รักษ์เกษตร : การปรับตัวของสิ่งมีชีวิตในสภาวะโลกร้อน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/256364

วันอังคาร ที่ 14 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2560, 06.00 น.

คำถาม ขอทราบความรู้เรื่อง การปรับตัวของสิ่งมีชีวิตในภาวะโลกร้อน ด้วยครับ สาเหตุและลักษณะการปรับตัว เป็นอย่างไรบ้างครับ

ชีวินธร อักษรศาสตร์

อ.เมือง จ.นครราชสีมา

คำตอบ การปรับตัวของสิ่งมีชีวิต เป็นกระบวนการที่สิ่งมีชีวิตมีการเปลี่ยนแปลง หรือปรับลักษณะบางประการให้เข้ากับ
สภาพแวดล้อมที่อาศัยอยู่เพื่อความอยู่รอด เช่นผลกระทบจากภาวะโลกร้อนที่ทำให้อุณหภูมิของโลกสูงขึ้น สิ่งมีชีวิตต่างๆ จำเป็นต้องปรับตัว เพื่อเอาตัวรอดจากสภาพแวดล้อมที่เปลี่ยนไป บางสายพันธุ์ที่ไม่สามารถปรับตัวได้ ก็มีโอกาสที่จะสูญพันธุ์ไป

-การปรับตัวของเชื้อโรค และพาหะของโรค ภาวะโลกร้อนยังทำให้เชื้อโรค แมลงต่างๆ และพาหะ มีการปรับตัวที่เป็นพาหะของเชื้อโรคมีอายุยืนนาน และขยายพันธุ์ได้มากขึ้น เชื้อโรค เชื้อรา และแบคทีเรียหลายชนิด เกิดและขยายตัวได้ดีเมื่ออากาศร้อนขึ้น และทำให้อาหารบูดเสียได้เร็วและเกิดเชื้อรามากขึ้น โอกาสเกิดโรคเกี่ยวกับทางเดินอาหารมีสูง อากาศแห้งแล้งและร้อน ทำให้มีฝุ่นละอองฟุ้งกระจายมาก การจุดไฟเผาใบไม้เผาหญ้าและไฟป่าทำให้เกิดก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ และหมอกควันหนาแน่นในบางพื้นที่ มีผลต่อสุขภาพในระบบทางเดินหายใจ อาจถึงขั้นเจ็บป่วยล้มตายด้วย

-การปรับตัวของโรคแมลงศัตรูพืช เมื่ออุณหภูมิที่สูงขึ้น และการแปรปรวนของอากาศเอื้ออำนวยให้เชื้อโรคและแมลง มีการเจริญเติบโตอย่างรวดเร็ว ทั้งนี้ เกิดจากการปลูกพืช หรือเลี้ยงสัตว์ การปลูกพืชอย่างหนาแน่น การใช้ปุ๋ยไนโตรเจน การปลูกพืชติดต่อกันโดยไม่พักดิน หรือไม่สลับกับพืชอื่นๆ การใช้สารเคมีกำจัดศัตรูพืชที่ทำลายแมลงที่มีประโยชน์ จะทำให้เกิดการระบาดของศัตรูพืชอย่างรุนแรง เช่น การระบาดของเพลี้ยแป้งในมันสำปะหลัง และหนอนหัวดำในมะพร้าว ซึ่งทำให้เกิดความเสียหายต่อผลิตการเกษตรอย่างรุนแรง เป็นต้น

-การปรับตัวของวัชพืช การแพร่กระจายของวัชพืชร้ายแรงเข้าสู่พื้นที่การเกษตรเป็นเหตุให้ผลผลิตถูกทำลาย ฤดูกาลที่ยาวนานขึ้น หรือมีก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์มากขึ้น จะมีแนวโน้มทำให้เพิ่มผลในบางพื้นที่ บางพื้นที่อาจแล้งยาวนาน นักวิชาการเกษตร ได้ให้คำแนะนำการปลูกพืชที่เฉพาะเจาะจงกับชนิดดินและพื้นที่ ขณะเดียวกันก็พัฒนาพันธุ์พืชให้เหมาะสมกับท้องถิ่นด้วย

-การปรับตัวโดยเปลี่ยนแปลงรูปร่าง ท่าทาง ลักษณะ ทำให้เหมาะสม และสามารถดำรงชีพอยู่ได้ในสภาวะแวดล้อม
นั้นๆ การปรับตัวชนิดนี้ เกิดจากการคัดเลือกโดยธรรมชาติของสิ่งมีชีวิตที่แปรผัน ทำให้เกิดความแตกต่างกันทางพันธุกรรม สิ่งมีชีวิตบางชนิด จะมีการปรับตัวทางด้านรูปร่าง ให้มีลักษณะคล้ายคลึงกับธรรมชาติ ซึ่งเป็นแหล่งที่อยู่อาศัย เพื่ออำพรางศัตรูที่จะเข้ามาทำร้าย เพื่ออำพรางเหยื่อที่หลงเข้ามาใกล้ตัว เช่น ตั๊กแตนกิ่งไม้ มีลำตัวสีน้ำตาลและขายาวเก้งก้าง เมื่อเกาะอยู่กับที่นิ่งๆ จะมีลักษณะคล้ายกิ่งไม้ ตั๊กแตนตำข้าว มีลำตัวสีเขียว ขาคู่หน้ามีขนาดใหญ่ และปลายขาจะมีอวัยวะสำหรับจับเหยื่อเมื่อเกาะอยู่กับที่นิ่งๆ ปีกจะซ้อนกันคลุมลำตัว มองดูคล้ายใบไม้ และตั๊กแตนใบโศก มีลำตัวสีเขียวหรือสีน้ำตาล เมื่อเกาะอยู่กับที่นิ่งๆ ปีกจะประกบกัน ทำให้มองดูคล้ายใบไม้

-การปรับลักษณะทางสรีรวิทยา หรือพฤติกรรม ซึ่งควบคุมโดยพันธุกรรม เอื้ออำนวยให้สิ่งมีชีวิตชนิดนั้นๆ อยู่ได้ในสภาวะแวดล้อมอย่างเหมาะสมจนกระทั่งสืบพันธุ์ได้ เช่น ปลาไหล ปรับตัวให้เข้ากับสภาพธรรมชาติ โดยทำให้ตัวไหลลื่นอยู่ตลอดเวลา

-การปรับตัวโดยการเปลี่ยนสีขน นกบางชนิดมีการเปลี่ยนสีของขนนก หรือพฤติกรรมในบางฤดู เช่น ในช่วงสืบพันธุ์ของนกตัวผู้ จะเปลี่ยนสีขนสวยงามมากว่านกตัวเมีย

-การปรับตัวเพื่อการอำพรางตัว ของสิ่งมีชีวิตหลายชนิด เพื่ออำพรางตัวให้รอดพ้นจากการล่าของศัตรู หรืออำพรางเหยื่อที่หลงเข้ามาใกล้ตัว และเพื่อสะดวกในการหาอาหารกิน เช่น ปลา เป็นต้น

-การปรับตัวของสัตว์เลื้อยคลาน สัตว์เลื้อยคลาน เป็นสัตว์ที่ชอบอากาศที่ค่อนข้างอบอุ่น และเมื่ออุณหภูมิโลกที่สูงขึ้น พบว่า กิ้งก่า ในพื้นที่เขตหนาวเย็น มีการย้ายถิ่นฐานไปยังพื้นที่ใหม่ๆ ที่ไม่เคยพบพวกมันมาก่อน เริ่มมีการกระจายตัวอย่างรวดเร็ว จึงมีการสันนิษฐานว่า พวกมันน่าจะได้รับประโยชน์จากอุณหภูมิโลกที่สูงขึ้น ทำให้กระบวนการเจริญเติบโตของพวกมันพัฒนาเร็วขึ้นมาก และด้วยความที่เป็นสัตว์ที่ปรับตัวง่าย สามารถกินได้ทั้งแมลงและผลไม้บางชนิด และเชื่อว่า พวกมันจะเป็นสายพันธุ์ที่สามารถรอดพ้นภาวะโลกร้อนได้

ภาวะโลกร้อน เป็นตัวการสำคัญที่ส่งผลกระทบต่อสิ่งมีชีวิต ทั้งในพื้นที่เขตหนาวและเขตร้อน และมีจำนวนไม่น้อยที่กำลังเผชิญกับวิกฤติ ที่อาจร้ายแรงถึงขั้นสูญพันธุ์ แต่ในขณะที่สัตว์จำนวนไม่น้อยกำลังเดือดร้อนกับภาวะความเปลี่ยนแปลงของโลก แต่มีสัตว์อีกจำนวนหนึ่ง ที่ไม่เดือดร้อนกับภาวะโลกร้อน แต่ยังได้รับประโยชน์อย่างไม่น่าเชื่อจากการเกิดภาวะโลกร้อนอีกด้วย

นาย รัตวิ

เกษตรฯเดินหน้าจัดสรรที่ดิน‘สปก.’ วางเป้าปี’60กระจายเบ็ดเสร็จ2รูปแบบ2.5แสนไร่

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/256361

วันอังคาร ที่ 14 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2560, 06.00 น.

พล.อ.ฉัตรชัย สาริกัลยะ รมว.เกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่า ตามที่ได้สั่งการให้ ส.ป.ก. เร่งรัดการดำเนินการพัฒนาพื้นที่ ส.ป.ก. ที่ยึดคืนได้ตามคำสั่งหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ที่ 36/2559 พบว่า มีการยึดคืนแล้ว 316,582 ไร่ คืนให้ผู้ครอบครองเนื้อที่ 126,919 ไร่ โดยแผนการพัฒนาหลังจากการยึดคืนพื้นที่แล้ว ในปี 2560 กระทรวงเกษตรฯ จะจัดสรรให้เกษตรกร 250,742 ไร่ แบ่งเป็น 2 รูปแบบ คือ 1.จัดเป็นรูปแบบแปลงใหญ่ เนื้อที่ 100,742 ไร่ โดยแบ่งเป็น 2 ระยะ คือ ระยะที่ 1 เนื้อที่ 30,742 ไร่ ระยะที่ 2 เนื้อที่ 70,000 ไร่ 2.จัดให้เกษตรกรที่ครอบครองเดิม 150,000 ไร่ ซึ่งในการดำเนินการเพื่อพัฒนาพื้นที่นั้น ได้ขอรับการสนับสนุนหน่วยทหารช่างทหารบกเข้าดำเนินการในระยะที่ 1 จํานวน 73 แปลง เนื้อที่ 33,495 ไร่

ทั้งนี้จากการลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมการดำเนินการของ จ.สระแก้ว พบว่า ในภาพรวมมีการยึดคืนพื้นที่เป้าหมาย 78 แปลง เนื้อที่ 87,257 ไร่ โดยคืนให้ผู้ครอบครองเดิมที่แสดงสิทธิตามประมวลกฎหมายที่ดิน 20,214 ไร่ ขณะที่พื้นที่ที่ยึดคืนได้เนื้อที่ 67,043 ไร่ จะนำมาพัฒนาปรับปรุงที่ดินให้มีความพร้อมเพื่อนำไปจัดที่ดินให้เกษตรกรผู้ยากไร้ในรูปแบบสหกรณ์การเกษตร จำนวน 12 แปลง เนื้อที่ 4,202 ไร่ คาดว่าจะแล้วเสร็จในเดือนเมษายน และจัดให้เกษตรกรที่ครอบครองเดิม เนื้อที่ 62,841 ไร่ แล้วเสร็จในเดือนมิถุนายน

นอกจากนี้ในการลงพื้นที่ ยังได้เข้าตรวจสอบการยึดคืนแปลงเป้าหมาย No.2879 ต.หนองม่วง อ.โคกสูง เนื้อที่ 1,341 ไร่ พบว่า เป็นที่ดิน ส.ป.ก. 1,305 ไร่ คืนให้ผู้ครอบครอง เนื้อที่ 36 ไร่ ส.ป.ก. จะนำมาดำเนินการจัดเป็นรูปแบบแปลงใหญ่ 1 แปลง เนื้อที่ 719 ไร่ และจัดให้เกษตรกรที่ครอบครองเดิมอีก 586 ไร่ โดยแนวทางการพัฒนาแปลงใหญ่ เนื้อที่ 719 ไร่ ให้พร้อมจัดสรรให้เกษตรกร โดยมีแผนการจัดสรรพื้นที่สําหรับเกษตรกร 63 ราย แบ่งเป็น 5 ส่วน คือ 1. ที่ดินทํากิน 63 แปลง แปลงละประมาณ 5 ไร่ เนื้อที่ 313 ไร่ 2.ที่อยู่อาศัย 63 แปลง แปลงละประมาณ 1 ไร่ เนื้อที่ 66 ไร่ 3.ที่ดินแปลงรวม เนื้อที่ 69 ไร่ 4.พื้นที่ส่วนกลาง เนื้อที่ 122 ไร่ และ 5.พื้นที่ก่อสร้างถนน/แหล่งน้ำ เนื้อที่ 150 ไร่

“นอกจากนี้ พื้นที่แปลง No.2879 มีจุดเด่น คือ อยู่ติดถนนเส้นหลัก ส.ป.ก. จะส่งเสริมให้มีการจัดตั้งตลาดนัดชุมชน เพื่อนำผลผลิตที่มีคุณภาพของเกษตรกรมาวางจำหน่ายให้แก่ประชาชนทั่วไป เพื่อเป็นการยกระดับการทำเกษตรให้แก่เกษตรกรในเขตปฏิรูปที่ดินต่อไป” พล.อ.ฉัตรชัย กล่าว

แจงสี่เบี้ย : การตรวจเยี่ยมฟาร์มเพื่อน‘Peer Reviews’ หนึ่งในระบบการตรวจรับรองแบบมีส่วนร่วมที่สำคัญ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/256363

วันอังคาร ที่ 14 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2560, 06.00 น.

227832

ลักษณะเฉพาะของการตรวจเยี่ยมฟาร์มเพื่อนแบบมีส่วนร่วม เป็นการตรวจประเมินการทำตามมาตรฐานเกษตรอินทรีย์ของกลุ่ม โดยคณะผู้ตรวจเยี่ยมซึ่งเป็นเกษตรกรด้วยกัน แต่ได้รับการแต่งตั้งจากกลุ่ม ซึ่งอาจมีที่ปรึกษากลุ่มหรือผู้บริโภคเข้าร่วมตรวจด้วย โดยรูปแบบการตรวจไม่ใช่การจับผิดหรือตรวจตามข้อกำหนดเท่านั้น แต่เป็นการตรวจสอบความเข้าใจในมาตรฐานและวิธีปฏิบัติในฟาร์ม และแลกเปลี่ยนเรียนรู้กันถึงแนวทางการปฏิบัติที่สอดคล้องกับมาตรฐาน

การตรวจเยี่ยมฟาร์มเป็นแบบเพื่อนเยี่ยมเพื่อน ซึ่งฟาร์มหรือสถานที่ผลิตต้องได้รับการตรวจอย่างน้อยปีละ 1-2 ครั้ง โดยไม่แจ้งให้ทราบล่วงหน้า การตรวจฟาร์มกระทำโดยคณะกรรมการตรวจเยี่ยมอย่างน้อย 3 คน ซึ่งคณะกรรมการจะต้องไม่ตรวจฟาร์มตนเองหรือญาติพี่น้อง รูปแบบการตรวจอาจเป็นการให้คำแนะนำ หรือการเรียนรู้ร่วมกันเพื่อการพัฒนา โดยในปีแรกหากเจ้าของฟาร์มไม่มีทักษะพอ ที่ปรึกษาจะต้องร่วมตรวจและสอนไปด้วย แต่ผู้ตรวจฟาร์มจะไม่มีอำนาจตัดสินการให้การรับรอง ต้องนำผลเข้าที่ประชุมเพื่อให้คณะกรรมการให้การรับรอง

การไม่ผ่านการตรวจประเมินไม่ได้หมายความว่าทำผิด แต่เป็นการให้ผู้ผลิตเรียนรู้เพื่อพัฒนาการผลิตให้สอดคล้องกับมาตรฐาน สุดท้ายสมาชิกต้องแสดเจตจำนงการปฏิบัติตามมาตรฐานเกษตรอินทรีย์ของกลุ่ม มีวิธีปฏิบัติที่หลากหลาย เช่น การจัดทำแผนการผลิตเป็นเอกสาร หากผู้ผลิตทำได้จะเป็นวิธีที่ดีที่สุด เนื่องจากตรวจสอบได้ง่าย การทำสัญญาหรือปฏิญาณของผู้ผลิต อาจเป็นสัญญาเดี่ยวหรือของกลุ่มและมีการเซ็นชื่อต่อกันในการปฏิบัติตามมาตรฐานและกฎหมายกติกาของกลุ่ม และมีบันทึกการตรวจประเมินฟาร์มของกลุ่มระบุวันตรวจ และเซ็นชื่อทั้งผู้ตรวจและผู้รับการตรวจ การเสริมสร้างความรู้ และการมีส่วนร่วมในกิจกรรมที่หลากหลาย

ระทึก!!คลิปพายุงวงช้างทะเลพังงา นักท่องเที่ยวตื่นตาแห่ดู

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/261281

วันจันทร์ ที่ 20 มีนาคม พ.ศ. 2560, 14.09 น.

20 มี.ค. 60 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า มีการถ่ายคลิปภาพขณะเกิดพายุงวงช้างในทะเลอ่าวพังงา โดยนายศิวะกร ทองยวน อายุ 33 ปี นักท่องเที่ยวชาวไทย สามารถบันทึกได้ขณะเที่ยวชมธรรมชาติในเกาะไข่นอก ต.พรุใน อ.เกาะยาว จ.พังงา พร้อมกับนักท่องเที่ยวชาวจีน ในช่วงเย็นวานนี้(19 มี.ค.) เวลา 16.30 น.

ซึ่งทำให้นักท่องเที่ยวที่เห็นเหตุการณ์ต่างตื่นตาตื่นใจ  โดย”พายุงวงช้าง” หรือ “พายุนาคเล่นน้ำ” เป็นปรากฏการณ์ทางธรรมชาติอีกชนิดหนึ่งมักจะเกิดขึ้นในน้ำ โดยเฉพาะในทะเลจะเห็นบ่อยกว่าในแหล่งน้ำจืด มีลักษณะเหมือนงวงช้างสีดำขนาดใหญ่เชื่อมต่อระหว่างท้องฟ้ากับผืนน้ำ ส่วนใหญ่ที่พบมีความยาวประมาณ 10 – 600 เมตร และมีเส้นผ่านศูนย์กลางได้ตั้งแต่ 1-10 เมตร ช่วงเวลาที่เกิดจะมีฝนฟ้าคะนองร่วมด้วย

โดยลักษณะที่ปรากฏอาจเห็นงวงช้างเพียงอันเดียว หรือจะเกิดพร้อมกันหลายอันก็ได้ หมุนด้วยอัตราความเร็ว 20 – 80 เมตรต่อวินาที สามารถเคลื่อนที่ได้แต่ช้า ถ้าความเร็วลมในพายุมีสูงก็อาจทำให้เรือเล็กๆล่มได้

ดังนั้นผู้ที่อยู่ในเหตุการณ์ควรหนีไปในทิศทางตรงกันข้ามกับพายุ แต่ที่เคยเกิดในประเทศไทยยังไม่พบความอันตราย เหตุการณ์นี้จะปรากฏอยู่ประมาณ 2-30 นาที จากนั้นก็จะสลายตัวไปในอากาศอย่างรวดเร็ว ปรากฏการณ์นี้เกิดขึ้นจากความแตกต่างของอุณหภูมิอากาศที่กระจายอยู่ในบริเวณเดียวกันเป็นหย่อมๆ และอุณหภูมิที่แตกต่างกันเหล่านั้น ถูกดูดเข้าไปอยู่ในตำแหน่งใดตำแหน่งหนึ่งมากเป็นพิเศษ ทำให้อากาศที่อยู่ติดกับผืนน้ำยกตัวขึ้นอย่างรวดเร็วและรุนแรง ส่งผลให้อากาศโดยรอบไหลเข้ามาแทนที่ จึงเกิดลมพัดวนบิดเป็นเกลียวขึ้นไป ในบริเวณที่มวลอากาศเย็นเคลื่อนผ่านเหนือผิวน้ำที่อุ่นกว่า เมื่ออากาศขยายตัวและเย็นลงจนถึงจุดหนึ่ง ไอน้ำก็จะกลั่นตัวเป็นหยดน้ำจำนวนมาก ทำให้เราเห็นเหมือนพายุหมุน มีลักษณะคล้ายงวงช้าง เชื่อมผืนน้ำและเมฆ

อย่างไรก็ตามปรากฏการณ์นี้พยากรณ์ล่วงหน้าไม่ได้ แต่ในพื้นที่ที่มีความแตกต่างของอุณหภูมิมากๆ จะมีโอกาสเห็นได้ถ้าเทียบกับพายุทอร์นาโด ที่เกิดขึ้นที่ต่างประเทศนั้น นับว่า”พายุงวงช้าง” มีขนาดเล็กกว่ามากเลยทีเดียว

 

สส.ติวเข้มขรก.ต้านทุจริต สกัดประโยชน์ทับซ้อน สร้างองค์กรโปร่งใส

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/261277

วันจันทร์ ที่ 20 มีนาคม พ.ศ. 2560, 13.58 น.

“กรมส่งเสริมคุณภาพสิ่งแวดล้อม” จัดอบรม “ต่อต้านการทุจริตและผลประโยชน์ทับซ้อน” ติวเข้มผู้บริหาร ข้าราชการ และเจ้าหน้าที่หน่วยงานในสังกัด ขยายผลการสร้างจิตสำนึก ค่านิยม ให้ตระหนักรู้เรื่องความซื่อสัตย์สุจริต พร้อมยึดคุณธรรม จริยธรรม เป็นหลักในการปฏิบัติราชการ ร่วมป้องกันปราบปรามการทุจริต สร้างความโปร่งใสให้องค์กร ขจัดภัยร้ายบ่อนทำลายชาติและประชาชน
นายสากล ฐินะกุล อธิบดีกรมส่งเสริมคุณภาพสิ่งแวดล้อม เปิดเผยว่า ปัญหาการทุจริตและประพฤติมิชอบในวงราชการนับเป็นภัยร้ายแรงเป็นบ่อนทำลายประเทศชาติและประชาชน ทั้งเศรษฐกิจ การเมือง สังคม วัฒนธรรม ตลอดจนส่งผลกระทบต่อการพัฒนาประเทศในทุกด้าน รัฐบาลจึงได้ประกาศยุทธศาสตร์ชาติว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริตระยะที่ 3 (พ.ศ.2560-2564) เป็นกรอบทิศทางให้หน่วยงานส่วนราชการต่างๆนำไปสู่การปฏิบัติ เพื่อสร้างความโปร่งใส รวมทั้งป้องกันและแก้ปัญหาดังกล่าวไม่ให้เกิดขึ้นในหน่วยงาน และเพื่อให้ข้าราชการเป็นที่เชื่อถือศรัทธาและเป็นที่ไว้วางใจของประชาชน
นายสากล กล่าวต่อว่า กรมส่งเสริมคุณภาพสิ่งแวดล้อม (สส.) ให้ความสำคัญอย่างยิ่งต่อการป้องกันและปราบปรามการทุจริตและประพฤติมิชอบภายในองค์กร โดยที่ผ่านมาได้ดำเนินมาตรการสำคัญหลายอย่างเพื่อให้หน่วยงานในสังกัดทั้งหมดมีการดำเนินงานที่ซื่อสัตย์สุจริตโปร่งใสและตรวจสอบได้ รวมทั้งมีการส่งเสริมปลุกจิตสำนึกให้ข้าราชการและเจ้าหน้าที่มีวินัย ยึดมั่นในจริยธรรม เสริมสร้างจิตสำนึกที่ดีในการปฏิบัติหน้าที่ด้วยความซื่อสัตย์สุจริต ทุ่มเทให้กับราชการ และเห็นประโยชน์ส่วนรวมมากกว่าประโยชน์ส่วนตน ซึ่งผลจากการดำเนินการดังกล่าว ทำให้ กรมส่งเสริมคุณภาพสิ่งแวดล้อม ได้รับการเชิดชูเกียรติเป็นหนึ่งในหน่วยงานที่ได้รับผลการประเมินคุณธรรมและความโปร่งใสในระดับสูงมาก จากโครงการประเมินคุณธรรมและความโปร่งใสการดำเนินงานของหน่วยงานรัฐ ประจำปีงบประมาณ 2559 โดยคณะกรรมการต่อต้านการทุจริตแห่งชาติ (คตช.)
ดังนั้น เพื่อเป็นการขยายผลและสร้างวัฒนธรรมองค์กร ในเรื่องการต่อต้านการทุจริตและประพฤติมิชอบในวงราชการทุกรูปแบบ กรมส่งเสริมคุณภาพสิ่งแวดล้อม จึงได้ดำเนินโครงการอบรมต่อต้านการทุจริตและผลประโยชน์ทับซ้อน ในระหว่างวันที่ 9-10 มีนาคมที่ผ่านมา ณ ห้องประชุมอารีย์สัมพันธ์ อาคารกรมส่งเสริมคุณภาพสิ่งแวดล้อม เพื่อเสริมสร้างองค์ความรู้เกี่ยวกับการต่อต้านการทุจริตและผลประโยชน์ทับซ้อนให้กับบุคลากรในองค์กร รวมทั้งเพื่อสร้างจิตสำนึก ค่านิยม คุณธรรม จริยธรรม ของบุคลากรให้ตระหนักรู้เรื่องความซื่อสัตย์สุจริต การป้องกันปราบปรามการทุจริตในการปฏิบัติงาน เกิดการปรับเปลี่ยนทัศนคติและพฤติกรรมในการทำงานให้มีความสุจริตโปร่งใส
สำหรับเนื้อหาตลอดหลักสูตร 2 วันของการอบรม มีทั้งภาคการบรรยายและการศึกษาดูงาน โดยได้รับเกียรติจาก นางจันทวรรจ์ หรรษาภิรมย์โชค ผู้อำนวยการกลุ่มพัฒนาระบบบริหาร สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตในภาครัฐ (ป.ป.ท.) เป็นผู้บรรยายในหัวข้อ “การต่อต้านการทุจริตและผลประโยชน์ทับซ้อน” และการวิเคราะห์ความเสี่ยง ขั้นตอน แนวทางปฏิบัติงานหรือระเบียบ เพื่อป้องกันผลประโยชน์ทับซ้อน ขณะที่การศึกษาดูงานเป็นการเดินทางไปดูงาน ณ พิพิธภัณฑ์ต้านโกง สำนักงานป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ถ.พิษณุโลก กทม.
“การอบรมครั้งนี้ถือว่าประสบความสำเร็จอย่างยิ่ง โดยมีกลุ่มเป้าหมายทั้งระดับผู้บริหาร ข้าราชการ ลูกจ้างประจำ พนักงานราชการ และเจ้าหน้าที่ จากกลุ่มงานพัฒนาระบบบริหาร กลุ่มตรวจสอบภายใน สำนักงานเลขานุการกรม กลุ่มการคลัง กลุ่มนิติการ และเจ้าหน้าที่ที่ดำเนินการเกี่ยวกับการจัดซื้อจัดจ้างของหน่วยงานในสังกัดทั้งหมดกว่า 160 คน ให้ความสนใจมาเข้ารับการอบรม ซึ่งหวังเป็นอย่างยิ่งว่าผู้เข้าร่วมอบรมทุกคน จะเกิดความตระหนักถึงความสำคัญของการป้องกันและปราบปรามการทุจริตคอร์รัปชั่นในวงราชการไทย มีการนำหลักคุณธรรม จริยธรรม มาเป็นหลักในการประพฤติปฏิบัติหน้าที่ รวมทั้งช่วยเฝ้าระวังและตรวจสอบการทุจริต ซึ่งไม่เพียงจะช่วยหนุนเสริมให้ กรมส่งเสริมคุณภาพสิ่งแวดล้อม เป็นองค์กรที่โปร่งใสเท่านั้น แต่ยังถือเป็นการขจัดภัยร้ายที่คอยบ่อนทำลายชาติและประชาชนให้หมดสิ้นไปอย่างยั่งยืนด้วยเช่นกัน” อธิบดีกรมส่งเสริมคุณภาพสิ่งแวดล้อม กล่าว

ซ่อมเสาไฟฟ้า7ต้นล้มทับ!!!บ้าน หลังพายุฤดูร้อนซัดหลังคาเปิด

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/261258

วันจันทร์ ที่ 20 มีนาคม พ.ศ. 2560, 13.09 น.

20 มี.ค.60 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เจ้าหน้าที่การไฟฟ้าส่วนภูมิภาคจังหวัดมหาสารคาม พร้อมหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเร่งซ่อมแซม สายไฟฟ้าและเสาไฟฟ้าแรงสูงที่หักโค่นล้มลงมาข้างทาง บริเวณถนนสายมหาสารคาม-โกสุมพิสัยช่วง หลักกิโลเมตรที่ 38  ต.แก้งแก  อ.โกสุมพิสัยจ.มหาสารคาม ภายหลังจากถูกพายุฤดูร้อนพัดถล่มเมื่อคืนที่ผ่านมา (19 มี.ค.60)  ส่งผลให้เสาไฟฟ้าล้มจำนวน 7 ต้นโค่นล้มทับหลังคาบ้านเรือน

โดยเสาไฟฟ้าดังกล่าวเป็นเสาไฟฟ้าแรงสูง ส่งไปยังตัวอำเภอโกสุมพิสัยและอำเภอเมืองมหาสารคามบางส่วน ทำให้ไฟฟ้าดับในเขตตัวอำเภอโกสุมพิสัย และอำเภอเมืองมหาสารคามในบางตำบล ซึ่งคาดว่าวันนี้เจ้าหน้าที่จะเร่งซ่อมแซมแล้วเสร็จในช่วงเย็น

นอกจากนี้แรงลมยังทำให้หอพักแห่งหนึ่ง ที่อยู่บริเวณดังกล่าวหลังคาสังกะสีปลิวไปตามแรงลมเสียหาย หลังคาเปิดทั้งแถบ 4 ห้อง และบางส่วน 4 ห้อง อีกทั้งยังมีต้นไม้ล้มขวางถนน ซึ่งเจ้าหน้าที่กู้ภัยพุทธธรรม 245 โกสุมพิสัย เจ้าหน้าที่ อบต.แก้งแก และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องใน อ.โกสุมพิสัย ได้ตัดแต่งกิ่งไม้ให้พ้นทาง พร้อมกับเร่งให้ความช่วยเหลือราษฏรในเบื้องต้นแล้ว

เตรียมเปิด’เกาะตาชัย’รับนักท่องเที่ยว หวังคนคึกคัก!!ไฮซีซั่น

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/261252

วันจันทร์ ที่ 20 มีนาคม พ.ศ. 2560, 12.58 น.

วันที่ 20 มี.ค.60 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า หลังจากที่เกาะตาชัย ซึ่งตั้งอยู่ในเขตอุทยานแห่งชาติหมู่เกาะสิมิลัน จ.พังงา แหล่งท่องเที่ยวอันดับ1 ที่มีนักท่อเที่ยวเดินทางมาจังหวัดพังงา เพื่อไปทำกิจกรรมการท่องเที่ยว ดำน้ำตื้น ดำน้ำลึก และกิจกรรมบนเกาะจำนวนมาก จนส่งผลกระทบต่อทรัพยากรธรรมชาติบนเกาะ ที่ประกาศเป็นเขตสงวนสภาพธรรมชาติ ตามแผนแม่บทการจัดการพื้นที่แหล่งอนุรักษ์ทะเลอันดามัน จึงเป็นสาเหตุให้กรมอุทยานแห่งชาติสัตว์ป่าและพันธุ์พืช ได้สั่งปิดบริเวณพื้นที่บนหาด และแนวปะการังรอบเกาะตาชัย ในพื้นที่อุทยานแห่งชาติหมู่เกาะสิมิลัน จ.พังงา ตั้งแต่ปี 2559 โดยไม่มีกำหนดเปิด

ยกเว้นบริเวณแหล่งดำน้ำลึก 2 แห่ง ทำให้ส่งผลกระทบอย่างเห็นได้ชัด ต่อปริมาณนักท่องเที่ยวที่ต้องการเข้ามาชมหาดทรายสีขาว และปะการังน้ำตื้นของจังหวัดพังงา ได้ลดลงจนส่งผลให้ที่พักขนาดกลางและเล็ก รวมถึงผู้ประกอบการเรือนำเที่ยว ได้รับผลกระทบจากนักท่องเที่ยวที่ไม่สามารถเดินทางมาทำกิจกรรมบนเกาะตาชัยได้ จนมีผู้ประกอบการนำเที่ยวได้ร้องเรียนไปที่กระทรวงและกรม เพื่อให้กรมอุทยานแห่งชาติสัตว์ป่าและพันธุ์พืชทำการเปิดแหล่งท่องเที่ยวเกาะตาชัย ซึ่งตั้งอยู่ในเขตอุทยานแห่งชาติหมู่เกาะสิมิลัน จ.พังงา อีกครั้ง

ล่าสุด นายธัญญา เนติธรรมกุล อธิบดีกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่าและพันธุ์พืช กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (ทส.) จึงได้เดินทางลงพื้นที่เกาะตาชัย อุทยานแห่งชาติหมู่เกาะสิมิลัน เพื่อตรวจสอบการฟื้นตัวของทรัพยากรธรรมชาติรอบเกาะตาชัย ซึ่งพบว่าปะการังบางส่วนได้มีการฟื้นคืนสภาพขึ้นมา แต่บางส่วนก็อยู่ในช่วงที่กำลังฟื้นคืนสภาพ จึงยังไม่สามารถเปิดเกาะตาชัยได้ในเร็ววันนี้ แต่สักระยะหนึ่งเมื่อมีการปรับปรุงสิ่งสาธารณูปโภค ไม่ว่าจะเป็นห้องน้ำหรือบ้านพัก ให้มีความพร้อมที่จะเปิดได้เสียก่อน จากนั้นก็จะร่วมมือกับนักวิชาการลงพื้นที่เกาะตาชัยอีกครั้ง เพื่อสำรวจในปี 2561 หากพบว่ามีความพร้อมในการให้บริการก็สามารถจะเปิดให้นักท่องเที่ยวเข้าไปทำกิจกรรมได้อีก

ทั้งนี้จำนวนนักท่องเที่ยวที่จะเข้ามาในอนาคตนั้น กรมอุทยานฯ จะมีการควบคุมปริมาณของนักท่องเที่ยวที่จะเข้าไปเยี่ยมชมเข้มข้นขึ้น เนื่องจากกรมอุทยานฯ มิได้คำนึงถึงปริมาณแต่คำนึงถึงคุณภาพ ส่วนรายได้ก็มิใช่เป้าหมายหลัก แต่เป้าหมายหลักของกรมอุทยานฯ คือการรักษาทรัพยากรธรรมชาติให้คงอยู่ยั่งยืนตลอดไปชั่วลูกชั่วหลาน

ขณะที่นางสาวนันทิดา อติเศรษฐ์ นายกสมาคมธุรกิจท่องเที่ยวจังหวัดพังงา เผยว่าเกาะตาชัยก่อนปิดนั้น ถือได้ว่าเป็นแม่เหล็กดึงดูดนักท่องเที่ยวชาวไทยให้เข้ามาในจังหวัดพังงา จนทำให้อุตสาหกรรมท่องเที่ยวขนาดกลางและเล็ก ไม่ว่าจะเป็นห้องพัก ร้านอาหาร รถตู้บริการ มีความคึกคักตามลำดับ แต่ในช่วงไฮซีซั่นของปีนี้พบว่า อุตสาหกรรมท่องเที่ยวที่รองรับนักท่องเที่ยวชาวไทยซบเซาลง อันเนื่องจากไม่มีแหล่งท่องเที่ยวใหม่ที่จะมาทดแทนได้ และก็ยังพบอีกสาเหตุที่นักท่องเที่ยวชาวไทยเข้ามาในจังหวัดพังงาน้อยลง หลังจากปิดเกาะตาชัยนั้น สืบเนื่องจากความหนาแน่นของนักท่องเที่ยว ก็เกิดขึ้นในพื้นที่อุทยานแห่งชาติหมู่เกาะสิมิลัน

โดยส่วนตัวรู้สึกสนับสนุน หากกรมอุทยานฯ สามารถเปิดเกาะตาชัยให้นักท่องเที่ยวเข้าไปทำกิจกรรมได้อีกครั้ง ซึ่งจะเป็นผลดีต่ออุตสาหกรรมท่องเที่ยวในจังหวัดพังงา ที่รองรับกลุ่มลูกค้าชาวไทย และลดความแออัดของนักท่องเที่ยว ในพื้นที่อุทยานแห่งชาติหมู่เกาะสิมิลัน ให้กระจายตัวออกไป แต่ก็อยากให้เกิดการตกผลึกความคิดด้านการบริหารจัดการการอนุรักษ์ ให้ควบคู่ไปกับการท่องเที่ยว ระหว่างกรมอุทยานฯ นักวิชาการ และผู้ประกอบการ ก่อนที่จะเปิดให้บริการ

 

เชียงใหม่พบจุดร้อนสูงเกินเป้า ชาวบ้านลอบเผาป่าล่าสัตว์!

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/261245

วันจันทร์ ที่ 20 มีนาคม พ.ศ. 2560, 11.53 น.

20 มี.ค.60 ผู้สื่อข่าวรายงาน สรุปรายงานสถานการณ์ไฟป่าในพื้นที่จังหวัดเชียงใหม่ ที่ผ่านมาดาวเทียม Terra และ Aqua ระบบ MODIS พบจุดความร้อน(Hotspot)  25 จุด สูงกว่าเป้าหมายที่คาดการณ์ไว้ไม่ให้เกินวันละ 14 จุด โดยพื้นที่รุนแรงอยู่ที่อำเภอแม่วาง ศูนย์วอร์รูมไฟป่าจังหวัดเชียงใหม่ ได้กำชับให้ทุกพื้นที่เฝ้าระวังและติดตามสถานการณ์ไฟป่าอย่างเข้มข้น โดยเฉพาะพื้นที่ต้องเฝ้าระวังเข้มข้นเนื่องจากยังมีเชื้อเพลิงไม่มีการเผาไหม้ ได้แก่ เชียงดาว  แม่แตง ฮอด และดอยเต่า ซึ่งสาเหตุยังพบว่ามาจากการเผาเผื่อล่าสัตว์ในป่า

นายสิทธิศักดิ์ อภิกุลชัยสุทธิ์ นายอำเภอเวียงแหง รายงานว่า เมื่อ18 มีนาคม ที่ผ่านมา ได้มอบหมายให้กำลังอาสาสมัครรักษาดินแดน อำเภอเวียงแหง ร่วมกับทหาร ร้อย. ม.1, ผู้ช่วยผู้ใหญ่บ้านบ้านห้วยหก หมู่ที่ 5 ตำบลเมืองแหง อำเภอเวียงแหง เข้าตรวจสอบติดตามตัวผู้กระทำความผิด กรณีลักลอบเผาป่าจากเหตุไฟไหม้ป่าใกล้หย่อมบ้านห้วยหญ้าไทร บ้านห้วยหก หมู่ที่ 5 ต.เมืองแหง  ควบคุมตัวผู้ต้องสงสัยได้ 1 ราย นำไปตรวจเช็คร่างกาย ที่โรงพยาบาลเวียงแหง เนื่องจากมีอาการบาดเจ็บ คาดว่ามาจากการวิ่งหลบหนีในวันเกิดเหตุ จากนั้นได้นำตัวเข้าปรับทัศนคติ ที่ฐานทหาร ร้อย. ม.1 และจะได้สืบหาผู้กระทำผิดที่เหลือเพื่อมาดำเนินคดีต่อไปเหตุดังกล่าวสืบ

โดยเจ้าหน้าที่ได้รับแจ้งเหตุไฟไหม้บริเวณดังกล่าว เมื่อวันที่ 17 มีนาคมที่ ผ่านมา จึงนำกำลังชุดปฏิบัติการประชารัฐ เข้าดับไฟ  จุดแรก ประมาณ เวลา 12.00 น. จนสามารถควบคุมเพลิงได้ ในเวลา 14.30 น. ขณะที่จะเดินทางกลับก็ได้เกิดไฟไหม้ขึ้นอีกในบริเวณใกล้กัน ไฟได้ลุกลามอย่างรวดเร็ว และได้เห็นกลุ่มชาย 3 คน สะพายอาวุธปืนยาวไม่ทราบยี่ห้อ ขับรถจักรยานยนต์ 2 คัน ออกจากจุดที่เกิดไฟไหม้ดังกล่าว  เจ้าหน้าที่จึงเข้าแสดงตัวเพื่อตรวจค้น/จับกุม  แต่ชายทั้ง 3 คน ทิ้งรถจักรยานยนต์ วิ่งหลบหนีเข้าไปในป่า  แม้จะพยายามไล่ติดตามแต่ไม่สามารถควบคุมตัวไว้ได้ จึงได้ตรวจยึดรถจักรยานยนต์และอาวุธปืนลูกซองยาว(ไทยประดิษฐ์) ไว้เป็นหลักฐานและเจ้าหน้าที่ได้ช่วยกันดับไฟ ใช้เวลานานกว่า 3 ชั่วโมง จึงสามารถควบคุมเพลิงไว้ได้ รวมเนื้อที่ความเสียหายทั้ง 2 จุด ประมาณ 100 ไร่

 

พายุฤดูร้อน!!!กระหน่ำนครศรีฯ ตกหนักนับช.ม.ท่วมเมืองทุ่งใหญ่

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/261237

วันจันทร์ ที่ 20 มีนาคม พ.ศ. 2560, 10.48 น.

20 มี.ค.60 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อช่วงดึกวานนี้ ที่ตลาดเทศบาล ต.ท่ายาง อ.ทุ่งใหญ่ จ.นครศรีธรรมราช ได้เกิดพายุฝนหลงฤดูตกลงมาอย่างหนักนานนับ 1 ชั่วโมง ประกอบลมพัดกรรโชกแรงตลอดเวลา ส่งผลให้น้ำท่วมขัง เนื่องจากไหลลงท่อระบายน้ำไม่ทัน ทำให้เกิดท่วมถนนหลายสาย

โดยแชเฉพาะถนนสายทุ่งใหญ่ – กรุงหยัน บริเวณหน้าตลาดสดเทศบาลท่ายาง หมู่ 2 ต.ท่ายาง อ.ทุ่งใหญ่ และถนนสายสี่แยกไปหน้าธนาคารกรุงไทย เกิดน้ำท่วมสูงเกือบ 30 เซนติเมตร ทำให้รถยนต์เล็กและรถจักรยานยนต์ไม่สามารถสัญจรผ่านได้ ต้องจอดรอให้น้ำลดระดับระบายลงท่อระบายน้ำ

นอกจากนี้หลายหมู่บ้านในอำเภอทุ่งใหญ่ได้เกิดไฟดับ ซึ่งเจ้าหน้าที่เทศบาลตำบลท่ายาง และเจ้าหน้าที่การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค สาขาทุ่งใหญ่ เร่งให้การช่วยเหลือประชาชน

 

เขื่อนเจ้าพระยาน้ำต่ำกว่ามาตรฐาน ผวจ.สั่งคุมเข้มห้ามทำนาเพิ่ม!!

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/261231

วันจันทร์ ที่ 20 มีนาคม พ.ศ. 2560, 10.03 น.

20 มี.ค.60 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า จากการตรวจสอบสถานการณ์ภัยแล้งในพื้นที่ จ.ชัยนาท ก็ยังคงขยายวงกว้างอย่างต่อเนื่อง ส่งผลกระทบต่อพื้นที่การเกษตรนับแสนไร่ที่จำต้องทิ้งร้าง ขณะที่ระดับน้ำในเขื่อนเจ้าพระยา ต.บางหลวง อ.สรรพยา จ.ชัยนาท ก็ยังคงอยู่ในระดับต่ำกว่าจุดมาตรฐาน กักเก็บ 15 เมตร

โดยวันนี้วัดได้ 14.84 เมตร จากระดับน้ำทะเลปานกลาง ขณะที่ระดับน้ำท้ายเขื่อนเองวัดได้ 5.65 เมตร จากระดับน้ำทะเลปานกลาง ซึ่งถือว่าเป็นระดับที่ต่ำมากจนสามารถมองเห็นท้องแม่น้ำ และสันดอนทรายที่โผล่ขึ้นเป็นจุดๆ ตลอดความยาวของแม่น้ำเจ้าพระยาที่ไหลผ่านหลายจังหวัดภาคกลาง โดยเขื่อนเจ้าพระยายังคงระบายน้ำคงที่ 70 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที เพื่อรักษาระบบนิเวศและผลักดันน้ำเค็ม

ด้านนายนิมิต วันไชยธนวงศ์ ผวจ.ชัยนาท ได้พูดคุยกับหัวหน้าส่วนราชการ ในการหารือแบบสภากาแฟล่าสุดว่า ขอให้ทุกหน่วยงานช่วยกันทำความเข้าใจกับเกษตรกร ในการขอให้งดการทำนารอบที่ 3 อย่างเด็ดขาด เพื่อให้การบริหารจัดการน้ำและการแก้ปัญหาราคาข้าวเป็นไปตามแผนของรัฐบาล โดยเฉพาะตามแนวทางการทำงานที่ พล.อ.ฉัตรชัย สาริกัลยะ รมต.เกษตรและสหกรณ์ได้มอบหมายสั่งการ และคาดโทษผู้ว่าราชการจังหวัดไว้ หากพบการทำนารอบที่ 3 จะมีการพิจารณาประสิทธิภาพการทำงานและมีบทลงโทษด้วย