เดินหน้าช่วยผู้ยากจน เสริมสภาพคล่องกองทุนหมุนเวียนดูแลเกษตรกร

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/257263

วันอังคาร ที่ 21 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2560, 06.00 น.

นายธีรภัทร ประยูรสิทธิ ปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่า กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ได้ดำเนินการดูแลความเป็นอยู่ของเกษตรกรทั่วประเทศ ตลอดทั้งเกษตรกรผู้ยากจนและมีหนี้สิน โดยมีการส่งเสริมให้เกษตรกรมีความเข้มแข็งและสร้างครอบครัวตามหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง ซึ่งจากการกำกับดูแลกองทุนหมุนเวียนเพื่อการกู้ยืมแก่เกษตรกรและผู้ยากจน ของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ สามารถสงวนและรักษาที่ดินทำกินไว้ให้เกษตรกรและผู้ยากจนที่มีปัญหาจะสูญเสียสิทธิในที่ดินทำกิน โดยในปีงบประมาณ 2559 ที่ผ่านมา กองทุนหมุนเวียน ได้ดำเนินการให้ความช่วยเหลือแก่เกษตรกรและผู้ยากจนแล้ว จำนวน 1,998 ราย เป็นเงิน 703.32 ล้านบาท และสงวนรักษาที่ดินทำกินไว้ให้แก่เกษตรกร รวมเนื้อที่ 9,649-1-59.6 ไร่ สำหรับในปีงบประมาณ 2560 ตั้งแต่เดือนตุลาคม -ธันวาคม 2559 ได้ดำเนินการให้ความช่วยเหลือเกษตรกรและผู้ยากจนแล้ว จำนวน 1,160 ราย เป็นเงิน 346.79 ล้านบาท ซึ่งสงวนรักษาที่ดินทำกินไว้ให้แก่เกษตรกร เนื้อที่ 4,323 -1- 15.2 ไร่

นอกจากนี้ ในปีที่ผ่านมากองทุนหมุนเวียน ยังได้ประสานความร่วมมือกับสถาบันบริหารจัดการธนาคารที่ดิน (องค์การมหาชน) (บจธ.) เพื่อสนับสนุนการดำเนินงานร่วมกัน โดยได้มีการลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ (MOU) ระหว่างสำนักงานปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และสถาบันบริหารจัดการธนาคารที่ดิน เมื่อวันที่ 3 ตุลาคม 2559 ที่ผ่านมา โดย บจธ.ได้สนับสนุนงบประมาณในการดำเนินการเป็นเงิน จำนวน 50 ล้านบาท เพื่อปรับสภาพคล่องกองทุนหมุนเวียน ตลอดทั้งให้ความช่วยเหลือแก่เกษตรกรและผู้ยากจนที่มีปัญหาเร่งด่วน จากการถูกเจ้าหนี้ขายทอดตลาด หรือจะสูญเสียกรรมสิทธิ์ในที่ดินให้กับเจ้าหนี้นายทุน โดยได้ดำเนินการให้ความช่วยเหลือเกษตรกรและผู้ยากจนแล้ว 65 ราย เป็นเงิน 23.22 ล้านบาท และจะดำเนินงานประสานความร่วมมือในการให้ความช่วยเหลือเกษตรกรและผู้ยากจนอย่างต่อเนื่องต่อไป

 

เตือนสภาพอากาศเริ่มแห้งแล้ง เฝ้าระวัง3แมลงศัตรูถั่วเหลือง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/257262

วันอังคาร ที่ 21 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2560, 06.00 น.

กรมวิชาการเกษตร ประกาศเตือนเกษตรกรผู้ปลูกถั่วเหลืองเฝ้าระวังการระบาดของ 3 แมลงศัตรูพืช คือ แมลงหวี่ขาวยาสูบ เพลี้ยอ่อนถั่วเหลือง และหนอนเจาะฝักถั่ว โดยแมลงหวี่ขาวยาสูบ มักพบตัวอ่อนและตัวเต็มวัยดูดน้ำเลี้ยงจากฝัก ทำให้ฝักหดสั้น บิดเบี้ยว ผิวฝักย่น เป็นสาเหตุทำให้ผลผลิตของถั่วเหลืองลดลง หากพบให้พ่นด้วยสารฆ่าแมลงอิมิดาโคลพริด 10% เอสแอล อัตรา 10 มิลลิลิตรต่อน้ำ 20 ลิตร หรือสารไตรอะโซฟอส 40% อีซี อัตรา 40 มิลลิลิตรต่อน้ำ 20 ลิตร หรือสารคาร์โบซัลแฟน 20% อีซี อัตรา 40 มิลลิลิตรต่อน้ำ 20 ลิตร โดยพ่นสารฆ่าแมลงใต้ใบเมื่อพบแมลงหวี่ขาวระบาด พ่น 2-3 ครั้ง ห่างกัน 7-10 วัน

ส่วนเพลี้ยอ่อนถั่วเหลือง จะพบตัวอ่อนและตัวเต็มวัยดูดน้ำเลี้ยงจากฝักของถั่วเหลือง ทำให้ต้นแคระแกร็น ใบหงิกงอและฝักบิดเบี้ยว ผลผลิตถั่วเหลืองลดลงมากกว่า 30% หากพบการระบาด ให้พ่นด้วยสารฆ่าแมลงแลมบ์ดา-ไซฮาโลทริน 2.5% อีซี อัตรา 10 มิลลิลิตรต่อน้ำ 20 ลิตร หรือสารไตรอะโซฟอส 40% อีซี อัตรา 40 มิลลิลิตรต่อน้ำ 20 ลิตร หรือสารคาร์โบซัลแฟน 20% อีซี อัตรา 50 มิลลิลิตรต่อน้ำ 20 ลิตร พ่น 1-2 ครั้ง ห่างกัน 7-10 วัน

สำหรับหนอนเจาะฝักถั่ว จะพบหนอนเจาะเข้าไปกัดกินเมล็ดที่อยู่ในฝัก ทำให้ผลผลิตถั่วเหลืองลดลงมากกว่า 40% หากพบการระบาด ให้เกษตรกรพ่นด้วยสารฆ่าแมลงไตรอะโซฟอส 40% อีซี อัตรา 50 มิลลิลิตรต่อน้ำ 20 ลิตร หรือสารแลมบ์ดา-ไซฮาโลทริน 2.5% อีซี อัตรา 20 มิลลิลิตรต่อน้ำ 20 ลิตร โดยพ่น 1-2 ครั้ง ห่างกัน 7-10 วัน

ดันโมเดล‘ไร่อ้อยพอเพียง’ขึ้นเวทีโลก 40ชาติปลื้มผลการประชุม‘อ้อย-น้ำตาล’นานาชาติ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/257267

วันอังคาร ที่ 21 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2560, 06.00 น.

นายเชิดพงษ์ สิริวิชช์ ประธานคณะกรรมการอำนวยการจัดประชุมนักวิชาการอ้อยและน้ำตาลนานาชาติ เปิดเผยว่า ประเทศไทยได้เป็นเจ้าภาพจัดการประชุมนักวิชาการอ้อยและน้ำตาลนานาชาติ ครั้งที่ 29 ระหว่างวันที่ 5-8 ธันวาคม 2559 ที่ จ.เชียงใหม่ ซึ่งมีผู้เข้าร่วมกว่า 2,000 คน จาก 40 ประเทศทั่วโลก โดยที่ประชุมได้ให้ความสนใจประเด็นการทำไร่อ้อยแบบพอเพียง ตามปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงของ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ซึ่งมีความสำคัญต่อการพัฒนาอุตสาหกรรมอ้อยและน้ำตาลของไทย เพราะทำให้เกษตรกรรายเล็กสามารถอยู่รอด และสามารถเป็นผู้ส่งออกระดับโลกได้

นอกจากนี้ในการประชุม ทุกประเทศที่เข้าร่วมยังได้ชื่นชมการจัดงานที่ทำได้ค่อนข้างสมบูรณ์แบบในทุกๆด้าน ทั้งการจัดนิทรรศการ การจัดงานแสดงสินค้าในรูปแบบเจรจาธุรกิจ ซึ่งได้รับความสนใจอย่างล้นหลามจากกลุ่มผู้ให้บริการและผู้ผลิตอุปกรณ์ ตลอดจนกลุ่มธุรกิจที่เกี่ยวข้อง หรือแม้แต่ด้านวิชาการที่มีผู้ส่งผลงานมาร่วมงาน 267 เรื่อง ทำให้นักวิชาการและนักวิจัยรุ่นใหม่มีโอกาสนำเสนอผลงาน แลกเปลี่ยน แสดงความคิดเห็น สร้างความสัมพันธ์ สร้างเครือข่ายกับนักวิจัยระดับโลกที่เข้ามาเพื่อต่อยอดในการสร้างงานวิจัยที่มีประโยชน์ต่อไปในอนาคต และที่สำคัญตัวแทนผู้ส่งผลงานจากประเทศไทย 10 คนได้รับคัดเลือกให้รับรางวัล Best Papers และ Best PostersAward จาก 4 สาขาได้แก่ สาขาการเกษตรสาขาชีววิทยา โรงงาน และผลิตภัณฑ์พลอยได้

อย่างไรก็ตาม นักวิจัยของไทยได้เรียกร้องผ่านทางเวทีประชุมดังกล่าว ให้ภาครัฐ และภาคเอกชนที่เกี่ยวข้องเข้ามาสนับสนุนงานวิจัยมากขึ้น เพื่อให้งานวิจัยเกิดประโยชน์กับการพัฒนา สามารถขยายผลนำมาปฏิบัติได้จริงดังเช่นประเทศที่พัฒนาแล้ว ที่การพัฒนาอยู่บนฐานข้อมูลที่ได้มาจากงานวิจัย ซึ่งจะทำให้เกิดการพัฒนาที่มั่นคงและยั่งยืน

ด้าน นายกิตติ ชุณหวงศ์ นายกสมาคมนักวิชาการอ้อยและน้ำตาลแห่งประเทศไทย กล่าวว่า ความสำคัญในการจัดงานประชุมครั้งนี้ ได้แสดงให้เห็นถึงศักยภาพและความพร้อมในการเป็นผู้นำในเรื่องอ้อยและน้ำตาลของไทยตั้งแต่ต้นน้ำจนถึงปลายน้ำ ไม่ว่าจะเป็นพันธุ์อ้อยประเภทต่างๆ การจัดการดินและน้ำภายใต้ทรัพยากรที่จำกัดไปจนถึงใช้เครื่องจักรขนาดเล็กสำหรับเกษตรกรรายย่อย และโรงงานน้ำตาลในยุคใหม่ ที่นำนวัตกรรมและเทคโนโลยีในการนำผลผลิตอ้อยทุกส่วนมาใช้ประโยชน์ โดยไม่มีส่วนใดเหลือทิ้ง ตลอดจนการบริหารจัดการที่ให้ความสำคัญกับการประหยัดพลังงาน และการควบคุมการผลิตด้วยระบบจีพีเอส นอกจากนี้ยังเป็นการเปิดตลาดให้
ผู้ประกอบการอ้อยและน้ำตาลของไทยมีโอกาสนำเสนอสินค้าออกสู่สากลมากขึ้นอีกด้วย

การประชุมครั้งนี้ยังได้เปิดโอกาสให้เกษตรกรของไทยได้เข้าชมงาน ทำให้ได้รับรู้และรับทราบเทคโนโลยีความก้าวหน้าในอุตสาหกรรม ซึ่งสามารถนำมาใช้ปรับปรุง พัฒนาต่อยอดเพื่อเพิ่มผลผลิต ลดต้นทุน ก่อให้เกิดรายได้เพิ่มขึ้นอย่างมั่นคงและยั่งยืน

“การจัดงานในครั้งนี้ เป็นการสร้าง Economic Impact และแสดงให้เห็นว่า จ.เชียงใหม่ สามารถเป็น MICE City ได้ อีกทั้งยังเป็นที่ยอมรับให้เป็นหนึ่งในจุดหมายที่ถูกเลือกให้จัดงานในระดับ InternationalCONVEX ที่ประสบความสำเร็จทั้งในด้าน International Congress และ Trade Exhibition ได้อีกจุดหมายหนึ่งนอกเหนือจาก กรุงเทพมหานคร การประชุมดังกล่าวยังเป็นการกระตุ้นเศรษฐกิจด้านนักท่องเที่ยว เพราะจะทำให้ทั่วโลกได้รู้จักประเทศไทยมากขึ้น ซึ่งผู้เข้าร่วมประชุมจากกว่า 40 ประเทศทั่วโลก ก็จะนำเรื่องราวของประเทศไทย สถานที่ท่องเที่ยวที่สวยงาม ไปเชิญชวนให้ประชาชนในประเทศของเขาเข้ามาท่องเที่ยวเมืองไทยมากขึ้น” นายกิตติกล่าว

รักษ์เกษตร : 12 ข้อควรปฏิบัติผลิตข้าวอินทรีย์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/257268

วันอังคาร ที่ 21 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2560, 06.00 น.

คำถาม ขอทราบวิธีปลูกข้าวอินทรีย์ด้วยครับ

เรืองเดช เจริญวงษ์

อ.เมือง จ.อุบลราชธานี

คำตอบ การผลิตข้าวอินทรีย์ เป็นการผลิตข้าวที่หลีกเลี่ยงการใช้สารเคมี และสารที่ผ่านกระบวนการสังเคราะห์ทางเคมีทุกชนิด ในทุกขั้นตอนของการผลิต และเก็บรักษาผลผลิต โดยใช้ความอุดมสมบูรณ์ของดินจากอินทรียวัตถุในสภาพธรรมชาติ และเพิ่มความอุดมสมบูรณ์ของดินด้วยวัสดุอินทรีย์ ในส่วนการป้องกันและกำจัดศัตรูพืช ใช้แมลงศัตรูธรรมชาติควบคุมการระบาด ใช้ข้าวพันธุ์ต้านทานโรคและแมลง มีวิธีการปลูกและการจัดการพืชที่เหมาะสม เพื่อสร้างสมดุลธาตุอาหารในต้นข้าว ทำให้ต้นข้าวมีความแข็งแรง สามารถต้านทานโรคได้ดี และอาจใช้สารสกัดจากพืชในกรณีที่มีการระบาดรุนแรง ในด้านศัตรูข้าวให้ใช้วิธีกล และศัตรูธรรมชาติ ทั้งนี้ ต้องเลือกพื้นที่ให้มีความเหมาะสมตามเงื่อนไขดังกล่าวในเบื้องต้น

วิธีการปลูกข้าวอินทรีย์ ซึ่งเป็นวิธีปลูกข้าวอินทรีย์ที่สอดคล้องกับนโยบายรัฐบาล ที่ส่งแสริมเกษตรกรให้ผลิตข้าวที่มีคุณภาพและยกระดับมูลค่าของสินค้า ที่กำลังเป็นที่นิยมของตลาด พอสรุปได้ดังนี้

1.พื้นที่ปลูก ต้องเป็นพื้นที่ห่างไกลจากพื้นที่ที่ใช้สารเคมี

2.พันธุ์ข้าว ให้ใช้พันธุ์ข้าวที่มีคุณภาพ เมล็ดดี ต้านทานต่อโรคและแมลง

3.เมล็ดพันธุ์ข้าว ให้ใช้เมล็ดพันธุ์ที่ผลิตโดยวิธีเกษตรอินทรีย์ เมล็ดพันธุ์คุณภาพดี ปราศจากโรคและเมล็ดวัชพืช

4.การเตรียมดิน ไม่ให้มีการเผาฟางข้าว ควรเตรียมดินอย่างดี เพื่อให้เหมาะสมกับการเจริญเติบโตของต้นข้าว และลดปัญหาวัชพืช

5.วิธีการปลูก ใช้วิธีปักดำ โยนกล้าหว่าน โดยเฉพาะวิธีปักดำจะลดปัญหาวัชพืช และไม่ควรปลูกข้าวแน่นจนเกินไป เพื่อลดปัญหาโรคและแมลง

6.ใช้ปุ๋ยอินทรีย์ ให้ใช้ปุ๋ยคอกปุ๋ยหมัก น้ำหมักชีวภาพ ปุ๋ยพืชสด

7. ใช้อินทรียวัตถุทดแทนปุ๋ยเคมี เช่น

– ปุ๋ยไนโตรเจน (N) ให้ใช้แหนแดง สาหร่ายสีเขียวแกมน้ำเงิน ทดแทน

– ปุ๋ยฟอสฟอรัส (P) ให้ใช้หินฟอสเฟต กระดูกป่น มูลไก่ มูลค้างคาว

– ปุ๋ยแคลเซียม (Ca) ให้ใช้ขี้เถ้าปูนขาว โดโลไมท์ เปลือกหอยป่น กระดูกป่น

8.การจัดการน้ำ ให้รักษาระดับน้ำให้เหมาะสมกับระยะการเจริญเติบโตของต้นข้าว

9.การจัดการความอุดมสมบูรณ์ของดิน ให้ปลูกข้าวปีละครั้ง หรือไม่เกิน 2 ครั้ง/ปี และปลูกพืชหมุนเวียน โดยเฉพาะพืชตระกูลถั่ว ก่อนและหลังปลูกข้าว หรือปลูกข้าวอินทรีย์ร่วมกับพืชตระกูลถั่ว

10.การควบคุมวัชพืช ไม่ให้ใช้สารเคมี ให้ถอนด้วยมือ ใช้เครื่องมือทางการเกษตร หรือปลูกพืชคลุมดิน

11.การป้องกันกำจัดโรคและแมลง ไม่ให้ใช้สารเคมี ให้ใช้กับดัก หรือแสงไฟล่อ โดยเน้นความหลากหลายทางชีวภาพ อนุรักษ์แมลงศัตรูธรรมชาติ เพื่อควบคุมแมลงศัตรูข้าว

12.การเก็บเกี่ยวและการจัดการหลังการเก็บเกี่ยว ให้เก็บเกี่ยวระยะพลับพลึง คือระยะ 27-30 วันหลังออกดอก ให้ทำการลดความชื้นให้ต่ำกว่า 14% และเก็บรักษาในสภาพแวดล้อมที่เหมาะสม

ดังนั้น จึงเป็นการใช้วัสดุธรรมชาติ หลีกเลี่ยงการใช้สารสังเคราะห์และไม่ใช้พืช สัตว์หรือจุลินทรีย์ที่ได้มาจากเทคนิคการดัดแปรพันธุกรรม หรือพันธุวิศวกรรม มีการจัดการกับผลิตภัณฑ์ โดยเน้นการแปรรูปด้วยความระมัดระวัง เพื่อรักษาสภาพการเป็นเกษตรอินทรีย์ และคุณภาพที่สำคัญของผลิตภัณฑ์ในทุกขั้นตอน

นาย รัตวิ

ราคา’มันสำปะหลัง’ดิ่งฮวบ!! วอนรัฐหามาตรการช่วยเกษตรกร

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/257215

วันจันทร์ ที่ 20 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2560, 12.00 น.

สถานการณ์ราคามันสำปะหลังตกต่ำ สมาคมโรงงานผู้ผลิตมันสำปะหลังภาคอีสานวอนภาครัฐหามาตรการช่วยเหลือเกษตรกร เมืองย่าโมจัดงานวันสำปะหลังโคราชยกระดับผลผลิตให้เกษตรกร

20 ก.พ.60 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ที่สมาคมโรงงานผู้ผลิตมันสำปะหลังภาคตะวันออกเฉียงเหนือ อ.เมือง จ.นครราชสีมา นายธีระ เอื้ออภิธร เลขาธิการสมาคมโรงงานผู้ผลิตมันสำปะหลังภาคตะวันออกเฉียงเหนือ เปิดเผยว่า ปัจจุบันสถานการณ์ราคามันสำปะหลังในประเทศไม่ค่อยดีมากนักและราคาลดลงอย่างต่อเนื่องมาตั้งแต่ช่วงปลายปีที่ผ่านมา เนื่องจากผลผลิตมันสำปะหลังที่ทยอยออกสู่ตลาดจำนวนมาก ประกอบกับตลาดรับซื้อจากประเทศจีนซึ่งเป็นตลาดรับซื้อรายใหญ่กดราคา จึงทำให้ราคามันสำปะหลังตกต่ำ

โดยปัจจุบันราคามันสำปะหลังสด มีราคารับซื้ออยู่ที่กิโลกรัมละ 1.60-1.65 บาท และคาดว่าสถานการณ์ราคามันสำปะหลังจะคงยังทรงตัวต่อเนื่องไปอีก โดยจังหวัดนครราชสีมา เป็นพื้นที่ที่มีการปลูกมันสำปะหลังมากกว่า 1,800,000 ไร่ ถือว่ามากที่สุดของประเทศ ให้ผลผลิตออกสู่ตลาดปีละประมาณ 6-7 ล้านตันต่อปี ขณะที่ผลผลิตภาพรวมมันสำปะหลังทั้งประเทศมีผลผลิตออกสู่ตลาดประมาณ 25-27 ล้านตันต่อปี

นายวีระศักดิ์ หวังศุภกิจโกศล กรรมการที่ปรึกษาและคณะกรรมการบริหารสมาคมโรงงานผู้ผลิตมันสำปะหลังภาคตะวันออกเฉียงเหนือ เปิดเผยว่า ปัญหาราคาไม่ดีของมันสำปะหลังที่ตกต่ำในปัจจุบันเกิดจากหลายปัจจัย ทั้งเรื่องของผลผลิตมันสำปะหลังที่ทยอยออกสู่ตลาดจำนวนมาก และปัญหาที่ผู้ประกอบการชาวจีนมาตั้งโรงงานรับซื้อผลผลิตมันสำปะหลังในประเทศไทย จึงทำให้ถูกกดราคาได้ง่าย

สมาคมโรงงานผู้ผลิตมันสำปะหลังภาคตะวันออกเฉียงเหนือจึงอยากให้ภาครัฐหามาตรการช่วยเหลือเกษตรผู้ปลูกมันสำปะหลังในเรื่องนี้ด้วย อย่างไรก็ตามจากประสบการณ์ของตนคิดว่าตอนปี 2559 ราคายังพอรับไหว แต่ก็ไม่ดี ขณะเดียวกันมันสำปะหลังของกัมพูชาและลาวผลผลิตหัวมันสำปะหลังมีจำนวนมาก โดยเฉพาะที่ลาวเดิมกว่า 100% หรือกว่า 1 ล้านตันที่เคยปลูก แต่ปีนี้น่าจะเพิ่มขึ้นอยู่ที่ 250% หรือ 3 ล้านตันใน 5 แขวงของลาว สำหรับของไทยคิดว่าตั้งแต่เดือนพฤษภาคมไปน่าจะปรับฟื้นขึ้นมา ต่อเนื่องไปถึงปลายปี 60/61 น่าจะค่อนข้างดีซึ่งในปี 61 ราคาน่าจะขึ้นมากพอสมควร ต่อเนื่องปี 62 น่าจะขึ้นแบบมากๆ

ส่วนการที่คนจีนมาตั้งโรงงานในประเทศไทยจำนวนมากเพื่อส่งผลผลิตกลับไปทำให้ราคาตกต่ำนั้น ตนทราบดีว่าคนจีนทำแบบถึงลูกถึงคนมาแฝงตัวแบบรู้ข้อมูลเรานานแล้วและค้าขายโดยไม่ผ่านคนกลางโดยการไดเร็กโดยตรงไปเลย ซึ่งจะได้ของมีคุณภาพและราคาถูก ฉะนั้นตรงนี้ทำให้มีการเอาเปรียบคนไทย เช่น โรงงานตนส่งขายให้จีนแค่ 10% แต่รายอื่นๆส่งขาย 60-70% ส่วนราคาที่ตกต่ำเรื่องนี้พี่น้องเกษตรกรต้องลดต้นทุน เพิ่มผลผลิตให้กับพื้นที่มากขึ้น ไม่อย่างนั้นต้นทุนจะสูงหรือการที่ต้องช่วยกันระหว่างเกษตรกร ผู้ประกอบการ นักวิชาการ และภาครัฐ การร่วมด้วยช่วยกันถึงจะช่วยเกษตรกรได้ ฉะนั้นการต่อกรการแข่งขันทางการค้ากับประเทศจีน กัมพูชา ลาวเราต้องรวมพลังในระดับประเทศไทย ภาครัฐต้องสนับสนุนให้โรงงานแป้งผลิตแป้งแล้วส่งต่างประเทศให้มากขึ้น นายวีระศักดิ์ฯ กล่าว

ทั้งนี้ ในระหว่างวันที่ 23-27 กุมภาพันธ์ 2560 จังหวัดนครราชสีมา จะมีการจัดงานวันสำปะหลังโคราช 2560 ครั้งที่ 2 ( Koart Tapioca Fair 2017 ) พืชมหัศจรรย์กับชาวไร่มันอัจฉริยะ “เทคโนโลยีการผลิตและนวัตกรรมมันสำปะหลังไทย” ร่วมจัดงานกับงานเกษตรสุรนารี 60 หรือ SAF 2017 ณ อาคารสุรพัฒน์ 2 ภายในมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีสุรนารี (มทส.) อำเภอเมือง จังหวัดนครราชสีมา ซึ่งเป็นความร่วมมือของสำนักงานเกษตรจังหวัดนครราชสีมา ร่วมกับสมาคมโรงงานผู้ผลิตมันสำปะหลังภาคตะวันออกเฉียงเหนือ , องค์การบริหารส่วนจังหวัดนครราชสีมา และมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีสุรนารี

วัตถุประสงค์เพื่อเป็นการแลกเปลี่ยนเรียนรู้และเกิดความร่วมมือในการขับเคลื่อนทั้งระบบอุตสาหกรรมมันสำปะหลังและให้เกษตรกรผู้ปลูกมันสำปะหลังภายในจังหวัดนครราชสีมาและจังหวัดใกล้เคียงสามารถนำความรู้ที่ได้จากการเข้าร่วมกิจกรรมไปพัฒนาต่อยอดให้มีการจัดการที่เหมาะสม ซึ่งจะช่วยยกระดับผลผลิตต่อไร่และสามารถผลิตมันสำปะหลังให้เพียงพอต่อความต้องการของภาคอุตสาหกรรม

เกาะติด‘Rubber City’สงขลา ชี้สร้างความมั่นคงราคา‘ยาง’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/257134

วันจันทร์ ที่ 20 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2560, 06.00 น.

นายคมสัน จำรูญพงษ์ รองเลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) เปิดเผยว่า สศก. ได้เข้าเยี่ยมชมนิคมอุตสาหกรรมยางพารา (Rubber City) ที่นิคมอุตสาหกรรมภาคใต้ ต.ฉลุง อ.หาดใหญ่ จ.สงขลา ซึ่งที่ผ่านมารัฐบาลได้ก่อตั้งและให้ความสำคัญมากเป็นพิเศษ เนื่องจากต้องการให้มีการพัฒนาอุตสาหกรรมยางพาราอย่างต่อเนื่องและมีความยั่งยืน เพื่อให้สามารถดึงวัตถุดิบยางในประเทศมาสร้างมูลค่าเพิ่ม สามารถยกระดับมาตรฐานราคายางให้อยู่ในระดับที่เกษตรกรรายย่อยอยู่ได้ ไม่ประสบปัญหาราคาตกต่ำ

นายพลเชษฐ์ ตราโช ผอ.สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตรที่ 9จ.สงขลา (สศท.9) กล่าวว่า นิคมอุตสาหกรรมยางมีความพร้อมในเรื่องโครงสร้างพื้นฐานด้านการขนส่ง ทั้งทางบก ทางน้ำ และอากาศ เพื่อการส่งออกผลิตภัณฑ์ไปต่างประเทศและขายในประเทศ มีการออกแบบทางสถาปัตยกรรมและวิศวกรรมระบบสาธารณูปโภค การจัดผังพื้นที่ ที่เป็นระบบ และมีการบริหารจัดการที่รองรับอุตสาหกรรมเชิง cluster ที่รองรับอุตสาหกรรมยางกลางน้ำ และปลายน้ำ ซึ่งจะมีความสะดวกสบายในการดำเนินธุรกิจ และคุ้มค่าต่อการลงทุน นับเป็นอีกหนึ่งแรงจูงใจและเป็นการสร้างความมั่นใจให้นักลงทุนทั้งในและต่างประเทศเข้ามาลงทุนในนิคมอุตสาหกรรมยางพารา

นอกจากนี้ นิคมอุตสาหกรรมยางพาราจะเน้นให้ผู้ประกอบการรายใหญ่เข้ามาลงทุน มีการเชื่อมโยงและเปิดโอกาสให้ผู้ประกอบการอุตสาหกรรมในระดับ SMEs เข้ามาลงทุนในพื้นที่ด้วย โดยในขณะนี้ นิคมการเกษตรรัตภูมิ จำกัด ได้มีแผนที่จะนำน้ำยางสดที่รับซื้อจากสมาชิกมาแปรรูปที่ Rubber Cityและเน้นนำผลงานวิจัยเชิงนวัตกรรม มาผลิตเป็นผลิตภัณฑ์ เช่น รองเท้าบู๊ท รองเท้าเด็กนักเรียน ยางรองส้นเท้า และจอกรองน้ำยางพารา เป็นต้น

7ปี‘สสอค.’ย้ำความโปร่งใส ยึดประโยชน์สมาชิก‘ครูไทย’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/257135

วันจันทร์ ที่ 20 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2560, 06.00 น.

นายอุทัย ศรีเทพ นายกสมาคมฌาปนกิจสงเคราะห์สมาชิกชุมนุมสหกรณ์ออมทรัพย์ครูไทย เปิดเผยว่า สมาคมฌาปนกิจสงเคราะห์สมาชิกชุมนุมสหกรณ์ออมทรัพย์ครูไทย (สสอค.) เป็นองค์กรคู่เพื่อครูไทยที่เกิดจากแนวคิดขององค์กรวิชาชีพครูและสหกรณ์ออมทรัพย์ของหน่วยงาน ในสังกัดกระทรวงศึกษาธิการ โดยเฉพาะสหกรณ์ออมทรัพย์ครู ที่กระจายอยู่ตามจังหวัดต่างๆ ทั่วประเทศ จำนวน 87 สหกรณ์ โดยแยกเป็น สหกรณ์ออมทรัพย์ครู76 สหกรณ์ และสหกรณ์ออมทรัพย์ครู(สามัญ) 11 สหกรณ์ ที่ร่วมกันให้จัดตั้งองค์กรทางการเงิน และองค์กรด้านสวัสดิการที่คู่กัน และเอื้อประโยชน์ระหว่างกัน ซึ่งต่อมาผู้แทนองค์กรวิชาชีพ และเห็นชอบให้จดทะเบียนก่อตั้ง ชุมนุมสหกรณ์ออมทรัพย์ครูไทย จำกัด และสมาคมฌาปนกิจสงเคราะห์สมาชิกชุมนุมสหกรณ์ออมทรัพย์ ครูไทย เมื่อวันที่ 14 กุมภาพันธ์ 2553

สมาคมฌาปนกิจสงเคราะห์สมาชิกชุมนุมสหกรณ์ออมทรัพย์ครูไทย (สสอค.)เป็นองค์กรหนึ่งในประเภทสหกรณ์ออมทรัพย์ ที่อยู่ในขบวนการสหกรณ์7 ประเภท ที่ก่อตั้งขึ้นมาเพื่อสร้างความมั่นคงให้กับสมาชิกสหกรณ์ออมทรัพย์ครูที่มีอยู่กว่า 900,000 คน จากจุดเริ่มต้นเมื่อปี 2553 มีสมาชิกเพียง 30,000 กว่าคน ซึ่งจากการดำเนินงานมาตลอด 7 ปี โดยสมาคมฯ ยึดหลักการทำงานภายใต้เงื่อนไขของระบบสหกรณ์ จนสร้างความเชื่อมั่นให้สมาชิกสหกรณ์ออมทรัพย์ครูสมัครมาเป็นสมาชิกในปัจจุบันกว่า 260,000 ราย ที่มาจาก 115 สหกรณ์ออมทรัพย์ ซึ่งนอกจากสมาชิกของสมาคมฯจะมาจากสหกรณ์ออมทรัพย์ครูแล้ว ยังมีสมาชิกจากสหกรณ์ออมทรัพย์รัฐวิสาหกิจ ตำรวจ ทหาร สาธารณสุข รวมถึงยังเปิดรับสมาชิกสมทบจากสหกรณ์ออมทรัพย์ของหน่วยงานด้านการเกษตรอื่นๆ ด้วย เช่น สหกรณ์ออมทรัพย์กรมปศุสัตว์ กรมประมง เป็นต้น จึงขอให้สมาชิกมั่นใจได้ว่า การดำเนินงานของ สสอค.มีความโปร่งใสเพื่อสร้างความเชื่อมั่นในสวัสดิการอันเป็นประโยชน์สูงสุดของสมาชิก หากมีข้อสงสัยสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ สมาคมฌาปนกิจสงเคราะห์สมาชิกชุมนุมสหกรณ์ออมทรัพย์ครูไทย (สสอค.) 0-2496-1337

เกษตรบูรณาการ : เดินสายตรวจงาน ก่อนประเมินผล อยู่หรือไป

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/257138

251598

วันจันทร์ ที่ 20 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2560, 06.00 น.

เข้าสู่กลางเดือนที่ 2 ของปี 2560 ปีไก่จิก ปีนี้ต้องบอกว่าเท่าที่ติดตามงานของกระทรวงเกษตรฯกันมาจนขณะนี้ เห็นถึงการเปลี่ยนแปลงและปรับเปลี่ยนการทำงานของท่านรัฐมนตรีที่ชื่อ “พลเอกฉัตรชัยสาริกัลยะ” อย่างเห็นได้ชัดเจนมากขึ้นโดยตลอดเกือบเดือนเศษของปีไก่ ได้เห็นรัฐมนตรี ลุยลงพื้นที่จี้จิกเรื่องของการทำงานให้เป็นไปตามแผน ทั้งเรื่องปัญหาที่ดินทำกิน การวางระบบการส่งเสริมการเกษตรฯที่ดินแปลงใหญ่ รวมไปถึงการวางระบบการส่งเสริมและวางแผนการผลิตสินค้าเกษตรให้เป็นไปตามาตรฐานสินค้า

โดยสัปดาห์ก่อน ได้ลงพื้นที่จังหวัดพิษณุโลก และได้ทำความเข้าใจ กับเจ้าหน้าที่ในระดับพื้นที่ของกระทรวงเกษตรฯ ให้เข้าใจ ถึงงานที่ ท่านรัฐมนตรีสั่งการ เพราะที่ผ่านมา ดูเหมือนว่า ไม่เข้าใจตรงกัน ซึ่งที่สำคัญจากนี้ไป ต้องรู้จักลงทำงานในพื้นที่ ไม่ใช่ทำงานส่งเสริมการเกษตรในห้องแอร์ ถามอะไรก็ไม่เคยเข้าใจ มอบนโยบายอะไร ก็ไม่เคยรู้แจ้งงานนี้จึงต้องลงพื้นที่ กำชับข้าราชการ ให้คิดใหม่ ทำใหม่ มีความทันสมัย อย่านั่งอยู่กับที่ลุกไปหาเกษตรกรโดยเฉพาะมาตรการแก้ไขภัยแล้งเตรียมแผนไว้แก้แล้ง 6 มาตราการ 29 แผนงานปีที่แล้วก็มีแผนแต่ผลสรุปยังไม่ประสบความสำเร็จ ต้องมาคิดว่าทำอย่างไรให้เกิดความสำเร็จ ปีนี้เริ่มต้นฤดูแล้งก็เห็นแล้วว่ามีการเพาะปลูกข้าวเกินพื้นที่ นโยบายลดพื้นปลูกข้าวยังไม่ได้ผลจะโทษเกษตรกรไม่ได้เพราะเขามีที่ดินก็ทำ เป็นใครก็ทำหน้าที่กระทรวงเกษตรฯต้องลงไปบอก ให้เกิดความเชื่อมั่นถ้าไม่ปลูกข้าวนาปรัง ทำอย่างอื่นได้เงินเหมือนกัน

งานนี้ ท่านรัฐมนตรีถึงกับต้องทำแผนภูมิแบบง่ายๆ เป็นสื่อการมอบนโยบายตามแผนงาน โดยใช้ชื่อ “นโยบายกระดาษA4” ปฏิรูปภาคเกษตรสมัยใหม่ครบวงจรไปสู่แผนเกษตร 4.0 หวังให้ มีรายได้ 3 แสนบาทต่อรายต่อปีให้ได้ และบอกชัดว่าใช้วิธีคิดแบบทหารย้อนหลังทำลายเป้าหมายคือความยากจนให้ได้ ซึ่งเป้าหมายสูงสุดตามแผนรัฐบาล ท่านนายกฯ “ประยุทธ์ จันทร์โอชา” คาดหวังที่สุด ที่จะปลดหนี้เกษตรกร มีรายได้เพิ่ม มีคุณภาพชีวิตที่มั่นคงให้ได้

รัฐมนตรี “ฉัตรชัย” บอกว่าทุกอย่างเกิดจากไอเดียของท่านล้วนๆ ที่นั่งคิดและนั่งเขียนแผนทั้งหมดลงในกระดาษ A4 เพื่อให้ทุกหน่วยงานเข้าใจได้ทันที เน้นให้ความสำคัญคือเกษตรกร ดังนั้นทุกคนต้องทำตามแผนภาพเชื่อมโยงงาน นโยบายของรมว.เกษตรฯในกระดาษ A4 ที่ยกขึ้นมาเป็นเรื่องเร่งด่วน ปฏิบัติให้เกิดผลจริง ทุกอย่างใช้วิธีแบบทหาร คิดย้อนหลังทำลายเป้าหมายได้ คือทำไมเกษตรกรถึงจน จึงออกมาเป็นนโยบาย A4 ที่มีเป้าหมายยกระดับคุณภาพชีวิตเกษตรกรให้มีรายได้มั่นคงในพื้นที่เกษตรกรรม 149 ล้านไร่ เกิดผลสำเร็จให้ได้ เอากันชัดๆ อย่างนี้ ระวังหากไม่เป็นไปตามเป้าหมายละก็ มีหวังโดนยกแผนเพราะแว่วว่า งานนี้รัฐมนตรี “ฉัตรชัยเองจริง” ประเมินจริง ที่สำคัญ มีข่าวลือลั่นว่า หากยังเหมือนเดิมมีนาคมนี้ อาจมีการเปลี่ยนแปลงหลายตำแหน่ง อยู่หรือไป ต้องวัดกันที่ผลงานกันหละขอรับท่าน

สุดท้ายปลายสัปดาห์นี้ ซึ่งเป็นเดือนแห่งความรัก และต้องขอแสดงความยินดีกับหลานชายหัวแก้วหัวแหวนของท่าน ประธานสภาเกษตรกรแห่งชาติ “ประพัฒน์ ปัญญาชาติรักษ์” คือ นายพัฒนา ปัญญาชาติรักษ์ ที่ประกาศตัวเลิกโสดอย่างเป็นทางการ แต่งงานกับเจ้าสาวนางสาวปณีตา ติรรัชกุล แบบเรียบง่าย และจะมีการจัดงานเลี้ยงฉลองมงคลสมรส ที่หอประชุมยกส่าย โรงเรียนมัธยมวิทยา อ.เมือง จ.ลำปาง ในเวลา 18.00 น. วันเสาร์ที่ 25 กุมภาพันธ์นี้ ว่ากันว่า เจ้าสาวกับเจ้าบ่าว เขาคบหาดูใจมาตั้งแต่สมัยอนุบาล

ราชดำเนิน

เร่งจัดการน้ำเค็มรุกเจ้าพระยา-ท่าจีน กรมชลประทานยันยังไม่ส่งผลกระทบน้ำดิบผลิต‘ประปา’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/257136

วันจันทร์ ที่ 20 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2560, 06.00 น.

พล.อ.ฉัตรชัย สาริกัลยะ รมว.เกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่า ช่วงฤดูแล้งปี 2559/60 กรมชลประทานได้วางแผนจัดสรรน้ำทั้งประเทศ 17,661 ล้านลูกบาศก์เมตร(ลบ.ม.) ปัจจุบันมีการใช้น้ำไปแล้ว 9,965 ล้าน ลบ.ม. คิดเป็นร้อยละ 56 ของแผนจัดสรรน้ำที่วางไว้ ขณะที่การเพาะปลูกข้าวนาปรังทั้งประเทศพบว่า ณ วันที่ 8 กุมภาพันธ์ มีการทำนาปรังไปแล้ว 6.99 ล้านไร่ มากกว่าแผนที่วางไว้ 2.99 ล้านไร่ ขณะที่ปัจจุบันมีปริมาณน้ำใช้การใน 4 เขื่อนหลัก คือ เขื่อนภูมิพล เขื่อนสิริกิติ์ เขื่อนแควน้อยบำรุงแดน และเขื่อนป่าสักชลสิทธิ์ ณ วันที่ 14 กุมภาพันธ์ 7,586 ล้าน ลบ.ม. อย่างไรก็ตาม กรมชลประทานคาดการณ์ปริมาณน้ำใช้การวันที่ 1 พฤษภาคม ของลุ่มน้ำเจ้าพระยา จะมีปริมาณน้ำใช้การได้ 4 เขื่อน รวมกัน 3,754 ล้าน ลบ.ม. แยกเป็นเขื่อนภูมิพล 1,405 ล้าน ลบ.ม. เขื่อนสิริกิติ์1,808 ล้าน ลบ.ม. เขื่อนแควน้อยบำรุงแดน 253 ล้าน ลบ.ม. และเขื่อนป่าสักชลสิทธิ์ 288 ล้าน ลบ.ม.

ส่วนการวางแผนเพาะปลูกพืชฤดูฝนของลุ่มน้ำเจ้าพระยา ปี 2560/61 คาดการณ์ปีนี้ในช่วงต้นฤดูฝนจะมีปริมาณน้ำต้นทุนประมาณ 3,754 ล้าน ลบ.ม. จะส่งน้ำเพื่อการอุปโภค-บริโภค รักษาระบบนิเวศน์ได้ตลอดฤดูแล้ง และฤดูฝนถึงช่วงฝนตกชุก สำหรับการเพาะปลูกข้าวรอบที่ 1 แยกพื้นที่เป็น 2 ส่วน คือ 1. พื้นที่ตอนบนของลุ่มเจ้าพระยาใหญ่ ในพื้นที่ลุ่มต่ำเริ่มส่งน้ำเพื่อการเพาะปลูกข้าวรอบที่ 1 ตั้งแต่1 เมษายน ส่วนพื้นที่อื่นๆ เริ่มส่งน้ำตั้งแต่1 พฤษภาคม เป็นต้นไป และ 2.พื้นที่ตอนล่างของลุ่มเจ้าพระยาใหญ่ ในพื้นที่ลุ่มต่ำ จะเริ่มส่งน้ำเพื่อการเพาะปลูกข้าวรอบที่ 1 ตั้งแต่ 1 พฤษภาคม ส่วนพื้นที่อื่นๆ เริ่มส่ง 15 พฤษภาคม

นายทองเปลว กองจันทร์ รองอธิบดีกรมชลประทาน กล่าวเพิ่มเติมว่า จากการติดตามสถานการณ์น้ำทะเลหนุนสูงในแม่น้ำเจ้าพระยาและในภาคใต้มีคลื่นลมแรง ส่งผลให้น้ำทะเลยกสูงและมีความเค็มรุกล้ำเข้าไปในแม่น้ำเจ้าพระยา วัดค่าได้ 0.50 กรัมต่อลิตร ยังไม่ส่งผลกระทบต่อน้ำดิบผลิตประปา อย่างไรก็ตาม เพื่อป้องกันไม่ให้ความเค็มรุกล้ำเพิ่มขึ้น กรมชลประทานได้เพิ่มการระบายน้ำผ่านเขื่อนเจ้าพระยาเพิ่มจาก 70 เป็น 75 ลบ.ม.ต่อวินาที พร้อมเพิ่มการระบายน้ำผ่านเขื่อนพระรามหก จาก 30 เป็น 45 ลบ.ม.ต่อวินาที ส่งผลให้ค่าความเค็มบริเวณปากคลองสำแลไม่เกินเกณฑ์มาตรฐานในการผลิตน้ำประปา นอกจากนี้ ยังใช้ประตูระบายน้ำคลองลัดโพธิ์อันเนื่องมาจากพระราชดำริ ช่วยผลักดันน้ำเค็มด้วย

แจงสี่เบี้ย : พด.เผยผลสำเร็จ‘ศพก.อุดรธานี’ ภายใต้แนวทางการทำเกษตรผสมผสาน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/257137

227832

วันจันทร์ ที่ 20 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2560, 06.00 น.

จากนโยบายของรัฐ ในการดำเนินงานจัดตั้งศูนย์เรียนรู้การเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตสินค้าเกษตร (ศพก.) ในทุกอำเภอทั่วประเทศ อำเภอละ 1 ศูนย์ รวม 882 ศูนย์ เพื่อเป็นสถานที่ให้บริการทางการเกษตร ช่วยแก้ไขปัญหา ถ่ายทอดองค์ความรู้ ข้อมูลข่าวและเป็นจุดศูนย์กลางการพบปะของอาสาสมัครเกษตรกับเจ้าหน้าที่จากทุกหน่วยงานในสังกัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์

กรมพัฒนาที่ดิน โดยสถานีพัฒนาที่ดินอุดรธานี ได้จัดส่งข้อมูลการจัดทำแผนที่เขตความเหมาะสมการผลิตสินค้าเกษตรระดับอำเภอรายชนิดพืชให้ศพก. 20 ศูนย์ในพื้นที่ เพื่อใช้เป็นข้อมูลขับเคลื่อนและส่งเสริมเกษตรกร ให้สามารถดูและใช้แผนที่ความเหมาะสมของที่ดินสำหรับพืชเศรษฐกิจในพื้นที่ตนเองว่ามีความเหมาะสมในระดับใด หรือไม่เหมาะสมกับพืชชนิดใด หากมีความเหมาะสมแล้วจะต้องทำการเพิ่มศักยภาพในการผลิตแบบไหนเพื่อลดต้นทุน หากไม่เหมาะสมจะต้องปรับเปลี่ยนไปทำการเกษตรด้านไหน

โดย ศพก. หมู่ 8 ต.บุ่งแก้ว อ.โนนสะอาด จ.อุดรธานี เป็นหนึ่งในพื้นที่ที่ประสบความสำเร็จภายใต้การทำเกษตรผสมผสาน ซึ่งจุดเด่นของศูนย์แห่งนี้ คือ การให้น้ำและปุ๋ยด้วยระบบน้ำหยด มีการดำเนินงานด้านการพัฒนาที่ดินภายในศูนย์ มีจุดเรียนรู้การพัฒนาที่ดิน อาทิ การผลิตปุ๋ยหมักสูตรพระราชทาน, การผลิตน้ำหมักชีวภาพจากสารเร่งซุปเปอร์ พด.2 และสารควบคุมแมลงศัตรูพืชจากสารเร่งซุปเปอร์ พด.7

หนึ่งในเกษตรกรที่ประสบความสำเร็จ คือ แปลงปลูกมันสำปะหลังของ นายศิริเทพ ศิริวรรณหอม มีการพัฒนาพื้นที่แห้งแล้งให้เกิดประโยชน์ ด้วยการเกษตรผสมผสาน การเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตโดยระบบน้ำหยด เพิ่มผลผลิตแปลงปลูกอ้อยและมันสำปะหลังอันเป็นพืชเศรษฐกิจที่สำคัญอย่างได้ผล

นอกจากนี้ ยังมีอีกหนึ่งกิจกรรมที่โดดเด่น คือ การเลี้ยงกบพอเพียงซึ่งเป็นการต่อยอดเกษตรทฤษฎีใหม่ มีการใช้น้ำให้เกิดประโยชน์อย่างคุ้มค่าเกื้อกูลกันในทุกกิจกรรมตามวิถีเกษตรของชาวอีสาน จึงเป็นอีกหนึ่ง ศพก. ที่เป็นแบบอย่างของเกษตรกรในการถ่ายทอดเทคโนโลยีด้านการพัฒนาที่ดินและใช้นวัตกรรมต่างๆ ของกรมพัฒนาที่ดินได้อย่างถูกต้อง นำไปสู่การลดต้นทุนการผลิต เพิ่มผลผลิตและพัฒนาคุณภาพ สามารถให้เกษตรกรเข้าไปศึกษาเรียนรู้ เพื่อให้เกิดความเชื่อมั่นในอาชีพการเกษตรได้อย่างแท้จริง