปน ชนะยาก เพราะพรรคสังคมนิยมของอดีตประธานาธิบดีฟร็องซัว มิตเตร็อง และของประธานาธิบดีฟร็องซัว โอลล็องด์ รวมทั้งพรรคเลส์ เรพุบลิแกง ประกาศหนุนนายมาครงกันแล้ว คนพวกนี้กลัวว่าถ้านางเลอ แปน ได้เป็นประธานาธิบดี เธอจะมีนโยบายแข็งกร้าวแบบทรัมป์ และจะไม่สนใจสหภาพยุโรป ซึ่งจะทำให้ฝรั่งเศสถูกโดดเดี่ยว

ผู้อ่านท่านหนึ่งถามมาในไลน์ไอดี @LGJ0596P ว่า “ทำไมคนฝรั่งเศสไว้ใจนายมาครงซึ่งไม่เคยลงเลือกตั้งมาก่อนแถมยังก่อตั้งขบวนการอ็องมาร์ชได้เพียงปีเดียว?”

ผมว่าคะแนนนายมาครงพุ่งเพราะแอบได้รับการหนุนจากผู้คนสหภาพยุโรปหลายประเทศที่ไม่อยากให้สหภาพยุโรปอ่อนแอ เรื่องดีๆ ของนายมาครงจึงถูกแพร่ขยายกระจายไปตามสื่อต่างๆ ทั้งสื่อกระแสหลักและโซเชียลมีเดียอย่างที่ตัวแกเองหรือขบวนการอ็องมาร์ชของแกแทบไม่ต้องทำอะไร

ผู้นำประเทศสมาชิกสหภาพยุโรปแสดงออกว่าหนุนนายมาครงอย่างชัดเจน พอรู้ว่าชนะรอบแรก นางแมร์เคิล นายกรัฐมนตรีเยอรมนี ก็แสดงความยินดีออกสื่อ ตามมาด้วยนายฌอง โคลด จุงเกอร์ ประธาน คณะกรรมาธิการยุโรป

แต่ไม่ว่านายมาครง หรือนางเลอ แปน ชนะเลือกตั้งได้เป็นประธานาธิบดี ผมว่าปวดหัวทั้งคู่ เพราะขบวนการอ็องมาร์ชของนายมาครงไม่มี ส.ส.ในสภาเลยแม้แต่คนเดียว ส่วนพรรคของนางเลอ แปน ก็มี ส.ส.อยู่ในสภาแค่ 2 คน ไม่มี ส.ส. ก็ไม่รู้ว่าจะบริหารประเทศราบรื่นได้อย่างไร

ฝรั่งเศสปกครองด้วยระบอบประชาธิปไตยแบบสาธารณรัฐ ปัจจุบันอยู่ในสาธารณรัฐที่ 5 ที่นายพลชาร์ล เดอ โกลล์ เป็นผู้นำในการจัดทำ ร่างรัฐธรรมนูญและได้รับการยอมรับจากประชาชนด้วยการลงประชามติเมื่อ 29 กันยายน และมีการประกาศใช้อย่างเป็นทางการเมื่อ 4 ตุลาคม 2501 เรียกว่า “รัฐธรรมนูญแห่งสาธารณรัฐที่ 5” เป็นรัฐธรรมนูญฉบับที่ 15 ของฝรั่งเศส ประธานาธิบดีคนแรกของสาธารณรัฐที่ 5 ก็คือ นายพล ชาร์ล เดอ โกลล์ เดิมประธานาธิบดีฝรั่งเศสมีวาระ 7 ปี เรียกว่าเซ็ตเต็นนา แต่เมื่อ 2 ตุลาคม 2543 มีการแก้ไขรัฐธรรมนูญให้ประธานาธิบดีมีวาระ 5 ปี เรียกว่าแก็งเก็นนา

อีกไม่กี่วันก็รู้แล้วละครับ ว่าใครจะได้เป็นผู้นำฝรั่งเศส.

นิติการุณย์ มิ่งรุจิราลัย
songlok1997@gmail.com

 

ก.ม.เพื่อเพศสภาพ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ฤทัยรัช จันทร์เพ็ญ 28 เม.ย. 2560 05:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/924354


ทุกอาทิตย์ น้องฮุนห์ หน่า อัน จะต้องเจอเรื่องกล้ำกลืน 2 เรื่อง คือ ควักเงินเดือนตุนซื้อของกินของใช้ หรือไม่ก็ไปตลาดมืดเพื่อฉีดฮอร์โมนผู้หญิง “เอสโตรเจน” กับ “โปรเจสเตอโรน” เพื่อไม่ให้หนวดเคราบริเวณใบหน้างอกขึ้นมา

บางเดือนต้องใช้เงินเกือบครึ่งหนึ่งของเงินเดือน 100 เหรียญยูเอส หรือขัดสนก็จำต้องยืมเพื่อน ส่วนที่บ้านก็ตัดตั้งแต่ หน่า อัน หนีออกจากบ้าน “พ่อแม่ยังมองว่าชั้นเป็นคนติดเชื้อโรค และไม่ยอมรับว่าเป็นผู้หญิง”

เพราะเกิดมามีเพศสภาพที่เป็นผู้ชายแต่หมดปัญญาไปผ่าตัดแปลงเพศ หนุ่มอยากสวย อาชีพขายอาหารข้างทาง และเป็นนักร้องพาร์ตไทม์ อายุ 21 คนนี้ เลยต้องจิ้มเข็มฉีดยาบำรุงฮอร์โมนที่มาจากเมืองไทยเอง เพราะถ้าไม่ฉีด เพศที่แท้จริงก็กลับมาเยือน

หน่า อัน ก็มีชะตาชีวิตเหมือนกะเทยอีกหลายพันคนในเวียดนาม ที่สนองจิตตัวเอง พึ่งพาฮอร์โมน และผ่าตัดแปลงเพศ ทั้งที่เป็นเรื่องผิด ก.ม. แถมเสี่ยงและอาจเป็นอันตรายต่อร่างกาย แม้แต่หน่า อัน เอง ก็มีหมอเตือนว่า ฉีดฮอร์โมนพวกนี้มากๆ ระวังตับพัง เลือดอุดตัน ความดันเลือดสูง!!

ไม่เหมือนกับสาวหล่อ หรือ “ทอม” ซึ่งหาซื้อฮอร์โมนเพศชายได้ง่ายกว่า จนกลายเป็นเรื่องธรรมดาที่จะถามหาตามเคาน์เตอร์อาหารเสริม ขอซื้อวิตามินเพิ่มกล้ามเนื้อ หรือยากระตุ้นทางเพศ

ส่วน เจสสิกา เหงียน สตรีข้ามเพศ รวบรวมเงินผ่าตัดแปลงเพศ 4,000 เหรียญยูเอส หรือราวๆแสนสาม เสริมหน้าอกอีก 1,800 เหรียญยูเอส หรือ 6 หมื่นกว่าบาท กลายเป็นหญิงสมใจ แต่ก็เคยเจอเรื่องร้ายๆ เกิดฝีเป็นรอยแผลเป็น หลังฉีดฮอร์โมนเข้าที่หลัง เพื่อนของนางเองก็เข้าๆออกๆ รพ.

ขณะที่รัฐบาลก็ออก ก.ม.หายากเชิงสังคมก้าวหน้า โดยบัญญัติไว้ว่าจะอนุญาตให้เปลี่ยนเพศสภาพตัวเองอย่างถูกต้อง ซึ่งจะทำให้ชุมชนกะเทย 300,000 คนสามารถเข้าถึงสุขอนามัยดีขึ้น…ซึ่งต้องรอประกาศใช้อย่างเร็วสุดอีก 2 ปี

หากวันนั้นมาจริง เวียดนามก็จะเป็นประเทศแรกๆในอาเซียน ส่วนกลุ่มนักเคลื่อนไหวก็อยากให้ ก.ม.นี้ครอบคลุมให้กว้างสุดเท่าที่เป็นได้ ซึ่ง สธ.เองก็กำลังพิจารณาเรื่องฉีดฮอร์โมนกับผ่าตัดแปลงเพศให้อยู่รวมข้อกฎหมายนี้ด้วยหรือไม่

แต่อย่าลืมว่ายังมีอุปสรรคข้อกฎหมายอื่น บวกกับอุปสรรคด้านวัฒนธรรม แบบแผน ประเพณี…

ฤทัยรัช จันทร์เพ็ญ

 

แบดเจอร์เจาะถนนจนป่นปี้

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ดอย ดอกฝิ่น 28 เม.ย. 2560 05:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/924320


หมู่บ้าน “ชิงเกิ้ล สตรีท” ชุมชนชนบทเล็กๆของชาวผู้ดีอังกฤษ ตั้งอยู่ชายทะเลฝั่งซัฟฟอล์ค ห่างจากเมืองอิปสวิชราว 20 กม. มีถนนติดต่อกับโลกภายนอกเพียงสายเดียว

แล้วจู่ๆก็เกิดเหตุไม่คาดฝัน เมื่อถนนหลายช่วงยุบเป็นหลุมเป็นโพรงขนาดใหญ่ ยวดยานที่พอคืบคลานผ่านเส้นทางนี้ได้ก็เฉพาะรถขนาดความกว้างน้อยกว่า 2.5 เมตร ส่วนรถตู้และรถบรรทุกห้ามผ่านเข้าออก จึงมิอาจลำเลียงอาหารเครื่องอุปโภค บริโภคเข้าไปส่งคนในหมู่บ้านได้

ส่งผลให้ชุมชนนี้ถูกตัดขาดจากโลกภายนอกด้านของกินเครื่องใช้ไปโดยปริยาย ทีมงานวิศวกรทางหลวงรีบสำรวจตรวจสอบ พบอุโมงค์และโพรงมากมายอยู่ใต้พื้นถนน

สภาตำบลซัฟฟอล์คและคณะวิศวกรสรุปว่าความเสียหายเกิดจาก “ครอบครัวแบดเจอร์” ที่คาดว่าคงมีจำนวนไม่น้อย ช่วยกันทำโพรงอยู่อาศัยและสร้างรังผลิตประชากร

และน่ากลุ้มใจสุดๆคือหากกำจัดแบดเจอร์ ผู้กระทำต้องรับโทษานุโทษติดคุกหัวโต เพราะสัตว์ชนิดนี้ได้รับการคุ้มครองตามกฎหมายจ้ะ.

ดอย ดอกฝิ่น

 

รอบโลก 27/04/60

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 28 เม.ย. 2560 05:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/925144


อูเบอร์ล่วงเกินเหยื่อ

ลอสแอนเจลิส-เมื่อ 26 เม.ย. อัยการสหรัฐฯ ตั้งข้อหาเพื่อดำเนินคดีกับนายแองเจิล ซานเชส อายุ 36 ปี พนักงานขับรถแท็กซี่ของ “อูเบอร์” แอพพลิเคชั่นที่ให้บริการรถร่วมโดยสารออนไลน์ ด้วยการล่วงละเมิดทางเพศผู้โดยสารหญิงภายในรถ ระหว่างเรียกใช้บริการเพื่อให้ไปส่งที่บ้านในเมืองซานตา แอนา รัฐแคลิฟอร์เนีย ในสหรัฐฯ หลังเสร็จการประชุมของทางบริษัทฯที่เมืองนิวพอร์ต บีช รัฐเดียวกัน หากศาลพิจารณาว่ามีความผิดจริง โทษสูงสุดจำคุก 8 ปี ด้านโฆษกของทางอูเบอร์เผย ทางบริษัทพร้อมให้ความร่วมมือกับเจ้าหน้าที่ เบื้องต้น ห้ามนายซานเชสขับรถกับทางอูเบอร์ไว้แล้ว.

ยูไนเต็ดเพิ่มค่าสละที่นั่ง

นิวยอร์ก-เมื่อ 27 เม.ย. สายการบินยูไนเต็ด แอร์ไลน์ส ประกาศจะเพิ่มเงินชดเชยสำหรับผู้โดยสารที่สมัครใจสละเก้าอี้ในกรณีที่มีการจำหน่ายตั๋วโดยสารเกิน จากเดิม 1,000 เหรียญสหรัฐฯ เป็น 10,000 เหรียญสหรัฐฯ เริ่มมีผลวันศุกร์ 28 เม.ย. รวมถึงการลดจำหน่ายตั๋วเกินและมุ่งสร้างความพึงพอใจให้กับลูกค้ามากขึ้น หลังสายการบินคู่แข่ง เดลตา แอร์ไลน์ เตรียมเสนอเงินชดเชยกรณีเดียวกัน 9,950 เหรียญสหรัฐฯ ทั้งนี้ เพื่อเป็นการกู้ชื่อเสียงของทางยูไนเต็ดฯ จากเหตุคลิปฉาวกับพฤติกรรมของพนักงาน และกระต่ายยักษ์ที่เสียชีวิตระหว่างเดินทางบนเครื่องบิน.

รวบนัก ปชต.ฮ่องกงอีก 9

ฮ่องกง-กลุ่มนักเคลื่อนไหวเรียกร้องประชาธิปไตยในฮ่องกง 9 คนถูกเจ้าหน้าที่จับกุมตัว เมื่อ 27 เม.ย. จากเหตุประท้วงต่อต้านรัฐบาลจีน ท่ามกลางกระแสวิตกกังวลเรื่องเสรีภาพบนเกาะฮ่องกงที่ตกเป็นภัยคุกคามจากจีน ยิ่งทำให้กลุ่มนักเคลื่อนไหวบางคนออกมาเรียกร้องปกครองตนเองหรือแยกตัวออกจากจีนอย่างเด็ดขาด ทั้งนี้ นายโจชัว หว่อง แกนนำกลุ่ม เชื่อว่าการกวาดล้างกลุ่มนักเคลื่อนไหวครั้งนี้ก็เพราะไม่ต้องการให้เกิดการประท้วงช่วงที่ประธานาธิบดีสี จิ้นผิง ของจีน เดินทางเยือนเกาะฮ่องกงวันครบรอบ20 ปี อังกฤษคืนเกาะฮ่องกงให้กับจีนวันที่ 1 ก.ค.นี้.

ออสซี่หวั่นนิสัยดื่มหนัก

แคนเบอร์รา-ผลการสอบถามความคิดเห็นทางออนไลน์ โดยกองทุนด้านการศึกษาและวิจัยเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ออสเตรเลีย พบว่า 92% เชื่อว่า การดื่มแอลกอฮอล์เป็นสาเหตุหลักที่ทำให้เกิดการทะเลาะเบาะแว้งภายในครอบครัว ซึ่งจากข้อมูลรายปีพบว่ามี
ผู้เสียชีวิต 5,500 คน เข้าโรงพยาบาล 160,000 คน และถูกทำร้ายร่างกาย 70,000 คน.