‘อาคม’ มั่นใจงบฯรถไฟความเร็วสูง ไม่ติดขัด เชื่อคลังจัดการได้

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 12 ก.ค. 2560 14:07

อ่านข่าวต่อได้ที่: https://www.thairath.co.th/content/1002065

กระทรวงคมนาคม ยันรถไฟความเร็วสูงไม่มีปัญหาเรื่องงบประมาณติดขัด เชื่อคลังบริหารจัดการเงินได้ โดยเริ่มให้กรมทางหลวงก่อสร้างช่วงแรก ต.ค.นี้ คาดเปิดให้บริการปลายปี 64…

วันที่ 12 ก.ค. 60 นายอาคม เติมพิทยาไพสิฐ รมว.คมนาคม เปิดเผยถึงความคืบหน้าการก่อสร้างโครงการความร่วมมือด้านการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานทางรถไฟความเร็วสูง กทม. – โคราช 253 กม. วงเงิน 179,413 ล้านบาท ว่า หลังจากที่คณะรัฐมนตรีอนุมัติโครงการดังกล่าว กระทรวงคมนาคมพร้อมเดินหน้าโครงการทันที ซึ่งเชื่อว่าทุกอย่างจะเป็นไปตามแผน และดำเนินโครงการได้ตามระยะเวลาที่กำหนดไว้แน่นอน

สำหรับงบประมาณนั้น เชื่อว่ากระทรวงการคลังจะบริหารจัดการได้ ทั้งการกู้ในประเทศและนอกประเทศ ยืนยันไม่มีปัญหาเรื่องงบประมาณติดขัด ทำให้โครงการล่าช้าแน่นอน ส่วนการดำเนินงานในสัญญาที่ 2 ที่ให้จีนเข้ามามีส่วนร่วม โดยใช้วิศวกรจากจีนเป็นหลักนั้น ซึ่งสัญญาที่ 2 ตอนที่ 1 ระยะทาง 3.5 กิโลเมตร มูลค่า 425 ล้านบาท

เบื้องต้น กระทรวงคมนาคม มอบหมายให้กรมทางหลวงเป็นผู้ก่อสร้างในช่วงแรก ซึ่งจะเริ่มก่อสร้างเดือนตุลาคมนี้ ส่วนอีก 3 ตอนที่เหลือ จะให้การรถไฟแห่งประเทศไทยเป็นผู้ดำเนินการก่อสร้าง ส่วนที่เหลือในสัญญาไทยได้ขอให้จีนเร่งส่งแบบภายใน 4 เดือน นับตั้งแต่เริ่มลงนาม เพื่อทำให้การก่อสร้างแล้วเสร็จ คาดเปิดให้บริการได้ภายในปลายปี 2564.

 

ตลาดคลองผดุงฯ จัดหนัก โปรโมชั่นโค้งสุดท้ายลดกระหน่ำ ได้ของดีมีของแถม

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 12 ก.ค. 2560 12:19

อ่านข่าวต่อได้ที่: https://www.thairath.co.th/content/1001979

ตลาดคลองผดุงฯ สุดยอดสินค้าหลากหลายทั่วไทยหาได้ในที่เดียว ยังคึกคักกวาดยอดขายแล้วเกือบ 160 ล้านบาท เตรียมอัดโปรโมชั่นส่งท้ายลดกระหน่ำสูงถึง 50% แถมแจกรางวัลใหญ่ให้ผู้เข้าชมงาน ขาช็อปห้ามพลาดได้ของดีมีของแถม

เมื่อวันที่ 12 ก.ค.60 นายอภิชาติ โตดิลกเวชช์ อธิบดีกรมการพัฒนาชุมชน กล่าวว่า การจัดงาน Thailand’s Best Local Product สุดยอดสินค้าหลากหลายทั่วไทย หาได้ในที่เดียว ซึ่งกระทรวงมหาดไทย โดยกรมการพัฒนาชุมชนเป็นเจ้าภาพจัด 3 เดือน ตั้งแต่วันที่ 4 พ.ค.60 ถึงวันที่ 24 ก.ค.60 โดยได้นำผู้ประกอบการและเกษตรกรกว่า 800 ราย มาหมุนเวียนจำหน่ายสินค้าในราคาย่อมเยา คัดนำผลิตภัณฑ์ที่เด่นที่สุดในแต่ละจังหวัดมาจำหน่าย นอกจากนั้นยังได้พบกับสินค้าของบริษัทประชารัฐรักสามัคคีประเทศไทยจำกัดที่ระดมผลิตภัณฑ์เด่นของแต่ละจังหวัดมาร่วมแสดงด้วย อย่างไรก็ตามผ่านมาแล้วกว่า 2 เดือน สามารถสร้างยอดจำหน่ายถึงวันที่ 11 ก.ค.ที่ผ่านมา รวมทั้งสิ้น 159,910,962 บาท และมีผู้เยี่ยมชมงาน 262,630 คน

สำหรับงาน “Thailand’s Best Local Product สุดยอดสินค้า หลากหลายทั่วไทย หาได้ในที่เดียว” ช่วงที่ 3 ซึ่งจัดระหว่าง 1-24 ก.ค.60 ด้วยธีม “Local Tourism” เน้นการเสนอผลิตภัณฑ์จากหมู่บ้านท่องเที่ยวโดยชุมชน ไม่ว่าจะเป็นสินค้าเด่น อาทิ ผ้าหมักโคลน จังหวัดมุกดาหาร ผ้าไหมนาโพธิ์ จังหวัดบุรีรัมย์ ผ้าตีนจก จังหวัดอุตรดิตถ์ ผ้าบาติก จังหวัดนราธิวาส เสื่อกกจันทบูร จังหวัดจันทบุรี หมอนขิดยางพารา จังหวัดยโสธร เครื่องจักสาน จังหวัดเลย และสบู่รังไหม จังหวัดอุบลราชธานี

นอกจากนี้ยังมีสินค้า OTOP ขึ้นเครื่องบิน เช่น ผลิตภัณฑ์จากกะลา จังหวัดเชียงใหม่ และเซรามิก จังหวัดลำปาง รวมไปถึง OTOP ส่งออก อาทิ ผลไม้แปรรูป จังหวัดเพชรบุรี และกล้วยฉาบ จังหวัดสุโขทัย และที่ไม่ควรพลาดคืออาหารชวนชิม ไม่ว่าจะเป็นซี่โครงหมูอบน้ำผึ้ง จังหวัดภูเก็ต หมี่เบตง จังหวัดยะลา ปูนิ่มทอด จังหวัดระนอง ผัดหมี่ จังหวัดนครราชสีมา ไก่ย่างเขาสวนกวาง จังหวัดขอนแก่น รวมไปถึงอาหารเด่นเมนูเด็ดจากหมู่บ้าน OTOP เพื่อการท่องเที่ยวที่รับรองว่าถูกปากถูกใจทุกเมนู และสำหรับแฟนคลับสินค้าผลผลิตทางการเกษตร โค้งสุดท้ายของงานมีทั้งลำไยปลอดสาร จังหวัดลำพูน มังคุดและทุเรียน จังหวัดระยอง สับปะรดห้วยมุ่น จังหวัดอุตรดิตถ์ และเงาะนาสาร จังหวัดสุราษฎร์ธานี

ทั้งนี้ภายในงานมีการหมุนเวียนผลัดเปลี่ยนโปรโมชั่นต่างๆ อย่างต่อเนื่อง โดยช่วงโค้งสุดท้ายตั้งแต่วันนี้จนถึงวันที่ 24 ก.ค.60 บริษัทประชารัฐรักสามัคคีประเทศไทยจำกัด และบริษัทภาคเอกชนที่ร่วมโครงการสานพลังประชารัฐร่วมกับกระทรวงมหาดไทย ได้จัดแคมเปญชุดใหญ่ จำหน่ายสับปะรดห้วยมุ่น จ.อุตรดิตถ์ในราคาหน้าสวน (ขึ้นลงตามราคาหน้าสวนในแต่ละช่วงเวลา) ทั้งขายปลีกและส่งนำมาจำหน่ายถึง 15 ตัน

“เดือนกรกฎาคมนี้ งานจะแบ่งเป็น 2 รอบ รอบแรกจะจบวันนี้ 12 ก.ค. มีรายการพิเศษลดสั่งลาวันก่อนสิ้นรอบ สินค้าต่างๆ จะลดพิเศษ 30-50% และเปลี่ยนรอบใหม่ มีโปรโมชั่น 100 ท่านแรกแจกฟรี โดยผู้เข้าชมงาน 100 ท่านแรกที่มาเยี่ยมชมตลาดและซื้อสินค้าอย่างน้อย 1 ชิ้น มูลค่าเท่าไรก็ได้ ในวันที่ 13-14 ก.ค.60 จะได้รับของรางวัลแจกฟรี 1 ชิ้น โดยมีรางวัลใหญ่ เป็นพัดลมตั้งโต๊ะ จึงขอเชิญชวนผู้ที่สนใจ เลือกชมสินค้าต่างๆ โดยการจัดงานครั้งนี้จะเป็นการเชื่อมโยงการตลาดจากผู้ผลิตสู่ผู้บริโภคโดยตรง ก่อให้เกิดรายได้จำนวนมหาศาลกระจายไปยังผู้ประกอบการและเกษตรกรได้อย่างแท้จริง อีกทั้งยังส่งผลต่อการขยายตัวของเศรษฐกิจฐานรากตามนโยบายรัฐบาลได้อีกทางหนึ่งด้วย” อธิบดีกรมการพัฒนาชุมชนกล่าว

 

นักธุรกิจ-ผู้ประกอบการ ห้ามพลาด!! งาน SET Social Impact Day 2017

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 12 ก.ค. 2560 10:35

อ่านข่าวต่อได้ที่: https://www.thairath.co.th/content/1001912

ตลาดหลักทรัพย์ฯ ชวนธุรกิจ และผู้ประกอบการสังคม รวมพลังเพื่อความยั่งยืน เปิดไอเดียคนรุ่นใหม่ไฟแรง พร้อมให้จับคู่เป็นพันธมิตรแก้ไขปัญหาสังคมเพื่อประสานงานให้ทุกภาคส่วน โดยเฉพาะภาคธุรกิจ บริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ มีส่วนร่วมแก้ไขปัญหา และพัฒนาสังคมสู่ความยั่งยืน ตามนโยบายประชารัฐ…

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย เตรียมจัดงาน SET Social Impact Day 2017: Partnership for the Goals “รวมพลังเพื่อความยั่งยืน” เป็นปีที่ 2 ในวันพฤหัสบดีที่ 13 ก.ค. 60 เวลา 08.30–17.00 น. ณ หอประชุมศาสตราจารย์ สังเวียน อินทรวิชัย อาคารตลาดหลักทรัพย์ฯ ถ.รัชดาภิเษก โดยเชิญชวนภาคธุรกิจมาร่วมในงานนี้ เพื่อพบปะสร้างแรงบันดาลใจ จากการพูดคุยกับผู้ก่อตั้งกิจการเพื่อสังคมในด้านต่างๆ ทั้งด้านชุมชน สิ่งแวดล้อม ช่วยเหลือผู้ด้อยโอกาส สุขภาพและการศึกษา ซึ่งกิจการเพื่อสังคมกว่า 30 ราย จะมาเสนอแนวคิด และกิจกรรมที่ทำเพื่อแก้ไขปัญหาสังคม ตลอดจนสะท้อนอุปสรรค และความต้องการในการพัฒนาให้ภาคธุรกิจรู้ อันจะนำไปสู่ความร่วมมือเป็นพันธมิตรกับภาคธุรกิจในการดูแลแก้ไขปัญหาสังคมและสิ่งแวดล้อมต่อไป

นางเกศรา มัญชุศรี กรรมการและผู้จัดการ ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย เปิดเผยว่า SET Social Impact จัดขึ้นเป็นปีที่ 2 มั่นใจว่าจะได้รับการตอบรับจากบริษัทจดทะเบียนและกิจการเพื่อสังคม มาร่วมงานอย่างคึกคัก ปัจจุบันมีบริษัทจดทะเบียนฯ ให้ความสนใจเป็นสมาชิกโครงการนี้แล้ว 60 ราย และกิจการสังคมลงทะเบียนเป็นเครือข่ายแล้วเกือบ 60 บริษัท และมียอดผู้เข้ามาดูข้อมูลการลงทุนเพื่อสังคม ผู้ประกอบการเพื่อสังคม นโยบายธุรกิจด้านสังคมและสิ่งแวดล้อม ผ่านเว็บไซต์กว่า http://www.SETSocialImpact.com กว่า 130,000 วิวแล้ว

ในงาน SET Social Impact Day 2017 ยังจะมีการนำเสนอบทพิสูจน์ผลลัพธ์จากการลงทุนเพื่อสังคม (Social Impact Investment) อีกทั้งมีการจัดเสวนา แชร์ความรู้จากผู้ลงมือทำจริง ในการแก้ไขปัญหาสังคมสู่การต่อยอดธุรกิจและสังคมที่ดี นอกจากนี้ ยังมีบูธของกิจการเพื่อสังคมคนรุ่นใหม่ ซึ่งนำผลิตภัณฑ์ บริการ ที่มีความโดดเด่น สร้างสรรค์ และตอบโจทย์สังคมได้อย่างแท้จริงมาแสดง อาทิ ผลิตภัณฑ์เพื่อยกระดับชีวิตอาชีพให้ชุมชนสตรีทางภาคใต้ การเพิ่มมูลค่าผลผลิตทางการเกษตรและเพิ่มรายได้ให้เกษตรกร ผลิตภัณฑ์เพื่อให้อาชีพกับผู้ป่วยโรคมะเร็ง ผลิตภัณฑ์ที่ออกแบบโดยมืออาชีพ แต่เย็บด้วยหัวใจของผู้ด้อยโอกาส นวัตกรรมทางการศึกษาที่เข้าถึงความสนใจของผู้เรียน โปรแกรมการดูแลสุขภาพผู้ป่วยโรคเบาหวาน เครื่องฝึกเดินสำหรับผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมอง

ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ยังได้เชิญผู้เชี่ยวชาญมาให้คำแนะนำเกี่ยวกับการทำซีเอสอาร์ และการพัฒนาอย่างยั่งยืนด้วย ในงาน SET Social Impact Day ด้วย ผู้สนใจเข้าร่วมงานสอบถามรายละเอียด ได้ที่ SET Contact Center 0 2009 9999 หรือติดต่อลงทะเบียนที่หน้างาน.

 

ทิศทางดอกเบี้ยโลกเริ่มขาขึ้น คาดกระทบผลตอบแทนตราสารหนี้ระยะยาว

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 12 ก.ค. 2560 09:00

อ่านข่าวต่อได้ที่: https://www.thairath.co.th/content/1001700

บลจ.ไทยพาณิชย์ แนะทยอยสะสมหุ้นสหรัฐฯ-ญี่ปุ่น พร้อมมองหุ้นไทย และเกาหลี ยังน่าสนใจ เตือนระวังลงทุนตราสารหนี้ระยะยาว หลังสหรัฐฯ ยุโรป เริ่มส่งสัญญาณใช้นโยบายผ่อนคลายทางการเงินน้อยลง

นายณรงค์ศักดิ์ ปลอดมีชัย กรรมการผู้จัดการและประธานเจ้าหน้าที่บริหารการลงทุน บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน (บลจ.) ไทยพาณิชย์ จำกัด กล่าวว่า ภาพรวมการลงทุนในสัปดาห์นี้ แนะนำให้นักลงทุนเพิ่มความระมัดระวังในการลงทุนในตราสารทุน และตราสารหนี้ระยะยาว และเตรียมตัวกับภาวะดอกเบี้ยโลกขาขึ้น หลังจากธนาคารกลางยุโรปและธนาคารกลางสหรัฐฯ ส่งสัญญาณเกี่ยวกับทิศทางนโยบายการเงินที่ผ่อนคลายน้อยลง ซึ่งเร็วกว่าการคาดการณ์ของตลาด โดยคาดว่าจะส่งผลให้อัตราผลตอบแทนตราสารหนี้ทั่วโลกปรับตัวสูงขึ้น

อย่างไรก็ตาม ยังคงมีมุมมองที่เป็นบวกต่อตลาดหุ้นโดยรวม เนื่องจากตัวเลขเศรษฐกิจในประเทศขนาดใหญ่ยังคงความแข็งแกร่ง และชี้ถึงการขยายตัวในระดับที่ดีขึ้น ซึ่งยังเป็นภาพที่สนับสนุนการบริโภคและผลประกอบการบริษัทจดทะเบียน โดยแนะนำให้ทยอยสะสมหุ้นสหรัฐฯ จากเศรษฐกิจที่แข็งแกร่งและมีแนวโน้มเร่งตัวดีขึ้นในช่วงครึ่งปีหลัง

นอกจากนี้ ค่าเงินดอลลาร์อ่อนค่าตั้งแต่ช่วงต้นปี เป็นปัจจัยสนับสนุนผลประกอบการบริษัท รวมถึงทยอยสะสมหุ้นญี่ปุ่น หลังจากตัวเลขเศรษฐกิจล่าสุดที่ออกมาเป็นที่น่าพอใจ และคาดว่าอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ ที่มีแนวโน้มปรับตัวขึ้น ช่วยให้ค่าเงินเยนอ่อนค่าเมื่อเทียบกับค่าเงินดอลลาร์ ซึ่งเป็นปัจจัยทางบวกต่อตลาดหุ้นญี่ปุ่น

นายณรงค์ศักดิ์ กล่าวอีกว่า เรายังแนะนำให้ทยอยซื้อสะสมหุ้นของตลาดหุ้นไทย และเกาหลี จากแนวโน้มการค้าระหว่างประเทศฟื้นตัว ซึ่งทั้งสองประเทศมีสัดส่วนการส่งออกต่อ GDP ในระดับสูง นอกจากนี้ ไทยและเกาหลีมีการค้าเกินดุล และเงินสำรองระหว่างประเทศในระดับสูง ส่งผลให้ค่าเงินบาทและเงินวอนมีเสถียรภาพ ทำให้ลดความกังวลของนักลงทุนต่างชาติจากความผันผวนของค่าเงิน

ขณะเดียวกัน แนะนำให้นักลงทุนระมัดระวังกับตลาดหุ้นที่มีความเสี่ยงจากการปรับตัวขึ้นของอัตราดอกเบี้ย เช่น H-share และตลาดที่มูลค่าพื้นฐานสูง เช่น อินเดีย โดยให้ชะลอการลงทุนในตลาดหุ้น H-share เนื่องจากเป็นตลาดที่มีความผันผวนสูงกับอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ และชะลอการลงทุนในตลาดอินเดีย เนื่องจากมูลค่าพื้นฐานแพงและการเข้าซื้อสะสมของนักลงทุนต่างชาติอยู่ในระดับสูง ทำให้ความเสี่ยงขาลงมีมาก หากนักลงทุนต่างชาติเทขายจากนโยบายการเงินตึงตัวในหลายประเทศ

สำหรับสินทรัพย์ทางเลือก แนะนำให้นักลงทุนมีทองคำในพอร์ตไว้บ้างเพื่อการกระจายความเสี่ยงจากความผันผวนในตลาดหุ้น โดยเฉพาะในช่วงที่ความผันผวนในตลาดมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นหลังจากธนาคารกลางหลายแห่งออกมาส่งสัญญาณลดความผ่อนคลายของนโยบายการเงิน คาดว่าการแข็งค่าของค่าเงินดอลลาร์ยังจำกัด เนื่องจากตลาดได้คาดการณ์ความแข็งแกร่งของเศรษฐกิจสหรัฐฯ ไว้ส่วนหนึ่งแล้ว ทำให้แรงกดดันต่อราคาทองคำลดลง

ส่วนน้ำมันแนะนำให้ทยอยซื้อสะสมน้ำมันจากสต๊อกน้ำมันดิบและแก๊สโซลีนในสหรัฐฯ ที่ลดลงต่อเนื่อง และมีปัจจัยสนับสนุนจากอัตราการใช้กำลังการผลิตโรงกลั่นน้ำมันในสหรัฐฯ มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นตามความต้องการใช้น้ำมันที่สูงขึ้นในช่วงหน้าร้อน (Driving season) นอกจากนี้ คาดว่าความต้องการเพื่อใช้ในภาคอุตสาหกรรมจากสหรัฐฯ จีน และยุโรปยังขยายตัวต่อเนื่อง จากตัวเลขดัชนี PMI ภาคอุตสาหกรรมที่ยังคงชี้ถึงการขยายตัวในระดับสูง

 

นักลงทุนรอเฮ ร่วมลุ้นทุกจังหวะ ‘หุ้นไทย’ ไต่ระดับถึง 1,600 จุด หรือไม่

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 12 ก.ค. 2560 08:50

อ่านข่าวต่อได้ที่: https://www.thairath.co.th/content/1001739

เผลอนิดเดียวก็เข้าสู่เดือน ก.ค.กันแล้ว ซึ่งอีกไม่กี่อึดใจก็จะเริ่มนับถอยหลังเข้าสู่สิ้นปีแล้ว ในช่วงครึ่งปีแรกที่ผ่านมา บรรยากาศการลงทุนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย หรือที่ชอบเรียกกันว่า หุ้นไทย ก็ผันผวนและหวือหวาพอสมควร ทั้งขึ้นทั้งลง ซึ่งก็เป็นไปตามปัจจัยในประเทศและต่างประเทศ ที่เข้ามากดดันการลงทุนอย่างไรก็ตาม ช่วงครึ่งปีแรก เรามักจะได้ยินว่า ปี 60 นี้จะได้เห็นดัชนีหุ้นไทยไปแตะที่ 1,600 จุด อย่างแน่นอน ‘ไทยรัฐออนไลน์’ จะพาไปดูว่ามีความเป็นได้มากน้อยแค่ไหนที่จะเห็นดัชนีหุ้นไทยที่ 1,600 จุด และปัจจัยใดที่จะสนับสนุนให้ดัชนีทยานไปตามเป้าที่ตั้งไว้

บลจ.ทาลิส ให้กรอบหุ้นไทยปีนี้ที่ 1,450-1,750 จุด

ประภาส ตันพิบูลย์ศักดิ์ ประธานเจ้าหน้าที่การลงทุน บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน (บลจ.) ทาลิส จำกัด กล่าวว่า แนวโน้มผลประกอบการบริษัทจดทะเบียนประจำไตรมาส 2/60 ถึงแม้จะชะลอตัวลงเมื่อเปรียบเทียบกับไตรมาส 1/60 ที่มีกำไรสุทธิรวมอยู่ที่ 2.84 แสนล้านบาท

ประภาส ตันพิบูลย์ศักดิ์อย่างไรก็ตาม พื้นฐานทางเศรษฐกิจของประเทศไทยที่มีแนวโน้มฟื้นตัว อาทิ ภาคการส่งออกและการลงทุนของรัฐ รวมถึงการท่องเที่ยว ตลอดจนการฟื้นตัวของรายได้เกษตรจะมีส่วนช่วยสนับสนุนให้ดัชนีตลาดหุ้นไทยปรับตัวขึ้นเกินระดับ 1,600 จุด ได้ในปีนี้

“ถือเป็นสัญญาณที่ดีต่อตลาดหุ้นไทย เพราะทั้งแนวโน้มการขยายตัวทางเศรษฐกิจของประเทศไทย และโดยเฉพาะกำไรบริษัทจดทะเบียนในไตรมาส 2/60 ที่คาดว่าจะยังอยู่ในระดับสูง จะมีส่วนผลักดันดัชนีตลาดหุ้น ปรับตัวเกินระดับ 1,600 จุดในปีนี้ได้ ทั้งนี้ บลจ.ทาลิส คาดว่ากำไรรวมของบริษัทจดทะเบียนตลอดทั้งปี 60 นี้ จะสามารถแตะระดับ 1 ล้านล้านบาท ซึ่งจะเป็นการทำสถิติใหม่ได้”

ทั้งนี้ คาดแนวโน้มตลาดหุ้นไทยในปี 2560 ยังอยู่ในทิศทางที่เป็นขาขึ้นเคลื่อนไหวในกรอบ 1,450-1,750 จุด ขณะที่หุ้นในกลุ่มรับเหมาก่อสร้าง อสังหาริมทรัพย์ และกลุ่มธนาคารพาณิชย์ ยังเป็นกลุ่มที่น่าสนใจ เนื่องจากมีแนวโน้มฟื้นตัวขึ้นจากปีที่ผ่านมา

ธิดาศิริ ศรีสมิตบลจ.กสิกรไทย ให้กรอบสิ้นปีแตะ 1,650 จุด 

ธิดาศิริ ศรีสมิต รองกรรมการผู้จัดการ และประธานบริหารการลงทุนตราสารทุน บลจ.กสิกรไทย กล่าวว่า เรามีมุมมองเชิงบวกต่อการเติบโตของเศรษฐกิจไทยในครึ่งปีหลัง โดยมีปัจจัยขับเคลื่อนจากการฟื้นตัวของภาคการส่งออก รวมทั้งการลงทุนและการเบิกจ่ายงบประมาณที่คาดว่าจะมีการเร่งตัวขึ้นในครึ่งปีหลัง

นอกจากนี้ จำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติยังขยายตัวใกล้เคียงกับที่คาดไว้ โดยบริษัทประเมินตัวเลขเศรษฐกิจ (GDP) ของไทยในปี 2560 ไว้ที่ประมาณ 3.3-3.4% ในขณะที่ตัวเลขการส่งออกคาดการณ์แนวโน้มการเติบโตอยู่ที่ 3.5%

ส่วนมุมมองการลงทุนในหุ้นไทย เชื่อว่ายังมีโอกาสสร้างผลตอบแทนที่ดีได้ในปีนี้ โดยบลจ.กสิกรไทย คาดการณ์ดัชนีหุ้นไทยปลายปีอยู่ที่ระดับ 1,650 จุด อย่างไรก็ตาม ผู้ลงทุนยังคงต้องติดตามปัจจัยต่างประเทศที่อาจมีผลกระทบต่อการลงทุน

ทั้งนโยบายเศรษฐกิจของสหรัฐฯ ภายใต้การบริหารงานของประธานาธิบดีทรัมป์ รวมไปถึงปัจจัยด้านนโยบายการเงินของ Fed ในการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยของสหรัฐฯ ที่อาจส่งผลต่อการเคลื่อนย้ายเม็ดเงินลงทุนในภูมิภาค และความผันผวนของอัตราแลกเปลี่ยนได้ในระยะสั้น

สำหรับ กลยุทธ์การลงทุนในหุ้นไทย บลจ.กสิกรไทย ยังคงให้น้ำหนักการลงทุนในหุ้นกลุ่มที่มีผลประกอบการมีแนวโน้มเติบโตอย่างมั่นคง และเน้นลงทุนในหุ้นกลุ่มที่ได้รับผลประโยชน์จากการฟื้นตัวของเศรษฐกิจ และการลงทุนของภาครัฐในครึ่งปีหลัง รวมถึงภาคอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวที่มีการปรับตัวดีขึ้นอย่างต่อเนื่อง

บล.ทิสโก้ ชี้ดัชนีทะลุเหนือ 1,600 จุด ยังต้อง ‘ซื้อตาม’

วิวัฒน์ เตชะพูลผล รองกรรมการผู้จัดการและหัวหน้าฝ่ายวิเคราะห์ทางเทคนิค บริษัทหลักทรัพย์ (บล.) ทิสโก้ จำกัด กล่าวว่า ตลาดหุ้นไทย มีแนวโน้มปรับตัวลดลงตามทิศทางของตลาดหุ้นโลก แต่เป็นการปรับลดลงอย่างจำกัด โดยให้แนวรับอยู่ที่ 1,550-1,530 จุด จากนั้นดัชนีจะทยอยปรับตัวขึ้นในระยะเวลาอีก 2 เดือนข้างหน้า

ทั้งนี้ เนื่องจากในช่วงที่ผ่านมา ดัชนีหุ้นไทยยังปรับตัวขึ้นน้อยกว่าตลาดโลก (Laggard) โดยในช่วงครึ่งปีแรกให้อัตราผลตอบแทนจากการลงทุนอยู่ที่ระดับเพียง 2.6% เท่านั้น ถือว่าอยู่ในระดับต่ำสุดในกลุ่ม TIP ได้แก่ ไทย อินโดนีเซีย และฟิลิปปินส์

ขณะที่ ผลตอบแทนในตลาดหุ้นเอเชียปรับตัวเพิ่มขึ้นสูงมาก โดยเฉพาะกองทุนที่เป็น Asia Pacific ex Japan เช่น ฮ่องกง เกาหลีใต้ ไต้หวัน อินเดีย ให้อัตราผลตอบแทนสูงถึงประมาณ 14% ตลาดหุ้นสหรัฐฯ ให้อัตราผลตอบแทนประมาณ 9% ยกเว้น NASDAQ ที่ให้ผลตอบแทนประมาณ 13% ส่วนตลาดหุ้นยุโรปให้ผลตอบแทนประมาณ 8-9% ดังนั้น ตลาดหุ้นไทยจึงมีโอกาส Outperform ในครึ่งปีหลัง จากทิศทางเศรษฐกิจที่ฟื้นตัวดีขึ้น และกระแสเงินลงทุน (Fund Flow) ไหลเข้า

“หุ้นไทยยัง Laggard อยู่มาก โดยในช่วง 4 ปีที่ผ่านมาสถานะการซื้อขายของนักลงทุนต่างชาติยังเป็นการขายสุทธิ เพราะ Fund Flow เลือกไหลเข้าไปไต้หวัน อินเดีย อินโดนีเซีย ฟิลิปปินส์ แต่สิ่งที่น่าสนใจคือในช่วงครึ่งหลักของปี 2560 การลงทุนโครงการต่างๆ ของภาครัฐจะเดินหน้ามากขึ้น เช่น โครงการก่อสร้างรถไฟฟ้า โครงการระเบียงเศรษฐกิจภาคตะวันออก (EEC) หรือกระทั่งการเลือกตั้งที่มีความชัดเจนมากขึ้น”

นายวิวัฒน์ กล่าวว่า ในช่วงเดือน ก.ค.-ส.ค. 2560 จึงแนะนำให้นักลงทุนทยอยซื้อสะสม โดยมีแนวรับที่ 1,550 และ 1,530 จุด และในช่วงปลายปีหากดัชนีหุ้นไทยขึ้นทะลุเหนือ 1,600 จุด ยังแนะนำให้ ซื้อตาม และถือยาว หรือเล่นสั้นขายทำกำไร ช่วงก่อนการประชุมเฟดในช่วงต้น ก.ย. หรือต้น ธ.ค. 60

ทั้งนี้ ให้แนวต้านในระยะนี้ที่ 1,600-1,620 จุด และคงเป้าหมายที่ 1,650 จุด ในกลุ่มหุ้นเด่นที่อิงนโยบายการลงทุนของภาครัฐ เช่น กลุ่มรับเหมาก่อสร้าง กลุ่มโลจิสติกส์ กลุ่มนิคมอุตสาหกรรม รวมถึงหุ้นที่ได้ประโยชน์จากการอ่อนค่าของเงินบาท การค้า การส่งออก และหุ้นที่อิงกับการบริโภคในประเทศ

 

3 สินค้าจูงมือขึ้นทะเบียนจีไอ กาแฟ-ส้มโอ-ลำไยรสชาติจี๊ด

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 12 ก.ค. 2560 06:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: https://www.thairath.co.th/content/1001634

นายทศพล ทังสุบุตร อธิบดีกรมทรัพย์สินทางปัญญา เปิดเผยว่า กรมได้ประกาศขึ้นทะเบียนสินค้าสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ (จีไอ) เพิ่มอีก 3 รายการ ได้แก่ กาแฟเทพเสด็จ จังหวัดเชียงใหม่, ส้มโอหอมควนลัง จังหวัดสงขลา และลำไยเบี้ยวเขียวลำพูน จังหวัดลำพูน ทำให้ขณะนี้ กรมได้ประกาศขึ้นทะเบียนสินค้าจีไอแล้วทั้งสิ้น 93 รายการ แบ่งเป็นคำขอไทย 79 รายการ ต่างประเทศ 14 รายการ และอยู่ระหว่างการพิจารณาขึ้นทะเบียนอีก 60 รายการ

สำหรับสินค้าที่ได้ขึ้นทะเบียนจีไอ เป็นสินค้าที่มาจากแหล่งผลิตเฉพาะเจาะจง มีประวัติความเป็นมาและความสัมพันธ์เชื่อมโยงกับแหล่งผลิตแต่ละแห่ง โดย 3 สินค้าล่าสุด ได้แก่ กาแฟเทพเสด็จ เป็นกาแฟอาราบิก้าสายพันธุ์คาติมอร์ คาทูรา และคาทุย ที่ปลูกร่วมกับป่าไม้และสวนชา (เมี่ยง) บนพื้นที่ระดับความสูง 1,100-1,600 เมตรจากระดับน้ำทะเล ในพื้นที่ตำบลเทพเสด็จ อำเภอดอยสะเก็ด จังหวัดเชียงใหม่ จนได้กาแฟที่มีกลิ่นหอมเป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัว

ส่วนส้มโอหอมควนลัง มีเปลือกหอมโดดเด่นแตกต่าง มีผลกลมสูง ไม่มีจุก เนื้อสีชมพูเข้มถึงแดง เนื้อนิ่มฉ่ำ เมล็ดลีบถึงไม่มีเมล็ด รสชาติหวานอมเปรี้ยวไม่ขม ปลูกในพื้นที่เทศบาลเมืองควนลัง ตำบลควนลัง อำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา

ขณะที่ ลำไยเบี้ยวเขียวลำพูน เป็นลำไยพันธุ์เบี้ยวเขียวป่าเส้าผลกลม ผิวเปลือกขรุขระ สีน้ำตาลปนเขียว เนื้อแห้งแน่นสีขาวขุ่น รสชาติหวานหอม เมล็ดสีดำมันกลมและแบนด้านข้าง ปลูกในพื้นที่ 6 ตำบลของอำเภอเมือง จังหวัดลำพูน ได้แก่ ตำบลหนองช้างคืน ตำบลอุโมงค์ ตำบลเหมืองง่า ตำบลต้นธง ตำบลริมปิง และตำบลประตูป่า.

 

เตือนฝนตกหนัก 11-17 ก.ค.นี้

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 12 ก.ค. 2560 05:55

อ่านข่าวต่อได้ที่: https://www.thairath.co.th/content/1001650

กรมชลฯยันเขื่อนมีพื้นที่รับน้ำอื้อ-กรุงเทพฯไม่ท่วม

นายสัญชัย เกตุวรชัย อธิบดีกรมชลประทาน เปิดเผยว่า ในช่วง 7 วัน ตั้งแต่วันที่ 11 -17 ก.ค.60 นี้ จะมีฝนตกหนักในทุกพื้นที่ ของประเทศไทย ในบริเวณภาคเหนือ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ภาคกลาง ภาคตะวันออก และภาคใต้ แบ่งเป็นช่วงวันที่ 11-13 ก.ค.60 มีฝนตกกระจายตัวประมาณ 40-60% ของพื้นที่ทั้งหมด ส่วนช่วงวันที่ 14-17 ก.ค.มีฝนตกหนัก 60-70% ของพื้นที่ทั้งหมด โดยมีปริมาณฝนตกมากกว่าช่วงเดียวกันของปี 59 ประมาณ 52%

อย่างไรก็ตาม ปัจจุบันเขื่อนเก็บน้ำขนาดใหญ่และขนาดกลางของประเทศ มีปริมาณนํ้า 42,006 ล้านลูกบาศก์เมตร (ลบ.ม.) หรือประมาณ 56% ของความจุอ่างเก็บน้ำ มีพื้นที่รองรับน้ำฝนเพื่อกักเก็บไว้ใช้อีก 44% หรือประมาณ 33,208 ล้าน ลบ.ม. ประกอบกับปริมาณน้ำในอ่างเก็บน้ำปีนี้มีปริมาณน้ำมากกว่าปีที่ผ่านมา 8,565 ล้าน ลบ.ม. กรมชลฯจึงขอยืนยันว่าจะมีน้ำให้เกษตรกรใช้ตลอดฤดูเพาะปลูก ส่วนน้ำท่วมขังจะมีแค่บางพื้นที่ โดยพื้นที่การเกษตรและกรุงเทพฯ ยังไม่ได้รับผลกระทบ

นายทองเปลว กองจันทร์ รองอธิบดีกรมชลประทาน กล่าวว่า 4 เขื่อนหลักในลุ่มเจ้าพระยา ได้แก่ สิริกิติ์ แควน้อยบำรุงแดน ป่าสักชลสิทธิ์ และภูมิพล มีปริมาณน้ำใช้การได้ 4,636 ล้าน ลบ.ม. มากกว่าปีที่ผ่านมา 3,000 กว่าล้าน ลบ.ม. แบ่งเป็นเขื่อนสิริกิติ์มีปริมาณน้ำใช้การ 1,668 ล้าน ลบ.ม. แควน้อยบำรุงแดน มีปริมาณน้ำใช้การ 369 ล้าน ลบ.ม. ป่าสักชลสิทธิ์ มีปริมาณน้ำใช้การ 353 ล้าน ลบ.ม.และภูมิพล มีปริมาณน้ำใช้การ 2,226 ล้าน ลบ.ม. “ปัจจุบัน 4 เขื่อนหลักลุ่มเจ้าพระยามีการระบายน้ำออกรวมกันวันละ 32 ล้าน ลบ.ม. แม้ช่วงนี้จะมีฝนตกติดต่อกัน โดยเขื่อนภูมิพลต้องระบายน้ำจากท้ายเขื่อนวันละ 5 ล้าน ลบ.ม. เนื่องจากตั้งแต่จังหวัดตากลงไปยังต้องใช้น้ำเพื่อรักษาระบบนิเวศและน้ำเพื่อทำการเกษตร เพราะพื้นที่เหล่านั้นไม่มีฝนตก ส่วนเขื่อนสิริกิติ์ต้องระบายน้ำวันละ 10-20 ล้าน ลบ.ม. เนื่องจากต้องช่วยสนับสนุนน้ำด้านท้ายเขื่อนใน จ.อุตรดิตถ์ จนถึงพิษณุโลก”

นอกจากนี้ กรมชลฯจะควบคุมปริมาณน้ำไหลผ่านท้ายเขื่อนเจ้าพระยาไม่ให้เกิน 850 ลบ.ม.ต่อวินาที เนื่องจากช่วง 7 วันต่อจากนี้จะมีฝนตกลงมาอีก ซึ่งจะเร่งเตือนพื้นที่เสี่ยงน้ำท่วมขังให้เตรียมรับมือ.

 

คุยฟุ้งคนไทยมั่นใจสุดๆ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 12 ก.ค. 2560 05:50

อ่านข่าวต่อได้ที่: https://www.thairath.co.th/content/1001644

“บิ๊กตู่” สั่งตีปี๊บพีอาร์ความสำเร็จผลงานรัฐ

พล.ท.สรรเสริญ แก้วกำเนิด โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ได้สั่งการในที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) เกี่ยวกับกรณีที่มหาวิทยาลัยหอการค้าไทยมีผลสำรวจการใช้จ่ายของประชาชนในช่วงวันอาสาฬหบูชา และวันเข้าพรรษา อยู่ที่ประมาณ 6,200 ล้านบาท เพิ่มขึ้นกว่าปีที่ผ่านมา 8% แสดงว่า ประชาชนเกิดความมั่นใจในสถานการณ์บ้านเมืองเริ่มมีความเชื่อมั่นในการแก้ปัญหาของรัฐบาล จึงต้องการให้รัฐมนตรีทุกคนนำเรื่องนี้ไปเผยแพร่ เพราะการจะสร้างความมั่นใจให้ประชาชนได้ ข้าราชการต้องมั่นใจในผลที่เกิดขึ้น จากการทำงานของตนเองก่อน

นอกจากนี้ นายกรัฐมนตรียังกล่าวถึงการแก้ปัญหาเรื่องหนี้สิน ที่ให้นโยบายไปก่อนหน้านี้ โดยเฉพาะหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้หรือหนี้เสียของประชาชน ซึ่งเกิดจากการใช้เงินเกินตัวผ่านบัตรเครดิตกันค่อนข้างมาก มากกว่าเงินเดือนของตัวเอง โดยธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ได้ส่งสัญญาณผ่านนายกรัฐมนตรีว่า อีกไม่นานจะเตรียมออกมาตรการควบคุมสินเชื่อบัตรเครดิต และสินเชื่อส่วนบุคคล เพื่อแก้ปัญหาหนี้สินของครัวเรือน และแก้ปัญหาของคนรุ่นใหม่ ที่มักสร้างหนี้สินเกินตัว อาจปรับเปลี่ยนเพดานวงเงินบัตรเครดิตที่กำหนดไว้เดิมที่ไม่เกิน 5 เท่าต่อเดือน เป็นกำหนดตามเพดานของเงินเดือน เช่น รายได้ต่อเดือนอยู่ที่ 15,000-30,000 บาท จะได้รับวงเงินไม่เกิน 1.5 เท่าของรายได้ เป็นต้นมาตรการนี้จะเป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้ประชาชนไม่ใช้เงินเกินตัว.

 

ชี้ค่าเงินช่วยชีวิตคนใช้ไฟฟ้า แข็งแต่ละบาทเอฟทีลด 5 สต.

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 12 ก.ค. 2560 05:45

อ่านข่าวต่อได้ที่: https://www.thairath.co.th/content/1001632

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ในที่ประชุมคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (กกพ.) วันที่ 12 ก.ค.นี้ กกพ.จะพิจารณาการประกาศค่าไฟฟ้าผันแปรอัตโนมัติ (เอฟที) งวดใหม่ หรือในเดือน ก.ย.-ธ.ค.นี้ โดยจะปรับขึ้นประมาณ 7-8 สตางค์ (สต.) ต่อหน่วย จากเดิมคาดการณ์ว่าจะปรับขึ้น 10-12 สต.ต่อหน่วย เนื่องจากทิศทางเงินบาทแข็งค่าขึ้น จากงวดปัจจุบันเดือน พ.ค.-ส.ค.นี้ ที่เฉลี่ย 35.19 บาทต่อเหรียญสหรัฐฯ ทำให้สามารถลดต้นทุนได้ โดยทุกๆการแข็งค่า 1 บาทต่อเหรียญสหรัฐฯ จะทำให้เอฟทีลดลงได้ 5-6 สต.ต่อหน่วย อย่างไรก็ตาม ปัจจัยที่ทำให้ค่าเอฟทีเพิ่มขึ้น ยังมีสาเหตุอื่นๆมาจากราคาก๊าซธรรมชาติที่เป็นเชื้อเพลิงหลักของการผลิตไฟที่สะท้อนราคาน้ำมันย้อนหลัง 8-12 เดือน ซึ่งที่ผ่านมามีราคาปรับขึ้นที่ระดับ 250 บาทต่อล้านบีทียู ซึ่งที่ประชุม กกพ.อาจพิจารณาให้ปรับขึ้นค่าเอฟทีไม่ถึง 7-8 สต.ต่อหน่วย หรืออาจเสนอให้การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) รับภาระค่าเอฟทีดังกล่าวแทนประชาชนไปก่อนอีกงวดหนึ่ง.

 

ธปท.ชี้ค่าเงินบาทยังผันผวนทั้งปี

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 12 ก.ค. 2560 05:40

อ่านข่าวต่อได้ที่: https://www.thairath.co.th/content/1001640

น.ส.วชิรา อารมย์ดี ผู้ช่วยผู้ว่าการสายการตลาด ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เปิดเผยในงานสัมมนา “เงินบาทแข็งค่า…ธุรกิจจะต้านทานได้นานแค่ไหน” ที่จัดโดยธนาคารเพื่อการส่งออกและนำเข้าแห่งประเทศไทย (EXIM BANK) ว่า ค่าเงินบาทปี 60 ยังคงผันผวน จากปัจจัยในต่างประเทศ ทั้งเรื่อง การดำเนินนโยบายเศรษฐกิจ-การเงินจากประเทศจีน ญี่ปุ่น สหรัฐอเมริกา และยุโรป รวมถึงความผันผวนของราคาน้ำมันในตลาดโลก ขณะที่การส่งออกปี 60 ยังมีทิศทางสดใส คาดว่าจะขยายตัวได้ถึง 4.1% หรือสูงกว่าปี 59 ที่เคย ขยายตัวได้ 2.1% โดยมีปัจจัยสนับสนุนจากการขยายตัวของเศรษฐกิจประเทศคู่ค้า ส่วนความท้าทายการส่งออก คือ ความต่อเนื่องของการฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลก นโยบายกีดกันทางการค้า การตอบสนองความต้องการสินค้าในรูปแบบใหม่ๆ และการค้าในยุคดิจิทัล

“แม้โดยภาพรวมความผันผวนของค่าเงินบาทปี 60 มีแนวโน้มผันผวนมากขึ้น ถือเป็นความท้าทาย ยอมรับว่าบทบาทของค่าเงินอาจมีผลกระทบต่อการส่งออกบ้าง แต่หากพิจารณาถึงความสัมพันธ์ระหว่างอัตราแลกเปลี่ยนค่าเงินกับปริมาณส่งออกหรือกำลังซื้อของคู่ค้าในต่างประเทศแล้ว อาจพบไม่มีความสัมพันธ์กันเท่าใดนัก เนื่องจากแม้ค่าเงินบาทจะเคยอ่อนตัวลงในปี 56-58 ขณะที่มูลค่าผลผลิตมวลรวมภายในประเทศ (จีดีพี) ของประเทศคู่ค้าในปี 55-58 จะปรับตัวดีขึ้นแล้วก็ตาม แต่กลับไม่ได้ช่วยให้การส่งออกสินค้าจากประเทศไทยขยายตัวเพิ่มขึ้น”

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) และธนาคารกลาง สิงคโปร์ (MAS) ได้ร่วมลงนามในความตกลงร่วมมือด้าน FinTech และบันทึกความเข้าใจทวิภาคีว่าด้วยการกำกับดูแลสถาบันการเงินฉบับปรับปรุง เพื่อให้เกิดการพัฒนาระบบนิเวศทางการเงินของไทยและสิงคโปร์ รวมถึงภูมิภาคอาเซียนให้ดียิ่งขึ้น โดย ธปท. และ MAS จะแบ่งปันข้อมูลเกี่ยวกับแนวโน้มของตลาดเกิดใหม่และประสิทธิผลของการกำกับดูแลต่อกฎระเบียบในปัจจุบัน อีกทั้งสนับสนุนความร่วมมือระหว่างบริษัท FinTech ที่เป็นคู่ค้ากัน โดยเฉพาะการศึกษาความเป็นไปได้เกี่ยวกับโครงการนวัตกรรมและการให้บริการทางการเงินข้ามพรมแดน.