อสค.เพิ่มกำลังผลิต‘นมวัวแดง’ ติดตั้งเครื่อง‘ไฮสปีด’เพิ่มศักยภาพรองรับน้ำนมดิบเกษตรกร

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/257588

วันพฤหัสบดี ที่ 23 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2560, 06.00 น.

ดร.ณรงค์ฤทธิ์ วงศ์สุวรรณ ผู้อำนวยการองค์การส่งเสริมกิจการโคนมแห่งประเทศไทย (อ.ส.ค.) เปิดเยว่า ขณะนี้ อ.ส.ค.ได้เริ่มเดินเครื่องบรรจุนม ยูเอชที แบบไฮสปีด (High Speed) ที่ติดตั้งใหม่ในโรงงานแปรรูปผลิตภัณฑ์นม 2 แห่ง แล้ว คือ โรงงานนม อ.ส.ค.ภาคกลาง อำเภอมวกเหล็ก จังหวัดสระบุรี จำนวน 3 เครื่อง มีกำลังการผลิต 24,000 กล่อง/ชั่วโมง/เครื่อง จากเครื่องเดิมที่เป็นแบบโลว์สปีด (Low Speed) กำลังผลิตชั่วโมงละ 5,000 กล่อง/เครื่อง สามารถรองรับปริมาณน้ำนมดิบได้สูงขึ้นจาก 210-220 ตัน/วัน เพิ่มเป็น 250-300 ตัน/วัน และโรงงานนม อ.ส.ค.ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ จังหวัดขอนแก่น จำนวน2 เครื่อง โดยกำลังผลิต 7,500 กล่อง/ชั่วโมง/เครื่อง สามารถรองรับน้ำนมดิบได้เพิ่มขึ้นจากเดิม 120 ตัน/วัน เป็นวันละ 150 ตัน

การนำเครื่องบรรจุแบบไฮสปีดมาใช้ทำให้โรงงานแปรรูปนม อ.ส.ค.ทั้ง 5 แห่ง มีศักยภาพรองรับน้ำนมดิบของเกษตรกรผู้เลี้ยงโคนมที่เป็นสมาชิกสหกรณ์และศูนย์รวบรวมนมดิบ ประมาณ 48 แห่ง ที่ลงนามบันทึกข้อตกลงการบริหารจัดการน้ำนมโค (MOU) กับ อ.ส.ค.ได้สูงถึง 700-750 ตัน/วัน จากปัจจุบันที่มีน้ำนมดิบเข้าสู่โรงงานแปรรูปเฉลี่ยวันละ 600 ตัน ซึ่งเป็นการขยายกำลังผลิตเตรียมพร้อมรองรับปริมาณน้ำนมโคโดยรวมที่คาดว่า จะเพิ่มขึ้นไม่น้อยกว่า 10% ต่อปี และเป็นการเตรียมรับมือปัญหานมดิบล้นตลาดและราคาตกต่ำที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต

“นอกจากนั้น ยังเป็นการบริหารจัดการความเสี่ยงของ อ.ส.ค. และช่วยสร้างความมั่นใจและลดความเสี่ยงในการประกอบอาชีพให้กับสหกรณ์และเกษตรกรผู้เลี้ยงโคนม พร้อมยกระดับประสิทธิภาพการผลิต ลดความสูญเสียจากการผลิต และพัฒนาขีดความสามารถการแข่งขันให้กับผลิตภัณฑ์นมไทย-เดนมาร์ค ในตลาดทั้งภายในและต่างประเทศด้วย” ผอ.อ.ส.ค.กล่าว

อย่างไรก็ตาม ขณะนี้ อ.ส.ค.ได้เตรียมการพัฒนาเครื่องบรรจุนม ยูเอชทีในโรงงานแปรรูปนม อ.ส.ค.เพิ่มเติมอีกเพื่อขยายกำลังผลิตต่อเนื่อง อาทิ โรงงานนมอ.ส.ค.ภาคใต้ อำเภอปราณบุรี จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ และโรงงานนมขอนแก่น ขณะเดียวกันยังมีแผนสร้างความร่วมมือกับสหกรณ์โคนมที่มีศักยภาพ เช่น สหกรณ์โคนมพัทลุง จำกัด ซึ่งได้มีการลงนาม MOU เป็นพันธมิตรร่วมแปรรูปผลิตภัณฑ์นมให้กับ อ.ส.ค. กรณีที่ปริมาณน้ำนมดิบเกินกำลังที่ อ.ส.ค.จะรองรับได้ โดยสหกรณ์โคนมดังกล่าว จะเข้ามาช่วยรองรับน้ำนมดิบเพื่อแปรรูปเป็นนม ยูเอชที และ นมพาสเจอร์ไรส์ ในอนาคต อ.ส.ค.ได้เตรียมการสร้างพันธมิตรกับสหกรณ์โคนมและภาคเอกชนที่มีศักยภาพเพิ่มเติม เพื่อขยายช่องทางรองรับน้ำนมดิบของเกษตรกรผู้เลี้ยงโคนม และเตรียมความพร้อมรับปัญหานมดิบล้นตลาดในระยะยาวด้วย

รายงานพิเศษ : เกษตรฯเดินหน้าขับเคลื่อน พัฒนาราชบุรีตามแผนที่‘AGRI–MAP’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/257589

วันพฤหัสบดี ที่ 23 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2560, 06.00 น.

กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ยังคงให้ความสำคัญอันดับแรกกับนโยบายลดต้นทุนการผลิต สอดคล้องกับความต้องการของตลาด และเพิ่มโอกาสในการแข่งขัน โดยประกาศให้ปี 2560 เป็นปีแห่งการยกระดับมาตรฐานสินค้าเกษตรสู่ความยั่งยืน และเกษตรกรต้องสามารถต่อยอดเพื่อยกระดับสินค้าเกษตรให้ได้มาตรฐาน โดยให้ทุกหน่วยงานในสังกัดบูรณาการการทำงานในทุกมิติ เพื่อให้เกษตรกรทุกภาคส่วนมีชีวิตและความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น และภาคเกษตรต้องมีความมั่นคง ยั่งยืน โดยใช้ระบบการสั่งการแบบเบ็ดเสร็จ (Single Command) เป็นฟันเฟืองสำคัญในการขับเลื่อนงานตามนโยบายสำคัญของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ไปสู่เป้าหมาย โดยเฉพาะโครงการบริหารจัดการพื้นที่เกษตรกรรม (Zoning by Agri – Map) ซึ่งเป็นการส่งเสริมให้เกษตรกรปรับเปลี่ยนการผลิตสินค้าเกษตรให้เหมาะสมกับสภาพพื้นที่ ซึ่งต้องมีการดำเนินงานให้เห็นผลเป็นรูปธรรมอย่างชัดเจน

โดยล่าสุด กระทรวงเกษตรฯ ได้ประชุมทุกหน่วยงานในสังกัดถึงแผนการขับเคลื่อนการเกษตร โครงการ Zoning by Agri-Map ของจังหวัดราชบุรี ซึ่งมีพื้นที่ทำการเกษตรกรรมประมาณ1,686,000 ไร่ เกษตรกรส่วนใหญ่ทำนาปลูกข้าว บางส่วนยกร่องปลูกผักทำสวนผลไม้ และพื้นที่ดอนส่วนใหญ่ใช้ปลูกพืชเศรษฐกิจต่างๆ เช่น อ้อย สับปะรด ข้าวโพด ข้าวฟ่างถั่วต่างๆ บางพื้นที่มีการใช้ประโยชน์ในการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ เช่น กุ้ง ปลา และหอย เพื่อสร้างรายได้ให้แก่ครอบครัว แต่ยังมีเกษตรกรที่ปลูกข้าวอยู่ในพื้นที่ที่ทำการเกษตรที่เป็นพื้นที่ที่ไม่เหมาะสม (N) ซึ่งสภาพพื้นที่ดินส่วนใหญ่เป็นดินตื้นขาดความอุดมสมบูรณ์ และขาดแคลนน้ำ โดยเป็นนาข้าว 31,000 ไร่ สับปะรด 4,400 ไร่ มันสำปะหลัง 1,000 ไร่ ซึ่งในปี 2560 นี้ เกษตรกรบางส่วนที่ปลูกข้าวมีความประสงค์และพร้อมจะปรับเปลี่ยนไปปลูกพืชชนิดอื่นๆ ตามแผนที่ Agri-Map ที่สร้างรายได้ที่ดีกว่า เช่น ปลูกอ้อย 1,450 ไร่ สับปะรด 300 ไร่ ทำการเกษตรผสมผสาน 500 ไร่ เลี้ยงสัตว์ 585 ไร่ และทำประมง 7.5 ไร่รวมพื้นที่ทั้งสิ้น 2,642.50 ไร่

นายสุรเดช เตียวตระกูล อธิบดีกรมพัฒนาที่ดิน กล่าวว่า ในส่วนของกรมพัฒนาที่ดิน ได้วางแผนงานเข้าไปพัฒนาพื้นที่ทำการเกษตรของจังหวัดราชบุรี ที่มีปัญหาการใช้ประโยชน์ที่ดินในพื้นที่ที่ไม่เหมาะสม (N) ที่ส่งผลกระทบต่อเกษตรกรและเกษตรกร ส่วนใหญ่ต้องยินดีให้ความร่วมมือในการดำเนินงานและยกเป็นตัวอย่างเป็นจังหวัดนำร่อง โดยสำรวจและจัดทำฐานข้อมูลทั้งด้านทรัพยากรธรรมชาติ สภาพเศรษฐกิจและสังคม เพื่อใช้ในการวางแผนการใช้ประโยชน์ที่ดิน ให้เกิดการใช้ประโยชน์ที่ดินอย่างถูกต้อง กำหนดมาตรการอนุรักษ์ดินและน้ำไปพร้อมกับการทำเกษตรกรรมและด้านอื่นๆ เพื่อให้สามารถใช้ประโยชน์ที่ดินได้อย่างมีประสิทธิภาพและยั่งยืน รวมทั้งบูรณาการกับหน่วยงานอื่นๆ ให้การฝึกอบรมเพื่อสร้างความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับผลดีของการปรับเปลี่ยนการผลิตพืชที่ไม่เหมาะสมกับพื้นที่ ตามแผนที่ Agri-Map เพื่อให้เกษตรกรปรับเปลี่ยนการผลิตจากนาข้าวเป็นพืชชนิดอื่นๆ ทำปศุสัตว์ ทำประมง เกษตรทฤษฎีใหม่ การเกษตรผสมผสาน ที่เน้นการพัฒนาทรัพยากรดิน การจัดการเพาะปลูกพืช การใช้น้ำอย่างมีประสิทธิภาพ ตลอดจนการใช้นวัตกรรมต่างๆ เช่น สารเร่งซุปเปอร์พด.1 ผลิตปุ๋ยหมัก ปุ๋ยอินทรีย์คุณภาพสูง สารเร่งซุปเปอร์ พด.2 ทำน้ำหมักชีวภาพ สารเร่งซุปเปอร์ พด.3 ช่วยกันโรครากเน่าโคนเน่า สารเร่งซุปเปอร์ พด.6 ทำสารบำบัดน้ำเน่าเสีย ขจัดกลิ่นเหม็นในคอกสัตว์ สารเร่งซุปเปอร์ พด.7 ทำสารขับไล่แมลงศัตรูพืช แจกจ่ายเมล็ดพันธุ์พืชปุ๋ยสด (ปอเทือง) ปลูกเพื่อปรับปรุงบำรุงดินดิน ส่งเสริมการปลูกหญ้าแฝก พืชเพื่อการอนุรักษ์ดินและน้ำ ช่วยรักษาสิ่งแวดล้อม เป็นการ ช่วยลดต้นทุน เพิ่มผลผลิต

อย่างไรก็ตาม จากนโยบายดังกล่าวของกระทรวงเกษตรฯ ที่ต้องการการปรับเปลี่ยนการผลิตพืชในพื้นที่ที่ไม่เหมาะสม (N) ให้แก่เกษตรกร เพื่อลดต้นทุนการผลิตและเพิ่มโอกาสการแข่งขันให้กับสินค้าเกษตร โดยการดำเนินการจะสำเร็จได้จะต้องเกิดจากตัวเกษตรกรหรือกลุ่มเกษตรกรที่ต้องมีกำลังใจที่ดี มีความมุ่งมั่น เข้มแข็ง และเปิดใจยอมรับคำแนะนำในการที่จะเปลี่ยนแปลงจากการผลิตแบบเดิมๆ ไปเป็นการทำการเกษตรสมัยใหม่มากยิ่งขึ้น มีการใช้นวัตกรรมองค์ความรู้ต่างๆ มาใช้ในการพัฒนาพื้นที่ให้มีความอุดมสมบูรณ์ ต้องหาโอกาสเข้าไปศึกษาหาความรู้เกี่ยวกับงานวิจัยวิชาการจากศูนย์เรียนรู้การเพิ่มประสิทธิภาพทางการเกษตรทั่วประเทศ (ศพก. 882 ศูนย์) ที่เป็นประโยชน์ต่อตนเองและชุมชน เพื่อนำมาพัฒนาต่อยอดการเพิ่มผลผลิตในพื้นที่การเกษตรของตนเองและชุมชน ซึ่งเป็นบทพิสูจน์ที่ท้าทายของเกษตรกรไทย ในการก้าวข้ามสู่การทำเกษตรสมัยใหม่ในอนาคต ซึ่งจะช่วยให้มีผลผลิตและรายได้ที่เพิ่มขึ้น ทั้งนี้กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กำหนดให้ทุกหน่วยงานช่วยกันสานต่อทำให้สำเร็จเห็นผลเป็นรูปธรรม พร้อมทั้งขยายผลปฏิบัติสู่เกษตรกรในพื้นที่อื่นๆ เพื่อสร้างรากฐานที่แข็งแรงและเกิดความยั่งยืนมั่นคงอย่างแท้จริง

ชู2กลุ่มเมืองกาญจน์ต้นแบบ เคลื่อน‘เกษตรอินทรีย์’ยั่งยืน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/257585

วันพฤหัสบดี ที่ 23 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2560, 06.00 น.

นายคมสัน จำรูญพงษ์ รองเลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) เปิดเผยว่า สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตรที่ 10 จังหวัดราชบุรี (สศท.10) ได้ลงพื้นที่ จ.กาญจนบุรี เพื่อถอดบทเรียนเกษตรกรที่ประสบความสำเร็จในการทำเกษตรอินทรีย์ จากศูนย์กสิกรรมท่ามะขาม อ.เมือง และ กลุ่มผู้ผลิตเกษตรอินทรีย์เขาโจด อ.ศรีสวัสดิ์

สำหรับศูนย์กสิกรรมท่ามะขาม มีสมาชิก 55 ราย ผลผลิตได้รับการรับรองมาตรฐาน Organic Thailand มีการวางแผนการผลิต การตลาดและการเพิ่มพูนความรู้ของสมาชิกกลุ่ม โดยเฉพาะการผลิตแบบอินทรีย์สามารถช่วยลดต้นทุนการผลิตจากการใช้ปุ๋ยและสารเคมีที่มีราคาแพง ส่วนกลุ่มผู้ผลิตเกษตรอินทรีย์เขาโจด เป็นกลุ่มผู้ผลิตพืชผักและพืชสมุนไพร ที่ได้รับการรับรองมาตรฐานเกษตรอินทรีย์ มีตลาดทั้งในและต่างประเทศรองรับผลผลิต มีสมาชิก 23 ราย ได้รับการรับรองมาตรฐาน Organic Thailand

ในส่วนผู้ประกอบการรวบรวมสินค้าเกษตรอินทรีย์ คือ บริษัท บลูริเวอร์ โปรดักส์ จำกัด ซึ่งเป็นบริษัทรับซื้อผลผลิต เพื่อส่งออกตลาดสหภาพยุโรป กรณีพืชผัก และตลาดModel Trade ภายในประเทศกรณีพืชสมุนไพร ซึ่งตลาดยังคงมีความต้องการเพิ่มขึ้น ในขณะที่ปริมาณผลผลิตมีไม่เพียงพอ

เกษตรกรผู้ผลิตเกษตรอินทรีย์ทั้ง 2 กลุ่ม รวมทั้งผู้ประกอบการ นับเป็นตัวอย่างของผู้ที่ประสบความสำเร็จด้านการผลิตและการตลาดเกษตรอินทรีย์ สามารถเป็นตัวอย่างให้กับเกษตรกรที่สนใจปรับเปลี่ยนไปผลิตสินค้าเกษตรปลอดภัยต่อผู้บริโภคและตัวผู้ผลิตเอง อีกทั้งยังสอดรับกับนโยบายภาครัฐอีกด้วย ทั้งนี้เกษตรกรหรือท่านที่สนใจการดำเนินงานของศูนย์กสิกรรมท่ามะขาม สามารถติดต่อได้ที่ โทร.08-1857-2500 และกลุ่มผู้ผลิตเกษตรอินทรีย์เขาโจด โทร. 08-7157-8171

ป้องกันเกษตรกรเสียรู้คู่สัญญา สภาเกษตรฯจับมือยธ.ให้ความรู้กม.-ตั้งคลินิกยุติธรรม

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/257419

วันพุธ ที่ 22 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2560, 06.00 น.

ว่าที่ร้อยตรีสมพูนทรัพย์ กล้าวิกรณ์ เลขาธิการสภาเกษตรกรแห่งชาติ เปิดเผยว่า ความพยายามของภาครัฐที่จะกระจายเรื่องข้อกฎหมาย สิทธิต่างๆ ให้เกษตรกรฐานรากได้รับรู้นั้น เท่าที่ผ่านมาการดำเนินงานเรื่องนี้ไม่ประสบความสำเร็จมากนัก เกษตรกรยังคงถูกเอารัดเอาเปรียบจากปัญหาการไม่รู้ในเรื่องกฎหมายและสิทธิต่างๆอยู่ สภาเกษตรกรแห่งชาติในฐานะเป็นองค์กรหลักของเกษตรกร ต้องดำเนินการคุ้มครองและรักษาประโยชน์ของเกษตรกร รวมทั้งส่งเสริมให้เกษตรกรได้รับรู้ข้อกฎหมายที่ควรรู้ โดยเฉพาะที่เกี่ยวกับอาชีพของตน เพื่อรักษาสิทธิและผลประโยชน์ของตัวเอง

จากปัญหาดังกล่าว ได้นำไปสู่การเข้าหารือกับ นางสาวปิติกาญจน์ สิทธิเดช อธิบดีกรมคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพ กระทรวงยุติธรรม และนำไปสู่การสร้างความร่วมมือระหว่างสภาเกษตรกรฯ กับ กรมคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพ เพื่อบูรณาการร่วมกันใน 3 ประเด็น ได้แก่ 1.การเผยแพร่ความรู้ด้านกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับเกษตรกรผ่านสื่อต่างๆ ที่เข้าถึงตัวเกษตรกร เช่น การทำนิติกรรมสัญญาต่างๆ ทั้งสัญญาขายฝาก สัญญาเงินกู้ สัญญาจำนอง หรืออื่นๆ ซึ่งเกษตรกรอาจรู้ไม่เท่าทันนายทุนหรือคู่สัญญา อาจนำไปสู่การเสียสิทธิ์ในที่ดินทำกินได้ เป็นต้น 2.การจัดตั้งคลินิกยุติธรรมในจังหวัดที่มีความพร้อมเป็นอีกเรื่องที่กรมคุ้มครองสิทธิฯและสภาเกษตรกรฯตั้งใจทำให้เกิดในสังคมเกษตรกร โดยกรมจะมีนักกฎหมายที่จะเข้าไปให้ความรู้ รวมทั้งการปรึกษา แนะนำว่าควรทำอย่างไรกรณีที่เกษตรกรถูกเอารัดเอาเปรียบและถูกฟ้องร้องดำเนินคดี และ 3.การถ่ายทอดความรู้ในเรื่องการไกล่เกลี่ยข้อพิพาทภายในชุมชน ให้แก่ตัวแทนเกษตรกรที่มีความสามารถเป็นที่ยอมรับของชุมชน เบื้องต้นจะนำร่องใน จ.ลำพูน ซึ่งเป็นต้นแบบในการแก้ไขปัญหาหนี้สินให้กับเกษตรกรได้ประสบความสำเร็จมาแล้ว โดยจะเปิดตัวในวันที่ 2 มีนาคมนี้

จับตาผลไม้ตะวันออกทะลัก7.7แสนตัน สศก.แจงผลผลิตต่อไร่เพิ่มขึ้น

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/257418

วันพุธ ที่ 22 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2560, 06.00 น.

จับตาผลไม้ตะวันออกทะลัก7.7แสนตันสศก.แจงผลผลิตต่อไร่เพิ่มขึ้นคาดพาเหรดออกตลาดพค.-มิย.เงาะเยอะสุด/ทุเรียน-มังคุดจี้ติด

นายคมสัน จำรูญพงษ์ รองเลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) เปิดเผยถึงการบูรณาการจัดทำข้อมูลปริมาณการผลิตไม้ผลเอกภาพรอบที่ 2 ปี 2560 โดยสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตรที่ 6 จังหวัดชลบุรี (สศท.6) ร่วมมือกับสำนักส่งเสริมและพัฒนาการเกษตรที่ 3 (สสก.3) จังหวัดระยอง และสำนักงานเกษตรจังหวัดระยอง จันทบุรี และตราด ซึ่งคณะทำงานสำรวจข้อมูลไม้ผลเศรษฐกิจภาคตะวันออกได้พยากรณ์ผลผลิตไม้ผลภาคตะวันออก ครั้งที่ 2 ของสินค้า 4 ชนิด ได้แก่ ทุเรียน มังคุด เงาะ และลองกอง ในพื้นที่ 3 จังหวัด ได้แก่ จันทบุรี ระยอง และตราด เพื่อใช้เป็นข้อมูลเบื้องต้นในการวางแผนบริหารจัดการผลไม้ตั้งแต่ต้นฤดู

สำหรับผลพยากรณ์ในปี 2560 ครั้งที่ 2 ข้อมูล ณ วันที่ 1 กุมภาพันธ์ พบว่า เนื้อที่ให้ผลของไม้ผลทั้ง 4 ชนิด มีจำนวน 669,717 ไร่ เพิ่มขึ้นจากปี 2559 ที่มีจำนวน 664,874 ไร่ (เพิ่มขึ้น 4,843 ไร่ หรือ ร้อยละ 0.73) โดยทุเรียน เพิ่มขึ้นประมาณ ร้อยละ 1.74 เงาะ เพิ่มขึ้นร้อยละ 0.60 และมังคุด เพิ่มขึ้นร้อยละ 0.04 ส่วนลองกอง ลดลงร้อยละ 0.43

ผลผลิตต่อไร่ทั้ง 4 ชนิด คือ ทุเรียน เงาะ มังคุด และลองกอง คาดว่าจะเพิ่มขึ้นเนื่องจากราคาในปีที่ผ่านมาอยู่ในเกณฑ์ดีจูงใจให้เกษตรกรมีการดูแลรักษาดี ประกอบกับในปีที่ผ่านมาไม้ผลบางต้นไม่ติดผลหรือให้ผลผลิตน้อย ทำให้มีเวลาในการพักต้นสะสมอาหารต้นสมบูรณ์ขึ้น อีกทั้งปีนี้สภาพอากาศเอื้ออำนวยมากกว่าปีที่ผ่านมา

ผลผลิตรวมทั้ง 4 สินค้า คาดว่าจะมีผลผลิตรวมประมาณ 771,112 ตัน เพิ่มขึ้นจากปี 2559 ที่มีจำนวน 562,164 ตัน เพิ่มขึ้น 208,948 ตัน หรือ ร้อยละ 37.17 โดยผลผลิตจะออกมากช่วงปลายเดือนพฤษภาคม ต่อเนื่องถึงกลางเดือนมิถุนายน ซึ่งคาดการณ์ว่าผลผลิตรวมของทั้ง 4 สินค้าจะเพิ่มขึ้นทุกชนิด โดยเงาะ จะเพิ่มขึ้นมากที่สุดอยู่ที่ร้อยละ 52.62 เนื่องจากปีที่แล้วสภาพความแห้งแล้งขาดน้ำเงาะติดผลน้อยร่วงหล่นจำนวนมาก แต่ด้วยสภาพอากาศปีนี้มีความเย็นเหมาะสม ส่งผลให้ออกดอกได้มากขึ้น รองลงมาได้แก่ ทุเรียน เพิ่มขึ้นร้อยละ 39.96 มังคุด เพิ่มขึ้นร้อยละ 26.27 และลองกอง เพิ่มขึ้นร้อยละ 2.17

ด้านนายสุชัย กิตตินันทะศิลป์ ผู้อำนวยการ สศท.6 กล่าวเสริมถึงสถานการณ์ในขณะนี้ว่า ทุเรียน ออกดอกแล้วประมาณร้อยละ 95 ผลผลิตที่ติดผลในช่วงแรกเป็นทุเรียนพันธุ์เบาและทุเรียนที่บังคับสารกระตุ้นการออกดอก โดยจะเป็นพันธุ์กระดุมและหมอนทองบางส่วน เงาะ ออกดอกแล้วประมาณร้อยละ 80 มังคุด ออกดอกแล้วประมาณร้อยละ 30 ส่วนลองกองยังออกดอกน้อยประมาณร้อยละ 25 ซึ่งลองกองการออกดอกสามารถกระจายออกดอกได้ตลอดทั้งปี ถ้าหากสภาพต้นที่สลดขาดแคลนน้ำ เนื่องจากลองกองส่วนใหญ่จะปลูกแซมพืชอื่น ซึ่งพืชอื่นจะอยู่ในระยะให้น้ำทำให้ต้นลองกองยังไม่สลดการออกดอกจึงยังน้อยอยู่

อย่างไรก็ตาม หากสภาพดิน ฟ้า อากาศแปรปรวนอาจทำให้ผลผลิตไม้ผลเปลี่ยนแปลงลดลงได้อีก เนื่องจากปีนี้สภาพอากาศในช่วงแรกของภาคตะวันออก ที่มีฝนตกสลับกับอากาศหนาวเย็นตั้งแต่เดือนพฤศจิกายนถึงมกราคม ส่งผลต่อการติดดอกออกผลของผลไม้โดยเฉพาะมังคุดที่ออกดอกล่าช้า โดยดอกมังคุดจะเห็นผลได้ชัดเจนอีกครั้งหลังกลางเดือนกุมภาพันธ์เป็นต้นไป ซึ่งช่วงปลายเดือนกุมภาพันธ์นี้ สศท.6 จะลงพื้นที่เพื่อสำรวจและติดตามสถานการณ์อีกครั้ง ทั้งนี้ สามารถสอบถามข้อมูลไม้ผลภาคตะวันออกเพิ่มเติมได้ที่ สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตรที่ 6 จังหวัดชลบุรี โทร. 0-3835-2435 หรืออีเมล zone6@oae.go.th

ส่องเกษตร : เศรษฐกิจการเกษตรไทยปีนี้จะดีขึ้น

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/257416

449007

วันพุธ ที่ 22 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2560, 06.00 น.

วันจันทร์ที่ผ่านมา สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติที่ชาวบ้านเรียกกันเคยปากว่า“สภาพัฒน์”นำทีมโดยท่านเลขาธิการ-ดร.ปรเมธี วิมลศิริ ได้แถลงข่าวตัวเลขผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ(GDP) หรือก็คือ การเติบโตทางเศรษฐกิจของไทยในปี 2559 ที่ผ่านมา ปรากฏว่า ภาพโดยรวมดีขึ้น ถึงแม้ว่า GDP จะโตต่ำกว่าเป้าไปเล็กน้อยก็ตาม

ขณะที่ในส่วนของภาคการเกษตรเริ่มผงกหัวพ้นดิน จากที่เคยติดลบหนักในปีก่อนหน้านั้น และเป็นที่คาดหมายว่า ถ้าหน่วยงานรัฐที่เกี่ยวข้องโดยเฉพาะกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ดำเนินงานตามแผนสนับสนุนการผลิตภาคเกษตรได้อย่างมีประสิทธิภาพ ก็จะทำให้ภาคการเกษตรมีส่วนหนุนให้เศรษฐกิจไทยในปี 2560 นี้ขยายตัวสูงขึ้นไปตามเป้าหมายที่วางไว้

ทั้งนี้เศรษฐกิจไทยปี 2559 มีการขยายตัว 3.2% ต่ำกว่าเป้าที่ตั้งไว้ 3.3% ไปเพียง 0.1% แต่เมื่อเทียบกับปี 2558 ที่ขยายตัวเพียง 2.9% ก็นับว่าเศรษฐกิจขยายตัวดีขึ้น ซึ่งเลขาฯสภาพัฒน์ระบุด้วยว่า การขยายตัวเริ่มกระจายตัวไปสู่เศรษฐกิจภาคเอกชนมากขึ้น โดยเฉพาะช่วงครึ่งหลังของปี 2559 ที่การผลิตภาคเกษตร,ภาคอุตสาหกรรม และการส่งออกสินค้าล้วนปรับตัวดีขึ้น

ดึงจากตัวเลขของสภาพัฒน์มาให้ดูกันในด้านการผลิตภาคเกษตรทั้งปี 2559 กลับมาขยายตัวเป็นบวกได้ 0.6% แม้จะโตขึ้นแค่เล็กน้อย แต่เมื่อเทียบกับปี 2558 ที่การผลิตภาคการเกษตรติดลบไปหนักถึง 5.7% แล้ว เท่ากับว่า การกลับมาขยายตัวเป็นบวกได้ 0.6% ถือว่าดีขึ้นมาก

ภาคการเกษตรไทยในปี 2559 เริ่มฟื้นตัวช่วงไตรมาส 3 และยิ่งดีขึ้นในไตรมาสที่ 4 หลังจากที่ย่ำแย่กับภาวะวิกฤติ“ภัยแล้ง”มาอย่างยาวนาน เมื่อฝนเริ่มตกเป็นปกติ ก็ทำให้การผลิตกลับมาดีขึ้น พืชเกษตรสำคัญที่มีการผลิตขยายตัว ได้แก่ ข้าว,ปาล์มน้ำมัน และยางพารา ขณะที่“ดัชนีราคาสินค้าเกษตร” ในไตรมาส 4 มีสินค้าหลายตัวที่ราคาเพิ่มขึ้น ทั้งอ้อย,ยางแผ่นดิบชั้น 3,ปาล์มน้ำมัน และกุ้งขาวแวนนาไม แต่ราคาข้าวเปลือกและมันสำปะหลังลดลง

เกษตรกรมีรายได้ขยับมากขึ้น ประกอบกับได้รับมาตรการกระตุ้นช่วยเหลือจากภาครัฐ เมื่อฐานรายได้ภาคเกษตรดีขึ้น ก็ไปช่วยเศรษฐกิจโดยรวมในแง่ของการจับจ่ายใช้สอย ทำให้เงินสะพัดมากขึ้น ช่วยให้กลไกหลักของเศรษฐกิจอีกตัวหนึ่งคือดัชนี“การบริโภค”ขยายตัวดีขึ้นตาม โดยเฉพาะเรื่องการใช้จ่ายภาคครัวเรือน

อีกด้านหนึ่งที่มาหนุนภาคการเกษตรคือ การส่งออกที่เริ่มฟื้นตัว ถึงแม้ทั้งปี 2559 การส่งออกโดยรวมขยายตัวแค่ 0.45% แต่ก็เป็นการขยายตัวเป็นบวกครั้งแรกในรอบ 4 ปี และยังมีหวังที่จะขยายตัวต่อในปี 2560 อย่างไรก็ตามในส่วนของสินค้าการเกษตรที่มีมูลค่าการส่งออกขยายตัวสูงขึ้นในปี 2559 หลักๆก็เป็น ยางพารากับสินค้าในหมวดของอาหารทะเล เช่น กุ้ง ขณะที่ ข้าว,มันสำปะหลังและน้ำตาล มูลค่าการส่งออกยังลดลงอยู่

สำหรับเศรษฐกิจไทยในปี 2560 นี้ ทางสภาพัฒน์ประเมินว่า จะขยายตัวดีขึ้นอย่างต่อเนื่อง มีแนวโน้มที่ GDP จะโตขึ้นจากปี 2559 ที่ 3.0 ถึง 4.0% หรือค่ากลางก็คือ ขยายตัว 3.5% จากหลายปัจจัยสนับสนุน เช่น การฟื้นตัวและขยายตัวเร่งขึ้นของการผลิตภาคการเกษตรซึ่งจะเป็นปัจจัยสนับสนุนให้ฐานรายได้และการใช้จ่ายของครัวเรือนในภาคเกษตรปรับตัวดีขึ้น, แนวโน้มการกลับมาขยายตัวของภาคส่งออกที่จะหนุนให้การผลิตและการลงทุนภาคเอกชนเร่งตัวขึ้น, การลงทุนภาครัฐยังอยู่ในเกณฑ์สูงตามความคืบหน้าโครงการก่อสร้างสำคัญๆ,แรงขับเคลื่อนจากภาคการท่องเที่ยวที่ยังขยายตัวดีมาก เป็นต้น

สิ่งที่สภาพัฒน์ได้เน้นย้ำสำหรับการบริหารเศรษฐกิจในปี 2560 ที่ควรให้ความสำคัญก็มีหลายประเด็น และแน่นอนว่า ประเด็นสำคัญยิ่งอันหนึ่งก็คือ“การสนับสนุนการขยายตัวของการผลิตภาคเกษตรและรายได้เกษตรกร โดยต้องเพิ่มประสิทธิภาพและลดขั้นตอนทางการตลาดของสินค้าเกษตร เพื่อให้รายได้จากการจำหน่ายผลผลิตเป็นของเกษตรกรมากขึ้น,การส่งเสริมการเกษตรแปลงใหญ่,การลดต้นทุนการผลิต,การปลูกพืชและการใช้วิธีการผลิตที่มีความเหมาะสมกับพื้นที่ และการปรับเปลี่ยนไปสู่การผลิตพืชที่มีมูลค่าสูงขึ้น”

จึงต้องตอกย้ำตรงนี้อีกทีว่า

บทบาทกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ต้องมีประสิทธิภาพในการทำหน้าที่ตามภารกิจเหล่านี้ให้ได้ ไม่งั้นก็เปลืองข้าวสุก เปลืองภาษีที่ประชาชน พี่น้องเกษตรกรจ่ายเป็น
เงินเดือนให้!

ประกิต พิลังกาสา

รายงานพิเศษ : แผนฟื้นฟูสหกรณ์เครดิตยูเนี่ยนยังเดินหน้า เร่งกู้ความเชื่อมั่นกลับมาเหมือนเดิม

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/257420

วันพุธ ที่ 22 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2560, 06.00 น.

ภายใต้การปฏิรูปประเทศ เพื่อยกระดับความเป็นอยู่ให้กับเกษตรกรและผู้มีรายได้น้อย ซึ่งถือเป็นเป้าหมายหลักของรัฐบาล “ระบบสหกรณ์” ถือเป็นทางเลือกที่ดีที่จะสร้างพลังความช่วยเหลือกันภายในชุมชน และสร้างพลังต่อรองกับคนภายนอก แต่การเปลี่ยนแปลงของเศรษฐกิจไทยอย่างรวดเร็ว รวมทั้งความหละหลวมบางอย่าง ทำให้ “ระบบสหกรณ์” เกิดช่องโหว่จนทำให้เกิดการฉ้อโกงขึ้น ยกตัวอย่างคดีที่โด่งดังมากที่สุดในช่วงหลายปีที่ผ่านมา คือ กรณีของ “สหกรณ์เครดิตยูเนี่ยนคลองจั่น” ที่พบการทุจริต แม้จะเป็นปัญหาที่เกิดมาจากตัวผู้บริหาร ซึ่งถือเป็นกรณีส่วนบุคคลไม่ใช่ปัญหาที่องค์กรหรือสถาบันสหกรณ์ แต่ก็ส่งผลกระทบต่อต่อระบบสหกรณ์เป็นอย่างยิ่ง อย่างไรก็ดี ในปัจจุบันสหกรณ์เครดิตยูเนี่ยนคลองจั่น ก็กำลังถูกสะสางจากคณะกรรมการชุดปัจจุบันภายใต้การนำของ “ประกิต พิลังกาสา” อย่างเป็นระบบ

นายประกิต พิลังกาสา ประธานคณะกรรมการดำเนินงานสหกรณ์เครดิตยูเนี่ยนคลองจั่น จำกัด กล่าวว่า คณะกรรมการสหกรณ์เครดิตยูเนี่ยนคลองจั่น ในปัจจุบันเป็นชุดที่ 31 ซึ่งมีที่มาจากคำสั่งศาลล้มละลายเมื่อวันที่ 21 มกราคม 2559 ให้สหกรณ์เครดิตยูเนี่ยนคลองจั่นฟื้นฟูกิจการตามแผนได้ โดยมีประธานกรรมการดำเนินการ 1 คน และกรรมการดำเนินการอีก 14 คน เป็นไปตาม พ.ร.บ.สหกรณ์ เป้าหมายเร่งด่วนคือใช้หนี้สมาชิกเจ้าหนี้ทั้งหมดและทำให้ธุรกิจของสหกรณ์กลับมาสู่ภาวะปกติ

ตามแผนฟื้นฟูสหกรณ์เครดิตยูเนี่ยนคลองจั่น วางแนวทางการหารายได้มาชำระหนี้กว่า 18,000 ล้านบาท ให้กับสมาชิกเจ้าหนี้กว่า 18,000 คน ไว้ 3 วิธีคือ การทำธุรกิจปกติ ทั้งธุรกิจเดิม คือปล่อยสินเชื่อ, รับชำระหนี้จากลูกหนี้ และประกอบธุรกิจใหม่ แนวทางที่ 2 มาจากการดำเนินคดีติดตามทรัพย์คืน และการจัดหาแหล่งเงินทุนจากภาครัฐ 10,000 ล้านบาท ซึ่งกรณีเงินสนับสนุนจากภาครัฐเพื่อฟื้นฟูกิจการ นายกรัฐมนตรีได้มีบัญชาให้ทุกภาคส่วน รวมถึงสหกรณ์ฯ คลองจั่น ร่วมประชุมหารือแก้ไขปัญหาและขับเคลื่อนแผนฟื้นฟูกิจการโดยเร็ว เพราะเป็นความเดือดร้อนของประชาชน และส่งผลกระทบอย่างรุนแรงต่อระบบสหกรณ์ และพล.อ.ฉัตรชัย สาริกัลยะ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ได้มีคำสั่งแต่งตั้งคณะกรรมการขึ้นมา 2 ชุดและจัดตั้งศูนย์ประสานงานเพื่อขับเคลื่อนแผนฟื้นฟู แต่จนถึงขณะนี้ยังไม่มีความคืบหน้ามากนัก ทำให้สหกรณ์ต้องเร่งหาเงินด้วยตัวเองมาเตรียมชำระหนี้ให้กับสมาชิก งวดที่ 3 วงเงิน 600 ล้านบาทในเดือนมิถุนายน ปี 2560 และคงต้องประสานหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อติดตามและเจรจากับกระทรวงเกษตรและสหกรณ์เพื่อช่วยเร่งรัดหาแนวทางจัดหาแหล่งเงินกู้ต่อไป

ส่วนความคืบหน้าทางคดี มีคำสั่งศาลให้สหกรณ์ฯ ชนะคดีที่ฟ้องแพ่งนายศุภชัย กับพวกรวม 13 คน โดยต้องชดใช้เงิน 3,800 ล้านบาท ประธานกรรมการดำเนินการสหกรณ์ชุดปัจจุบันระบุว่าในคดีนี้มีการอายัดทรัพย์สินไว้เกือบ 600 รายการ ตั้งแต่ปี 2556 ด้วย หากจำเลยไม่สามารถชำระหนี้ได้ สหกรณ์ฯ จะขอให้มีการบังคับนำทรัพย์สินเหล่านี้มาชดใช้แทน

 

เกษตรกร’บุรีรัมย์’ปรับพื้นที่ทำนา ปลูกแตงกวาระบบน้ำหยดขายหน้าแล้ง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/257413

วันอังคาร ที่ 21 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2560, 16.37 น.

เกษตรกร อ.สตึก จ.บุรีรัมย์ ปรับพื้นที่นา หันปลูกแตงกวาระบบน้ำหยดขายช่วงหน้าแล้งสามารถเก็บผลผลิตส่งขายได้วันละ 200 – 400 ก.ก. สร้างรายได้ไม่น้อยกว่าวันละ 3,000 – 5,000 บาท แต่ละปีปลูกได้ 4 ครั้ง มีรายได้ครั้งละหลายหมื่นบาทสามารถเลี้ยงครอบครัวได้เป็นอย่างดี

21 ก.พ.60 เกษตรกรบ้านท่าเรือ ต.ท่าม่วง อ.สตึก จ.บุรีรัมย์ ได้ปรับพื้นที่นาหันปลูกแตงกวาด้วยระบบน้ำหยดแทนการทำนาปรัง ซึ่งสาเหตุที่เกษตรกรเลือกปลูกแตงกวาเพราะเป็นพืชที่ใช้น้ำน้อยดูแลง่ายและมีอายุสั้นเพียง 1 เดือนเศษ ก็สามารถเก็บผลผลิตได้ประกอบกับปีนี้ ทางภาครัฐได้ประกาศให้งดทำนาปรังเพื่อสำรองน้ำไว้ใช้ในการอุปโภคบริโภค ซึ่งขณะนี้มีเกษตรกรหันมาปลูกแตงกวาแล้วเกือบ 10 ราย เฉลี่ยรายละ 2–4 ไร่ สามารถเก็บผลผลิตได้วันละ 200-400 กิโลกรัม นำไปขายทั้งปลีกและส่งที่ตลาดใน อ.สตึก โดยเฉพาะช่วงนี้แตงกวาจะมีราคาค่อนข้างสูงโดยราคาขายส่งอยู่ที่กิโลกรัมละ 14 บาท ขายปลีกกิโลกรัมละ 20 บาท ทำให้มีรายได้วันละ 3000 – 5000 บาท โดยแต่ละปีจะสามารถปลูกได้ถึง 4 ครั้ง เพราะใช้เวลาปลูกสั้นเพียง 1 เดือนเศษเท่านั้น ซึ่งแต่ละครั้งจะเก็บผลผลิตขายได้หลายหมื่นบาท

นายภูวเดช วรอัศวภูมิ อายุ 33 ปี เกษตรกรบ้านท่าเรือ ต.ท่าม่วง อ.สตึก กล่าวว่า ปีนี้เป็นปีที่สองที่หันมาปลูกแตงกวาระบบน้ำหยดแทนการทำนาปรังเพราะแตงกวาเป็นพืชที่ใช้น้ำน้อยและมีอายุสั้นเพียงเดือนเศษก็สามารถเก็บผลผลิตขายได้แล้ว ซึ่งปีนี้ตนปลูกทั้งหมด 4 ไร่ สามารถเก็บผลผลิตได้วันละกว่า 400 กิโลกรัม ขายส่งกิโลกรัมละ 14 บาท จะมีรายได้วันละกว่า 5,000 บาท ซึ่งแต่ละครั้งก็จะสามารถเก็บผลผลิตได้ 20-30 วัน แล้วแต่การดูแลรักษาทำให้ในแต่ละครั้งจะมีรายได้จากการขายแตงกวาหลายหมื่นบาทซึ่งถือเป็นรายได้ที่สามารถเลี้ยงครอบครัวได้เป็นอย่างดี

 

ลดขั้นตอนรับรอง‘เกษตรแปลงใหญ่’ ‘บิ๊กฉัตร’ย้ำเปิดกว้างให้เกษตรกร-ง่ายต่อการเข้าถึง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/257266

วันอังคาร ที่ 21 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2560, 06.00 น.

พล.อ.ฉัตรชัย สาริกัลยะ รมว.เกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่า ตามที่กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ได้ดำเนินงานโครงการเกษตรแปลงใหญ่ในปี 2559 ที่ผ่านมา มีแปลงใหญ่ทั้งสิ้น 600 แปลง พื้นที่ 1.538 ล้านไร่เกษตรกร 96,554 ราย สำหรับในปี 2560 ได้กำหนดเป้าหมายอีกไม่น้อยกว่า 900 แปลงคือ มกราคม 400 แปลง และ พฤษภาคม 512 แปลง รวมทั้งสิ้น 1,512 แปลง ซึ่งในปี 2560 นี้ ต้องมีการปรับลดหลักการที่มีอยู่มาก ซึ่งพบว่าเป็นปัญหา เพื่อให้เกษตรกรเข้าใจง่ายขึ้น ทั้งนี้ รายงานความสำเร็จที่สามารถตรวจวัดผลผลิตและประเมินผลได้นั้นมี 480 แปลง จาก 600 แปลง คิดเป็น 80% ส่วนที่เหลืออยู่ระหว่างประเมินผลผลิต เนื่องจากยังไม่เก็บเกี่ยว

“การปรับปรุงขั้นตอนการรับรองการส่งเสริมการเกษตรแบบแปลงใหญ่นั้น ได้ลดขั้นตอนโดยแต่งตั้งคณะทำงานรับรองแปลง Single Command ซึ่งจากเดิมที่ต้องผ่านอนุกรรมการพัฒนาการเกษตรและสหกรณ์ของจังหวัด โดยให้คณะทำงานรับรองแปลงได้รับรองและนำเสนออนุกรรมการฯ เพื่อรับทราบ อีกทั้ง ต้องมีฐานข้อมูลที่ชัดเจนทุกราย เพื่อให้เข้าถึงได้ง่ายขึ้น” พล.อ.ฉัตรชัยกล่าว

นายสมชาย ชาญณรงค์กุล อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร กล่าวเพิ่มเติมว่า การดำเนินงานแปลงใหญ่ ที่ผ่านมามีหลักเกณฑ์ในการดำเนินงานซึ่งอาจเป็นข้อจำกัดในการขยายพื้นที่ เนื่องจากมีเกษตรกรต้องการเข้าร่วมแปลงใหญ่จำนวนมาก จึงได้มีการหารือร่วมกัน และสรุปหลักการของแปลงใหญ่ดังนี้ 1.ง่ายต่อการเข้าถึง รวมตัวกันได้ จับเป็นกลุ่มผลผลิตเกษตรชนิดเดียวกัน ดำเนินการได้ทันที 2.ขนาดพื้นที่เหมาะสม ไม่จำกัดขนาดและจำนวนเกษตรกรที่เข้าร่วม 3.พัฒนาให้ถึงเป้าหมาย คือลดต้นทุน เพิ่มผลผลิต ขยายโอกาส 4.พื้นที่ไม่เหมาะสมตามAgri Map สามารถรวมเป็นแปลงใหญ่ได้ และใช้เทคโนโลยีเข้าไปปรับพื้นที่ให้เหมาะสม5.ยกระดับมาตรฐานผลผลิต เพิ่มประสิทธิภาพการผลิตให้สูงขึ้น 6.แหล่งน้ำ ตามความจำเป็นหรือความเหมาะสม 7.กระบวนการกลุ่มคือ กลุ่มเดิม (สหกรณ์/วิสาหกิจชุมชน) กลุ่มย่อยทำแปลงใหญ่ได้ กรณีไม่มีกลุ่ม จะต้องมีการพัฒนาให้เกิดกลุ่มที่มีความเข้มแข็ง 8.Economy of scale ตัดสินด้วยเกณฑ์ของแหล่งทุน ขึ้นกับกิจกรรมที่กลุ่มขอรับการสนับสนุน และ 9.ความสมัครใจเป็นสมาชิกกลุ่มแปลงใหญ่ และดำเนินการภายใต้หลักเกณฑ์ เงื่อนไข และเป้าหมายของแปลงใหญ่ ซึ่งกลุ่มเกษตรกรที่สนใจสามารถเข้าร่วมโครงการได้ โดยยื่นใบสมัครที่สำนักงานเกษตรอำเภอทุกแห่ง ใกล้บ้านท่าน

ลุยเสริมสร้างสวัสดิการสหกรณ์ สสอค.เน้นงานโปร่งใส-รวดเร็ว

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/257265

วันอังคาร ที่ 21 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2560, 06.00 น.

นายอุทัย ศรีเทพ นายกสมาคมฌาปนกิจสงเคราะห์สมาชิกชุมนุมสหกรณ์ออมทรัพย์ครูไทย (สสอค.) เปิดเผยว่าสสอค.เป็นสมาคมที่อยู่ในขบวนการณ์สหกรณ์ออมทรัพย์ไทย ซึ่งเป็น 1 ใน 7 ประเภทของขบวนการสหกรณ์ และเป็นองค์กรที่ขับเคลื่อนไปพร้อมกับสมาคมฌาปนกิจสงเคราะห์ในกลุ่มวิชาชีพอีก 6 สมาคม ซึ่งในการดำเนินงาน ผู้บริหารจำเป็นต้องมีแผนงานเพื่อการตัดสินใจให้ถูกทิศทางและกำหนดทางเลือกที่เหมาะสมในรูปยุทธศาสตร์ ซึ่งเป็นแผนสำหรับอนาคต เป็นการกำหนดกรอบชี้นำการปฏิบัติร่วมกันอย่างสอดคล้องกับสภาวะแวดล้อมขององค์กร จากเหตุผลดังกล่าวคณะกรรมการดำเนินงานจึงให้ความสำคัญและสร้างแผนกลยุทธ์ขึ้นเพื่อเป็นเครื่องมือดำเนินงานให้สอดคล้องกับวิสัยทัศน์ พันธกิจและวัตถุประสงค์ของสมาคม

สำหรับในปี 2560 สสอค.ได้กำหนดกลยุทธ์โดยการสร้างความเข้าใจและเพิ่มสมาชิก มีการตรวจสอบและจัดขั้นตอนการทำงานให้มีความโปร่งใส ไม่ให้มีช่องทางในการทุจริต รวมถึงจัดระบบเทคโนโลยีสารสนเทศ โดยให้เจ้าหน้าที่ศูนย์ประสานงานที่มีอยู่ทั่วประเทศประมาณ 150 คน สามารถใช้โปรแกรมของสมาคม เพื่อให้เกิดความรวดเร็วในการทำงานและประสานงานที่ถูกต้องแม่นยำ อีกทั้งจัดให้มีเว็บไซต์ของสมาคม เพื่อเพิ่มช่องทางรับข้อมูลข่าวสารให้กับสมาชิก

นอกจากนี้ ยังมีโครงการต่อเนื่องเป็นปีที่ 2 คือการก่อสร้างอาคารสำนักงานของสมาคม ซึ่งร่วมกันสนับสนุนงบประมาณจากสมาคมฌาปนกิจสงเคราะห์ในขบวนการสหกรณ์ออมทรัพย์ของกลุ่มวิชาชีพอื่นอีก 6 แห่ง รวมงบประมาณกว่า 100 ล้านบาท ซึ่งคาดว่าจะแล้วเสร็จและเปิดทำการได้ภายในสิ้นปี 2560 ทั้งหมดนี้เป็นกลยุทธ์ที่ สมาคม ดำเนินการเพื่อสร้างความมั่นคง และความเชื่อมั่นให้กับสมาชิก เพื่อสวัสดิการของคนสหกรณ์ต่อไป สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ สมาคมฌาปนกิจสงเคราะห์สมาชิกชุมนุมสหกรณ์ออมทรัพย์ครูไทย(สสอค.) 0-2496-1337