บริโภคกระเตื้อง ดันดัชนีเชื่อมั่นอุตสาหกรรมเดือน มี.ค. พุ่ง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 26 เม.ย. 2560 12:56

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/923371


ยอดคำสั่งซื้อก่อนสงกรานต์-ราคาสินค้าเกษตรขยับ ดันดัชนีเชื่อมั่นภาคอุตสาหกรรมเดือน มี.ค. พุ่งที่ 87.5 ชี้ผู้ประกอบการยังกังวล อัตราแลกเปลี่ยน น้ำมัน การเมืองในประเทศ แนะภาครัฐดูแลค่าบาทให้เหมาะสม…

เมื่อวันที่ 26 เม.ย. นายเจน นำชัยศิริ ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) เปิดเผย ดัชนีความเชื่อมั่นของภาคอุตสาหกรรมในเดือน มี.ค. 2560 ว่า อยู่ที่ 87.5 ปรับตัวเพิ่มขึ้นจาก 86.2 ในเดือน ก.พ.60 เนื่องจากองค์ประกอบยอดคำสั่งซื้อโดยรวม ยอดขายโดยรวม ปริมาณการผลิต และผลประกอบการ โดยผู้ประกอบการเร่งผลิตสินค้าเพื่อรองรับการใช้จ่ายของผู้บริโภคในช่วงเทศกาลสงกรานต์ รวมทั้งผลิตชดเชยในช่วงเดือน เม.ย.ที่มีวันทำงานน้อยกว่าปกติ นอกจากนี้ ราคาสินค้าเกษตรยังปรับตัวเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะยางพารา ปาล์มน้ำมัน และอ้อย ส่งผลดีต่อรายได้และการบริโภคภายในประเทศ

ขณะที่ดัชนีความเชื่อมั่นคาดการณ์ 3 เดือนข้างหน้าอยู่ที่ระดับ 99.0 ปรับตัวลดลงจากระดับ 100.9 ในเดือน ก.พ. เนื่องจากความกังวลต่อต้นทุนการผลิตที่ปรับตัวสูงขึ้น ความผันผวนของอัตราแลกเปลี่ยน นโยบายการค้าระหว่างประเทศของสหรัฐฯ รวมทั้งความขัดแย้งทางการเมืองระหว่างประเทศ

ด้านปัจจัยที่ส่งผลกระทบต่อการประกอบกิจการในเดือน มี.ค.60 พบว่า ปัจจัยที่ผู้ประกอบการมีความกังวลเพิ่มขึ้น ได้แก่ อัตราแลกเปลี่ยน ส่วนปัจจัยที่มีความกังวลลดลง ได้แก่ สภาวะเศรษฐกิจโลก ราคาน้ำมัน และสถานการณ์การเมืองในประเทศ ขณะที่อัตราดอกเบี้ยเงินกู้อยู่ในระดับทรงตัวจากเดือนก่อนหน้า

ทั้งนี้ ผู้ประกอบการมีข้อเสนอแนะให้ภาครัฐดูแลค่าเงินบาทให้อยู่ในระดับที่เหมาะสม เพื่อช่วยให้ผู้ประกอบการสามารถแข่งขันได้ในภูมิภาค รวมถึงการส่งเสริมการถ่ายทอดเทคโนโลยี เพื่อการพัฒนาศักยภาพด้านการผลิต เร่งศึกษาผลกระทบจากนโยบายการค้าระหว่างประเทศของสหรัฐฯ และแก้ไขปัญหาผังเมืองที่เป็นอุปสรรคต่องการพัฒนาพื้นที่เขตเศรษฐกิจภาคตะวันออก (EEC).

 

รีบๆซื้อ ทองไทยร่วงอีก 50 รูปพรรณขายบาทละ 21,150

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 26 เม.ย. 2560 11:06

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/923312


ทองไทยเปิดตลาดร่วง 50 บาท ทองแท่งรับซื้อบาทละ 20,550 ขายบาทละ 20,650 รูปพรรณซื้อบาทละ 20,177.96 ขายบาทละ 21,150 ขณะที่ทองนิวยอร์กปิดร่วง ที่ระดับ 1,267.20 ดอลลาร์/ออนซ์…

เมื่อวันที่ 26 เม.ย. สมาคมค้าทองคำ รายงานราคาทองไทยเปิดตลาดครั้งที่ 1 ปรับลดลง 50 บาท โดยทองแท่งรับซื้อบาทละ 20,550 ขายออกบาทละ 20,650 ส่วนทองรูปพรรณรับซื้อบาทละ 20,177.96 ขายออกบาทละ 21,150

ขณะที่สัญญาทองคำตลาดนิวยอร์กปิดร่วงเมื่อคืนนี้ (25 เม.ย.) เนื่องจากนักลงทุนคลายความวิตกกังวลเกี่ยวกับสถานการณ์การเมืองในต่างประเทศ รวมถึงชัยชนะของนายเอมมานูเอล มาครอง ในการเลือกตั้งประธานาธิบดีฝรั่งเศสรอบแรก และการที่เกาหลีเหนือไม่ได้ทดลองนิวเคลียร์เมื่อวานนี้ ส่งผลให้นักลงทุนเทขายทองคำซึ่งเป็นสินทรัพย์ที่ปลอดภัย และหันไปลงทุนในสินทรัพย์เสี่ยง เช่นหุ้นและสกุลเงินยูโร โดยสัญญาทองคำตลาดโคแมกซ์ ส่งมอบเดือนมิ.ย. ร่วงลง 10.30 ดอลลาร์ หรือ 0.8% ปิดที่ระดับ 1,267.20 ดอลลาร์/ออนซ์.

 

ดึงเข้าระบบแรงงาน 20 ล. ทุ่มสิทธิประโยชน์อื้อ เพิ่มทางเลือกประกัน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 26 เม.ย. 2560 08:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/923165


แรงงานนอกระบบ 20 ล้านคนเฮ รัฐใจป้ำเพิ่มสิทธิให้ผู้ประกันตนตามมาตรา 40 ทั้งเพิ่มเงินชดเชยกรณีเจ็บป่วยนอนโรงพยาบาล เงินสงเคราะห์ทำศพ พร้อมเพิ่มทางเลือกที่ 3 ขึ้นมาใหม่ ผู้ประกันตนจ่ายสมทบ 300 บาท รัฐสมทบให้ 150 บาท ได้รับสิทธิ์เงินสงเคราะห์บุตรเดือนละ 200 บาทจนถึง 6 ขวบ ขณะที่ค่าทำศพได้ 40,000 บาท เจ็บป่วยนอนโรงพยาบาลได้รับเงินชดเชย 300 บาท 90 วัน

ผู้ประกันตนอิสระมีเฮ เมื่อประกันสังคมเพิ่มสิทธิ์ให้ ทั้งนี้ พล.อ.ศิริชัย ดิษฐกุล รมว.แรงงานเปิดเผยเมื่อวันที่ 25 เม.ย. ว่า คณะรัฐมนตรี (ครม.) มีมติเห็นชอบปรับสิทธิประโยชน์สำหรับผู้ประกันตนตามมาตรา 40 ของ พ.ร.บ.ประกันสังคม ได้แก่ ผู้ประกันตนโดยอิสระ เป็นคนทำงานที่ไม่มีนายจ้าง ทำงานที่บ้าน หาบเร่แผงลอย วินมอเตอร์ไซค์ ดังนี้ คือทางเลือกที่ 1 ผู้ประกันตนจ่ายสมทบ 70 บาท รัฐจ่ายสมทบ 30 บาท รวมเป็นจ่ายสมทบ 100 บาท รับสิทธิประโยชน์พื้นฐานคุ้มครอง 3 กรณี คือ เงินทดแทนการขาดรายได้เมื่อเจ็บป่วย เงินทดแทนการขาดรายได้เมื่อทุพพลภาพ เงินค่าทำศพ ในส่วนของเงินทดแทนการขาดรายได้เมื่อเจ็บป่วย เดิมเมื่อนอนโรงพยาบาลจะได้รับวันละ 200 บาท ไม่เกิน 30 วันต่อปี เพิ่มให้เป็น 300 บาท ไม่เกิน 30 วันต่อปี ถ้าไม่นอนโรงพยาบาล แต่แพทย์สั่งให้หยุดงาน 3 วัน ได้รับเงินชดเชยวันละ 200 บาท ไม่เกิน 30 วันต่อปี และกรณีไปพบแพทย์จะได้ครั้งละ 50 บาท ไม่เกิน 3 ครั้งต่อปี

พล.อ.ศิริชัยกล่าวอีกว่า ส่วนเงินทดแทนการขาดรายได้เมื่อทุพพลภาพ ยังให้สิทธิ์คงเดิมคือ จะได้รับเงินทดแทนการขาดรายได้จำนวน 500-1,000 บาทต่อเดือน เป็นเวลานาน 15 ปี เงื่อนไขโดยต้องเป็นผู้ทุพพลภาพหรือทุพพลภาพเพิ่มขึ้นตามคำวินิจฉัยของคณะกรรมการการแพทย์ และกรณีเงินค่าทำศพเดิมได้รับ 20,000 บาท สิทธิประโยชน์ใหม่นอกจากได้รับเงินทำศพ 20,000 บาทแล้วยังได้รับเงินสงเคราะห์เพิ่มอีก 3,000 บาท

รมว.แรงงานกล่าวอีกว่า ส่วนทางเลือกที่ 2 ผู้ประกันตนจ่ายสมทบ 100 บาท รัฐจ่ายสมทบ 50 บาท รวมเป็นเงินสมทบ 150 บาท ได้รับสิทธิประโยชน์พื้นฐานคุ้มครอง 4 กรณี คือเงินทดแทนการขาดรายได้เมื่อเจ็บป่วย เงินทดแทนการขาดรายได้เมื่อทุพพลภาพ เงินค่าทำศพ เงินบำเหน็จชราภาพ (เงินออมกรณีชราภาพ) ในส่วนของเงินทดแทนการขาดรายได้เมื่อเจ็บป่วย เงินทดแทนการขาดรายได้เมื่อทุพพลภาพ เงินค่าทำศพจะได้รับเพิ่มขึ้นเช่นเดียวกับทางเลือกที่ 1 ส่วนเงินบำเหน็จชราภาพคงได้รับเหมือนเดิม

พล.อ.ศิริชัยยังกล่าวอีกว่า นอกจากนี้ ยังได้เพิ่มทางเลือกที่ 3 ขึ้นมา เป็นทางเลือกใหม่ ไม่เคยมีมาก่อนคือ ผู้ประกันตนจ่าย 300 บาท รัฐจ่ายสมทบ 150 บาท รวมเป็นเงินสมทบ 450 บาท ได้รับสิทธิประโยชน์พื้นฐานคุ้มครอง 5 กรณี เงินทดแทนการขาดรายได้เมื่อเจ็บป่วย เงินทดแทนการขาดรายได้เมื่อทุพพลภาพ เงินค่าทำศพ เงินบำเหน็จชราภาพ (เงินออมกรณีชราภาพ) และเงินสงเคราะห์บุตร ในส่วนของเงินทดแทนการขาดรายได้เมื่อเจ็บป่วยต้องนอนโรงพยาบาลจะได้รับวันละ 300 บาท ไม่เกิน 90 วันต่อปี ถ้าไม่นอนโรงพยาบาล แต่แพทย์สั่งให้หยุดงาน 3 วัน ได้รับเงินชดเชยวันละ 200 บาท ไม่เกิน 90 วันต่อปี ขณะที่เงินทดแทนการขาดรายได้เมื่อทุพพลภาพ จะได้รับเงิน 500-1,000 บาทต่อเดือนไปตลอดชีวิต เงินค่าทำศพจะได้รับ 40,000 บาท ส่วนเงินบำเหน็จชราภาพ นอกจากได้รับตามเงื่อนไขเดิมแล้ว หากจ่ายเงินสมทบครบ 180 เดือน จะได้รับเงินเพิ่มจากปกติอีก 10,000 บาท ส่วนเงินสงเคราะห์บุตรจะได้รับคนละ 200 บาทต่อเดือน คราวละไม่เกิน 2 คน ได้รับสิทธิ์ตั้งแต่แรกเกิดจนถึง 6 ขวบ

นายสุรเดช วลีอิทธิกุล เลขาธิการสำนักงานประกันสังคม กล่าวว่า การปรับแก้กฎหมายประกันสังคม ใหม่ครั้งนี้ คาดว่าจะมีผลบังคับใช้ภายในประมาณ 2 เดือน ขั้นตอนต่อไปคือส่งให้สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาตรวจพิจารณาแก้ไขในข้อกฎหมาย สำหรับผู้ประกันตนตามมาตรา 40 ข้อมูลปัจจุบัน ณ วันที่ 31 มี.ค.2560 ขึ้นทะเบียนผู้ประกันตนได้แล้ว จำนวน 2,265,809 คน จากจำนวนแรงงานนอกระบบประมาณ 20 ล้านคน หลังการปรับสิทธิประโยชน์เพิ่มขึ้นครั้งนี้ คาดว่าจะจูงใจให้แรงงานนอกระบบสมัครเข้าเป็นผู้ประกันตนตามมาตรา 40 มากขึ้น เพราะได้รับสิทธิ์ใกล้เคียงกับผู้ประกันตนในมาตรา 39 หรือผู้ใช้แรงงานที่เคยเป็นผู้ประกันตนแล้วลาออกจากงานและส่งเงินสมทบเพื่อรับความคุ้มครองประกันสังคมต่อ

นายสุรเดชกล่าวอีกว่า ในปีแรกของการปรับเพิ่มสิทธิประโยชน์คาดว่าจะมีผู้ประกันตนตามมาตรา 40 เพิ่มขึ้นเป็น 3 ล้านคน ค่าใช้จ่ายภาครัฐ อยู่ที่ประมาณ 400 ล้านบาท ระยะยาวรัฐบาลต้องการให้ทุกคนมีหลักประกันสังคมครอบคลุมทั้งหมด 20 ล้านคน เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตของแรงงานนอกระบบให้ได้รับความคุ้มครองทางสังคมเช่นเดียวกับแรงงานในระบบ ขณะที่ค่าใช้จ่ายภาครัฐจะเพิ่มขึ้นไปอยู่ที่ประมาณ 3,000 ล้านบาท ซึ่งอยู่ในวิสัยที่รัฐบาลสามารถดูแลได้

เลขาธิการสำนักงานประกันสังคมกล่าวด้วยว่า สำหรับการสมัครเข้าเป็นผู้ประกันตนตามมาตรา 40 ประชาชนใช้หลักฐานเพียงบัตรประชาชนใบเดียว ก็ดำเนินการได้ การจ่ายเงินสมทบมีความสะดวกเพราะจ่ายได้ที่เคาน์เตอร์เซอร์วิสตามร้านสะดวกซื้อทั่วไป รวมทั้งที่ทำการไปรษณีย์ และในอนาคตจะสามารถจ่ายได้ที่ตู้เติมเงินที่จะกระจายไปตามตำบล หมู่บ้านทั่วประเทศ ข้อดีของการเป็นผู้ประกันตนตามมาตรา 40 คือ ไม่ต้องตรวจสุขภาพ, ไม่ตัดสิทธิบัตรทอง, ขาดส่งเงินสมทบยังเป็นสมาชิกต่อได้ และรัฐบาลร่วมออกเงินสมทบให้

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นิยามของผู้ประกันตนตามมาตรา 40 คือ ผู้ใช้แรงงานที่มีสัญชาติไทย อายุไม่ต่ำกว่า 15 ปี ไม่เกิน 60 บริบูรณ์ หรือชนกลุ่มน้อยซึ่งอพยพเข้ามาอาศัยอยู่ในประเทศไทย หรือบุคคลที่ไม่มีสถานะทางทะเบียนที่ได้รับการผ่อนผันให้อาศัยอยู่ในประเทศไทยได้เป็นการชั่วคราวเพื่อรอการส่งกลับ สามารถสมัครเป็นผู้ประกันตนโดยสมัครใจตามมาตรา 40 ได้ ยกเว้นผู้ประกันตนตามมาตรา 33 ซึ่งเป็นแรงงานในระบบ มาตรา 39 หรือข้าราชการและรัฐวิสาหกิจจะสมัครไม่ได้

ในส่วนงานวันแรงงาน วันเดียวกันที่กระทรวงแรงงาน นายสุเมธ มโหสถ อธิบดีกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน (กสร.) และนายชินโชติ แสงสังข์ ประธานสภาองค์การลูกจ้างสภาแรงงานแห่งประเทศไทย ร่วมแถลงจัดงานวันแรงงานแห่งชาติ ปี 2560 วันที่ 1 พ.ค. นายสุเมธกล่าวว่า กสร.ร่วมกับ 15 สภาองค์การลูกจ้าง สหพันธ์แรงงานรัฐวิสาหกิจแห่งประเทศไทย เครือข่ายแรงงานนอกระบบ จัดงานโดยย้ายสถานที่จากท้องสนามหลวงมาที่อาคารกีฬาเวสน์ 2 ศูนย์เยาวชนกรุงเทพฯ (ไทย-ญี่ปุ่น) ดินแดง มี พล.อ. ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี เป็นประธานเปิดงานในเวลา 11.00 น. โดยช่วงเช้าจะมีพิธีทางศาสนา ที่กระทรวงแรงงาน จากนั้นเวลา 08.30 น. ริ้วขบวนที่นำโดยขบวนแสดงความอาลัย รัชกาลที่ 9 ขบวนเทิดพระเกียรติ รัชกาลที่ 10 ขบวนกระทรวงแรงงาน ขบวนของผู้ใช้แรงงานจะเคลื่อนจากหน้าสนามกีฬากองทัพบกมาที่อาคารกีฬาเวสน์ 2 ส่วนงบ 4.9 ล้านบาท ที่รัฐสนับสนุนจัดงาน เป็นจำนวนเงินเท่ากับปีที่ผ่านมา และไม่ได้ใช้เฉพาะงาน ในส่วนกลางเท่านั้น ยังรวมไปถึงที่จัดขึ้นในจังหวัดต่างๆ ขอให้มั่นใจว่าเป็นการใช้งบอย่างถูกต้องเหมาะสม

นายชินโชติกล่าวว่า พล.อ.ประยุทธ์ได้รับปากเป็นประธานเปิดงาน นับเป็นนายกรัฐมนตรีคนแรกที่ให้ความสำคัญกับผู้ใช้แรงงานจึงรับเป็นประธานเปิดงานวันแรงงานแห่งชาติ 3 ปีซ้อน ตั้งแต่ปี 2558-2560 ปีนี้จึงได้เตรียมเซอร์ไพรส์นายกฯ แต่จะเป็นอะไรให้รอดูวันงาน และได้เตรียมยื่นข้อเรียกร้องวันแรงงานแห่งชาติ 5 ข้อ อาทิ ให้รับรองอนุสัญญาขององค์การแรงงานระหว่างประเทศ ฉบับที่ 87 และ 98 ซึ่งเป็นข้อเรียกร้องเดิมที่เคยขอมาตั้งแต่ปี 2535 สมัยคณะรักษาความสงบเรียบร้อยแห่งชาติ (รสช.) แต่ก็มั่นใจว่ารัฐบาล คสช. จะเห็นความสำคัญในเรื่องนี้ รวมทั้งขอให้ปฏิรูปสำนักงานประกันสังคม สำหรับกิจกรรมในงานจะพิเศษกว่าทุกปี โดย จะเน้นการน้อมรำลึกถึงรัชกาลที่ 9 และเทิดพระเกียรติรัชกาลที่ 10 มีการจัดริ้วขบวนเพิ่มขึ้น มีการแสดงดนตรีแต่ไม่หวือหวา ทั้งการแสดง โทนสี และเสียงไม่ดังเกินไป ทุกอย่างจะเหมาะกับสถานการณ์และความพอดี

ด้านนายสาวิทย์ แก้วหวาน ประธานคณะกรรมการสมานฉันท์แรงงานไทย (คสรท.) กล่าวถึงการแยกไปจัดกิจกรรมร่วมกับสมาพันธ์แรงงานรัฐ วิสาหกิจสัมพันธ์ (สรส.) ว่า เป็นการแยกกันจัดงาน แต่ไม่ใช่ความแตกแยก ใครจะทำอะไรใช้งบประมาณมากแค่ไหนก็ทำ จะไม่ไปตำหนิกัน สำหรับ คสรท. และ สรส.ได้เข้ายื่นข้อเรียกร้องวันกรรมกรสากล ปี 2560 ที่ศูนย์รับเรื่องราวร้องทุกข์ของรัฐบาล ถึงนายกฯรัฐมนตรี รวม 10 ข้อ ส่วนหนึ่งเป็นเรื่องเก่าที่เรียกร้องมานาน อาทิ ให้มีรัฐสวัสดิการถ้วนหน้าที่มีคุณภาพให้ประชาชนเข้าถึงอย่างเท่าเทียม ทั้งด้านสาธารณสุข และด้านการศึกษาต้องกำหนดค่าจ้างแรงงานที่เป็นธรรม ยกเลิกนโยบายการแปรรูปรัฐวิสาหกิจ และการแปลงสภาพรัฐวิสาหกิจทุกรูปแบบ ให้ยกเลิกนโยบายที่ว่าด้วยการลดสวัสดิการพนักงานรัฐวิสาหกิจและครอบครัว ในวันที่ 1 พ.ค. กิจกรรมจะยังมีเหมือนเดิม โดยเวลา 10.00 น. เครือข่ายแรงงานประมาณ 3-4 พันคน จะออกเคลื่อนขบวนรณรงค์ชูข้อเรียกร้องปัญหาแรงงานให้รัฐบาลเร่งแก้ไข จากอนุสาวรีย์ประชาธิปไตยไปหน้าสำนักงานยูเอ็น ร่วมกัน แสดงเจตนารมณ์ตามข้อเรียกร้อง ก่อนจะสลายตัว

 

เกษตรกรไทยจ่อสำลักความสุข

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 26 เม.ย. 2560 07:30

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/923086


กระทรวงเกษตรฯ-พาณิชย์ชุลมุน!อุดหนุนราคา

เกษตรฯเป็นปลื้ม สินค้าเกษตรไทยราคาพุ่ง กระเทียมแตะโลละ 27 บาท ราคายาง ปาล์ม กุ้ง สูงขึ้นยกแผง ดันดัชนีราคาสินค้าเกษตรเพิ่ม 8.15% ดัชนีรายได้เกษตรกรเพิ่ม 29.90% มองแนวโน้มจะพุ่งต่อ ขณะที่ “พาณิชย์” มองสวนทางหวั่นราคาสินค้าเกษตรตกต่ำ เร่งรัดเปิดโครงการ “ประชารัฐอุ้มสินค้าเกษตร”

วานนี้ (25 เม.ย.) น.ส.จริยา สุทธิไชยา เลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) เปิดเผยถึงราคาสินค้าเกษตรล่าสุดว่า ปัจจุบันราคากระเทียมที่เกษตรกรขายได้ไตรมาสที่ 1 ปี 60 (ม.ค. – มี.ค.) เฉลี่ยอยู่ที่ 27 บาทต่อกิโลกรัม (กก.) เพิ่มขึ้น 89% เมื่อเปรียบกับไตรมาส 1 ปี 59 ซึ่งเฉลี่ยอยู่ที่ 14 บาทต่อ กก. เนื่องจากกระเทียมมีคุณภาพ และมาตรการเข้มงวดด้านศุลกากรมากขึ้น ทั้งการวางมาตรการป้องกันและปราบปรามการลักลอบนำเข้า และการกำหนดราคาประเมินเสียภาษีนำเข้าให้ใกล้เคียงกับราคาขายในประเทศ เพื่อป้องกันปัญหากระเทียมล้นตลาด อย่างไรก็ตามผลผลิตกระเทียมจะเก็บเกี่ยวหมดภายในเดือน เม.ย.นี้ ซึ่งคาดว่าจะทำให้ราคามีแนวโน้มเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง

ขณะที่หอมแดง พริกขี้หนูสวน ถั่วเขียวมีผลผลิตเพิ่มขึ้นมากส่งผลทำให้ราคาลดลงจากช่วงเดียวกันของปี 59 โดยราคาหอมแดงที่เกษตรกรขายได้เฉลี่ยอยู่ที่ 20 บาทต่อ กก.

ลดลง 20% เมื่อเปรียบกับไตรมาส 1 ปี 59 เฉลี่ยอยู่ที่ 25 บาทต่อ กก. เนื่องจากผลผลิตเพิ่มขึ้น และเป็นช่วงที่ออกสู่ตลาดมากที่สุด แต่อย่างไรก็ตาม ราคายังสูงกว่าต้นทุนการผลิตของเกษตรกรเฉลี่ย 13.71 บาทต่อ กก. ทั้งนี้ ผลผลิตจะเก็บเกี่ยวหมดภายในเดือน พ.ค. และคาดว่าราคาจะมีแนวโน้มเพิ่มขึ้น ส่วนพริกขี้หนูสวน ราคาที่เกษตรกรขายได้เฉลี่ยอยู่ที่ 78 บาทต่อ กก. ต่ำกว่าช่วงเดียวกันของปีที่ผ่านมา แต่ราคายังสูงกว่าต้นทุนการผลิตของเกษตรกรซึ่งเฉลี่ยอยู่ที่ 20 บาทต่อ กก. ขณะที่ถั่วเขียว ราคาที่เกษตรกรขายได้เฉลี่ยอยู่ที่ 22 บาทต่อ กก. ซึ่งสูงกว่าต้นทุนการผลิตของเกษตรกรซึ่งเฉลี่ยอยู่ที่ 19.30 บาทต่อ กก.

นอกจากนี้ ดัชนีราคาสินค้าเกษตรที่เกษตรกรขายได้ที่ไร่นา เดือน มี.ค.60 เพิ่มขึ้น 8.15% จากช่วงเดียวกันของปีที่ผ่านมา โดยสินค้าที่ราคาปรับตัวเพิ่มขึ้น ได้แก่ ยางพารา ราคาเพิ่มขึ้นเนื่องจากเข้าสู่ช่วงต้นยางผลัดใบทำให้ผลผลิตยางออกสู่ตลาดน้อยลง ปาล์มน้ำมัน ราคาเพิ่มขึ้นเนื่องจากตลาดยังมีความต้องการต่อเนื่อง และกุ้งขาวแวนนาไม ราคาเพิ่มขึ้นเนื่องจากผลกระทบต่อเนื่องจากปัญหาน้ำท่วมภาคใต้ทำให้ผลผลิตออกสู่ตลาดน้อย

ขณะที่สินค้าที่ราคาปรับตัวลดลง ได้แก่ มันสำปะหลัง เนื่องจากผู้นำเข้าจากประเทศจีนชะลอการรับซื้อ ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ ที่ราคาลดลงเนื่องจากปริมาณออกสู่ท้องตลาดเพิ่มขึ้น และไข่ไก่ ราคาลดลงเนื่องจากผลผลิตไข่ไก่ออกสู่ตลาดมาก ขณะที่ความต้องการบริโภคลดลงเนื่องจากปิดภาคเรียน

สำหรับในเดือน เม.ย. 60 ดัชนีราคาสินค้าเกษตรคาดว่าจะเพิ่มขึ้นเมื่อเทียบกับเดือน เม.ย. 59 โดยสินค้าสำคัญที่ราคาเพิ่มขึ้น ได้แก่ ยางพารา อ้อยโรงงาน ไก่เนื้อ และกุ้งขาวแวนนาไม ขณะที่ภาพรวมดัชนีรายได้เกษตรกรในเดือน มี.ค.60 เพิ่มขึ้นจากเดือน มี.ค.59 ประมาณ 29.90% เป็นผลมาจากดัชนีผลผลิตและดัชนีราคาสินค้าเกษตรปรับตัวเพิ่มขึ้น และคาดว่าเดือน เม.ย. 60 รายได้ของเกษตรกรจะขยายตัวเพิ่มขึ้น

วันเดียวกัน นางสาววิบูลย์ลักษณ์ ร่วมรักษ์ ปลัดกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า ได้มอบนโยบายให้พาณิชย์จังหวัดทั่วประเทศ ใช้นโยบายประชารัฐในการช่วยเหลือเกษตรกรผู้ปลูกสินค้าเกษตร และผู้ผลิตสินค้าหนึ่งตำบลหนึ่งผลิตภัณฑ์ (โอทอป) ในจังหวัดต่างๆทั่วประเทศ เพื่อช่วยดูแลราคาสินค้าเกษตรไม่ให้ตกต่ำ ช่วยระบายผลผลิตจากแหล่งผลิตออกสู่ตลาด และช่วยผู้ผลิตสินค้าโอทอปให้สามารถขายสินค้าของตนเอง และมีรายได้สูงขึ้น

ทั้งนี้ ล่าสุดได้รับแจ้งจากพาณิชย์จังหวัดแม่ฮ่องสอนว่าสามารถผลักดันนโยบายประชารัฐ โดยผลักดันให้ภาคเอกชน ได้แก่ บริษัท อโกรไทย ยูเนี่ยน จำกัด และบริษัทตะวันพืชผล จำกัด ลงนามในบันทึกข้อตกลง (เอ็มโอยู) กับกลุ่มเกษตรกรไร้สารพิษบ้านห้วยโป้ง เพื่อทำสัญญาซื้อขายกระเทียม 60 ตัน มูลค่า 6.15 ล้านบาท ซึ่งทำให้เกษตรกรสามารถขายผลผลิตได้ทันที มีตลาดรองรับ นอกจากนี้ ยังได้เชิญบริษัท เซ็นทรัล ฟู้ด รีเทล จำกัด ผู้บริหารท็อปส์ มาร์เก็ต มาเจรจาซื้อขายสินค้าโอทอป 5 ดาวจากกลุ่มผู้ผลิตในจังหวัดแม่ฮ่องสอน โดยสามารถผลักดันให้มีการนำเข้าไปจำหน่ายในห้างได้ในหลายผลิตภัณฑ์

“เป็นความตั้งใจของกระทรวงพาณิชย์ที่มุ่งให้ความช่วยเหลือเกษตรกรที่เพาะปลูกสินค้าเกษตรทุกกลุ่ม ให้ขายผลผลิตได้ในราคาที่คุ้มต้นทุน และมีรายได้เลี้ยงชีพ ซึ่งกระทรวงจะยังคงใช้โมเดลประชารัฐในการดึงภาคเอกชนให้เข้ามาช่วยรับซื้อผลผลิตสินค้าเกษตรต่อไปเพื่อเพิ่มช่องทางการจำหน่ายให้กับเกษตรกร และยังถือเป็นการวางแผนรับมือผลผลิตสินค้าเกษตรล่วงหน้าให้มีตลาดรองรับ ทำให้ไม่มีปัญหาผลผลิตขายไม่ได้ และมีปัญหาราคาตกต่ำ”.

 

ชงครม.อนุมัติรถไฟฟ้าชมพู-เหลือง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 26 เม.ย. 2560 07:15

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/923082


“อาคม”แจงปรับปรุงร่องน้ำโขง ยันไม่กระทบชาวบ้าน-สิ่งแวดล้อม

นายอาคม เติมพิทยาไพสิฐ รมว.คมนาคม กล่าวว่า กระทรวงคมนาคมได้รายงานมติคณะกรรมการจัดระบบการจราจรทางบก หรือ คจร.ให้ที่ประชุม ครม.รับทราบ ในโครงการพิจารณาแนวเส้นทางโครงการรถไฟฟ้าสายสีส้มของการรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย หรือ รฟม. ซึ่งมีแนวเส้นทางทับซ้อนกับแนวเส้นทางโครงการรถไฟฟ้าชานเมืองสายสีแดงอ่อน ช่วงตลิ่งชัน-สถานีศิริราช ของการรถไฟแห่งประเทศไทย หรือ รฟท. โดยที่ประชุม คจร. เห็นควรให้การก่อสร้างรถไฟฟ้าสายสีส้มช่วงศูนย์วัฒนธรรม-ตลิ่งชัน แนวเส้นทางรถไฟฟ้าให้สิ้นสุดที่สถานีบางขุนนนท์ (ถ.จรัญสนิทวงศ์) ก่อนในระยะแรก ส่วนโครงการรถไฟฟ้าสายสีน้ำตาล ช่วงแคราย-งามวงศ์วาน-เกษตรศาสตร์-ลำสาลี (บึงกุ่ม) นั้น ทาง คจร.มอบหมายให้ สนข. ศึกษาความเหมาะสมของโครงการว่า จะดำเนินการเป็นรถไฟฟ้า หรือโครงการรถโดยสารด่วนพิเศษ หรือบีอาร์ที โดยให้เวลาศึกษา 14 เดือนให้ได้ข้อสรุป
สำหรับการดำเนินการในโครงการรถไฟฟ้าสายสีชมพู ช่วงแคราย-มีนบุรี และรถไฟฟ้าสายสีเหลือง ช่วงลาดพร้าว-สำโรง ที่การรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย (รฟม.) ได้มีการประกวดราคาจนได้บริษัทผู้รับสัมปทานเพื่อเข้าดำเนินโครงการแล้ว คือ กิจการร่วมค้าบีเอสอาร์ (BSR Joint Venture) ประกอบด้วย บริษัท บีทีเอส กรุ๊ป โฮลดิ้งส์ จำกัด (มหาชน) หรือ BTS Group บริษัท ผลิตไฟฟ้าราชบุรีโฮลดิ้ง จำกัด (มหาชน) หรือ RATCH และบริษัทซิโน-ไทย เอ็นจิเนียริ่ง แอนด์ คอนสตรัคชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ STEC นั้น คาดว่าจะสามารถเสนอให้ ครม.พิจารณาเห็นชอบอนุมัติผลการประกวดราคาในโครงการได้ในสัปดาห์หน้า

ทั้งนี้ นายอาคมยังเปิดเผยถึงการดำเนินการในโครงการปรับปรุงร่องน้ำทางเดินเรือในแม่น้ำล้านช้าง-แม่น้ำโขง ซึ่งประชาชนมีความเป็นห่วงถึงผลกระทบจากโครงการนี้ว่า การดำเนินการในโครงการดังกล่าวได้มีการศึกษาโดยที่ปรึกษาประเทศจีน และใช้เงินในการดำเนินการจากกองทุนความร่วมมือลุ่มแม่น้ำโขงระหว่างอาเซียน-จีน และขณะนี้โครงการดังกล่าวอยู่ในขั้นตอนของการสำรวจร่องแม่น้ำโขง เพื่อเก็บข้อมูลและให้เห็น
สภาพธรณีวิทยา กับกระแสน้ำที่ไหลผ่านในช่วงแม่น้ำโขงตอนกลางเท่านั้น ยังไม่มีข้อผูกมัดว่าจะทำอะไรทั้งสิ้น ดังนั้นความห่วงใยที่ประชาชนมองว่าจะมากระทบกับสิ่งแวดล้อม และเกาะแก่งต่างๆนั้น ขอย้ำว่าจะไม่มีเกิดขึ้นแน่นอน เพราะเป็นแค่การสำรวจ อยากให้ประชาชนสบายใจได้.

 

ประมงไทยโดดแจมภาคี “ซิโอฟ่า”

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 26 เม.ย. 2560 07:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/923080


พล.อ.ฉัตรชัย สาริกัลยะ รมว.เกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่า เมื่อวันที่ 21 เม.ย.ที่ผ่านมา อัครราชทูตฝ่ายการเกษตร พร้อมด้วยผู้แทนถาวรประเทศไทยประจำเอฟ เอ โอ ได้เข้ายื่นภาคยานุวัติสารหรือสารที่แสดงการยอมรับการเข้าเป็นภาคีความตกลงว่าด้วยการทำประมงในพื้นที่ตอนใต้ของมหาสมุทรอินเดีย หรือ ซิโอฟ่า (South India Ocean Fisheries Agreement-SIOFA) ในการจัดการด้านการประมงระดับภูมิภาคที่มุ่งเน้นการใช้ประโยชน์จากทรัพยากรประมงจำพวกอื่นๆ นอกเหนือจากปลาทูน่า และปลาโอ ต่อที่ปรึกษากฎหมายของเอฟ เอ โอ ณ สำนักงานใหญ่ เอฟ เอ โอ กรุงโรม ประเทศอิตาลี โดยมีผลตั้งแต่ 23 พ.ค.เป็นต้นไป

ดังนั้น เมื่อไทยเข้าร่วมเป็นภาคีฯแล้ว กองเรือประมงนอกน่านน้ำไทยสามารถเข้าไปทำการประมงบริเวณพื้นท้องน้ำสำหรับพื้นที่ทางตอนใต้ของมหาสมุทรอินเดียได้ และมีโอกาสใช้ทรัพยากรประมงประเภทอื่นๆ อย่างเสมอภาคและเท่าเทียมประเทศอื่นๆ ซึ่งปัจจุบันไทยมีกองเรือประมงนอกน่านน้ำเข้าไปทำประมงในมหาสมุทรอินเดีย 14 ลำ ครอบคลุมพื้นที่ในการดูแลรับผิดชอบของ SIOFA โดยส่วนใหญ่เป็นเรืออวนลากไม่ได้ทำการประมงทูน่า ขณะเดียวกันไทยยังมีโอกาสเข้าร่วมพิจารณากำหนดระเบียบปฏิบัติ รวมถึงรับทราบมาตรการในการบริหารจัดการประมงของ SIOFA ด้วย เพื่อนำมาแจ้งชาวประมงให้ทราบและปฏิบัติตาม ซึ่งจะเป็นแนวทางช่วยให้เรือประมงไทยไม่ทำผิดกฎหมาย ขาดการรายงาน และไร้การควบคุม หรือไอยูยูอีกด้วย

“มหาสมุทรอินเดียเป็นแหล่งทรัพยากรประมงที่มีศักยภาพของกองเรือประมงนอกน่านน้ำไทย เพราะมีทรัพยากรสัตว์น้ำอุดมสมบูรณ์ ดังนั้นการเข้าร่วมเป็นภาคี SIOFA จะทำให้กองเรือประมงไทยสามารถทำประมงโดยชอบด้วยกฎหมาย”

พล.อ.ฉัตรชัย กล่าวว่า SIOFA มีสมาชิก 8 ประเทศ คือ เครือรัฐออสเตรีย หมู่เกาะคุก สหภาพยุโรป สาธารณรัฐฝรั่งเศส ประเทศญี่ปุ่น สาธารณรัฐเกาหลี สาธารณรัฐมอริเชียส และสาธารณรัฐเซเชลส์ ซึ่งพันธกรณีตามความตกลงฯ จะก่อให้เกิดความร่วมมือกันในกลุ่มประเทศสมาชิก.

 

ลุ้นยอดลงทะเบียนคนจน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 26 เม.ย. 2560 06:45

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/923075


นายพรชัย ฐีระเวช ที่ปรึกษาด้านเศรษฐกิจการเงิน สำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) เปิดเผยว่า ในสัปดาห์นี้ ยอดการลงทะเบียนเพื่อขอรับสวัสดิการจากรัฐ จะทะลุเกินกว่า 8 ล้านคนแน่นอน หลังจากที่กระทรวงการคลังเปิดให้มีการลงทะเบียนตั้งแต่วันที่ 3 เม.ย.และสิ้นสุดวันที่ 15 พ.ค.นี้ โดย สศค.คาดว่า ยอดการลงทะเบียนของประชาชนในขณะนี้ น่าจะอยู่ที่ประมาณ 10 ล้านคน ไม่น่าถึง 14 ล้านคน ซึ่งตัวเลขคนจน 14 ล้านคนนั้น เป็นตัวเลขของสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) “หลังจาก 15 พ.ค.ไปแล้ว ประมาณ 2 เดือน น่าจะสรุปจำนวนที่แท้จริงของประชาชนที่ได้รับสิทธิ์สวัสดิการจากรัฐ แต่ขณะนี้กระทรวงการคลังยังไม่ได้สรุปเรื่องสวัสดิการที่จะมอบให้แก่ประชาชน เพราะยังไม่ทราบตัวเลขชัดเจน รวมถึงสภาพของร่างกาย เช่น อายุ เพศ และความพิการหรือไม่พิการ ซึ่งทั้งหมดนี้จะถูกออกแบบมาเป็นสวัสดิการที่รัฐบาลจะมอบให้แก่ประชาชนในอนาคต”

“ข้อมูลล่าสุด ณ วันที่ 25 เม.ย. มีประชาชนทั่วประเทศลงทะเบียนผ่านธนาคารออมสิน ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) และธนาคารกรุงไทยแล้ว 6.1 ล้านคน สำหรับการลงทะเบียนครั้งแรกเมื่อปีที่แล้ว มียอดลงทะเบียนทั้งหมด 8.3 ล้านคน และหลังตรวจสอบสิทธิ์ เช่น มีรายได้ไม่เกิน 100,000 บาทต่อปี ยอดประชาชนที่ได้รับสิทธิ์ลดลงเหลือ 7.2 ล้านคน”.

 

หุ้นสหรัฐฯ พุ่ง แนสแด็กปิดเกิน 6000 จุดครั้งแรก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 26 เม.ย. 2560 06:40

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/923135


ดัชนีหุ้นสหรัฐฯ เพิ่มขึ้นอย่างมากในวันอังคาร โดยแนสแด็กปิดเกิน 6000 จุดเป็นครั้งแรก ด้วยแรงหนุนจากผลประกอบการบริษัทจดทะเบียน และข่าวการประกาศเรื่องมาตรการลดภาษีที่นักลงทุนรอมานาน…

ตลาดหุ้นสหรัฐฯ ปิดการซื้อขายวันที่ 25 เม.ย. ในแดนบวก โดยดัชนีดาวโจนส์เพิ่มขึ้น 232.23 จุด หรือ 1.12% ปิดที่ 20996.12 จุด ส่วนดัชนีเอสแอนด์พี 500 เพิ่มขึ้น 14.46 จุด หรือ 0.61% ปิดที่ 2388.61 จุด ขณะที่ดัชนีแนสแด็กเพิ่มขึ้น 41.67 จุด หรือ 0.70% ปิดที่ 6025.49 จุด

ผลการเลือกตั้งฝรั่งเศสเมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมา ยังเป็นแรงสนับสนุนให้ตลาดหุ้นสหรัฐฯ นอกจากนี้ นักลงทุนยังคึกคักจากข่าวที่ว่า ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ จะเปิดเผยรายละเอียดแผนตัดลดภาษีของเขา ที่ตลาดเฝ้ารอมานานตั้งแต่ปลายปีก่อน ในวันพุธนี้

ปัจจัยหนุนอีกอย่างคือ การเพิ่มขึ้นของหุ้นบริษัทจดทะเบียน จากผลประกอบการอันแข็งแกร่ง เช่นแคเทอร์พิลลาร์ เพิ่มขึ้นถึง 7.9% และดูปองท์ เพิ่มขึ้น 3.6% ขณะที่หุ้นบริษัท เน็ตฟลิกซ์ เพิ่มขึ้น 5.8% หลังทำข้อตกลงกับเว็บไซต์ ไป่ตู้ เพื่อสตรีมคอนเทนต์ในประเทศจีน หุ้นบริษัทในกลุ่มเภสัชกรรมก็เพิ่มขึ้นเช่นกัน

 

จ้องปล่อยกู้แรงงานท่องเที่ยว

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 26 เม.ย. 2560 06:30

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/923066


เหตุรายได้อู้ฟู่สวนทางสาวโรงงานเสี่ยงสูง

แบงก์–นอนแบงก์คุมเข้มสินเชื่อบุคคล เพิ่มเพดานรายได้ขั้นต่ำลูกหนี้ที่จะปล่อยกู้เพิ่มขึ้น ด้านเคทีซีโชว์ยอดสินเชื่อบุคคลพุ่งสวนตลาด ยันเกณฑ์อนุมัติกู้สุดเข้มยอดปฏิเสธสินเชื่อ 70% ชี้ลูกค้ากลุ่มเสี่ยงคือสาวโรงงานเหตุตามหนี้ยากเน้นปล่อยพนักงานท่องเที่ยว–โรงแรม

นางสาวสุดาพร จันทร์วัฒนากุล รองประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ธุรกิจสินเชื่อบุคคล บริษัท บัตรกรุงไทย จำกัด (มหาชน) หรือเคทีซีเปิดเผยว่า การขยายสินเชื่อบุคคลของสถาบันการเงินได้ระมัดระวังมากขึ้น และมีการเลือกลูกค้าเพิ่มขึ้น หลังหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (เอ็นพีแอล) เพิ่มขึ้น ทำให้สถาบันการเงินที่ปล่อยสินเชื่อบุคคลปรับคุณสมบัติผู้กู้ให้มีรายได้ต่อเดือนเพิ่มขึ้น เพื่อลดความเสี่ยงเป็นหนี้เอ็นพีแอล “ปี 59 ธนาคารบางแห่งปรับคุณสมบัติผู้กู้ต้องมีรายได้ 30,000-50,000 บาทต่อเดือน ขณะที่ผู้ให้บริการการเงินที่ไม่ใช่สถาบันการเงิน (นอนแบงก์) ปรับรายได้ขั้นต่ำจาก 5,000 บาทต่อเดือนเป็น 8,000 บาท ส่วนเคทีซีปรับรายได้ขั้นต่ำจาก 10,000 บาทต่อเดือน เป็น 12,000 บาท”

ทั้งนี้ จากการคุมเข้มการปล่อยสินเชื่อและการชะลอตัวของเศรษฐกิจ ทำให้ยอดสินเชื่อบุคคลทั้งระบบตัวเลขจากธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เดือน ก.พ.ปรับลงมาที่ 331,000 ล้านบาท ลดลง 3.1% แบ่งเป็นสินเชื่อบุคคลจากธนาคารพาณิชย์ 154,000 ล้านบาท ลดลง 0.6% ส่วนนอนแบงก์อยู่ที่ 176,000 ล้านบาท ลดลง 6.8% จากปี 59 ยอดสินเชื่อบุคคลอยู่ที่ 338,000 ล้านบาท โตจากปีก่อน 4.1%

นางสาวสุดาพรกล่าวว่า สินเชื่อบุคคลของเคทีซีโตสวนตลาด ไตรมาส 1 โต 18% ต่อเนื่องจากปี 59 ที่โต 18.2% เนื่องจากเคทีซีมีการวิเคราะห์ข้อมูลลูกค้าใกล้ชิด ไม่กระตุ้นสินเชื่อในกลุ่มที่มีความเสี่ยง โดยกลุ่มลูกค้าที่เคทีซีเห็นว่ามีศักยภาพคือ พนักงานที่ ทำงานเกี่ยวกับการท่องเที่ยวและโรงแรม ส่วนพนักงานโรงงานอุตสาหกรรมเคทีซีไม่เคยปล่อยกู้ เนื่องจากเป็นกลุ่มที่เสี่ยงติดตามหนี้ยาก ทำงานเป็นกะเข้าโรงงานแล้วไม่สามารถโทรศัพท์ตามหนี้ได้และเปลี่ยนงานบ่อย “สิ้นไตรมาส 1 มีลูกค้าสินเชื่อบุคคล 834,000 บัญชี ยอดสินเชื่อ 22,154 ล้านบาท แนวโน้มไตรมาส 2 ยังโตต่อเนื่อง ขณะที่เอ็นพีแอลอยู่ที่ 0.9% ต่ำกว่าเอ็นพีแอลตลาดที่ 3.1% โดย 5 ปีที่ผ่านมาเคทีซีคุมเข้มการปล่อยสินเชื่อมาตลอด ส่งผลให้คำขอสินเชื่อได้รับอนุมัติเพียง 30% อีก 70% ถูกปฏิเสธ นอกจากนี้ยังมีการติดตามหนี้ที่เข้มข้นมากขึ้น”

น.ส.ณญาณี เผือกขำ กรรมการผู้จัดการ บริษัท อยุธยา แคปปิตอลเซอร์วิสเซสกล่าวว่า กรุงศรีคอน–ซูเมอร์ยังไม่ปรับเงื่อนไขการปล่อยกู้ กำหนดวงเงินรายได้ต่อเดือนไว้ที่ 10,000 บาทขึ้นไป แต่มีการปล่อยกู้ให้ลูกค้าที่มีรายได้น้อยเพียง 20% ขณะที่ส่วนใหญ่ยังเป็นกลุ่มที่มีรายได้ต่อเดือน 20,000-30,000 บาท เพราะมีความสามารถในการผ่อนชำระสูงกว่า ส่วนเอ็นพีแอลลูกค้ารายย่อยทรงตัวที่ 3.3% ด้านนางสาวอรอนงค์ อุดมก้านตรง ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ สายธุรกิจรายย่อย ธนาคารซีไอเอ็มบีไทยกล่าวว่าธนาคารเน้นปล่อยสินเชื่อรายย่อยให้ลูกค้าที่มีรายได้ 20,000 บาทต่อเดือนขึ้นไปเป็นหลัก เนื่องจากมีโอกาสผิดนัดชำระน้อยกว่าลูกค้ารายได้ต่ำเกือบ 1 เท่าตัว แต่ลูกค้าที่มีรายได้น้อยกว่า 20,000 บาท ยังขอยื่นกู้กับธนาคารได้ปกติ แต่อาจคิดดอกเบี้ยสูงกว่าอยู่ที่ 21-28% ต่อปี ขณะที่ลูกหนี้ที่มีรายได้เกิน 20,000 บาท ปกติคิด 18% “ธนาคารประเมินว่าลูกค้าที่มีรายได้ต่ำกว่า 20,000 บาท ยังมีปัญหากำลังซื้อและการผ่อนชำระอยู่ เนื่องจากมีข้อจำกัดในการหารายได้และหนี้ครัวเรือนยังสูง ดังนั้นธนาคารจึงโฟกัสไปที่กลุ่มผู้มีรายได้สูงเป็นหลัก ขณะที่ยอดปฏิเสธการปล่อยกู้อยู่ที่ 60-65%”.

 

“โธธ” ชวนประกวดงานโซเชียลมีเดีย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 26 เม.ย. 2560 06:30

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/922152


ผู้สื่อข่าวรายงานว่า บริษัท โธธ โซเชียล จำกัด ได้ร่วมมือกับธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) จัดงาน Thailand Zocial Awards 2017 งานประกาศรางวัลโซเชียลงานแรกของเมืองไทย ในวันที่ 23 พ.ค.นี้ ที่โรงละครเคแบงก์สยามพิฆเนศ ชั้น 7 สยามสแควร์วัน พร้อมเปิดเวทีให้แบรนด์และเอเจนซีส่งผลงานสุดคูลเข้าประกวด “The Best Social Media Campaign 2017” เพื่อเป็นการสนับสนุนการขับเคลื่อนนวัตกรรมทางความคิด โดยมีคณะกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ ที่ใช้หลักเกณฑ์การตัดสินประกอบด้วย 1.Work คือประสิทธิภาพหรือผลลัพธ์ที่ได้จากผลงานที่เกิดขึ้น เช่น การเพิ่มยอดขาย2.Wow คือการมีความคิดสร้างสรรค์ หรือนวัตกรรมใหม่ๆ 3.Impact คือผลงานที่ถูกสร้างสรรค์ขึ้นมามีอิทธิพล สร้างผลกระทบกับสังคมในวงกว้าง ผู้ที่สนใจสามารถดูรายละเอียดและส่งผลงานได้ตั้งแต่วันที่ 24 เม.ย.-5 พ.ค.นี้ ที่ WWW.thailandzocialawards.com  หรือโทรศัพท์ 06-3941-9555, 06-2454-9787