วิบูลย์ลักษณ์ สั่ง ‘พาณิชย์จังหวัด’ เร่งใช้นโยบายประชารัฐช่วยเกษตรกร

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 25 เม.ย. 2560 17:30

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/922701


ภาพจากแฟ้มข่าว

‘ปลัดพาณิชย์’ สั่งการพาณิชย์จังหวัดทั่วประเทศใช้นโยบายประชารัฐช่วยเหลือเกษตรกร เผยล่าสุดแม่ฮ่องสอนดึง ‘อโกรไทยยูเนี่ยน-ตะวันพืชผล’ เซ็นเอ็มโอยูซื้อขายกระเทียมจากเกษตรกร และดึงเซ็นทรัลช่วยซื้อสินค้าโอทอป

นางสาววิบูลย์ลักษณ์ ร่วมรักษ์ ปลัดกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า ได้มอบนโยบายให้พาณิชย์จังหวัดทั่วประเทศ ใช้นโยบายประชารัฐในการช่วยเหลือเกษตรกรผู้ปลูกสินค้าเกษตร และผู้ผลิตสินค้าหนึ่งตำบลหนึ่งผลิตภัณฑ์ (โอทอป) ในจังหวัดต่างๆ ทั่วประเทศ เพื่อช่วยดูแลราคาสินค้าเกษตรไม่ให้ตกต่ำ ช่วยระบายผลผลิตจากแหล่งผลิตออกสู่ตลาด และช่วยผู้ผลิตสินค้าโอทอปให้สามารถขายสินค้าของตนเอง และมีรายได้สูงขึ้น

ล่าสุด ได้รับแจ้งจากพาณิชย์จังหวัดแม่ฮ่องสอนว่า สามารถผลักดันนโยบายประชารัฐ โดยผลักดันให้ภาคเอกชน ได้แก่ บริษัท อโกรไทย ยูเนี่ยน จำกัด และบริษัท ตะวันพืชผล จำกัด ลงนามในบันทึกข้อตกลง (เอ็มโอยู) กับกลุ่มเกษตรกรไร้สารพิษบ้านห้วยโป้ง เพื่อทำสัญญาซื้อขายกระเทียม 60 ตัน มูลค่า 6.15 ล้านบาท ซึ่งทำให้เกษตรกรสามารถขายผลผลิตได้ทันที มีตลาดรองรับ โดยในการลงนามเอ็มโอยูครั้งนี้ ได้ใช้สัญญาข้อตกลงมาตรฐานที่จัดทำโดยกรมการค้าภายใน กระทรวงพาณิชย์

“เป็นความตั้งใจของกระทรวงพาณิชย์ที่มุ่งให้ความช่วยเหลือเกษตรกรที่เพาะปลูกสินค้าเกษตรทุกกลุ่ม ให้สามารถขายผลผลิตได้ในราคาที่คุ้มต้นทุน และมีรายได้ในการเลี้ยงชีพ ซึ่งกระทรวงฯ จะยังคงใช้โมเดลประชารัฐในการดึงภาคเอกชนให้เข้ามาช่วยรับซื้อผลผลิตสินค้าเกษตรต่อไปเพื่อเพิ่มช่องทางการจำหน่ายให้กับเกษตรกร และยังถือเป็นการวางแผนรับมือผลผลิตสินค้าเกษตรล่วงหน้าให้มีตลาดรองรับ ทำให้ไม่มีปัญหาผลผลิตขายไม่ได้ และมีปัญหาราคาตกต่ำเกิดขึ้น”

นอกจากนี้ สำนักงานพาณิชย์จังหวัดแม่ฮ่องสอน ยังได้เชิญบริษัท เซ็นทรัล ฟู้ด รีเทล จำกัด ผู้บริหารท็อป มาร์เก็ต มาเจรจาซื้อขายสินค้าโอทอป 5 ดาวจากกลุ่มผู้ผลิตในจังหวัดแม่ฮ่อนสอนด้วย ซึ่งประสบความสำเร็จ สามารถผลักดันให้มีการนำเข้าไปจำหน่ายในห้างได้ ถือเป็นการเพิ่มช่องทางการจำหน่ายให้กับสินค้าโอทอปอีกทางหนึ่ง และเป็นการเพิ่มรายได้ให้กับผู้ผลิต

สำหรับสินค้าโอทอปที่มีการเจรจาซื้อขายครั้งนี้ ได้แก่ น้ำมัลเบอร์รี่พร้อมดื่ม จากกลุ่มแปรรูปผลิตภัณฑ์หม่อนไหมแม่ฮ่องสอน ข้าวกล้องเพาะงอกจากการเกษตรวิสาหกิจชุมชน ขนมงารสทิพย์ ไทไทแบรนด์ จากบ้านทรงไทย และน้ำมันงาตรากล้วยไม้ ซึ่งจำหน่ายน้ำมันงาขาว งาดำ งาม้อนสกัด

 

หุ้นไทยปิดตลาดบ่ายปรับลด 2.39 ดัชนีแตะ 1,562 จุด

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 25 เม.ย. 2560 17:15

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/922745


หุ้นไทยปิดตลาดบ่ายปรับลด 2.39 จุด ดัชนีอยู่ที่ 1,562.27 จุด มูลค่าการซื้อขาย 46,297.44 ล้านบาท

การเคลื่อนไหวของตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ประจำวันที่ 25 เม.ย. 60 ช่วงครึ่งวันบ่ายพบว่า ดัชนีปรับลด 2.39 คิดเป็น -0.15% ดัชนีอยู่ที่ 1,562.27 จุด มูลค่าการซื้อขาย 46,297.44 ล้านบาท โดยดัชนีสูงสุดอยู่ที่ 1,569.90 จุด และต่ำสุดที่ 1,553.44 จุด

สำหรับหลักทรัพย์ที่มีมูลค่าการซื้อขาย 5 อันดับแรก ได้แก่ 1. บริษัท บ้านปู จำกัด (มหาชน) 2. ธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน) 3. บริษัท ท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน) 4. บริษัท บิวตี้ คอมมูนิตี้ จำกัด (มหาชน) และ 5. บริษัท พีทีที โกลบอล เคมิคอล จำกัด (มหาชน)

 

แนะทยอยสะสม ‘ทองคำ’ ผ่านกองทุนรวม ช่วยป้องกันความเสี่ยงช่วงหุ้นขาลง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 25 เม.ย. 2560 15:50

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/922637


บลจ.ไทยพาณิชย์ แนะชะลอลงทุนตลาดหุ้นสหรัฐฯ ทยอยสะสมหุ้นญี่ปุ่น-หุ้นไทย และสินทรัพย์ทางเลือก โดยเฉพาะทองคำที่สามารถสะสมผ่านกองทุนรวม เพื่อป้องกันความเสี่ยงตลาดหุ้นในช่วงขาลงจากปัจจัยความไม่แน่นอนทางการเมืองในหลายประเทศ

นายณรงค์ศักดิ์ ปลอดมีชัย กรรมการผู้จัดการ และประธานเจ้าหน้าที่บริหารการลงทุน บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน (บลจ.) ไทยพาณิชย์ จำกัด กล่าวว่า ภาพรวมการลงทุนในสัปดาห์นี้ ควรระมัดระวังในการเพิ่มการลงทุนในสินทรัพย์เสี่ยง หลังจากตัวเลขเศรษฐกิจของสหรัฐอเมริกาที่เริ่มออกมาต่ำกว่าคาดการณ์ และความกังวลต่อนโยบายของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ที่ยังคงไม่มีความชัดเจน

ทั้งนี้ แนะนำให้นักลงทุนชะลอการลงทุนในตลาดที่มีความเสี่ยงถูกเทขาย อาทิ สหรัฐฯ เกาหลี และอินเดีย เนื่องจากเป็นตลาดที่มีการซื้อสะสมของนักลงทุนต่างชาติตั้งแต่ต้นปีในระดับสูง โดยตลาดหุ้นอินเดีย มีระดับราคาที่สูงมากเมื่อเทียบกับมูลค่าพื้นฐาน ซึ่งอาจจะทำให้นักลงทุนผิดหวัง หากผลประกอบการไม่ดีตามคาด ส่วนตลาดหุ้นเกาหลียังคงมีความกังวลเรื่องของโอกาสที่จะเกิดความตึงเครียดเพิ่มขึ้นกับเกาหลีเหนือ และยังมีความเสี่ยงในด้านการเมืองในประเทศที่จะมีการเลือกตั้งในเดือน พ.ค.

นายณรงค์ศักดิ์ กล่าวอีกว่า แนะนำให้ทยอยสะสมหุ้นญี่ปุ่น เนื่องจากตลาดหุ้นปรับตัวลงมาจากจุดสูงสุดประมาณ 7% และค่าเงินเยนเริ่มทรงตัว นอกจากนี้ นายฮารุฮิโกะ คุโรดะ ผู้ว่าการธนาคารกลางญี่ปุ่น (BOJ) ได้ออกมาระบุว่ามาตรการผ่อนคลายทางการเงินยังคงดำเนินต่อไป เพื่อให้บรรลุเป้าหมายอัตราเงินเฟ้อที่ 2% ทำให้ค่าเงินเยนของญี่ปุ่นมีโอกาสกลับมาอ่อนค่าขึ้น

ส่วนหุ้นไทยนั้นก็แนะนำให้ทยอยสะสมด้วยเช่นกัน เนื่องจากตลาดหุ้นยังคงมีปัจจัยพื้นฐานทางเศรษฐกิจที่เริ่มฟื้นตัว อาทิ ตัวเลขการส่งออกที่ดีกว่าตลาดคาดการณ์ และการเข้าซื้อสะสมของนักลงทุนต่างชาติตั้งแต่ต้นปียังอยู่ในระดับต่ำ

ในส่วนของตลาดตราสารหนี้ไทยนั้น พบว่า อัตราผลตอบแทนปรับตัวลดลงตามความผ่อนคลายของอัตราดอกเบี้ยพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ ทั้งนี้ ยังแนะนำให้คงอายุการลงทุนของพอร์ตการลงทุน และเลี่ยงการลงทุนในพันธบัตรรัฐบาลระยะยาวของไทย เนื่องจากถูกซื้อสะสมสุทธิจากนักลงทุนต่างชาติเป็นจำนวนมากตั้งแต่ต้นปี จึงทำให้มีความเสี่ยงถูกเทขาย หลังจากบันทึกการประชุมธนาคารกลางสหรัฐฯ ในเดือนมีนาคม ระบุว่าธนาคารกลางฯ อาจลดขนาดการถือครองสินทรัพย์ในช่วงปลายปีนี้

สำหรับ การลงทุนในสินทรัพย์ทางเลือก ซึ่งทำได้โดยผ่านกองทุนรวม ได้แนะนำให้นักลงทุนทยอยสะสมทองคำเพื่อป้องกันความเสี่ยงตลาดหุ้นขาลงจากความตึงเครียดทางการเมืองและการก่อการร้ายทั่วโลกที่มีแนวโน้มเพิ่มขึ้น

นอกจากนี้ การลงทุนสะสมสุทธิในสัญญาซื้อขายล่วงหน้าทองคำของนักเก็งกำไรยังอยู่ในระดับที่ไม่สูงมาก ทำให้ตลาดมีปัจจัยทางบวกสูงในช่วงราคาขาขึ้น และยังได้แนะนำให้นักลงทุนทยอยซื้อสะสมน้ำมัน จากแนวโน้มเศรษฐกิจโลกเร่งตัว ทำให้ความต้องการน้ำมันมีแนวโน้มเพิ่มขึ้น ขณะที่ประเทศผู้ผลิตน้ำมันหลายประเทศสนับสนุนให้ยืดระยะเวลาในการลดกำลังการผลิต เป็นการส่งสัญญาณเชิงบวกให้กับนักลงทุนในตลาดน้ำมัน

 

ทองไทยราคาคงที่ รูปพรรณขายบาทละ 21,250

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 25 เม.ย. 2560 10:49

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/922340


ทองไทยราคาคงที่จากวันที่ผ่านมา โดยสมาคมค้าทองคำไม่ปรับราคา โดยทองแท่งขายบาทละ 20,750 บาท ทองรูปพรรณขายบาทละ 21,250…

เมื่อวันที่ 25 เม.ย. ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สมาคมค้าทองคำประกาศราคาทองคำประจำวันครั้งที่ 1 ไม่เปลี่ยนแปลงจากปิดตลาดวันที่ 24 เม.ย.ที่ผ่านมา โดยทองคำแท่งรับซื้อบาทละ 20,650 บาท ขายบาทละ 20,750 บาท ส่วนทองรูปพรรณรับซื้อบาทละ 20,284.08 บาท ขายออกบาทละ 21,250 บาท.

 

#TFWGucci แคมเปญออนไลน์ล่าสุดจาก Gucci

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ข่าวประชาสัมพันธ์ 25 เม.ย. 2560 10:30

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/922306


อีกครั้งที่ กุชชี่ (Gucci) แบรนด์แฟชั่นระดับเวิลด์คลาส ปลดปล่อยอิสระความคิดสร้างสรรค์ลงในโลกดิจิตอล เพื่อแสดงออกถึงความปรารถนาในการนิยามแนวคิดใหม่ของความหรูหราแบบร่วมสมัย ด้วยการเชื้อชวนเหล่าศิลปินนักคิดผู้สร้าง Memes ชื่อดังจากทั่วโลก มาร่วมถ่ายทอดจินตนาการที่ต่อยอดแรงบันดาลใจจากคอลเลกชั่นนาฬิกาไอคอนนิคของกุชชี่หลากหลายรุ่น ซึ่งรวมถึง Le Marché des Merveilles จากมุมมองส่วนบุคคลเฉพาะตัว ผ่าน แคมเปญออนไลน์ล่าสุด #TFWGucci (ย่อมาจาก “ThatFeelWhen” หรือ “That Feeling When”)

สำหรับ #TFWGucci เป็นการเปิดพื้นที่บนโลกโซเชียลให้นักสร้างสรรค์ Meme จากทั่วโลกได้มาโชว์ไอเดียไม่จำกัดมุมมอง ไม่ว่าจะเป็นการสร้างสรรค์ Meme ร่วมกับการใช้ภาพของ Gucci ด้วยตนเอง หรือจะเป็นการนำไอเดียของศิลปินด้านทัศนศิลป์ ที่ทาง แบรนด์เอามานำเสนอให้เห็นภาพในโลกแห่งความเป็นจริง ด้วยเหตุนี้ ผลงาน Memes จึงเป็นผลจากการทำงานร่วมกันสองทาง หรือสามทาง ซึ่งถือเป็นอีกครั้งที่แสดงให้เห็นถึงความปรารถนาของ อเลสซานโดร มิเคเล่ (Alessandro Michele) ครีเอทีฟไดเร็คเตอร์ของกุชชี่ ในการมีส่วนร่วมกับกลุ่มนักสร้างสรรค์ที่กว้างขึ้น ซึ่งแฝงตัวอยู่ในโลกของแฟชั่นที่มีอยู่ทั่วทุกมุมโลก ไม่ว่าจะเป็น Amanda Charchian ศิลปินชาวลอสแอนเจลิส ที่สร้างสรรค์ภาพที่สะท้อนมุมมองทางโลกอันน่าหลงใหล, Olaf Breuning จากนิวยอร์ก และซูริก ซึ่งเป็นที่รู้จักในผลงานที่แฝงความขี้เล่น, Less ช่างภาพจากเกาหลี รวมไปถึงคู่หูศิลปินอย่าง Christto & Andrew จากกาตาร์ ซึ่งเซตภาพจากแคมเปญ #TFWGucci สามารถเข้าไปชมได้ที่ www.gucci.com/tfwgucci

สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมติดต่อ โทรคาเดโร กรุ๊ป โทร. 02 163 0555

 

กสทช.ตื่นจัดแถวธุรกิจ “โอทีที” ละเมิดลิขสิทธิ์กระทบทีวีดิจิทัล

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 25 เม.ย. 2560 06:30

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/922147


พ.อ.นที ศุกลรัตน์ รองประธานคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) เปิดเผยภายหลังการประชุมบอร์ด กสทช.นัดพิเศษ ว่า ที่ประชุมบอร์ด กสทช. มีมติให้ธุรกิจ Over The Top (OTT) หรือโอทีที เป็นกิจการแพร่ภาพและเสียงผ่านโครงข่ายอื่น ที่ไม่ใช่โครงข่ายทีวีดิจิทัล จะต้องอยู่ภายใต้กำกับดูแลของ กสทช.เช่นเดียวกันกิจการกระจายเสียงหรือกิจการวิทยุ และกิจการโทรทัศน์ โดยตั้งคณะอนุกรรมการเพื่อศึกษาแนวทางกำกับดูแล มีระยะเวลาทำงาน 1 ปี

“การเข้ามากำกับดูแลกิจการโอทีทีนั้น เนื่องจากที่ผ่านมามีการแพร่ภาพและเสียงบนโครงข่ายอื่นที่ไม่ใช่โครงข่ายทีวีดิจิทัลนั้น ก่อให้เกิดผลกระทบต่อผู้ประกอบการทีวีดิจิทัล เกิดการแข่งขันที่ไม่เป็น ธรรม และยังมีการละเมิดลิขสิทธิ์อีก และขณะนี้ถือว่าถึงเวลาแล้วที่ กสทช.จะเข้ามากำกับดูแลอย่างจริงๆจังๆ และถึงแม้ขณะนี้จะยังไม่ได้กำหนด คำนิยามว่าโอทีทีคือบริการรูปแบบใดบ้าง แต่จะพยายามให้มีความชัดเจนโดยเร็วที่สุด ซึ่งจะเป็นการจัดระเบียบลักษณะเดียวกันกับการออกใบอนุญาตทีวีดาวเทียม และวิทยุชุมชนในช่วงที่ผ่านมา”.

 

หุ้นสหรัฐฯ พุ่ง พอใจผลเลือกตั้งปธน.ฝรั่งเศส

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 25 เม.ย. 2560 06:25

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/922172


ดัชนีหุ้นสหรัฐฯ เพิ่มขึ้นอย่างมากในวันจันทร์ เช่นเดียวกับตลาดทั่วโลก หลังจาก เอมมานูเอล มาครง ผู้สมัครสายกลางทำผลงานได้ดีในการเลือกตั้งประธานาธิบดีฝรั่งเศสรอบแรก…

ตลาดหุ้นสหรัฐฯ ปิดการซื้อขายวันที่ 24 เม.ย. ในแดนบวก โดยดัชนีดาวโจนส์ เพิ่มขึ้น 216.13 จุด หรือ 1.05% ปิดที่ 20763.89 จุด ส่วนดัชนีเอสแอนด์พี 500 เพิ่มขึ้น 25.46 จุด หรือ 1.08% ปิดที่ 2374.15 จุด ขณะที่ดัชนีแนสแด็กเพิ่มขึ้น 73.30 จุด หรือ 1.24% ปิดที่ 5983.82 จุด

เมื่อวันจันทร์ ตลาดหุ้นทั่วโลกปรับตัวสูงขึ้น หลังโพลหลายสำนักให้นายมาครงมีความได้เปรียบในการเลือกตั้งประธานาธิบดีฝรั่งเศสรอบที่ 2 เหนือนางมารีน เลอ แปน ผู้สมัครขวาจัดซึ่งต้องการพาฝรั่งเศสออกจากสหภาพยุโรป และปฏิเสธการรับผู้อพยพ แรงนับสนุนหนุนนี้ทำให้หุ้นของบริษัทในกลุ่มธนาคารและเทคโนโลยีเพิ่มสูงขึ้น

 

จับคู่ผู้ซื้อผู้ขายกรรมสิทธิ์ที่ราชพัสดุ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 25 เม.ย. 2560 06:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/922140


กรมธนารักษ์ลุ้นขอขึ้นค่าเช่า ชี้คนตามฝันสู่เกษตรกรมือใหม่

นายจักรกฤศฏิ์ พาราพันธกุล อธิบดีกรมธนารักษ์ เปิดเผยว่า กรมกำลังศึกษาความเป็นไปได้ในการเป็นตัวกลาง หรือตัวเชื่อมระหว่างผู้ที่ต้องขายกรรมสิทธิ์ในที่ราชพัสดุกับผู้ที่ต้องการซื้อกรรมสิทธิ์ เนื่องจาก 2-3 ปีที่ผ่านมามีประชาชนจำนวนมากแสดงความต้องการเช่าที่ราชพัสดุ แต่กรมไม่สามารถจัดสรรที่ราชพัสดุให้แก่ประชาชนหน้าใหม่ที่ต้องการเช่าที่ดินราชพัสดุได้ เนื่องจากที่ราชพัสดุ 12.5 ล้านไร่ ที่ดูแลอยู่ทั้งประเทศเกือบทั้งหมดมีกรรมสิทธิ์ในการเช่าอยู่แล้ว แต่มีบางแปลงที่เป็นการบุกรุก ที่ปัจจุบันมีเหลืออยู่ไม่มากแล้ว

“ปัจจุบันราคาที่ดินที่แพงขึ้นทำให้เกษตรกรหน้าใหม่ หรือคนที่มีความต้องการลงทุนทางด้านการเกษตร แต่ไม่มีที่ดินเป็นของตนเองไม่กล้าลงทุนซื้อที่ดินราคาแพง เพราะเกรงว่าจะขาดทุน จึงติดต่อมาที่กรมเพื่อขอเช่าที่ราชพัสดุ บางรายเสนออัตราค่าเช่าที่สูงกว่าปกติถึง 100-200% แต่ก็ไม่มีที่ราชพัสดุให้เช่าอีกแล้ว”

ขณะเดียวกัน ผู้ครอบครองกรรมสิทธิ์ในที่ราชพัสดุ ล่าสุด ธนารักษ์จังหวัดต่างๆได้รายงานว่า มีการขอเปลี่ยนแปลงกรรมสิทธิ์โดยขายกรรมสิทธิ์ เหมือนกับซื้อขายทั่วไป แต่ประเด็นคือ คนที่ซื้อคือคนที่อยู่ในพื้นที่ ไม่มีการแข่งขันและขายในราคาถูก ทำให้ประชาชนที่อยู่ห่างไกลจากพื้นที่ไม่รับทราบข้อมูล กรมจึงจะเป็นตัวกลางในการเชื่อมข้อมูลระหว่างผู้ขายและผู้ซื้อกรรมสิทธิ์ เหมือนกับเป็นตลาดนัดซื้อขายสินค้าออนไลน์ โดยมีเงื่อนไขคือผู้ที่ให้ราคาประมูลเช่าพื้นที่ที่จะนำออกมาประมูล ในราคาสูงสุดคือ ผู้ชนะในการเช่ากรรมสิทธิ์ที่ราชพัสดุ

“ผลประโยชน์ที่จะได้รับจากการซื้อขายกรรมสิทธิ์ในที่ราชพัสดุคือ การปรับเพิ่มค่าเช่า ซึ่งปัจจุบันค่าเช่าเพื่อทำการเกษตรปีละ 100-150 บาทต่อไร่ และการมีผู้เช่าหน้าใหม่ที่ไม่เคยเป็นเกษตรกรมาก่อนเลยมาเช่าที่ราชพัสดุ แสดงให้เห็นว่าผู้เช่ารายใหม่มีความต้องการประกอบอาชีพเกษตรกรและมีเงินทุนในระดับหนึ่ง ซึ่งเป็นอีกแนวทางหนึ่งที่กรมสามารถปรับขึ้นค่าเช่าได้ จากปัจจุบันไร่ละ 100-150 บาทต่อปี ก็เพิ่ม ขึ้นเป็น 500-1,000 บาทต่อปี และ 6 เดือนแรกของปีงบประมาณ 2560 (ต.ค.2559-มี.ค.2560) กรมสามารถจัดเก็บรายได้รวม 4,730 ล้านบาท”.

 

ปิดฉากพ่อค้าคนกลาง!

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 25 เม.ย. 2560 05:50

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/922132


ส.อ.ท.แนะเอสเอ็มอีฝ่าวิกฤติยอดขาย

“ส.อ.ท.” เผยกระแสอีคอมเมิร์ซมาแรง เตือนภัยเอสเอ็มอี ให้รู้จักใช้ช่องทางติดต่อตรงกับผู้ซื้อ เพราะในอนาคตพ่อค้าคนกลางมีโอกาสทยอยล้มตาย หลังโรงงานผลิตสินค้าติดต่อค้าขายโดยตรงกับผู้ซื้อมากขึ้น ขณะที่ กสอ.เปิดศูนย์ปฏิรูปอุตสาหกรรมสู่อนาคต เน้นช่วยเหลือเอสเอ็มอี ด่วน เพื่อต่อยอดการผลิตไปสู่อุตสาหกรรม 4.0

นายเกรียงไกร เธียรนุกูล รองประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) เปิดเผยว่า ขณะนี้กระแสของเทคโนโลยีทำให้การค้าขายผ่านออนไลน์ หรืออิเล็กทรอนิกส์ (อีคอมเมิร์ซ) กำลังมาแรงและทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงของภาคอุตสาหกรรม ที่ขณะนี้โรงงานอุตสาหกรรมที่เป็นผู้ผลิตสินค้าสามารถติดต่อขายตรงกับผู้ซื้อได้มากขึ้นทำให้ตัดระบบพ่อค้าคนกลางลงไปได้อย่างต่อเนื่อง ดังนั้น ผู้ประกอบการของไทยโดยเฉพาะเอสเอ็มอีจะต้องปรับตัวให้สอดรับกับกระแสดังกล่าวให้ได้เพื่อความอยู่รอด

“ผมคิดว่าระบบพ่อค้าคนกลาง ทั้งระดับในประเทศและระดับชาติ (อินเตอร์เทรด) ต่อไปจะดำเนินกิจการได้ลำบากและอาจทยอยล้มตายได้ ด้วยการค้าขายออนไลน์ที่เอื้อให้เกิดการติดต่อกันโดยตรง ซึ่งเอสเอ็มอีของไทยในขณะนี้จากเดิมที่ลำบากในการนำสินค้าไปฝากขายตามห้างร้าน ห้างสรรพสินค้า หรือการขายผ่านร้านโชห่วย แต่ในปัจจุบันผู้ผลิตทุกระดับ ก็สามารถขายผ่านออนไลน์ได้ ทุกคนจึงต้องปรับตัวเพื่อความอยู่รอด หากไม่ปรับตัวรับกับกระแสก็จะอยู่ไม่ได้ ซึ่ง ส.อ.ท.เป็นห่วงเอสเอ็มอีที่การปรับตัวอาจทำได้ยากลำบากหรือค่อนข้างช้า ดังนั้นเอสเอ็มอีจะต้องหาวิธีการขายสินค้าโดยไม่ผ่านพ่อค้าคนกลางให้มากขึ้น”

นายธนิต โสรัตน์ รองประธานองค์การนายจ้างผู้ประกอบการค้าอุตสาหกรรมไทย กล่าวว่า เมื่อเร็วๆนี้ องค์การแรงงานระหว่างประเทศ (ILO) ของสหประชา-ชาติ ได้ระบุผลการศึกษาว่าอุตสาหกรรม 4.0 ในอีก 2 ทศวรรษ หรืออีก 20 ปีข้างหน้า จะทำให้การใช้ เครื่องจักรเข้ามาทดแทนแรงงานคนสูงถึง 44% ในระบบการจ้างงานของอาเซียน และยังระบุว่าการจ้างงานในอนาคตของแต่ละประเทศที่พัฒนาแล้วเช่น เยอรมนี สหรัฐฯ ญี่ปุ่นล้วนมีตัวเลขว่างงานเพิ่มขึ้น ดังนั้น การก้าวสู่อุตสาหกรรม 4.0 ของประเทศไทยก็ต้องมองในเรื่องดังกล่าวในอนาคตด้วยว่าจะทำอย่างไร เพื่อชะลอไม่ให้เกิดการเลิกจ้างงานของคนในวัยทำงานก่อนเวลาอันควร

นายพสุ โลหารชุน อธิบดีกรมส่งเสริมอุตสาหกรรม (กสอ.) กล่าวว่า กสอ. ได้เปิดศูนย์ปฏิรูปอุตสาหกรรมสู่อนาคต (อินดัสทรี ทรานฟอร์เมชั่น เซ็นเตอร์) หรือไอทีซี เพื่อให้เป็นศูนย์กลางเชื่อมโยงให้ผู้ประกอบการ โดยเฉพาะเอสเอ็มอีนำผลิตภัณฑ์ไปต่อยอดนวัตกรรมเทคโนโลยีสู่เชิงพาณิชย์ เป็นส่วนหนึ่งในการขับเคลื่อนสู่อุตสาหกรรม 4.0 เนื่องจากที่ผ่านมา เอสเอ็มอีจำนวนมากต้องการยกระดับผลิตภัณฑ์ แต่ติดปัญหาเรื่องเงินลงทุน ทั้งงานวิจัย หรืออุปกรณ์ในการผลิตต่างๆมีราคาสูง จึงไม่สามารถจัดหามาใช้ในกระบวนการผลิต เพื่อยกระดับคุณภาพสินค้าได้ ซึ่งศูนย์ปฏิรูปฯดังกล่าว ถือเป็นศูนย์แรกของหน่วยงาน ราชการที่ใช้พัฒนาผลิตภัณฑ์ผู้ประกอบการ โดยไม่เสียค่าใช้จ่าย

“กสอ.จะใช้ศูนย์ปฏิรูปฯขยายไปสู่ความร่วมมือหน่วยงานต่างๆ เช่น หน่วยงานวิจัย สถาบันการศึกษา นักพัฒนานวัตกรรม และสร้างความร่วมมือกับผู้นำด้านนวัตกรรม และเทคโนโลยีระดับโลก รวมถึงวิสาหกิจขนาดใหญ่ มาร่วมกันขับเคลื่อนให้เศรษฐกิจเดินไปสู่เป้าหมายไทยแลนด์ 4.0 โดยศูนย์แห่งนี้ได้นำรูปแบบจากประเทศเยอรมนีมาปรับใช้ให้เข้ากับประเทศไทยที่เป็นกลไกรูปแบบใหม่ของการพัฒนาเอสเอ็มอี ให้ธุรกิจต่างๆสามารถปรับเปลี่ยนทั้งเทคโนโลยีและผลิตภัณฑ์ ก้าวพ้นไปสู่การสร้างมูลค่าเพิ่มในธุรกิจ แบบการผลิตเนื้องานที่น้อยแต่ได้มูลค่าที่เป็นรายได้ที่สูงขึ้น”.

 

ยอดขาย “สติกเกอร์ไลน์” พุ่งกระฉูด

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 25 เม.ย. 2560 05:45

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/922131


นายกณพ ศุภมานพ หัวหน้าธุรกิจสติกเกอร์ ไลน์ ประเทศไทย (LINE) เปิดเผยว่า ปีนี้คาดว่าธุรกิจสติกเกอร์ LINE ซึ่งผู้ใช้ต้องเสียเงินเพื่อดาวน์โหลดหรือ (Paid Sticker) จะเติบโตได้ 35% จากเมื่อปีที่ผ่านมาที่ทำอัตราเติบโตได้ 30% ทำให้ธุรกิจขายสติกเกอร์ถือเป็น 1 ใน 3 ของธุรกิจที่ทำรายได้สูงสุด ของ LINE ประเทศไทย

“ธุรกิจสติกเกอร์ของ LINE แบ่งเป็น 3 ประเภทหลัก ได้แก่ 1.สปอนเซอร์ สติกเกอร์ ซึ่งเป็นสติกเกอร์ของผู้ประกอบการที่ต้องการโฆษณาสินค้าและบริการ 2.ฟรีสติกเกอร์ ซึ่ง LINE ทำเองเพื่อโปรโมตสินค้าและบริการของ LINE และ 3.สติกเกอร์เพื่อการขาย (Paid Sticker) ซึ่งแบ่งเป็นสติกเกอร์ของบุคคลที่มีชื่อเสียงหรือดารา (official sticker) และสติกเกอร์ของคนทั่วไปที่ต้องการขายสติกเกอร์ร่วมกับ LINE (creator sticker) โดยเมื่อปีที่ผ่านมามียอดดาวน์โหลดสติกเกอร์ LINE ในประเทศไทยทั้งสิ้น 500 ล้านครั้ง และเป็นการดาวน์โหลดสติกเกอร์ที่ต้องเสียเงินมากกว่า 15 ล้านครั้ง”

นายกณพกล่าวว่า ปีนี้ธุรกิจสติกเกอร์จะเติบโตขึ้นสอดคล้องกับความพยายามที่จะส่งเสริมให้มีผู้ออกแบบ (creator) สติกเกอร์ให้มากขึ้น จากปัจจุบันมีผู้ออกแบบราว 100,000 ราย โดยผู้ออกแบบได้รับส่วนแบ่งรายได้สูงถึง 80% ของรายได้สุทธิจากการขายสติกเกอร์ ส่วน LINE ขอส่วนแบ่งที่เหลือ 20% และ LINE มีแผนที่จะสร้างความสะดวกในการชำระเงินค่าสติกเกอร์ให้มากขึ้น จากเดิมต้องชำระผ่านบัตรเครดิตหรือผ่านบิลของค่ายมือถือ เป็นเพิ่มช่องทางชำระด้วยเงินสด และสติกเกอร์เพื่อการขายที่ได้รับความนิยมเป็นอันดับต้นๆ ได้แก่ สติกเกอร์หนูหิ่น สติกเกอร์น้องเป่าเปา ที่มียอดดาวน์โหลด 120,000 ครั้ง และ 60,000 ครั้ง ตามลำดับ รวมทั้งสติกเกอร์ของแจ๊ส ชวนชื่น, hello Sandy Noona hello Sunny และ Bear Please ent from my Huawei Mobile