ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ
โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 13 ก.ค. 2560 05:01
อ่านข่าวต่อได้ที่: https://www.thairath.co.th/content/1002815


ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ
โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 13 ก.ค. 2560 05:01
อ่านข่าวต่อได้ที่: https://www.thairath.co.th/content/1002815


ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ
โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 13 ก.ค. 2560 05:01
อ่านข่าวต่อได้ที่: https://www.thairath.co.th/content/1002844


นางยุวดี จิราธิวัฒน์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร และกรรมการผู้จัดการใหญ่ กลุ่มธุรกิจห้างสรรพสินค้า บริษัท กลุ่มเซ็นทรัล จำกัด เปิดเผยว่า ขณะนี้ห้างเซ็นทรัลมีอายุครบ 70 ปีแล้ว โดย 70 ปีที่ผ่านมาห้างเซ็นทรัลก็มีความผูกพันกับสังคมไทยและลูกค้ามาโดยตลอด ซึ่งทุกแรงสนับสนุนทำให้วันนี้ห้างเซ็นทรัลเติบโตกลายเป็นห้างสรรพสินค้าแถวหน้าที่ใหญ่ที่สุดของประเทศ ทั้งนี้ ทางกลุ่มเซ็นทรัลยังเดินหน้าขยายธุรกิจต่อเนื่องทั้งในประเทศและต่างประเทศ ด้วยกลยุทธ์เซ็นทรัลลิตี้ (Centrality) ที่ต้องการสร้างศูนย์กลางของเมืองที่ผู้คนมาใช้ชีวิตร่วมกัน
ทั้งนี้ ปัจจุบันกลุ่มธุรกิจห้างสรรพสินค้าเซ็นทรัลได้ขยายความสำเร็จไปถึงภูมิภาคอาเซียน รวมถึงบุกขยายไปฝั่งยุโรปด้วย โดยเป็นเจ้าของห้างสรรพสินค้าระดับลักชัวรีหลายแบรนด์ที่ล้วนแต่อยู่ใจกลางมหานครใหญ่ของยุโรป อาทิ มิลาน, โคเปนเฮเกน, ฮัมบูร์ก, เบอร์ลิน, มิวนิก และโรม

“ห้างเซ็นทรัลในวันนี้ไม่ใช่แค่ห้างสรรพสินค้าระดับประเทศหรือภูมิภาคอีกต่อไป แต่เป็นความภาคภูมิใจของคนไทยทุกคน ที่ธุรกิจของคนไทยสามารถก้าวสู่การเป็นผู้นำห้างสรรพสินค้าหรูระดับโลกได้ ล่าสุดห้างสรรพสินค้าลารี นาเชนเต สาขามิลาน ได้รับเลือกให้เป็นห้างสรรพสินค้าที่ดีที่สุดในโลกประจำปี 2559 อีกด้วย อย่างไรก็ตาม สิ้นปี 60 รายได้รวมของธุรกิจห้างสรรพสินค้า น่าจะแตะ 130,000 ล้านบาท เติบโต 10% จากปี 59 โดยปัจจุบันรายได้ 60% มาจากในไทย และอีก 40% มาจากต่างประเทศ ซึ่งก็มีแนวโน้มเติบโตต่อเนื่อง”
นางยุวดีกล่าวว่า ห้างเซ็นทรัลยังมีแผนยกระดับบริการไปอีกขั้น เพื่อให้สอดคล้องกับพฤติกรรมการช็อปปิ้งของลูกค้า ด้วยการเปิดตัวเว็บไซต์ Aux Villes Du Monde.com (AVDM) และแอพพลิเคชั่น ภายใต้ชื่อเดียวกันบนสมาร์ทโฟน โดยจะทำให้การเข้าถึงสินค้าของห้างเซ็นทรัลและห้างสรรพสินค้าอื่นๆในเครือทุกประเทศทั่วโลก ได้รับการเชื่อมโยงถึงกันโดยสมบูรณ์
นอกจากลูกค้าจะสามารถช็อปปิ้งสินค้าในเว็บไซต์ดังกล่าวแล้ว ยังสามารถค้นหาข้อมูลท่องเที่ยวของเมืองที่มีสาขาตั้งอยู่ได้ด้วย และสามารถติดต่อกับห้างในต่างประเทศเพื่อใช้บริการต่างๆ เช่น จองโรงแรม ร้านอาหาร หรือเลือกซื้อสินค้าในห้างสาขาต่างประเทศที่ไม่มีจำหน่ายในไทย โดยเปิดให้ดาวน์โหลดได้แล้วทั้งระบบไอโอเอส และแอนดรอยด์

สำหรับแผนยุทธศาสตร์ในการพลิกโฉมห้างเซ็นทรัลครั้งใหญ่ฉลอง 70 ปี โดยจะทุ่มงบรวม 350 ล้านบาท ปรับแผนดำเนินธุรกิจให้สอดคล้องกับเทรนด์ตลาดค้าปลีกโลก และพฤติกรรมผู้บริโภคปัจจุบันที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างต่อเนื่อง โดยก้าวต่อไปของห้างเซ็นทรัลรูปแบบใหม่จะมีวิสัยทัศน์ “A Second home that transcends generations.” ที่ต้องการสร้างพื้นที่แห่งนี้ให้เป็นเสมือนบ้านหลังที่ 2 ของคนทุกเพศ ทุกวัย ทุกกลุ่ม
ทั้งนี้ การเปลี่ยนแปลงแรกคือ การรีแบรนด์ปรับเปลี่ยนโลโก้ และองค์ประกอบของแบรนด์ห้างเซ็นทรัลให้มีความทันสมัยและเรียบง่ายมากขึ้น ขณะที่การปรับโฉมรูปแบบห้างสรรพสินค้าจะเน้นเรื่องการส่งมอบประสบการณ์ที่มีความพิเศษเฉพาะตัว ภายใต้กลยุทธ์ “EVERYONE” OF A KIND คือ การดูแลลูกค้าให้ทุกคนรู้สึกเสมือนเป็นคนพิเศษทุกครั้งที่มาใช้บริการ

นอกจากนี้ การปรับโฉมตัวห้างสรรพสินค้าแล้ว บริษัทฯยังเน้นการใช้เทคโนโลยีระบบใหม่มาใช้เพื่อสร้างบริการที่รวดเร็ว ทั้งเว็บไซต์ www.central.co.th และล่าสุดแอพพลิเคชั่น Central โฉมใหม่ ที่พัฒนาให้ตอบโจทย์ผู้ใช้งานให้การเชื่อมต่อระหว่างประสบการณ์ช็อปปิ้งในห้างและการช็อปปิ้งออนไลน์ผสานเข้าด้วยกัน อีกทั้งยังมีแผนจัดโปรโมชั่นสุดว้าวทุกวันที่ 17 ของเดือน ตั้งแต่ WOW Collection WOW Activity รวมถึง WOW Promotion โดยจะเริ่มแคมเปญแรกวันที่ 17 ก.ค.นี้.
ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ
โดย ไทยรัฐออนไลน์ 12 ก.ค. 2560 19:06
อ่านข่าวต่อได้ที่: https://www.thairath.co.th/content/1002315

นางสาวสุวิมล ติลกเรืองชัย ผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ ณ เมืองมุมไบ ประเทศอินเดีย กล่าวว่า กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ (DITP) ได้นำผู้ประกอบการไทย 49 บริษัท เข้าร่วมงานแสดงสินค้าแบบเจรจาธุรกิจ (B2B) Thailand Week 2017 ณ เมืองมุมไบ เมื่อวันที่ 30 มิ.ย.-2 ก.ค. 60 ที่ผ่านมานั้น
ทั้งนี้ บริษัทที่ได้รับตราสัญลักษณ์ Thailand Trust Mark (T Mark) ซึ่งเป็นตรารับรองสินค้าและบริการคุณภาพของ DITP กระทรวงพาณิชย์ เข้าร่วมงานด้วย อาทิ บริษัท ซาบิน่า ฟาร์อีสท์ จำกัด ผู้ผลิตชุดชั้นใน บริษัท ยูโรเปียนฟู้ด ผู้ผลิตขนม บริษัท เฮลซ์เทรดดิ้ง (ประเทศไทย) ผู้ผลิตน้ำหวานตราเฮลซ์บลูบอย บริษัท อุตสาหกรรมพันท้ายนรสิงห์สินค้าพื้นเมือง จำกัด ผู้ผลิตเครื่องปรุงรส และบริษัท ศรีไทยซุปเปอร์แวร์ ผู้ผลิตเครื่องครัวเมลามีน
นางสาวสุวิมล กล่าวว่า จากการจัดงานครั้งนี้ พบว่าชาวอินเดียสนใจสินค้าไทยเป็นอย่างมาก โดยเฉพาะสินค้าใหม่ ที่มีนวัตกรรม หรือลักษณะเฉพาะของสินค้าที่แตกต่างจากผู้ผลิตสินค้าในกลุ่มเดียวกัน ซึ่งสินค้าที่ได้รับความนิยม ได้แก่ อาหาร สินค้าสุขภาพความงาม สินค้าออร์แกนิก สเปรย์ฉีดโถห้องน้ำก่อนใช้งาน สินค้าสำหรับเด็ก อัญมณีและเครื่องประดับ ของใช้ตกแต่งบ้านที่มีกลิ่นอายความเป็นตะวันออกของไทย สำหรับงานครั้งนี้ประมาณการว่ามีการสั่งซื้อสินค้าทันทีกว่า 10 ล้านบาท
“ชาวอินเดียเลือกซื้อสินค้าเพราะเป็นแบรนด์จากประเทศไทย เพราะเชื่อว่าสินค้าที่ผลิตในประเทศไทยมีมาตรฐานที่ดีทั้งประเทศ ชาวอินเดียเดินทางมาเที่ยวไทยปีละกว่า 1.2 ล้านคน จึงคุ้นเคยและชอบอาหารไทยและมาเลือกซื้อสินค้าเกี่ยวกับปรุงอาหารไทย อีกทั้งยังชอบเครื่องสำอาง สินค้าสปา น้ำมันเหลือง ซึ่งอย่างหลังได้รับความนิยม เพราะนำเสนอว่าเป็นสมุนไพรจากไทย”
สำหรับการค้าระหว่างไทย-อินเดียระหว่าง เดือน ม.ค.-พ.ค. 60 มีมูลค่ารวม 4,089.65 ล้านเหรียญสหรัฐฯ หรือเพิ่มขึ้น 26.96% จากช่วงเดียวกันของปีที่ผ่านมา แบ่งเป็นการส่งออกจากไทยมูลค่า 2,531.24 ล้านเหรียญสหรัฐฯ เติบโต 16.73% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน และไทยนำเข้าจากอินเดียมูลค่า 1,558.42 ล้านเหรียญสหรัฐฯ เพิ่มขึ้น 48.43% โดยสินค้าส่งออกสำคัญของไทย 5 อันดับแรก ได้แก่ เม็ดพลาสติก เคมีภัณฑ์ เครื่องปรับอากาศและส่วนประกอบ อัญมณีและเครื่องประดับ รถยนต์และอุปกรณ์ส่วนประกอบ
ม.ล.คฑาทอง ทองใหญ่ ผู้อำนวยการสำนักส่งเสริมนวัตกรรมและสร้างมูลค่าเพิ่มเพื่อการค้า กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ กล่าวว่า สินค้าไทยได้รับความนิยมในตลาดต่างประเทศ เนื่องจากผู้บริโภคเชื่อมั่นว่ามีคุณภาพดี ราคาสมเหตุสมผล และเพื่อส่งเสริมภาพลักษณ์คุณภาพสินค้าและบริการไทยในตลาดโลก DITP จึงจัดทำตราสัญลักษณ์ T Mark ตั้งแต่ปี 2555 เพื่อตอกย้ำจุดแข็งและสร้างความโดดเด่นอย่างมีเอกลักษณ์แก่สินค้าและบริการจากประเทศไทย
ปัจจุบัน บริษัทผลิตสินค้าและบริการของไทยได้รับตราสัญลักษณ์ T Mark ทั้งสิ้น 742 บริษัท โดยมี 2 ประเภทหลัก คือ สินค้า ได้แก่ สินค้ากลุ่มอาหาร อุตสาหกรรมหนัก ไลฟ์สไตล์ แฟชั่น สินค้าทั่วไป และธุรกิจบริการ ได้แก่ กลุ่มส่งเสริมสุขภาพ การศึกษานานาชาติ และธุรกิจบริการรักษาพยาบาล
ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ
โดย ไทยรัฐออนไลน์ 12 ก.ค. 2560 18:51
อ่านข่าวต่อได้ที่: https://www.thairath.co.th/content/1002499

วันที่ 12 ก.ค. 60 นางอภิรดี ตันตราภรณ์ รมว.พาณิชย์ เผยว่า ขณะนี้รัฐบาลได้จัดเตรียมมาตรการดูแลราคามันสำปะหลังปี 60/61 ไว้ล่วงหน้าแล้ว จำนวน 14 โครงการ วงเงินประมาณ 616 ล้านบาท พร้อมจัดทำโครงการให้สินเชื่อเพื่อรวบรวมมันสำปะหลัง โครงการยกระดับการผลิตและการแปรรูป และโครงการสินเชื่อเพื่อเป็นค่าใช้จ่ายฉุกเฉินให้เกษตรกรรายละไม่เกิน 20,000 บาท ดอกเบี้ย 0.5% ต่อเดือน หรือ 6% ต่อปี
สำหรับกระทรวงพาณิชย์ ได้เตรียมแผนสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับมันสำปะหลัง โดยจะผลักดันให้เกษตรกรทำมันเส้นคุณภาพดี มันเส้นสะอาด เพื่อสร้างมูลค่าเพิ่ม การสร้างโอกาสทางการค้าและพัฒนาผู้ส่งออกผลิตภัณฑ์มันสำปะหลัง โดยจะนำไปเจรจาเปิดตลาดในต่างประเทศ พร้อมเตรียมมาตรการดูแลการนำเข้าจากประเทศเพื่อนบ้าน เพื่อป้องกันการลักลอบนำเข้าจนกระทบต่อราคาในประเทศ
อีกทั้งมาตรการอื่นๆ เช่น จะสนับสนุนเครื่องสับมันสำปะหลังให้กับสถาบันเกษตรกร และเกษตรกร เพื่อให้นำไปใช้แปรรูปหัวมันสดเป็นมันเส้น และจำหน่ายให้กับอุตสาหกรรม เพื่อเพิ่มรายได้ รวมทั้งสนับสนุนให้มีการแปรรูปมันสำปะหลังในรูปอุตสาหกรรมอาหาร เพื่อให้นำมันสำปะหลังไปเป็นวัตถุดิบ และสร้างสินค้าใหม่ๆ ออกสู่ตลาดด้วย
นอกจากนี้ การแก้ไขปัญหาราคามันสำปะหลังตกต่ำ ที่เกษตรกรร้องเรียนอยู่ในขณะนี้ ได้สั่งการให้พาณิชย์จังหวัดในพื้นที่ที่มีการเพาะปลูก ทำความเข้าใจกับเกษตรกร ในการชะลอขุดหัวมันสำปะหลังขึ้นมาขาย เพราะขณะนี้เป็นช่วงฤดูฝน ลานปิด เพราะไม่สามารถตากมันเส้นได้ และโรงแป้งส่วนใหญ่ก็ปิด เพราะผลผลิตมันยังมีน้อย และคุณภาพไม่ดี เนื่องจากเชื้อแป้งต่ำ หากเกษตรกรชะลอการขุดมันและรอให้พ้นฤดูฝนไปก่อน จะทำให้จำหน่ายได้ราคาดีขึ้น โดยมันสำปะหลังที่เชื้อแป้งตามมาตรฐาน 25% กิโลกรัม (กก.) ละ 1.75 บาท แต่ถ้าเป็นมันคละ (ไม่วัดเชื้อแป้ง) กก.ละ 1.13 บาท
“กระทรวงฯ เข้าใจถึงความเดือดร้อนของเกษตรกร ที่บางรายจำเป็นต้องขุดมันออกมาขาย เพราะต้องการนำเงินไปใช้จ่าย กระทรวงฯ ไม่ได้นิ่งนอนใจ และได้ช่วยเหลือในทันที โดยได้ประสานลานมัน และโรงแป้งให้ช่วยรับซื้อ ซึ่งสามารถบรรเทาความเดือดร้อนให้กับเกษตรกรในเบื้องต้นได้ แต่ถ้าเป็นไปได้ อยากให้ชะลอการขุดมันออกไปก่อน เพื่อรอเวลาให้เหมาะสม ซึ่งจะทำให้เกษตรกรขายได้ราคาดีขึ้น”
อย่างไรก็ตาม จากการตรวจสอบพบว่า ปัจจุบันผลผลิตมันสำปะหลังฤดูกาลผลิตปี 59/60 ได้ออกสู่ตลาดเกือบหมดแล้ว คาดว่ามีผลผลิตตกค้างไม่เกิน 5% โดยเกษตรกรในจังหวัดกาฬสินธุ์ มหาสารคาม ขอนแก่น และร้อยเอ็ด ที่มีการขุดมันออกมาจำหน่าย ส่วนแหล่งปลูกมันที่สำคัญ คือ กำแพงเพชร นครราชสีมา ชัยภูมิ และบุรีรัมย์ ยังไม่ได้ขุดมันออกมาจำหน่ายในช่วงนี้.
ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ
โดย ไทยรัฐออนไลน์ 12 ก.ค. 2560 18:44
อ่านข่าวต่อได้ที่: https://www.thairath.co.th/content/1002460

วันที่ 12 ก.ค. 60 นายสนธิรัตน์ สนธิจิรวงศ์ รมช.พาณิชย์ เผยว่ากรมพัฒนาธุรกิจการค้าได้เปิดตัวโครงการ ‘ทางลัดสร้างอาชีพ สู่เศรษฐกิจฐานราก’ ซึ่งเป็นการจัดอบรมฝึกอาชีพสอนทำก๋วยเตี๋ยวน้ำใส และเย็นตาโฟ โดยไม่มีค่าใช้จ่ายเป็นครั้งแรก ให้กับผู้ที่ไม่มีอาชีพเป็นของตนเอง รวมทั้งต้องการเปิดร้านขายก๋วยเตี๋ยว โดยมีผู้สนใจเข้าร่วมฝึกอบรมเป็นจำนวนมาก ซึ่งนอกจากสอนทำก๋วยเตี๋ยวแล้ว ยังอบรมเทคนิคการบริหารจัดการร้านอย่างเป็นระบบ เพื่อให้ผู้เข้าอบรมสามารถไปเปิดร้านได้จริงอีกด้วย
สำหรับโครงการนี้ เป็นการสร้างอาชีพให้กับคนไทย ช่วยสนับสนุนเศรษฐกิจฐานราก และรองรับการช่วยเหลือประชาชนที่ได้ขึ้นทะเบียนคนจน 14 ล้านคน ให้มีอาชีพเลี้ยงตัวและครอบครัว โดยมีแผนที่จะจัดฝึกอบรมต่อเนื่อง ทั้งในกรุงเทพฯและต่างจังหวัด จะขยายการสอนไปสู่อาหารจานเดียวประเภทอื่นๆ เช่น อาหารตามสั่ง ข้าวราดแกง ขนมหวาน เป็นต้น และเมื่อเปิดร้านได้แล้ว จะเชื่อมโยงเข้ากับโครงการหนูณิชย์พาชิม เพื่อช่วยโฆษณาให้คนเข้าไปกิน หากมีความเข้มแข็ง ก็จะผลักดันให้เป็นร้านหนูณิชย์ติดดาว ที่มีคุณภาพสูงขึ้น และยกระดับไปสู่ธุรกิจแฟรนไชส์ต่อไป
ซึ่งการอบรมครั้งนี้ กรมพัฒนาธุรกิจการค้าได้ร่วมมือกับร้าน Gala Noodle (เย็นตาโฟตีลังกา) ซึ่งเป็นธุรกิจแฟรนไชส์ สอนทำก๋วยเตี๋ยวน้ำใสและเย็นตาโฟ และในวันที่ 19 ก.ค.นี้ ได้ร่วมมือกับ ‘มูลนิธิลุงขาวไขอาชีพ’ สอนทำก๋วยเตี๋ยวน้ำตก และข้าวเหนียวหมูฝอย ซึ่งเป็นหนึ่งในอาหารยอดนิยมของคนไทยด้วย
น.ส.บรรจงจิตต์ อังศุสิงห์ อธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้า เผยว่า การฝึกอาชีพในต่างจังหวัด กรมฯ อยู่ระหว่างการประสานงานกับพันธมิตร ซึ่งมีทั้งธุรกิจแฟรนไชส์ และมูลนิธิลุงขาวไขอาชีพ จัดทีมเดินทางไปสอนอาชีพให้กับคนในต่างจังหวัด เบื้องต้นจะเริ่มเป็นภูมิภาคก่อน ทั้งที่ภาคเหนือ ตะวันออกเฉียงเหนือ กลาง ตะวันออก ตะวันตก และใต้ ส่วนรายจังหวัดกำลังพิจารณาตามความเหมาะสม
นอกจากนี้ กรมฯ ยังมีแผนที่จะช่วยสร้างอาชีพให้กับประชาชนและนักศึกษา ที่สนใจจะทำธุรกิจเป็นของตัวเองผ่านการลงทุนในแฟรนไชส์ ภายใต้โครงการ “Be Your Own Boss” โดยได้ร่วมกับมหาวิทยาลัยเอกชนชั้นนำในการจัดหลักสูตรฝึกอบรมให้กับประชาชนที่สนใจและนักศึกษาชั้นปีที่ 4 ที่กำลังจะสำเร็จการศึกษา ให้สามารถมีความรู้ความเข้าใจในการลงทุนทำธุรกิจแฟรนไชส์.
ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ
โดย ไทยรัฐออนไลน์ 12 ก.ค. 2560 17:19
อ่านข่าวต่อได้ที่: https://www.thairath.co.th/content/1002525

การเคลื่อนไหวของตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ประจำวันที่ 12 ก.ค. 60 ช่วงครึ่งวันบ่าย พบว่า ดัชนีปรับตัวขึ้น 5.69 จุด อยู่ที่ 1,574.93 เปลี่ยนแปลง 0.36% มูลค่าการซื้อขาย 50,069.31 ล้านบาท โดยดัชนีสูงสุดอยู่ที่ 1,577.21 จุด และต่ำสุดที่ 1,569.93 จุด
สำหรับหลักทรัพย์ที่มีมูลค่าการซื้อขาย 5 อันดับแรก ได้แก่ 1. บริษัท ซีพี ออลล์ จำกัด (มหาชน) 2. บริษัท ท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน) 3. บริษัท เจริญโภคภัณฑ์อาหาร จำกัด (มหาชน) 4. ธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน) 5. บริษัท แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส จำกัด (มหาชน)
ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ
โดย ไทยรัฐออนไลน์ 12 ก.ค. 2560 16:46
อ่านข่าวต่อได้ที่: https://www.thairath.co.th/content/1001989

วันที่ 12 ก.ค. 60 นายอาคม เติมพิทยาไพสิฐ รมว.คมนาคม เปิดเผยว่าในวันที่ 11 สิงหาคมนี้ การรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย (รฟม.) จะเปิดให้บริการเชื่อมต่อ 1 สถานีระหว่าง รถไฟฟ้า สายสีม่วง ช่วงบางใหญ่-เตาปูน กับรถไฟฟ้าสายสีน้ำเงิน ช่วง เตาปูน-บางซื่อ ที่สถานีเตาปูน โดยขณะนี้ บริษัท ทางด่วนและรถไฟฟ้ากรุงเทพ จำกัด (มหาชน) บีอีเอ็ม ผู้ให้บริการเดินรถอยู่ระหว่างการทดสอบระบบ
อีกทั้ง เมื่อเชื่อมต่อ 1 สถานีแล้ว จะทำให้การเดินทางของประชาชนสะดวกสบายมากขึ้น และมีการคาดการณ์ว่าจะทำให้จำนวนผู้โดยสารเพิ่มขึ้นเป็นไปตามเป้าหมายที่ 100,000 คนต่อวัน จากปัจจุบันมีผู้โดยสารใช้บริการเพียง 30,000 คนต่อวัน
สำหรับการจัดเก็บอัตราค่าโดยสารนั้นจะยังคงคิดค่าโดยสารในราคาเดิมที่ 14-42 บาท ส่วนผู้ถือบัตรโดยสาร MRT plus จะคิดค่าโดยสารที่ 29 บาทตลอดสาย และในวันหยุดเสาร์-อาทิตย์ และวันหยุดนักขัตฤกษ์นั้น จะมีโปรโมชั่นสำหรับบุคคลธรรมดาทั่วไปที่ คนละ 15 บาทตลอดสาย เด็กและผู้สูงอายุคนละ 8 บาทตลอดสาย
นอกจากนั้น การฝึกซ้อม การให้บริการจากเหตุขัดข้องทางเทคนิคของระบบราง ก่อนเข้าสถานีราชดำริ (S1) ของ บริษัท ระบบขนส่งมวลชนกรุงเทพจำกัด (มหาชน) หรือ บีทีเอส ที่สถานีรถไฟฟ้า บีทีเอส ว่า การฝึกซ้อมดังกล่าวจะเป็นการจำลองสถานการณ์ว่าระบบรางของ บีทีเอสร้าว และมีปัญหาการให้บริการ ซึ่งบีทีเอสต้องมีการถ่ายโอนผู้โดยสาร ระหว่างสถานีให้รวดเร็วและปลอดภัยมากที่สุด รวมทั้งฝึกซ้อมแผนเผชิญเหตุสม่ำเสมอ
อย่างไรก็ตาม การเข้าตรวจสอบระบบ ราง รถ ผู้ให้บริการจะดำเนินการโดยปกติหลังเที่ยงคืนของทุกวัน ซึ่งทางบีทีเอสจะดำเนินการตรวจสอบระบบการเดินรถและรางอยู่แล้ว และหากเกิดอุบัติเหตุที่ขึ้นส่วนใหญ่เกิดจากการใช้งานของผู้โดยสาร เช่น การตกร่องระหว่างราง เเละชานชาลา
ด้าน นายอาณัติ อาภาภิรม ประธานคณะกรรมการที่ปรึกษา บริษัท ระบบขนส่งมวลชนกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) ผู้ให้บริการรถไฟฟ้า บีทีเอส ว่า ทางบริษัท ได้ทำประกันอุบัติเหตุ รองรับเหตุการณ์ที่อาจจะเกิดขึ้นแล้ว โดยเหตุที่เกิดขึ้นแต่ละครั้งถือเป็นเหตุการณ์เล็กน้อย มีค่าเสียหายต่ำกว่าวงเงินประกัน.
ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ
โดย ข่าวประชาสัมพันธ์ 12 ก.ค. 2560 15:01
อ่านข่าวต่อได้ที่: https://www.thairath.co.th/content/1002250

นายปริทัศ มุ่งประสิทธิชัย ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท คาราท (ประเทศไทย) กล่าวว่า “ตลอดช่วงทศวรรษที่ผ่านมา ขณะที่วงการมีเดียยังคงยึดถือกับข้อมูลกลางที่เอเจนซีทุกแห่งใช้ร่วมกัน คาราท ได้ก้าวล้ำไปอีกขั้นโดยพัฒนาศักยภาพด้านข้อมูลหรือดาต้าด้วยตนเอง จนทำให้คาราทมีชุดเครื่องมือใหม่ๆ ที่นำมาใช้งานได้เหนือกว่าเครื่องมือที่ใช้กันอยู่ทั่วไปในปัจจุบันนี้”
เครื่องมือพื้นฐานที่เป็นตัวจักรขับเคลื่อนสำคัญในชุดเครื่องมือใหม่นี้ คือ Consumer Connection System (CCS) หรือ ซีซีเอส (ระบบเชื่อมความสัมพันธ์กับผู้บริโภค) ซีซีเอส ถือเป็นเสมือนแหล่งรวมของข้อมูลที่สมบูรณ์ที่สุดแห่งหนึ่งของโลก มีข้อมูลครอบคลุม ด้านสื่อ ข้อมูลด้านการตลาด และข้อมูลพฤติกรรมและทัศนคติของผู้บริโภคในหลากหลายกลุ่ม ซึ่งได้จากการศึกษาวิจัยผู้บริโภคเชิงปริมาณขนาดใหญ่ที่ครอบคลุมประชากรจำนวนกว่า 3 แสนคนในกว่า 60 ประเทศ ซึ่งในจำนวนนี้รวมถึงผู้บริโภค 3 พันคนในประเทศไทยด้วย คาราทใช้ข้อมูลจาก CCS ผนวกกับเครื่องมืออันล้ำหน้ากว่าใครในอุตสาหกรรมสื่อปัจจุบัน คือ CCS PLANNER ซึ่งมีประสิทธิภาพสูงในการจัดสรรงบประมาณสื่ออย่างเหมาะสมและคุ้มค่าการลงทุน ไม่ว่าจะเป็นสื่อแบบดั้งเดิม (Traditional) หรือสื่อดิจิทัล (Online) โดยสามารถประมวลผลให้เห็นภาพการทับซ้อนของช่องทางการรับสื่อ เพื่อวัดผลการเข้าถึงผู้บริโภคกลุ่มเป้าหมายร่วมเป็นภาพเดียวกัน (Combined Reach) ทำให้การวางแผนมีประสิทธิภาพและให้ผลตอบแทนต่อการลงทุนได้ดียิ่งขึ้น
นอกจากนี้ คาราทยังได้ลงทุนเพิ่มเติมใน CCS Journey เครื่องมือตัวล่าสุดที่จะช่วยเพิ่มขีดความสามารถในการสื่อสารถึงผู้บริโภคได้ตลอดเส้นทางของการตัดสินใจซื้อ โดย Brand Strategist ของเราทุกคนได้รับการอบรมให้มีความชำนาญในการใช้ข้อมูลเพื่อวิเคราะห์ช่องทางในการเข้าถึงผู้บริโภคอย่างไรจึงจะให้ได้ผลดีที่สุด ผ่านการสื่อสารแบบบูรณาการ (Integrated Communication)

CCS Journey เป็นเครื่องมือที่เกิดจากความร่วมมือกันระหว่างคาราทกับ Point Logic ที่มีสำนักงานใหญ่อยู่ในกรุงอัมสเตอร์ดัม ประเทศเนเธอร์แลนด์ เป็นผู้นำในการคิดค้นและพัฒนาระบบสนับสนุนการตัดสินใจทางการตลาด (Marketing Decision-Supporting System) ที่จะช่วยให้การวางแผนสื่อมีความแม่นยำยิ่งขึ้น และได้ผลตอบแทนจากการลงทุนดียิ่งขึ้น ผ่านความเข้าใจถึงความต้องการของผู้บริโภค ผู้ที่มีอิทธิพลต่อการตัดสินใจของผู้บริโภค และสิ่งที่จะช่วยกระตุ้นการตัดสินใจ ในแต่ละขั้นตอนของวงจรการตัดสินใจซื้อสินค้า (Purchase Decision Journey) ซึ่งข้อมูลอันทรงคุณค่าเหล่านี้ จะช่วยให้เราสามารถเลือกและจัดลำดับความสำคัญของช่องทางสื่อที่มีอิทธิพลต่อการตัดสินใจซื้อของผู้บริโภคดิอย่างแม่นยำ ในแต่ละขั้นตอนของกระบวนการตัดสินใจ ซึ่งการทำวิจัย CCS Journey นี้ ทำกับผู้บริโภคจำนวน 2,500 รายในประเทศไทย เครื่องมือดังกล่าวจับจุดในกระบวนการตัดสินใจซื้อของผู้บริโภคในกลุ่มผลิตภัณฑ์ต่างๆ กว่า 20 กลุ่มผลิตภัณฑ์ และสามารถเชื่อมโยงข้อมูลที่ได้ออกมาเป็น Infographic ที่ดูเข้าใจง่าย เพื่อช่วยในกระบวนการวางแผนอย่างแม่นยำ

คำกล่าวที่ว่า “Data is the new currency in a consumer-centric marketplace” หรือ “ข้อมูล คือสินทรัพย์ใหม่ที่สำคัญ ในตลาดการแข่งขันที่ยกเอาผู้บริโภคเป็นจุดศูนย์กลาง” นั้น นับว่าเป็นคำกล่าวที่ไม่เกินเลยสำหรับสภาวการณ์ที่เราประสบในปัจจุบัน คาราท จึงทุ่มเทที่จะเป็นผู้ก้าวนำอุตสาหกรรมสื่อ ด้วยการพัฒนาเครื่องมือที่ทันสมัย สร้างข้อได้เปรียบให้กับลูกค้าของเราจากคลังข้อมูลอันมีค่าดังกล่าว ซึ่งจะช่วยให้ทีมงานของเราได้นำเสนอแนวทางการตัดสินใจ และบริการที่เหมาะสมที่สุดแก่ธุรกิจของลูกค้า และในปีนี้ คาราท เตรียมเปิดตัวสินค้าและบริการอันทันสมัยอีกหลายรายการ เพื่อช่วยให้ลูกค้าของเราพลิกโฉม และพร้อมเป็น ผู้ชนะ (Transform and Win) ในยุคสมัยที่เราก้าวสู่ “เศรษฐกิจแบบดิจิทัล” เต็มตัว (Digital Economy)
ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ
โดย ไทยรัฐออนไลน์ 12 ก.ค. 2560 14:16
อ่านข่าวต่อได้ที่: https://www.thairath.co.th/content/1002119

เมื่อวันที่ 12 ก.ค. นายปิยะ ประยงค์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร กลุ่มธุรกิจพฤกษา เรียลเอสเตท บริษัท พฤกษา เรียลเอสเตท จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า บริษัทฯ เล็งเห็นพฤติกรรมและทัศนคติที่เปลี่ยนแปลงไปของผู้บริโภค โดยได้มีการศึกษาวิจัยพฤติกรรมและทัศนคติของผู้บริโภคยุคใหม่ พบว่า ลูกค้าจะพิจารณาเลือกซื้อสินค้าที่ตอบโจทย์ในแง่ของคุณภาพและบริการหลังการขายที่ดีมากขึ้น โดยให้ความสำคัญในเรื่องราคาสินค้าน้อยลงกว่าเดิม จึงเร่งเดินหน้าตามแผนกลยุทธ์ “พฤกษา 4.0” ซึ่งหนึ่งในกลยุทธ์หลักนี้ ได้แก่ สมาร์ท-โปรดักส์ การพัฒนาสินค้าเพื่อเพิ่มมูลค่า เป็นการเพิ่มคุณค่าของสินค้าให้ลูกค้าได้รับประโยชน์ ไม่ว่าจะเป็นทั้งในเรื่องคุณภาพและฟังก์ชั่นการใช้งาน ขณะนี้บริษัทฯ ได้ดำเนินการไปแล้วหลายโครงการ ทั้งทาวน์เฮาส์ บ้านเดี่ยว และคอนโดมิเนียม
ทั้งนี้ ยกตัวอย่างการออกแบบบ้านเพื่อเพิ่มมูลค่าสินค้าในโครงการทาวน์เฮาส์ ได้แก่ การเสริมความแข็งแรงของพื้นที่หลังบ้านด้วยเสาเข็มขนาดยาวลึกเท่าตัวบ้าน เพื่อรองรับการใช้งานเป็นพื้นที่เอนกประสงค์ของลูกค้า การใช้บันไดพรีคาสท์ ที่ผลิตจากโรงงาน ได้มาตรฐาน แข็งแรง ทนทาน การออกแบบแนวคิดบ้านหายใจได้ หรือ ออกแบบระบบไหลเวียนอากาศภายในบ้าน โดยใช้แนวคิดการดึงอากาศบริสุทธิ์จากภายนอกเข้าสู่ตัวบ้าน ทำให้อากาศภายในบ้านถ่ายเทได้ดีขึ้น ส่งผลให้ความร้อนในตัวบ้านลดลง นอกจากนี้ ยังช่วยลดประหยัดไฟจากการใช้เครื่องปรับอากาศ โฮมออโตเมชั่น ระบบบ้านอัจฉริยะที่สามารถควบคุมและสั่งการเครื่องใช้ไฟฟ้าภายในบ้านผ่านสมาร์ทโฟน การเพิ่มมูลค่าสินค้าในโครงการบ้านเดี่ยว ได้แก่ การออกแบบบ้านโดยเพิ่มฟังก์ชั่นการใช้งานชั้นล่าง โดยออกแบบให้ชั้น 1 มีห้องนอน ห้องน้ำแบบฟูลฟังก์ชั่นและครัวไทย เพื่อตอบสนองการใช้งานได้ครบครัน และช่วยเพิ่มความสะดวกสบายในการอยู่อาศัยแก่ผู้สูงอายุ ระบบป้องกันขโมย ป้องกันอัคคีภัย หากตรวจพบควันในห้อง ระบบจะส่งสัญญาณแจ้งเตือนเข้าโทรศัพท์ และยังสามารถมองเห็นภาพภายในบ้านผ่านกล้องวงจรปิดได้
นายปิยะ กล่าวต่อว่า นอกจากนี้ ในโครงการคอนโดมิเนียมได้นำดิจิตอลเทคโนโลยี เช่น ระบบสมาร์ทแอคเซสซิสเตมส์ ที่ช่วยเพิ่มความปลอดภัยและความสะดวกในการเข้า-ออกโครงการของลูกค้า การแจ้งข่าวสาร และบริการต่างๆ ผ่านโมบายแอปพลิเคชั่น ครอบคลุมถึงระบบควบคุมไฟฟ้าภายในห้องพักที่สะดวกสบาย และสามารถควบคุมค่าใช้จ่ายได้ดี ด้วยนวัตกรรมล่าสุดของสมาร์ทโฮม ในส่วนของสาธารณูปโภคส่วนกลางได้พัฒนาสกายแฟคซิลิตี้คอนเซปต์ที่มีเอกลักษณ์ รวมถึงสร้างเอกลักษณ์เฉพาะให้กับแบรนด์ นอกเหนือจากการที่บริษัทฯ ได้มีการปรับโฉมแบรนด์พฤกษาเพื่อยกระดับภาพลักษณ์ของแบรนด์ให้ดูทันสมัยแล้ว การเดินหน้าพัฒนาสินค้าเพื่อเพิ่มมูลค่าถือเป็นอีกหนึ่งกลยุทธ์ในการดำเนินธุรกิจที่ทำควบคู่กันไป โดยมีจุดมุ่งหมายเพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน ด้วยการสร้างจุดเด่นที่ตรงใจ และความแตกต่างให้กับสินค้า รวมถึงเป็นการสร้างการตอกย้ำให้แบรนด์เป็นที่จดจำแก่ผู้บริโภคอีกด้วย ทั้งนี้ บริษัทฯ ยังคงมุ่งพัฒนาปรับปรุงทุกกระบวนการทำงานอย่างต่อเนื่อง เพื่อส่งมอบบ้านและการบริการที่ดีที่สุดแก่ลูกค้า ทำให้ลูกค้าเกิดความพึงพอใจสูงสุด.
ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ
โดย ไทยรัฐออนไลน์ 12 ก.ค. 2560 14:16
อ่านข่าวต่อได้ที่: https://www.thairath.co.th/content/1002160

เมื่อวันที่ 12 ก.ค. นายวิทการ จันทวิมล รองกรรมการผู้อำนวยการ สายงานธุรกิจคอนโดมิเนียม บริษัท เอพี (ไทยแลนด์) จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า เอพีตอกย้ำตำแหน่งเจ้าตลาดคอนโดติดแนวรถไฟฟ้า โดยผนึกกำลังกับมิตซูบิชิ เอสเตท กรุ๊ป (MEC) พันธมิตรจากญี่ปุ่น เปิดตัวโครงการใหม่ไลฟ์ วัน ไวร์เลส คอนโดระดับไฮเอนด์มูลค่าโครงการ 6,400 ล้านบาท ด้วยทำเลที่ตั้งที่โดดเด่นใจกลางเมือง สะดวกในการเดินทางและสบายในการอยู่อาศัย ภายใต้แนวคิดแพลตฟอร์ม ฟอร์ ซักเซส ที่มุ่งมั่นจะให้คอนโดแบรนด์ไลฟ์เป็นคอนโดแห่งแรกและแห่งเดียวที่มอบความสะดวกสบายในการพักอาศัยและการเชื่อมต่อกับผู้คนได้อย่างไร้ขีดจำกัด
สำหรับโครงการนี้ ตั้งอยู่บน ถ.วิทยุ ราคาเริ่มต้น 4.9 ล้านบาท เฉลี่ย 170,000 บาท/ตารางเมตร บนพื้นที่ทั้งหมดกว่า 4 ไร่ ประกอบด้วยอาคารที่พักจำนวน 1 อาคาร สูง 43 ชั้น 1,344 ยูนิต หลายขนาดพื้นที่ใช้สอย ใกล้แหล่งช็อปปิ้งระดับไฮเอนด์ โรงเรียน อาคารสำนักงาน ทั้งยังเป็นศูนย์กลางการคมนาคม อยู่บนทำเลเชื่อมต่อสำคัญระหว่าง ถ.สุขุมวิท เพชรบุรี พระราม 4 และสาทร และจุดขึ้น-ลงทางด่วน สะดวกทั้งใช้รถยนต์ส่วนตัวและระบบขนส่งสาธารณะ
นายวิทการ กล่าวต่อว่า สำหรับภาพรวมตลาดคอนโดย่านพื้นที่เชื่อมต่อย่านวิทยุ หลังสวน เพลินจิต ชิดลม ส่วนใหญ่เกิดจากการพัฒนาโดยผู้ประกอบการรายใหญ่ในตลาด ด้วยข้อจำกัดในการครอบครองและต้นทุนที่ดินดีดตัวสูงขึ้นในทุกๆ ปี ทำให้การพัฒนาโครงการที่พักอาศัยย่านดังกล่าว โดยเฉพาะทำเลที่มีทางเข้า-ออกติดถนนเส้นหลักเป็นไปได้ยาก จากการสำรวจในย่านพื้นที่เชื่อมต่อดังกล่าว พบซัพพลายคงเหลือเพียง 998 ยูนิต หรือคิดเป็น 30% ของจำนวนยูนิตที่เปิดตัวทั้งหมด ซึ่งคอนโดในกลุ่มไฮเอนด์ระดับราคาต่อตารางเมตรประมาณ 1.5 – 2 แสนบาท คงเหลือเพียงแค่ 330 ยูนิตเท่านั้น ดังนั้นจึงมั่นใจว่า โครงการที่เปิดตัวใหม่นี้จะได้รับการตอบรับที่ดีจากดีมานด์ในตลาด ด้วยโลเคชั่นใจกลางเมืองบนทำเลมากมูลค่าและยากที่จะครอบครองอย่าง ถ.วิทยุ โดยเฉพาะคอนโดในระดับราคาตารางเมตรไม่เกิน 2 แสนบาท ที่เปิดขายอยู่บน ถ.วิทยุ ยังไม่มีคอนโดเปิดใหม่
นอกจากนี้ เอพีและมิตซูบิชิฯ ยังเตรียมเปิดตัวคอนโดมิเนียมไลฟ์อโศก–พระราม 9 อีกหนึ่งโครงการใหญ่ส่งท้ายปี ด้วยจำนวน 2,248 ยูนิต มูลค่าโครงการ 9,000 ล้านบาท ราคาเริ่มต้น 110,000 บาทต่อตารางเมตร โดยจะเปิดขายอย่างเป็นทางการในเดือน ก.ย.นี้.