แจงยิบเกณฑ์ขึ้นทะเบียนวัตถุอันตราย ยึดข้อมูลวิชาการ/ความปลอดภัยผู้บริโภค-สิ่งแวดล้อม

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/257140

วันจันทร์ ที่ 20 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2560, 06.00 น.

นายสุวิทย์ ชัยเกียรติยศ อธิบดีกรมวิชาการเกษตร เผยว่า ศัตรูพืชในประเทศไทยมีความหลากหลาย และสามารถทำลายพืชผลทางการเกษตรได้ตลอดปี หากไม่มีการป้องกันกำจัดที่เหมาะสม จะทำให้ผลผลิตเสียหาย ประเทศไทยจึงยังจำเป็นต้องนำเข้าสารเคมีเพื่อใช้ในการป้องกันกำจัดศัตรูพืช ซึ่งกรมวิชาการเกษตรเป็นหน่วยงานที่ทำหน้าที่กำกับดูแลการนำเข้าและขึ้นทะเบียนวัตถุอันตรายทางการเกษตรดังกล่าว โดยปัจจุบันมีการออกใบสำคัญการขึ้นทะเบียนวัตถุอันตรายทางการเกษตรไปแล้ว 9,534 ทะเบียน และยังคงมีคำขอขึ้นทะเบียนที่รอการพิจารณาอีกกว่า 4,300 รายการ โดยคณะอนุกรรมการเพื่อพิจารณาขึ้นทะเบียนวัตถุอันตราย มีหลักเกณฑ์การพิจารณาให้ขึ้นทะเบียนหรือไม่ ดังนี้

1.ให้ความสำคัญกับการพิจารณาขึ้นทะเบียนกลุ่มวัตถุอันตรายที่มีความปลอดภัย ได้แก่ สารสกัดจากธรรมชาติ สารชีวภัณฑ์กำจัดศัตรูพืช และกลุ่มสารเคมีที่ใช้ในพืชอาหาร มีข้อมูลความเป็นพิษน้อยตามหลักเกณฑ์ขององค์การอนามัยโลก 2.เป็นสารเคมีที่มีความจำเป็นต้องใช้แต่ไม่เข้าหลักเกณฑ์ในกลุ่มแรก โดยใช้ข้อมูล
การประเมินความเสี่ยงอันตรายและความคุ้มค่าทางเศรษฐกิจ

ทั้งนี้โดยปกติ คณะอนุกรรมการกำหนดให้มีการประชุมเดือนละ 2-3 ครั้ง โดยพิจารณาคำขอขึ้นทะเบียนจำนวนครั้งละ 50-90 คำขอ ซึ่งคณะอนุกรรมการจะพิจารณาจากข้อมูลพิษวิทยา ผลการทดลองประสิทธิภาพ และผลการวิเคราะห์คุณภาพผลิตภัณฑ์ ซึ่งสารในกลุ่มที่มีความเป็นพิษต่ำผู้ขอขึ้นทะเบียนต้องยื่นแผนการทดลองประสิทธิภาพ เพื่อทดลองในพืชและศัตรูพืชที่ประสงค์จะขอขึ้นทะเบียน โดยมีนักวิชาการจากกรมวิชาการเกษตรตรวจสอบความถูกต้องของแผนการทดลอง รวมทั้งควบคุมการทดลองให้มีประสิทธิภาพ ซึ่งเมื่อผลการทดลองเสร็จสิ้น ผู้ประกอบการจะต้องจัดทำผลการทดลองให้ผู้ควบคุมให้ความเห็นชอบก่อนที่จะนำไปใช้ประกอบการขึ้นทะเบียนวัตถุอันตราย โดยวัตถุอันตรายทุกชนิดที่ได้รับการขึ้นทะเบียนจะต้องใช้ผลการทดลองที่ทำภายในประเทศเท่านั้น

อย่างไรก็ตาม หากพบว่าวัตถุอันตรายที่ขึ้นทะเบียนแล้ว มีความเป็นพิษสูงและตรวจพบสารพิษตกค้างในผลิตผลทางการเกษตรสูงเกินค่าความปลอดภัยบ่อยครั้ง คณะทำงานดำเนินการเกี่ยวกับวัตถุอันตรายที่ต้องเฝ้าระวังจะพิจารณาเพื่อจัดเข้ารายการวัตถุอันตรายที่ต้องเฝ้าระวังและอาจจำกัดการใช้ แต่หากยังไม่สามารถแก้ไขปัญหาดังกล่าวได้ ก็จะเสนอจัดเข้าเป็นวัตถุอันตรายชนิดที่ 4 ซึ่งห้ามผลิต นำเข้า และมีไว้ในครอบครองต่อไป นอกจากนี้ กรมวิชาการเกษตรยังอยู่ระหว่างพิจารณาแนวทางการบริหารจัดการการนำเข้าวัตถุอันตรายทางการเกษตร โดยเฉพาะสารในกลุ่มเฝ้าระวังโดยจำกัดปริมาณการนำเข้า

“ในความเป็นจริงแล้วการที่มีการพิจารณาให้ผู้ประกอบการรายอื่นๆ มีสิทธิ์ในการผลิตและจำหน่ายวัตถุอันตรายทางการเกษตรชนิดเดียวกันจะทำให้การผูกขาดทางด้านการตลาดของรายเดิมลดลง อย่างไรก็ตาม การใช้สารเคมีทางการเกษตรจะต้องทำควบคู่ไปกับการควบคุมโรงงานผลิต ร้านค้าจำหน่าย และให้คำแนะนำการใช้ที่ถูกวิธีต่อเกษตรกรด้วย” อธิบดีกรมวิชาการเกษตร กล่าว

ไขข้อกังขา!!!เชื้อดื้อยา กับการใช้ยาปฏิชีวนะในปศุสัตว์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/257065

วันเสาร์ ที่ 18 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2560, 18.37 น.

ปัจจุบันในประเทศไทยการเลี้ยงไก่และสุกรรูปแบบอุตสาหกรรม จัดได้ว่าอยู่ในระดับชั้นนำของโลก ซึ่ง ศ.น.สพ.ดร.รุ่งโรจน์ ธนาวงษ์นุเวช คณบดีสัตวแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ได้ให้ข้อมูลว่า “โดยทั่วไปในตัวสัตว์จะมีแบคทีเรียที่มียีนดื้อยาอยู่แล้ว การเลี้ยงสัตว์ในรูปแบบฟาร์ม สัตว์จะถูกเลี้ยงรวมกันเป็นฝูง ซึ่งถ้าสุขภาพของสัตว์อยู่ในสภาวะที่อ่อนแอจากการอยู่รวมๆ กัน สัตว์ก็อาจติดเชื้อแบคทีเรียทั่วไปที่อยู่ตามสิ่งแวดล้อมได้ง่าย ยิ่งไปกว่านั้นถ้าสุขภาพของสัตว์แย่ลงก็จะยิ่งง่ายต่อการเจ็บป่วย ดังนั้น งานของสัตวแพทย์ จะทำหน้าที่ในการตรวจสุขภาพสัตว์ในระดับฝูง เพื่อวินิจฉัยถึงความเสี่ยงและโอกาสการเกิดโรคก่อนที่สัตว์จะแสดงอาการ เพื่อวางแผนป้องกันหรือรักษา

ซึ่งถ้าวินิจฉัยแล้วว่าจำเป็นต้องใช้ยาปฏิชีวนะ สัตวแพทย์ก็จะกำหนดชื่อยา ขนาดและวิธีการใช้ รวมถึงระยะเวลาที่ใช้ นอกจากนี้ ยังต้องติดตามผลและที่สำคัญจะต้องกำหนดระยะหยุดการใช้ยาก่อนการนำสุกรเข้าชำแหละ เพื่อความปลอดภัยของผู้บริโภค จากที่กล่าวเบื้องต้นว่า ปกติตัวสัตว์ ไม่ว่าจะแข็งแรงหรือป่วย ก็จะมีแบคทีเรียที่มียีนดื้อยาอยู่ ทำให้ยังคงมีแบคทีเรียที่มีความต้านทานต่อยาปฏิชีวนะหลงเหลืออยู่ แต่ท้ายที่สุดแบคทีเรียนั้นก็จะถูกกำจัดด้วยระบบภูมิคุ้มกันของสุกร และสุดท้ายด้วยระบบการจัดการของฟาร์มที่เลี้ยงแบบเข้าหมดออกหมด หรือที่เรียกว่า ALL in – ALL out ซึ่งจะมีการล้าง ทำความสะอาด ฆ่าเชื้ออุปกรณ์ และหยุดพักโรงเรือนเลี้ยงเพื่อให้มั่นใจว่า เชื้อโรคที่มีอยู่ในโรงเรือนนั้นได้หมดไป ก่อนที่จะนำสัตว์ชุดใหม่เข้ามาเลี้ยง ทำให้เชื้อดื้อยาที่มีอยู่ก็จะตายไปเอง ซึ่งทั้งหมดนี้อยู่ภายใต้การควบคุมของกรมปศุสัตว์ที่จะเข้ามาตรวจสอบและรับรองกระบวนการให้ได้ตามระเบียบของกรมปศุสัตว์”

ถ้าให้สรุปก็คือว่า การเลี้ยงสัตว์ในประเทศไทยถือว่าได้มาตรฐานอันดับต้นๆ ของโลก และมีสัตวแพทย์ติดตาม เพื่อให้คำแนะนำด้านสุขภาพสัตว์อย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะในกรณีที่ต้องใช้ยา และที่สำคัญ ประเทศไทยนั้น จัดได้ว่าเป็นผู้นำในการเฝ้าระวังการดื้อยาในระดับภูมิภาคอยู่แล้ว

การใช้ยาโคลิสตินในปัจจุบัน มีการควบคุมไม่ว่าจะทั้งในคนหรือในสัตว์ ถ้าเป็นในคนก็จะเป็นแพทย์ที่เป็นผู้ออกใบสั่งยา ส่วนในสัตว์ก็จะเป็นหน้าที่ของสัตวแพทย์ที่จะเป็นผู้ออกใบสั่งยา โดยทั่วไปจะใช้ยาก็ต่อเมื่อวินิจฉัยแล้วว่าสุกรมีอาการท้องเสียรุนแรงจากเชื้อแบคทีเรีย ซึ่งมักเกิดในลูกสุกรช่วงอายุ 20-30 วัน หรือหลังหย่านม เพราะเป็นช่วงที่ต้องแยกลูกสุกรออกจากแม่สุกร และลูกสุกรยังต้องปรับตัวกับสิ่งแวดล้อมใหม่ ทั้งอาหารและที่อยู่ ซึ่งถ้าต้องใช้ยาก็จะใช้วิธีผสมในอาหารให้ลูกสุกรกินโดยใช้ไม่เกิน 7 วัน ยานั้นก็ออกฤทธิ์อยู่ในลำไส้ไม่เกิน 10 วัน โดยจะฆ่าเชื้อแบคทีเรียที่ก่อโรคในลำไส้และจะขับออกมาพร้อมกับมูลสุกร

ในส่วนของยีนดื้อยา MCR-1 เป็นสิ่งที่พบกันมานานแล้ว รศ.น.สพ.ดร.ณุวีร์ ประภัสระกูล อาจารย์ประจำภาควิชาที่จุลชีววิทยาทางสัตวแพทย์ ได้ให้ข้อมูลการศึกษาที่มีการตีพิมพ์เผยแพร่ว่า เป็นการศึกษาย้อนหลังเชื้อแข็งจาก 6 พื้นที่ 28 ฟาร์ม จำนวนทั้งสิ้น 337 ตัวอย่าง พบเชื้อเเบคทีเรีย E.Coli (อี.โคไลย์) ที่มียีนดื้อยา MCR-1 เพียง 6.8%ของตัวอย่างทั้งหมดที่มาจากสุกรอายุ 12-16 สัปดาห์ พบในลูกสุกรขุนระยะเเรกเเละลดลงเรื่อยๆ เมื่อเข้าสู่ระยะหยุดยาก่อนส่งโรงชำแหละ ส่วนตัวอย่างที่ได้จากเนื้อสุกร ไม่พบ E.coli ที่มี MCR-1 ทั้งนี้ ในประเทศไทยพบเชื้อดังกล่าวในเวลาใกล้เคียงกันในปี 2555 แต่ไม่มีความเกี่ยวข้องกัน และยังไม่พบหลักฐานความเชื่อมโยงระหว่างการแพร่เชื้อดื้อยาจากสัตว์สู่คนในประเทศไทย จึงควรให้ความรู้ที่ต่อยอดเชิงเภสัชวิทยา ซึ่งต้องขอความร่วมมือจากภาคส่วนต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง และศึกษาอย่างต่อเนื่อง สำหรับเนื้อสุกรที่ปรุงสุก สามารถฆ่าเชื้อได้หมด โดยเชื้อดื้อยาจะไม่ถูกถ่ายทอดหรือปนเปื้อนสู่อาหาร

ทางด้าน รศ.สพ.ญ.ดร.รุ่งทิพย์ ชวนชื่น ผู้อำนวยการศูนย์ติดตามการดื้อยาของโรคอาหารเป็นพิษ คณะสัตวแพทยศาสตร์ จุฬาฯ บอกว่า เชื้อดื้อยาเป็นปัญหาสุขภาพหนึ่งเดียว คือ ต้องมีการควบคุมการใช้ทั้งในคนและสัตว์อย่างเป็นระบบ กรมปศุสัตว์เป็นหน่วยงานที่ให้ความสำคัญและดำเนินการในเรื่องนี้อยู่แล้ว อีกทั้งอุตสาหกรรมการเลี้ยงสุกรของไทยส่วนใหญ่ก็เป็นระบบปิดที่มีมาตรฐานของกรมปศุสัตว์รับรอง และควบคุมการใช้ยา ซึ่งในทางปฏิบัตินั้น การเลิกใช้ยาปฏิชีวนะบางชนิดจึงไม่ใช่การแก้ปัญหาที่ถูกต้องเสมอไป เช่น การลดการใช้ยา โคลิสติน (Colistin) อาจลดปัญหาเชื้อดื้อยาได้ระดับหนึ่ง แต่ก็ยังมียาปฏิชีวนะชนิดอื่นๆ ที่ ทำให้เกิดการดื้อยาข้ามสายพันธุ์ได้ ดังนั้น การป้องกันจึงต้องควบคุมใช้ยาอย่างสมเหตุสมผล ใช้เท่าที่จำเป็นเท่านั้น

ข้อสงสัยที่เกิดขึ้นตามมาคือ การใช้ยาโคลิสตินในสุกร จะส่งผลให้เกิดเชื้อดื้อยาได้หรือไม่ และยังรับประทานเนื้อสุกรได้หรือไม่นั้น รศ.สพ.ญ.ดร.รุ่งทิพย์ ให้คำตอบชัดเจนว่า สามารถรับประทานได้ เพราะโดยปกติสุกรที่เข้าสู่กระบวนการชำแหละเป็นสุกรที่มีสุขภาพดี ผ่านกระบวนการเชือดชำแหละที่ได้มาตรฐานและนำมาปรุงสุก ปลอดภัยต่อการบริโภคแน่นอน พร้อมกันนี้ ยังได้ระบุด้วยว่า ต้องยอมรับความจริงกันว่า เป็นไปไม่ได้ที่จะกำจัดเชื้อดื้อยาให้หมดไป ตราบใดที่ยังมีเชื้อเเบคทีเรียอยู่ ที่ให้ทั้งคุณและโทษ ทุกคนต้องอยู่กับจุลชีพต่างๆ ให้ได้ อย่างสมดุลโดยการจัดการ จึงต้องช่วยกันตลอดห่วงโซ่การผลิต รับประทานอาหารสุก และคิดง่ายๆ ว่า ถ้าเราไม่ป่วยเชื้อดื้อยาก็ทำอะไรเราไม่ได้ ที่สำคัญ โคลิสตินที่ตกค้างจะเป็นปัจจัยที่ทำให้เกิดเชื้อดื้อยาหรือไม่นั้น จริงๆ แล้ว ปัจจุบันยังไม่สามารถตอบได้เพราะการตกค้างของสารเป็นเรื่องทางพิษวิทยา แต่การดื้อยาเป็นเรื่องจุลชีววิทยา จึงไม่สามารถนำมาเชื่อมโยงกันได้ง่ายๆ ทั้งยังมีกลไกที่ซับซ้อน และการหยุดใช้ยาปฏิชีวนะชนิดใดชนิดหนึ่งอาจไม่ใช่คำตอบของการแก้ปัญหาเชื้อดื้อยาเสมอไป จุดสำคัญอยู่ที่การควบคุมให้มีการใช้อย่างสมเหตุ สมผล ซึ่งหมายถึงการใช้ยาปฏิชีวนะเท่าที่จำเป็นเท่านั้น เพื่อให้ได้ประสิทธิภาพสูงสุด

การนำเอาสมุนไพร หรือ probiotics มาใช้ ก็ยังไม่สามารถยืนยันได้ว่าจะสามารถแก้ปัญหาเชื้อดื้อยา และไม่รู้ว่าเชื้อจะมีการพัฒนาการดื้อต่อสมุนไพรหรือไม่ แม้ว่าการค้นคว้าหายาใหม่ๆ มาทดแทนจะไม่ใช่ทางออกที่ดีที่สุดสำหรับปัญหาเชื้อดื้อยาแต่ก็ต้องทำ

อย่างไรก็ดี การควบคุมการใช้ยา ต้องทำทั้งในยาคนและยาสัตว์ เพราะเชื้อดื้อยาเป็นปัญหาแบบสุขภาพหนึ่งเดียว ทุกภาคส่วนมีความรับผิดชอบร่วมกันตลอดห่วงโซ่การผลิต และการควบคุมการใช้ยาต้องทำอย่างเป็นระบบเพื่อให้ผู้บริโภคได้รับข้อมูลข่าวสารอย่างเท่าทัน

อนุรักษ์พริกไทยปะเหลียน สภาเกษตรกรฯขยายผลต้นแบบสู่สถานศึกษา

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/256777

วันศุกร์ ที่ 17 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2560, 06.00 น.

ว่าที่ร้อยตรีสมพูนทรัพย์ กล้าวิกรณ์ เลขาธิการสภาเกษตรกรแห่งชาติ เปิดเผยว่า สำนักงานสภาเกษตรกรฯ ได้ขยายผลความสำเร็จในการประกอบอาชีพเกษตรกรรมของเกษตรกรต้นแบบไปสู่นักเรียนที่เป็นเยาวชน เพื่อสืบทอดอาชีพและการถ่ายทอดความรู้สู่เกษตรกรรุ่นใหม่ในอนาคต ตามโครงการขยายผลเกษตรกรต้นแบบสู่นักเรียนในสถานศึกษา และจากการติดตามผลการนำองค์ความรู้สู่นักเรียนในสถานศึกษา ที่โรงเรียนตำรวจตระเวนชายแดนสันติราษฎร์ประชาบำรุง ต.ปะเหลียน อ.ปะเหลียน จ.ตรัง เกษตรกรต้นแบบของสภาเกษตรกรอำเภอปะเหลียน นายจรัส บวชชุม เป็นผู้ถ่ายทอดความรู้การอนุรักษ์ “พริกไทยพันธุ์ปะเหลียน” ซึ่งเป็นพันธุ์ท้องถิ่นไม่ค่อยมีคนปลูก เกรงจะสูญหาย พริกไทยพันธุ์ปะเหลียนนั้นรสชาติจะออกสมุนไพรเข้มข้น หอมฉุน เม็ดเล็ก เวลาตำ,บดทำยาแป้งจะน้อย และมีน้ำหนักมากกว่าพริกไทยพันธุ์ทั่วไป ให้ผลผลิตต่อต้น 3-4 กิโลกรัม ราคา 500 บ./ กิโลกรัม เด็กนักเรียนที่เข้ารับการถ่ายทอดความรู้ให้ความสนใจและสอบถามตลอด มีต้นพันธุ์แจกให้ลองขยายพันธุ์และนำกลับไปให้ผู้ปกครองปลูกขยายพันธุ์ต่อ โดยเกษตรกรในพื้นที่ได้ทำการปลูกจำนวนเกือบ 10,000 ต้นแล้ว และตนเตรียมเสนอขายพ่อค้าจากประเทศญี่ปุ่นเพื่อขยายตลาดต่อไป

นายจรัส บวชชุม เกษตรกรต้นแบบ สภาเกษตรกรจังหวัดตรัง ได้กล่าวเพิ่มเติมว่า พริกไทยพันธุ์ปะเหลียนนั้นดั้งเดิมเป็นพืชป่า เติบโตได้ดีตามหน้าผา อายุยืนยาวมากสุดที่แปลงปลูกคือ 35 ปี ปัจจุบันประยุกต์ทำแท่งปูนให้เกาะหรือปลูกกับต้นยางพารา ลองกอง มังคุด ทุเรียน ไม่ต้องบำรุงรักษาอาจใส่ปุ๋ยคอก รอบโคนต้นปีละครั้ง ไม่มีโรคหรือแมลงรบกวน ความสูงของต้นจะคุมไม่ให้เกิน 2.5 เมตร เนื่องจากจะเก็บผลผลิตลำบาก สามารถปลูกต่างถิ่นได้ รสชาติไม่เปลี่ยนแต่ผลผลิตอาจไม่เท่ากัน ซึ่งขณะนี้มีปลูกที่จังหวัดนครศรีธรรมราช ชุมพร เชียงใหม่ และแถวภาคอีสาน ราคาไม่ตก และมีแนวโน้มไม่เพียงพอต่อความต้องการของตลาด ที่แปลงจะขายต้นกล้าสนนราคาตั้งแต่ 30-100 บ. เมล็ดพันธุ์ 500 บ./กิโลกรัม ส่วนมากลูกค้าจะเป็นหมอสมุนไพรและบริษัทผลิตยา สนใจข้อมูลเพิ่มเติม สอบถามได้ที่ สำนักงานสภาเกษตรกรจังหวัดตรัง โทร.0-7557-0580

เรียกเรือมหาสมุทรอินเดียกลับด่วน ‘ประมง’เตือนความเสี่ยงสูงทำผิดกฎSIOFA

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/256776

วันศุกร์ ที่ 17 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2560, 06.00 น.

นายอดิศร พร้อมเทพ อธิบดีกรมประมง เปิดเผยว่า ตามที่กรมประมงได้มีการออกใบอนุญาตทําการประมงนอกน่านน้ำให้กับผู้ประกอบการประมงพาณิชย์ของไทย เพื่อออกไปทําการประมงในมหาสมุทรอินเดีย ซึ่งเป็นเขตทะเลสากลที่อยู่ภายใต้องค์การระหว่างประเทศ คือ Indian Ocean Tuna Commission (IOTC) ซึ่งดูแลเฉพาะกลุ่มปลาทูน่า ต่อมาประเทศออสเตรเลีย สหภาพยุโรป ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ และซีเซลล์ ได้มีการผลักดันจัดตั้งองค์การ South Indian Ocean Fisheries Agreement (SIOFA) เพิ่มขึ้นมาเพื่อดูแลสัตว์น้ำชนิดพันธุ์อื่นๆ นอกเหนือจากกลุ่มปลาทูน่า ซึ่งที่ผ่านมา SIOFA ยังไม่มีกฎระเบียบในการควบคุมบริหารจัดการทรัพยากรประมงอย่างชัดเจน ทำให้กรมประมงยังสามารถอนุญาตให้เรือประมงของไทยเข้าไปทำการประมงในเขตพื้นที่ดังกล่าวได้ โดยแจ้งเงื่อนไขให้ผู้ประกอบการทราบว่าหากมีกฎระเบียบที่ชัดเจน จำเป็นต้องนำเรือออกจากพื้นที่ทำการประมงดังกล่าวกลับมายังประเทศไทยก่อนจนกว่าจะได้รับการอนุญาตจาก SIOFAอย่างถูกต้อง จึงจะสามารถกลับไปทำการประมงในพื้นที่ดังกล่าวได้อีกครั้ง

ทั้งนี้ ที่ผ่านมากรมประมงได้ทำการติดต่อประสานงานกับเลขาธิการขององค์การ SIOFA เพื่อขอร่วมเข้าไปเป็นสมาชิก และในปี 2559 ที่ผ่านมา กรมประมงยังได้จัดส่งเจ้าหน้าที่เข้าไปร่วมสังเกตการณ์ในการประชุมขององค์การระหว่างประเทศดังกล่าวด้วย เพื่อหาแนวทางการบริหารจัดการเรือประมงที่มีความประสงค์จะเข้าไปทำการประมงในเขตพื้นที่ดังกล่าวอย่างถูกต้อง และให้เป็นไปตามกฎระเบียบของ SIOFA

อย่างไรก็ตาม จากข้อมูลที่มีอยู่พบว่าขณะนี้มีความเสี่ยงสูงมากที่เรือประมงของไทยจะทำการประมงไม่สอดคล้องกับกฎระเบียบของ SIOFA กรมประมงจึงได้ออกประกาศเรียกเรือประมงพาณิชย์ที่ทำการประมงในบริเวณดังกล่าวกลับประเทศ เมื่อวันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2560 ที่ผ่านมา เพื่อที่จะดำเนินการขออนุญาตเข้าไปทำการประมงอย่างถูกต้อง และดำเนินการจัดระเบียบ พร้อมออกมาตรการที่สอดคล้องกับกฎระเบียบของ SIOFA ก่อนที่จะอนุญาตให้ดำเนินการทำการประมงได้อย่างถูกต้อง

อธิบดีกรมประมง กล่าวในตอนท้ายว่า เพื่อให้การทำการประมงนอกน่านน้ำสามารถดำเนินการได้อย่างถูกต้องตามพระราชกำหนดการประมง พ.ศ. 2558 พล.อ.ฉัตรชัย สาริกัลยะ รมว.เกษตรและสหกรณ์ จึงได้สั่งการให้กรมประมง เร่งดำเนินการติดต่อประสานงานกับประเทศอื่นๆ เพื่อหาแหล่งทำการประมงนอกน่านน้ำให้กับผู้ประกอบการนอกน่านน้ำของไทยต่อไป

เลาะรั้วเกษตร : กระดาษ A4 กับการขับเคลื่อนนโยบาย กษ.

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/256778

281225166

วันศุกร์ ที่ 17 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2560, 06.00 น.

ได้เห็น “แผนภาพการเชื่อมโยงงานตามนโยบายของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์” ที่มีวงเล็บว่า (เพื่อยกกระดาษ A4) แล้วก็งุนงง ไม่ได้งงกับแผนภาพ หรือชาร์จที่เห็นสักเท่าไร แต่งงที่มีวงเล็บนี่แหละ แต่เมื่อเห็นหมายเหตุที่มุมภาพด้านล่างซ้ายก็พอจะเข้าใจขึ้นมาบ้าง หมายเหตุนั้นอธิบายว่า “กระดาษ A4” หมายถึง พื้นที่เกษตรกรรม 149 ล้านไร่ที่มีจำกัด “ยกกระดาษ A4” หมายถึงทำให้เกษตรกรไปสู่เป้าหมาย โดยพัฒนาและใช้พื้นที่เกษตรกรรมที่มีจำกัด

แผนภาพดังกล่าว รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรฯ พลเอกฉัตรชัยสาริกัลยะ กำชับให้หัวหน้าหน่วยงานนำไปอธิบายให้ผู้ใต้บังคับบัญชาได้รับทราบอย่างกว้างขวาง โดยยกกระดาษ A4 แผ่นที่มีแผนภาพนี้แผ่นเดียว เพื่อหวังที่จะให้บุคลากรของกระทรวงเกษตรทุกระดับมีความเข้าใจตรงกัน จะได้ร่วมกันขับเคลื่อนนโยบายไปสู่เป้าหมายให้ได้

อธิบดีก็คงนำไปอธิบายให้รองอธิบดี และผู้อำนวยการกอง/สำนักต่างๆฟังตามที่รัฐมนตรีมอบหมาย แต่การที่ผู้บริหารระดับรองๆ ลงไปนำไปอธิบายให้ผู้ปฏิบัติงานในพื้นที่ฟัง จะเก็บสาระได้หมดเหมือนอย่างที่รัฐมนตรีอธิบายให้อธิบดีฟัง หรืออธิบดีอธิบายให้รองอธิบดีและผู้อำนวยการกองหรือสำนักฟัง หรือไม่ไม่ยืนยันเพราะมักพบอยู่เสมอๆ ที่ข่าวสารหรือสาระขาดหายไประหว่างทาง

อย่างไรก็ตามแผนภาพนี้ก็เป็นเครื่องมือ ที่จะไม่ทำให้ข่าวสารขาดหายไประหว่างทาง แต่ความเข้าใจที่จะนำไปสู่การปฏิบัติที่ถูกต้องมีมากน้อยแค่ไหนเพียงไร เป็นสิ่งที่ต้องประเมินผลกันเป็นระยะๆ

ต้องขอชื่นชมบิ๊กฉัตร และทีมงานที่สามารถนำนโยบายซึ่งกำหนดและประกาศไว้มากมายหลายประเด็น มาย่อลงให้อยู่ในกระดาษ A4 เพียงแผ่นเดียว อันที่จริงแค่ บล็อกแรกขวามือ ที่บอกว่าพันธกิจอะไร และใครทำ บล็อกนี้บล็อกเดียวคนทำก็หืดขึ้นคอแล้ว แม้จะมีตัวช่วย เป็นหน่วยงานอื่น เป็นภาคเอกชนในนามของประชารัฐ หรือจะเป็นเงินกู้ และ โครงสร้างพื้นฐานต่างๆ แต่พันธกิจที่กำหนดให้ “ยกระดับสถาบันเกษตรกรให้เข้มแข็ง” ต้องถามหน่วยงานที่รับผิดชอบว่า สถาบันเกษตรกรทุกวันนี้สถานภาพอยู่ในระดับใด มีจำนวนกลุ่มที่เข้มแข็งช่วยเหลือตัวเองได้ และมีความก้าวหน้ามั่นคงสักกี่เปอร์เซ็นต์ ส่วนที่เหลือต้องใช้เวลานานสักเท่าไรจึงจะทำให้เข้มแข็งขึ้นมาได้ ไม่ว่าจะเป็นกลุ่มสหกรณ์ กลุ่มเกษตรกร กลุ่มวิสาหกิจชุมชน

ไม่ต้องอื่นไกล แค่ Single Command ในแต่ละจังหวัดทำงานได้สมใจท่านรัฐมนตรีหรือยัง ท่านคงรู้อยู่แก่ใจ ส่วนการพัฒนา ศพก. หรือ ศูนย์เรียนรู้เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตสินค้าเกษตร 882 ศูนย์ (อำเภอละ 1 ศูนย์) นั้น ยังต้องพัฒนาอีกเยอะกว่าจะใช้ ศพก. ไปพัฒนาเกษตรกรให้เป็น Smart Farmer และ Smart Farmer จำนวนไม่น้อยก็เกิดขึ้นด้วยตัวของเขาเอง ไม่ต้องอาศัย ศพก. เผลอๆ ต้องเอา Smart Farmer มาช่วยพัฒนา ศพก. ด้วยซ้ำไป

นโยบายทั้ง 9 ประการ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรฯ บอกให้ขับเคลื่อนด้วย ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง การบูรณาการระหว่างสิ่งที่กำหนดเป็นนโยบายกับความต้องการ และความเหมาะสมในพื้นที่ รวมทั้งการใช้เทคโนโลยี นวัตกรรม และองค์ความรู้ต่างๆ เพื่อทำให้สินค้าเกษตรมีคุณภาพ มีการลดต้นทุนการผลิตลง 20% ให้ผลผลิตเพิ่มขึ้น 20%

โดยเป้าหมายสุดท้ายของกระทรวงเกษตรฯ ในยุคนี้คือ เกษตรกรมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น มีความภาคภูมิใจในอาชีพ เป็นที่ยอมรับของสังคม เกษตรกรมีรายได้เพิ่มขึ้น หนี้สินลดลง ซึ่งเป้าหมายไม่ได้ต่างไปกว่าเมื่อแรกตั้งกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ขึ้นมา เป้าหมายไม่ได้ต่างไปกว่ารัฐบาลชุดอื่นๆ ที่ผ่านมาบุคลากรที่มีอยู่ในกระทรวง (ยกเว้นมาจากการเมือง) ก็ไม่ได้ต่างไปกว่าเก่าสักเท่าไร แต่การพัฒนาภาคการเกษตรที่ผ่านมาก็ได้เท่าที่เห็น และเป็นอยู่

การยกกระดาษ A4 มันคงไม่ง่าย ปัจจัยแวดล้อม และเงื่อนไขคงต้องค่อยไล่เลียงกันอย่างจริงจัง ที่สำคัญคือ ณ วันนี้เกรงว่ากระดาษ A4 ของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรฯ จะถูกแปลงเป็นป้ายขนาดใหญ่บ้าง โปสเตอร์บ้าง ป้ายอิงค์เจ๊ทบ้าง แล้วแผนภาพ (บนกระดาษ A4) ก็จะกลายเป็นของตกแต่ง ประดับสำนักงานให้ดูดีเท่านั้น….ล่ะสิ….

แว่นขยาย

ไทย-ญี่ปุ่นจัดระดมสมอง จัดการขยะมูลฝอยชุมชน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/256775

วันศุกร์ ที่ 17 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2560, 06.00 น.

นายสุวรรณ นันทศรุต รองอธิบดีกรมควบคุมมลพิษเปิดเผยว่า กรมควบคุมมลพิษ (คพ.) ร่วมกับประเทศญี่ปุ่น จัดการสัมมนา เรื่องการบริหารจัดการขยะมูลฝอยชุมชนปี 2560 เพื่อแลกเปลี่ยนความรู้และประสบการณ์ในการจัดการขยะมูลฝอยของประเทศญี่ปุ่นและประเทศไทย ที่มุ่งเน้นการจัดการขยะมูลฝอยที่ต้นทางตามหลักการ 3R

การจัดสัมมนาครั้งนี้ จะทำให้หน่วยงานภาครัฐ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) ของไทย ได้รับมุมมอง แนวทางการจัดการขยะที่ต้นทางตามหลักการ 3R ในชุมชนที่ชัดเจน สอดคล้องกับสภาพในพื้นที่ต่างๆ โดย คพ. ได้นำเสนอนโยบายและแผนการจัดการขยะมูลฝอยในประเทศไทย รวมถึงแผนปฏิบัติการ ประเทศไทย ไร้ขยะ ตามแนวทาง ประชารัฐ (พ.ศ. 2559 – 2560) กรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น นำเสนอเรื่องพระราชบัญญัติรักษาความสะอาดและความเป็นระเบียบเรียบร้อยของบ้านเมือง (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2560 และนัยต่อการจัดการขยะมูลฝอยชุมชน ส่วนกระทรวงสิ่งแวดล้อมญี่ปุ่นได้บรรยายถึงประสบการณ์การจัดการขยะมูลฝอยและหลักการ 3Rs และผู้แทนจากเมืองคิตะคิวชู บรรยายถึงการจัดการขยะมูลฝอยชุมชนในประเทศญี่ปุ่น การใช้แนวทางแบบครบวงจรเพื่อความสำเร็จในการจัดการขยะมูลฝอย ตามด้วยการบรรยายเกี่ยวกับปัจจัยสำคัญในการออกแบบ ก่อสร้าง และดำเนินการระบบการจัดการขยะมูลฝอย จากสมาคมผู้ผลิตเทคโนโลยีสิ่งแวดล้อมของญี่ปุ่น ก่อนที่จะมีการอภิปรายร่วมกันกับผู้เข้าร่วมการสัมมนาจากองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น หน่วยงานภาครัฐ บริษัทด้านเทคโนโลยีและการจัดการขยะมูลฝอยของญี่ปุ่น และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง

ชงดีเอสไอ-ปปง.ฟันแก๊ง‘ตั๋วปุ๋ย’ ‘สหกรณ์’บัญชีดำฟันอาญาผู้เกี่ยวข้อง1.5พันคน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/256779

วันศุกร์ ที่ 17 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2560, 06.00 น.

พล.อ.ฉัตรชัย สาริกัลยะ รมว.เกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่า กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ มีนโยบายยกระดับมาตรฐานของขบวนการสหกรณ์ไทยให้เกิดความเข้มแข็ง เพื่อลดต้นทุนและเพิ่มโอกาสในการแข่งขันทางสินค้าเกษตร อย่างไรก็ตาม ในช่วงก่อนหน้านี้ ได้เกิดปัญหาธุรกิจตั๋วปุ๋ยขึ้นมาในสหกรณ์หลายแห่งทั่วประเทศ ดังนั้นจึงได้มอบหมายให้กรมส่งเสริมสหกรณ์เร่งแก้ไขปัญหาธุรกิจตั๋วปุ๋ยให้แล้วเสร็จภายในวันที่ 15 กุมภาพันธ์ และหาตัวผู้รับผิดชอบทุกระดับที่ทำให้เกิดปัญหาตั๋วปุ๋ยในสหกรณ์มาดำเนินคดีตามกฎหมาย ซึ่งกรมส่งเสริมสหกรณ์ได้ดำเนินการตามนโยบายเป็นที่เรียบร้อยแล้ว

ด้าน นายวิณะโรจน์ ทรัพย์ส่งสุข อธิบดีกรมส่งเสริมสหกรณ์ กล่าวว่า จากข้อมูลวันที่ 2 ธันวาคม 2559 มีปัญหายอดค้างตั๋วปุ๋ยทั้งหมด 22 จังหวัด จำนวน 35 สหกรณ์ ปริมาณ 60,254 ตัน มูลค่า 665.69 ล้านบาท พล.อ.ฉัตรชัย สาริกัลยะ รมว.เกษตรและสหกรณ์ จึงได้สั่งการให้ กรมส่งเสริมสหกรณ์ ขอรับปุ๋ยให้เสร็จภายในวันที่ 30 ธันวาคม 2559 หากไม่ได้รับมอบให้บอกเลิกสัญญา และขอเงินคืนภายในวันที่ 15 มกราคม และถ้าหากไม่ได้เงินคืนให้สหกรณ์ฟ้องบริษัทภายในวันที่ 15 กุมภาพันธ์ ซึ่งปัจจุบันมีสหกรณ์ตกลงรับปุ๋ยจากบริษัท จำนวน 34 แห่ง ทำให้ปริมาณตั๋วปุ๋ยลดลง 14,819.58 ตัน มูลค่า 125.12 ล้านบาท มีสหกรณ์ได้รับปุ๋ยครบและจำหน่ายหมดแล้ว จำนวน 3 แห่ง ปริมาณ 1,202.70 ตัน มูลค่า 8.67 ล้านบาท และมีบริษัทที่ส่งมอบปุ๋ยให้สหกรณ์แล้ว จำนวน 31 แห่ง ปริมาณ 13,619.43 ตัน มูลค่า 116.45 ล้านบาท แบ่งออกเป็น สหกรณ์ที่ได้รับมอบปุ๋ยทั้งหมดแล้ว จำนวน 17 แห่ง ปริมาณ 7,126.06 ตัน มูลค่า 80.05 ล้านบาท สหกรณ์ที่ได้รับมอบปุ๋ยเป็นบางส่วน จำนวน 14 แห่ง ปริมาณ 6,493.37 ตัน มูลค่า 36.40 ล้านบาท

กรณีที่บริษัทไม่สามารถส่งมอบปุ๋ยได้ จำนวน 45,434.94 ตัน มูลค่า 435.43 ล้านบาท แบ่งออกเป็น บริษัทที่ไม่ได้ส่งมอบปุ๋ยตามกำหนด สหกรณ์ได้ฟ้องแล้ว จำนวน 10 แห่ง ปริมาณ 40,531.44 ตัน มูลค่า 375.04 ล้านบาท สหกรณ์ที่นายทะเบียนสหกรณ์มีคำสั่งถอดถอนแล้ว จำนวน 1 แห่ง คือ สหกรณ์การเกษตรบางกรวย จำกัด มูลค่าความเสียหาย 36.84 ล้านบาท นอกจากนั้นยังมีปุ๋ยที่อยู่ระหว่างการส่งมอบ จำนวน 4 แห่ง ปริมาณ 1,520.59 ตัน มูลค่า 23.55 ล้านบาท คาดว่าจะส่งมอบได้เสร็จสิ้นภายในวันที่ 31 มี.ค. 2560

สำหรับผลการตรวจสอบผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการดำเนินธุรกิจตั๋วปุ๋ย เบื้องต้นพบว่า มีคณะกรรมการดำเนินการสหกรณ์และฝ่ายจัดการสหกรณ์มีส่วนเกี่ยวข้อง จำนวน 1,549 ราย และมีผู้บริหารบริษัทปุ๋ย 28 บริษัท จำนวน 70 คน ซึ่งเมื่อวันที่ 28 มกราคม กรมส่งเสริมสหกรณ์ได้เข้าไปหารือกับสำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) และเจ้าหน้าที่กรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) เพื่อส่งข้อมูลให้ตรวจสอบเส้นทางการเงินและหารือแนวทางเพื่อดำเนินคดีอาญากับผู้ที่เกี่ยวข้อง

ทั้งนี้ ได้มีแนวทางการดำเนินการกรณีที่ได้รับมอบปุ๋ยทั้งหมดแล้ว โดยแบ่งออกเป็น 1.ให้สหกรณ์ตรวจสอบจำนวนและคุณภาพปุ๋ยคงเหลือ หากพบว่าจำนวนปุ๋ยขาดบัญชีหรือเสื่อมคุณภาพให้สหกรณ์หาผู้รับผิดชอบ 2.ให้สหกรณ์จำหน่ายปุ๋ยตามแผนการดำเนินธุรกิจทั้งหมดภายใน 60-90 วัน นับแต่วันรับทราบคำสั่ง หากไม่สามารถจำหน่ายได้ทั้งหมดหรือจำหน่ายได้แต่ทำให้สหกรณ์ต้องขาดทุนหรือเกิดความเสียหายให้สหกรณ์หาตัวผู้รับผิดชอบ

ไซเตสคุ้มครอง‘กระเบนน้ำจืด’ เตือนผู้เพาะเลี้ยงแจ้งครอบครอง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/256669

วันพฤหัสบดี ที่ 16 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2560, 06.00 น.

ดร.อดิศร พร้อมเทพ อธิบดีกรมประมง เปิดเผยว่า จากการประชุมสามัญภาคีอนุสัญญาว่าด้วยการค้าระหว่างประเทศซึ่งชนิดพันธุ์สัตว์ป่าและพืชป่าที่ใกล้สูญพันธุ์ หรือ ไซเตส (CITES) ครั้งที่ 17 ที่สาธารณรัฐแอฟริกา ระหว่างวันที่ 23 กันยายน – 5 ตุลาคม 2559 ซึ่งที่ประชุมมีมติขึ้นทะเบียนกระเบนน้ำจืดให้เป็นชนิดพันธุ์ที่ได้รับการคุ้มครอง พร้อมขอความร่วมมือประเทศสมาชิกให้ช่วยดูแลการนำเข้า คือ ต้องมีหนังสือรับรองการส่งออก จากประเทศถิ่นกำเนิดปลากระเบน โดยมีผลบังคับตั้งแต่วันที่ 3 มกราคมที่ผ่านมา

ขณะที่ประเทศไทยมีการนำเข้าปลากระเบนน้ำจืดจากประเทศอเมริกาใต้ ได้แก่ บราซิล โคลอมเบีย และเปรู มานานกว่า 20 ปี และมีการเพาะเลี้ยงเพื่อขายในประเทศและส่งออก ทำรายได้ให้กับประเทศปีละ 1,000 ล้านบาท มีเกษตรกรที่ทำการเพาะเลี้ยงกว่า 600 ราย ดังนั้นในการค้าระหว่างประเทศกระเบนน้ำจืดของไทย จะต้องมีการควบคุมโดยการออกใบอนุญาต หรือใบรับรองในการนำเข้า ส่งออก หรือนำผ่าน ตามพระราชบัญญัติสงวนและคุ้มครองสัตว์ป่า พ.ศ. 2535

กรมประมงจึงขอความร่วมมือจากเกษตรกรผู้เพาะเลี้ยง
หรือผู้เลี้ยงปลากระเบนน้ำจืด มาแจ้งการครอบครอง ที่กองบริหารจัดการทรัพยากรและกำหนดมาตรการ กรมประมง ภายในวันที่ 15 มีนาคมนี้ ทั้งนี้หากต้องการสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติม ติดต่อได้โทร. 0-2579-9767

ดันน้ำเค็มรุกเจ้าพระยา เพิ่มปริมาณน้ำผ่านเขื่อนเจ้าพระยา-พระรามหกแก้วิกฤติ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/256670

วันพฤหัสบดี ที่ 16 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2560, 06.00 น.

นายทองเปลว กองจันทร์ รองอธิบดีกรมชลประทาน เปิดเผยว่า จากการติดตามสถานการณ์น้ำทะเลหนุนสูงในแม่น้ำเจ้าพระยา ภายหลังจากได้รับอิทธิพลจากมรสุมตะวันออกเฉียงเหนือที่พัดปกคลุมอ่าวไทยและภาคใต้มีกำลังแรงขึ้นทำให้บริเวณดังกล่าวมีคลื่นลมแรง หรือสตอร์ม เซิร์จ (Storm surge) ส่งผลให้น้ำทะเลยกตัวสูงขึ้นกว่าที่คาดหมายไว้ถึง 30-40 เซนติเมตร ทำให้ความเค็มรุกล้ำเข้าไปในแม่น้ำเจ้าพระยาจนถึงจุดเฝ้าระวังบริเวณสถานีสูบ น้ำดิบสำแล ต.สำแล อ.เมือง จ.ปทุมธานี วัดค่าความเค็มได้ 0.50 กรัมต่อลิตร (น้ำที่ใช้ในการผลิตประปามีค่าความเค็มได้ไม่เกิน 0.50 กรัมต่อลิตร) ยังไม่ส่งผลกระทบต่อน้ำดิบผลิตประปามากนัก เนื่องจากการประปานครหลวง จะสูบน้ำไปสำรองไว้เมื่อค่าความเค็มต่ำกว่า 0.50 กรัมต่อลิตร และหยุดสูบน้ำเมื่อความเค็มขึ้นสูงเกินมาตรฐาน

อย่างไรก็ตาม เพื่อเป็นการป้องกันความเค็มไม่ให้รุกล้ำเข้าไปบริเวณจุดเฝ้าระวังสถานีสูบน้ำดิบสำแลมากกว่านี้ ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อการผลิตน้ำประปาได้ กรมชลประทาน ได้เพิ่มการระบายน้ำผ่านเขื่อนเจ้าพระยา เพิ่มขึ้นจาก 70 เป็น 75 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที พร้อมกับเพิ่มการระบายน้ำผ่านเขื่อนพระรามหกจาก 30 เป็น 45 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที ส่งผลให้ค่าความเค็มบริเวณปากคลองสำแล
ไม่เกินเกณฑ์มาตรฐานในการผลิตน้ำประปา นอกจากนี้ ยังใช้ประตูระบายน้ำคลองลัดโพธิ์ อันเนื่องมาจากพระราชดำริ ในการผลักดันน้ำเค็ม โดยในช่วงที่น้ำทะเลลงจะยกบานประตูบายน้ำขึ้น เพื่อให้น้ำไหลออกสู่ทะเลได้เร็วขึ้น และเมื่อน้ำทะลสูงขึ้นจะปิดประตูระบายน้ำ ช่วยหน่วงน้ำทะเลที่รุกล้ำเข้ามาให้ช้าลง จนถึงขณะนี้สถานการณ์ความเค็มเริ่มดีขึ้นแล้ว

สำหรับในแม่น้ำท่าจีน ค่าความเค็มที่บริเวณปากคลองจินดาได้เพิ่มสูงขึ้นเช่นกัน กรมชลประทาน ได้เพิ่มการระบายน้ำจากเขื่อน
แม่กลอง ผ่านคลองท่าสาร-บางปลา จากเดิม 30 เป็น 45 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที พร้อมกับระบายน้ำผ่านประตูระบายน้ำโพธิ์พระยา ในอัตรา 20 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที เพื่อผลักดันความเค็มในบริเวณดังกล่าวแล้ว พร้อมกับได้ทำการปิดประตูระบายน้ำปากคลองต่างๆที่เชื่อมต่อกับแม่น้ำท่าจีน เพื่อไม่ให้ความเค็มรุกล้ำเข้า โดยจะเปิดรับน้ำเข้าไปเก็บกักไว้เมื่อค่าความเค็มลดต่ำลงกว่าเกณฑ์มาตรฐานที่กำหนดไว้

แตกใบอ่อน : ยิ่งกว่าอัปยศ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/256674

วันพฤหัสบดี ที่ 16 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2560, 06.00 น.

807934531

แบบนี้ไม่เรียก “อัปยศ” ก็ไม่รู้จะเรียกว่าอะไร

เมื่อวันที่ 14 กุมภาพันธ์ เห็นข่าวนายกรัฐมนตรี “พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา” ออกมาปรามกลุ่มประชาชนที่คัดค้านการก่อสร้าง “โรงไฟฟ้าถ่านหิน” จ.กระบี่ ไม่ให้เดินทางมาชุมนุมที่ทำเนียบรัฐบาลในวันที่ 17 กุมภาพันธ์ ตามที่มีการประกาศดีเดย์กัน

“ขอร้องว่าอย่ามาเดินขบวนกันช่วงเวลานี้ เดี๋ยวจะมีปัญหาทางกฎหมาย ผมขอเตือนไว้ก่อน เพราะการเดินขบวนคุณขออนุญาตกันหรือยัง เพราะมีคำสั่ง คสช. และกฎหมายอยู่ นี่คือปัญหาประเทศไทยทั้งที่มีกฎมายก็ยังจะทำ แล้วมาอ้างประชาธิปไตย ที่ผ่านมาคนอื่นเขาเดือดร้อนหรือไม่ ถ้ามันสร้างไม่ได้ แล้วภาคใต้มีพลังงานไฟฟ้าไม่พอใช้จะทำอย่างไร”

นี่เป็นคำขู่ของนายกฯที่ผมไม่แน่ใจว่าจะมีใครที่ไหนกลัวหรือไม่ แต่โดยส่วนตัวเชื่อว่า “ไม่มี” เพราะปัญหาการก่อสร้างโรงไฟฟ้าถ่านหินกระบี่ที่เกิดขึ้น แท้จริงแล้วก็เกิดจากความ “ไม่โปร่งใส” ของรัฐบาลเอง

ไม่รู้ว่านายกฯยังจำได้หรือเปล่าว่าเมื่อปี 2558 เป็นนายกฯเองนั่นแหละที่สั่งให้ตั้ง “คณะกรรมการไตรภาคี” มาศึกษาว่า
จ.กระบี่ สามารถพึ่งพา “พลังงานหมุนเวียน” ตามข้อเสนอของชาวบ้านที่ไม่เอาโรงไฟฟ้าถ่านหินได้จริงหรือไม่

ทุกอย่างก็ทำท่าจะไปได้ดี เพราะในขณะที่การศึกษากำลังจะได้ข้อสรุป แต่จู่ๆเดือนสิงหาคม ปีที่แล้ว ก็กลับมีการสั่งเบรกการทำงานของคณะกรรมการไตรภาคีไปอย่างไม่มีปี่มีขลุ่ย ทำให้ทุกอย่างต้องกลับไปที่จุดเดิม คือ การกลับมา “เผชิญหน้ากัน” อีกครั้งระหว่างชาวบ้านกับรัฐ ซึ่งแม้ใครจะคิดว่า “พล.อ.สกนธ์ สัจจานิตย์” ในฐานะประธานคณะกรรมการชุดนี้เป็นต้นตอสำคัญของเหตุครั้งนี้ แต่สำหรับผมกลับรู้สึกว่าคนที่สั่งให้ล้มจริงๆ ต้องเป็นใครที่ใหญ่กว่าหรือไม่ เพราะ พล.อ.สกนธ์ คงไม่คิดจะลุกขึ้นมาหักหาญ “คำสั่ง” ของนายกฯเป็นแน่

อย่างไรก็ตาม ไม่ว่าจะเป็นใครที่ออกคำสั่งล้มการทำงานของคณะกรรมการไตรภาคี แต่สิ่งหนึ่งที่เกิดขึ้นมาแล้ว คือ เวลานี้ชาวบ้านทุกคนต่างกำลังรู้สึกว่าถูก “หักหลัง” เพราะรัฐบาลตั้งธงไว้อยู่แล้วว่า “จะเอาให้ได้” กับโรงไฟฟ้าถ่านหิน ดังนั้นทางออกจึงมีอยู่ทางเดียวเท่านั้น คือ ชาวบ้านต้องลุกขึ้นสู้

คำขู่ของนายกฯจึงไม่ต่างอะไรกับน้ำลายที่บ้วนลงพื้น เต็มที่ก็มีแต่คนรังเกียจ แต่ไม่มีใครกลัว

น่าเสียดายนะครับ แทนที่รัฐบาลจะ “สำเหนียก” ถึงสัญญาณความไม่พอใจของชาวบ้านที่แรงขึ้นๆ และเร่งหาทางทำความเข้าใจ ด้วยการทำทุกอย่างให้กลับเข้าสู่ครรลอง เช่น การฟื้นกระบวนการรับฟังความคิดเห็นหรือหาทางออกที่ยอมรับได้ร่วมกัน

แต่นี่กลับตรงกันข้าม ทั้งนายกฯและรัฐบาลกลับยึดเอาตัวเองเป็นที่ตั้ง อ้างเหตุผลความชอบธรรมของตัวเอง โยนบาป
ใส่ความคนคิดต่างว่าเป็นเพียง “เสียงส่วนน้อย” พร้อมกับราดน้ำมันโหมความขัดแย้งด้วยการข่มขู่คุกคามด้วยการหยิบสั่งห้ามไม่ให้ชุมนุม

และที่ถือว่า “อัปยศ” ที่สุด ก็ถือการเตรียมจัด “ม็อบชนม็อบ” โดยใช้กลไกอำนาจฝ่ายปกครองสั่งให้กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน ระดมคนมาชุมนุมสนับสนุนการก่อสร้างโรงไฟฟ้าถ่านหินหมู่บ้านละ 20 คน ดังภาพหลักฐานคำสั่งที่ส่งต่อกันเป็นทอดๆ ตั้งแต่สำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรี ไปถึงกระทรวงมหาดไทย ไปถึงจังหวัด และอำเภอในกระบี่ ที่ชาวบ้านนำออกมาแฉกันอย่างกลาดเกลื่อนในเวลานี้นี่แหละ

ผมไม่รู้จะใช้คำว่า “เลว” หรือคำว่าอะไรดีที่จะสามารถบอกให้รับรู้ถึงความรู้สึก “รังเกียจ” พฤติกรรมในลักษณะดังกล่าว ไม่ว่าจะออกมาจากฝ่ายไหนก็ตาม โดยเฉพาะถ้าเป็นฝ่ายรัฐที่มีทั้งอำนาจและความได้เปรียบต่างๆ อยู่มือ

ต้องไม่ลืมนะครับว่า ในอดีตประเทศไทยเคยได้รับบทเรียนมาแล้วอย่างมากมายต่อกรณีความขัดแย้งจากปัญหาการจัดการทรัพยากรในลักษณะนี้

เขื่อนน้ำโจน โรงไฟฟ้าแม่เมาะ บ่อนอก หินกรูด จำได้บ้างหรือเปล่าครับว่า เคยก่อความเสียหายและความขัดแย้งระหว่างรัฐกับชาวบ้านเอาไว้อย่างไร

ถ้าวันนี้รัฐบาลยังขืนใช้ความบ้าอำนาจ ไม่หยุดใช้ความคิด หรือหยุดใช้บทเรียนในอดีตที่ผ่านมาให้เป็นประโยชน์และสร้างความเป็นธรรมในการจัดสรรทรัพยากรร่วมกับประชาชน

อย่าว่าแต่คำว่า “ปฏิรูป” หรือ “ปรองดอง” เลยครับ

แค่คำว่า “ร่วมมือ” รัฐบาลก็ไม่มีปัญญาทำให้เกิดได้แน่นอน

มะลิลา