ธปท.แจงคุณสมบัติ “อี-มันนี่”

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 26 เม.ย. 2560 06:15

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/922142


ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ได้ออกมาชี้แจงเรื่อง การประกอบธุรกิจบริการการชำระเงินทางอิเล็กทรอนิกส์ของผู้ให้บริการการชำระเงินทางอิเล็กทรอนิกส์ รวมทั้งการให้บริการเงินอิเล็กทรอนิกส์ (อี-มันนี่) อีกครั้งหนึ่ง หลังจากที่ยังมีความเข้าใจที่คลาดเคลื่อน และมีบริษัทบางแห่งที่ไม่ได้ขอใบอนุญาตการประกอบธุรกิจอย่างถูกต้อง รวมทั้งป้องกันการใช้อี-มันนี่ ในลักษณะการฟอกเงิน หรือการซื้อขายเงินตราต่างประเทศ และคุณสมบัติการประกอบธุรกิจดังกล่าว จะต้องมีการตรวจสอบคุณสมบัติของผู้ให้บริการ ทั้งที่เป็นบุคคลธรรมดา หรือกรรมการ หรือผู้ซึ่งมีอำนาจจัดการของนิติบุคคลอย่างชัดเจน อาทิ ต้องไม่เคยต้องคำพิพากษาหรือคำสั่งของศาลให้ทรัพย์สินตกเป็นของแผ่นดิน ฯลฯ

ขณะที่ ระหว่างการให้บริการ หากผู้ประกอบการต้องการยื่นขอเปลี่ยนแปลงชื่อนิติบุคคล ต่อกรมพัฒนาธุรกิจการค้า เมื่อผู้ให้บริการทราบแน่นอนว่าจะเปลี่ยนแปลงชื่อในวันใดแล้ว ต้องแจ้งให้ผู้ใช้บริการและ ธปท.ทราบล่วงหน้า 15 วัน กรณีการหยุดให้บริการชั่วคราว หากเป็นการเตรียมการไว้ล่วงหน้า ต้องแจ้ง ธปท. และผู้ใช้บริการทราบล่วงหน้า 15 วัน แต่หากเป็นการหยุดบริการ เนื่องจากเหตุจำเป็นที่ไม่สามารถคาดการณ์ได้ล่วงหน้า ผู้ให้บริการต้องรีบแก้ไขโดยเร็ว แต่หากเป็นกรณีที่ส่งผลกระทบในวงกว้างผู้ให้บริการต้องแจ้งให้ ธปท. และผู้ใช้บริการทราบโดยทั่วกัน ภายใน 24 ชั่วโมง นับแต่เวลาที่หยุดให้บริการชั่วคราว เพื่อเป็นการคุ้มครองผู้บริโภค ให้มีความสะดวกต่อการทำธุรกรรม หรือป้องกันการหลอกลวงได้ในระดับหนึ่ง และเรื่องของการกำหนดสกุลเงินในการบันทึก เป็นในบัตรเงินสด หรือใช้เป็นอี-มันนี่ ซึ่งผู้ให้บริการสามารถบันทึกมูลค่าเงินได้ทั้งเงินบาทและเงินสกุลต่างประเทศ หรือเป็นเงินสกุลต่างประเทศ 2 สกุลภายในบัตรเดียวกัน เป็นต้น.

 

“คาราบาว” แขยงเบรกลงทุนในจีน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 26 เม.ย. 2560 06:15

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/923065


นายวรัญชัย เจนศิริวณิชย์ ผู้อำนวยการฝ่ายกฎหมายและเลขานุการบริษัท คาราบาวกรุ๊ป จำกัด (มหาชน) หรือ CBG แจ้งตลาดหลักทรัพย์ว่า ที่ประชุมคณะกรรมการบริษัทเมื่อ 25 เม.ย.60 ได้อนุมัติให้ยกเลิกโครงการลงทุนเพื่อประกอบธุรกิจในกลุ่มประเทศ Greater China (จีน ฮ่องกง ไต้หวัน มาเก๊า) หลังพบตลาดเครื่องดื่มบำรุงกำลังและธุรกิจที่เกี่ยวข้องในจีนกำลังอยู่ในช่วงแห่งการเปลี่ยนแปลงในระดับโครงสร้างการแข่งขันอย่างมีนัยสำคัญ โดยคาดว่าหากตัดสินใจเดินหน้าการลงทุนต่อ โครงการดังกล่าวจะประสบภาวะขาดทุนในช่วง 4-5 ปีแรก รวมกันประมาณ 400 ล้านเหรียญสหรัฐฯ (หรือคิดเป็นเงินไทยประมาณ 14,018 ล้านบาท)

ทั้งนี้ เมื่อวันที่ 22 ก.พ. บริษัทได้มีมติให้จัดตั้งบริษัทย่อยในต่างประเทศ คือ Carabao Venture Holdings (Hong Kong) Limited (CVHHK) และอนุมัติให้ CVHHK เข้าทำสัญญาร่วมทุนกับกลุ่มจีน คือกลุ่ม DAI Group เพื่อประกอบธุรกิจการตลาด ขาย และจัดจำหน่ายสินค้าคาราบาว ในฮ่องกง มาเก๊า ไต้หวัน และจีน ภายใต้มูลค่าเงินลงทุนเทียบเท่า 40 ล้านเหรียญสหรัฐฯ หรือประมาณ 1,401.80 ล้านบาท เพื่อการประกอบธุรกิจในระยะแรก

อย่างไรก็ตาม เพื่อให้คาราบาวกรุ๊ปยังคงได้รับผลประโยชน์ตามโอกาสทางธุรกิจที่เกิดขึ้นต่อไปในอนาคต คณะกรรมการจึงมีมติให้บริษัท คาราบาวตะวันแดง จำกัด ซึ่งเป็นบริษัทย่อยของคาราบาวกรุ๊ป เข้าทำสัญญาให้กลุ่มบริษัทร่วมทุนดังกล่าว ได้สิทธิจัดจำหน่ายแต่เพียงผู้เดียว (exclusivity right) ในการจัดจำหน่ายเครื่องดื่มแบรนด์คาราบาว และเปิดโอกาสให้คาราบาวกรุ๊ปทำสัญญา ได้สิทธิในการซื้อหุ้นกับกลุ่มผู้ถือหุ้นรายใหญ่ที่จะเข้าซื้อหุ้นทั้งหมดในกลุ่มบริษัทร่วมทุนฯ หากเห็นว่ากิจการของบริษัทร่วมทุนฯมีสถานะการดำเนินงานที่เหมาะสม.

 

รัฐเข้มลุยถอดเว็บหมิ่น!

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 26 เม.ย. 2560 06:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/923061


นายฐากร ตัณฑสิทธิ์ เลขาธิการคณะกรรมการกิจการกระจายเสียงกิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) เปิดเผยหลังการประชุมร่วมกับ น.อ.สมศักดิ์ ขาวสุวรรณ์ รองปลัดกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) ผู้ให้บริการอินเตอร์เน็ต (ไอเอสพี) และผู้ให้บริการมือถือ เพื่อขอความร่วมมือระงับเนื้อหาไม่เหมาะสมผ่านอินเตอร์เน็ตว่า กสทช.และดีอี ได้ขอความร่วมมือให้ไอเอสพีและค่ายมือถือ ถอดเนื้อหาที่ไม่เหมาะสม ผิด ม.112 ออกจากเว็บไซต์โดยทันที ไม่จำเป็นต้องรอคำสั่งศาลซึ่งอาจต้องใช้เวลา เนื่องจากผู้ให้บริการสามารถใช้วิจารณญาณได้อยู่แล้ว เนื้อหาแบบใดหมิ่นเหม่ หรือเข้าข่ายกระทำความผิดตาม ม.112 ซึ่งไอเอสพีและค่ายมือถือจะถอดออกจากเว็บไซต์ทันที ส่วนเว็บไซต์ใดที่มีรหัสผ่านและถอดออกไม่ได้ ให้แจ้ง กสทช.และดีอี เพื่อประสานหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง นอกจากนี้ยังจะเสนอให้ตรวจสอบระบบ Content Delivery Network (CDN) ซึ่งเป็นเซิร์ฟเวอร์ขนาดใหญ่ของผู้ให้บริการออนไลน์ต่างประเทศที่ตั้งสำนักงานในไทย โดยจะเสนอให้คณะกรรมการกิจการโทรคมนาคม (กทค.) อนุมัติในวันที่ 27 เม.ย.นี้ หากผู้ให้บริการ CDN สามารถแยกเว็บไซต์ที่ผิดกฎหมายออกได้ก็ไม่ต้องปิดทั้งระบบ แต่หากแยกไม่ได้ก็ต้องปิดทั้งระบบ

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า หากมีการปิดระบบเซิร์ฟเวอร์ CDN ในไทย จะทำให้การเข้าถึงเว็บไซต์ออนไลน์ต่างประเทศได้ช้าลง เพราะต้องส่งข้อมูลไปที่เซิร์ฟเวอร์ต่างประเทศก่อนจึงย้อนกลับมาไทย จากเดิมเชื่อมต่อระบบเซิร์ฟเวอร์ในไทยได้ทันทีและรวดเร็ว.

 

ทำใจยอดขายไตรมาสแรกแผ่ว ซีพีเอฟเชื่อครึ่งปีหลังเริ่มสดใส

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 26 เม.ย. 2560 05:45

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/923056


นายอดิเรก ศรีประทักษ์ ประธานคณะกรรมการบริหารบริษัท เจริญโภคภัณฑ์อาหาร จำกัด (มหาชน) หรือซีพีเอฟ (CPF) เปิดเผยในงานประชุมผู้ถือหุ้นประจำปี 60 ว่า ปีนี้บริษัทตั้งเป้ารายได้เติบโต 8-10% หรือมากกว่า 500,000 ล้านบาท จากปีก่อนที่มีรายได้ 476,682 ล้านบาท เนื่องจากเห็นความต้องการบริโภคกุ้งและไก่เนื้อเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง และเกิดปัญหาไข้หวัดนกในต่างประเทศระบาด ทำให้สามารถส่งออกไก่ได้มากขึ้น อย่างไร ก็ตามยอมรับว่าไตรมาสแรกรายได้อาจไม่เป็นไปตามเป้าที่วางไว้ เพราะราคาเนื้อสุกรปรับตัวลดลงจากปีก่อน แต่เชื่อว่าราคาจะดีขึ้นในช่วงครึ่ง

ปีหลัง และผลประกอบการของบริษัทจะปรับตัวดีต่อเนื่องตั้งแต่ไตรมาส 2 เป็นต้นไป ส่วนงบลงทุนปีนี้ตั้งไว้ที่ 25,000 ล้านบาท เพื่อใช้ในการปรับปรุงประสิทธิภาพและขยายกำลังการผลิตในธุรกิจหลัก โดยนำมาจากกระแสเงินสด นอกจากนั้น ภายใน 5 ปีนี้ (ปี 60-64) บริษัทคาดว่าจะมีสัดส่วนรายได้จากต่างประเทศเพิ่มขึ้นเป็นมากกว่า 70% จากปัจจุบัน 68% เนื่องจากธุรกิจในต่างประเทศมีการเติบโตเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ส่วนกรณีการแยกตัวออกจากสหภาพยุโรปของสหราชอาณาจักร (Brexit) นั้น เชื่อว่าไม่มีผลกระทบมากนัก เพราะการส่งออกไปยุโรปมีสัดส่วนไม่มากนัก เช่นเดียวกับสหรัฐฯที่ส่งออกไปไม่มากนัก เนื่องจากส่วนใหญ่ซีพีเอฟมีการลงทุนโดยตรงในสหรัฐฯมากกว่า ทำให้อาจได้รับประโยชน์หากสหรัฐฯมีการลดหย่อนภาษีการลงทุนภายในประเทศ.

 

“เพาเวอร์บาย” ขายจนเหนื่อย เดินหน้ายั่วใจลูกค้าต่างจังหวัด

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 26 เม.ย. 2560 05:30

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/923055


นายโลร็องต์ โปซ กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท เพาเวอร์บาย จำกัด ผู้ดำเนินธุรกิจร้านเครื่องใช้ไฟฟ้า “เพาเวอร์บาย” ในเครือเซ็นทรัลกรุ๊ป เปิดเผยว่า ในช่วงเดือน ม.ค.-ก.พ.ที่ผ่านมา ภาพรวมผลการดำเนินงานของเพาเวอร์บายเติบโตมากกว่าตลาดหรือประมาณ 4.1% โดยเฉพาะเขตกรุงเทพฯที่เพาเวอร์บายมีความแข็งแกร่งในกลุ่มลูกค้าพรีเมียม (กำลังซื้อสูง) ซึ่งจากนี้ไปจะต้องลุยสร้างความแข็งแกร่งในตลาดต่างจังหวัดมากขึ้น เพื่อกระตุ้นยอดขาย และผลักดันให้ผลประกอบการตลอดทั้งปี 60 เติบโต 8-10% หรือแตะ 17,081 ล้านบาท “แผนเบื้องต้นจะเร่งดำเนินงาน เพื่อส่งเสริมการขายในสาขาต่างจังหวัดมากขึ้น ด้วยการเพิ่มสินค้าหลากหลาย ที่ตอบโจทย์ทุกความต้องการของลูกค้าต่างจังหวัดมากกว่าที่ผ่านมา รวมถึงพัฒนาศักยภาพพนักงานขายให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น พร้อมลุยสร้างศูนย์กระจายสินค้าในภูมิภาคต่างๆ ทั้งภาคเหนือ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ และภาคใต้เสริมทัพ จากเดิมที่มีศูนย์กลางในการกระจายสินค้าอยู่ที่เดียวในกรุงเทพฯ ซึ่งจะส่งผลให้การสต๊อกสินค้าทำได้อย่างมีระบบและจัดส่งสินค้าสะดวกขึ้น”

นอกจากนี้ ยังเตรียมขยายสาขาเพาเวอร์บายเพิ่มอีก 6 สาขา ภายใต้เงินลงทุนสาขาละ 20 ล้านบาท เน้นในทำเลต่างจังหวัดเป็นหลัก ควบคู่กับการเปิดคีออส (Ki-osk) เพื่ออำนวยความสะดวกกับลูกค้าออนไลน์ผ่าน “ออมนิ ชาแนล” (Omni Channel) โดยมีสาขาให้บริการครอบคลุมถึง 86 แห่งทั่วประเทศ ทั้งนี้ การขยายสาขาใหม่เพิ่มในปีนี้จะทำให้เพาเวอร์บายมีจำนวนสาขาเปิดกระจายอยู่ทั่วประเทศเป็น 92 สาขา ส่วนคีออสตั้งเป้าเปิดครบ 30 จุด ใน 2-3 ปี จากปัจจุบันมีอยู่ 2 จุด ที่สาขาพระราม 2 และสาขาลพบุรี สำหรับช่องทางออนไลน์ มีแผนเพิ่มยอดขายแตะ 290 ล้านบาท ในสิ้นปี 60 จากปัจจุบันมียอดขาย 100 ล้านบาท ในกลุ่มสินค้าไอที เทคโนโลยี เครื่องใช้ไฟฟ้าภายในบ้าน.

 

ปาล์มล้นตลาด!เพิ่มไบโอดีเซลบี 7

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 26 เม.ย. 2560 05:15

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/923045


นายวิฑูรย์ กุลเจริญวิรัตน์ อธิบดีกรมธุรกิจพลังงาน (ธพ.) เปิดเผยว่า เมื่อวันที่ 24 เม.ย.ที่ผ่านมา ตนได้ลงนามในประกาศ ธพ.เรื่องกำหนดลักษณะและคุณภาพของน้ำมันดีเซล โดยกำหนดให้ปรับเพิ่มสัดส่วนไบโอดีเซล (บี 100) ในน้ำมันดีเซลจากเดิม 5% หรือบี 5 เป็น 7% หรือบี 7 เพื่อให้สอดคล้องกับสถานการณ์วัตถุดิบคือปาล์มน้ำมันในประเทศ โดยประกาศนี้ จะเริ่มมีผลบังคับใช้ตั้งแต่ 8 พ.ค.เป็นต้นไปเพื่อให้ทุกภาคส่วนมีเวลาเตรียมตัว

“ก่อนหน้านี้ตัวแทนเกษตรกรที่ปลูกปาล์มน้ำมันได้หารือกับ ธพ. เพื่อต้องการให้ ธพ.ออกประกาศเพิ่มสัดส่วนการผสมปาล์มน้ำมันในน้ำมันดีเซลหรือให้เป็นไบโอดีเซลบี 7 เพื่อดูดซับปริมาณปาล์มน้ำมันในประเทศที่เริ่มล้นตลาดเพื่อแก้ไขราคาผลปาล์มดิบตกต่ำ ซึ่ง ธพ.ได้ขอให้กระทรวงพาณิชย์ส่งตัวเลขปริมาณสำรอง (Stock) น้ำมันปาล์มของประเทศมาให้ก่อนเพื่อให้เกิดความชัดเจน เมื่อได้ข้อมูลจากกระทรวงพาณิชย์มา ธพ. จึงได้ประกาศเพิ่มสัดส่วนดังกล่าว และการเปลี่ยนแปลงส่วน ผสมนี้จะไม่มีผลกระทบต่อราคาขายปลีกของน้ำมันไบโอดีเซลให้เพิ่มขึ้นเนื่องจากราคาบี 100 ที่ผสมในน้ำมันดีเซลขณะนี้มีราคาต่ำ”

สำหรับปริมาณสต๊อกน้ำมันปาล์มดิบขณะนี้เฉลี่ยอยู่ 280,000 ตัน สูงกว่าสต๊อกเพื่อความมั่นคงด้านพลังงาน ที่ประเมินว่าไม่ควรต่ำกว่า 200,000 ตัน ขณะที่ราคาผลปาล์มดิบที่เกษตรกรจำหน่ายอยู่ที่ 3 บาทต่อกิโลกรัมต่ำกว่าราคาประกาศของรัฐบาลที่จะเข้าไปดูแลที่ราคา 4 บาท ดังนั้นหากปรับสูตรไบโอดีเซลจากบี 5 เป็นบี 7 ก็จะดูดซับน้ำมันปาล์มดิบออกจากระบบได้ 25,000 ตันต่อเดือน ซึ่งจะช่วยแก้ไขปัญหาผลปาล์มดิบตกต่ำได้ระดับหนึ่ง โดยคาดการณ์ว่าการใช้น้ำมันกลุ่มไบโอดีเซลช่วงหน้าฝนจะลดลงเหลือ 62 ล้านลิตรต่อวัน จากหน้าร้อนอยู่ที่ 63-64 ล้านลิตรต่อวัน

ด้านนายศาณินทร์ ตริยานนท์ นายกสมาคมผู้ผลิตไบโอดีเซลไทยกล่าวว่า สต๊อกปาล์มน้ำมันล่าสุดอยู่ที่ 250,000 ตัน และจากนี้ไปจะทยอยเพิ่มขึ้นเนื่องจากเป็นฤดูเก็บเกี่ยวผลปาล์มน้ำมัน โดยมีแนวโน้มที่จะขยับไปสู่ระดับ 300,000 ตันในเดือน พ.ค.นี้ ดังนั้นจึงเป็นเหตุผลที่ภาครัฐต้องเร่งเข้ามาดูดซับปริมาณปาล์มน้ำมันจากตลาดด้วยการเพิ่มสัดส่วนบี 5 เป็นบี 7 คาดว่าจะทำให้เกิดความต้องการใช้บี 100 เพิ่มขึ้น 20,000-25,000 ตันต่อเดือน ขณะที่ราคาจำหน่ายบี 100 เฉลี่ยขณะนี้อยู่ที่ 25-26 บาทต่อลิตร จึงไม่มีผลกระทบต่อราคาน้ำมันขายปลีกบี 7 ให้เพิ่มขึ้น.

 

ดัชนีเศรษฐกิจ 26/04/60

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 26 เม.ย. 2560 05:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/922975


ปีนี้ฝนหลากทำอ้อยหวานน้ำตาลแช่มชื่น ชาวไร่รายได้เพิ่มขยายพื้นที่เพาะปลูก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 26 เม.ย. 2560 05:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/923040


นายสิริวุทธิ์ เสียมภักดี ประธานคณะทำงานด้านประชาสัมพันธ์ของ 3 สมาคมโรงงานน้ำตาลทราย เปิดเผยว่า คณะทำงานได้ประเมินภาพรวมการเพาะปลูกอ้อยประจำฤดูการผลิตปี 2560/61 ที่ได้เริ่มต้นเพาะปลูกตั้งแต่เดือน มี.ค.ที่ผ่านมา ว่าจะดีกว่ารอบการผลิตของปี 2559/60 เนื่องจากเริ่มมีฝนตกในพื้นที่ปลูกอ้อย และชาวไร่อ้อยหลายรายเตรียมพื้นที่เพาะปลูกและลงตออ้อยใหม่ หวังให้ผลผลิตต่อไร่เพิ่มขึ้น รวมทั้งชาวไร่บางรายได้ขยายพื้นที่เพาะปลูก เนื่องจากยังมองแนวโน้มราคาน้ำตาลโลกอยู่ในเกณฑ์ดี โดยคาดว่าปริมาณอ้อยเข้าหีบในฤดูการผลิตปี 2560/61 จะมีปริมาณสูงกว่า 93 ล้านตันอ้อย เมื่อเทียบกับผลผลิตปีการผลิต 2559/60 ที่มีปริมาณ 93 ล้านตันอ้อย

สำหรับความคืบหน้าในช่วงปลายฤดูการหีบอ้อยปี 2559/60 ของโรงงานน้ำตาล หลังเปิดหีบอ้อยตั้งแต่วันที่ 6 ธ.ค. 2559 จนถึงขณะนี้โรงงานน้ำตาลเกือบทั้งหมดได้ปิดหีบแล้ว โดยคาดว่าจะมีปริมาณอ้อยเข้าหีบประมาณ 93 ล้านตัน เทียบกับอ้อยที่เข้าหีบในปี 2558/59 ที่มีอยู่ที่ 94.5 ล้านตันอ้อย แต่คุณภาพผลผลิตอ้อยในปีการผลิต 2559/60 อยู่ในเกณฑ์ที่ดี ประกอบกับการเพิ่มประสิทธิภาพด้านกระบวนการผลิตน้ำตาลของโรงงานทุกแห่งส่งผลดีต่อผลผลิตน้ำตาลทรายต่อตันอ้อย (ยิลด์) เพิ่มขึ้นเป็น 107.9 กิโลกรัม (กก.) เทียบกับระยะเวลาหีบอ้อยปีก่อนที่มียิลด์อยู่ที่ 104.1 กก. หรือเพิ่มขึ้นประมาณเกือบ 4 กก.ต่อตันอ้อย ส่งผลให้มีปริมาณผลผลิตน้ำตาลทราย 10 ล้านตัน สูงกว่าปีการผลิต 2558/59 ที่ผลิตน้ำตาลทรายได้เพียง 9.8 ล้านตัน ส่วนสถานการณ์อ้อยไฟไหม้ในปีการผลิต 2559/60 ยังคงรุนแรงเหมือนเช่นทุกๆปี โดยมีปริมาณอ้อยไฟไหม้ 59.6 ล้านตันอ้อย คิดเป็นสัดส่วน 64% ของปริมาณอ้อยเข้าหีบทั้งหมด ขณะที่ค่าความหวาน (ซี.ซี.เอส) ของอ้อยอยู่ที่ 12.27 ซี.ซี.เอส ถือว่าเป็นค่าซี.ซี.เอสที่เหมาะสม โดยในภาพรวมผลการผลิตอ้อยปีการผลิต 2559/60 จะส่งผลให้ชาวไร่อ้อยมีรายได้จากการเพาะปลูกอ้อยเพิ่มขึ้น.

 

‘พาณิชย์’ แจงญี่ปุ่นตัดจีเอสพีสินค้าไทย 6 รายการ ไม่กระทบการค้า

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 25 เม.ย. 2560 18:55

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/922767


‘พาณิชย์’ แจงญี่ปุ่นตัด GSP สินค้าไทย 6 รายการ ตั้งแต่ปี 62 เป็นต้นไป ไม่กระทบการค้า 2 ฝ่าย เหตุปัจจุบัน ผู้ส่งออกไทยใช้สิทธิส่งออกภายใต้ GSP น้อย เพราะหันไปใช้สิทธิส่งออกภายใต้ JTEPA และ AJCEP เหตุลดภาษีมากกว่า

นางอภิรดี ตันตราภรณ์ รมว.พาณิชย์ เปิดเผยถึงกรณีที่ญี่ปุ่นจะตัดสิทธิพิเศษทางภาษีศุลกากร (GSP) ที่ให้กับสินค้าไทยตั้งแต่ปี 62 เป็นต้นไป ส่งผลให้ภาคเอกชนเกรงว่า อาจกระทบต่อการค้าของไทยกับญี่ปุ่นว่า ขณะนี้ไทยส่งออกไปญี่ปุ่นโดยใช้สิทธิ GSP น้อยมาก มีเพียง 14 รายการเท่านั้น โดยใช้สิทธิส่งออกคิดเป็นมูลค่าราว 17 ล้านเหรียญสหรัฐต่อปี

ทั้งนี้ เพราะผู้ส่งออกหันไปใช้สิทธิส่งออกภายใต้ความตกลงเขตการค้าเสรีไทย-ญี่ปุ่น (JTEPA) และอาเซียนญี่ปุ่น (AJCEP) ซึ่งเปิดเสรีระหว่างกันประมาณ 10 ปีมาแล้ว และครอบคลุมสินค้ากว่า 6,000 รายการ มากกว่า โดยมีมูลค่าการใช้สิทธิรวมกันสูงกว่า 6,000 ล้านเหรียญฯ ต่อปี เนื่องจากข้อตกลงทั้ง 2 ชนิดลดภาษีนำเข้าในอัตราที่ต่ำกว่า GSP

อย่างไรก็ตาม แม้ญี่ปุ่นจะตัดสิทธิ GSP ที่ให้กับไทยตั้งแต่ปี 62 เป็นต้นไป กระทรวงได้ประเมินแล้วว่า จะไม่ส่งผลกระทบต่อการส่งออกสินค้าไทยไปยังญี่ปุ่น หรือมีผลกระทบเพียงเล็กน้อยเท่านั้น โดยหากญี่ปุ่นตัดสิทธิ GSP มีสินค้าไทยเพียง 6 รายการเท่านั้นที่จะได้รับผลกระทบ ได้แก่ ซอร์บิทอล กาแฟคั่วที่แยกคาเฟอีนออกแล้ว เอทิลแอลกอฮอล์ที่ไม่ได้แปรสภาพอื่นๆ ไม้พลายวู้ดอื่นๆ ไม้ลามิเนต และไม้บล็อกบอร์ด ซึ่งส่วนใหญ่ทยอยลดภาษีภายใต้กรอบ JTEPA และ AJCEP อยู่แล้ว และปัจจุบันสิทธิพิเศษอาจจะเท่ากับที่เคยได้รับสิทธิ GSP โดยคงเหลือเพียงสินค้าซอร์บิทอลเท่านั้นที่ไม่ได้อยู่ในกรอบ JTEPA และ AJCEP

“ได้มอบหมายให้กรมการค้าต่างประเทศ และกรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศ ติดตามความคืบหน้า และผลักดันนำสินค้าทั้ง 6 รายการเข้าไว้ในกลุ่มสินค้าที่จะเจรจาทบทวนใหม่ในรอบการทบทวนทั่วไป ภายใต้ JTEPA ที่จะมีขึ้นภายในปีนี้ เพื่อให้ผู้ส่งออกไทยได้รับผลกระทบน้อยที่สุดจากการถูกตัดสิทธิ”

สำหรับ สาเหตุที่สินค้าไทยจะถูกตัดสิทธิในปี 62 เพราะญี่ปุ่นได้กำหนดเกณฑ์การพิจารณาตัดสิทธิ GSP กับประเทศที่อยู่ในกลุ่มประเทศที่มีรายได้ปานกลางค่อนข้างสูง ระยะเวลา 3 ปีติดต่อกัน หรือระหว่างปี 56-58 และมีมูลค่าการส่งออกไปทั่วโลก มีสัดส่วนมากกว่า 1%

โดย ไทย อยู่ในกลุ่มประเทศที่มีรายได้ปานกลางค่อนข้างสูงตั้งแต่ปี 54 เป็นต้นมา และในระหว่างปี 56-58 มูลค่าการส่งออกสินค้าไทยไปทั่วโลกมีสัดส่วน 1.21%, 1.20% และ 1.29% ตามลำดับ แสดงให้เห็นว่าเศรษฐกิจไทยมีแนวโน้มที่พัฒนาและมีความสามารถในการแข่งขันในตลาดโลกมากขึ้น ส่งผลให้ญี่ปุ่นตัดสิทธิที่เคยให้กับไทยตั้งแต่ปี 2562 เป็นต้นไป

 

กระตุ้นประชาชนให้รู้จัก กรมทรัพย์สินฯ ยกสินค้าจีไอขึ้นห้าง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 25 เม.ย. 2560 18:43

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/922800


กรมทรัพย์สินทางปัญญา ยกสินค้าจีไอ หรือสินค้าสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ ทั่วประเทศ ขึ้นห้าง เปิดตลาดหวังกระตุ้นให้ประชาชนรู้จักสินค้าจีไอมากขึ้น

นายทศพล ทังสุบุตร อธิบดีกรมทรัพย์สินทางปัญญา เปิดเผยว่า กรมฯ มีแผนจะจัดงานใหญ่ เพื่อสร้างการรับรู้ให้สินค้าสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ (จีไอ) เป็นที่รู้จัก และได้รับการยอมรับจากผู้บริโภคมากขึ้น โดยปีนี้ มีเป้าหมายจะผลักดันให้มีสินค้าจีไอครบทุกจังหวัดทั่วประเทศ

โดยปัจจุบันสินค้าจีไอไทยที่ได้รับความคุ้มครองมี 76 รายการ จาก 53 จังหวัดแล้ว โดยสินค้าที่ขึ้นทะเบียนเป็นจีไอนั้น จะมีราคาเพิ่มขึ้นอย่างน้อยเท่าตัว หรือบางรายการเพิ่มขึ้น 10 เท่าตัว เช่น ส้มโอทับทิมสยาม ที่ราคาเพิ่มขึ้น 10 เท่าตัว จากลูกละ 50 บาท เป็นลูกละ 500 บาท หรือเฉลี่ยทั่วไปก็ไม่ต่ำกว่า 400 บาท เป็นต้น

ทั้งนี้ กรมได้จะจัดงานจีไอ มาร์เก็ต ระหว่างวันที่ 27 เม.ย.–3 พ.ค.นี้ ที่ศูนย์การค้าเซ็นทรัลพลาซา แจ้งวัฒนะ ซึ่งจะรวบรวมสินค้าจีไอทั่วประเทศ จากผู้ประกอบการกว่า 60 ราย เช่น ผ้าไหมแพรวากาฬสินธุ์ ผ้าครามธรรมชาติสกลนคร หมูย่างเมืองตรัง ปลาทูแม่กลอง ไข่เค็มไชยา ส้มโอทับทิมสยามปากพนัง น้ำหมากเม่าสกลนคร เป็นต้น มาให้ผู้บริโภคได้เลือกซื้อ

“สินค้าจีไอ เป็นสินค้าที่มีแหล่งผลิตเฉพาะ เกิดจากปัจจัยธรรมชาติ ผสมผสานกับภูมิปัญญาของคนในพื้นที่ ทำให้ได้สินค้าที่มีลักษณะเฉพาะท้องถิ่นนั้น ซึ่งเมื่อสินค้าใดได้ขึ้นทะเบียนเป็นสินค้าจีไอแล้ว จะสามารถใช้ตราสัญลักษณ์จีไอ รับประกันคุณภาพ และความน่าเชื่อถือให้สินค้าได้ เพราะผู้ผลิตสามารถพัฒนาระบบมาตรฐานควบคุมสินค้า ทำให้สามารถผลิตสินค้าที่มีคุณภาพอย่างสม่ำเสมอ และสามารถตรวจสอบย้อนกลับได้ อีกทั้งการขึ้นทะเบียนสินค้าจีไอ ยังเป็นการเพิ่มโอกาสด้านการตลาดให้แก่ผู้ประกอบการ ตามนโยบายรัฐบาลที่มุ่งเน้นการพัฒนาเศรษฐกิจระดับท้องถิ่นด้วย เพราะเมื่อสินค้าขายได้ราคาดี จะยกระดับรายได้ และความเป็นอยู่ของประชาชนได้”

นอกจากนั้น กรมฯ มีแผนที่จะจัดงานจีไอมาร์เก็ต 2017 ครั้งที่ 2 อีกระหว่างวันที่ 1–7 ส.ค. ที่เซ็นทรัลพลาซา เวสต์เกต จะมีสินค้าจีไอจากอาเซียนมาร่วมออกบูธ เพื่อแสดงให้เห็นว่าสินค้าจีไอ เป็นสินค้าที่มีมาตรฐาน เป็นที่ยอมรับ และได้รับความนิยมระดับสากล นับเป็นการสนับสนุนผู้ประกอบการสินค้าชุมชนไทย ให้อยู่ได้อย่างมั่นคง ยั่งยืน ตามนโยบายรัฐบาล