ชู‘โคราชโมเดล’แปลงใหญ่มันสำปะหลัง กรมวิชาการฯตั้งเป้า‘ลดต้นทุน-เพิ่มผลผลิต’ร้อยละ20

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/256672

วันพฤหัสบดี ที่ 16 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2560, 06.00 น.

ดร.วราภรณ์ พรหมพจน์ รองอธิบดีกรมวิชาการเกษตร เปิดเผยว่า มันสำปะหลังเป็นพืชที่เกษตรกรนิยมปลูกกันมาก เนื่องจากสามารถทนทานต่อสภาพแวดล้อมต่างๆได้ดี เช่น ดินที่มีความอุดมสมบูรณ์ต่ำ ทนทานต่อสภาพแห้งแล้ง โรคและแมลง ถึงแม้ประเทศไทยจะมีพื้นที่ปลูกมันสำปะหลังมาก แต่ปัญหาที่พบคือ ยังมีผลผลิตต่อไร่และประสิทธิภาพการผลิตต่ำ ดังนั้นการเพิ่มผลผลิตของมันสำปะหลังจำเป็นต้องอาศัยเทคโนโลยีการผลิตทั้งด้านพันธุ์และการเขตกรรมที่เหมาะสม อย่างไรก็ตาม ผลผลิตและคุณภาพของมันสำปะหลังมีความแตกต่างกันตามสภาพแวดล้อม พันธุ์และการจัดการ การผลิตมันสำปะหลังที่เหมาะสมในแต่ละพื้นที่จำเป็นต้องอาศัยข้อมูลจากการวิจัยและพัฒนา พร้อมทั้งข้อมูลของพื้นที่นั้นๆ ช่วยในการสนับสนุน ตัดสินใจเลือกใช้เทคโนโลยีที่เหมาะสมสำหรับการผลิตเฉพาะพื้นที่และต้องมีกระบวนการในการถ่ายทอดเทคโนโลยีที่สามารถขยายผลวิจัยสู่การใช้ประโยชน์ได้อย่างกว้างขวางและรวดเร็ว

รองอธิบดีกรมวิชาการเกษตร กล่าวต่อว่า จากนโยบายเกษตรแปลงใหญ่ของ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ โดย พล.อ.ฉัตรชัย สาริกัลยะ รมว.เกษตรและสหกรณ์ ต้องการสนับสนุนให้เกษตรกรมีการรวมกลุ่มบริหารจัดการเครื่องจักรกลการเกษตร ซื้อปัจจัยการผลิตและจำหน่ยผลผลิตร่วมกัน โดยเชื่อมโยงกับตลาดรับซื้อ และที่สำคัญต้องการให้มีการเพิ่มผลผลิตและลดต้นทุนการผลิตต่อหน่วย ภายใต้การบูรณาการภาครัฐและเอกชน โดยในปี 2560 จังหวัดนครราชสีมามีเกษตรแปลงใหญ่
มันสำปะหลังครอบคลุมพื้นที่ 12 อำเภอ จำนวน 16 แปลง มีพื้นที่รวม 33,488 ไร่ มีเกษตรกร 1,534 ราย เข้าร่วมโครงการ

ดังนั้นเพื่อตอบสนองนโยบายดังกล่าวในปี 2560 ศูนย์วิจัยและพัฒนาการเกษตรนครราชสีมา สำนักวิจัยและพัฒนาการเกษตรเขตที่ 4 จัหวัดอุบลราชธานี กรมวิชาการเกษตร ได้บูรณาการกับสำนักงานเกษตรจังหวัดนครราชสีมาและกลุ่มคลัสเตอร์มันโคราช ร่วมกันถ่ายทอดเทคโนโลยีการผลิตมันสำปะหลังตลอดห่วงโซ่การผลิตในรูปแบบการทำงาน “โคราชโมเดล” ในพื้นที่เกษตรแปลงใหญ่มันสำปะหลัง อำเภอหนองบุญมาก ที่มีพื้นที่รวม 2,816 ไร่ เกษตรกร 98 ราย จัดทำแปลงต้นแบบที่บูรณาการผลงานวิจัยด้านเครื่องจักรกลการเกษตร ด้านพันธุ์ การจัดการดินและปุ๋ย การจัดการน้ำ และการอารักขาพืช โดยมีเกษตรกรเข้าร่วมจัดทำแปลงต้นแบบ จำนวน 12 ราย รายละ 5 ไร่ พื้นที่รวม 60 ไร่ เพื่อให้เป็นแหล่งแลกเปลี่ยนเรียนรู้เทคโนโลยีการผลิตมันสำปะหลังตลอดห่วงโซ่การผลิต ระหว่างเกษตรกร ผู้ประกอบการภาคเอกชน ส่วนราชการที่เกี่ยวข้อง เพื่อขยายผลรูปแบบการดำเนินงานและเทคโนโลยีการผลิตสู่พื้นที่เกษตรแปลงใหญ่มันสำปะหลังทุกแปลงของจังหวัดนครราชสีมาให้สามารถเพิ่มผลผลิตต่อหน่วยพื้นที่ ลดต้นทุนการผลิต ด้วยเทคโนโลยีการผลิตที่เหมาะสมเฉพาะพื้นที่ ปรับเปลี่ยนจากการเกษตรแบบดั้งเดิมไปสู่การเกษตรสมัยใหม่ ที่เน้นการบริหารจัดการและเทคโนโลยีที่เรียกว่า สมาร์ท ฟาร์มมิ่ง (Smart Farming) ตอบสนองนโยบายประชารัฐ มุ่งเป้าพัฒนาการผลิตมันสำปะหลังแบบบูรณาการเพื่อความมั่นคงและยั่งยืน

รองอธิบดีกรมวิชาการเกษตร กล่าวสรุปว่า เป้าหมายของโครงการนี้จะสามารถเพิ่มผลผลิตมันสำปะหลังให้ได้ร้อยละ 20 ในขณะเดียวกันจะลดต้นทุนการผลิตลงร้อยละ 20 เช่นเดียวกัน นอกจากนี้ จะให้กลุ่มเกษตรกรมีการใช้เครื่องจักรกลการเกษตรทดแทนแรงงานตลอดห่วงโซ่การผลิตไม่น้อยกว่า 2 กลุ่ม มีเครือข่ายการเรียนรู้ของเกษตรกรในทุกพื้นที่เกษตรแปลงใหญ่มันสำปะหลังในจังหวัดนครราชสีมา และที่สำคัญ จะขยายผลรูปแบบการดำเนินงานและถ่ายทอดเทคโนโลยีการผลิตสู่พื้นที่เกษตรแปลงใหญ่ในจังหวัดนครราชสีมา ให้ครอบคลุมพื้นที่ 33,488 ไร่

มอบพันธุ์ข้าวพระราชทาน60ตัน l ฟื้นฟูแหล่งปลูกข้าวภาคใต้ถูกน้ำท่วม6พันไร่

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/256673

วันพฤหัสบดี ที่ 16 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2560, 06.00 น.

นายอนันต์ สุวรรณรัตน์ อธิบดีกรมการข้าว เปิดเผยว่า สถานการณ์น้ำท่วมภาคใต้ช่วงที่ผ่านมา ทำให้พื้นที่เพาะปลูกพืชเสียหายสิ้นเชิงกว่า 100,000 ไร่ โดยเป็นพื้นที่นาข้าวมากที่สุดกว่า 80,000 ไร่ กระทบต่อพื้นที่ปลูกข้าวหลักของภาคใต้ใน จ.นครศรีธรรมราช พัทลุง และสงขลา คณะกรรมการบริหารจัดการการจ่ายเมล็ดพันธุ์ข้าวพระราชทาน กรมการข้าว จึงพิจารณาจัดสรรและแจกจ่ายเมล็ดพันธุ์ข้าว พันธุ์ กข 57 ซึ่งเพิ่งเก็บเกี่ยวและผ่านการวิเคราะห์มาตรฐานคุณภาพเมล็ดพันธุ์ข้าวตามพ.ร.บ.พันธุ์พืชกำหนด ตาม
พระประสงค์ของสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เพื่อช่วยเหลือเกษตรกรที่ยากไร้ หรือได้ผลกระทบจากภัยธรรมชาติ

โดยผลการประชุมมีมติให้มอบเมล็ดพันธุ์ข้าวช่วยเหลือเกษตรกรจำนวน 603 ราย ที่ได้รับผลกระทบจากอุทกภัยนำไปเพาะปลูกแทนข้าวที่เสียหายใน 3 จังหวัด คือ พื้นที่อำเภอระโนด จังหวัดสงขลา จำนวน 11 ตัน อำเภอควนขนุน จังหวัดพัทลุง 29 ตัน และอำเภอหัวไทร จังหวัดนครศรีธรรมราช 20 ตัน รวม 60 ตัน ในวันนี้จึงจัดให้มีพิธีการมอบเมล็ดพันธุ์ข้าวพระราชทาน และให้ศูนย์เมล็ดพันธุ์ข้าวปัตตานี ศูนย์วิจัยข้าวพัทลุง ศูนย์วิจัยข้าวนครศรีธรรมราช ซึ่งเป็นหน่วยงานของกรมการข้าวที่ใกล้ชิดเกษตรกรในพื้นที่ประสานงานและดูแลการส่งมอบให้เกษตรกรรายละไม่เกิน 10 ไร่ไร่ละ 10 กิโลกรัม เพื่อใช้ปลูกข้าวแทนพื้นที่เดิมที่เสียหายรวม 6,000 ไร่ต่อไป

ด้าน นายนิทัศน์ เจริญธรรมรักษา นายกสมาคมผู้รวบรวมและจำหน่ายเมล็ดพันธุ์ข้าว กล่าวว่า สมาคมผู้รวบรวมและจำหน่ายเมล็ดพันธุ์ข้าวจัดตั้งขึ้นตามนโยบายของกรมการข้าว เพื่อผลิตเมล็ดพันธุ์ข้าวคุณภาพดีรองรับความต้องการของเกษตรกรให้เพียงพอ ปัจจุบันมีสมาชิกจำนวน 2,163 ราย กระจายอยู่ในพื้นที่จังหวัดต่างๆ ซึ่งเป็นแหล่งปลูกข้าวที่สำคัญรวม 50 จังหวัดทั่วประเทศ และด้วยความสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณที่มีต่อ สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ที่ได้ทรงงานด้านข้าวมาอย่างต่อเนื่อง สมาคมจึงน้อมเกล้าฯ ถวายเมล็ดพันธุ์ข้าว พันธุ์ กข 57 จำนวน 60 ตัน เมื่อคราวที่เสด็จพระราชดำเนินทรงเปิดศูนย์เรียนรู้วิถีชีวิตและจิตวิญญาณชาวนาไทย อำเภอเมือง จังหวัดสุพรรณบุรี เมื่อวันที่ 12 ตุลาคม 2558 และทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ พระราชทานเมล็ดพันธุ์ข้าวนำมาแจกจ่ายให้เกษตรกรที่ประสบภัยน้ำท่วมครั้งนี้ และในนามของสมาคมขอส่งกำลังใจให้พี่น้องชาวใต้ต่อสู้กับอุปสรรคต่างๆ และผ่านพ้นไปด้วยดี

ชาวนาทุกข์หนัก!แมลงบั่วระบาด ทำลายต้นข้าวเสียหายหลายพันไร่

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/256693

วันพุธ ที่ 15 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2560, 19.46 น.

15 ก.พ.60 ชาวนาใน ต.โพธิ์ม่วงพันธ์ อ.สามโก้ จ.อ่างทอง ต้องทุกข์หนัก หลังเกิดโรคแมลงบั่วระบาดหนัก กัดกินต้นข้าวในนาเสียหายทั้งตำบลกว่าหลายพันไร่ ได้รับความเดือดร้อนกันทั่วหน้า ไม่มียาที่จะรักษาช่วยเหลือต้นข้าวในนาได้เลย จำต้องปล่อยให้ต้นข้าวเสียหายไปตามธรรมชาติ ทำให้ผลผลิตเสียหายในช่วงเก็บเกี่ยวได้น้อยลงกว่าครึ่ง ต้องขาดทุนเสียหาย

โดยแมลงบั่ว มีลักษณะคล้ายยุงหรือริ้น ตัวยาวประมาณ 3-4 มิลลิเมตร หนวดและขามีสีด เวลากลางวันตัวเต็มวัย จะเกาะซ่อนตัวอยู่ใต้ใบข้าวบริเวณกอข้าว ในช่วงต้นข้าวอายุ 25-30 วัน เพื่อวางไข่หลังจากฟักออกเป็นตัวหนอนจะคลานลงสู่ซอกของใบยอดและกาบใบของข้าวเพื่อเข้าทำลายยอดที่กำลังเจริญทำให้ ต้นข้าวและกอข้าวที่ถูกทำลายจะมีอาการแคระแกร็น เตี้ย ลำต้นกลม มีสีเขียวเข้ม ยอดที่ถูกทำลายไม่สามารถออกรวงได้ ทำให้ผลผลิตข้าวลดลงมาก

ด้าน นางจำเนียง จั่นชีพ อายุ 67 ปี ได้กล่าวว่า ตนได้ทำนา 23 ไร่ ได้เป็นโรคแมลงบั่วที่ระบาดอยู่ ทำให้ต้นข้าวเสียหาย ต้นข้าวจะไม่ออกร่วงข้าวจะออกมาเป็นแบบต้นหอม ตนได้ลงทุนเป็นจำนวนมาก ข้าวที่ปลูกไว้ 70 วัน เสียหายหนักและตอนนี้ได้ระบาดไปทั่วทุ่งนา

 

หมอดินชูนวัตกรรมคุมโรครากเน่า จุลินทรีย์ซุปเปอร์พด.3และ7เป็นมิตรสิ่งแวดล้อม

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/256491

วันพุธ ที่ 15 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2560, 06.00 น.

นายสุรเดช เตียวตระกูล อธิบดีกรมพัฒนาที่ดิน เปิดเผยว่า กรมพัฒนาที่ดินได้ดำเนินการวิจัยคิดค้นนวัตกรรมมาใช้ทดแทนการใช้สารเคมีกำจัดแมลงศัตรูพืช ช่วยให้เกษตรกรสามารถลดต้นทุนการผลิตเพิ่มรายได้เกษตรกรและผู้บริโภคปลอดภัยจากสารพิษ ทำให้มีสุขภาพดี รักษาสมดุลของระบบนิเวศ สนับสนุนการผลิตอาหารปลอดภัยและช่วยสนับสนุนนโยบายการขับเคลื่อนวาระแห่งชาติเกษตรอินทรีย์ โดยการวิจัยคิดค้นนวัตกรรมผลิตภัณฑ์จุลินทรีย์ซุปเปอร์ พด.3 เพื่อการควบคุมโรครากเน่าและโคนเน่าในพืชและผลิตภัณฑ์จุลินทรีย์ซุปเปอร์ พด.7 เพื่อผลิตสารควบคุมแมลงศัตรูพืชบนพื้นฐานความหลากหลายทางชีวภาพของประเทศไทย

สำหรับจุลินทรีย์ซุปเปอร์ พด.3 เป็นผลิตภัณฑ์ที่สามารถใช้ได้ทั้งในสภาพพื้นที่ดอนและพื้นที่ลุ่ม โดยเป็นการผสมผสานการใช้จุลินทรีย์ 2 ชนิด ที่สามารถควบคุมเชื้อสาเหตุโรคพืช ประกอบด้วยเชื้อราไตรโคเดอร์มาและแบคทีเรียบาซิลลัส ซับทิลิส ที่มีประสิทธิภาพสูงในการเข้าทำลายเชื้อสาเหตุโรครากเน่าและโคนเน่าของพืชเนื่องจาก มีคุณสมบัติเจริญเติบโตได้อย่างรวดเร็ว สามารถแก่งแย่งแข่งขันอาหารและที่อยู่อาศัยได้ดีกว่าเชื้อสาเหตุโรคพืชสร้างสารปฏิชีวนะ และเข้าทำลายเชื้อสาเหตุโรคพืชได้โดยตรง จึงสามารถใช้ในการป้องกันและควบคุมการเจริญของเชื้อสาเหตุโรคพืชเศรษฐกิจหลายชนิด ได้แก่ โรคราก เน่าและโคนเน่าในไม้ผล และไม้ยืนต้น เช่น ส้ม ยางพารา โดยเฉพาะอย่างยิ่งเชื้อราสาเหตุโรครากเน่าและโคนเน่าในทุเรียน โรคเน่าคอดิน และลำต้นเน่าของพืชไร่ เช่น อ้อย มันสำปะหลัง สับปะรด ข้าวโพด พืช เส้นใย และพืชตระกูลถั่ว โรคเน่าและเหี่ยวของพืชผักและไม้ดอกไม้ประดับ เช่น พริก มะเขือเทศ กะหล่ำปลี เบญจมาศ และมะลิ และการควบคุมเชื้อสาเหตุโรคถอดฝักดาบจากเชื้อราในนาข้าว

ส่วนจุลินทรีย์ซุปเปอร์พด.7 เป็นผลิตภัณฑ์เพื่อผลิตสารควบคุมแมลงศัตรูพืชจากพืชสมุนไพรเป็นการผสมผสานการใช้จุลินทรีย์ที่มีประสิทธิภาพสูงทั้งแบคทีเรีย ได้แก่ แบคทีเรียผลิตกรดอะซีติคใช้เป็นตัวทำละลายในการสกัดน้ำมันหอมระเหยจากพืชสมุนไพรและแบคทีเรียผลิตกรดแลคติกป้องกันการปนเปื้อนจากจุลินทรีย์ภายนอกและยับยั้งจุลินทรีย์ที่ทำให้เกิดการบูดเน่า และยีสต์ ผลิตแอลกอฮอล์เพื่อสกัดสารออกฤทธิ์ในการไล่แมลงศัตรูพืช รวมทั้งผสมผสานกับการใช้ชนิดพืชสมุนไพรที่เหมาะสมต่อการควบคุมเพลี้ยและหนอน เช่น พืชสมุนไพรที่มีประสิทธิภาพควบคุมเพลี้ยแป้งและเพลี้ยอ่อน ได้แก่ ยาสูบ ดีปลี หางไหล กลอย และพริก พืชสมุนไพรที่มีประสิทธิภาพควบคุมหนอนกระทู้ผักและหนอนใยผัก ได้แก่ ว่านน้ำ สะเดา มันแกว หนอนตายหยาก และขมิ้นชัน โดยสารออกฤทธิ์จากพืชสมุนไพรดังกล่าวไม่ส่งผลกระทบต่อสิ่งมีชีวิตชนิดอื่น และไม่เป็นพิษตกค้างในสิ่งแวดล้อมทั้งดินและน้ำหรือในผลผลิตพืช

“อย่างไรก็ตาม หลังจากที่กรมพัฒนาที่ดินได้ส่งเสริมให้เกษตรกรนำนวัตกรรมดังกล่าวไปใช้ ทำให้มีพื้นที่การเกษตรที่ใช้สารอินทรีย์เพิ่มขึ้น ปรับเปลี่ยนพื้นที่จากการใช้สารเคมีเป็นการใช้สารอินทรีย์ และสามารถลดต้นทุนการผลิตได้ 33.37% รวมทั้งสามารถลดใช้สารเคมีทางการเกษตรได้ 35.85% โดยเกษตรกรยอมรับการใช้เทคโนโลยีชีวภาพ ผลิตภัณฑ์จุลินทรีย์ซุปเปอร์ พด.3 และ 7 เกิดการรวมกลุ่มเกษตรอินทรีย์และมีความเข้มแข็งขึ้นสร้างเครือข่ายเพิ่มขึ้น พึ่งพาตัวเองได้อย่างยั่งยืนรวมถึงเกษตรกรผู้ผลิตและผู้บริโภคมีความปลอดภัยมากขึ้น สิ่งแวดล้อมในครัวเรือนและชุมชนดีขึ้น สุขภาพดีขึ้นตามลำดับ” นายสุรเดช กล่าว

ทั้งนี้ เกษตรกรที่สนใจสามารถสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ สถานีพัฒนาที่ดินใกล้บ้านทุกจังหวัด และหมอดินอาสาประจำหมู่บ้าน หรือกองเทคโนโลยีชีวภาพทางดิน โทร. 0-2579-0679 ต่อ 1379 และ 1297

 

แนะวิธีฟื้นสวนหลังน้ำท่วม

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/256488

วันพุธ ที่ 15 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2560, 06.00 น.

นายประสงค์ ประไพตระกูล รองอธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร เปิดเผยว่า ในการดูแลปรับปรุงพื้นที่ปลูกผักหลังประสบกับน้ำท่วม ต้องพิจารณาการปรับปรุงสภาพพื้นดินให้เหมาะสมต่อการปลูกพืชโดยมีการจัดการดินในการปลูกผักหลังน้ำท่วม ดังนี้ 1.ระบายน้ำออกจากพื้นที่ก่อน และเมื่อน้ำลดแล้วดินจะมีความชื้นสูง ไม่ควรเข้าไปเหยียบย่ำหรือนำเครื่องจักรกลขนาดใหญ่เข้าไปในพื้นที่ เพราะทำให้โครงสร้างดินถูกทำลายและเกิดการอัดแน่นของดินได้ง่าย 2.เมื่อหน้าดินแห้งแต่ดินยังมีความชื้นอยู่ ควรใส่ปูนขาวหรือโดโลไมท์ 200-500 กิโลกรัม/ไร่ เพื่อปรับสภาพดินและฆ่าเชื้อโรคในดิน3.หากดินแห้งพอที่จะเตรียมแปลงปลูกได้ ควรใส่ปุ๋ยอินทรีย์ 1,000-2,000 กิโลกรัม/ไร่ แล้วไถดินและตากดินทิ้งไว้ประมาณ 2-3 วัน 4.การเตรียมดินสำหรับปลูกผัก มี 2 แบบ คือ ปลูกแบบไถพรวนน้อยครั้ง โดยใช้เครื่องมือที่น้ำหนักเบาและทำหลังจากดินเริ่มแห้งเป็นการกำจัดวัชพืชไปในตัว และปลูกแบบไม่ไถพรวน วิธีนี้เหมาะสำหรับพื้นที่ที่ยังชื้น

การปลูกพืชผักบางชนิดควรมีการเพาะกล้าก่อนลงปลูกในแปลง เช่น ผักตระกูลพริก มะเขือ นำวัสดุเพาะ เช่น ดิน ขุยมะพร้าว แกลบดำ ผสมเชื้อราไตรโครเดอร์มาที่ผสมแล้ว อัตราส่วน 4:1 หลังจากนั้นนำใส่ลงในถาดเพาะกล้า นำเมล็ดพันธุ์พืชผักหยอดลงในหลุมปลูกในถาดเพาะกล้า รดน้ำวันละ 2 ครั้ง เช้า-เย็น จนกล้าผัก มีอายุ 2 สัปดาห์ จึงย้ายปลูกลงแปลง พืชผักที่ปลูกโดยวิธีการหว่านเมล็ด เช่น ผักบุ้งจีน ขึ้นฉ่าย ผักชี คะน้า กวางตุ้ง ฯลฯ สำหรับพืชผักที่ปลูกโดยวิธีการหยอดหลุม เช่น ถั่วฝักยาว ควรใช้เชื้อราเชื้อราไตรโครเดอร์มาที่ผสมแล้วรองก้นหลุม 1 กำมือต่อหลุม

สำหรับการดูแลรักษา ในส่วนของการให้ปุ๋ย อัตราปุ๋ยที่ใส่ในพืชแต่ละชนิดตามคำแนะนำในการปลูกผักชนิดนั้นๆ ควรแบ่งใส่โดยใส่ครั้งแรกเมื่อย้ายกล้าจนกล้าตั้งตัวได้แล้ว และใส่อีกครั้งหลังจากใส่ครั้งแรกประมาณ 2 สัปดาห์ การให้น้ำ พืชผักส่วนใหญ่เป็นพืชอวบน้ำจึงต้องการน้ำอย่างสม่ำเสมอและไม่ชอบน้ำขัง ควรตรวจดูสภาพดินก่อนให้น้ำ ถ้าดินแห้งจำเป็นต้องให้น้ำ ไม่ควรให้น้ำตอนแดดจัด รดให้ชุ่มแต่ไม่ควรรดจนแฉะและมีน้ำขัง การจัดการโรคแมลงศัตรูพืช ใช้สารชีวภัณฑ์ เช่น เชื้อราไตรโครเดอร์มา เชื้อราบิววาเรีย เชื้อบีทีหรือใช้สารเคมีตามคำแนะนำของทางราชการ

ส่องเกษตร : โซลาร์ฟาร์ม..ส่งเสริมหรือผูกขาด

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/256486

449007

วันพุธ ที่ 15 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2560, 06.00 น.

14 กุมภาพันธ์-วันวาเลนไทน์ปีนี้ เป็นวันที่สหกรณ์การเกษตรจากหลายภาคนัดหมายจะส่งตัวแทนบุกทำเนียบรัฐบาลพร้อมรายชื่อสหกรณ์ภาคการเกษตรกว่า 1,000 แห่งทั่วประเทศ เพื่อคัดค้านการทบทวนโครงการผลิตไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ภาคพื้นดิน (โซลาร์ฟาร์ม) ที่กระทรวงพลังงาน กำลังจะเสนอแก้ไข “วิธีคัดเลือก” ผู้ร่วมโครงการและจะ“ปรับลดราคารับซื้อไฟฟ้าโซลาร์ฟาร์ม”ลง

“โซลาร์ฟาร์ม”เป็นโครงการที่รัฐส่งเสริมให้ผลิตไฟฟ้าจากแสงอาทิตย์ที่ถือเป็นพลังงานสะอาด ใช้ไม่มีวันหมด มีมลพิษต่อสิ่งแวดล้อมต่ำ เป็นพลังงานทางเลือกทดแทนพลังงานจากฟอสซิลอย่างนํ้ามัน,ก๊าซธรรมชาติ และถ่านหินที่นับวันก็ร่อยหรอหมดไป รัฐบาลที่ผ่านมาพยายามจะส่งเสริมเอกชนให้ทำโซลาร์ฟาร์ม โดยรัฐจะรับซื้อไฟฟ้าที่ผลิตได้ ให้“แอดเดอร์”หรือส่วนเพิ่มค่าไฟฟ้าถึง 8 บาทต่อหน่วย เป็นระยะเวลา 10 ปี หมายความว่า ราคาไฟฟ้าฐานบวกค่า FT ขายอยู่เท่าไหร่ ก็บวกเพิ่มอีก 8 บาทต่อหน่วย ทำให้มีผู้แห่แสดงความจำนงที่จะทำจำนวนมาก

ต่อมารัฐบาลพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา มีนโยบายใหม่ในการเลือกผู้ทำโครงการและยกเลิกระบบ“แอดเดอร์” เปลี่ยนเป็น “Feed in Tariff” รับซื้อโดยคิดค่าไฟฟ้าในอัตราตามต้นทุนจริงที่รัฐคำนวณให้คงที่ตลอดอายุโครงการ 25 ปี ได้อัตรา 5.66 บาทต่อหน่วย ทั้งนี้ได้ให้สิทธิสหกรณ์องค์กรภาคการเกษตรทำโซล่าฟาร์มรวม 400 เมกะวัตต์ คัดเลือกโดยวิธี“จับสลาก”จากสหกรณ์ที่แสดงความจำนงมา และได้จับสลากระยะแรก 300 เมกะวัตต์ ประกาศผลช่วง เม.ย. 2559 มี 67 รายที่ได้ รวมกำลังผลิต 281 เมกะวัตต์แบ่งเป็นพื้นที่ภาคกลาง 25 ราย 108.2 เมกะวัตต์,ภาคตะวันตก 18 ราย 76เมกะวัตต์,ภาคตะวันออก 17 ราย 70.47 เมกะวัตต์,ภาคเหนือ 1 ราย 5 เมกะวัตต์ และพื้นที่การไฟฟ้านครหลวง 6 ราย 21.65 เมกะวัตต์ จึงเหลือโควตาส่วนนี้ 19 เมกะวัตต์นำไปรวมกับโควตาภาคใต้ 50 เมกะวัตต์ และภาคตะวันออกเฉียงเหนือ 50 เมกะวัตต์ รวมเป็น 119 เมกะวัตต์ เพื่อทำการคัดเลือกหาในเฟสที่ 2 ต่อไป

แต่มาตอนนี้ สำนักงานนโยบายพลังงาน โดยการเห็นชอบของพล.อ.อนันตพร กาญจนรัตน์ รมว.พลังงาน จะเสนอคณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ (กพช.) ที่มีพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี เป็นประธาน ในการประชุมวันที่ 17 ก.พ.ที่จะถึงนี้ ให้เปลี่ยนวิธีคัดเลือกสหกรณ์ที่จะทำโซลาร์ฟาร์มเฟส 2 จากการ“จับสลาก”เป็น“การประมูล”แทน อ้างเป็นแนวทางที่เหมาะสมกว่า เพื่อให้เกิดการแข่งขันเสรีส่งผลดีต่อผู้ใช้ไฟฟ้าโดยรวม เพราะจะมีการแข่งขันด้านราคาและสะท้อนต้นทุนการผลิตจริง ซึ่งการประมูลจะพิจารณาว่า ใครเสนอขอรับอัตรา“Feed in Tariff”ต่ำกว่าและมีระบบสายส่งรองรับ ก็จะได้สิทธิไป เรียงจากรายที่มีต้นทุนต่ำที่สุดขึ้นมา จนครบโควตา 119 เมกะวัตต์

ที่สำคัญ ยังจะขอลดราคาการรับซื้อไฟฟ้าโซลาร์ฟาร์มจากเดิมที่ประกันไว้ให้หน่วยละ 5.66 บาทเหลือ 4.12 บาทด้วยโดยอ้างว่า ค่าลงทุนลดลง โดยเฉพาะ“แผงโซลาร์”ปัจจุบันที่ราคาถูกลงจาก 54 ล้านบาทต่อเมกะวัตต์ เหลือ 42.2 ล้านบาทต่อเมกะวัตต์เท่านั้น

เรื่องนี้ทำให้เครือข่ายสหกรณ์ที่ตั้งใจทำโครงการโซลาร์ฟาร์ม เพื่อให้มีรายได้เสริมจากอาชีพการทำเกษตรกรรมบ้าง ต้องออกมาเคลื่อนไหวคัดค้าน ชี้ว่า การเปิดประมูลจะทำให้มีแต่สหกรณ์รายใหญ่หรือพวกที่“ฮั้ว”กับกลุ่มทุนใหญ่ไม่กี่รายเท่านั้น ที่ได้รับเลือก ถือเป็นการ“ล็อกสเปก”ให้เกิดการผูกขาดด้านพลังงานเหมือนที่ผ่านมาอีกซึ่งไม่สอดคล้องกับนโยบายรัฐบาลที่พล.อ.ประยุทธ์บอกไว้ว่า เน้นความโปร่งใสเสมอภาค มีการกระจายรายได้ให้อย่างเท่าเทียม ดังนั้นจึงต้องการให้คงการ“จับสลาก”เพื่อให้สหกรณ์การเกษตรไม่ว่ารายเล็กหรือใหญ่ ก็มีสิทธิเท่าเทียมกันอย่างเป็นธรรม

ส่วนการลดค่าไฟฟ้าที่รับซื้อเหลือ 4.12 บาท/หน่วย ก็จะทำให้สหกรณ์รายเล็กๆไม่สามารถแข่งขันได้ โดยเฉพาะจะไม่สามารถไปขอกู้เงินจากแหล่งเงินกู้มาทำโครงการได้ อีกทั้งการที่โซลาร์ฟาร์มระยะ 2 ขายไฟฟ้าได้ราคาแค่ 4.12 บาท/หน่วย ขณะที่กลุ่มที่ทำระยะแรกขายได้ 5.66 บาท/หน่วย ก็เกิดความไม่เป็นธรรมเห็นๆ

ชั่งน้ำหนักเหตุผลทั้ง 2 ฝ่ายแล้ว ผมขอเข้าข้างฝ่ายสหกรณ์การเกษตร และอยากให้รัฐคิดถึงเป้าหมายหลักของการส่งเสริม“โซลาร์ฟาร์ม” คืออะไรแน่

จะส่งเสริมให้ช่วยกันผลิตพลังงานทดแทนที่สะอาดมีประโยชน์ต่อโลก แล้วยังช่วยเหลือให้กลุ่มเกษตรกรมีรายได้เพิ่มขึ้น รัฐก็ต้องยอมๆเรื่องราคาบ้างนะครับ

สาโรช บุญแสง

รุกแผนสกัดภัยแล้งลุ่มน้ำยม เตือนเกษตรกรหลังเกี่ยวข้าวให้พักดิน-ปลูกพืชน้ำน้อย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/256490

วันพุธ ที่ 15 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2560, 06.00 น.

พล.อ.ฉัตรชัย สาริกัลยะ รมว.เกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่า ปัจจุบันลุ่มน้ำยมไม่มีแหล่งน้ำ หรือ เขื่อนขนาดใหญ่เหมือนลุ่มน้ำอื่น ทําให้ฤดูน้ำหลากเกิดน้ำท่วม และในฤดูแล้งน้ำไม่พอใช้ต้องอาศัยน้ำต้นทุนจากแม่น้ำยมและแหล่งเก็บน้ำขนาดเล็กในพื้นที่ซึ่งมีน้ำรวมกัน 206 ล้าน ลบ.ม. พื้นที่เพาะปลูก 241,898 ไร่ แบ่งเป็น จ.สุโขทัย มีน้ำใช้การได้175 ล้าน ลบ.ม. พื้นที่เพาะปลูก 190,898 ไร่จ.พิษณุโลก มีน้ำใช้การได้ 23 ล้าน ลบ.ม. พื้นที่เพาะปลูก 11,000 ไร่ และ จ.พิจิตร มีน้ำใช้การได้ 8 ล้าน ลบ.ม. พื้นที่เพาะปลูก 40,000 ไร่

สำหรับแหล่งน้ำใน จ.สุโขทัย และ พิษณุโลก ได้สั่งการให้ปรับปรุงแก้มลิงเพื่อรับน้ำหลาก และเก็บน้ำไว้ใช้ในฤดูแล้ง โดยก่อสร้างคลองไส้ไก่ชักน้ำเข้าแก้มลิงทุ่งทะเลหลวง และก่อสร้างคลองชักน้ำเข้าแก้มลิง 3 แห่ง คือ บึงตะเคร็ง บึงระมาณ และ บึงขี้แร้ง ทําให้มีน้ำใช้ในฤดูแล้งนี้เป็นการชดเชยเกษตรกรที่ได้รับความเสียหายจากน้ำท่วมไปอีกทางหนึ่ง ทั้งนี้ในส่วนพื้นที่ที่ไม่ได้ปลูกข้าวนั้น ได้สั่งการให้มีการติดตามสถานการณ์น้ำอย่างต่อเนื่อง และให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องจัดทํามาตรการเช่นเดียวกับปีที่แล้ว ให้เกษตรกรมีทางเลือกในการประกอบอาชีพ มีรายได้ในช่วงฤดูแล้งโดยใช้งบปกติและมุ่งเน้นพื้นที่ที่เกิดภัยแล้งซ้ำซาก โดยมาตรการดังกล่าวได้เริ่มปฏิบัติตั้งแต่เดือนตุลาคม 2559 ซึ่งกระทรวงเกษตรฯ ได้รายงานให้ ครม. ทราบเมื่อวันที่ 24 มกราคม ประกอบด้วย 6 มาตรการ 29 โครงการ เช่น การปลูกพืชใช้น้ำน้อย การเพิ่มน้ำต้นทุน และการจัดทําแผนชุมชน เป็นต้น

“ในปีนี้กระทรวงเกษตรฯ ได้สั่งการให้ทุกหน่วยงานติดตามสถานการณ์น้ำ และวางแผนเตรียมพร้อมเพื่อลดความเสี่ยงจากภัยแล้งด้านเกษตร ปี 2559/2560 เนื่องจากผลพวงจากภัยแล้งปีที่แล้วทําให้ต้นปีมีน้ำใช้การในเขื่อนต่างๆน้อยกว่าทุกปี โดยเมื่อวันที่ 2 กันยายน 2559 ได้ลงพื้นที่ติดตามสถานการณ์น้ำเขื่อนภูมิพล จ.ตาก ก็ได้สั่งการให้ส่วนที่เกี่ยวข้อง จัดทํามาตรการเช่นเดียวกับปีที่แล้วโดยใช้งบปกติ โดยมุ่งเน้นพื้นที่ที่เกิดภัยแล้งซ้ำซาก พบว่า ประสบผลสําเร็จมาก เพราะได้วางแผนล่วงหน้าบูรณาการทํางานร่วมกัน และติดตามแก้ไขปัญหาอย่างต่อเนื่อง สามารถบริหารจัดการน้ำได้ตามแผน มีน้ำอุปโภคบริโภคถึงเดือนกรกฎาคม 2559 เขตประกาศช่วยเหลือภัยแล้งน้อยกว่าปีก่อนๆ อีกด้วย” พล.อ.ฉัตรชัย กล่าว

รื้อข้อกำหนดเครื่องมือประมง เพิ่มประสิทธิภาพปิดอ่าวไทย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/256484

วันพุธ ที่ 15 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2560, 06.00 น.

นายอดิศร พร้อมเทพ อธิบดีกรมประมง เปิดเผยว่า กรมประมง ในฐานะหน่วยงานที่มีหน้าที่รับผิดชอบดูแลรักษาและฟื้นฟูทรัพยากรสัตว์น้ำ ได้ประชุมหารือผู้เกี่ยวข้องทั้งภาครัฐและชาวประมงและมีความเห็นพ้องกันว่า เพื่อประโยชน์ในการฟื้นฟูทรัพยากรปลาทู จะต้องมีการปรับปรุงแก้ไขประกาศกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ลงวันที่ 24 มกราคม 2550 บางข้อเพื่อเป็นการสงวนพ่อ-แม่พันธุ์สัตว์น้ำให้สามารถแพร่พันธุ์ต่อไปได้ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ จึงอาศัยอำนาจตามความในมาตรา 71 (1) แห่งพระราชกำหนดการประมง พ.ศ. 2558 รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรฯ ออกประกาศ ลงวันที่ 9 กุมภาพันธ์ 2560 จำนวน 2 ฉบับ เรื่อง กำหนดห้ามใช้เครื่องมือทำการประมงบางชนิดทำการประมงในที่จับสัตว์น้ำบางส่วนของ จ.ประจวบคีรีขันธ์ ชุมพร และสุราษฎร์ธานี

อย่างไรก็ตาม ประกาศกระทรวงเกษตรฯ ปี 2560 จะมีผลบังคับใช้เฉพาะในมาตรการปิดอ่าวไทยรอบปี 2560 เพื่อที่จะทดลองศึกษาหาแนวทางที่เหมาะสมต่อไป ซึ่งในระหว่างนี้กรมประมง จะศึกษาข้อมูลทางวิชาการเกี่ยวกับปลาทูให้แล้วเสร็จภายในหนึ่งปี โดยในส่วนของชาวประมงผู้ที่ได้รับความเดือดร้อนและต้องการปรับเปลี่ยนเครื่องมือจะมีการพิจารณาแหล่งเงินกู้ปลอดดอกเบี้ย ให้กู้รายละไม่เกิน 100,000 บาท และให้ชาวประมงผ่อนชำระเงินกู้ไม่เกินสามงวดชำระหนี้โดยมีกำหนดแล้วเสร็จภายใน 1 ปี

ดังนั้น จึงขอความร่วมมือพี่น้องชาวประมง โปรดปฏิบัติตามกฎหมายอย่างเคร่งครัด และคอยเป็นหูเป็นตาช่วยเจ้าหน้าที่ในการเฝ้าระวังการทำประมงผิดกฎหมายเพื่อช่วยกันฟื้นฟูทรัพยากรสัตว์น้ำในท้องทะเลไทยให้มีใช้อย่างยั่งยืน

แจงสี่เบี้ย : ‘กรมพัฒนาที่ดิน’พร้อมขับเคลื่อนแผนบูรณาการ พัฒนาศักยภาพการผลิตภาคการเกษตรปี’60

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/256489

227832

วันพุธ ที่ 15 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2560, 06.00 น.

การพัฒนาศักยภาพการผลิตภาคการเกษตร ภายใต้โครงการศูนย์เรียนรู้การเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตสินค้าเกษตร กรมพัฒนาที่ดิน ได้จัดเตรียมแผนที่สอดคล้องกับเป้าหมายแผนบูรณาการเป้าหมายที่ 2 ลดต้นทุนการผลิต และยกระดับมาตรฐานสินค้าเกษตร เพื่อเพิ่มโอกาสในการแข่งขันและการพัฒนาที่ยั่งยืน

กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้ให้ความสำคัญกับการเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตสินค้าเกษตรผ่านศูนย์เรียนรู้ในชุมชน จึงมีการจัดตั้งศูนย์เรียนรู้การเพิ่มประสิทธิภาพสินค้าเกษตร (ศพก.) อำเภอละ1 ศูนย์ รวม 882 ศูนย์ทั่วประเทศ โดยมีกรมส่งเสริมการเกษตรเป็นหน่วยงานหลักขับเคลื่อน เพื่อเป็นศูนย์กลางถ่ายทอดความรู้ด้านการเกษตรของชุมชน รวมถึงเป็นกลไกในการบูรณาการทำงานของหน่วยงานต่างๆ ในกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เพื่อแก้ไขปัญหาและพัฒนาเกษตรกรในพื้นที่

สำหรับพื้นที่ดำเนินงาน กรมส่งเสริมการเกษตร จะเป็นผู้คัดเลือกอำเภอละ1 ศูนย์ จำนวนตามเป้าหมายที่ตั้งไว้ 882 ศูนย์ โดยมีวิธีและขั้นตอนการดำเนินงาน คือ 1.จัดทำจุดเรียนรู้การพัฒนาที่ดิน แปลงสาธิตจุดเรียนรู้ด้านต่างๆ เช่น ปุ๋ยน้ำหมัก น้ำหมักสมุนไพร ปุ๋ยหมัก เพื่อให้เกษตรกรศึกษาเรียนรู้ 2.ถ่ายทอดความรู้และเทคโนโลยีการพัฒนาที่ดิน การใช้นวัตกรรมและเทคโนโลยีของกรมพัฒนาที่ดิน ที่เหมาะสมในการฟื้นฟูและปรับปรุงบำรุงดินเพื่อให้มีความอุดมสมบูรณ์ การใช้ประโยชน์ที่ดินทำการผลิตพืชผลทางการเกษตรได้ผลผลิตที่ดีตามความเหมาะสม 3.ปรับปรุงฐานข้อมูลความรู้ ภายในศูนย์ที่ได้ดำเนินการแล้ว ได้แก่ แผนที่ ชุดข้อมูลความรู้และจุดเรียนรู้ต่างๆ

โครงการดังกล่าวน่าจะก่อให้เกิดประโยชน์เก่เกษตรกรเป็นอย่างยิ่ง เพราะการจัดตั้งศูนย์เรียนรู้ที่มีการบูรณาการองค์ความรู้และการจัดการจากทุกหน่วยงานในสังกัดกระทรวงเกษตรฯ นอกจากเป็นที่ถ่ายทอดความรู้ ให้บริการทางการเกษตรและข้อมูลข่าวสารแล้ว ยังมีส่วนช่วยแก้ไขปัญหาด้านการเกษตรต่างๆ ให้เกษตรกร รวมทั้งเกษตรกรสามารถถ่ายทอดเทคโนโลยีด้านการพัฒนาที่ดินและใช้นวัตกรรมต่างๆ ของกรมพัฒนาที่ดินได้อย่างถูกต้อง นำไปสู่การลดต้นทุนการผลิต เพิ่มผลผลิตและพัฒนาคุณภาพผลผลิตทางการเกษตรตามความพร้อมของเกษตรกรและศักยภาพของพื้นที่

เกษตรประชารัฐ : “ฝนตกปลูกข้าว แล้งปลูกถั่ว”

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/256505

วันอังคาร ที่ 14 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2560, 17.19 น.

กรมชลประทานเดินหน้าโครงการเกษตรแปลงใหญ่ประชารัฐ  ตั้งเป้าหมายพื้นที่จัดรูปที่ดิน 3,000 ไร่ในเขต อ.กมลาไสย จ.กาฬสินธุ์ โดยกลุ่มน้ำตาลมิตรผลเป็นผู้ประสานดึงโรงสีไฟกาฬสินธุ์ 3 และถั่วลิสงโก๋แก่ เข้าร่วมส่งเสริมปลูกข้าวนาปีและถั่วลิสง เผยไม่มีปัญหาการผลิต เพราะดั้งเดิมปลูกข้าวและถั่วลิสงอยู่แล้ว
นายสิริวิชญ กลิ่นภักดี ผู้อำนวยการสำนักงานจัดรูปที่ดินกลาง กรมชลประทาน กล่าวว่า การดำเนินโครงการเกษตรแปลงใหญ่ประชารัฐ ตามนโยบายกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ในพื้นที่จัดรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม ต.ดงลิง อ.กมลาไสย จ.กาฬสินธุ์  จำนวน 800 ไร่นั้น  ภาคเอกชนโดยกลุ่มน้ำตาลมิตรผลได้ประสานงานติดต่อโรงสีไฟกาฬสินธุ์ 3 เข้ามาร่วมส่งเสริมการปลูกและรับซื้อข้าวคุณภาพเพื่อส่งออก และบริษัท โรงงานแม่รวย จำกัด ผู้ผลิตถั่วลิสงโก๋แก่ ส่งเสริมการปลูกถั่วลิสงและรับซื้อป้อนโรงงาน
ทั้งนี้ จะพยายามดำเนินการแบ่งปลูกตามฤดู โดยในฤดูฝนจะเน้นปลูกข้าวนาปีเพียงครั้งเดียว เพื่อเป็นข้าวคุณภาพโดยไม่ปนกับข้าวนาปรัง  ส่วนฤดูแล้งหันไปส่งเสริมปลูกถั่วลิสงซึ่งใช้น้ำน้อยแทนการทำนาปรัง
ทางด้านนายสุรชาติ  เพ็งมีศรี หัวหน้าสำนักงานจัดรูปที่ดินจังหวัดกาฬสินธุ์ กล่าวว่า พื้นที่จัดรูปที่ดินใน ต.ดงลิง อ.กมลาไสย มีทั้งหมดร่วม 3,000 ไร่ ได้รับการจัดรูปที่ดินเรียบร้อยแล้ว 800 ไร่ ที่เหลืออยู่ระหว่างการก่อสร้าง ซึ่งจะพยายามเร่งรัดให้เสร็จทันฤดูการผลิตข้าวนาปี 2560
“ที่ผ่านมา เกษตรกรปลูกข้าวนาปี แล้วทำถั่วลิสงช่วงฤดูแล้งอยู่แล้ว แต่พอมีการจัดรูปที่ดิน มีน้ำสมบูรณ์ก็เลิกปลูกถั่ว หันไปปลูกข้าว ทั้งนาปีและนาปรัง แต่พอราคาข้าวไม่ดี ก็คิดวางแผนปรับการผลิตกลับมาเหมือนเดิม สอดรับกับที่มีนโยบายเกษตรแปลงใหญ่ประชารัฐ มีการสงเสริมการปลูกและรับประกันราคารับซื้อ  เกษตรกรก็มั่นใจยิ่งขึ้น”
สำหรับการปลูกถั่วลิสงในฤดูแล้งนี้ บริษัท โรงงานแม่รวย จำกัด เจ้าของผลิตภัณฑ์ถั่วลิสงโก๋แก่ เข้ามาส่งเสริมโดยวางเป้า 100 ไร่ ราคารับซื้อกว่า 30 บาท/กิโลกรัม แต่มีเกษตรกรเข้าร่วม 80 ไร่ เนื่องจากยังฉุกละหุกเรื่องช่วงเวลา เพราะเกษตรกรส่วนหนึ่งเตรียมการปลูกข้าวนาปรังกันบ้างแล้ว แต่ในฤดูนาปี 2560 เป็นต้นไป จะมีความชัดเจนยิ่งขึ้นซึ่งทางโรงสีไฟกาฬสินธุ์ 3 มีความต้องการข้าวคุณภาพค่อนข้างมากเพื่อส่งออก สำนักงานจัดรูปที่ดินกลางได้ร่วมบูรณาการในพื้นที่กับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อผลักดันพื้นที่จัดรูปที่ดินให้เป็นพื้นที่เกษตรแปลงใหญ่ เนื่องจากเป็นพื้นที่ที่มีความสมบูรณ์ของระบบโครงสร้างพื้นฐานด้านการเกษตร ซึ่งจะช่วยให้เกษตรกรลดต้นทุนการผลิตและเพิ่มรายได้